วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 06:19  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=8



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 มิ.ย. 2019, 20:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 มิ.ย. 2019, 23:37
โพสต์: 2

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว



พระพุทธรูป grin
วัด เจดีย์ โบสถ์
วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันพระ วันสำคัญต่างๆ

ของพวกนี้ มีทำไม กัน นะ?


คำถามนี้เกิดขึ้นในหัวของเด็กบ้าๆคนหนึ่ง ในแถวเคารพธงชาติและกำลังเตรียมยกมือไหว้พระสวดมนต์ ในเช้าวันที่น่าเบื่อๆเหมือนเคยเช่นทุกวัน

จริงๆเราก็รู้กัน ว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ คำสอน ท่านสอนหนทาง ให้เราเดินตาม แก่นของสิ่งทั้งหมดคือ คำสอนของท่าน ที่ชี้ทางไว้

ผู้สละซึ่งบ้านเมือง ทรัพย์สมบัติ พ่อแม่ พี่น้อง วงศาคณาญาติทั้งหลาย เมีย และ ลูก ผู้เปรียบเสมือนบ่วงผูกคอตน


ท่านสละสิ่งเหล่านี้ เพื่อ ค้นหาหนทาง

แล้วทำไมหละ
ภาพตัดมาที่ ความวุ่นวายของผู้คน ในการเข้าวัด

บางพวกก็มุ่งพระเครื่องแบบรู้ไปหมดทุกกรุ
บางพวกก็อยากใกล้ชิดพระเจ้าอาวาสมากมาย เพื่อขอความเมตตา< เมตตาอะไรกันฟละ
บางพวกก็มาทำบุญตามที่เค้าทำๆกันมา
บางคนก็อยากได้บุญเลยทำ และเข้าใจว่าให้มากๆ ก็ได้บุญเยอะๆ
บางคนก็น้อยเนื้อต่ำใจ ตัวเอง ว่าทำบุญได้แค่ทีละไม่กี่สิบบาท ใจก็หมองตอนกำลังทำ

ภาพความวุ่นวาย กับผู้คนมากมาย และคำถามในใจ ว่ามากันทำไมเยอะแยะ ไม่ไปปฏิบัติธรรมกัน นั้นคือแก่นแท้ รู้กันบ้างไหม


เราจะยังไม่พูดถึงว่าทำไมพระท่านต้องค้นหาหนทางเหล่านั้น ทางที่จะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
แต่เราจะมาพูดถึงสิ่งที่เรารู้ว่า พระป่า พระปฏิบัติกรรมฐาน ท่านยึดเป็นข้อวัตร จริงๆมีหลายข้อแต่จะขอยกมาเพียงบางข้อเพื่อให้เห็นภาพ

การอยู่ป่าเขา โคนไม้ -- ทำไมต้องอยู่ป่า การสละทุกสิ่งให้เหลือแค่ตัวเอง เป็นการปลดบ่วงทางโลกที่จะเข้ามาสู่จิตใจ การอยู่ป่านั้นจะทำให้เรามีสติดีขึ้น บางท่านก็เลือกใช้ป่าช้าเป็นที่อยู่เพื่อเพิ่มกำลังของสติ ยิ่งกลัว ใจถ้าคิดฟุ้งก็จะอยู่ไม่ได้ ... แต่ถ้าจะอยู่สติต้องจดจ่ออยู่ กับตัวเอง รู้ปัจจุบันตลอด

การบิณฑบาตรเป็นวัตร -- คนเราต้องการอาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ เราเป็นผู้ขอเค้าทานเพื่อจะได้มีกำลังวังชาไปต่อสู้กับกิเลสในใจตน พระที่ทาน ท่านจะสำรวมกายใจ จะทำสิ่งที่ผิดหลักคำสอนก็จะอายญาติโยมเขา ถ้าไม่ปฏิบัติกัน มาอยู่วัดเปล่าๆ ไม่มาฝึกตน พระผู้ปกครองก็จะให้หนี้จากวัดไปเสีย

การฉันในบาตรเป็นวัตร -- คนเรามักมีความพอใจ และไม่พอใจ อยากสารพัด การฉันรวมในบาตรเพื่อ ตัดสิ่งเหล่านี้
ลิ้น สัมผัส รส ==> ชอบก็พอใจ อยากได้อีก ไม่ชอบก็ไม่พอใจ คิดไปอีกสารพัด
เคี้ยวๆไป มีสติทุกๆคำ มีสติ ขณะกลืน มีสติทุกการตัก รู้ และ
รู้ว่าเรากำลังรับรู้เรื่องใดๆ อาการใดๆ อยู่ในขณะนั้นๆ แค่รับรู้ เค้าเรียกสติ
ถ้ารู้ ว่าเรากำลังรับรู้สิ่งนั้นๆอยู่ เค้าเรียก สัมปชัญญะ

แล้วคำตอบ ที่สงสัยหละ ว่าทำไมต้องมีองค์ประกอบภายนอกมากมาย วัดเอย วันสำคัญต่างๆเอย มีเพื่อ?


ฉันก็ค้นพบว่า เอ! ถ้าคำสอน ถูกสอนให้ถ่ายทอดแต่การปฏิบัติ สมาธิ และภาวนาอย่างเดียว และ รู้กันแต่เฉพาะกลุ่มคนที่เป็นนักบวช แล้วคนเกิดมาใหม่ๆ ลูกหลาน เด็กเหล่านั้นเค้าจะรู้จักธรรมมะเหรอ แม้นแต่ชื่อก็อาจจะไม่เคยได้ยินเลยด้วยซ้ำไป

ก่อนจะเห็นแก่น เราก็ต้องพบใบไม้ตกรอบๆบริเวณที่ต้นไม้นั้นอยู่ พบเปลือกไม้ที่ห่อหุ้มปกป้องลำต้น จนถึงเนื้อไม้แล้วถึงจะมาพบแก่นแท้ของไม้ต้นนั้น

ถ้าเราไม่ถูกสอนให้ ใส่บาตร เวียนเทียน ไหว้พระ ทำบุญ หรืออะไรต่อมิอะไรเหล่านั้น
เราก็จะไม่มีต้นทางให้รู้จักการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ภาวนา เลยนะ

"เออ จริง"

"งั้นก็เลิกสงสัยแล้วใช่ไหม"

"งืม"

ฉันก็เดินเข้าห้องเรียนด้วยความเก็ทในสิ่งที่คิด พิจารณา และเข้าใจ ด้วยตัวเอง


--------






แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร