ลานธรรมจักร
http://dhammajak.net/forums/

ลัทธิครูทั้ง ๖
http://dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=27170
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

เจ้าของ:  วรานนท์ [ 22 พ.ย. 2009, 15:57 ]
หัวข้อกระทู้:  ลัทธิครูทั้ง ๖

:b8: :b8: :b8:

ไม่แน่ใจว่าลงถูกที่หรือเปล่าครับ

ถ้ายังไงช่วยย้ายให้ด้วยครับ


ติตถกร, ลัทธิครูทั้ง ๖
เจ้าลัทธิเดียรถีย์, นักบวชนอกพระพุทธศาสนา หมายถึง

คณาจารย์ ๖ คน คือ

๑. ปูรณกัสสป เจ้าลัทธิชื่อ ปูรณะนั้น แต่ก่อนเป็นทาสคนที่ครบร้อยพอดีของตระกูลหนึ่ง ซึ่งมีทาส ๙๙ คน. ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า ปูรโณ. ก็เพราะเขาเป็นทาสมงคล จึงไม่มีผู้กล่าวว่าเขา แม้จะไม่ยอมทำงานก็ตาม. ถึงกระนั้นเขาก็ยังคิดว่า เราจะอยู่ในที่นี้ไปทำไมแล้วก็หนีไป.

ในเวลาต่อมา ถูกพวกโจรชิงเอาเสื้อผ้าของเขาไป. เขาไม่รู้จักการปกปิดด้วยใบไม้หรือหญ้า ก็เข้าไปยังบ้านตำบลหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่เปลือยกายนั่นเอง. พวกมนุษย์เห็นเขาแล้วคิดว่า สมณะนี้เป็นพระอรหันต์ ผู้มักน้อย ผู้ที่จะเสมอเหมือนกับสมณะนี้ไม่มี จึงถือเอาของหวานและของคาวเป็นต้นเข้าไปหา. ปูรณคิดว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่นุ่งผ้า ตั้งแต่นั้นมาถึงได้ผ้ามาก็ไม่นุ่ง เขาได้ถือเอาการไม่นุ่งผ้านั้นนั่นแหละเป็นบรรพชา. แม้ผู้คนอื่น ๆรวม ๕๐๐ คน ก็บวชในสำนักของเขา ในภายหลัง ให้นามเจ้าลัทธิผู้นี้ว่า ปูรณกัสสปะ. และตั้งลัทธิชื่อ อกิริยทิฏฐิ (ทำก็ไม่ชื่อว่าทำ )คือถือว่า บุญบาปไม่มี ความดีความชั่วไม่มี.

๒. มักขลิโคสาล คำว่า โคสาโล เป็นชื่อที่ ๒ เพราะเกิดในโรงโค. ได้ยินว่า เขาถือหม้อนํ้ามันกำลังเดินไปบนพื้นดินที่มีโคลน นายบอกว่า อย่าลื่นนะพ่อ. เขาลื่นล้มลงด้วยความเผลอเรอ ทำให้หม้อน้ำมันหกหมด จึงหนีไปเพราะกลัวนาย. แต่นายวิ่งไปจับชายผ้าไว้ทัน. เขาก็เลยทิ้งผ้า ไม่มีผ้าติดตัวหนีไป. เขาไม่รู้จักการปกปิดด้วยใบไม้หรือหญ้า ก็เข้าไปยังบ้านตำบลหนึ่งทั้ง ๆ ที่เปลือยกายนั่นเอง. พวกมนุษย์เห็นเขาแล้วคิดว่า สมณะนี้เป็นพระอรหันต์ ผู้มักน้อย ผู้ที่จะเสมอเหมือนกับสมณะนี้ไม่มี จึงถือเอาของหวานและของคาวเป็นต้นเข้าไปหา. คสาโลคิดว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะเราไม่นุ่งผ้า ตั้งแต่นั้นมาถึงได้ผ้ามาก็ไม่นุ่ง เขาได้ถือเอาการไม่นุ่งผ้านั้นนั่นแหละเป็นบรรพชา. และตั้งลัทธิชื่อ อเหตุกทิฏฐิ (ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย) คือถือว่า ดี ชั่ว สุข ทุกข์ สัตว์ทั้งหลายเกิดมาจะบริสุทธิ์ได้เอง.

๓.อชิตเกสกัมพล ชื่อเดิมคือ อชิต แต่ที่มีชื่อว่า เกสกัมพล เพราะครองผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมคน. รวมชื่อทั้ง ๒ เข้าด้วยกัน จึงเรียกว่า อชิตเกสกัมพล. คำว่า เกสกัมพล คือผ้าที่มีเนื้อหยาบกว่าผ้าอื่น ๆ มากผ้ากัมพลที่ทอด้วยผมคน หน้าหนาวก็เย็นเยือก หน้าร้อนก็ร้อนระอุ มีค่าน้อย สีไม่สวย ทั้งกลิ่นก็เหม็น และมีสัมผัสไม่สบาย. ตั้งลัทธิชื่อ นัตถิกทิฏฐิ คือถือว่า ทำอะไรไม่มีผลไม่ว่าจะดีชั่ว หรือการบูชาก็ตาม.

๔. ปกุทธกัจจายนะ คำว่า ปกุโธ เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น. คำว่า กัจจายนเป็นโคตร. ท่านรวมทั้งนามและโคตรเรียกว่า ปกุทธกัจจายนะ.เจ้าลัทธินั้นเป็นผู้ห้ามนํ้าเย็น แม้จะถ่ายอุจจาระก็ไม่ใช้นํ้าเย็น. ได้นํ้าร้อนหรือนํ้าข้าวจึงใช้. เขาเดินผ่านแม่นํ้า หรือนํ้าในทางก็คิดว่าเราศีลขาดแล้ว ก่อทรายทำเป็นสถูปอธิษฐานศีลเดินต่อไป ปกุทธกัจจายนะผู้นี้เป็นเจ้าลัทธิที่ไม่มีศักดิ์ศรี.ได้ตั้งลัทธิชื่อสัสสตทิฏฐิ สิ่งทั้งหลายเที่ยง ยั่งยืนอยู่อย่างนั้น เช่นโลกเที่ยง จิตเที่ยง.

๕. สัญชัยเวลัฏฐบุตร คำว่า สัญชัย เป็นชื่อของเจ้าลัทธินั้น. ชื่อว่า เวลัฏฐบุตร เพราะเป็นบุตรของเวลัฏฐ. อาจารย์สัญชัย
ปริพาชกอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์ พร้อมกับปริพาชกบริษัทหมู่ใหญ่ อุปติสสะ(พระสารีบุตร)และโกลิตะ(พระโมคคัลลานะ)สองสหาย ได้ชวนกันมาบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชกนั้น พร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน.
จำเดิมแต่กาลที่มาณพทั้งสองนั้นบวชแล้ว สัญชัยปริพาชกได้ลาภได้ยศเหลือหลาย. มาณพทั้งสองนั้นเรียนจบลัทธิของสัญชัยปริพาชกทั้งหมดเพียง ๒-๓ วันเท่านั้น จึงได้ชวนกันไปแสวงหาโมกธรรมที่อื่น เมื่ออุปติสสะ(พระสารีบุตร) ได้พบพระอัสสชิและบรรลุโสดาบัน จึงได้มาชวนโกลิตะ(พระโมคคัลลานะ) ตามที่สัญญากันไว้
ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้ เป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะโกลิตมาณพ ผู้สหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แม้แก่สัญชัยปริพาชกอาจารย์ของเรา ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด เมื่อไม่แทงตลอดเชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล.

แต่นั้น ชนแม้ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยและชวนอาจารย์แต่สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า พูดอะไร พ่อ แล้วห้ามชนทั้งสองแม้นั้น เกรงว่าจะเสียลาภอันเลิศและยศอันเลิศ แก่ชนทั้งสองนั้น. ชนทั้งสองนั้นสรุปแล้วกล่าวว่า จะไปหรือไม่ไป.

สัญชัยปริพาชกรู้ว่า ไปเถิดพ่อทั้งหลาย เราไม่อาจอยู่เป็นอันเตวาสิก(ศิษย์ของคนอื่น) ในคราวเป็นคนแก่. ชนทั้งสองนั้นไม่อาจให้สัญชัยปริพาชกนั้นเข้าใจด้วยเหตุแม้เป็นอันมาก จึงได้พาชนประมาณ ๒๕๐ คน ผู้ประพฤติตามโอวาทของตนไปยังพระเวฬุวัน. อีก ๒๕๐ คนไม่ได้ไปอยู่ในสำนักของสัญชัยปริพาชกตั้งลัทธิชื่อ อมราวิกเขปิกทิฏฐิ มีความเห็นไม่แน่นอน
ซัดส่ายไหลลื่น แล้วแต่สถานการณ์ต่างๆ.

๖. นิครนถนาฏบุตร เจ้าลัทธิชื่อว่า นิคันถะ โดยได้นามเพราะพูดอย่างนี้ว่า พวกเราไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ไม่มีกิเลสเครื่องพัวพัน ว่าพวกเราเว้นจากเครื่องร้อยรัดคือกิเลส. ชื่อว่า นาฏบุตร เพราะเป็นบุตรของนาฏกะนักรำ.

ตั้งลัทธิชื่อ อัตตกิลมถานุโยคและอเนกานตวาท ถือว่า การทรมานกายเป็นหนทางแห่งความพ้นทุกข์ และเห็นว่า ความจริงมีหลายแง่มุม ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่าง ๆ (ในปัจจุบันคือ ศาสนาเชน ซึ่งได้หมดไปประมาณ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา)ส่วนใหญ่มักเรียกอาจารย์เหล่านี้ว่า ครูทั้ง ๖

ครูทั้ง ๖ นี้ ไม่ค่อยได้รับการนับถือจากลูกศิษย์ของตนเท่าไร เนื่องจากเวลาถามปัญหาในหลักธรรม ไม่ค่อยให้ความรู้ ตอบเลี่ยงบ้างหรือไม่ยอมตอบเลย ไม่รู้จักหลักพระธรรมวินัย กล่าวคำที่ไม่มีประโยชน์ (ในภาษาปัจจุบันเรียกว่า การสร้างภาพ
สำหรับภายนอกให้ดูดีเท่านั้น)

# สํ.ข. ๑๗/๖๗/๑๓๑; ม.อ. ๑/๒/๕๖๘-๕๗๐; ม.ม. ๑๓/๓๑๗


:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  Bwitch [ 27 เม.ย. 2010, 09:50 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ลัทธิครูทั้ง ๖

:b8: :b8: :b8:

เจ้าของ:  ธรรมบุตร [ 27 เม.ย. 2010, 14:50 ]
หัวข้อกระทู้:  Re: ลัทธิครูทั้ง ๖

:b8: อนุโมทนาสาธุการครับท่านวรานนท์ :b8:

ไฟล์แนป:
MT.jpg
MT.jpg [ 112.6 KiB | เปิดดู 8766 ครั้ง ]

หน้า 1 จากทั้งหมด 1 เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
Powered by phpBB © 2000, 2002, 2005, 2007 phpBB Group
http://www.phpbb.com/