วันเวลาปัจจุบัน 21 มิ.ย. 2019, 02:25  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


“อภิธรรม (สันสกฤต: abhidharma) หรืออภิธัมมะ (บาลี: abhidhamma) เป็นชื่อปิฎกศาสนาพุทธฉบับหนึ่งในปิฎกทั้งสามฉบับที่รวมเรียก "พระไตรปิฎก" อภิธรรมแปลว่าธรรมอันยิ่ง ปิฎกฉบับอภิธรรมนั้นเรียก "พระอภิธรรมปิฎก" ซึ่งว่าด้วยประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลเลย”



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2018, 18:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5701


 ข้อมูลส่วนตัว




cats (4).jpg
cats (4).jpg [ 28.27 KiB | เปิดดู 584 ครั้ง ]
คำว่า "ทัสสนะ" นั่นได้แก่โสดาปัตติมรรค เพราะโสดาปัตติมรรคเห็นพระนิพพานก่อนมรรคอื่นๆ
สำหรับโคตรภูนั้น แม้ว่าได้เห็นพระนิพพานก่อน โสดาปัตติมรรคก็จริง
แต่โคตรภูนั้นมิได้มีการประหารกิเลส อันเป็นกิจสำคัญ ดังที่อัฏฐสาลีนีอรรถกถาแสดงว่า

ในทัสสนติกะ บทว่า ทสฺสเนน อันได้แก่ โสดาปัตติมรรค, โสดาปัตติมรรคนั้นเรียกว่า ทัสสนะ
เพราะเห็นพระนิพพานเป็นครั้งแรก ส่วนโคตรภูคือปัญญาที่ในกุศลญาณสัมปยุตจิต
เห็นพระนิพพานก่อนกว่าโสดาปัตติมรรคจิตก็จริง ถึงอย่างนั้นโตตรภูญาณนั้น
ย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งอาวัชชนะของโสดาปัตติมรรค เหมือนอย่างว่าบุรุษผู้มาแต่ไกล
มาสู่สำนักของพระราชาด้วยกิจจำเป็นบางอย่าง แม้เห็นพระราชาผู้ประทับบนคอช้าง
ซึ่งกำลังเสด็จไปด้วยพลรถแต่ที่ไกล ถูกเขาถามว่า ท่านเฝ้าพระราชาเเล้วหรือ
แม้เห็นแล้วก็ตอบว่าข้าพเจ้ายังไม่ได้เข้าเฝ้า เพราะยังไม่ได้ทำกิจที่ควรทำ

ฉันใด โคตรภูญาณ แม้เห็นพระนิพพานแล้ว ก็ไม่เรียกว่าทัสสนะ(คือการเห็นพระนิพพาน)
ฉันนั้นเหมือนกันเพราะไม่มีการประหารกิเลสที่สมควรกระทำ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ม.ค. 2018, 18:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5701


 ข้อมูลส่วนตัว


สำหรับคำว่า "ภาวนา"นั้น ได้แก่อริยะเบื้องบน ๓ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมรรคเบื้องบน ๓ นั่น
ไม่ได้เห็นอารมณ์ที่เป็นไปพิเศษไปจากอารมณ์ของปัตติมรรค คงเห็นแต่อารมณ์พระนิพพาน
ที่โสดาปัตติมรรคเห็นแล้ว อริยมรรคเบื้องบน ๓ จึงชื่อว่าภาวนา ดังที่อัฏฐสาลินีอรรถกถาจารย์แสดงว่า

ในทุติยบท คำว่า ภาวนย ได้แก่มรรคที่เหลืออีก ๓ จริงอยู่ มรรคที่เหลืออีก ๓ ย่อมเกิดขึ้น
มรรคที่เหลือทั้ง ๓ นี้ไม่เห็นอะไรๆที่ยังไม่เคยเห็น(แต่เห็นนิพพานที่เคยเห็นมาแล้วเท่านั้น)
เพราะฉะนั้นมรรคที่เหลือ ๓ จึงเรียกว่าภาวนา

สำหรับทุติยบทนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาค ทรงแสดงด้วยสามารถแห่งความปฏิปักษ์ต่อบททั้งสอง

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2018, 07:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5701


 ข้อมูลส่วนตัว


การประหารอกุศลธรรมโดยมรรคทั้ง ๔

:b38: การประหารอกุศลธรรมของโสดาปัตติมรรค มี ๒ อย่าง คือ
๑) สมุจเฉทปหาน ประหานโดยเด็ดขาด
๒) ตนุกรปหาน ละได้โดยทำให้เบาบางลง

อกุศลธรรมที่พระโสดาปัตติมรรคประหารได้นั้น ได้แก่
ทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔ วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑ เจตสิกที่ประกอบ ๒๒

อกุศลธรรมที่โสดาปัตติมรรคที่ประหารได้ โดยทำให้เบาบางลง ได้แก่
ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ โทสมูลจิต ๒ เจตสิกที่ประกอบ ๒๕ ที่นำไปสู่อบาย (อปายคมนิย)

:b38: การประหารอกุศลธรรม ของสกทาคามิมรรคนั้น
มีแต่่ทำให้เบาบางลง (ตนุกรปหาน)ได้แก่ ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔
โทสมูลจิต ๒ เจตสิกที่ประกอบ ๒๕ ที่เป็นอย่างหยาบ

:b22: การประหารอกุศลธรรมของอนาคามิมรรค มีแต่สมุทจเฉทปหานอย่างเดียว
อกุศลธรรมนั้นได้แก่ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ ที่เกี่ยวกับกามราคะ และ
โทสมูลจิต ๒ เจตสิกที่ประกอบ ๒๕

:b29: การประหารอกุศลธรรมของอรหันตมรรค มีแต่สมุจเฉทประหารอย่างเดียว
ได้แก่ ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ ซึ่งเกี่ยวกับรูปราคะ อรูปนาคะ และอุทธัจจะสัมปยุตตจิต ๑
เจตสิกที่ประกอบ ๒๑

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ม.ค. 2018, 09:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5701


 ข้อมูลส่วนตัว


นักศึกษาพึงสังเกตว่า ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔ และโทสมูลจิตนั้น
เมื่อแบ่งออกตามอำนาจการประหารของมรรคจิตแล้ว คงจำแนกได้ดังนี้
ทิฏฐิคตวิปปยุตตจิตและเจตสิกที่ประกอบจำแนกำด้ ๕ แระเภท คือ
๑) ที่เป็นอปายคมนิยนำไปสู่อบายได้ ๑
๒) ที่เป็นโอฬาริกะ คืออย่างหยาบ แต่นำไปสู่อบายไม่ได้ ๑
๓) ที่เป็นสุขุมะ ซึ่งเกี่ยวกับกามราคะ ๑
๔) ที่เป็นสุขุมะ ซึ่งเกี่ยวกับรูปราคะ ๑
๕) ที่เป็นสุขุมะ ซึ่งเกี่ยวกับอรูปราคะ ๑

ใน ๕ ประเภทนั้น
ประเภทที่ ๑ พึงประหารโดยโสดาปัตติมรรค
ประเภทที่ ๒ พึงประหารโดยสกทาคามิมรรค
ประเภทที่ ๓ พึงประหารโดยอนาคามิมรรค
ประเภทที่ ๔ และ ๕ พึงประหารโดยอรหันตมรรค

โทสมูลจิต ๒ เจตสิกที่ประกอบ จำแนกเป็น ๓ ประเภท คือ
๑) ที่เป็นอปายคมนิยะ
๒) ที่เป็นโอฬาริกะ
๓) ที่เป็นสุขุม

ใน ๓ ประเภทนั้น
ประเภทที่ ๑ พึงประหารโดยโสดาปัตติมรรค
ประเภทที่ ๒ พึงประหารโดยสกทาคามิมรรค
ประเภทที่ ๓ พึงประหารโดยอนาคามิมรรค

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร