ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

กุศลเหมือนเรือที่แตก
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=66&t=61482
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  ลุงหมาน [ 23 ธ.ค. 2021, 09:23 ]
หัวข้อกระทู้:  กุศลเหมือนเรือที่แตก

กิเลสอันมีกำลังน้อยย่อมครอบงำนรชนนั้น อันตรายย่อมย่ำยีเขา ทุกข์ย่อมติดตาม
เพราะอันตรายย่ำยี เหมือนน้ำไหลเข้าสู่เรือแตก ฉะนั้น

คนทั่วไปมักถูกกิเลสครอบจิต จึงกระทำทุจริตเป็นต้นเพราะไม่ได้อบรมจิตเพื่อพัฒนา
สมาธิและปัญญา ความจริงแล้วกิเลสที่เป็นอกุศลนั้นมีกำลังน้อยกว่ากุศล เพราะถูกละได้ด้วยกุศล
เหมือนเรือที่แตกที่บรรทุกของหนักอันเหมือนอกุศลได้ ดังนั้น เหล่าสัตว์จึงสามารถละกิเลส
แล้วบรรลุถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ ถ้าอกุศลมีกำลังมากกว่ากุศลแล้ว เหล่าสัตว์ก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด
ในวัฏฏสงสาร โดยไม่อาจพ้นทุกข์ในวัฏฏโดยแท้

เพราะเหตุนั้น บุคคลพึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ งดเว้นกามทั้งหลายเสียเขาละกามนั้นได้แล้วพึงข้ามห้วงน้ำได้
เหมือนบุรุษวิดน้ำเรือพึงถึงฝั่ง ฉะนั้น ผู้ที่ข่มความรักใคร่ในวัตถุกามด้วยอำนาจสมถะและ
วิปัสสนา พร้อมทั้งละได้ด้วยอริยมรรคแล้ว ย่อมข้ามห้วงน้ำทั้ง ๔ ได้
กาโมฆะ, ภโวฆะ,ทิฏโฐฆะ,อวิชโชฆะ, ย่อมบรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน
ซึ่งดับรูปนามทั้งหมดเมื่อสิ้นชีวิตแล้ว

มีสติทุกเมื่อหมายความว่า เจริญสติอย่างต่อเนื่องทั้งกลางวันและกลางคืน
งดเว้นกามทั้งหลายเสีย หมายความว่าไม่ก่อกิเลสเป็นที่น่าพอใจ วัตถุกาม
โดยข่มไว้ด้วยสมถะและละอย่างเด็ดขาดด้วยวิปัสสนา
ละกามนั้นได้แล้ว ระบุถึงอริยะมรรค ซึ่งละกิเลสโดยเด็ดขาด
ตามสมควรแก่มรรคนั้นๆ

ไฟล์แนป:
IMGP4449W-MOTION.gif
IMGP4449W-MOTION.gif [ 1.37 MiB | เปิดดู 1016 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ลุงหมาน [ 19 ม.ค. 2022, 07:19 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: กุศลเหมือนเรือที่แตก

ในคาถาว่า “อสฺสาเททีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อัสสาทะเป็นไฉน ? คาถาว่า

สัตว์โลกย่อมปรารถนาสิ่งใด ถ้าสิ่งนั้นสำเร็จแก่เขาผู้ต้องการวัตถุกาม (สิ่งที่น่าใคร่) เขาย่อมมีใจยินดีแน่แท้ เพราะได้วัตถุกามนั้น

นี้ชื่อว่า อัสสาทะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อาทีนวะเป็นไฉน ? คาถาว่า
หากว่ากามเหล่านั้นของสัตว์ผู้ต้องการวัตถุกาม และเกิดความพอใจแล้วนั้น เสื่อมไป เขาย่อมถึงความวิปริต เหมือนถูกยิงด้วยลูกศร

นี้ชื่อว่า อาทีนวะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น นิสสรณะเป็นไฉน ? คาถาว่า
บุคคลใดหลีกเว้นกามทั้งหลาย เหมือนทำเท้าของตนหลีกศีรษะงู (ที่พบในทาง) ฉะนั้น บุคคลนั้นเป็นผู้มีสติ ย่อมล่วงพ้นตัณหานี้ได้ในโลก

นี้ชื่อว่า นิสสรณะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อัสสาทะเป็นไฉน ? คาถาว่า
ความปรารถนาเนืองๆ ซึ่งนา ไร่ เงินทอง วัว ม้า บรุษทาส (คนรับใช้) สตรี พวกพ้อง หรือกามคุณอีกหลายอย่าง

นี้ชื่อว่า อัสสาทะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อาทีนวะเป็นไฉน ? คาถาว่า
กิเลสทั้งหลาย (ที่ชื่อว่า อพละ) ย่อมครอบงำบุคคลผู้ปรารถนาเนืองๆ ซึ่งกามนั้น อันตรายทั้งหลาย (ที่ปรากฎและไม่ปรากฎ) ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้แสวงหากามนั้น. ทุกข์ (มีชาติทุกข์ เป็นต้น) ย่อมติดตามบุคคลผู้ถูกอันตรายเหล่านั้นครอบงำไป เหมือนน้ำไหลเข้าไปสู่เรือที่แตก ฉะนั้น

นี้ชื่อว่า อาทีนวะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น นิสสรณะเป็นไฉน ? คาถาว่า
เพราะฉะนั้นบุคคลเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ พึงหลีกเว้นกามทั้งหลาย. เมื่อละกามเหล่านั้นแล้วพึงข้ามโอฆะทั้ง ๔ ได้ เหมือนบุคคลวิดน้ำออกจากเรือ (ที่หนักด้วยน้ำ) แล้วไปถึงฝั่ง (โดยไม่ยาก) ฉะนั้น

นี้ชื่อว่า นิสสรณะ

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น ผลเป็นไฉน ? คาถาว่า
กุศลธรรมย่อมรักษาผู้มีปกติประพฤติธรรม ดุจร่มใหญ่ที่ช่วยกันฝนในเวลาฝนตก ฉะนั้น นี้เป็นอานิสงส์ในธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ

นี้ชื่อว่า ผล

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อุบายเป็นไฉน ? คาถาว่า
เมื่อบุคคลพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นย่อมเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์ การเบื่อหน่ายในวัฏทุกข์นี้ เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน

นี้ชื่อว่า อุบาย

ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น อาณัตติเป็นไฉน ? คาถาว่า
บัณฑิตผู้มีปัญญาในสัตว์โลก พึงเว้นจากบาป (ทุจริต ๓) ดุจบุคคลผู้มีตาดี เมื่อมีความบากบั่นเดินทางอยู่ พึงเว้นทางที่ขรุขระ ฉะนั้น

นี้ชื่อว่า อาณัตติ

เทศนา “ดูก่อนโมฆราช เธอจงพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า” ชื่อว่า อาณัตติ

เทศนาว่า “สทา สโต (เป็นผู้มีสติเจริญกรรมฐานทุกเมื่อ)” ชื่อว่า อุบายเทศนา
บุคคลถอนแล้ว(ตัดขาดแล้ว)ซึ่งสักกายทิฏฐิ(ด้วยมรรคญาณ)พึงเป็นผู้ข้ามพ้นวิสัยแห่งมัจจุราชได้ด้วยวิธีอย่างนี้

นี้ชื่อว่า ผล

[ ๖ ] ในคาถาว่า “อสฺสาทาทีนวตา (อัสสาทะ อาทีนวะ)” เป็นต้นนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนิสสรณะ แก่อุคฆฏิตัญญูบุคคล, ทรงแสดงอาทีนวะ และ นิสสรณะ แก่วิปัญจิตัญญูบุคคล, ทรงแสดง อัสสาทะ อาทีนวะ และ นิสสรณะ แก่เนยยบุคคล

ในเทศนา มี นิสสรณะ เป็นต้นนั้น ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) มี ๔, บุคคลมี ๔ ดังนี้ บุคคลผู้เป็นตัณหาจริต มีปัญญาน้อย ย่อมออกจากวัฏฏะ (ด้วยอริยมรรค) ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ สติปัฏฐาน ด้วยสตินทรีย์ ปฏิปทาอันลำบาก และการรู้ช้า

บุคคลผู้เป็นตัณหาจริต มีปัญญามาก ย่อมออกจากวัฏฏะ (ด้วยอริยมรรค) ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ ฌาณ ด้วยสมาธินทรีย์ ปฏิปทาอันลำบาก และการรู้เร็ว

บุคคลผู้เป็นทิฏฐิจริต มีปัญญาน้อย ย่อมออกจากวัฏฏะ (ด้วยอริยมรรค) ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ สัมมัปปธาน ด้วยวิริยินทรีย์ ปฏิปทาอันสบาย และการรู้ช้า

บุคคลผู้เป็นทิฏฐิจริต มีปัญญามาก ย่อมออกจากวัฏฏะ (ด้วยอริยมรรค) ด้วยธรรมที่อาศัยทั้งหลาย กล่าวคือ สัจจะ ด้วยปัญญินทรีย์ ปฏิปทาอันสบาย และการรู้เร็ว

ตัณหาจริตบุคคลทั้งสอง ย่อมออกจากวัฏฏะด้วยเจโตวิมุติ (อนาคามิผลสมาธิ) อันเป็นเหตุสำรอกราคะ ด้วยวิปัสสนาอันมีสมาธิเป็นประธาน (นำหน้า)

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/