ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

"ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=7&t=64445
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 17 พ.ย. 2023, 05:00 ]
หัวข้อกระทู้:  "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ทำอย่างไรจึงแยบคาย"

" .. "นักภาวนาที่ดีต้องรู้จักค้นหาอุบายอันแยบคาย เพี่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างการฝึกจิด" หลวงพ่อสอนให้ลูกศิษย์ของท่านรู้จักสอนตัวเอง ตักเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า

"อย่าไปสรรเสริญจิตของเราอย่างเดียว" เมื่อถึงคราวสรรเสริญมันหน่อยให้พอดี อย่าให้หลง เหมือนกับสอนเด็กนันแหละ บางทีก็เฆี่ยนมันบ้าง "เอาไมเรียวเล็ก ๆ เฆี่ยนมัน" ไม่เฆี่ยนไม่ได้ อันนี้บางทีก็ให้โทษมันบ้าง "แต่อย่าให้โทษมันเรื่อยไป" ระยะเวลาของการนั่ง "จะเร็วจะนาน กี่ชั่วโมง กี่นาที ท่านสอนไม่ให้ไปยึดหมาย เพราะอำนาจของอุปาทาน" แต่ให้ทำให้สบาย ๆ วางจิตใจให้ถูกต้อง

การนังสมาธินี่นะ "สิ่งที่ไม่น่าผิดก็ผิดได้" เช่น "เวลานั่งเราตั้งใจว่า เอาละ มึงละ กูจะ เอาให้มันแน่ ๆ ดูสักที" เปล่า "ไม่ได้เรื่องเลยวันนั้น" แต่คนเราชอบทำอย่างนั้น อันนี้อาตมาก็เคยสังเกตได้ ด้วยวิธีมันเห็นเองของมัน เช่น บางคืนพอเรื่มนั่งก็นึกว่า "เอาละ อย่างน้อยวันนี้ตีหนึ่ง จึงจะลุก" บาปแล้วคิดอย่างนี้ เพราะว่าไม่นานหรอก "มันรุมเอาเกือบตาย"

"แต่เวลานั่งดี ๆ ไม่ต้องกะเกณฑ์ ไม่มีจุดที่หมาย" มันจะทุ่มหนึ่ง สองทุ่ม สามทุ่ม ก็ช่างมัน "นั่งไปเรื่อย ๆ วางเฉยไว้ อย่าบังคับ" อย่าไปหมายมัน อย่าไปบังคับหัวใจว่า "จะเอาให้มันแน่ ๆ มันก็ยิ่งไม่แน่ ให้เราวางใจให้สบาย ๆ หายใจก็ให้พอดี" อย่าเอาสั้น เอายาว อย่าไปแต่งมัน กายก็ให้มันสบาย ทำเรื่อยไป .. "

"อุปลมณี"
หลวงปู่ชา สุภัทโท


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
1LPCha.jpg
1LPCha.jpg [ 134.91 KiB | เปิดดู 3238 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 28 เม.ย. 2024, 05:51 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"อย่าไปคอยแต่อ้อนวอนสิ่งคักดิ์สิทธิ์"

" .. พวกเราเป็นชาวพุทธ "อย่าไปคอยแต่อ้อนวอนสิ่งคักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ในสากลโลก ให้มาช่วยตนให้มีความสุขความเจริญต่าง ๆ นานา" อย่างนี้ไม่มีหรอกสิ่งคักดื้สิทธิ์ในสากลโลกนี้ ที่จะช่วยบุคคลผู้ประมาท จะช่วยแต่บุคคลผู้ไม่ประมาท

"ผู้สั่งสมบุญกุศล ผู้มีศีลธรรมอันดีงาม แม้ว่าไปเกิดอุปสรรคความขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา แล้วผู้นั้นอธิษฐานจิต ถึงบุญถึงคุณที่ตนบำเพ็ญมา" หากบุญคุณของตน ที่บำเพ็ญมามันมากพอ "ม้นก็จะไปดลจิตดลใจของเทวดา อินทร์พรหมให้ล่วงรู้ว่า โอ้คนมีบุญ ผู้นั้นกำลังประสบอุปสรรค ขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่ง"

"เราจำเป็นต้องลงไปช่วยมิใช่เทวดา ก็พญาอินทร์ ไม่ใช่ก็ท้าวมหาพรหมลงมาช่วย มาช่วยแกัไข" อุปสรรคของผู้นั้นให้ลุล่วงไปด้วยดี ผู้นั้นก็ถึงซึ่งความสุข ความเจริญนี่ การที่เทวดาอินทร์พรหมจะช่วยมนุษย์เราน่ะ "มนุษย์เราต้องช่วยตนเองให้เต็มที่เสียก่อน ต้องสั่งสมบุญ ให้มากซะก่อน" .. "

พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
วัดอรัญญบรรพต อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
2FA14B7D.jpeg
2FA14B7D.jpeg [ 102.76 KiB | เปิดดู 243 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 29 เม.ย. 2024, 05:18 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"สติไม่มี ปัญญาก็ ไม่มี"

" .. การตั้งไวในใจของผู้ประพฤติปฏิบัตินี้ "ให้เอาชนะตัวเอง ไม่ต้องเอาชนะคนอื่น ให้สอนตัวเองให้มากที่สุด ไม่ต้องพยายามสอนคนอื่น" เดินไปก็ให้สอนตัวเองทั้งนั้น นั่งก็ให้สอนตัวเองได้ ทุกอย่างให้มีในตัวของเราอยู่เสมอ "เรียกว่าสติ" สตินั่นแหละเป็นแม่บท ของผู้เจริญกรรมฐาน

"สติอันนั้นเมื่อมันมีความรู้สืกขึ้น ปัญญาก็จะวิ่งมา ถ้าสติไม่มี ปัญญาก็เลิก ไม่มี" ฉะนั้นจงพากันตั้งใจ ถึงแม้ว่าเราจะมีเวลาน้อยก็ช่างมัน "เวลาน้อยก็ยังเป็นอุปนิสัย ยังเป็นปัจจัย อย่างอื่นจะหาเป็นที่พี่งอย่างพุทธศาสนานี่ไม่มี" มันจบอยู่ตรงนี้ ไปไหนก็ไม่จบ "แต่พุทธศาสนาทำให้มันจบอยู่ตรงนี้" .. "

"ตามดูจิต"
หลวงปู่ชา สุภัทโท


:b8: :b8:

ไฟล์แนป:
3หลวงปู่ชา สุภทฺโท (2).jpg
3หลวงปู่ชา สุภทฺโท (2).jpg [ 104.49 KiB | เปิดดู 220 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 30 เม.ย. 2024, 05:27 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"สมาธิ เสากลางแม่น้ำ"

" .. "ศีลอันเป็นเบื้องต้นแห่งมรรคก็ไม่ค่อยจะยากเท่าไรนัก ปัญญาอันเป็นเบื้องปลายแห่งมรรคก็ไม่ค่อยจะยากเท่าไรนัก ส่วนสมาธิอันเป็นท่ามกลางแห่งมรรคต้องพยายามหน่อย" เพราะเป็นการบังคับปรับปรุงกันในด้านจิตใจ

จริงอยู่ "การทำสมาธินั้น เปรียบเหมือนปักเสาสะพานกลางแม่น้ำ ย่อมเป็นสิ่งลำบาก" แต่เมื่อปักลงได้แล้ว ย่อมเป็นประโยชน์แก่ศึลและปัญญา

- ศึลนั้นเหมือนปักเสาสะพานในฝั่งนี้
- ปัญญาเหมือนปักเสาสะพานข้ามฝั่งโน้น
- แต่ถ้าเสากลางคือ "สมาธิ" ท่านไม่ปักแล้ว "ท่านจะทอดสะพานข้ามแม่น้ำ คือโอฆะสงสารไปได้อย่างไร" .. "

"อานาปานสติ ภาวนามัย"
พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์
(ท่านพ่อลี ธฺมมธโร)



:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
1พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.jpg
1พระอาจารย์ลี ธมฺมธโร.jpg [ 136.48 KiB | เปิดดู 206 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 01 พ.ค. 2024, 05:26 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ตัดภพตัดชาติ"

ถาม : "จะทำอย่างไรจึงจะพ้นจากการนับชาติไม่จบสิ้นเล่าปู่"

ตอบ : "ก็ต้องทำความดีมีการบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา" ซึ่งเป็นเหมือนดาบอันคมกล้าตัดกิเลส ตัณหา ตัดภพ ตัดชาติให้เบาบางและสิ้นเข้ามา เมื่อบำเพ็ญอยู่โดยสมํ่าเสมอไม่ลดละปล่อยวาง

"ความดีเหล่านี้ย่อมจะมีกำลังกล้าขึ้นโดยลำดับและตัดกิเลสตัดภพชาติให้สิ้นเข้ามาจนถึงภพชาติปัจจุบัน" และรู้เท่าทันพร้อมทั้งตัดกิเลสอันเป็นเชื้อแห่งภพที่ฝังอยู่ภายในใจให้ขาดกระเด็นออกเป็นผุยผงไม่มีชิ้น ต่อกันกับใจอีกเลย

"แล้วภพชาติจะเรียกโคตรแซ่ที่ไหนจะมาพาให้เกิดแก่เจ็บตายเพื่อหาบหามกองทุกข์" น้อยใหญ่อีกต่อไปเล่า "ถ้าลงใจได้บริสุทธิล้วน ๆ แล้ว เมื่อใจได้ถึงขั้นนี้แล้ว กิเลสอย่างไรก็เรียกไม่กลับ แน่นอน" ปู่กับกิเลสมันเคยฟัดกันมาอย่างโชกโชนถึงขนาดใครดีใครอยู่ ใครไม่เก่งจงบรรลัย

"สุดท้าย กิเลสบรรลัย พระพุทธเจ้าบรมศาสดาของพวกเราเพียงสลบเท่านั้น" สำหรับปู่เองเมื่อลมหายใจสิ้นเมื่อไร ไม่อยู่ ปู่ต้องไปขี้เกียจแบกหามธาตุขันธ์อันนี้เต็มประดาแล้ว .. "

"คำถามคำตอบปัญัญหาธรรมของหลวงปู่ขาว"
จากหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ขาว อนาลโย



:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
1หลวงปู่ขาว (8).jpg
1หลวงปู่ขาว (8).jpg [ 91.86 KiB | เปิดดู 199 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 02 พ.ค. 2024, 05:23 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"กิเลสเกิดขึ้นที่ใจ ตัวกายนั้นไม่มีกิเลส"

" .. "ตัวเรานี้เกิดขึ้นมาด้วยกรรม" ยังเหลือเป็นตัวเป็นตนนี้ "เรียกเศษกรรม" เศษกรรมนี้จะต้องติดตามอยู่อย่างนั้น "เมื่อมีเศษมันก็ต้องติดตามเป็นการใช้กรรมอยู่ตลอดเวลา" อย่างไรก็ไม่พ้นจากเงื้อมมือ ของกรรมไปได้

ที่จะพ้นจากเงื้อมมือของกรรมก็ "เพราะจิตใจที่ไม่ยึดถือ" ตัวตนนั้นต่างหาก "ครั้นใจมายึดมาถือมันถึงจะเป็นกรรมเป็นเวรกันอยู่" เมื่อใจไม่ยึดไม่ถือมันปล่อยวางเสียแล้ว นั่นแหละจะพ้นจากกรรม "กรรมตามไม่ทันหรอก เพราะใจไปยึดจึงค่อยกระเทือนถึงใจ"

ถือว่าเรากระทำเขากระทำอะไรต่าง ๆ นานา แล้ว มันไปยึดไว้ มันทำอันนี้ จริงหรอก "ตัวกรรมมันทำเหตุอย่างนี้ก็จริง แต่มันเป็นเหตุให้เนื่องถึงใจ สะเทือนถึงใจ เศร้าโศกเสียใจ" อาลัยอาวรณ์ ไม่พอใจ สารพัด ทุกอย่าง

"กิเลสเกิดขึ้นที่ใจโน่น ตัวกายนั้นไม่มีกิเลส แต่เป็นเหตุให้เนื่องถึงใจ เมื่อใจนั้นไม่ยึด ไม่ถือ ปล่อยวางละถอนได้" ส่วนกายอันนี้ ถึงกรรมจะตามท้น ถึงเขาจะทุบจะตึจนแหลกเหลวก็ช่าง

ตัวอย่าง เช่น "พระโมคคัลลานะ เป็นต้น ถูกทุบจนกระทั่งกระดูกเป็นจุณไป หมดก็ไม่ถึงใจ ใจไม่ตาย ท่านยังอธิษฐานให้ประสานกันแล้วเหาะไป กราบทูลลาพระพุทธเจ้า" อันนี้เป็นตัวอย่าง .. "

"เทสรังสีอนุสรณ์"
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
tesrangsri2ๅ.jpg
tesrangsri2ๅ.jpg [ 67.84 KiB | เปิดดู 195 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 03 พ.ค. 2024, 05:28 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ถึงคราวตาย ต้องตายให้เป็น"

ลูกศิษย์ : "ถ้ากระผมเองเกิดป่วยหนักใกล้จะตาย คงจะทำใจไม่ได้อย่างหลวงปู่"

หลวงปู่ : กล่าวแนะนำว่า ..

" .. "ถึงคราวตาย ต้องตายให้เป็น ต้องตัดสินใจว่า ถึงยังไงก็จะตายแน่แล้ว ไปวิตกทุกข์ร้อนหวั่นกลัวก็ไม่มีประโยชน์ จากนั้นต้องสำรวมจิตใจให้สงบเป็นหนึ่ง" แล้วก็หยุดเพ่งปล่อยวางทั้งหมด "สุคติก็เป็นอันหวังได้แน่นอน ถ้ายังไม่ถึงที่สุดทุกข์ในตอนนั้น หากกำลังเพียงพอ ก็อาจหมดปัญหาไปเลย".. "

พระราชวุฒจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
หลวงป่ดูลย์ อตุโล (4).jpg
หลวงป่ดูลย์ อตุโล (4).jpg [ 98.55 KiB | เปิดดู 191 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 04 พ.ค. 2024, 05:12 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"สมาธิ งามท่ามกลาง"

" .. "สมาธิ งามท่ามกลาง เราก็ตั้งจิตมั่น ลองดูซิว่าจิตเราตั้งหรือไม่ตั้ง" มันเอนเอียงไปทางไหน มันข้องตรงไหน มันคาตรงไหน "เราได้แต่ว่าสมาธิ คือจิตตั้งมั่น" เราตั้งดูซิมันตั้งหรือไม่ตั้ง

ถ้ามันตั้งมันเป็นอย่างไรเล่า "มันก็ไม่เอนเอียงไปหาความรักความชัง ไม่หลงในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอารมณ์ทั้งหลายต่าง ๆ สิ่งใดเกิดขึ้นเราก็ดับ" นี่มันจึงเข้าถึงสมาธิ "จิตตั้งมั่นเมื่อจิตสงบตั้งมั่นแล้วมันก็ใส นี่แหละสมถกรรมฐาน" ให้รู้จักสมถคือทำจิตให้สงบภายใน .. "

"จิตตภาวนา พุทโธ" (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ๗ ธันวาคม ๒๕๑๘


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
2#หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร (4).jpg
2#หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร (4).jpg [ 80.9 KiB | เปิดดู 176 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 05 พ.ค. 2024, 05:03 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ละความโกรธได้ ย่อมเป็นสุข"

" .. โทสะนี่แหละ เราต้องเลิกละตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อย่ามายึดถือ "ความโกรธอยู่ได้ก็เพราะว่า จิตเรายึดถือ ยึดถือเห็นดี ว่าความโกรธนี้มีอำนาจวาสนา" ใครมาเห็นเข้า ใครได้ฟังเข้าก็กลัว ยักษ์ใหญ่ใครก็กลัว เจ้าขี้โกรธนี้แหละ "ต้องภาวนาเจริญเมตตาให้แก่ตัวเองแลมนุษย์อื่น สัตว์ทั้งหลาย ให้เขาทั้งหลายมีความสุขความสบาย" ตามบุญบารมีของเขา เราอย่าไปเบียดเบียนเขาให้เกิดความทุกข์เพิ่มเติมไปอีก

"ความทุกข์ของคนเรา มันเกิดขึ้นที่ความโกรธนี่มากมาย" ในตัวของคนเราคนหนึ่งนั้น มันมีอยู่เต็มตัวก็ว่าได้ "เหมือนน้ำเต็มอยู่ในหม้อในไหอย่างนั้นแหละ กิเลสความโกรธมันมีอยู่เต็มหัวใจ" กิเลสความโลภ ความอยากได้ ความสุขสะดวกสบายในโลกนี้ ก็มีอยู่เต็มหัวใจ "กิเลสความหลง หลงกาย หลงจิต หลงรูป หลงนาม หลงใหลไปหมดทุกอย่างทุกประการ" มันก็เต็มหัวใจอยู่ .. "

พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
4หลวงปู่สิม-พุทฺธาจาโร1 (6).jpg
4หลวงปู่สิม-พุทฺธาจาโร1 (6).jpg [ 144.82 KiB | เปิดดู 160 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 06 พ.ค. 2024, 05:40 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"อกาลิโก ไม่เลือกเวลา"

" .. ผู้ที่เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในการที่จะปฏิบัตินั้น ไม่เฉพาะแต่เราจะมานั่งพับเพียบหรือว่านั่งขัดสมาธินี้อย่างเดียว "อกาลิโก ไม่เลือกเวลา" พระพุทธเจ้าสอนให้เราทั้งหลายนั้น มีความพากความเพียรทุกอิริยาบท มียืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด .. "

"๑๐๓ โอวาทธรรมคำสอน"
หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป  (1).jpg
หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป (1).jpg [ 49.14 KiB | เปิดดู 153 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 07 พ.ค. 2024, 05:34 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ยาขนานใหม่"

" .. วันหนึ่ง หลวงพ่อสังเกตเห็น "พระเที่ยงฉันยาบางอย่างอยู่เป็นประจำ" จึงถามว่า ..

"ท่านเที่ยง ฉันยาพวกนี้นานแล้วหรือ"
"กระผมฉันมาหลายปีแล้วครับ"

"แล้วมันดีขึ้นไหม"
"พอทุเลาลงบ้างครับ"

ทลวงพ่อนิ่งอยู่ชั่วครู่แล้วพูคขึ้นว่า ..

เอ้อ .. ฉันยาพวกนี้ก็นานแล้ว ยังไม่เห็นว่ามันจะหาย สักที .. เอามันโยนทิ้งไปชะ "แล้วมาฉันยาขนานใหม่กัน คือฉัน อาหารให้น้อย นอนให้น้อย และพูดให้น้อย แล้วทำความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิให้มาก" ลองทำดูนะ ถ้ามันไม่หาย เราก็ยอมตายไปชะ .. "

"ใต้ร่มโพธิญาณ"
หลวงปู่ชา สุภัทโท


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
1LPCha3.jpg
1LPCha3.jpg [ 26.86 KiB | เปิดดู 148 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 08 พ.ค. 2024, 05:17 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

"การภาวนาเป็นน้ำดับไฟ"

" .. เวลามันยุ่งมาก เราจดจ่อทางคำภาวนาของเราให้มาก "เช่นพุทโธ" ใครชอบคำไหนก็ตาม ตามแต่จริตนิสัยชอบ "พุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ" หรือธรรมบทอื่นใดก็ตาม ขอให้ถูกกับจริต ให้นำมาบริกรรม ให้จิตเกาะอยู่กับคำบริกรรมนั้น

ให้รู้อยู่กับนั้น เช่น "พุทโธ ๆ ก็ให้รู้อยู่กับพุทโธ" สติควบคุมอยู่นี้ มันอยากคิดไปไหน บังคับไว้ไม่ให้คิด คำว่าอยากคิดคือกิเลสละมันลากออกไป ให้อยาก ๆ นี่ละกำลังของกิเลส มันอยากให้คิดนั้นคิดนี้

มันอยากเราก็ไม่ออกไป "เราบังคับไว้ไม่ยอมให้มันออก นี่เรียกว่าบังคับกัน" ในเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น บังคับไม่หยุด เอ้าทางนั้นอยากมาก ทางนี้ตั้งใจบังคับมากเข้า "สักเดี๋ยวสู้ทางธรรมไม่ได้ แล้วค่อยสงบเข้ามา" สงบเข้ามาแล้วแน่วนิ่งนะ สงบแน่ว "ความคิดความปรุงที่เป็นเรื่องของกิเลสสงบตัวไปด้วยอำนาจของการภาวนา"

"นี้แหละที่เรียกว่าน้ำดับไฟ" คือจิตฟุ้งซ่านรำคาญ ผสมกับกองทุกข์ไปในขณะเดียวกัน "เราภาวนาบีบบังคับ พอจิตสงบมันก็เป็นน้ำดับไฟ ใจสบาย โล่ง" พากันจำทุกคน .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (3).jpg
2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (3).jpg [ 26.39 KiB | เปิดดู 139 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 09 พ.ค. 2024, 05:15 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"กรรมไม่ดี ผูกพันกับบุคคลอันเป็นที่รัก"

" .. เป็นผู้ใหญ่ก็อย่าทำกรรมไม่ดี เป็นเด็กหรือเป็นหนุ่มเป็นสาวก็อย่าทำกรรมไม่ดี "แม้รักตัวเองก็อย่าทำกรรมไม่ดี จงทำแต่กรรมดี" หรือแม้รักแม่พ่อพี่น้องลูกหลานก็อย่าทำกรรมไม่ดี"ผลไม่ดีที่ผู้ทำได้รับนั้นจะทำให้บรรดาผู้ที่รักตน พลอยกระทบกระเทือนไปด้วย"

ลองนึกถึงใจตนเอง "เมื่อเห็นผู้ที่ตนรักทำความไม่ดี แม้ผลไม่ดียังไม่ทันปรากฏชัด ตนก็ไม่สบายใจ" ยิ่งเมื่อได้ผลร้ายเกิดขึ้นสนองผู้ทำกรรม "เราผู้มีความผูกพันกับเขาก็ย่อมต้องเหมือนพลอยได้รับผลร้ายด้วย"

ดังนั้น "แม้ไม่รักตนเอง ก่อนจะทำอะไรก็ควรนึกถึงใครทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง" ซึ่งจะต้องมีผู้เป็นที่รักอยู่ด้วย "ถ้าเราทำกรรมไม่ดี ได้รับผลไม่ดี ผู้ที่รักเราและผู้ที่เรารักก็จะต้องพลอยได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจไปด้วยอย่างไม่ยุติธรรม" เพราะมิได้เป็นผู้ทำกรรมไม่ดีด้วย "แต่ต้องพลอยได้รับผลไม่ดีเพราะความผูกพัน"

ดังนั้น "จะทำความไม่ดีใดก็น่าจะนึกถึงบรรดาผู้ที่มีความผูกพันกับเราบ้าง" อาจจะช่วยให้ เข้มแข้งยิ่งขึ้นในการหลีกการทำกรรมไม่ดี .. "

"แสงส่องใจ ๒๕๓๓"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
1สมเด็จพระงฆราชเจ้า (2).jpg
1สมเด็จพระงฆราชเจ้า (2).jpg [ 117.61 KiB | เปิดดู 128 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 10 พ.ค. 2024, 05:10 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ให้เราดีเสียก่อน"

" .. อยากจะด่าใครคนใดคนหนึ่ง "ก็ให้ด่าตัวเองก่อน แต่งตัวเองให้ดีเสียก่อน จึงพูดจึงทำ ถึงจะพูดแรงไปหน่อยก็ได้" จะพูดหนักหน่อยก็ไม่เป็นไร "แต่ให้รู้จักเสียก่อน ให้ดูเราเสียก่อน ให้เราดีเสียก่อน" ให้เรารู้เสียก่อน สอนเราเสียก่อน .. "

หลวงปู่ชา สุภัทโท


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
2กุญแจภาวนาและตามดูจิต2.jpg
2กุญแจภาวนาและตามดูจิต2.jpg [ 40.13 KiB | เปิดดู 115 ครั้ง ]

เจ้าของ:  ธรรมโฆษ [ 11 พ.ค. 2024, 05:57 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: "ทำอย่างไรจึงแยบคาย" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)

.
"ผู้มีทานประดับตน"

" .. "ความดีที่ได้จากทานนั้นเป็นสิ่งตอบแทนที่เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น อภัยทานควรให้แก่กัน" เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน "คนมีทาน .. ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชน" เป็นที่เคารพรักในหมู่ชน "จะตกอยู่ทิศใด ย่อมไม่อดอยากขาดแคลน จะมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้" ไม่อับจนทนทุกข์

"ผู้มีทานประดับตน" ย่อมไม่เป็นคนล้าสมัย "บุคคลทุกชั้นไม่รังเกียจ ผู้มีทานย่อมเป็นผู้อบอุ่น หนุนโลกให้ชุ่มเย็น" การเสียสละจึงเป็นเครื่องคํ้าจุนหนุนโลก "การสงเคราะห์กันทำให้โลกมีความหมายตลอดไป" ไม่เป็นโลกที่ไร้ชาติขาดกระเจิงเหลือแต่ซากแผ่นดินไม่แห้งแล้ง แข่งกับทุกข์ตลอดไป .. "

"มุตโตทัย"
หลวงปู่มั่น ภูริท้ตโต


:b8: :b8: :b8:

ไฟล์แนป:
_64_205.jpg
_64_205.jpg [ 131.71 KiB | เปิดดู 99 ครั้ง ]

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/