วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ย. 2019, 11:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=8



กลับไปยังกระทู้  [ 124 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 9  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 17:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2009, 15:36
โพสต์: 435

ที่อยู่: malaysia

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีค่ะ คุณปลายฟ้า...ค่ะ แอบชื่นชมมานานแล้วค่ะ แต่ไม่ได้ทักทายเลยขอโทษด้วยนะคะ
บทกลอนไพเราะทุกบทค่ะ รูปภาพก็สวยน่ารักทุกรูป ขอบคุณมากค่ะ
:b48: ธรรมะสวัสดีค่ะ :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ก.ย. 2009, 17:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณ...คุณjintana63 คุณสิริมงคล คุณป้าโคม่า และกัลยาณมิตรทุกท่านค่ะ

ด้วยความยินดียิ่งค่ะ..คุณสิริมงคล... tongue

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 04 ก.ย. 2009, 01:31, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ย. 2009, 01:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




480fc766fb5d0f34242a110je7.jpg
480fc766fb5d0f34242a110je7.jpg [ 83.99 KiB | เปิดดู 3646 ครั้ง ]
เดินซิเจ้า..เดินบนเส้นทางนั้น สร้างศรัทธาบากบั่น..สู่จุดหมาย
ทุกก้าวย่างถึงแม้มากด้วยอันตราย มีหลุมพรางมากมาย...รั้งฉุดดึง..

ก้าวต่อซิ..อย่าคิดหยุด โลกอุปโลกน์สมมุติ...ให้ผ่านถึง
ร่ายผจญในดินแดนแสนหนักตึง ตกตะลึงระทึกขวัญหวาดหวั่นใจ..

ประเดี๋ยวเจอนั่น ประเดึ๋ยวเจอนี่ คุมสติให้ดี..มิลู่ไหว
หลงเล่ห์กล โลภโกรธ หลง คอยล่อใจ อย่าเผลอไผล..มายาร้ายคอยเชิญชวน..

รักษาบท..มีกำหนดในลิขิต คอยน้อมจิต..ให้อ่อนโยนไม่คิดหวน
กลัวข้างหน้าพะวงหลัง..ใฝ่เรรวน กวนใจป่วนหมองเศร้าเฝ้าจ่อมจม..

ทั้งสองฝั่งข้างทาง..ภาพงามสวย ธรรมชาติเอื้อช่วย..ให้สุขสม
ได้ยลเย้าเคล้าชิดพิศชื่นชม กล่อมอารมณ์..พรมสุขชุบชีวี..

เดินซิเจ้า..เดินบนเส้นทางนั้น สร้างศรัทธาเชื่อมั่น..ไม่บ่ายหนี
ด้วยรอยยิ้มข้ามห้วง..มหานที สู่ประตูเสรี...ที่งดงาม

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 04 ก.ย. 2009, 01:30, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2009, 01:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.ย. 2009, 22:11
โพสต์: 111

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต้นเอ๋ย..ต้นหญ้า
ดูไร้ค่า ไร้ราคา ไร้ความเห็น
อยู่ริมทาง ถูกเหยียบย้ำ ช้ำไม่เป็น
ดุจดั่งเช่นหินผาที่ทนทาน..

ยามลมพัด มรสุม โหมกระหน่ำ
ฝนตกฉ่ำ น้ำท่วม ไม่สะท้าน
ยามหนาวเย็นน้ำแข็งเกาะยังสำราญ
ร้องขับขานเพลงใบหญ้าแสนสุขใจ..

เข้าหน้าแล้งน้ำแห้งขาดอาหาร
ยังชื่นบาน ชูใบเจ้าโอนเอนไหว
ดูไร้ค่า แค่มุมมอง มองไกลไกล
มองใกล้ใกล้มากค่าน่านิยม..

เจ้าคือที่พักอาศัยของแมลง
คอยแอบแฝงเกาะติดอย่างสุขสม
ทั้งผีเสื้อ แมลงปอ เย้าชิดชม
งามดุจพรม ชอุ่มเขียว ทั่วทั้งลาน
เป็นอาหารวัวควายได้ลิ้มรส
เป็นโอสถ รักษาโรค หลายสถาน
ภาพต้นหญ้าคือตัวแทนความทนทาน
น่าชื่นบานยามต้นหญ้าพลิ้วลู่ไป..

ต้นหญ้าเอ๋ยต้นหญ้า
คือประชาแห่งชีวิตชนทั้งหลาย
คืออิสรภาพทุกช่วงกาลของหญิงชาย
ที่พัดไหว อย่างงดงาม ทุกแผ่นดินเจ้าหญ้าเอ๋ย..

บทกวีหลากหลายรูปแบบดีจัง..ภาำพประกอบก็สวยนะครับ
ผมขออนุญาติ....ร่วมโพสต์ด้วยคน..เข้าทางเด็กบ้านนอกแบบผมครับ

.....................................................
"ขอมีสติเข้มแข็งดั่งขุนเขา..แต่ขอมีจิตใจอ่อนโอนดั่งขนนก"รูปภาพ


แก้ไขล่าสุดโดย เพลิง. เมื่อ 08 ก.ย. 2009, 15:21, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2009, 23:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




IMGP9772.jpg
IMGP9772.jpg [ 160.36 KiB | เปิดดู 3441 ครั้ง ]
เมื่อนั่งอยู่ในความเงียบ ในสวนบนเนินเขายามเช้าตรู่
เพ่งดูหมอกขาวคลี่คลุมดงดอยอยู่เบื้องหน้า ทุ่งนาเบื้องล่างลิบๆ นั้นเริ่มแปรเปลี่ยนสี
จากทุ่งข้าวสีเขียวสดกลายเป็นสีเหลืองทองรอการเก็บเกี่ยว ใช่,
ใครต่อใครเมื่อเห็นภาพเหล่านี้ คงรู้สึกชื่นชมภาพอันสดชื่นรื่นรมย์กันแบบนี้ทุกคน

ทว่าจริงๆ แล้ว พอค้นให้ลึกลงไป ก็จะพบว่า ในความงามนั้นมีความทุกข์ซุกซ่อนอยู่ให้รับรู้สึก
เมื่อนึกถึงภาพเก่าๆ ของหมู่บ้าน ผ่านไปไม่กี่สิบปี จะมองเห็นได้เลยว่าหมู่บ้านเกิด
มีความแปลกเปลี่ยนไปอย่างเร็วและแรง อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนนี้ อะหยังๆ มันก่อเปลี่ยนไปหมดแล้ว...” เสียงใครคนหนึ่งบ่นเหมือนรำพึง

จริงสิ, อะไรๆ ก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว บทเพลงชาวนาชาวสวนที่เคยขับร้อง
จึงไม่เพราะเหมือนแต่ก่อน...เมื่อความแปลกเปลี่ยนกำลังไหลเลื่อนเคลื่อนคลุมหมู่บ้าน
ปกคลุมหัวใจของผู้คนทุกลมหายใจเข้าออก คิดแล้ว น่าใจหาย

เมื่อมองเห็นภาพชาวบ้าน ญาติพี่น้องแบกกระเป๋าเดินทยอยออกจากหมู่บ้าน
ไปทำงานต่างแดนกันอย่างต่อเนื่อง

“ตอนนี้ ถ้านับจำนวนทั้งคนหนุ่ม คนเฒ่าคนแก่ที่ออกไปยะก๋านข้างนอก
คงเกือบสองร้อยคนแล้วมั่ง...” เสียงบอกเล่าให้ฟัง

เป็นการเดินออกไปทำงานรับจ้างต่างบ้านต่างเมือง
ในขณะที่รัฐบาลโหมโฆษณาผ่านเสียงตามสาย ผ่านโทรทัศน์
เน้นย้ำอยู่อย่างนั้น...พอเพียง พอเพียง
ซึ่งมันช่างสวนกระแสและรู้สึกขมขื่นเสียจริงๆ

ทำไม...ทำไม ผู้คนถึงต้องออกจากหมู่บ้าน...
หลายคนคงแอบตั้งคำถามกันแบบนี้
แต่กระนั้น คงมีอีกหลายคนที่รู้สึกเฉยชา
และปล่อยให้มันเป็นไป ปล่อยให้ชะตากรรมเป็นฝ่ายตัดสิน

ใครหลายคนบ่นว่า ต้องโทษ ธกส.ต้องโทษนักการเมือง รัฐบาลเก่าที่สร้างหนี้ให้ชาวบ้าน
ในขณะที่หลายคนก็บอกว่า ต้องโทษตัวเราเอง ที่ไปเอาเงินมาใช้ แต่ไม่มีปัญญาใช้คืน

แน่นอน พวกเขาถึงละทิ้งผืนแผ่นดินเกิด
ปล่อยให้นาข้าวไร้คนเกี่ยว สวนเปลี่ยว ไร่รกร้าง
แบกกระเป๋าเข้าเมือง เพียงเพื่อมุ่งหาเงิน เร่งหามาใช้หนี้
เพื่อปลดทุกข์และความเครียดที่รุมเร้า

ทำให้นึกไปถึงถ้อยคำของหลานชาย ที่บอกเล่าความรู้สึก
ในวันที่ต้องไปเที่ยวหาคนงานที่เป็นชนเผ่าจากหมู่บ้านใกล้เคียงมารับจ้าง
รับเหมาเกี่ยวข้าวภายในทุ่งนาของตน

“...ท้องทุ่งในวันนี้ช่างเงียบเหงา
ถึงแม้จะมีผู้คนมารับจ้างช่วยเกี่ยวข้าว แต่เป็นคนที่ไม่รู้จักเลยซักคน
เสียงต่างๆที่คุ้นเคย ก็เงียบขาดหายไป เพราะอะไร ?...”

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2009, 23:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องสั้นน่าอ่าน...ไฟไหม้ฟาง...

หลังการเก็บเกี่ยวข้าว นวดข้าว ขนข้าวมาเก็บไว้ในหลอง(ยุ้งฉาง)ของชาวนา ไม่นาน ท้องทุ่งเบื้องล่างก็ดูเปิดโล่ง มองไปไกลๆ จะเห็นตอซังข้าว กับกองฟางสูงใหญ่กองอยู่ตรงนั้น ตรงโน้น กระนั้น ท้องทุ่งก็ไม่เคยหยุดนิ่ง มันมีชีวิต มีการเคลื่อนไหวอยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

เท่าที่เขา เฝ้าดู ในหน้าแล้ง หลังฤดูกาลเก็บเกี่ยว คนเลี้ยงวัวประจำหมู่บ้านคงมีความสุขกันถ้วนหน้า พวกเขารู้ดีว่าจะทำอย่างไงหลังจากชาวนาขนข้าวขึ้นหลองเสร็จเรียบร้อย คนเลี้ยงวัวจะรีบปล่อยฝูงวัวสีขาวสีแดงหลายสิบตัวลงไปในทุ่งโดยไม่ต้องบอก เจ้าของนา ไม่มีใครว่า ปล่อยให้มันเล็มยอดอ่อนจากตอซังข้าว บ้างก้มเคี้ยวเศษฟางข้าว รวงข้าวที่กระจัดกระจายเต็มทุ่ง

แต่นั่นก็เป็นเพียงชั่วข้ามคืนข้ามวันเท่านั้น
เมื่อเขามองเห็นภาพบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป...
ควันไฟสีเทากำลังลอยเป็นกลุ่มๆ ลอยออกมาท้องทุ่ง ม้วนตัวขึ้นสู่ที่สูง สูงไปบนท้องฟ้า...

เขา ยืนอยู่บนเนินเขาเหนือหมู่บ้าน จ้องมองดูภาพเคลื่อนไหวเบื้องล่างชัดๆ อีกครั้ง ใช่ เขามองเห็นสิ่งผิดปกติจริงๆ นั่นชาวบ้านชาวนากำลังก้มๆ เงยๆ หอบเอาฟางที่กองไว้ มาคลี่ปูไปทั่วผืนนา บ้างวางทับกันไปบนตอซังข้าวจนเต็ม ทุ่งนากลายเป็นพรมสีเหลืองมหึมาจนดูเป็นผืนเดียวกัน

แต่หลังจากนั้น ไม่นาน พอแดดเปรี้ยง ชาวนาพากันลงมือจุดไฟเผาฟางข้าว เพียงครู่เดียว ไฟไหม้ฟาง ลุกลามไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มควันลอยคลุ้งไปทั่วทุ่ง เขารู้สึกอึ้ง...กับภาพผ่านที่เห็นและเป็นไปเช่นนั้น กี่นานที่เขาเหม่อมอง ถอนหายใจ และปล่อยความคิดเลื่อนลอยไปกับควันไฟกลุ่มนั้น

เขากำลังครุ่นคิดไปมา...
การกระทำชาวบ้านแบบนี้มันดูเหมือนไม่มีเหตุผล
หรือว่า...บางทีชาวบ้านเขามีเหตุผลของเขา...

-2-
“คิง บ่ไปขนเอาเฟืองเอามาใช้ในสวนเหรอ เขาจะเผาหมดทุ่งแล้วเน้อ...ตอนนี้ที่เห็นเหลือก็มีของพี่ศรีเวียง ขะใจ๋ไปเอาโวยๆ” พี่ชายบอกกับเขาในวันรุ่งขึ้น

เฟือง ภาษาเหนือ หมายถึง ฟางข้าว
พี่ชายบอกย้ำให้เขารู้ ก่อนที่ไฟจะไหม้ฟางไปทั่วทุ่ง

เขา ตัดสินใจขับรถกระบะคันเก่า ข้ามสะพานที่ทำด้วยขอนไม้พาดผ่านลำเหมือง เข้าไปในทุ่งนาของพี่ศรีเวียง กองฟางที่ผ่านการเกี่ยว นวด และโม่ด้วยเครื่องจักรสมัยใหม่ กองซ้อนๆกันขึ้นไปเป็นเนินเขาย่อมๆ ผมใช้เวลาในช่วงบ่ายนั้น กับการบ้าหอบฟาง สองมือสองแขน โอบ กอบฟางใส่กระบะท้ายจนพูน ก่อนขึ้นไปย่ำๆๆ เหยียบๆๆ ให้ฟุบลง กระโจนลงมาหอบฟางขึ้นไปอีก พอมันสูงล้นเกินกระบะ ผมหาลำไม้ไผ่มากั้นเป็นแนวสองข้าง จนจุฟางได้เต็มลำรถ เดินไปเปิดท้ายเบาะ หยิบเอาเชือกมามัด รัด สลับกันไปมาจนแน่น ก่อนจะขับรถข้ามสะพานขอนไม้ ไปยังสวนบนเนินเขา

หลายต่อหลายเที่ยว ที่เขากลับมาขนฟางไปไว้ในสวน
จนเขารู้เลยว่าในห้วงนั้น เขาบ้าหอบฟางคนเดียว ลำพัง
ในขณะที่รอบข้าง ชาวนาเพื่อนบ้านกำลังทยอยกันจุดไฟเผาฟางกันควันคลุ้ง
และผืนนาผืนใหญ่เริ่มกลายเป็นสีดำ

-3-
อีก วันหนึ่ง...ลุงส่ง น้าชายวัยหกสิบปี ขับมอเตอร์ไซค์ขึ้นดอยมาหาเขาด้วยสีหน้าตาตื่น บอกว่าอยากให้ไปช่วยกันขนฟางข้าวของเพื่อนบ้าน มาไว้ในสวนแกหน่อย...

“เจ้า ของนาบอกว่า จะเผาเฟืองคืนนี้แล้ว เพราะวันพรุ่ง เขาจะจ้างรถไถมาพรวนที่ จะปลูกผักกาดแล้ว เสียดายเฟือง อยากเอามาใช้ในสวน ช่วยกันขน แล้วแบ่งกันดีกว่าเนาะ...”

เขาพยักหน้า แล้วชักชวนหลานชายอีกคน ไปช่วยกันขนฟางข้าวกันไว้บนคันนาอย่างรีบเร่ง ก่อนที่เจ้าของนาจะจุดไฟเผาในค่ำคืน

“ยังดีที่ยังคนเข้าใจและรู้จักใช้ประโยชน์จากฟางข้าว และลุงส่งคงเป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่คิดได้แบบนี้กระมัง...” เขาบอกกับตัวเอง
“ทำไมชาวนาถึงเผาฟางข้าว ทำไมถึงไม่เก็บเอาไว้ใช้ประโยชน์อย่างอื่น!?...”

เชื่อหลายคนคงคิดเช่นเดียวกับเขาเป็นแน่แท้
แต่...ก็อีกนั่นแหละการกระทำของคนเรา บางครั้งมันก็ไม่มีเหตุผลมารองรับ

“ทำไมถึงเผาเฟือง...” เขาเคยเอ่ยถามเพื่อนบ้านเล่นๆ
“ถ้าไม่เผา มันก็จะกองอยู่เต็มทุ่ง เพราะเฮาต้องเร่งปลูกผักกาด กะหล่ำกันต่อ นั่นต้นกล้าผักกำลังจะแก่แล้ว...”
“แล้วทำไมไม่ขนมากองไว้ข้างนอก โดยไม่ต้องไปเผา ไม่ดีกว่าหรือ...”
“เสียเวลา...เสียเวลาขนเฟืองอีก...กองไม่ใช่น้อยๆ ต้องจ้างรถ จ้างคนขนอีก เสียเงินไปทำไม เผาในทุ่งนี่ดีกว่า...”

วิธี ของชาวบ้านจัดการกับฟางข้าว จึงง่าย รวดเร็ว และไม่เปลือง นั่นคือ ปูฟางข้าวเป็นพรมเต็มทุ่ง แล้วจุดไฟเผา หลังจากนั้น พวกเขาจะรีบพากันพรวนดิน ขุดดิน ขึ้นแปลงผัก ปลูกผัก ใส่ปุ๋ยเคมี พ่นยาฆ่าแมลง เพื่อเอาไปขายในตลาดเมืองใหม่ ให้กับพ่อค้าคนกลางต่อไป

เหตุผลง่ายๆ ของชาวบ้านแบบนี้ เล่นเอาเขาอึ้งไปเหมือนกัน

แหละ เพียงแค่เหตุผลง่ายๆ แบบนี้ ไม่ต้องไปอ้างทฤษฎี หลักการ วิชาการที่มันไปไกลตัว อย่างเช่น อย่าเผาฟางเลย...มันจะทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เกิดมลพิษเพราะฤทธิ์ควันไฟ มันผิดกฎหมาย…ฯลฯ

แน่นอน ในฐานะที่เขาก็เป็นลูกหลานชาวนาคนหนึ่งที่กำลังกลับมาอยู่บ้านเกิด เขาพยายามเฝ้ามองด้วยใจเป็นธรรม ว่าสิ่งที่ชาวนาเพื่อนบ้านทำกันเช่นนี้ มันไม่ใช่ว่าพวกเขาโง่ หรือไม่รู้ แต่บ่อยครั้งที่เขาพยายามค้นหาเหตุและผลของวิถีชาวนาเล่นๆ ว่า หรือว่านี่เป็นเพราะฐานคิดชาวนายุคนี้เปลี่ยนไป พวกเขาล้วนแต่มีหนี้สิน เพราะว่า ระบบทุนนิยมบ้าคลั่งได้เข้ามาบีบ บังคับให้พวกเขาต้องเปลี่ยนไปอย่างนี้ เกษตรกรทุกคนต้องการความเร็ว ต้องการเงิน เพื่อไปใช้จ่ายและใช้หนี้ที่ครอบครัวหนึ่งเป็นลูกหนี้ให้กับ ธกส.ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนบาท ยังไม่นับหนี้นอกระบบที่นับวันยิ่งพอกพูนเพิ่มมากขึ้น

-4-
ไฟไหม้ฟาง...ฟางข้าว…วิถีชาวนา
เขากลับมานั่งจมอยู่กับความรู้สึกข้างใน…
บางห้วงความคิดเรื่องฟางข้าว ทำให้เขาหวนนึกไปถึงภาพวิถีเก่าๆ เมื่อครั้งเขายังเยาว์วัย...
ฟางข้าวทำให้เขามองเห็นภาพเก่าได้แจ่มชัดขึ้น
ภาพหนุ่มสาวช่วยกันนวดข้าว ตีข้าว กันในค่ำคืนเดือนหงาย ท่ามกลางเสียงหยอกล้อเกี้ยวกันไปมา
ภาพกองฟางที่สูงทะมึนเหมือนภูเขาย่อมๆ
ภาพกองฟางล้อมรอบลานนวดข้าว ที่กลายเป็นถ้ำฟางที่ใช้เป็นที่หลับนอน ช่างนุ่มและอุ่นนักในคืนหนาว
และนั่น, ภาพพ่อกับแม่ช่วยกันขุดแปลง ปลูกกระเทียม หลังเก็บเกี่ยวข้าว
ใช่ เขายังจำภาพของตนเองแบกขนฟางข้าวที่มัดเป็นฟ่อนๆ ไปวางบนคันนา ให้พ่อและพี่ชายช่วยกันหยิบ ฟางมาปูคลุมแปลงกระเทียมที่แม่และพี่สาวช่วยกันปลูกจนเต็มทุ่ง
ภาพของตัวเองกำลังคุ้ยกองฟางเน่า ค้นหาเห็ดฟางออกดอกสีขาวหม่นตรงนั้นตรงโน้น...
เขาได้กลิ่นหอมของฟางลอยมาในห้วงความทรงจำ.


รูปภาพ

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 07 ก.ย. 2009, 23:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2009, 00:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องเล่าตำนานวิถีชนเผ่าลีซู

รูปภาพ
ภาพโดย : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

เพราะว่าวิถีชีวิตผมจำต้องขึ้นดอยลอยห้วย
ทำงานร่วมกับชนพื้นเมืองหลายเผ่า
บางครั้ง,จึงเกิดความรู้สึกผูกพันเหมือนดั่งญาติพี่น้อง
ที่คอยประสานให้ความช่วยเหลือ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งเดียวกัน

และในยามใดที่ว่างจากการงานอันหน่วงหนักนั้นแล้ว
สิ่งหนึ่งที่ผมจะมักหาเวลาว่าง ผ่อนคลายความเครียด
ด้วยการเดินไปเยี่ยมเยือนคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน
เพื่อฟังท่านได้เล่าถึงตำนานความเป็นมาของชนเผ่า
มันคล้ายกับว่า ในชีวิตนั้นมีตำนาน ในตำนานมีชีวิต มีจิตวิญญาณ
มีคุณค่าควรแก่การศึกษาและรับรู้…

ค่ำคืนหนึ่ง…ผมนั่งจิบน้ำชาอยู่ข้างเตาไฟกลางกระท่อมของพ่อเฒ่ายี่นาเดอ
ผู้อาวุโสของหมู่บ้านลีซูน้ำบ่อใหม่ แสงไฟไม้เกี๊ยะส่องดวงหน้าพ่อเฒ่า
ใบหน้าที่เหี่ยวย่นและหยาบกร้านนั้นบ่งบอกถึงความสมบุกสมบัน
ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านการต่อสู้มามากมายแล้วในชีวิต

ไม่ต้องพูดถึงว่า พ่อเฒ่าเคยฝ่าข้ามสายน้ำ ขุนเขา มากี่สายกี่ลูก…
กว่าจะยืนหยัดอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่สิ่งหนึ่ง ที่พ่อเฒ่ายังจดจำไม่เคยลืมเลือนก็คือ
การมีความสุขกับการได้เล่าเรื่องราวชนเผ่าลีซูให้ลูกหลานได้ฟัง
เพื่อถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลังได้รับรู้

บางห้วงยามนั้น…พ่อเฒ่าเอ่ยกับผมเบาๆ ว่า…
“เคยสังเกตมั้ยว่า เวลามีงานประเพณีทานข้าวใหม่ ทำไมลีซูจึงปั้นข้าวสุกให้หมานั้นกินก่อนคน…”

ผมส่ายหน้า งุนงงสงสัยแปลกใจเหมือนกัน
เพราะบ่อยครั้งที่ผมมองเห็นแต่ละบ้านก็ทำกันอย่างนั้น

“มันมีเรื่องเล่าลีซูว่าไว้อย่างนี้…
ครั้งหนึ่ง ชนเผ่าลีซูนั้นต้องอพยพเร่ร่อน
เดินทางไกลมาจากประเทศจีนทิเบตโน้น
ในกลุ่มนั้นมีทั้งคนเฒ่าคนแก่ หนุ่มสาวและเด็กหญิงชาย
รวมทั้งยังมีหมาเดินตามมาด้วย...

นานและนานที่ชนเผ่าลีซู
ข้ามดอยข้ามน้ำมาจนเนื้อตัวเปียกปอน
ในวันนั้น…พวกเขาเดินผ่านไร่ข้าวที่กำลังสุกคารวง
หมาที่ตามมาได้นอนเกลือกลิ้งเล่นในไร่ข้าว
จนทำให้เมล็ดข้าวเปลือกติดเต็มตัว เต็มหัวเต็มหาง

เมื่อชนเผ่าลีซูเดินทางมาถึงแม่น้ำใหญ่สายหนึ่ง
ทุกคนจำต้องลุยข้ามน้ำไปอีกฝั่ง
เจ้าหมาตัวนั้นก็ไม่น้อยหน้า ยอมลงลุยน้ำลอยคอ ชูหาง
ลอยข้ามมาอีกฝั่งจนได้
จนมาถึงดินแดนใหม่

…ชนเผ่าลีซูจึงรู้ว่า
หมาที่ติดตามมานั้นมีบุญคุณต่อพวกเขามากมายเหลือเกิน
เพราะเมล็ดข้าวเปลือกที่ติดตรงปลายหาง
และตรงหัวของหมาตัวนั้นเพียงไม่กี่เมล็ดนั้น
ได้กลายเป็นพันธุ์ข้าวไร่ของลีซูมาจนถึงเดี๋ยวนี้…”

ทุกปี หลังจากมีการเก็บเกี่ยวข้าวไร่
ชนเผ่าลีซูจะมีประเพณีทานข้าวใหม่
และพวกเขาจะเอาข้าวใหม่ ให้หมาของตนกินก่อนทุกครั้ง

ผมนั่งนิ่งฟังพ่อเฒ่ายี่นาเดอ เล่าเรื่องลีซูด้วยหัวใจเปี่ยมสุข
ผมจิบชาร้อนๆ ในจอกไม้ๆ ไผ่
เป็นชาเครือที่เก็บมาจากป่า คล้ายเถาวัลย์ ไม่เหมือนชาทั่วไป
แต่มีรสชาติหอมกลมกล่อม
ส่วนพ่อเฒ่านั้นนั่งเคี้ยวหมากหยุบหยับอย่างอารมณ์ดี

“ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมล็ดข้าวเปลือกของลีซูอีกนะ อยากฟังมั้ย…”
พ่อเฒ่าหันมาถามผม ผมรีบพยักหน้ารับฟังทันที

“เชื่อมั้ย…เมื่อก่อนเมล็ดข้าวเปลือกของลีซูนั้น
เมล็ดโตเท่าลูกมะพร้าวเลยนะ เม็ดเดียวกินกันทั้งครอบครัว
ต่อมา…มีหญิงหม้ายลีซูคนหนึ่ง อยู่กับลูกน้อย
วันหนึ่งลูกน้อยคนนั้นท้องร่วง แม่หม้ายจึงเอาเปลือกข้าวไปเช็ดก้นให้ลูก
เพราะหญิงหม้ายลีซูคนนั้นไม่รู้จักบุญคุณของเมล็ดข้าว
จึงถูกสาปให้เมล็ดข้าวเล็กลีบลงเหลือเท่าทุกวันนี้…”

พ่อเฒ่าเล่าเรื่องนี้ไป พร้อมกับหัวเราะไปจนน้ำหมากกระเด็น
และทำให้ผมรู้สึกว่าตัวผมกำลังกลับกลายไปเป็นเด็กอีกครั้ง…

นั่งฟังคนเฒ่าเล่านิทานให้ฟัง เรื่องเล่าเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยคำสอน
ที่บ่งบอกซุกซ่อนความหมายบางอย่างให้เราได้ขบคิดค้นหา…

ในชีวิตมีตำนาน…ในตำนานมีชีวิตเสมอ

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ย. 2009, 17:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 01:47
โพสต์: 178

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




tt1115.jpg
tt1115.jpg [ 39.3 KiB | เปิดดู 3422 ครั้ง ]
น้ำค้างหยดสุดท้าย...

ค่ำคืนนี้ มีดอกหญ้า หน้าเรือนไม้
ปลิวไสว ไล่น้ำค้าง บนใบอ่อน
ดึกคืนนี้ คิดถึงพี่ ภราดร
ใยจากจร ห่างหายไป ไม่เห็นมา

ปล่อยให้น้ำ ค้างคา หน้าใจหาย
เกลือกกลิ้งไป บนใบ ไม้นั่นหนา
จากใบนี้ ไปใบนั้น รอสัญญา
ว่าพี่จะ มาหา ไม่น่าลืม

จากวันนั้น มาวันนี้ ก็ไม่เห็น
รอจนเย็น เป็นวันใหม่ หวังได้ปลื้ม
คงจะเป็น เพียงสัญญา ที่ถูกลืม
น้องคงซึม ถ้าพี่ลืม ปลื้มไม่ลง

ดอกหญ้ามา กระซิบ เจ้าน้ำค้าง
คงอ้างว้าง เขาวางใจ ไว้ให้หลง
พอได้ใจ ก็จากไป ไม่มั่นคง
เจ้าจงปลง อย่าหลงใน น้ำใจรัก

น้ำค้างน้ำ ตาริน สิ้นสะดุด
เพราะที่สุด ไม่มีใคร ให้เป็นหลัก
ที่จะให้ วางดวงใจ ไว้ได้พัก
รอคนรัก มาจริงใจ ก็ไม่มี

ต่อแต่นี้ จะไม่ให้ ใจใครแล้ว
เพราะเห็นแวว ว่ารักไป ให้บัดสี
ไม่มีใคร มารัก มาใยดี
สุดใบนี้ คงต้องหล่น บนพื้นดิน

จะรอคน จากเบื้องบน คนสุดท้าย
หากว่าได้ จะยินดี ไม่มีสิ้น
หากว่าใคร คนนั้น ไม่ยลยิน
จะหลั่งลง สู่พื้นดิน สิ้นใจเอย

.....................................................
"เกิดมาก็เพราะกรรม...ดับไปก็หมดกรรม"รูปภาพ


แก้ไขล่าสุดโดย ลุงมะตูม เมื่อ 08 ก.ย. 2009, 17:53, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ย. 2009, 12:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




001_vladstudio.jpg
001_vladstudio.jpg [ 60.81 KiB | เปิดดู 3026 ครั้ง ]
หวัดดีค่ะ..คุณลุง..กลอนเพราะจัง..ขอบคุณค่ะ :b41:

"กระต่ายในเงาจันทร์"

ในสายลมแห่งความเหงา ในม่านเงาแห่งความฝัน
มีเรื่องราวเรียงรำพัน เมื่อความเงียบงันมายลเยือน
นึกถึงตำนานแห่งกระต่ายในเงาจันทร์ เป็นนิทานแห่งขุนเขา.....

นานมาแล้ว........
กระต่ายหลงรักดวงจันทร์..หลงรักจนหมดหัวใจ..
ทุกวันเจ้ากระต่ายตัวน้อย จะเฝ้ารอเพียงแต่ว่า...
เมื่อไหร่ดวงอาทิตย์จะลาลับขอบโลก
และเมื่อไหร่ดวงจันทรา จะขึ้นมาเยือนฟากฟ้าเสียที

เพียงแค่เห็นเสี้ยวจันทร์
กระต่ายก็ดีใจจนแทบจะเต้นรำหั้ยพระจันทร์ดู
และยิ่งได้เห็นจันทร์เต็มดวง กระต่ายก็จะทำอะไรไม่ได้
นอกจากนั่งนิ่งๆ และเฝ้ามองพระจันทร์อยู่อย่างนั้น
จวบจนกระทั่งรุ่งเช้า ที่จันทราต้องเอ่ยคำลาฟากฟ้าไป
และแน่นอน...คืนไหนที่ไร้จันทร์ กระต่ายจะหลั่งน้ำตาริน
ดวงดาวนับล้านนับพันบนท้องฟ้า
ก็มิอาจมีค่าเท่าดวงจันทราเพียงดวงเดียว

แต่กระต่ายก็อาภัพ
จันทร์ไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของกระต่าย เพระพระจันทร์หลงรักพระอาทิตย์
แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่เพียงได้พบกันไม่กี่นาที
บนฟากฟ้าทั้งยามเย็นและยามเช้า เท่านั้นก็พอแล้วสำหรับพระจันทร์

เพระพระอาทิตย์...
อยู่ในดวงใจของพระจันทร์เสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
...เพระรักที่เฝ้ามอบหั้ย...สายตาที่เคยมองหา...จันทราไม่เคยรับรู้...

แต่ก็ดูเหมือนกระต่ายจะไม่โชคร้ายเกินไปนัก
เพราะคำอ้อนวอนสุดท้ายของกระต่ายตัวนั้น
ล่วงรู้ไปถึงหูของเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์
ท่านสงสารกระต่ายอาภัพตัวนั้นนัก
ท่านจึงประดับภาพของกระต่ายลงบนดวงจันทร์
กระต่ายดีใจแม้จะรู้ว่า หัวใจของพระจันทร์
ยังคงมอบหั้ยพระอาทิตย์
...ตลอดมาและตลอดไป...
แต่กระต่ายก็ยังดีใจ..ที่อย่างน้อยๆ
ก็ยังมีกระต่ายในดวงจันทรา..
คือตำนานกระต่ายในเงาจันทร์.....

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 04 ต.ค. 2009, 22:49, แก้ไขแล้ว 6 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.ย. 2009, 23:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




001-01-03.jpg
001-01-03.jpg [ 102.1 KiB | เปิดดู 3399 ครั้ง ]

"ดั่งม่านเมฆคลี่คลายนัยน์เห็นสรวง
สว่างช่วงโชติรสบทสวรรค์
มโหรีขับร่ายคล้ายจำนรรจ์
ประโคมจากเทวัญจรดชั้นพรหม

พร่างบุหงาลอยเกลื่อนเคลื่อนรูปร่าง
เอกองค์อินทร์ปรุงสร้างวางผสม
เนรมิตนภางามอารมณ์
แต้มอัมพรห้อมห่มพรมดวงมาน

ครั้นเพ่งพิศเพียงครั้งช่างสุขนัก
ทวยเทพไท้สลักทิพย์รักหวาน
นาฏอนงค์อัปสรฟ้อนตระการ
โปรยมาลีดุจธารดาวระยิบ

ดลเปลี่ยนภพสู่ขณะหฤหรรษ์
ยื่นอวดสิ่งมหัศจรรย์ชวนสรรหยิบ
มาลอยฟ่องดาษดื่นหลากคลื่นทิพย์
สื่อกระซิบเสียงได้ร่ายอวยพร

ทุกพยางค์กลายร่างอย่างวิหค
โผโบกบินเวียนวก..นกออดอ้อน
นำทุกคำวลีที่สุนทร
ซึ่งเปียกปอนน้ำทิพย์ให้จิบกัน

เหล่าดาราพร้อมพรั่งทั้งชั้นฟ้า
ลืมตำแหน่งนภาศักดากั้น
มาลอยเรียงพยางค์อย่างผ่องพรรณ
ล้วงใจลึกบอก..ฟ้า..ว่า"รักเธอ!"

หมอกไอเย็นต้นแสงแห่งประภัส
สุดงดงามจำรัสชัดเสนอ
คือวันที่คลี่ม่านดวงแขไข
สู่ห้วงในบันทึกสุขนั้นนิรันดร"

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"


แก้ไขล่าสุดโดย ปลายฟ้า...ค่ะ เมื่อ 10 ก.ย. 2009, 23:31, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2009, 18:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




3d_wall_painting.jpg
3d_wall_painting.jpg [ 78.97 KiB | เปิดดู 3409 ครั้ง ]
ริมสายชลหลากล้นพันธุ์พฤกษา
ทอดสายตาพาใจให้เคลิ้มฝัน
ดื่มด่ำภาพงามขจีที่พฤกษ์พรรณ
เกินจะสรรคำกล่าวคราวสุขใจ

อารมณ์ศิลป์ช่วยประทินปรับปรุงโฉม
ธรรมชาติน้อมโน้มใจให้ฝัน
เกิดระลอกอารมณ์ในชีวัน
มีสุขเศร้าปนกันเมื่อคำนึง

ระลอกน้ำคลื่นพลิ้วละลิ่วสวย
ระลอกใจมากด้วยความคิดถึง
บังเกิดจินตนาการเมื่อรำพึง
เป็นความงามโศกซึ้งประทับทรวง

กลับกลายเป็นตำนานมาจารจรด
กวีบทเปรียบแก่งดังแหล่งสรวง
งามถ้อยคำนำใจให้อบอวล
บรรยากาศทั่วถ้วนแก่งชลา

มูลนิธิอภิธรรมฯ พี่ดอกแก้ว

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2009, 19:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว




139596.jpg
139596.jpg [ 107.44 KiB | เปิดดู 3385 ครั้ง ]
s003 s003 ขอมานอนอ่านบทกลอนให้สบายใจ
ดีกว่า ดีจ๊ะ คุณฟ้า คุณน้ำ คุณลุงมะตูม คุณเพลิง
และทุก ๆ คน

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ย. 2009, 12:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2009, 17:51
โพสต์: 189

แนวปฏิบัติ: ดูจิต
สิ่งที่ชื่นชอบ: วรรณกรรม
ชื่อเล่น: ป้าโคม่า
อายุ: 54

 ข้อมูลส่วนตัว


วันหน้าป้าเจอเรื่องสั้นดีๆ...จะเอามาฝากนะจ๊ะ

.....................................................
รูปภาพ
"จิตที่ให้ย่อมเป็นจิตที่ดี ... จิตที่มีแต่ประชดประชันนั้น ... หาควรแก่การอบอรมสั่งสอนธรรมผู้ใดไม่"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ย. 2009, 12:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 21:22
โพสต์: 264

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




m132110.jpg
m132110.jpg [ 60.11 KiB | เปิดดู 3373 ครั้ง ]
สวัสดีค่ะ คุณปลายฟ้า cool
พอดีนึกถึงบทกวีบทนี้ที่เคยเรียนสมัยอยู่มัธยมค่ะ :b1:




เปิบข้าวทุกคราวคำ
จงสูจำเป็นอาจินต์
เหงื่อกูที่สูกิน
จึงก่อเกิดมาเป็นคน

ข้าวนี้นะมีรส
ให้ชนชิมทุกชั้นชน
เบื้องหลังสิทุกข์ทน
และขมขื่นจนเขียวคาว

จากแรงมาเป็นรวง
ระยะทางนั้นเหยียดยาว
จากรวงเป็นเม็ดพราว
ล้วนทุกข์ยากลำบากเข็ญ

เหงื่อหยดสักกี่หยาด
ทุกหยดหยาดล้วนยากเย็น
ปูดโปนกี่เส้นเอ็น
จึงแปรรวงมาเป็นกิน

น้ำเหงื่อที่เรื่อแดง
และน้ำแรงอันหลั่งริน
สายเลือดกูทั้งสิ้น
ที่สูซดกำซาบฟัน.


จิตร ภูมิศักดิ์

.....................................................
"เราไม่สรรเสริญแม้แต่ความตั้งอยู่ได้ในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่ต้องพูดถึงความเสื่อมถอยจากกุศลธรรมทั้งหลาย
เรายกย่องสรรเสริญอย่างเดียว แต่ความก้าวหน้าต่อไปในกุศลธรรมทั้งหลาย"

(องฺ. ทสก. ๒๔/๕๓/๑๐๑)


แก้ไขล่าสุดโดย รินรส เมื่อ 13 ก.ย. 2009, 13:01, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ย. 2009, 21:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ก.ค. 2009, 01:47
โพสต์: 178

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ทุ่งกว้าง…..เกินเดินได้ทั่ว
ฟ้ากว้าง…..เกินที่จะคาดคะเน
ชีวิตกว้าง…..เกินที่จิตใจแคบๆ จะสำรวจ

หมายถึงว่า… ชีวิตของคนเรานั้นกว้างมาก เขากับเราไม่เหมือนกัน ดังนั้น บริเวณที่กว้างนั้น คนใจแคบ คนใจดำ คนไม่ยอมรับความจริง จะไม่สามารถสำรวจได้ว่าสิ่งที่ทำนั้นถูกหรือ สิ่งที่ทำนั้นผิด

ครั้งหนึ่งขึ้นดอยอินทนนท์ มองลงมานี่ได้เห็นทุ่งนา หรือ ท้องทุ่งกว้างๆ กว้างมากๆเลย มันมีความลดหลั่นของท้องทุ่งผสมไปด้วยเมฆและหมอก

ชีวิต กว้างเกินกว่าที่จิตใจแคบๆ จะสำรวจได้ เพราะชีวิตของเรานั้นกว้างมากเลย ไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่า เราทำอะไรลงไปบ้าง และเราจะทำอะไรลงไปอีก ยิ่งคนจิตใจแคบๆ คือ คนอวดรู้ คนอวดดี คนไม่รู้ และไม่ยอมรับรู้ หรือคนรู้แล้วแต่ไม่ปฏิบัติก็ ไม่สามารถขจัดความมืดบอดของชีวิตได้

เปรียบไปแล้วก็เหมือนกับว่าชีวิตนั้นกว้างเกินกว่าจิตใจของคนแคบๆ จะสำรวจได้ว่า อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล ให้เราได้รับ และได้รู้ในทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต เพราะ ส่วนมากเรามักเอาชีวิตนั้น ตัดสินทุกอย่าง

ขอบคุณข้อมูล มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ-ดอกแก้ว

.....................................................
"เกิดมาก็เพราะกรรม...ดับไปก็หมดกรรม"รูปภาพ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 124 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ... 9  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร