วันเวลาปัจจุบัน 08 ส.ค. 2020, 16:57  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 พ.ย. 2019, 11:12 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2017, 11:14
โพสต์: 47

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อาจาริยธัมโมทยาน

รูปภาพ

กลุ่มสวนปรัชญาและพุทธธรรม
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


:b44: :b47: :b44:

อ่านหนังสือฉบับเต็มเล่ม ได้ที่นี่ค่ะ >>>
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=54239


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 พ.ย. 2019, 19:54 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ก.ค. 2017, 11:14
โพสต์: 47

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

มรณกรรมฐาน
พระธรรมเทศนา
ของ
พระญาณสิทธาจารย์ (พระอาจารย์สิม พุทฺธาจาโร)

ณ บัดนี้เป็นต้นไป ได้เวลาถึงเวลานั่งสมาธิภาวนาปฏิบัติบูชา ทำความเพียรเพื่อละกิเลสราคะ ละกิเลสโทสะ ละกิเลสโมหะ ให้หมดสิ้นไปในจิตใจของเราทั้งหลายทุกๆ คน ฉะนั้นการนั่งสมาธิภาวนาจึงเป็นบุญเป็นกุศล นำความสุขความเจริญมาให้แก่ผู้ปฏิบัตินั้นๆ การที่เรามีชีวิตมาถึงวันที่เรานั่งภาวนาฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่นี้ ท่านว่าเป็นบุญเป็นกุศล เพราะว่าบางคนนั้นตายไปก่อนเวลาที่มาปฏิบัติอย่างนี้เยอะแยะ เพราะชีวิตของคนเรานั้นจะกำหนดแน่นอนเอาเองไม่ได้ ถ้าบุญบารมีเก่าหมดไปเมื่อไหร่ บารมีใหม่หมดเมื่อใด ชีวิตของคนเราก็ตายไป เราจะมาปฏิบัติธรรมกรรมฐาน ฟังเทศน์ฟังธรรมนั่งอย่างนี้ไม่ได้ เพราะชีวิตมันดับไปหมดไป ตอนชีวิตยังมีอยู่ คือยังมีลมหายใจอยู่ ยังฟังเทศน์ฟังธรรมได้ยินเสียงอยู่ นั่นแหละคือว่าเป็นบุญเป็นกุศล ที่เราฟังเสียงฟังธรรมได้ยินอยู่ หรือเรานึกภาวนาพุทโธๆ ได้ยินเสียงพุทโธอยู่ในใจ หรือนึกว่า “มรณัง เม ภวิสสติ” เราต้องตาย

ความตายของคนเรายุคนี้สมัยนี้นั้น ไม่เกิน ๑๐๐ ปี ยังไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็ลำบาก ที่ตัวเราคนเรายังเหลือชีวิตได้มาปฏิบัตินั้น จึงชื่อว่าเป็นมหากุศลอันหนึ่ง ที่ควรประกอบกระทำ และควรทำความปีติยินดี เพราะว่าเมื่อกล่าวส่วนรวมแล้ว “มรณัง เม ภวิสสติ” ตัวเราต้องมีความตายเป็นผลที่สุด คนอื่นสัตว์อื่นตลอดไปจนถึงสัตว์เดรัจฉาน สัตว์บก สัตว์น้ำ หรือว่าคนเราอย่างนี้แหละ ความตายนั้น ถ้าจัดในส่วนรวมมนุษย์คนเรามีเรามานั่งภาวนา ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วย ไม่ได้นอนอยู่ในเสื่อในหมอน ไม่ได้หยอดน้ำอาหารการกิน ไม่ได้เอาช้อนตักอาหารเอาอากาศเข้าปาก นับว่าเป็นผู้ที่ยังมีบุญอยู่ เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บมันยังไม่ลุกลามยังไม่รุนแรง ยังยืนคนเดียวได้ นั่งคนเดียวได้ นอนคนเดียวได้ ทำอะไรๆ ได้ด้วยตนเอง แต่ถ้าโรคภัยไข้เจ็บบังเกิดขึ้น จะแก่หรือจะเด็กจะหนุ่มก็ตาม ร่างกายสังขารนี้จะทำอะไรด้วยตนเองไม่ได้ทั้งนั้น การที่เรายังภาวนาพุทโธได้อยู่ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปมาได้ด้วยตนเอง อันนี้ท่านว่าเป็นบุญ เป็นกุศล คนอื่นผู้อื่นเขาตายไป เรายังไม่ตาย ยังรอไปบิณฑบาตบ้านถ้ำอยู่ ยังหวังว่าจะได้กินอย่างนั้น จะได้ฉันอย่างนี้ อาหารเอร็ดอร่อยไม่เอร็ดอร่อย ยังจะมีความรู้ต่อไป ท่านว่ายังมีบุญยังไม่ตาย

แต่ความตายนี้ พระพุทธเจ้าพระองค์สอนไว้ว่าให้นึกบ่อยๆ นึกจนมันเห็น แล้วก็นึกจนมันเข้าใจลึกซึ้ง จนเกิดความสลดสังเวชในมรณะความตายของเราและของสัตว์ทั้งหลายของคนทั้งหลาย ถ้าผู้ใดภาวนามรณกรรมฐานจนเกิดขึ้น จิตใจสงบระงับตั้งมั่นเป็นสมาธิภาวนาก็ดี หรือมีความสลดสังเวชในมรณภัย คือความตายนี้ จิตใจจะเปลี่ยนแปลงไป ความโกรธก็จะเบาบาง เลิกได้ละได้ ความโลภความอยากได้ในใจก็จะได้เลิกได้ละได้ ความหลงในจิตในใจตัวเราก็จะเลิกได้ละได้ เพราะว่ามรณภัยคือความตายนั้น เมื่อมาถึงบุคคลผู้ใด บุคคลผู้นั้นจำเป็นต้องตาย จะมาอ้างว่าข้าพเจ้ายังเด็กอยู่ อย่าเพิ่งให้ข้าพเจ้าตายเลย ให้อยู่ไปดูโลกต่อไปก่อน ธรรมดาพระยามัจจุราชคือความตายมันไม่ได้ยกเว้น เมื่อได้วาระของผู้ใดผู้นั้นก็จำเป็นจำไปต้องตาย พระพุทธเจ้าท่านจึงให้นึกถึงมรณภัยคือความตายนี้ให้ได้ทุกลมหายใจเข้าทุกลมหายใจออก

“มรณัง เม ภวิสสติ” “มรณะ มรณัง” ก็แปลว่า “ความตาย” หรือคือจะต้องตายด้วยกันทั้งหมดสิ้น “เม” ก็หมายถึง “เรา” เราทุกคนต้องตาย ต้องมองให้เห็น นึกให้ได้ ถ้านึกไม่ได้แล้วจิตมันจะเป็นไปตามอารมณ์ต่างๆ ไม่สงบลงได้ ถ้ามองเห็นแจ้งในจิตในใจว่าอย่างไรเสียต้องตาย รอวันตายอยู่ทุกลมหายใจ ถ้ามาถึงเวลาหายใจเข้าไป บุคคลผู้นั้นก็ตายเวลาหายใจเข้า หรือถึงเวลาหายใจออก บุคคลผู้นั้นก็ตายเวลาหายใจออก มรณภัยคือความตายนี้ใกล้ที่สุดแค่ลมหายใจนี่เอง อายุของคนเรานี้ไม่ใช่ตามที่เรานึกว่าเท่านั้นปีเท่านี้ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปี ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี ๙๐ ปี อันนี้นับเอาเอง แต่ความจริงมันไม่ถึง ไม่ถึงที่เรานับ ความตายมันมาถึงเสียก่อน

มรณภัย คือความตาย จงพากันเพียรเพ่งดูให้รู้แจ้งด้วยปัญญาอันชอบ จิตใจมันจะถอนละถอนออกให้หมด ที่คนเราคิดว่าอารมณ์อย่างนี้เลิกไม่ได้ละไม่ได้ ถ้ามองเห็นมรณภัยคือความตาย ละได้หมด ดูคนเขาที่ตายไป ถ้าคนไหนได้เฝ้า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ มิตร สหาย ลูกเต้า หลาน เหลน ของตนใกล้จะตาย เข้าไปนั่งดูเรียกว่าเฝ้าดูคนตาย มันสั้นเข้าไปทุกอย่างทุกประการ หมดไปสิ้นไป เวลาคนเราจะตาย แต่ก็เกี่ยวกับโรคบางอย่างบางประการ โรคบางอย่างบางประการนั้นมันสั้นเข้าไปหมดไป ตั้งต้นแต่บริโภคอาหารได้ เวลามันตัดเข้าไป เคยบริโภคอาหารก็บริโภคไม่ได้ จะต้องได้อาหารน้ำๆ จึงจะไหลลงคอไปได้

ตัดเข้าไปอาหารอย่างหนักก็กินไม่ได้แล้ว หนักเข้าก็ดื่มน้ำอย่างเดียว อาหารประเภทแข็งประเภทเหลวก็ไม่ได้ แต่ดื่มนมผงได้ ชงนมผงได้ ชงน้ำนมได้ โกโก้ กาแฟอะไรที่มันไหลลงไปได้ ท้องไส้ของคนใกล้จะตายมันเป็นอย่างนี้แหละ นานเข้าไปตัดเข้าหมดไปๆ จนกระทั่งว่าน้ำที่จะดื่มมันก็ไม่ลงคอ แต่ก็พูดจายังมีชีวิตอยู่มองดูมันก็หิวโหยโรยแรงที่สุด คือว่าน้ำก็อยากกินแต่มันกินไม่ได้กินไม่ลง แสดงออกมาทางปากให้เห็น ที่นี้คนที่ยังไม่ตายก็ช่วยเอาสำลีชุบน้ำเอาไปบีบใส่ปากให้ ปากก็แสดงถึงว่าหิวอยากดื่มน้ำ ริมฝีปากก็เผยอเอาน้ำ นั่น มันตัดเข้าไปตัดเข้าไป มรณะ มรณกรรมฐานเราอย่าได้ประมาท ทุกคนจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมรณกรรมฐาน

ที่นี้ถ้ามันขยับเข้าไปอีก ไอ้ที่จะเผยอริมฝีปากรับเอาน้ำ มันไม่ไหว แต่ยังมีลมหายใจอยู่ หายใจยาวๆ อยู่ หายใจยังได้สบายอยู่ หนักเข้าไปกว่านั้นหายใจไม่ไหวแล้ว เคยหายใจยาวๆ ตามธรรมดา ก็หายใจสั้น นั่นแหละมรณกรรมฐานใกล้ที่สุด เอาเข้าไปอีก หายใจยาวไม่ได้ หายใจสั้นๆ ในตัวในจิตใจของผู้นั้นก็กระวนกระวายที่สุด ลมหายใจเคยหายใจ ปอดเคยทำงาน ปอดก็ทำงานไม่ไหวแล้ว นี่แหละมรณกรรมฐาน นึกให้ได้ พิจารณาให้เห็นด้วยปัญญาอันชอบ ที่นี้เวลามันจะเอาให้หมดนั้น สะบั้นหมดร่างกาย สั่นสะเทือนกว่าดวงจิตจะออก แต่ก็เป็นไปตามโรคภัยไข้เจ็บของแต่ละบุคคล เวลาดวงจิตดวงใจจะถอดออกจากร่างกายหนีจากร่างกาย แสดงเส้นเอ็นทั้งร่างกายมันสะบั้น ลูกกะตานี้เขียวปื๋อเลย เขาให้ชื่อว่าตาผีตาย คนใจไม่แข็งก็กลัว กลัวผีมันมาหลอก แท้ที่จริงเขาดิ้นตายของเขาต่างหาก ตาไม่ใช่ตาคนธรรมดา เป็นตาผีไป หมดสะบั้นกระทั่งหมดร่างกายเส้นเอ็นแล้ว ที่นี้ก็จิตออกไปแล้วถอดไปแล้ว ก็เหลือแต่ธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ธรรมดา นี่แหละมรณกรรมฐาน ซึ่งมันมีอยู่ในตัวของคนเราทุกคน แต่ผู้ปฏิบัติไม่ค่อยมาปฏิบัติเพียรเพ่งดู ให้รู้แจ้งด้วยปัญญาอันชอบ จึงได้เกิดกิเลสตัณหามานะทิฏฐิ วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น จงภาวนาให้เห็นแจ้งด้วยสติปัญญาของตัวเอง แล้วจิตใจมันจะได้กระเตื้องดีขึ้น ไม่หมกหมุ่นอยู่ตามอารมณ์ต่างๆ

“มรณัง เม ภวิสสติ” ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย มันเป็นเรื่องใหญ่ มรณกรรมฐานไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่เขียนหนังสือ ไม่ใช่คาดคะเน เวลามรณภัยคือความตายมันจะมาถึง รุนแรงที่สุด พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า ความตายเป็นทุกข์ ไม่ได้หมายว่าจิตมันถอดออกไปแล้วมันเป็นทุกข์ ตอนจิตใจกำลังรับทุกขเวทนาต่างหาก อันนั้นแหละมันเป็นทุกข์ ที่เราเจ็บไข้ได้ป่วยตั้งแต่เกิดมาจนถึงวัยแก่วัยชรา เจ็บไข้ได้ป่วยหลายครั้งหลายคราก็ตาม ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าความตายเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์มันจนเหลือทน ทนไม่ได้ทนไม่ไหว เมื่อทนไม่ไหว ก็รับเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส แล้วก็ตายไป นี่แหละทุกคนจะต้องตาย

มรณกรรมฐานนี้ต้องนึกต้องเจริญไว้ให้ได้ในกายของตัวเอง ถ้าผู้ใดทำน้อย ปฏิบัติน้อย ยังถึงขั้นเลิกความหลงอะไรยังไม่ได้นั้น จะต้องกระวนกระวายที่สุด เพราะจิตอุปาทานความยึดในร่างกายสังขารในรูปขันธ์นั้นมันมาก เจ็บน้อยมันก็เป็นเจ็บมาก เจ็บมากก็ตายไปเลย เพราะจิตมันยึดมั่นถือมั่น ถ้าจิตนี้ปล่อยได้วางได้เลิกได้ละได้อะไรๆ ก็ช่างมันเถอะ มันเกิดได้มันก็แก่ได้ มันเกิดมาได้มันก็เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นธรรมดาได้ มันเกิดมาแล้วมันก็ตายได้ เวลาตายกำหนดไม่ได้ ลมเข้าไปออกไม่ได้ก็ตาย หายใจออกไปสูดเข้ามาไม่ได้ก็ตาย กลางคืนก็ตายได้ ตอนเช้าๆ อย่างเราอยู่นี้ก็ตายได้ กลางวันก็ตายได้ เดือนไหนก็ตายได้ วันไหนก็ตายได้ ไม่เลือกเวลา เมื่อจัดส่วนรวมแล้วเดี๋ยวนี้ก็มีคนตาย เดี๋ยวนี้ก็มีคนเจ็บ หรือความเจ็บนี้บางคนก็มันเกิดขึ้นแล้วติดขึ้นแล้วเหมือนไฟไหม้บ้าน ว่าถ้าจะดับไหวหรือเอาได้หรือไม่ได้ ก็เหมือนกันที่เราว่าไม่สบายอย่างนั้นไม่สบายอย่างนี้ เปรียบเหมือนอย่างว่าไหม้บ้านไหม้เรือนไหม้กุฏิ ติดหลังคาขึ้นมา จะดับได้ดับไหวหรือไม่ไหวก็แล้วแต่ตัวเอง บุญบาปนั้นมันมีอยู่ในตัวนี้ แล้วก็ไม่เลือกเวลาด้วย ไม่ยกเว้นด้วย คนโบราณจึงตั้งชื่อความตายนี้ว่าเป็นพญาใหญ่ที่สุด ใครจะมารบราฆ่าฟันกับพญามัจจุราชนั้นไม่มีใครจะชนะได้ พ่ายแพ้ทุกรายไป

พระพุทธองค์ท่านจึงให้กำหนดความตายนี้ให้ได้ทุกลมหายใจ คือว่ามันใกล้เข้าไปหมดไปสิ้นไป ถ้าว่าถึงคนทั้งโลกแล้ว เดี๋ยวนี้ก็มีคนตายตายนับไม่ได้ก็มี ตายคนเดียวก็มี ตาย ๒ คน ตาย ๓ คนในขณะเดียวกัน หญิงก็ตายได้ ชายก็ตายได้ ไม่ใช่ตายแต่คนเฒ่าคนแก่ เด็กๆ ยังไม่รู้อะไรก็ตายได้ นี่แหละมรณกรรมฐาน ผู้ภาวนานั้นไม่ต้องไปรู้อื่น ไม่ต้องไปเรียนนอก (ให้) เรียนใน เรียนในคือ เรียนในกายวาจาจิตของตัวเอง ดูพิจารณา อะไรมันตาย อะไรมันยัง อะไรจะตายก่อน อะไรมันตายนานแล้ว กำหนดให้รู้ ดูให้มันเห็นจิตใจ กิเลสมันจึงจะอยู่ยั้ง ถ้าไม่อย่างนั้นมันก็พาให้ดิ้นรนวุ่นวาย กระสับกระส่ายภาวนาไม่ลง ภาวนาไม่สงบ มองไม่เห็น กำหนดไม่ได้ มืด ๔ ด้าน มืด ๔ ทิศ มืด ๑๐ ทิศ จะนึกภาวนาพุทโธก็ไม่ได้ นึกถึงความตายก็ไม่ได้ไม่เห็น

จงเพียรเพ่งดูให้เห็นแจ้งด้วยสติปัญญาของตัวเอง อันผู้อื่นแนะนำสั่งสอนเป็นอีกคนหนึ่ง เป็นการเตือนใจให้สติ ความจริงแล้วให้จิตใจของตัวเอง จิตผู้รู้นั่นแหละ มองเห็นตลอด ทั้งภายใน และภายนอก มองเห็นตัวเองว่าตาย เดี๋ยวนี้ก็ตายได้ คนทั้งหลายที่เราเห็นว่าเขายังไม่ตาย ผลที่สุดก็ตายหมด ไม่มีใครอยู่ เกิดแล้วต้องตาย

ฉะนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมนั้นต้องกำหนดอยู่ทุกเวลา ต้องเตือนจิตใจของตนให้ได้ทุกเวลา จิตใจจึงจะมีพละกำลังความสามารถอาจหาญในการปฏิบัติบูชาภาวนา เพื่อเลิกละความโกรธ ความโลภ ความหลง ให้หมดไปสิ้นไป ดังแสดงมาก็สมควรด้วยกาลเวลา เอวัง ก็มีด้วยประการฉะนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2019, 21:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2419


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร