วันเวลาปัจจุบัน 06 ส.ค. 2020, 17:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 22:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


บุญไม่ช่วย

พูดถึงเรื่องกรรม คนปัจจุบันมักไม่ค่อยเชื่อกันว่าบุญนั้นมีจริง บาปนั้นมีจริง เนื่องจากการให้ผลของมันนั้นเชื่องช้า ไม่รวดเร็วทันใจของคนยุคนี้ โดยเฉพาะกรรมที่เป็นฝ่ายกุศลยิ่งไม่ต้องพูดถึง สู้บากบั่นทำแต่ความดีมาตลอด หลายปีดีดักก็ยังไม่เห็นว่าความดีที่ทำมันจะย้อนกลับมาให้ผลทำให้ร่ำรวยขึ้นมา เคยลำบากอยู่ยังไงมันก็ยังลำบากอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม ทีกับคนก่อกรรมทำชั่วทำไมถึงได้รวยเอ๊ารวยเอา ยิ่งใครทำชั่วได้มากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งร่ำรวยมากขึ้นเท่านั้น อย่างพวกนักโกงเมือง เอ้ย!ไม่ใช่พวกนักการเมืองที่คอร์รัปชั่นโกงกินเป็นต้น มีให้เห็นดาษดื่น แถมพิสูจน์ได้ด้วยว่าทำชั่วแล้วมันรวยทันตาจริงๆ! ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าชาติโน้นกว่าจักได้รับผลเหมือนพวกทำดี

ทรัพย์สมบัติไม่ว่าจะเป็นรถยนต์คันโตหรือคฤหาสน์หลังใหญ่ราคาเป็นร้อยล้านพันล้าน สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนจับได้สัมผัสได้ ไม่ใช่มัวแต่นั่งนึกเอาฝันเอาว่าเราทำความดีชาตินี้ แล้วชาติหน้าเราจะได้มีโน่นมีนี่ ก็มีมันซะชาตินี้เลยไม่ดีกว่ารึ? หรือยังมีพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีที่หลงเชื่อว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อยู่อีก ไม่มีอีกแล้วสุภาษิตแบบนี้ เขาพูดเอาไว้หลอกเด็กเท่านั้น ยุคนี้มันต้องนี่ ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป นี่! มันต้องทุภาษิตแบบนี้ถึงจะเข้ากับยุคสมัยหน่อย

ถามจริงๆเถอะครับ บ้านเราเมืองเราเดี๋ยวนี้มันเป็นอย่างนี้กันแล้วหรือ? ผู้คนต่างพากันคิดแบบนี้หรือ? หากทุกคนคิดกันอย่างนี้แล้วสังคมมันจะอยู่ยังไง? ความสงบสุขความเป็นระเบียบเรียบร้อยตลอดจนความถูกความผิด มันจะยังมีอยู่หรือ? สิ่งต่างๆเหล่านี้ไม่ทราบคนยุคนี้เขาคิดกันหรือเปล่า? ทำไมถึงคิดแต่ว่ามีแต่คนโง่เท่านั้นที่ยังหลงทำความดี อะไรหรือที่เป็นสาเหตุ?

เหตุที่คนยุคนี้พากันคิดอย่างนี้ก็เพราะพวกเขาไม่รู้หรือไม่เข้าใจเรื่องการให้ผลของกรรมนั่นเอง! เนื่องจากมันมีความซับซ้อนเกินกว่าสติปัญญาของคนทั่วไปจะเข้าใจได้ สมเด็จพระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวไว้ การให้ผลของกรรมนั้นเป็นเรื่อง อจินไตย คือเรื่องที่บุคคลทั่วไปไม่ควรคิด เพราะหากคิดอาจทำให้เกิดสติวิปลาสขึ้นได้ เนื่องจากมันไม่อาจเอาเหตุเอาผลตามความรู้สึกของปุถุชนคนธรรมดาเข้าไปตัดสินได้

ดังนั้นการที่คนยุคนี้เห็นว่าทำชั่วแล้วได้ดี ทำให้ตนมีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ก็เพราะเขาอ้าง อิงจากสิ่งที่เขาเห็น แล้วก็ตัดสินไปตามความคิดตนโดยไม่มีความรู้เรื่องกรรมแม้แต่น้อย ซึ่งหากใครมีความเชื่อเช่นนี้ต้องถือว่าเป็นผู้เห็นผิดอย่างมหันต์จริงๆ!

ถามว่าการที่นักการเมืองโกงชาติแล้วร่ำรวย เหตุมาจากเพราะเขาโกง ผลจึงทำให้เขารวยใช่มั้ย? หรือว่าการที่เขารวยเหตุมาจากบุญเก่าที่เขาทำไว้ตั้งแต่ชาติไหนไม่รู้ย้อนมาให้ผล จึงทำให้เขาร่ำรวย ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ ได้ขับรถคันโต ส่วนบาปหรืออกุศลที่เขาทำในชาตินี้ กรรมชนิดนี้ยังไม่แสดงผล ดังนั้นถึงเขาจะทำชั่วเพียงใดแต่ก็ยังสามารถเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้ ถามว่าอย่างไหนมันน่าจักเป็นเหตุเป็นผลมากกว่ากัน?


ยังไม่ต้องรีบตอบก็ได้ ลองฟังเรื่องเล่าสักเรื่องก่อน เผื่อจะเกิดความคิดอะไรดีๆขึ้นมา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคจีนโบราณ แต่จะอยู่ในช่วงราชวงศ์ไหนผู้เขียนก็จำไม่ได้แล้ว บังเอิญโชคดีได้ไปฟังเทศน์ท่านอาจารย์ สมภพ โชติปัญโญ วัดไตรสิกขาทลามลตาราม ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ถึงได้ทราบมา เรื่องมีอยู่ว่า......

สมัยหนึ่งที่ประเทศจีน ยังมีคหบดีอยู่ครอบครัวหนึ่งมีเพียงสามีและภรรยา สามีภรรยาคู่นี้ต่างมีความรักในกันและกันเป็นอย่างมาก หนักนิดเบาหน่อยก็คอยอภัยให้กัน สามีเป็นคนจิตใจดีมีเมตตา ชอบบริจาคทานอยู่เป็นประจำ เนื่องจากเขาเชื่อว่าบุญนั้นมีจริง บาปนั้นมีจริง ผู้ใดทำกรรมเยี่ยงไรไว้ ต้องได้รับผลเยี่ยงนั้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ส่วนภรรยานางกลับไม่ค่อยศรัทธาในเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เนื่องจากไม่เคยเห็นว่าบุญที่สามีทำจะย้อนกลับมาให้ผล ทำให้นางร่ำรวยหรือมีความสุขเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่ความที่รักสามีถึงไม่เห็นด้วย แต่ก็มิได้ห้ามปราม ดังนั้นทั้งเขาและนางจึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเรื่อยมา

จนวันหนึ่งชนวนของเหตุการณ์ก็ได้ถูกจุดขึ้น ผู้นำตำบลที่ครอบครัวผัวเมียคู่นี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ จู่ๆเขาก็มีดำริจักสร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ต่อผู้คนในตำบล รู้สึกจะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำหรือศาลาประชาคมอะไรสักอย่างนี่แหละ รายละเอียดจำไม่ได้แล้ว จึงขอรับบริจาคจากประชาชน เนื่องจากโครงการนี้จักสำเร็จได้จำเป็น ต้องใช้ทุนทรัพย์มหาศาล และก็ช่างบังเอิญเสียนี่กระไร ชายใจบุญเขาอยู่ติดบ้านมาหลายวันก็เกิดรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมา วันนั้นจึงออกจากบ้านตั้งใจจะไปชมความครึกครื้นในตลาดเสียหน่อย

ขณะที่เดินอย่างสบายอารมณ์ก็ได้ยินเสียงคนสวนมาพูดว่าผู้นำตำบลกำลังจักสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในตำบล แหละกำลังขอรับการบริจาคจากประชาชนเป็นจำนวนมาก พอได้ยินเขาก็ให้แสนดีใจ รีบหันหลังกลับ คิดจักไปเอาทรัพย์มาร่วมบริจาคกับเขาด้วยทันที พอถึงบ้านก็ตรงดิ่งไปยังห้องนอน ลากเอาหีบสมบัติออกมาเปิด แล้วก็หยิบเอาทองคำก้อนจำนวนหนึ่ง ห่อใส่ผ้ามัดขึ้นสะพายบ่า จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบมุ่งหน้ากลับไปยังตลาดอีกครั้ง เนื่องจากบ้านผู้นำตำบลนั้นอยู่ติดกับตลาดนั่นเอง

ฝ่ายผู้นำตำบลซึ่งนั่งอยู่กับบ้านรอรับการบริจาค พอเห็นชายใจบุญเดินมุ่งมาทางบ้านตน แถมบนไหล่ยังมีห่อผ้าอยู่ห่อหนึ่ง ก็รู้แล้วว่าเขามาหาด้วยเรื่องใด จึงกุลีกุจอออกไปต้อนรับทันที รีบเชื้อเชิญเขาเข้าในบ้าน จัดน้ำชามาบริการ ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ จากนั้นจึงวกเข้าเรื่องถามถึงสาเหตุที่มาว่ามีด้วยเรื่องใด หรือจะให้ตนรับใช้สิ่งใดก็บอกมาได้เลย หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงตนพร้อมที่จะดำเนินการให้

ชายใจบุญพอฟังจึงบอกว่า ที่เขามาวันนี้ก็เพราะทราบว่าท่านผู้นำกำลังจะสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในตำบล แหละกำลังขอรับการบริจาคจาก ตัวเขานั้นไม่มีความรู้ความสามารถใดจักไปช่วยเหลือ แต่ก็อยากจักขอมีส่วนร่วมด้วย ดังนั้นจึงนำทรัพย์จำนวนหนึ่งมามอบไว้ให้เป็นทุน หวังว่าท่านผู้นำคงไม่รังเกียจทรัพย์เขา พูดจบเขาก็หยิบห่อผ้าออกมาคลี่เผยให้เห็นถึงสิ่งของข้างใน ซึ่งล้วนแต่เป็นทองคำก้อนเหลืองอร่ามสะดุดตาสะดุดใจเสียยิ่งนัก ท่านผู้นำพอเห็นรัศมีของมันก็ถึงกับตาลายจนพูดไม่ออก ไม่คิดว่าชายใจบุญจะใจป้ำให้มากถึงเพียงนี้ จึงละล่ำละลักขอบคุณเขาเป็นการใหญ่ จากนั้นก็พรวดพราดออกไปจากห้อง

ชายใจบุญพอเห็นอาการเขาก็ทราบแล้วว่าจักเกิดเรื่องใด จึงอ้าปากคิดห้ามปรามไว้ แต่ว่ายังมิทันเอ่ยปากก็ได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องเสียก่อน ดังนั้นจำต้องปล่อยเลยตามเลย เหตุที่ทำให้เกิดเสียงโห่ร้องนั้น ก็เพราะผู้คนในตลาดพอทราบว่าชายใจบุญบริจาคทรัพย์ก้อนใหญ่ให้ใช้สร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ พวกเขาต่างก็อดปลาบปลื้มดีใจไม่ได้ จึงพากันเปล่งเสียงไชโยออกมา

ข่าวการบริจาคทรัพย์ของชายใจบุญได้แพร่ออกไปรวดเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง ยังมิทันที่เขาจะกลับถึงบ้านภรรยาเขาก็ทราบเรื่องแล้ว ดังนั้นพอเขาถึงบ้านนางจึงปรี่เข้าไปต่อว่าทันที เนื่องจากทรัพย์ที่มีในปัจจุบัน มันก็มิได้มีมากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ทรัพย์นี้ควรจักเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นไฉนจึงเอาไปบริจาคได้? ทำไมไม่คิดว่าอนาคตจะอยู่จะกินกันยังไง? ชายใจบุญพอถูกต่อว่าก็ยกเรื่องบุญขึ้นอ้าง ว่าบุญที่ทำไปนั้นไม่มีวันสูญหายหรอก สักวันจักต้องย้อนกลับมาให้ผล แต่ภรรยาแค่เห็นเขาอ้าปากก็คร้านจะฟังแล้ว รีบเดินไปนั่งสงบอารมณ์อยู่ที่ม้าหินหน้าบ้านทันที

แต่ครั้งนี้ก่อนไปนางได้ยื่นคำขาดกับเขา หากเขายังขืนนำทรัพย์ที่เหลือไปบริจาคอีกล่ะก็ หนหน้านางจะไม่อยู่กับเขา จะหนีไปอยู่ที่อื่น และจะไม่กลับมาหาเขาอีกเลย คอยดูเถอะ! ชายใจบุญพอฟังก็มิได้ต่อความยาวสาวความยืดอันใด ได้แต่นิ่งเฉยเพื่อเป็นการตัดความรำคาญ

จำเนียรกาลผ่านไป การสร้างสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์ก็ได้คืบหน้าไปอย่างมากด้วยเช่นกัน จนแทบจักกล่าวได้จวนจะเสร็จอยู่แล้วก็ว่าได้ แต่ระยะหลังมิทราบเป็นเพราะเหตุอันใด บรรดาผู้เคยบริจาคอยู่ๆก็กลับเงียบหายไปเสียยังงั้น ไม่มีเข้ามาเหมือนเมื่อครั้งแรกเริ่มโครงการ ทำให้ทุนทรัพย์สำหรับการนี้ร่อยหรอลงไปทุกที หากยังเป็นอย่างนี้ เห็นทีการก่อสร้างอาจต้องชะงักงันได้! ผู้นำตำบลเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่สู้ดีก็ให้รู้สึกกังวล เกรงว่าโครงการจะไปไม่รอด จึงนำเรื่องไปหารือกับชายใจบุญ หวังจักขอพึ่งเขาในเรื่องของทุนทรัพย์อีกครั้ง

ชายใจบุญหลังฟังผู้นำเล่าก็ให้รู้สึกสงสารเขาเหลือเกิน อยากจะช่วยเขาให้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานนี้ จึงลุกจากเก้าอี้คิดจักไปนำทรัพย์ที่เหลือมาบริจาคเพิ่ม แต่ทันใดนั้นคำพูดภรรยาที่เคยกล่าวไว้ก็ได้ดังก้องขึ้นในโสตประสาทเขา “ หากท่านพี่ยังขืนนำทรัพย์ที่เหลือไปบริจาคอีกล่ะก็ น้องจะไม่อยู่กับพี่ จะหนีไปอยู่ที่อื่น และจะไม่กลับมาหาท่านพี่อีกเลย คอยดูเถอะ! ” ดังนั้นเท้าที่ก้าวอยู่จึงหยุดชะงักอยู่กับที่ แต่พอหลือบมาเห็นแววตาอันละห้อยของท่านผู้นำเขาก็ยากจักปฏิเสธได้เช่นกัน จึงคิดวนไปเวียนมาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดได้ตัดสินใจเด็ดขาดว่าเป็นไงเป็นกัน เดินเข้าห้องไปแบกเอาหีบสมบัติออกมา จากนั้นก็หยิบทองคำทั้งหมดที่มีห่อใส่ผ้า มัดส่งให้ผู้นำ!

ด้านผู้นำตำบลจู่ๆได้ทรัพย์ก้อนใหญ่มาอย่างไม่คาดฝันก็ให้แสนลิงโลดดีใจ รีบอำลาผู้เป็นเจ้าบ้านทันใด (ไม่รู้กลัวชายใจบุญจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า) คิดจักนำข่าวดีนี้ไปบอกให้กับผู้คนทั้งหลายได้ทราบโดยทั่วกัน พอเจอใครระหว่างทางเขาก็ปรี่เข้าไปเล่าเรื่องที่ชายใจบุญบริจาคทรัพย์ทั้งหมดให้ตน จนข่าวการบริจาคทรัพย์ก้อนใหญ่ของชายใจบุญได้ลือกระฉ่อนกันไปทั่วทั้งตำบล!

ฝ่ายภรรยาชายใจบุญขณะที่ผู้นำตำบลมาขอรับการบริจาคนั้น บังเอิญเวลานั้นนางไม่ได้อยู่บ้าน เนื่องจากเพื่อนนางที่อยู่อีกตำบลหนึ่งมีงานมงคล ดังนั้นนางจึงขออนุญาตสามีไปช่วยงานเพื่อน และก็ถือโอกาสค้างที่บ้านเพื่อนเสียสองคืน เพราะนานทีจักได้ไปเยี่ยมสักครั้ง

หลังเสร็จงานระหว่างทางกลับพอทราบข่าวสามีนำทรัพย์ทั้งหมดไปบริจาคก็ให้โกรธเคืองขึ้นมาทันใด เฝ้าแต่ครุ่นคิดว่าไฉนเขาจึงไม่เห็นความสำคัญของคำพูดนาง กลับเห็นว่าการบริจาคทานนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ส่วนครอบครัวจักอดจักอยากหรือไม่กลับมิได้คำนึงถึง แล้วอย่างนี้จะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร? ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ดังนั้นพอกลับถึงบ้านยังมิทันจะนั่งพักเหนื่อยหายใจหายคอนางก็ปรี่เข้าไปหาเขาทันที

ด้านชายใจบุญหลังไม่เจอภรรยามาสองสามวันก็ให้คิดถึง พอเห็นหน้านางก็ดีใจ กำลังจะเอ่ยปากทักทายอยู่พอดี ที่ไหนได้ยังมิทันอ้าปากกลับถูกภรรยาต่อว่าต่อขานเอาฉอดๆก็เลยน้อยใจ จึงไม่ยอมพูดจาใดๆ ไม่แม้แต่จะอธิบายเหมือนที่เคยทำ ซึ่งการที่เขานิ่งเฉยอย่างนี้หารู้ไม่ว่านั่นยิ่งทำให้ภรรยาเขาโกรธเคืองมากยิ่งขึ้นไปอีก ดังนั้นนางจึงร้องไห้เดินกลับห้องไป พอถึงก็หยิบเอาเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นมากองรวมไว้เพื่อเตรียมมัดใส่ห่อไปจากบ้านนี้ ตามที่เคยลั่นวาจาไว้

ระหว่างจัดข้าวของสายตาของนางก็มักชำเรืองไปทางประตูอยู่บ่อยครั้ง หวังจะเห็นสามีโผล่หน้าเข้ามาง้องอน แต่จนแล้วจนรอดก็หาได้มีแม้เงา ดังนั้นด้วยความน้อยใจจึงตัดสินใจออกไปจากบ้านทันที!

ฝ่ายชายใจบุญพอเห็นภรรยาหอบข้าวของออกไปจากบ้าน ก็คิดว่านางคงจะไปค้างบ้านเพื่อนสักคืนสองคืน หายโกรธเมื่อใดก็คงจักกลับมาเอง จึงมิได้ออกปากเหนี่ยวรั้งแต่อย่างใด แต่ทว่าผ่านไปสัปดาห์ก็แล้ว สองสัปดาห์ก็แล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่านางจะหวนคืนมา จนผ่านไปหนึ่งเดือนเขาถึงยอมรับว่านางคงไม่กลับมาแล้ว แต่นี้ต่อไปเขาคงต้องอยู่คนเดียวแล้ว

ข้าวปลาอาหารจากมีภรรยาคอยจัดคอยเตรียม พอถึงเวลาก็เรียกให้ไปรับทาน นับแต่นี้เขาคงต้องทำกินเองแล้ว อีกทั้งที่หลับที่นอน ผ้านุ่งผ้าห่ม ก่อนมีภรรยาคอยพับคอยปู คอยซักคอยตาก ต่อแต่นี้เห็นทีเขาคงต้องลงมือทำเองแล้ว แต่ถึงความเป็นอยู่จะยุ่งยากเพียงใดหากทว่าจิตใจเขายังมุ่งมั่นในการบริจาคทานอยู่เหมือนเดิม และยังคงเชื่อว่าบุญที่ทำไปสักวันจะต้องย้อนกลับมาให้ผล!

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป จะหาสิ่งใดจีรังยั้งยืนไม่มี หลังชายใจบุญบริจาคทรัพย์ไปจนหมดสภาพเป็นอยู่ของเขาก็เริ่มที่จะอัตคัดขัดสนขึ้น ชีวิตจากเคยมีเงินใช้อย่างฟุ่มเฟือย บัดนี้เขามิอาจที่จักกระทำได้เหมือนก่อนแล้ว แต่คนเราเมื่อยังมีชีวิตอยู่มันจำเป็นต้องกินต้องใช้นี่! ฉะนั้นเมื่อไม่รู้จักไปหาเงินได้จากไหนเพราะไม่มีความรู้ใดจักไปประกอบอาชีพเหมือนใครเขา จึงจำเป็นอยู่ดีที่เขาต้องเอามรดกชิ้นสุดท้ายนั่นคือบ้านที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้ ไปจำนองไว้กับเศรษฐี เพื่อแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน แหละที่สำคัญ เพื่อจักได้มีเงินไว้สำหรับบริจาคทานนั่นเอง!

แต่เขาอาจลืมคิดว่าตนนั้นไม่มีอาชีพการงาน เมื่อกู้เขามามากๆแล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปใช้คืนเล่า? ดังนั้นพอดอกกับต้นรวมกันเท่ากับมูลค่าบ้าน เจ้าหนี้จึงยึดเอาบ้านเขาไปทันที เมื่อไร้ซึ่งบ้านช่องอันเป็นแหล่งทำมาหากิน จากคหบดีผู้มั่งมีศรีสุข เขาก็จำต้องกลายมาเป็นวณิพกพขอทาน เที่ยวเร่ร่อนขอเศษอาหารจากผู้คนเพื่อประทังชีพ

แต่ถึงฐานะจะเปลี่ยนเช่นไรหากทว่าจิตใจเขากลับหาเปลี่ยนตามไปด้วยไม่ ถึงแม้จะเป็นขอทานยากจนข้นแค้นเพียงใด แต่เขาก็จนเพียงกายเท่านั้น ส่วนจิตใจยังคงความร่ำรวยมีเมตตาเหมือนเดิม ทุกครั้งที่เขาเห็นเพื่อนวณิพกคนใดอดอยากหิวโหยหากเขายังพอมีอาหารเหลืออยู่ เขาจะไม่ลังเลที่จะยกเอาอาหารทั้งหมดนั้นให้กับเพื่อนผู้ยากไร้คนนั้นทันที โดยไม่คำนึงถึงว่ามื้อหน้าตนจะมีกินหรือไม่? หรือจักต้องอดอยากเพียงใด? การที่เขามีใจเสียสละอย่างยิ่งใหญ่นี้เองกิตติศัพท์ความใจดีของเขาจึงถูกโจษขานไปทั่วหมู่วณิพก ตลอดจนชาวบ้านชาวเมือง จนผู้คนทั้งหลายต่างขนานนามให้เขาว่า ขอทานผู้ใจบุญ

ย้อนมาด้านภรรยา หลังหอบข้าวของออกจากบ้านไป นางก็ไปขออาศัยอยู่กับญาติซึ่งมีฐานะร่ำรวยอยู่ที่ยังอีกเมืองหนึ่ง ระหว่างอยู่บ้านเขาเนื่องจากไม่มีหน้าที่ใดจักรับผิดชอบ นางจึงอาสาเขาทำหน้าที่คล้ายกับเป็นแม่บ้านให้เขา คอยตรวจตราบ่าวไพร่แทนผู้เป็นญาติ นานๆทีเขาก็แบ่งทรัพย์ให้เป็นการตอบแทน ถือว่ามีชีวิตที่สุขสบายพอควร ยามเย็นหลังจากไม่มีสิ่งใดทำนางมักชอบหลบไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ห่างจากหมู่บ้านออกไปไม่มาก เหม่อมองทิวเขาสีดำที่เห็นลิบๆ มีขอบฟ้าสีแดงของดวงตะวันใกล้จะตกดินเป็นฉากหลัง

ทุกครั้งที่อยู่ท่ามกลางบรรยากาศอย่างนี้นางมักจักอดคิดถึงสามีไม่ได้ หากเขาและนางยังอยู่ด้วยกันเวลานี้ก็คงจักนั่งคุยกันอยู่ที่ม้าหินหน้าบ้าน มองดูลำแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ก่อนจักลับขอบฟ้าอย่างมีความสุข ไม่รู้เวลานี้เขาจักคิดถึงนางบ้างหรือเปล่าหนอ? ข้าวปลาอาหารใครหรือจะเป็นคนจัดคนเตรียม จะมีใครทำได้เท่าเมียมั้ยหนอ? พอนึกขึ้นมาทีไรนางก็อดจักหลั่งน้ำตาไม่ได้ กระทั่งวันหนึ่งไม่ทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด อยู่ๆนางก็รู้สึกคิดถึงสามีขึ้นมาจับจิตจับใจจนมิอาจทนได้ จำต้องเข้าไปหาผู้เป็นญาติ เพื่อขออนุญาตเขาลากลับไปเยี่ยมสามี เจ้าบ้านซึ่งปรารถนาจักให้นางคืนดีอยู่เป็นทุนเดิมพอทราบจึงไม่ขัดข้องแต่อย่างใด มิหนำ ซ้ำยังเมตตาสั่งสอนถึงหลักการใช้ชีวิตคู่ให้แก่นางด้วยต่างหาก

“ ดูก่อนน้องหญิง การเป็นสามีภรรยากันหนักนิดเบาหน่อยต้องอภัยกัน มนุษย์เราต่างก็มีความคิดเป็นของตน การจะไปบังคับใครให้เป็นดั่งใจเรานั้นเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้เขาจะแสดงท่าทีว่าเชื่อฟัง แต่ในใจนั้นอาจไม่ยินยอมก็เป็นได้ แหละการกระทำใดที่ผู้กระทำไม่ยินยอมการกระทำนั้นยังจักทำให้เรามีความสุขหรือ? เมื่อเราตัดสินใจเลือกใครเป็นคู่ เราก็ควรจักยอมรับในความเป็นตัวตนของเขา หากใครทำได้ดังนี้ รับรองชีวิตคู่เขาจะต้องราบรื่นอยู่กันอย่างมีความสุขแน่นอน! ” หลังฟังคำแนะนำจากญาตินางก็ให้รู้สึกขอบคุณเขาเป็นอย่างยิ่ง รุ่งขึ้นจึงอำลาเขาออกเดินทางแต่เช้า

ย้อนกลับมาด้านขอทานใจบุญบ้าง หลังจากไร้ซึ่งบ้านช่องที่อาศัยเขาก็เร่ร่อนขอทานผู้คนเรื่อยไป ค่ำไหนก็นอนนั่น ใช้ชีวิตไปตามที่มีที่เป็น วันหนึ่งเขามาเจอเข้ากับศาลเจ้าร้างแห่งหนึ่งตั้งอยู่นอกเมือง ติดกับชายป่าใหญ่ มีบรรยากาศร่มรื่นสงบเงียบ พอเห็นเข้าเขาก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง รีบเก็บกวาดทำความสะอาดทันที จากนั้นก็ถือเป็นที่พำนักของตนเรื่อยมา

ทุกเช้าเขาจะตื่นก่อนพระอาทิตย์ขึ้นออกไปขอทานตามที่ต่างๆ ตกเย็นก็จะกลับมาค้างแรมอยู่ที่ศาลเจ้าร้างแห่งนี้ จนเป็นที่รู้กันว่าศาลเจ้าร้างนี้ก็คือบ้านของขอทานใจบุญนั่นเอง! สองสามวันนี้มิทราบว่าเป็นด้วยเหตุอันใด ไม่ว่าเขาจะไปขอทานที่ไหนก็หามีใครจักออกมาให้ทานเหมือนเคย สามวันมาแล้วที่เขายังไม่ได้รับประทานอะไรเลย

ยิ่งช่วงนี้ก็เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน การเที่ยวไปขอทานตามที่ต่างๆมันก็ให้ลำบากลำบนเสียนี่กระไร วันนี้กว่าจะกลับถึงศาลเจ้าร้างได้ เขาก็ต้องเปียกโชกไปทั้งตัว ซ้ำร้ายกว่านั้นขอทานมาทั้งวันอาหารแม้เพียงสักกอบสักกำก็ยังไม่มีติดไม้ติดมือหิ้วกลับมาบริโภคเลย เห็นทีวันนี้ก็คงต้องกินน้ำฝนแทนข้าวเหมือนเดิม ได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้คงจักโชคดีมีคนให้ทานข้าวปลาอาหารกับเขาบ้าง ไม่ต้องมากหรอก เพียงแค่ให้พอมีแรงนิดหน่อยก็พอแล้ว หลังจากนั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเขาก็ล้มตัวนอนทั้งที่ท้องยังลั่นโครกคราก ก่อนหลับไปเขารู้สึกร่างกายของตนนั้นมิใคร่จักสู้ดี มันคล้ายจะร้อนจะหนาวชอบกล แต่เพราะความที่เหนื่อยมาทั้งวัน ในที่สุดจึงผล็อยหลับไป จนล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่!

หลังจากที่ฝนตกหนักเมื่อเย็นวาน เช้านี้ท้องฟ้าจึงดูสดชื่นแจ่มใสเป็นพิเศษ พระอาทิตย์เริ่มแผดแสงตั้งแต่ยังไม่ทันจะสางดี ปกติขอทานใจบุญเขาจักตื่นก่อนตะวันขึ้น รีบเข้าตลาดเพื่อให้ทันกับพวกพ่อบ้านแม่เรือนออกมาจับจ่ายซื้อของ แต่เช้านี้มิทราบเกิดเหตุอันใด ไฉนสายป่านนี้แล้วเขาจึงยังไม่ออกมาอีก?
พุทโธ่! จะออกมาได้ยังไง? ก็ฝนเมื่อวานบวกกับร่างกายที่อ่อนเพลียเพราะไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน มันทำให้เขาจับไข้แล้วน่ะซิ อย่าว่าจะออกไปขอทานเลย แม้แต่จะลุกนั่งเขาก็ยังไม่มีแรงพอ เห็นทีความหวังที่ว่าจะได้กินอาหารวันนี้ คงต้องเลื่อนไปก่อน!

เขานอนซมเพราะพิษไข้มาเป็นเวลาสองวันแล้ว ข้าวปลาอาหารหากนับสองวันนี้ด้วยก็เป็นเวลาถึงห้าวันแล้วที่เขายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย อาการของเขาบัดนี้มันไม่ธรรมดาแล้ว เย็นนี้หากยังไม่มีอะไรมาเป็นเครื่องดำรงสังขารอีก เห็นทีพรุ่งนี้เขาคงไม่ต้องกินอะไรแล้ว!

แหละมันช่างเหมือนกับดังนรกสั่งสวรรค์แกล้งกันเสียจริงๆ! คืนนี้ทั้งที่เป็นคืนข้างแรมแต่ท้องฟ้ากลับมองไม่เห็นดาว เมฆฝนตั้งเค้าก่อตัวกันมาราวกับจักกลืนกินโลกไว้เสียทั้งใบ บรรยากาศรอบข้างก็แสนอึดอัด ลมค่ำที่พัดประจำ อยู่ๆก็หยุดไปเสียยังงั้น สายวิชชุแลบแปลบปลาบชอนไชไปทั่วนภากาศ ชวนให้หวาดวิตกว่าเสียงอันดังลั่นของมันจะผ่าเปรี้ยงตามมาเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

เสียงลมเริ่มครางซู่เบาๆ แต่เพียงขณะก็แรงขึ้นจนน่าตกใจ ไม้ใหญ่รอบศาลเจ้าต่างเอนกิ่งลู่ใบ สะบัดไหวอย่างรุนแรง พยายามที่จะต้านแรงลมเอาไว้ให้ได้ แต่ไม่ทราบจะต้านได้นานสักเท่าไหร่ เสียงเม็ดฝนเริ่มหล่นกระทบหลังคาดังเปาะแปะให้ได้ยิน แต่เพียงชั่วหายใจเข้ายังมิทันออกมันก็รัวถี่ยิบเสียจนกลบเสียงลมไปสิ้น บัดนี้ฝนได้เทลงมาราวกับฟ้ารั่วก็มิปาน

ขณะที่ฝนกำลังตกมาอย่างหนักปรากฏพลังชีวิตของขอทานใจบุญกลับค่อยๆลดน้อยถอยลงไปทุกที ๆ ท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำในที่สุดลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเขาก็หมดไปจากร่างกาย ทันทีที่เขา
หยุดหายใจบัดนั้นก็เกิดเสียงเปรี้ยงดังสนั่นหวั่นไหวผ่าลงบนหลังคาศาลเจ้าร้างทันทีทันใดเช่นกัน ยังผลให้
กระเบื้องหลังคาถึงกับแตกเป็นช่องโหว่ใหญ่

ไม่เพียงแค่นั้น สายฟ้ายังผ่าลามไปถึงร่างอันไร้วิญญาณของขอทานใจบุญที่นอนอยู่ข้างล่างด้วย ทำให้ตั้งแต่คอจนถึงช่องท้องของเขาถูกผ่าแบะอ้าออกมาจนเห็นตับไตไส้พุงแทบจักทุกขด และก็ให้บังเอิญอะไรเช่นนั้น พอสิ้นเสียงฟ้าฝนที่ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา จู่ๆมันก็หยุดลงไปอย่างกะทันหัน ท้องฟ้าจากมืดมิดจนมองไม่เห็นนิ้ว ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นแจ่มใสแวววาว ราวกับไม่เคยเกิดมีพายุใหญ่มาก่อนยังไงยังงั้น!

หลังพายุสงบสภาพโดยรอบก็กลับคืนเข้าสู่ภาวะปกติ หรีดหริ่งเรไรจากหยุดเสียงไปเมื่อตอนมีพายุ บัดนี้ก็เริ่มขับขานใหม่ ลมค่ำที่อั้นไปตอนช่วงฝนตก เพลานี้ก็เริ่มโชยมาเบาๆ บรรยกาศรอบศาลเจ้าร้างเวลานี้มันช่างสุขขีเสียนี่กระไร จนล่วงประมาณสองยามที่หน้าประตูศาลเจ้าจู่ๆก็เกิดมีเพื่อนยามวิกาลขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ทำท่าจดๆจ้องๆ เหมือนอยากจักเข้าไปข้างในแต่ไม่รู้จักเข้าได้ยังไง? ได้แต่เดินวนไปเวียนมาอยู่พักใหญ่แล้ว ในที่สุดเมื่อไม่รู้จะทำยังไงเพื่อนก็เลยใช้หัวขนาดกระบุงได้ล่ะมั้งดันประตูมันซะเลย หวังจะเปิดเข้าไปดูว่าข้างในมันมีอะไรรึ? ไฉนถึงได้หอมหวนยั่วใจเสียเหลือเกิน?

เพื่อนที่ไม่ได้เชิญนี้ที่แท้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มันก็คือเสือโคร่งใหญ่วัยฉกรรจ์ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในป่าลึก
ติดกับศาลเจ้าร้างนั่นเอง แต่ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นมันมาหากินไกลถึงเพียงนี้? ไฉนคืนนี้ถึงได้อาจหาญกล้า
มาเพ่นพ่านถึง ที่นี่ได้ก็ไม่ทราบ?

หลังพยายามใช้หัวดันอยู่พักใหญ่แต่ไม่ประสบผล ดังนั้นมันจึงเปลี่ยนยุทธวิธีใหม่โดยเดินอ้อมไปดูที่ยังด้านหลังแทน เผื่อว่าจะมีช่องทางใดให้เข้าได้บ้าง และแล้วโชคก็เข้าข้างมัน หน้าต่างบานหนึ่งหลังถูกฟ้าผ่าได้แตกเป็นช่องโหว่ใหญ่ พอที่หัวของมันจะมุดเข้าไปได้ ดังนั้นมันจึงไม่รอช้า ค่อยๆย่อตัว เกร็งขาหลัง แล้วก็กระโจนพรึบผ่านรอยแตกเข้าไปราวกับนักกายกรรมฝีมือเลิศยังไงยังงั้น!

พอเข้ามาได้เพื่อนก็สอดส่ายสายตาทันทีว่าอะไรหนอที่ส่งกลิ่นอยู่เวลานี้? และแล้วก็สะดุดเข้ากับซากสังขารของขอทานใจบุญที่นอนแบะอ้าอยู่ พอเห็นมันก็แสนลิงโลดดีใจ ค่อยๆย่างเท้าย่องเข้าไปพร้อมกับเหลือบซ้ายแลขวาดูว่ามีศัตรูหรือเปล่า พอเห็นว่าปลอดภัยก็อ้าปากขย้ำลงบนแขนของร่างที่ไร้วิญญาณทันที จากนั้นก็สะบัดหัว เหวี่ยงเอาร่างขอทานใจบุญที่นอนอยู่บนพื้น ให้กระดอนขึ้นมาพาดอยู่บนหลังได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์!

พออาหารชิ้นใหญ่อยู่บนหลังเรียบร้อยจะช้าอยู่ไยเล่า? กลับหลังได้เพื่อนก็กระโจนออกไปทางช่องแตกของหน้าต่างเหมือนเมื่อตอนขามาทันที พอหลุดจากศาลเจ้าได้ก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมกันแล้ว ตะกุยสี่ขาโกยแนบหายเข้าป่าไปในพริบตา ทีแรกมันคิดจะเข้าไปให้ลึกสักหน่อยแล้วค่อยจัดการกับเจ้าอาหารอันโอชะนี้ แต่พอกลิ่นของน้ำเลือดน้ำหนองบนหลังชอนไชเข้ารูจมูก มันก็ล้มเลิกความตั้งใจทันที รีบสะบัดก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ลงพื้นพร้อมกับพุ่งเข้าไปฉีกฟัดกัดกินอย่างเอร็ดอร่อยเมามัน จนเหลือแต่ศีรษะกลิ้งขลุกๆอยู่บนพื้นนั่นแล มันจึงยอมจากไป!

อะไรกันนี่! ทำไมสวรรค์ถึงได้ลงโทษคนดีๆอย่างขอทนใจบุญได้ถึงเพียงนี้ แค่อดอาหารตายนี่ก็มากเกินพอแล้ว ไฉนจึงยัง ให้ถูกฟ้าผ่าซ้ำ ไม่พอแค่นั้น แถมยังให้ถูกเสือกัดกินจนเหลือแต่หัวอีก อะไรมันจะกระหน่ำซ้ำเติมกันถึงปานนี้!

ใจเย็นๆก่อน อย่าเพิ่งด่วนตีโพยตีพาย ใช่สวรรค์จะแกล้งคนดีๆให้มีจุดจบที่น่าอเนจอนาถอย่างนี้หรอกนะ จริงๆแล้วท่านเมตตาต่างหากถึงได้ทำอย่างนี้ อ้าว! ทำไมถึงกล่าวอย่างงั้นล่ะ? ก็เพราะบาปที่ขอทานใจบุญทำไว้ตั้งแต่ชาติปางไหนก็ไม่ทราบ มันกำลังจะตามมาให้ผลกับเขาแล้วน่ะซิ และไม่เพียงแต่เฉพาะชาตินี้ มันยังตามไปถึงชาติหน้าและก็ชาติโน้นด้วยต่างหาก! โดยชาตินี้เขาจะต้องอดอาหารตาย ชาติหน้าเขาจะต้องถูกฟ้าผ่าตาย และชาติโน้นเขาจะต้องถูกเสือกัดตาย หากปล่อยให้เป็นตามนี้ก็หมายความว่าต้องรออีกถึงสามชาติกว่าบุญในชาติปัจจุบันจะแสดงผลให้เห็น

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้ที่รู้ถึงการกระทำของขอทานใจบุญในชาตินี้ อาจเกิดความเข้าใจผิดก็เป็นได้ คิดว่าทำความดีไปทำไม? ทำแล้วก็ไม่เห็นจักเกิดผลดีอันใด มีแต่จะสิ้นทรัพย์ไปเปล่าๆ ซ้ำดีไม่ดียังอาจทำให้ตัวเองต้องตกระกำลำบากไปด้วย ดูอย่างขอทานใจบุญซิ แต่ก่อนก็เป็นคนมั่งมีหรอก แต่เพราะงมงายอยู่กับบุญ นำทรัพย์ไปบริจาคจนหมด สุดท้ายจึงต้องกลายไปเป็นขอทาน ไร้บ้านช่องจักอาศัย แถมเวลาตายยังตายในสภาพที่น่าอเนจอนาถอีก!

คิดดูเถิดหากผู้คนพากันคิดอย่างนี้ แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นกับสังคมมนุษย์เรารึ? ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เทพยดาที่สถิตอยู่ ณ ศาลเจ้าร้างจึงบันดาลให้ขอทานใจบุญรับผลของกรรมเสียเลยคราวเดียวในชาตินี้ เพื่อชาติหน้าเขาจักได้เสวยบุญทันที ไม่ต้องรอไปถึงอีกสามชาติกว่าจะได้รับบุญเหมือนดั่งที่ควรเป็น!

ย้อนกลับมาด้านภรรยาบ้าง วันที่นางออกเดินทางจากบ้านญาติบังเอิญแท้มันก็เป็นวันเดียวกับที่ขอทานใจบุญเริ่มล้มป่วยลง ด้วยความคิดถึงสามีนางพยายามเร่งเดินทางมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย จนสายๆของวันที่สามจึงมาถึงตลาดประจำตำบลที่นางและเขาเคยอยู่ เมื่อมาถึงนางก็ไม่มีกะจิตกะใจจะหยุดชมสินค้าแต่อย่างใด รีบตรงดิ่งไปยังบ้านที่นางแลสามีเคยอยู่ด้วยกัน จนกระทั่งมองเห็นกำแพงรั้วรำไรจู่ๆนางก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่ขอบตาเสียยังงั้น เจียนว่าแทบจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ภาพความหลังครั้งอยู่กินกับสามีผุดขึ้นในมโนทวารทีละภาพทีละภาพเกินกว่าที่นางจักห้ามใจได้ นางพยายามสะกดกลั้นความรู้สึกรีบสาวเท้าเข้าไปอย่างรวดเร็ว พอถึงก็ยกมือหมายจะผลักประตู

ขณะที่มือของนางใกล้จะสัมผัสกับบานประตูปรากฏสายตานางได้เหลือบไปเห็นป้ายชื่อสกุลที่ติดอยู่ส่วน บนของวงกบเข้าก่อน มันหาใช่สกุลสามีนางไม่ จึงอดแปลกใจไม่ได้ ดังนั้นจึงรีบผลักประตูเข้าไปทันที พอเข้ามาข้างในนางก็ต้องประหลาดใจเข้าไปใหญ่ เนื่องจากสภาพภายในนั้นเปลี่ยนไปมาก สวนดอกไม้หน้าบ้านที่นางโปรดปราน ทุกๆยามสายหากไม่มีภารกิจใดนางและสามีมักจักมานั่งจิบชา มองดูเหล่าภมรบินวนดูดกินน้ำหวานกันอย่างเพลินใจ บัดนี้ไม่ทราบหายไปไหน? ไฉนจึงกลายไปเป็นสระบัวได้?

ขณะนั้นมีคนงานผู้หนึ่งกำลังกวาดใบไม้อยู่ นางพอเห็นจึงไม่รอช้า รีบเดินเข้าไปหาเขาพร้อมกับแนะนำตนเองทันที ชายคนงานพอทราบที่แท้นางคือภรรยาขอทานใจบุญผู้เป็นอดีตเจ้าของบ้านหลังนี้จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้นางทราบ ระหว่างฟังเรื่องที่คนงานเล่าใจหนึ่งนางก็รู้สึกสงสารสามีขึ้นมาจับใจที่เขาต้องกลายไปเป็นขอทาน แบมือขอความเมตตาจากผู้คนเพื่อดำรงชีพ แต่อีกใจก็รู้สึกช่างสาสมนัก! ดูซิขนาดจะกินก็แทบไม่มีก็ยังไม่วายที่จะบริจาคทานอีก ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไร? หลังฟังคนงานเล่าจบนางก็รีบอำลาเขาไปยังศาลเจ้าร้างทันที

ระหว่างทางไม่รู้เป็นอะไร จิตใจของนางมันรู้สึกหวิวๆชอบกล อันที่จริงมันควรจักต้องดีใจซิเพราะกำลังจะได้เจอหน้าสามีแล้ว แต่ไฉนนางกลับรู้สึกไปในทางตรงกันข้ามได้ ยิ่งใกล้ศาลเจ้ามากเท่าไหร่ความรู้สึกนี้มันก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น! หรือจะมีเรื่องใดเกิดกับเขา? เมื่อคิดดังนั้นด้วยความร้อนใจนางจึงออกวิ่งไปยังศาลเจ้าร้างทันที พอถึงก็ยกมือผลักประตูแต่ปรากฏว่าเปิดไม่ออกเนื่องจากมันถูกลั่นดานเอาไว้ที่ด้านใน ดังนั้นนางจึงรัวฝ่ามือลงบนบานประตูพร้อมกับตะโกนเรียกชื่อสามีหวังจักให้เขามาเปิดให้

นางทุบอยู่จนกระทั่งมือทั้งสองบวมช้ำก็แล้ว แต่ก็หาจักมีผู้ใดออกมา ตะโกนเรียกจนเสียงแหบเสียงแห้งก็แล้วแต่ก็หามีใครจักขานรับ ในที่สุดก็หมดปัญญา จึงทรุดตัวนั่งหอบอยู่ที่หน้าประตู หลังจากนั่งพักสักครู่นางจึงลุกเดินอ้อมไปดูที่ยังด้านหลัง เผื่อจักมีช่องทางใดให้เข้าไปยังข้างในได้บ้าง ขณะนั้นสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับคราบสีแดงที่ติดอยู่ตามพื้นและตามใบไม้ เรี่ยเป็นทางขึ้นไปจนถึงหน้าต่างบานหนึ่งซึ่งแตกเป็นช่องโหว่ใหญ่ นอกจากนั้นยังได้กลิ่นคาวคล้ายโลหิตฟุ้งกระจายอยู่ทั่วอีก พอเห็นดังนั้นนางก็ถึงกับใจเต้นรัวขึ้นมาทันที ค่อยๆเดินไปจับขอบหน้าต่างพร้อมกับยื่นหน้าช้าๆผ่านรอยแตกเข้าไปเพื่อจะดูว่าข้างในมีคนอยู่หรือไม่ แต่เนื่องจากภายในนั้นค่อนข้างสลัวนางจึงเห็นไม่ชัด ดังนั้นจึงพยายามกวาดตาไปมาอยู่หลายเที่ยว

ทันใดนางก็เห็นที่พื้นใกล้เสาเหมือนว่าจักมีกองอะไรสักอย่าง ลักษณะคล้ายกับเครื่องในสัตว์ ตกกระจายอยู่เรี่ยราด พอเห็นเข้านางก็ถึงกับหน้าซีดเหมือนจะเป็นลมขึ้นมาทันใด รีบยกมือยันกรอบหน้าต่างไว้มิให้ศรีษะทิ่มไปข้างหน้า พยายามปลอบตัวเองว่าเศษอวัยวะนั้นอาจไม่ใช่ของสามีนางก็ได้ อย่าเพิ่งด่วนสรุปไป ควรสืบให้รู้แน่เสียก่อน เมื่อคิดดังนั้นนางจึงออกเดินไปตามรอยเลือด ซึ่งมันได้นำนางมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าใหญ่ไปโดยลำดับ

หลังเดินไปสักพักนางก็เห็นเบื้องหน้ามีลานดินอยู่แห่งหนึ่ง บนลานนั้นมีวัตถุจะว่ากลมก็ไม่ใช่จะว่าเหลี่ยมก็ไม่เชิงวางทิ้งอยู่ มองไกลๆคล้ายกับลูกตาลที่เขาเอามาทำขนมขายยังไงยังงั้น พอเห็นนางก็รู้สึกสงสัย จึงเดินเข้าไปดู แต่พอเข้าไปใกล้เท่านั้นคุณพระช่วย! มันหาใช่ลูกตาลอย่างที่นางคิดไม่ หากแต่เป็นศีรษะมนุษย์ศรีษะหนึ่งซึ่งมีร่องรอยเหมือนถูกสัตว์ป่ากัดแทะประมาณนั้น ส่วนที่เห็นกะดำกะด่างแหละชวนให้คิดว่าเป็นเปลือกลูกตาล ที่แท้มันก็คือเส้นผมที่เปรอะเปื้อนดินโคลนนั่นเอง!

พอเห็นดังนั้นนางก็ถึงกับหลับตาปี๋ เข่าอ่อนทรุดลงไปกองอยู่กับพื้นทันที จนผ่านไปครู่หนึ่งหลังจากระงับความกลัวได้จึงค่อยๆลืมตาดูอีกครั้ง ครั้งนี้พอนางได้พิจารณาอย่างละเอียดก็ถึงกับตกใจสุดขีด เพราะใบหน้าที่เห็นนั้นมันมิใช่ใครที่ไหน แต่มันคือใบหน้าสามีสุดที่รัก ที่นางเฝ้าคิดถึงคนึงหาอยู่ทุกทิวาราตรีนั่นเอง! นางไม่คิดเลยว่าเขาจะมาตายในสถานที่เช่นนี้ และจะมีสภาพที่น่าอเนจอนาถถึงขนาดนี้ ภาพเบื้องหน้ามันได้ทำร้ายจิตใจนางจนยากจักรับได้จริงๆ! นางนิ่งอยู่ในท่านั้นเป็นเวลาพักใหญ่ราวกับคนบ้าใบ้ไร้ซึ่งวิญญาณ และแล้วอยู่ๆนางก็เอื้อมไปหยิบเอาศรีษะเบื้องหน้าขึ้นมาพร้อมกันนั้นก็พูดบ่นรำพึงอยู่กับตนเอง

“ ไหนท่านพี่บอกว่าทำบุญมากๆแล้วบุญจักช่วยปกป้อง ไม่ให้เกิดอันตราย บุญจะช่วยให้ท่านสุขสบายไม่ทุกข์ลำบาก ไหนล่ะบุญที่ว่านี้มันอยู่ไหน? น้องเห็นยิ่งท่านพี่ทำบุญมากเท่าไหร่ ก็มีแต่ยิ่งยากจนลงไปเท่านั้น ไม่เห็นบุญจะช่วยให้ท่านได้ดิบได้ดีหรือมีความสุขแต่อย่างใด ไฉนถึงจึงงมงายอยู่กับคำกล่าวลมๆแล้งๆโดยไม่ฟังคำเตือนของน้องบ้างเลย หากท่านพี่เชื่อน้องสักนิด ก็คงไม่ต้องมาจบชีวิตในสภาพที่น่าอเนจอนาถอย่างนี้แน่! ”

นางเฝ้าตัดพ้อต่อว่ากับศีรษะสามีราวกับคนวิกลจริตยังไงยังงั้น แหละทันใดจู่ๆนางก็ยกนิ้วขึ้นมากัดเสียจนโลหิตแดงฉาน พร้อมกันนั้นก็พูดลอดไรฟันออกมา “ ดีล่ะ! ในเมื่อท่านพี่ยังหลงงมงายอยู่กับบุญอย่างไม่เสื่อมไม่คลาย จนถึงกับตัวเองต้องมาตายในสภาพเยี่ยงนี้ น้องก็ขอย้ำความคิดเดิมของน้องที่ว่า บุญนั้นไม่เคยช่วยท่านพี่เลย ไม่ว่าท่านพี่จะตกทุกข์ได้ยากสักปานใด ขอให้จำไว้ด้วย! ” ว่าแล้วนางก็ใช้นิ้วที่ชุ่มไปด้วยเลือดเขียนข้อความลงบนหน้าผากสามี เป็นความหมายว่า “บุญไม่ช่วย” เหมือนจักเป็นการตอกย้ำและระบายความในใจทั้งหมดที่มี แทนด้วยอักษรเหล่านี้นั่นเอง!

เก้าเดือนผ่านไป หลังเสร็จงานศพสามีนางก็กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับผู้เป็นญาติเหมือนเดิม คอยช่วยเขาดูแลในเรื่องทั่วๆไป ใช้ชีวิตพอให้ผ่านวันผ่านคืนไปเท่านั้น กระทั่งวันหนึ่งขณะกำลังตรวจตราความเป็นระเบียบของบ้าน ขณะนั้นมีบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งได้จับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องพระโอรสที่เพิ่งประสูติจากพระครรภ์ของพระชายาเมื่อสองวันก่อน ว่าทรงมีพระอาการประหลาดผิดไปจากทารกทั่วไป

ธรรมดาเด็กทารกจักร้องก็ต่อเมื่อหิว แลจะหลับก็ต่อเมื่ออิ่ม แต่พระโอรสองค์นี้มิว่าจะหิวหรืออิ่มต่างก็ส่งเสียงร้องอยู่ตลอดเวลา มิไยว่าพระชายา นางสนม หรือแม้แต่แพทย์หลวงจะประคบประหงมเพียงใด
ก็หาทำให้พระองค์ทรงหยุดร้องไม่! จนฮ่องเต้เองก็ทรงหมดพระปัญญาที่จักแก้ไขจึงประกาศว่าหากผู้ใดสามารถทำให้พระโอรสทรงหยุดร้องได้พระองค์จักทรงประทานรางวัลให้อย่างงาม และไม่เพียงเท่านั้น พระสิริโฉมของพระโอรสพระองค์นี้ก็ยังแปลกประหลาดอีก คือทรงมีปานแดงราวกับโลหิตขึ้นอยู่กึ่งกลางพระนลาฏ(หน้าผาก)พอดี ลักษณะคล้ายกับตัวอักษร เหมือนจะแปลว่า บุญไม่ช่วย หรืออะไรทำนองนี้นี่แหละ ช่างเป็นเรื่องที่อัศจรรย์จริงๆ!

ภรรยาขอทานใจบุญซึ่งยืนฟังอยู่ไม่ห่าง พอได้ยินว่าหน้าผากพระโอรสมีปานแดงดุจสีโลหิตลักษณะคล้ายตัวอักษรเขียนว่าบุญไม่ช่วยเท่านั้น ก็ถึงกับตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง รูปร่าง ตลอดจนความหมาย มันช่างเหมือนอักษรเลือดที่นางเขียนบนหน้าผากสามียังไงยังงั้น! พอตั้งสติได้นางจึงกลับห้องทันที รีบเก็บข้าวของอย่างลวกๆมัดใส่ห่อขึ้นสะพายบ่า จากนั้นก็ผลุนผันออกจากบ้านมุ่งหน้าขึ้นสู่เมืองหลวงทันใด อารามรีบร้อนแม้แต่จะเข้าไปลาเจ้าบ้านผู้เป็นญาตินางก็ยังเกรงไปว่าจักเป็นการชักช้าไม่ทันการ!

หลังรอนแรมมาอย่างชนิดไม่หลับไม่นอน เพียงสองวันนางก็มาถึงเมืองหลวงสมดังความมุ่งมาดปรารถนา พอมาถึงนางก็ไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ รีบสอบถามถึงตำแหน่งของพระบรมมหา ราชวังจากผู้คนทันที พอทราบก็ตรงดิ่งไปตามคำบอก เมื่อไปถึงนางเห็นที่ประตูวังมีทหารยามเฝ้ารักษาการณ์อยู่ จึงหยุดดูท่าทีว่าจะทำอย่างไรถึงจะเข้าไปได้?

หลังจากนิ่งคิดอยู่สักครู่นางก็ตัดสินใจเดินเข้าไปด้วยกิริยาที่กล้าๆกลัวๆ ทหารยามครั้นเห็นมีสตรีเดินมาจึงร้องถามไปว่ามีกิจอันใด? ภรรยาขอทานใจบุญพยายามระงับความตื่นเต้นที่มีลง ค่อยๆบอกเขาว่านางจักมาขอเข้าเฝ้าพระโอรส ทหารยามพอได้ยินก็เข้าใจว่านางคงเป็นแพทย์มาขันอาสารักษาพระอาการประชวรของพระโอรสนั่นเอง จึงมิได้ซักถามอะไรมาก รีบนำความเข้าเรียนขุนนางฝ่ายในทันที

จากนั้นไม่นานก็มีพระบัญชาให้เบิกตัวนางเข้าเฝ้า เนื่องจากสามวันมานี้มีแพทย์มาขอรักษาพระอาการประชวรของพระโอรสกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเพื่อความสะดวกองค์ฮ่องเต้จึงให้ทรงย้ายพระอู่จากพระตำหนักใน ให้มาประดิษฐานยังท้องพระโรงแทน เมื่อมหาดเล็กนำนางมาถึงขณะนั้นห้องโถงที่ทั้งกว้างแลทั้งใหญ่ล้วนถูกกลบไปด้วยเสียงอุแว้ อุแว้ของทารก อยู่ให้ดังลั่นไปหมด ท่ามกลางสายตาของเหล่าขุนนางตลอดจนนางสนมกำนัลที่มารอดูว่า แพทย์หญิงผู้นี้จักรักษาพระอาการประชวรของพระโอรสอย่างไร?
ภรรยาขอทานใจบุญก็ถึงกับเกิดอาการตัวสั่นขึ้นมาทันใด เนื่องจากตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจักมีครั้งนี้นี่แล ที่นางต้องตกอยู่ใต้สายตาของคนเป็นจำนวนมากถึงขนาดนี้

หลังจากพยายามระงับความตื่นเต้นได้บ้างนางก็รีบคุกเข่าถวายบังคมยังเบื้องพระพักตร์ ขณะนั้นองค์องค์ฮ่องเต้ทรงร้อนพระทัยจึงตรัสให้นางรีบลุกขึ้น พร้อมกันนั้นก็ทรงรับสั่งให้รีบถวายการรักษาเป็นการด่วน
ภรรยาขอทานใจบุญพอได้รับพระอนุญาตจึงหันไปทางเสียงร้องทันที เวลานั้นนางเห็นที่ห่างไปประมาณเจ็ดแปดก้าวมีพระอู่อยู่หลังหนึ่งตั้งอยู่บนแท่นไม้สักทอง เสียงที่ดังกลบท้องพระโรงอยู่ในเวลานี้ มันก็คือเสียงร้องที่ออกมาจากพระอู่หลังนั้นนั่นเอง! ดังนั้นจึงรีบเดินเข้าไป พอถึงก็แหวกม่านมุ้งที่คลุมมิให้เหลือบยุงริ้นไรเข้าไปกัดต้องพระวรกายออก จากนั้นจึงพิจารณาหน้าของทารกที่นอนอยู่ในนั้นอย่างละเอียด

ภาพเบื้องหน้ามิได้ต่างจากทารกทั่วไปที่นางเคยเห็น เป็นเด็กอ่อนผู้หนึ่งกำลังส่งเสียงร้อง อุแว้ อุแว้ นอนกำมือถีบขาอยู่ไม่หยุดนั่นเอง แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็คือปานแดงที่ปรากฏอยู่บนพระนลาฏนั่นเอง เนื่องจากมันมิได้ต่างจากอักษรเลือดที่นางเขียนไว้ที่บนหน้าผากสามีแม้แต่น้อย! นางต้องพยายามข่มใจอยู่พักใหญ่กว่าจะมิให้นึกถึงเรื่องราวในอดีตได้

หลังจากควบคุมอารมณ์ได้นางก็เริ่มคิดถึงปัญหาเฉพาะหน้าว่าจะรักษาพระอาการประชวรของพระโอรสอย่างไรดี? เนื่องจากนางมิใช่แพทย์ ดังนั้นความรู้หรือความสามารถในการรักษาโรคจึงไม่มีแม้แต่น้อย ที่มาเมืองหลวงนี่ก็เพราะความรักในตัวสามีเป็นแรงผลักดัน อยากจะเห็นปานแดงของพระโอรสเท่านั้น มิได้คิดไปไกลว่าเมื่อเห็นแล้วจากนั้นจักทำอย่างไรหรือจักต้องใช้วิธีใดรักษา? ฉะนั้นเวลานี้นางจึงไม่รู้ควรทำเช่นไร

ยิ่งบรรดาผู้คนต่างเพ่งมายังนางเป็นจุดเดียวก็ยิ่งทำให้นางเกิดอาการประหวั่นลนลานมากยิ่งขึ้นจนทำอะไรไม่ถูกเข้าไปใหญ่! หลังจากที่ยืนเก้ๆกังๆอยู่พักใหญ่ในที่สุดนางก็ตัด สินใจว่าเป็นไงเป็นกัน ค่อยๆยกมือขึ้นพนมพร้อมกับหลับตาสำรวมจิตใจ ปล่อยวางเรื่องรอบกายออกไปหมด จากนั้นจึงตั้งจิตอธิษฐาน“ หากแม้นผลทานที่สามีข้าพเจ้าทำไว้มีจริงแล้วไซร้ ก็ขอให้ฝ่ามือที่จะลูบลงไปนี้จงทำให้พระโอรสทรงหยุดร้องด้วยเถิด และขอจงขจัดเสียซึ่งปานแดงที่มีอยู่บนพระนลาฏให้หมดออกไปจนสิ้นด้วยเถิด! ”

หลังจากยืนหลับตาอยู่พักใหญ่จนคนในท้องพระโรงต่างหันมามองหน้ากันว่าแพทย์หญิงนางนี้จักทำอะไร? ในที่สุดนางก็ค่อยๆลืมตาพร้อมกับยื่นมือช้าๆลงไปลูบพระพักตร์ของพระโอรสด้วยอาการทะนุถนอมราวกับมารดาลูบไล้บุตร บัดนั้นเองด้วยอำนาจแห่งแรงอธิษฐาน เหตุการณ์อันแสนประหลาดมหัศจรรย์ก็พลันบังเกิด เสียงอุแว้ อุแว้ ที่ดังติดกันมาเป็นเวลาสามสี่วัน ทันทีที่มือของนางสัมผัสกับพระพักตร์พระโอรส ฉับพลันก็มีอันให้สงบเงียบลงไปราวปลิดทิ้ง อีกทั้งปานแดงอันแสนจะน่าเกลียดน่าชังที่ขึ้นอยู่บนพระนลาฏ พอถูกมือนางลูบไล้เบาๆก็มีอันให้ค่อยๆจางลงๆ จนกระทั่งไม่เหลือแม้เพียงร่องรอย!

บรรดาข้าราชบริพารที่อยู่ ณ ที่นั้นพอเห็นเหตุการณ์อันแสนประหลาดก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออกกันไปทุกผู้ทุกนาม จนแทบจักกล่าวได้ว่าท้องพระโรงเวลานั้นหากแม้มีเข็มหล่นลงสักเล่มก็คงจักดังกังวานยิ่งกว่าเสียงลั่นระฆังเสียอีก หลังความเงียบครอบคลุมอยู่ชั่วขณะ จากนั้นทั่วทั้งห้องโถงที่ทั้งกว้างแลทั้งใหญ่ก็กึกก้องไปด้วยเสียงไชโยโห่ร้อง จนสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งพระบรมมหาราชวัง

เนื่องจากเหล่าขุนนางพอเห็นพระอาการประชวรของพระโอรสหายเป็นปกติพวกเขาต่างก็ดีใจจนเกินจักหักห้ามใจได้ พากันเปล่งเสียงไชโยออกมาเสียจนดังลั่น ฝ่ายองค์ฮ่องเต้และพระชายาครั้นทรงเห็นพระโอรสทรงหายเป็นปกติพระองค์ก็ทรงมีพระปีติเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง ทรงบัญชาให้มหาดเล็กปูนบำเหน็จเป็นทองคำแท่งแก่แพทย์หญิงนางนี้ทันที เนื่องจากทรงถือว่านางเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อพระองค์

ด้านแพทย์หญิงพอได้รับพระราชทานรางวัลแทนที่จะดีใจ รีบขอบพระทัยองค์ฮ่องเต้และพระชายาที่ทรงพระกรุณา ที่ไหนได้นางกลับปฏิเสธไปเสียยังงั้น กลับทูลขอให้พระองค์ทรงรับนางไว้เป็นข้าราชบริพารคอยทำหน้าที่เลี้ยงดูพระ โอรสให้เจริญเติบใหญ่ต่อไปภายหน้า เท่านี้นางก็พอใจแล้ว

องค์ฮ่องเต้เมื่อทรงทราบความประสงค์ของนางพระองค์ก็มิได้ทรงขัดข้องแต่อย่างใด ทรงอนุญาตให้ตามคำขอ ดังนั้นนับแต่นั้นภรรยาขอทานใจบุญจึงอาศัยอยู่ในพระราชวังคอยทำหน้าที่เลี้ยงดูพระโอรสซึ่งก็คือขอทานใจบุญและสามีนางในอดีตชาติ ต่อไปอย่างมีความสุข.

จากเรื่องที่ยกมาคงทำให้หลายท่านได้แง่คิดเกี่ยวกับเรื่องการให้ผลของกรรมกันบ้างไม่มากก็น้อย และก็คงรู้ว่ามันเป็นเรื่องที่สลับซับซ้อนเพียงใด อย่างขอทานใจบุญหากเทพยดาไม่ช่วยแล้วไซร้ เขาก็ต้องรออีกถึงสามชาติกว่าจะได้มาเกิดเป็นองค์ชาย ถึงชาติปัจจุบันเขาจะทำความดีมากมายเพียงใดตราบใดที่กรรมชั่วยังให้ผลอยู่ ความดีหรือบุญที่ทำก็ยังไม่สามารถให้ผลได้ จนกว่ากรรมชั่วจะหมดลงไปเมื่อไรนั่นแล กรรมดีถึงจะให้ ผล! ฉะนั้นท่านใดที่ยังไม่ทราบจะตอบโจทย์ข้างต้นได้อย่างไร หลังอ่านเรื่องนี้แล้วคงพอจักมีความสามารถขึ้นแล้วกระมัง?

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 13 พ.ย. 2019, 08:52, แก้ไขแล้ว 12 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 23:11 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 13 ก.ค. 2016, 15:43, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2012, 17:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2011, 10:28
โพสต์: 439


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาบุญด้วยคะ อ่านแล้วมีเหตุแห่งผลจริงๆ ให้ข้อคิดได้ดีคะ

.....................................................
สรรพสิ่งทุกอย่าง ล้วนมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

.................................................................................................
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลอยู่ในตัว
การกระทำของตนย่อมเป็นกรรมที่ตนกำหนดเอง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron