วันเวลาปัจจุบัน 15 พ.ย. 2019, 00:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 21:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร
วัดถ้ำผาปล่อง
ต.บ้านถ้ำ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่


ปัจฉิมกาลของหลวงปู่

คัดจาก หนังสือ “ละอองธรรม”
สิงหาคม ๒๕๕๕. หน้า ๑๔๗-๑๘๑


ลานทอง

รูปภาพ

บริเวณลานมณฑปแห่งนี้สมัยหนึ่งยังเป็นเพียงดงไมยราบ
และสนามหญ้ารก มีกระต่ายป่าชุกชุม
ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยหลวงปู่นำพระ เณร และแม่ชี
ลงไปทำความสะอาดโรงรถ สนามรกก็ได้รับการพัฒนาไปด้วย
หลังสรงน้ำเสร็จในตอนเย็น หลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์ว่า

"ทำความสะอาดเข้าไว้ ต่อไปภายหน้า
พระอรหันต์ ๕๐๐ จะมารวมกันที่นี่
แต่หลวงปู่แก่แล้ว จะไม่ได้เห็นหรอก"


ลูกศิษย์ฟังแล้วก็นิ่ง แต่ใจนั้นคิดไปไกลว่า
ที่ตรงนี้คงเป็นที่สำคัญอยู่ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งเดียว
ที่หลวงปู่ปรารภถึงบ้านกระต่ายป่าแห่งนี้

ครั้งหนึ่งเมื่อกลับจากกิจนิมนต์ข้างนอก
ขณะนั่งพักผ่อนอยู่ที่โรงรถ
หลวงปู่เหลียวมองธรรมชาติรอบๆ
แล้วก็ชี้มาทางลานมณฑปพร้อมกับปรารภสั้นๆว่า
"ดูบริเวณนี้ไว้ให้ดีนะ"

แต่เมื่อลูกศิษย์กราบเรียนถามถึงเหตุผล
หลวงปู่ก็ไม่อธิบายขยายความ
นอกจากตัดบทสั้นๆ ว่า "อือ !..ดูไว้เถอะ"

หลังจากนั้นกระต่ายป่าก็เลยต้องย้ายบ้าน
เพราะสนามหญ้ารกได้รับการพัฒนามาเรื่อยๆ
ลูกศิษย์บางท่านบางองค์ก็ฉงนอยู่ว่า

"กาลภายหน้าที่หลวงปู่ปรารภให้ฟังนั้น
จะมาถึงเมื่อไรและด้วยเหตุอันใดหนอ
หรือจะเป็นงานหลวงปู่?"


ตอนนี้..หลวงปู่ไม่ปรารภอะไรอีกเลย
และพระอรหันต์ ๕๐๐ ได้มารวมกันที่นี่แล้ว
หรือว่าจะมาด้วยเหตุการณ์สำคัญอื่นในอนาคตกาล
ลูกศิษย์หลวงปู่ก็ไม่ทราบ

ที่ทราบแน่ๆ ในปัจจุบันและด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณก็คือ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่
ณ ลานมณฑปแห่งนี้ เมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๖



รอนรอนอ่อนอัสดง

หลวงปู่เกิดที่บ้านบัว จังหวัดสกลนครเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๒
ตั้งแต่ได้บรรพชาเมื่ออายุ ๑๗ ปีแล้ว
ท่านก็อยู่ในสมณเพศตลอดมา
จนถึงวันดับขันธ์เมื่ออายุเกือบ ๘๓ ปี


ตลอดเวลาอันยาวนานถึง ๖๖ ปีในเพศบรรพชิต
หลวงปู่ครองชีวิตอย่างผ่องแผ้ว
งามพร้อมและหอมไกลด้วยศีลวัตร
เป็นบัวงามที่สุดดอกหนึ่งในพระพุทธศาสนา
ที่แตกสาขามาจากรากแก้วใหญ่ คือ
องค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตเถระ
ปรมาจารย์กรรมฐานแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับลูกศิษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายฆราวาส
ซึ่งยึดหลวงปู่เป็นสรณะอย่างเหนียวแน่น
เมตตาอันเต็มเปี่ยมไม่มีจำกัด ไม่มีขีดคั่นของหลวงปู่
นับว่า เป็นคุณธรรมเด่นที่ประทับใจยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

หลวงปู่ในช่วงปัจฉิมวัย
ไม่ค่อยมีอาพาธเบียดเบียน
จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อ
มีเพียงครั้งเดียวเมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี
ที่ท่านต้องเข้าโรงพยาบาลระยะหนึ่ง
หลังจากนั้นแล้วแพทย์ได้ถวายการตรวจสุขภาพทั่วไปครั้งใหญ่
และถวายการบำบัดรักษาบางอย่าง
ซึ่งทำให้หลวงปู่กระชุ่มกระชวยขึ้นเป็นอันมาก
จนองค์ท่านเองถึงกับออกปากว่า

"รู้สึกแข็งแรงเหมือนตอนเป็นเณรเลย"

ว่าแล้วก็ลุกขึ้นเดินอย่างกระฉับกระเฉงให้ลูกศิษย์ดู
ประกอบด้วยทำให้หลายๆ คนคาดหวังว่า
หลวงปู่คงจะเจริญอายุถึง ๙๐ ปีเป็นอย่างต่ำ

หลังวันทำบุญในโอกาสที่หลวงปู่เจริญอายุครบ ๘๐ ปีไม่กี่วัน
หลวงปู่ปรารภกับลูกศิษย์หลานศิษย์ว่า

"หลวงปู่เดี๋ยวนี้เป็นพระเก่าพระแก่ทำอะไรก็หลงลืม
พระพุทธเจ้าเมื่อท่านอายุ ๘๐ ปี ท่านไม่หลงลืม
ท่านก็ละสังขารเข้าสู่นฤพาน"


"แล้วหลวงปู่กะจะอยู่ถึงอายุเท่าไรเจ้าคะ?"
เสียงหลานศิษย์คนหนึ่งถามขึ้น

"อยู่ไปเรื่อยๆ" หลวงปู่ตอบเสียงเรื่อยๆ เหมือนกัน

ทุกคนที่ชุมนุมกันอยู่ที่บ้านกรุงเทพภาวนาในวันนั้น
ต่างก็ดีใจและวางใจ หลายคนตีความเอาเองว่า
หลวงปู่คงอายุยืน อยู่ไปเรื่อยๆ อย่างที่หลวงปู่ว่า
อาจจะเฉียดๆ ร้อยปีอย่างหลวงปู่แหวนก็เป็นได้
บางคนที่ประมาทมัวเมาคิดว่า
หลวงปู่จะอยู่เป็นที่พึ่งได้อีกนาน
ก็ประมาทมัวเมาต่อไป
จนกระทั่งหลวงปู่ละสังขารไปอย่างกะทันหัน
ในเช้ามืดวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
หลังกลับจากรับพระราชทานสมณศักดิ์ที่กรุงเทพฯ
ถึงถ้ำผาปล่องเพียงหนึ่งวัน


ลูกศิษย์ลูกหาส่วนมากโดยเฉพาะฝ่ายฆราวาสแทบช็อค
เมื่อเจอของจริงที่หลวงปู่พร่ำบอก
ซักซ้อมทบทวนให้ตลอดมาชั่วชีวิตของท่าน
ยิ่งเมื่อไปทันร่วมงานถวายรดน้ำศพหลวงปู่
ท่านคงปลงสังเวชที่เห็นว่า
ลุกศิษย์สอบ "มรณกรรมฐาน" ตกกันเป็นแถว
ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา
ในทำนองว่า หลวงปู่จะไปก็ไม่บอก

จนเวลาผ่านไปและได้ย้อนรำลึก
ถึงเหตุการณ์บางอย่าง
โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือน
ก่อนหลวงปู่จะจากไป
หลายคนได้ตระหนักว่า แท้ที่จริง
หลวงปู่ได้แสดงให้เห็นเป็นนัยๆ มาตามลำดับ


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 21:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
พระธาตุเจดีย์พุทธจารานุสรณ์ วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่
(ภาพจาก https://www.gotoknow.org/posts/495699)



เร่งงานใหญ

งานก่อสร้างพระเจดีย์ที่ถ้ำผาปล่อง
ล่าช้ากว่ากำหนดหลายปี
เดิมทีเจ้าของโครงการ
ตั้งใจจะจัดงานสมโภชในปี พ.ศ. ๓๕๓๒
ซึ่งเป็นปีที่หลวงปู่เจริญอายุถึง ๘๐ ปี
เท่ากับองค์สมเด็จพระบรมครูของท่าน
กะว่าจะให้เป็นงานบุญครั้งยิ่งใหญ่
ของถ้ำผาปล่องทีเดียว

ว่าแล้วก็สวมวิญญาณลูกศิษย์พระวิษณุกรรม
ทุ่มเทพละกำลังทุกๆ ด้าน
เพื่อให้ได้อนุสรณ์สถานที่งาม
ประณีต สมบารมีหลวงปู่ ว่าอย่างนั้น
เมื่ออยากได้ของดีก็ต้องใจเย็นๆ
พระเจดีย์ของถ้ำผาปล่องจึงมาเสร็จสมบูรณ์
ได้สมโภชกันในวันที่ ๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๓๕

ช่วงหนึ่งที่งานพระเจดีย์จวนเสร็จ
แต่ก็ยังไม่เสร็จเสียที
วันหนึ่งหลวงปู่เรียกหาคนขับรถแต่เช้า

"ท่านสั่งให้ผมขับไปที่โรงเลื่อยจักรช้างเผือก
ท่านจะไปลงไม้เอง" คนขับรถเริ่มเล่า

"ผมก็นึกแปลกใจว่า ทำไมท่านจึงรีบร้อนอย่างนี้
ดูผิดปกติวิสัย เพราะปกติหลวงปู่ไม่เคยเกี่ยวข้อง
กับเรื่องจัดซื้อวัสดุอะไรเลย
ไปถึงโรงเลื่อยยังไม่ทันแปดโมง
ประตูยังไม่เปิดด้วยซ้ำ ผมต้องจัดให้ท่านฉันในรถ"



อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ

อีกเรื่องหนึ่งที่คนขับรถเห็นว่าเป็นเรื่องแปลกทีเดียว
แต่ก็ไม่ได้เฉลียวใจอยู่ดี ก็คือ หลังงานยกฉัตร
ฉลองเจดีย์เพียงสองวัน คือ ในวันที่ ๙ มิถุนายน
หลวงปู่ก็ไปโปรดโยมที่สันกำแพง
ตามปกติแล้วทุกวันที่ ๙ สิงหาคม
หลวงปู่รับนิมนต์ไปโปรดโยมที่บ้านในอำเภอสันกำแพง
เป็นประจำติดต่อกันทุกปี และเป็นที่ทราบกันดีว่า
ในวันนี้หลวงปู่จะไม่รับกิจนิมนต์อื่น
สำหรับปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อได้รับคำสั่งให้ไปสันกำแพง
คนขับรถจึงแปลกใจจนต้องกราบเรียนถามว่า

"หลวงปู่จำผิดหรือเปล่าครับ
ที่เคยนิมนต์น่ะวันที่ ๙ สิงหาคม ไม่ใช่เดือนนี้"


แต่หลวงปู่ก็ยืนยันสั้นๆ "ไม่ผิด..เขานิมนต์"

ไปถึงสันกำแพงก่อนแปดโมงเช้า
เจ้าของบ้านก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ประกอบกับเป็นวันสุดสัปดาห์ บ้านยังปิดเงียบอยู่
คนขับรถได้รีบเข้าไปชี้แจงกับเจ้าของบ้าน
ซึ่งออกมาต้อนรับอย่างงงๆ ว่า

"จะใช่วันของคุณหรือไม่ ท่านก็มาแล้วนะครับ
วันนี้ คือ วันนี้ วันหน้าก็คือวันหน้า
หลวงปู่เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนแต่ก่อน
วันนี้ท่านมาโปรดแล้ว วันหน้าท่านอาจจะมาไม่ได้"


ตอนนั้นทางถ้ำผาปล่องยังไม่ได้รับทราบข่าวว่า
หลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์ด้วยซ้ำ

สำหรับเจ้าของบ้านเองก็ได้เผยความรู้สึก
ที่ได้รับเมตตาจากหลวงปู่เป็นพิเศษในวันนั้นว่า

"ทั้งแปลกใจและตื่นเต้นค่ะ เด็กขึ้นไปบอก
ดิฉันยังไม่ค่อยเชื่อว่าเป็นหลวงปู่ แต่ก็รีบลงมา
เห็นท่านนั่งคอยอยู่ก็เข้าไปกราบขออภัย
วันนั้นบังเอิญที่บ้านไม่มีอาหารสด ตลาดก็วายแล้วด้วย
ได้แต่เห็ดเผาะมาต้มถวายกับน้ำพริกผักลวก
แล้วก็มีไข่ดาว ๒ ฟอง ไข่ต้ม ๒ ฟอง ท่านก็ฉันให้หมดเลย"
พอเสร็จท่านก็เทศน์สอนวิธีภาวนาและยังเมตตาบอกว่า

'หลวงปู่มาแล้ว มีอะไรอีกก็ว่ามา'

เราได้ยกพระพุทธรูปพร้อมเซียนทั้ง ๘ องค์
และรูปบูชาทั้งหมดมาให้ท่านอธิษฐาน
ก่อนกลับหลวงปู่ยังให้พรอีกว่า

'ให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปนะ'


ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องได้ตั้งข้อสังเกตว่า
ช่วงก่อนถึงงานฉลองพระเจดีย์
หลวงปู่สั่งให้งดรับนิมนต์
ที่รับล่วงหน้าก็ให้บอกงดไปทั้งหมด
แต่แล้วหลวงปู่ก็กลับให้รับนิมนต์ได้
และโดยไม่ให้ปฏิเสธแม้แต่รายเดียว
แม้บางวันที่กิจนิมนต์มีมาก
ลูกศิษย์ขอตัดทอนลง เพราะกลัวเกินกำลัง
หลวงปู่ก็ไม่อนุญาต


ต้นเดือนสิงหาคม เมื่อได้ทราบข่าวว่า
หลวงปู่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเลื่อนสมณศักดิ์
เป็นพระญาณสิทธาจารย์ และจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมพิธีในพระบรมมหาราชวัง
ครอบครัวนี้ได้ขึ้นไปกราบ
ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า เป็นการกราบพบหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย
และในปีนั้นถ้ำผาปล่องก็แห้งแล้งจริงๆ ฝนตกน้อยมาก
แม้หลวงปู่ได้พาลูกศิษย์สวดขอฝนแล้วก็ตาม
ช่วงนั้นใครไปขอพักที่ถ้ำผาปล่อง
หลวงปู่บอกให้เอาน้ำไปด้วย

ท่านจึงปรารภกับโยมว่า

"น้ำแห้ง..สวดมนต์แล้วเทวดาท่านไม่เมตตาเรา
ขอมนุษย์ดีกว่า น้ำหวานด้วยนะ
เอา..นะ..เอามาเป็นลังรถเลย
พระจะเหนื่อยมากเพราะมีงาน"


เมื่อโยมกราบเรียนถามว่า งานอะไร
หลวงปู่ก็ไม่ตอบ บอกเพียงสั้นๆ ว่า

"เอามาเถอะ"

ใครเลยจะคิดว่า งานนั้นคือ งานลาจากของท่านนั่นเอง


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 22:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่าไปเลยราชบุรี

จวนเข้าพรรษา แม่ชีรูปหนึ่งของถ้ำผาปล่อง
ได้รับคำสั่งว่าหลวงปู่ให้หา
เมื่อขึ้นไปกราบก็ต้องแปลกใจ
เมื่อหลวงปู่ถามว่า

"แม่ชี..จะไปจำพรรษาที่ราชบุรีหรือ?
คิดถึงราชบุรีหรือ?
มีอะไรสำคัญนักหนาถึงต้องไป?"


แม่ชีเองได้ซื้อตั๋วรถทัวร์ไว้แล้ว
ตั้งใจว่า จวนถึงวันออกเดินทาง
จะขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่
ขอลากลับไปจำพรรษายังวัดเดิมที่ราชบุรี

เมื่อหลวงปู่ดักคอถามนำ
เหมือนอยากให้อยู่ถ้ำผาปล่องก็เลยอึ้งไป
อีกอย่างก็งงด้วยเพราะหลวงปู่ไม่เคยถามมากอย่างนี้

"ปกติพอกราบลาไปไหน
ท่านก็แค่ถาม..จะไปกี่วัน
พอกลับขึ้นไปกราบก็..กลับแล้วหรือ..เท่านั้นเอง"


กลับลงมาแล้วก็ยังคิดอยู่ว่าจะไป
พอดี 'คุณป้า' มารวบหัวรวบหางพาขึ้นไปกราบหลวงปู่อีกครั้ง
พร้อมกับรับปากกับหลวงปู่ด้วยว่า จะอยู่

แม่ชีเผยความรู้สึกในตอนนั้นว่า

"ก็เลยเหมือนตกกระไดพลอยโจน
เมื่อท่านมาสิ้นไปในกลางพรรษาถึงได้รู้ว่า ท่านเมตตาเรา
ที่จริงวันนั้นหลวงปู่คงอยากบอกว่า
ท่านจะไม่อยู่แล้ว เพราะถ้าท่านไม่เอ่ยปาก
และคุณป้าไม่มารวบรัด
พรรษานั้นแม่ชีคงไปอยู่ที่ราชบุรี
แล้วก็คงต้องเสียใจไปตลอดชีวิต
ที่ไม่ได้อยู่กับหลวงปู่ในวาระสุดท้ายของท่าน"



ที่ระลึก

ย้อนหลังไปถึงวันเข้าพรรษาปี พ.ศ. ๒๕๓๕
โยมคนหนึ่งซึ่งคุ้นเคยกับถ้ำผาปล่อง
ได้เล่าเหตุการณ์ซึ่งเหมือนกับหลวงปู่ได้แสดงนัย
ให้ลูกศิษย์ที่ชุมนุมกันอยู่ในคืนนั้น
ได้รู้ล่วงหน้าถึงการละสังขารของท่าน
แต่ก็ไม่มีผู้ใดเฉลียวใจ คิดไปไกลถึงเพียงนั้น
เข้าใจเอาว่า หลวงปู่ลาลูกศิษย์ถ้ำผาปล่อง
เพื่อไปจำพรรษาที่สกลนครในปีต่อไป

วันนั้นเมื่อหลวงปู่กลับจากเยี่ยมวัดคำประมง
ท่านก็สั่งให้จดชื่อพระเณรและญาติโยม
ที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในวันนั้นขึ้นไปให้ท่าน
กำชับให้เขียนชื่อ นามสกุล ให้ครบทุกคน
ลงในกระดาษแผ่นเดียวกัน

ก่อนทำวัตรเย็นเมื่อสมาชิกไปพร้อมกันที่ถ้ำ
หลวงปู่อ่านรายชื่อในแผ่นกระดาษ
และมองหน้าลูกศิษย์เรียงไปตามลำดับ
แล้วก็มาสะดุดลงที่เด็กน้อยคนหนึ่ง
ซึ่งเป็นสมาชิกที่คุ้นเคยกับถ้ำผาปล่องด้วยเหมือนกัน

"ทำไมไม่มีชื่อเด็กน้อย?" หลวงปู่ถามขึ้น

เมื่อผู้ปกครองกราบเรียนว่าใส่ชื่อจริง
หลวงปู่เขียนชื่อเล่นที่ท่านรู้จัก
กำกับกับชื่อ-นามสกุลของเด็กด้วยตัวท่านเอง
จากนั้นจึงให้โยงสายสิญจน์เพื่อประกอบพิธีสวดพุทธมนต์
ตามที่เคยปฏิบัติเป็นประจำในวันเข้าพรรษา

หลังจากเสร็จพิธี หลวงปู่เรียกหาคนขับรถ
ให้เข้าไปนั่งใกล้ท่านและอุปโลกน์ให้เป็นช่างภาพ
ถ่ายรูปลูกศิษย์ที่อยู่บนถ้ำในคืนนั้น
เริ่มจากด้านหน้าก่อน กำชับว่า ให้ติดทุกคน
จากนั้นก็ถ่ายจากด้านหลัง
ระหว่างนั้นท่านก็จัดจีวรให้ดูเรียบร้อยด้วย
เสร็จแล้วให้ถ่ายซ้ำๆ หลายครั้ง


"อันนี้ผมก็เห็นแปลกอยู่" คนขับรถเล่าเสริม

"ปกติท่านไม่ชอบถ่ายรูป ยิ่งสั่งให้ถ่ายท่านั้นท่านี้
ยิ่งไม่ใช่วิสัยของหลวงปู่เลย
และท่านไม่เคยสนใจจัดจีวรอย่างที่ทำในวันนั้นด้วย"


ทุกคนที่อยู่บนถ้ำผาปล่องในคืนนั้น
ก็เลยมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ในปีสุดท้าย
ที่ท่านจำพรรษาที่ถ้ำผาปล่อง
ยกเว้นคนคนเดียว คือ คนขับรถผู้ใกล้ชิด
ซึ่งมัวกังวลว่า ฝีมือถ่ายภาพของตัวเองในคืนนั้น
คงไม่เป็นที่ประทับใจจนไม่มีอารมณ์
ที่จะถ่ายรูปกับหลวงปู่ แม้ท่านได้เมตตา
ถามแล้วถามอีกว่า

"ไม่อยากมีรูปถ่ายกับหลวงปู่ไว้เป็นที่ระลึกหรือ?"



เตรียมพร้อม

แต่ไหนแต่ไรมาหลวงปู่เป็นคนตรงต่อเวลา
ในการประกอบภารกิจทุกอย่าง
ท่านเตรียมพร้อมก่อนเวลาเสมอ
ไม่ว่าเดินทางด้วยวิธีใด
สำหรับหลวงปู่แล้ว ไม่มีคำว่ามาสาย
หรือตกรถตกเรือเป็นอันขาด
มาทำวัตร หลวงปู่ก็มาก่อนลูกศิษย์
เพราะท่านตื่นตั้งแต่ยังไม่ตีสาม
เพราะฉะนั้นใครยืดยาดชักช้า
ทำให้ท่านต้องรอ มักถูกเรียกว่า
"คนหัวโบราณ..ไม่ทันสมัย"
แม้ผู้ถูกเรียกเป็นคนรุ่นเยาว์
และสมัยใหม่เพียงใดก็ตาม

"ครั้งหนึ่งหลวงปู่เรียกหาผมแต่เช้า" คนขับรถเล่าเรื่อง
เป็นตัวอย่างที่ยืนยันอุปนิสัยของหลวงปู่ในข้อนี้

"ผมรู้อยู่แล้วว่าจะมีการเดินทาง
ก็กะเวลาให้ท่านฉันเสร็จแล้วก็เตรียมตัว
เลยไม่ได้ขึ้นไปหาทันที ทำนั่นทำนี่ไปพลางๆ
ที่ไหนได้พอผมขึ้นไปบนถ้ำ ท่านลงเขาไปแล้ว
ผมตกใจมากรีบวิ่งตามลงไป
พบว่า ท่านรออยู่บนรถแล้ว แต่ก็ไม่ได้ตำหนิ
ตั้งแต่นั้นมาผมต้องคอยสังเกต
ถ้าเห็นท่านห่มผ้าสีกรักซึ่งท่านใช้ประจำ
เวลาเดินทางไกล ผมไปเฝ้าคอยหน้าห้องเลย
ไม่ต้องให้ท่านเรียก

ระยะก่อนที่ท่านจะสิ้นไม่นาน
บ่อยครั้งที่ผมเห็นท่านห่มผ้าสีกรัก
ผมรีบไปคอยหน้าห้อง
แต่ท่านกลับไม่ได้ไปไหน
แล้วก็จำวัดในชุดนั้น
ย่ามกับไฟฉายวางไว้เรียบร้อยข้างเตียง
เป็นอย่างนี้ทุกวัน ผมเพิ่งมานึกออกตอนหลังว่า

ท่านเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล
ด้วย 'ยาน' ของท่านเอง ไม่ต้องใช้ผมอีกแล้ว"


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 22:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เข็นสังขาร

ต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕
ลูกศิษย์ที่ถ้ำผาปล่องรู้สึกแปลกใจ
ที่สังเกตเห็นว่า หลวงปู่มีท่าทีกระตือรือร้น
ต่อข่าวที่ว่า ท่านได้รับพระมหากรุณาธิคุณ
เลื่อนสมณศักดิ์เป็น "พระญาณสิทธาจารย์"
ทั้งๆ ที่ข่าวทำนองนี้เคยมีมาก่อนหลายครั้งแล้ว
แต่หลวงปู่วางเฉยเหมือนแผ่นดินเสมอ


จนกระทั่งครั้งนี้เมื่อได้รับการยืนยันแน่นอนแล้ว
หลวงปู่จึงเตรียมตัวเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
เพื่อเข้ารับพระราชทานพัดยศ
จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จากคำบอกเล่าของพระและโยม
ที่ช่วยกันถวายการอุปัฏฐากที่บ้านกรุงเทพภาวนา
ทำให้พอมองเห็นภาพว่า หลวงปู่คงต้องใช้ความพยายาม
อย่างที่สุดในการเข็นสังขารของท่าน
เพื่อปฏิบัติภารกิจสุดท้ายในพระบรมมหาราชวัง
เพราะสภาพของหลวงปู่ในตอนนั้น
คงเหมือนตะเกียงที่มีแสงเพียงริบหรี่จวนจะสิ้นเชื้อเต็มที



วันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

บ่ายสี่โมงกว่า หลวงปู่ออกเดินทางจากถ้ำผาปล่อง
ด้วยรถยนต์นั่งประจำตัวถึงบ้านกรุงเทพภาวนา
ประมาณเที่ยงคืน คนขับรถถวายน้ำ ถวายย่าม
และกราบลาไปพักผ่อนเมื่อเวลาประมาณ ๑ นาฬิกา



วันที่ ๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ตอนเช้าญาติโยมมากราบถวายอาหาร
แม่ชียกสำรับจากครัวขึ้นไปด้วย
แต่ภายในห้องหลวงปู่ นอกจากเสียงเครื่องปรับอากาศแล้ว
ก็ไม่มีสรรพสำเนียงอื่นใดเลย

"หลวงปู่ครับ..หลวงปู่ครับ"

คนขับรถส่งเสียงปลุก แต่คำตอบคือ ความเงียบ
จึงได้ไขกุญแจประตูเข้าไป
ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสงสารหลวงปู่จับใจ

"หลวงปู่ท่านนอนเหนื่อยคล้ายหมดแรง
ท่อนล่างเลื่อนไหลลงจากเตียงแล้วครับ
พอเห็นหน้าผมท่านก็บอกเสียงเบาว่า..

'มันไหลลงไปคนเดียว'


ผมเลยกราบเรียนว่า จะจัดให้ท่านฉันในห้อง
หลวงปู่ไม่ต้องออกไป ท่านตอบว่า

'ยังจะกินอยู่ดี กินไม่รู้จักจบจักสิ้น'

วันนั้นหลวงปู่ฉันได้เพียงสามคำ"



วันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ท่านพระอานนท์์* ซึ่งอยู่ที่วัดสันติสังฆาราม จ.สกลนคร
ได้ข่าวว่า หลวงปู่ลงไปกรุงเทพฯ เพื่อรับพระราชทานพัดยศ
พอถึงกลางคืนก็เกิดฝันว่า หลวงปู่อาพาธ อาการไม่ดีเลย


รุ่งเช้าท่านจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ
ซึ่งพอดีที่โยมทางกรุงเทพภาวนา
ก็กำลังโทรศัพท์ตามตัวท่านเป็นจ้าละหวั่น
เนื่องด้วยหลวงปู่มีอาการ "ไม่ดีเลย"จริงๆ เสียด้วย
ท่านก็เลยมีโอกาสได้ทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่อีกครั้งหนึ่ง

"เป็นบุญที่อาตมาได้ปฏิบัติหลวงปู่เป็นครั้งสุดท้าย"


(*พระอานนท์ หรือพระอาจารย์วิชัย ญาตธมฺโม
อดีตพระอุปัฏฐากหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร
อ่านเรื่องเล่าที่แสดงถึงความเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อพระอานนท์ ได้ที่)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=49134


ตอนเย็นญาติโยมมากราบถวายของ
หลวงปู่ยังคงนอนเหนื่อยอ่อนอยู่ในห้อง
เมื่อคนขับรถเข้าไปกราบเรียนว่า
จะทอดผ้าออกไปข้างนอกให้หลวงปู่นอนรับ ไม่ต้องออกไป
ท่านก็พยักหน้า แต่พอประตูเปิดญาติโยมก็เฮเข้าไปในห้อง
หลวงปู่จึงต้องรวบรวมกำลัง ลุกขึ้นมารับของ
มีคนเอารูปไปให้หลวงปู่เซ็นด้วย
คนขับรถสังเกตเห็นมือท่านสั่น เขียนผิดเขียนถูก


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 22:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


วันที่ ๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ตอนเช้าโยมออกไปข้างนอกเพื่อหาซื้อรถเข็น
เนื่องจากหลวงปู่มีอาการอ่อนเพลียป้อแป้เต็มทีอย่างเห็นได้ชัด
ตอนบ่ายหลวงปู่ออกมาข้างนอกซึ่งเปิดพัดลมทิ้งไว้
ท่านฉีกปฏิทินไปเรื่อยๆ เพื่อดูวันที่ ๑๒*
จนในที่สุดหมดแรงและแผ่นที่ฉีกออกมาแล้ว
ก็ถูกลมพัดปลิวกระจายไปทั่ว
พอเสร็จ หลวงปู่ถึงกับต้องคลานเข้าห้อง


(*๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นวันกำหนดการ
ที่หลวงปู่ได้รับพัดยศ โดยเลื่อนจากสมณศักดิ์
ที่ “พระครูสันติวรญาณ” เป็น “พระญาณสิทธาจารย์”)



ตอนเย็นท่านพระอานนท์ไปถึงบ้านกรุงเทพภาวนา
และเข้าถวายการอุปัฏฐาก
เนื่องจากตอนเช้ามีคนมากราบขอเส้นเกศาหลวงปู่
เมื่อท่านพระอานนท์ปลงผมถวาย

หลวงปู่บอกว่า

"เอาผมอานนท์ใส่ให้เขาไปไปด้วยซี
เขาจะได้เยอะๆ"


เรื่องปลงผมนี้ ท่านพระอานนท์ออกตัวว่า
ตัวท่านไม่เคยปลงผมถวายหลวงปู่มาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว
ทั้งๆ ที่เป็นพระอุปัฏฐากอยู่หลายปี

"อาตมาปลงไม่ได้ มือไม่เที่ยง สมาธิไม่ดี
อีกอย่างหลวงปู่มีขี้กะต๊อค (หูด) เม็ดหนึ่งบนศีรษะท่าน
ซึ่งทำให้ยากแก่การปลงผมเป็นอย่างยิ่ง
กลัวมีดโกนจะไปเฉือนเอาหูดเข้า
เรื่องปลงผมนี้ต้องท่านจรัญ"


ท่านพระอานนท์หมายถึง พระอุปัฏฐากอีกองค์หนึ่ง
ซึ่งรับหน้าที่ต่อจากท่าน

ในช่วงการถวายการอุปัฏฐากนี้หลวงปู่ปรารภว่า

"นนท์เอ๊ย..สังขารหลวงปู่ไม่ไหวแล้ว บังคับมันไม่ได้"

ซึ่งท่านพระอานนท์เล่าว่า
ต้องคอยสังเกตกิริยาอาการของท่าน
ถ้าหลวงปู่ขยับตัวต้องรีบเอากระโถนเข้าไปรอง
เพราะหลวงปู่กลั้นปัสสาวะไม่ได้แล้ว
ตอนกลางคืนหลวงปู่มีเลือดไหลออกทางจมูก
และท่านสั่งพระอุปัฏฐากว่า

"อานนท์ คืนนี้นอนนี่ ข้างเตียงหลวงปู่นี่แหละ อย่าไปไหน"



วันที่ ๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ตอนเช้า พระอุปัฏฐากกราบเรียน
ขออนุญาตไปทำธุระข้างนอก
ตอนเย็นจึงจะกลับมาใหม่
หลวงปู่ตอบว่า

"ปล่อยธุระไปก่อน
ไม่ต้องไปไหนทำอะไรทั้งนั้น"


เวลาฉัน หลวงปู่ไม่มีแรงพอที่จะเอื้อมไปตักอาหาร
แค่ยกช้อนถึงปากก็แทบไม่ไหวแล้ว
พระอุปัฏฐากได้ขอโอกาส
ให้แม่ชีถวายข้าวต้มตอนเพล
เพราะกลัวหลวงปู่จะได้รับอาหารไม่เพียงพอ
ซึ่งท่านก็อนุโลมตาม
ตอนเย็นก็ขอถวายช็อคโกแลตดำพร้อมกับน้ำชา

หลวงปู่นอนให้พระบิช็อคโกแลตคำเล็กๆ ป้อน
ทั้งๆ ที่ปกติท่านไม่เคยฉันช็อคโกแลตดำหลังเพลเลย
ท่านพระอานนท์สังเกตอาการของหลวงปู่
แล้วก็รู้สึกหวั่นใจ นึกถึงที่หลวงปู่เคยปรารภหลายครั้งว่า

"ถ้าช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้ว..อยู่ลำบาก"



วันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ตอนเย็นเมื่อพระอุปัฏฐาก
ถวายการเช็ดตัวหลวงปู่ด้วยโคโลญจน์
พร้อมกับกราบเรียนว่า

"โคโลญจน์นี่เช็ดตัวดีนะครับหลวงปู่
เช็ดแล้วสดชื่น"


"มันสดชื่นจริงหรือ?" หลวงปู่ถาม
"ถ้าจริง เวลาตายจะได้เอามาเช็ด"


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ม.ค. 2015, 23:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

ตอนเช้าก่อนออกเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง
หลวงปู่สั่งว่า จะฉันเพลที่กรุงเทพภาวนาเสียก่อน
และให้เป็น 'ข้าวต้ม'*


(*ข้าวต้ม เป็นอาหารที่ปกติหลวงปู่ท่านไม่โปรดฉัน)


เมื่อไปถึงพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย
ทางสำนักพระราชวังได้จัดห้องพัก
ของกองแพทย์หลวงถวายให้หลวงปู่ได้พักรอพระราชพิธี
ทั้งนี้โดยการประสานงานของพระอาจารย์ธงชัย ธมฺมธโช
ลูกศิษย์ของหลวงปู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร

ปกติเวลาจำวัด หลวงปู่นอนตะแคงขวาท่าสีหไสยาสน์
แต่ระหว่างพักผ่อนที่ห้องพยาบาลของกองแพทย์หลวง
พระอุปัฏฐากสังเกตว่า
หลวงปู่นอนหงาย มือประสานกันไว้บนอก
พอท่านหลับแล้วแขนขวาตกลงมาพาดอยู่ข้างตัว
ในลักษณะยื่นแบออกมา
พระอุปัฏฐากซึ่งนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ถึงกับสะดุ้งในใจ

โอ้หลวงปู่..ทำไมนอนท่านี้
เหมือนนอนให้ลูกศิษย์รดน้ำศพ


:b47:

เมื่อได้เวลาผู้ติดตามเข็นรถไปส่งหลวงปู่ที่ประตูพระที่นั่ง
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังได้ช่วยเข็นรถของหลวงปู่
ออกไปรับพระราชทานพัดยศจากพระหัตถ์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยไม่ต้องไปนั่งเข้าแถวตามลำดับ
และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ยกเว้นให้หลวงปู่
ไม่ต้องออกไปห่มผ้าไตรหลังรับพระราชทานพัดยศ

บ่ายเกือบเย็นแล้วเมื่อเข็นรถหลวงปู่
กลับออกมาจากพระที่นั่ง พอเห็นคณะที่ไปรอรับ
หลวงปู่ก็ปรารภว่า

"นนท์เอ๊ย..หลวงปู่หมดภาระแล้ว
หมดเรื่องหมดราวเสียที"


อาตมาคิดว่า ท่านคงตั้งใจถวายพระราชกุศลเป็นครั้งสุดท้าย

วันนั้นภายในพระบรมมหาราชวังรถติดมาก
อากาศก็ร้อนอบอ้าว กว่าหลวงปู่จะขึ้นรถได้
ก็ต้องนั่งรอในรถเข็นเป็นนานทีเดียวเกือบ ๒ ชั่วโมง
โยมที่ไปรอรับคนหนึ่งกราบเรียนถามขึ้นว่า

"หลวงปู่เหนื่อยไหมเจ้าคะ"

คำตอบของหลวงปู่ทำให้คนฟังแทบน้ำตาหยด
ด้วยความสงสารท่านผู้เฒ่า

"เหนื่อยจนพูดไม่ถูกแล้ว"

ท่านพระอานนท์เข้าไปกราบลาแทบเท้าเป็นครั้งสุดท้าย
และได้กราบอาราธนานิมนต์ขึ้นว่า

"ขอให้หลวงปู่ดำรงขันธ์อยู่ให้นานที่สุดที่จะนานได้"

หลวงปู่นิ่ง..

ปกติเวลาอาราธนาในทำนองนี้
หลวงปู่มักย้อนถามขำๆ ว่า
"คนนิมนต์น่ะ จะอยู่ได้หรือเปล่า"


เย็นแล้วเมื่อรถออกจากประตูพระบรมมหาราชวัง
หลวงปู่สั่งให้ตรงกลับเชียงใหม่ด้วยเส้นทางเดิม
แต่ยังอุตส่าห์เป็นห่วงคนขับและผู้ร่วมโดยสาร

"วันนี้ได้กินข้าวกันหรือยัง
แวะกินข้าวกันก่อนก็ได้"


ออกจากกรุงเทพฯ หลวงปุ่หลับตลอดทาง
จนถึงนครสวรรค์ ท่านบอกคนขับรถว่า

"เพื่อนเอ๊ย จอดให้เทหม้อมูตรหน่อย"

หลวงปู่เปิดประตูรถเทเอง แล้วก็ไม่มีแรงปิดประตู
เลยอุตรดิตถ์ขณะรถกำลังขึ้นเขา
คนขับได้ยินเสียงดังโจ๊กเหมือนเทน้ำลงถังเปล่า
"ผมคิดว่า ธาตุไฟท่านคงแตก"


:b47:

ความประสงค์จะให้หลวงปู่ได้ฉันของว่างที่ยังร้อน
เพื่อฟื้นฟูกำลัง จึงพากันขึ้นไปขอโอกาส
กราบเรียนหลวงปู่ลุกขึ้นมาฉัน
แต่ไม่ว่าจะกราบเรียนอย่างไรก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง
มีความเงียบและวังเวงจนผิดสังเกต
จึงพากันไปเรียนพระที่ยังไม่ได้บิณฑบาตให้มาดูอาการ

พระจรัญ อภิชาโต รีบไปตีระฆังรัวถี่ยิบบอกเหตุฉุกเฉิน
เสียงที่ดังก้องไปทั้งหุบเขากระตุ้นให้พระที่ไปบิณฑบาต
รีบรุดกลับขึ้นมาบนถ้ำอย่างรวดเร็ว

หลวงปู่อยู่ในท่านอนสีหไสยาสน์
หันหน้าเข้าหาฝาผนัง
ย่ามและไฟฉายวางอยู่ข้างๆ อย่างเรียบร้อย
แขนตกพับลง เมื่อพระช่วยกันพลิกองค์ท่าน
ให้นอนหงาย ทุกองค์และทุกคนต่างก็ใจหายวาบ
ที่เห็นฟันปลอมร่วงจากปากของท่าน
ปกติเวลาจำวัด หลวงปู่ไม่ใส่ฟัน
เนื้อตัวของท่านยังอุ่นแต่ปลายมือเริ่มมีสีคล้ำ


พระเณรวิ่งหายาหม่องมานวดถวาย
คนขับรถเสนอรีบตามหมอ
ต่างคนอกสั่นขวัญหาย
หยิบจับอะไรแทบไม่ถูก

๐๖.๓๐ น. ทุกชีวิตที่อยู่บนถ้ำผาปล่อง
จึงได้ตระหนักและยอมรับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่

หลายคนยังคงมึนงงที่ถูกจู่โจม
ด้วยข้อสอบมรณกรรมฐานของหลวงปู่
แต่ก็ตั้งสติเริ่มงานใหญ่ที่สุด
งานสุดท้ายเพื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ได้โดยอัตโนมัติ
พริบตาเดียวข่าวก็กระจายไปอย่างรวดเร็ว

หลวงปู่ดับขันธ์เป็นเอกไปอย่างเด็ดเดี่ยว
ดับขันธ์ได้หมดจดสมภาคภูมิ
ไม่ให้ใครมาเห็นเวทนาของท่าน

หลวงปู่ผู้เป็นสรณะอันเกษมของลูกหลาน
ได้วางโลก วางลูก วางหลาน
ปลีกไปแล้วแต่องค์เดียว สู่แดนอันเกษม


:b47:

"สิ่งใดเกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
มีความทำลายเป็นธรรมดา
การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้นอย่าทำลายไปเลย
ดังนี้..มิใช่ฐานะที่จะมีได้"

มหาปรินิพพานสูตร


:b46: :b46:

:b47: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21573

:b47: รวมคำสอน “หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=42673

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ส.ค. 2016, 19:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 544

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2019, 20:26 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1936

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2019, 09:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2206


 ข้อมูลส่วนตัว


น้อมกราบองค์หลวงปู่เจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 พ.ย. 2019, 08:42 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1622


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 10 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร