วันเวลาปัจจุบัน 05 มิ.ย. 2020, 11:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


- สถานที่ปฏิบัติธรรม
แนะนำรายชื่อสถานที่ปฏิบัติธรรมกรรมฐานทั่วประเทศ
http://www.dhammajak.net/forums/viewforum.php?f=9

- รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=30



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2017, 08:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 1350

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธุดงควัตร กับ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม

รูปภาพ

" .. จงพยายามรักษาธุดงค์ไว้ให้มั่นคงต่อไป อย่าให้เสื่อมร่วงโรยไปเสีย ธุดงควัตรเสื่อมก็เท่ากับว่าศาสนาเสื่อม แม้คัมภีร์ธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ก็ไม่อาจทรงคุณค่าแก่ผู้ไม่สนใจได้เท่าที่ควร ธุดงควัตรเป็นธรรมขั้นสูงมาก

ผู้รักษาธุดงค์ได้ต้องเป็นผู้มีจิตใจสูง ท่านควรทราบว่า พระอริยเจ้าทุกประเภทไปจากธุดงควัตรนี้ทั้งนั้น เพราะธุดงค์เป็นธรรมเครื่องทำลายกิเลสได้ทุกประเภท ธุดงควัตรจึงเป็นทางเดินเพื่ออริยธรรม อริยบุคคล คนไม่มีธุดงควัตรคือคนวัตรร้าง เช่นเดียวกับบ้านร้างเมืองร้าง อะไรก็ตามถ้าลงได้ร้างแล้วไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาเลย ท่านจงรักษาธุดงค์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลสไว้ให้ดีและมั่นคง อย่าให้เป็นพระวัตรร้าง จะเป็นทางรั่วไหลแตกซึมแห่งมรรคผลนิพพานที่ควรจะได้จะถึง

พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายบรรดาที่เลิศแล้ว ล้วนแต่ท่านรักษาธุดงควัตรกันทั้งนั้น ใครประมาทธุดงค์ว่าไม่สำคัญ ผู้นั้นคือผู้หมดสาระสำคัญในตัวเอง ท่านจงรักษาความสำคัญของตนไว้ด้วยธุดงควัตร ผู้มีธุดงควัตรเป็นผู้มีอำนาจทั้งภายนอกภายในอย่างลึกลับจับใจที่บอกใครไม่ได้ เป็นผู้เด่นในวงแห่งทวยเทพชาวไตรภพทั้งหลาย มนุษย์และเทวดาทุกชั้นทุกภูมิเคารพรักผู้มีธุดงควัตรประจำตัวอยู่ และไปที่ไหนไม่เป็นภัยแก่ตัวและผู้อื่น มีแต่ความเย็นฉ่ำอยู่ภายในทั้งกลางวันและกลางคืน

ธุดงควัตรเป็นธรรมลึกลับยากที่จะมองเห็นความสำคัญ ทั้งที่ธุดงควัตรเป็นธรรมสำคัญในศาสนามาดั้งเดิม ธุดงควัตรเป็นหลักใหญ่แห่งพระศาสนา ผู้มีธุดงค์ประจำตัว คือผู้รู้ความสำคัญของตัวและรักษาถูกจุดแห่งความสำคัญได้ดี เป็นที่น่าชมเชยอย่างถึงใจ ผู้มีธุดงควัตรดีเป็นผู้มีจิตใจเมตตาอ่อนโยนในสัตว์ทั้งหลาย

ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติรักษาธุดงควัตรอยู่ตราบใด ศาสนาก็ยังทรงดอกทรงผลอยู่ตราบนั้น เพราะธุดงค์เป็นทางที่ไหลมาแห่งมรรคและผลทุกชั้น ไม่มีสถานที่ กาลเวลา หรือสิ่งใดๆ มาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานได้

ถ้าธุดงควัตรยังเป็นไปอยู่กับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ท่านจงจดจำให้ถึงจิต คิดไตร่ตรองให้ถึงธรรมคือธุดงควัตรดังกล่าวมา อยู่ที่ใดไปที่ใดจะชุ่มเย็นอยู่กับตัวท่านเอง ธุดงควัตรนี่แลคือบ่อเกิดแห่งธรรมทั้งหลายดังนี้ .. "


หนังสือ "ฐานสโมบูชา"
เขียนและเรียบเรียงโดย คุณหญิง สุรีพันธุ์ มณีวัต

http://www.buddhist.egat.co.th/index.ph ... Itemid=314

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2020, 08:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 734


 ข้อมูลส่วนตัว


พระอรหันต์มาแสดงธรรมให้ท่านฟัง

หนังสือ “ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐาน” หน้า ๗๓-๘๖
เรียบเรียงโดย ท่านพระอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน


:b44: :b44:

ท่าน (หลวงปู่ชอบ ฐานสโม - ดาราวรรณ ผู้โพสต์) พักอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ตอนกลางคืนยามดึกสงัด ท่านกำลังเข้าที่ทำสมาธิภาวนาอยู่ มีพระอรหันต์องค์หนึ่งชื่อ พระพากุละ รูปร่างขาวสูง สวยงามมาก มองเห็นแล้วน่าเคารพเลื่อมใสทันที ท่านเหาะทางอากาศมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนาพอ ตกตอนกลางวันของคืนวันนั้น บริขารชิ้นหนึ่งของท่านหาย หายังไงก็ไม่พบ กลางคืนนั่งภาวนา พระอรหันต์องค์นี้ก็เหาะมาเยี่ยมท่านพอตี พอเหาะลงมาถึงพื้น นั่งเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ถามขึ้นทันทีว่า ทราบว่าบริขารชื่อนั้นของท่านหายเมื่อตอนกลางวันใช่ไหม ท่านเรียนตอบว่า ใช่ พระอรหันต์องค์นั้นก็ชี้มือบอกว่า “นั่น อยู่ที่นั่น มิได้หาย ท่านลืมที่ไว้ต่างหาก” พอเช้าวันหลังไปดูที่ท่านชี้บอกก็เห็นจริงๆ ท่านรู้สึกแปลกใจว่าท่านก็มิได้บนบานศาลกล่าวอะไรเลย แต่ท่านทำไมทราบได้ บริขารนั้นก็ได้คืนมาจริงๆ ตามจุดที่ท่านชี้บอก จึงน่าอัศจรรย์อยู่มาก ท่านว่า

ขณะที่พระอรหันต์ท่านเหาะมาเยี่ยมท่านอาจารย์องค์นั้น ท่านชมเชยและสรรเสริญท่านที่ถือธุดงควัตร และปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ น่าเคารพเลื่อมใส จึงดลบันดาลให้ท่านต้องมาเยี่ยมถึงที่อยู่ จากนั้นท่านก็แสดงธรรมเพื่อความรื่นเริงแก่ท่าน และสอนเน้นหนักลงในธุดงควัตรว่า

จงพยายามรักษาธุดงค์ไว้ให้มั่นคงต่อไป อย่าให้เสื่อมร่วงโรยไปเสีย ธุดงควัตรเสื่อมก็เท่ากับว่าศาสนาเสื่อม แม้คัมภีร์ธรรมทั้งหลายยังมีอยู่ก็ไม่อาจทรงคุณค่าแก่ผู้ไม่สนใจได้เท่าที่ควร ธุดงควัตรเป็นธรรมขั้นสูงมาก

ผู้รักษาธุดงค์ได้ต้องเป็นผู้มีจิตใจสูง ท่านควรทราบว่า พระอริยเจ้าทุกประเภทไปจากธุดงควัตรนี้ทั้งนั้น เพราะธุดงค์เป็นธรรมเครื่องทำลายกิเลสได้ทุกประเภท ธุดงควัตรจึงเป็นทางเดินเพื่ออริยธรรม อริยบุคคล คนไม่มีธุดงควัตรคือคนวัตรร้าง เช่นเดียวกับบ้านร้างเมืองร้าง อะไรก็ตามถ้าลงได้ร้างแล้วไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาเลย ท่านจงรักษาธุดงค์อันเป็นเครื่องทำลายกิเลสไว้ให้ดีและมั่นคง อย่าให้เป็นพระวัตรร้าง จะเป็นทางรั่วไหลแตกซึมแห่งมรรคผลนิพพานที่ควรจะได้จะถึง

พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายบรรดาที่เลิศแล้ว ล้วนแต่ท่านรักษาธุดงควัตรกันทั้งนั้น ใครประมาทธุดงค์ว่าไม่สำคัญ ผู้นั้นคือผู้หมดสาระสำคัญในตัวเอง ท่านจงรักษาความสำคัญของตนไว้ด้วยธุดงควัตร ผู้มีธุดงควัตรเป็นผู้มีอำนาจทั้งภายนอกภายในอย่างลึกลับจับใจที่บอกใครไม่ได้ เป็นผู้เด่นในวงแห่งทวยเทพชาวไตรภพทั้งหลาย มนุษย์และเทวดาทุกชั้นทุกภูมิเคารพรักผู้มีธุดงควัตรประจำตัวอยู่ และไปที่ไหนไม่เป็นภัยแก่ตัวและผู้อื่น มีแต่ความเย็นฉ่ำอยู่ภายในทั้งกลางวันและกลางคืน

ธุดงควัตรเป็นธรรมลึกลับยากที่จะมองเห็นความสำคัญ ทั้งที่ธุดงควัตรเป็นธรรมสำคัญในศาสนามาดั้งเดิม ธุดงควัตรเป็นหลักใหญ่แห่งพระศาสนา ผู้มีธุดงค์ประจำตัว คือผู้รู้ความสำคัญของตัวและรักษาถูกจุดแห่งความสำคัญได้ดี เป็นที่น่าชมเชยอย่างถึงใจ ผู้มีธุดงควัตรดีเป็นผู้มีจิตใจเมตตาอ่อนโยนในสัตว์ทั้งหลาย

ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติรักษาธุดงควัตรอยู่ตราบใด ศาสนาก็ยังทรงดอกทรงผลอยู่ตราบนั้น เพราะธุดงค์เป็นทางที่ไหลมาแห่งมรรคและผลทุกชั้น ไม่มีสถานที่ กาลเวลา หรือสิ่งใดๆ มาเป็นอุปสรรคกีดขวางทางเดินเพื่อมรรคผลนิพพานได้

ถ้าธุดงควัตรยังเป็นไปอยู่กับผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ท่านจงจดจำให้ถึงจิต คิดไตร่ตรองให้ถึงธรรมคือธุดงควัตรดังกล่าวมา อยู่ที่ใดไปที่ใดจะชุ่มเย็นอยู่กับตัวท่านเอง ธุดงควัตรนี่แลคือบ่อเกิดแห่งธรรมทั้งหลายดังนี้


พอแสดงธรรมจบลง ท่านก็ลาจากไปโดยทางอากาศหายเงียบไปเลย เมื่อพระอรหันต์ท่านจากไปแล้ว ท่านนำธรรมะที่ท่านแสดงสั่งสอนมาคิดอ่านไตร่ตรอง เกิดความอัศจรรย์ใจตัวเอง ที่ไม่คาดฝันว่าจะมีพระอรหันต์ผู้วิเศษ แม้นิพพานแล้วยังอุตส่าห์มาเมตตาอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับธุดงควัตรและธรรมอื่นๆ มากมาย เกิดความมั่นใจในธรรมทั้งหลายว่า ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งชาติ ได้จอมปราชญ์มาเมตตาสั่งสอน ซึ่งเป็นพระขีณาสพทั้งองค์เหาะมาทางอากาศ เราคงมีวาสนาบารมีอยู่บ้าง ที่ได้เห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็น และได้ฟังสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะได้ยินได้ฟังนับแต่เกิดมา การดำเนินของเราคงไม่เป็นโมฆะในวงพระศาสนา มิฉะนั้น พระอรหันต์องค์วิเศษคงไม่เหาะมาโปรดเมตตาให้เสียเวลา

คืนวันนั้น พอออกจากที่ทำสมาธิมาเดินจงกรม ราวกับตัวจะเหาะลอยขึ้นบนอากาศตามพระอรหันต์ท่านไปจนได้ ทำความเพียรไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าใดๆ เลย มรรคผลนิพพานเหมือนกับอยู่ชั่วเอื้อมมือถึงทั้งที่จิตก็ยังมีกิเลสอยู่ในใจนั่นและจิตใจสงบเย็น กายก็เบา มองไปในทิศทางใดรู้สึกปลอดโปร่งโล่งไปหมด ไม่ปรากฏสิ่งและอารมณ์ใดๆ มาเกี่ยวข้องพัวพันจิตใจให้ลำบากรำคาญเหมือนที่เคยเป็นมารต่อกันมาเลย เดินจงกรมจนถึงสว่างโดยไม่รู้สึกเมื่อยขบใดๆ ทั้งสิ้น

ที่เคยได้ยินธรรมท่านแสดงไว้ว่า ธมฺมปิติ สุขํ เสติ ผู้มีความปกติในธรรมย่อมอยู่หลับนอนเป็นสุข ดังนี้ ก็เพิ่งมาปรากฏชัดกับใจในคืนวันนั้นดังนี้ ฟังแล้วขนลุกซู่เพราะความปีติยินดีในประสบการณ์ของท่านที่มีวาสนาบารมี บำเพ็ญธรรมจนเห็นมรรคเห็นผล อยัมภทันตา ทั้งภายนอกมีพระอรหันต์องค์วิเศษเหาะมาโปรดเมตตา ทั้งภายในก็ได้ดื่มธรรมรสปรากฏซาบซ่านไปทั้งกายทั้งใจ อันเป็นความเย็นที่หาได้ยาก ฟากฟ้าแผ่นดินถิ่นใกล้ถิ่นไกลหรือถิ่นไหนๆ ก็ไม่มีให้เจอ ถ้าไม่เจอจากความเพียรพยายามปฏิบัติอบรมในธรรมนี้เท่านั้น ท่านที่เพียรทางนี้ย่อมมีวันเจอ เพราะสิ่งที่จะให้เจออยู่กับธรรม และธรรมก็อยู่กับใจไม่แยกหรืออยู่ห่างไกลกันอะไรเลย

ท่านอาจารย์องค์นี้รู้สึกจะมีประวัติแปลกอยู่บ้างองค์หนึ่ง ในบรรดาศิษย์ท่านอาจารย์มั่นในการเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งโดยมากก็เป็นความอดอยากกันดาร และสัตว์เสือที่เป็นเรื่องเสี่ยงต่อชีวิตที่โลกรักสงวนกันอย่างยิ่ง ผลที่ได้รับก็ประทับใจทั้งภายนอกภายใน คือ ภายนอกก็ได้เห็นสิ่งลึกลับที่เกินกว่าสายตาและหูของมนุษย์ทั้งหลายจะรู้เห็นและได้ยินได้ แต่ท่านก็ได้เห็นอยู่เสมอ เป็นคู่เคียงกับปฏิปทาตลอดมา และภายในคือธรรมรสก็ปรากฏอยู่กับใจโดยสม่ำเสมอ

ต่อไปนี้ท่านผู้อ่านก็จะได้นึกวาดภาพไปตามความเป็นไปแห่งเรื่องของท่านต่อไปอีก ซึ่งจะขออาราธนาเรื่องท่านมาลงไปเรื่อยๆ จนควรแก่การยุติ

คือท่านพักทำความเพียรอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาลูกหนึ่ง ทราบว่าห่างจากหมู่บ้านมาก ผิดที่เคยอยู่มาก่อน บิณฑบาตทั้งไปและกลับก็กินเวลาราวสองชั่วโมงกว่า จนเหงื่อแตกโชกแทบไม่มีเหลือติดตัว กว่าจะกลับถึงที่พักแต่ละครั้ง แต่ท่านก็พอใจที่จะอยู่บำเพ็ญด้วยความสมัครใจ ไม่คิดถึงความลำบากกันดารใดๆ ทั้งสิ้น การภาวนาก็เป็นไปด้วยความดูดดื่มไม่จืดจาง

คืนวันหนึ่ง พอจิตสงบตัวลงไม่นานนัก ก็ปรากฏเห็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ชื่อท่านว่า พระกัสสปเถระ เหาะลอยมาทางอากาศ มุ่งหน้ามาหาท่าน และค่อยๆ เหาะลงมาราวกับมีเบรกห้ามล้อเหมือนรถยนต์เรา แล้วก็ค่อยๆ หย่อนองค์ท่านลงมาจนถึงพื้น เสร็จแล้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยที่ตรงหน้าท่านด้วยใบหน้ายิ้มแย้มที่เต็มไปด้วยรัศมีแพรวพราวรอบองค์ มีลักษณะท่าทางอ่อนโยนด้วยเมตตาราวกับหมอผู้มีอัธยาศัยใจเอื้ออารีต่อคนไข้เข้ามาถามดูอาการด้วยความเป็นห่วง หวังจะช่วยอนุเคราะห์ด้วยหยูกยาและวิธีการต่างๆ อย่างเต็มสติกำลังความสามารถที่มีอยู่ฉะนั้น พระอรหันต์องค์นั้นก็เช่นกัน

พอนั่งพับเพียบเรียบร้อยด้วยทั้งอัธยาศัยที่เต็มไปด้วยเมตตาหวังธรรมานุเคราะห์แก่ท่าน แล้วก็ถามด้วยความเอื้อเฟื้อว่า

เป็นอย่างไร ขันธปัญจกกับใจที่เป็นเจ้าของแห่งวัฏฎะของท่าน พอเป็นไปอยู่ละหรือ จิตพอจะเห็นโทษและเบื่อหน่ายต่อการเกิดตายบ้างหรือยัง ผมเป็นห่วงท่าน กลัวว่าจิตที่เคยนอนไม่ตื่นมาเป็นอนันตกาล จนนับประมาณมิได้ จะไม่สนใจอยากตื่น พอมองเห็นทางเดินเพื่อพระนิพพาน อันเป็นแดนลึกลับสำหรับสัตว์โลกผู้ไม่สนใจจะตื่นจากหลับ คือความเพลิน หลงในสิ่งหลอกลวงทั้งหลายที่มีประจำอยู่ในแดนของสัตว์โลกผู้ชอบลุ่มหลง ยิ่งกว่าความชอบรู้จริงเห็นจริงทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่ในแดนเดียวกัน จึงได้มุ่งมา เมื่อมาถึงแล้วก็น่าอนุโมทนาในกำลังศรัทธาและข้อปฏิบัติที่ท่านบำเพ็ญอยู่เวลานี้

นี่เป็นประโยคแรกที่ท่านทักทายไต่ถามด้วยความเป็นห่วงและเมตตา ส่วนท่านอาจารย์องค์นั้น ท่านปรากฏในนิมิตภาวนาว่า ท่านลุกขึ้นกราบไหว้ท่านด้วยความตื้นตันใจ ทั้งที่ใจยังอยู่ในสมาธิ ขณะที่ท่านเหาะลงมาถึงทีแรก ท่านเรียนตอบพระอรหันต์โดยทางสมาธิกาวนาว่า

ขันธ์ของเกล้ากระผมก็พอทนกันไปแบบโลกๆ เขาทนกัน ส่วนจิตก็พยายามตะเกียกตะกายปลุกปล้ำกันไป เพื่อความเห็นโทษแห่งการลืมตัวมั่วสุมกับสิ่งที่เป็นพาลภายในซึ่งคอยหลอกหลอนให้ลุ่มหลงไปตามตลอดเวลา พอได้รับความร่มเย็นเห็นโทษแห่งวัฏฏะบ้างเท่าที่สติปัญญาสามารถ

เมื่อจบลงท่านก็เริ่มแสดงธรรมให้ฟังโดยเน้นหนักไปทางธุดงควัตร เช่นเดียวกับองค์ก่อน แสดงพระวินัยเป็นวาระสุดท้าย ใจความแห่งธรรมที่แสดง ท่านยกเอาธุดงควัตรที่อาจารย์องค์นั้นกำลังปฏิบัติเอาขึ้นแสดง ว่า

ที่ท่านปฏิบัติอยู่ทกวันนี้นั้นเป็นสามีจิกรรมอันชอบแล้ว พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายที่เป็นอัจฉริยบุคคล ท่านชอบอยู่ในป่าเปลี่ยว อยู่ในถ้ำ เงื้อมผา รุกขมูลร่มไม้ อยู่ในป่าชัฏ อยู่ในป่าช้า อันเป็นสถานที่เตือนบอกเรื่องความตายทุกวันเวลา เกี่ยวกับการที่ประชาชนมาทิ้งผี ทั้งผีหญิงผีชาย ผีชายหนุ่ม ผีหญิงสาว ผีเด็ก ผีคนเฒ่าคนแก่ อยู่ทุกวันเวลา ท่านอยู่ด้วยความมีสติปัญญาไตร่ตรองกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา เพื่อสติปัญญาจะได้มีทางตื่นตัวและหาทางออก ท่านอยู่อย่างที่ท่านกำลังอยู่บำเพ็ญเวลานี้แล การอยู่ของท่านจึงเป็นความถูกต้อง ไม่เกลื่อนกล่นวุ่นวายด้วยเรื่องส่งเสริมวัฏฏทุกข์ให้พอกพูนหัวใจจนหาที่ปลงวางมิได้

แต่สัตว์โลกไม่ค่อยคิดหาที่ปลงวางกัน นอกจากต่างคนต่างคิดสั่งสมและส่งเสริมให้เชื้อและทุกข์เพิ่มขึ้นจนเป็นมหันตทุกข์เท่านั้น ฉะนั้นการเกิดตายของสัตว์โลกจึงเกลื่อนไปทั่วดินแดน ไม่มีอะไรที่ไหนจะมากกว่าป่าช้าของสัตว์ที่ตั้งหน้าเกิดตายกัน แม้ที่เรากำลังนั่งอยู่เวลานี้ ก็คือป่าช้าของสัตว์ชนิดต่างๆ ทั้งสิ้น ไม่มีที่ว่างว่าไม่มีป่าช้าของสัตว์แทรกอยู่ แม้ในตัวเราตัวท่าน ก็คือป่าช้าของสัตว์เราดีๆ นี่แล ก็เมื่อทุกหนทุกแห่งมีแต่ที่เกิดตายของสัตว์เช่นนี้ เราจะหาความสบายที่ไหนกัน ท่านได้พิจารณาบ้างหรือยังว่า แม้ในตัวท่านเองก็เป็นป่าช้าที่เกิดตายของสัตว์ชนิดต่างๆ เช่นเดียวกับภายนอก ถ้ายังไม่พิจารณา ก็แสดงว่าปัญญายังไม่รอบคอบพอที่วัฏฏะจะเกรงกลัวและหาทางออก ไม่มารบกวนชวนให้เกิดให้ตาย ซ้ำๆ ซากๆ ที่น่ารำคาญของนักปราชญ์ทั้งหลาย คำว่าปัญญาก็ได้แก่ความแยบคายของใจเอง ต้องสอดแทรกไปหมด ไม่มีเว้นแม้ขนาดเท่าเม็ดหินเม็ดทราย ซึ่งล้วนเป็นสมมติสิ่งที่ทำให้ติดข้องได้ด้วยกัน ปราชญ์ท่านจึงพิจารณาและรื้อถอนออกจนหมดสิ้นไม่มีเหลืออยู่เลย

ท่านก็เป็นผู้หนึ่งในวงของพระธุดงค์ที่มีใจมุ่งในต่อแดนพ้นทุกข์และปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างปฏิปทาของอริยบุคคลอันสูงสุด จึงควรใช้สติปัญญาแบบท่านบ้าง จะเป็นความถูกต้องเหมาะสมตามนโยบายของธุดงควัตร ที่ทรงบัญญัติไว้เพื่อส่งเสริมสติปัญญาของผู้ดำเนินตาม ให้เกิดความฉลาดรอบรู้ในทุกแง่ทุกมุมที่เกี่ยวกับตน และถอดถอนออกได้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่นั่งเฝ้านอนเฝ้าธุดงควัตรต่างๆ อยู่โดยไม่ทราบความมุ่งหมายว่า ธุดงค์ข้อนั้นๆ เพื่อแก้กิเลสบาปธรรมต่างกันอย่างไรบ้าง และอำนวยประโยชน์แก่ผู้ดำเนินตามโดยถูกต้องในทางใดบ้าง ซึ่งความจริงธุดงค์แต่ละข้อ มีความมุ่งหมายในการแก้หรือถอดถอนกิเลสอยู่ในตัวอย่างพร้อมมูลแล้ว ไม่ว่ากิเลสประเภทใดที่มีอยู่ในใจสัตว์โลก ธุดงค์นั้นๆ สามารถรื้อถอนได้โดยสิ้นเชิง ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถรู้ทั่วถึงความมุ่งหมายของธุดงค์โดยถูกต้อง เพราะธุดงค์เหล่านี้เป็นเครื่องกลั่นกรองสามัญมนุษย์ให้กลายเป็นอัจฉริยมนุษย์มามากต่อมากแล้ว

เท่าที่ท่านปฏิบัติอยู่เวลานี้ก็น่าชมเชยอยู่แล้ว แต่ที่อธิบายเพิ่มเติมบ้าง ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมสติปัญญาให้ยิ่งๆ ขึ้นไป สมกับธุดงค์เป็นเครื่องกลั่นกรองคนให้ฉลาดแหลมคมขึ้นไปโดยลำดับ ไม่ติดอยู่เพียงแค่คำว่าถือธุดงค์เท่านั้น ซึ่งเป็นความโง่เขลานอนใจ ไม่คิดอ่านทางปัญญาหาความฉลาดใส่ตน

ธุดงค์แต่ละข้อมีความหมายลึกซึ้งมากมายที่จะรู้ทั่วถึง จึงควรใช้สติปัญญาไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนเป็นข้อๆ ไป ท่านจะได้รับประโยชน์จากธุดงค์ไม่มีประมาณ แม้ความสิ้นสุดถึงวิมุตติพระนิพพานก็ไม่นอกเหนือไปจากธุดงค์ดังกล่าวเป็นเครื่องส่งเสริมเลย

ท่านอัจฉริยชนทั้งหลายมีความรักชอบธรรมเหล่านี้มาก และท่านฝากชีวิตจิตใจไว้กับธรรมเหล่านี้กันทั้งนั้น ทั้งชมเชยยกย่องท่านผู้สนใจปฏิบัติธุดงค์ว่าเป็นผู้จะยังประโยชน์ตนให้สำเร็จไปด้วยดีไม่มีอุปสรรค และดำรงอริยประเพณีไว้ได้ เพราะนี้เป็นอริยประเพณีที่ท่านดำเนินมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดมาตรัส ตรัสไว้ในสมัยใดและที่ใด จำต้องมีธุดงควัตรอันเป็นคู่เคียงพระศาสนาเสมอมา

อย่าเข้าใจว่าธุดงควัตรเหล่านี้จะมีเฉพาะศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเท่านั้นเลย แต่มีประจำกับทุกๆ ศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์นั้นๆ ตลอดมาจนถึงพุทธศาสนาปัจจุบัน จะเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์มาตรัสในพระนามของความบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส พระพุทธเจ้านั้นๆ จำต้องประกาศสอนธุดงควัตรแก่ภิกษุบริษัทของพระองค์เช่นเดียวกันทุกๆ ศาสนา เพราะธุดงควัตรเป็นปฏิปทาที่เหมาะสมกับนักบวชอย่างยิ่ง ผู้หวังความหลุดพ้นอย่างเต็มใจอยู่แล้วจะได้ปฏิบัติตามธุดงควัตรด้วยความมุ่งมั่นกลั่นกรองกิเลสออกจากใจได้ทันกับเหตุการณ์ ไม่เนิ่นช้าล้าหลัง

ท่านอาจารย์องค์นั้นเรียนถามข้อข้องใจในระหว่างพระอรหันต์ท่านหยุดชั่วขณะว่า

มีผู้สงสัยว่า นับแต่พระพุทธองค์ปรินิพพานจนถึงสมัยนี้ ถ้านับเวลาก็ได้สองพันกว่าปีแล้ว ถ้าเป็นผลไม้และสิ่งต่างๆ ก็จำต้องร่วงโรยไปตามกฎ อนิจฺจํ ไม่มีอะไรเหลืออยู่แม้ซากแห่งลำต้นของมัน ถ้าเป็นบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็เป็นผุยผงของดินไปหมดแล้ว ไปมีอะไรเหลือพอเป็นเครื่องหมายแห่งบริษัทและตึกรามบ้างเลยแม้แต่ภูเขาแท่งทึบยังมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มีอะไรเหนืออำนาจกฎ อนิจฺจํ ส่วนธรรมาภิสมัยที่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลายตรัสรู้และบรรลุในสมัยนั้น พอตกมาสมัยนี้ น่าจะไม่มีเค้าโครงแห่งมรรคผลนิพพานเหลืออยู่พอกุลบุตรทั้งหลายได้ดื่มบ้าง ด้วยปฏิปทาข้อปฏิบัติของตนน่าจะค่อยๆ เสื่อมสูญไป เช่นเดียวกับสิ่งทั้งหลาย ฉะนั้น

กระผมเองไม่มีปัญญาสามารถแก้ไขเหตุการณ์ทำนองนี้ให้สงบลงได้ แต่วันนี้เป็นโอกาสวาสนาสุดที่จะอัศจรรย์ของกระผมเองที่คาดไม่ถึง ซึ่งพระผู้ประเสริฐเลิศโลกเหาะลอยลงมาโปรดด้วยความเมตตาสงสาร จึงขอประทานกราบเรียนถามข้อข้องใจที่เป็นมาว่า เรื่องมรรคผลนิพพานในวงพระศาสนา อันเป็นทางปฏิบัติกับสิ่งสมมติทั้งหลาย ยังจะกลับเป็นธรรมานุวัติไปตามโลกแห่ง อนิจฺจํ อยู่หรือประการใด

คือเมื่อโลกแปรปรวน ธรรมก็แปรปรวน โลกเสื่อม ธรรมก็เสื่อม โลกสูญ ธรรมก็สูญ สิ่งต่างๆ หมดความหมายลง ธรรมก็อาจหมดความหมายไปตาม และอาจกระเทือนถึงมรรคผลนิพพานว่าจะต้องสิ้นสุดกุดด้วนไปตามกาลสถานที่แห่งการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าด้วยหรือประการใด

เท่าที่ทราบมา การปรินิพพานของพระองค์นั้นเป็นเรื่องของพระองค์โดยเฉพาะ มิได้เกี่ยวกับหลักธรรมวินัยที่ทรงประกาศสอนไว้เพื่อมรรคผลนิพพานแต่อย่างใด แต่แล้วผู้ที่สงสัยเกี่ยวกับกาลเวลาแห่งการปรินิพพานของพระองค์ที่ทำให้มรรคผลนิพพานกระเทือนไปก็ยังมีอยู่ ดังคำว่า พระองค์ปรินิพพานได้สองพันกว่าปีแล้ว ศาสนาของพระองค์ย่อมจะค่อยๆ ร่วงโรยและหมดมรรคหมดผลไปด้วย แม้ปฏิบัติกันไปก็ลำบากเปล่าโดยไม่มีผลตอบแทนแต่อย่างใดเลยดังนี้

ฟังแล้วรู้สึกขัดกันกับพุทธพจน์อยู่มาก ทั้งเป็นการสร้างความสะเทือนใจแก่วงพระศาสนาและประชาชนพุทธบริษัทให้เกิดความสงสัยลังเลได้พอดู ซึ่งความคิดเห็นเหล่านี้ไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใดเลย นอกจากเขย่าศาสนาและจิตใจประชาชนให้ขุ่นมัวเท่านั้น

พระอรหันต์ตอบท่านว่า

ถ้าธรรมเนียมเหมือนผลไม้ เป็นเหมือนบริษัทห้างร้าน เป็นเหมือนสิ่งต่างๆ ในแดนสมมติที่ตกอยู่ในกฎแห่ง อนิจฺจํ ธรรมก็หายซากไปนานแสนนานแล้ว ไม่มีใครได้ดื่มรสแม้เพียงผ่านชิวหาประสาทคือใจชั่วขณะเลย พระพุทธเจ้าทั้งหลายและสาวกของพระพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่มีจำนวนมหาศาลไม่สามารถจะนับจะประมาณ ก็ไม่มีโอกาสปรากฏขึ้นในโลกแห่ง อนิจฺจํ นี้ได้ แม้ที่จะมาตรัสรู้และบรรลุข้างหนึ่งซึ่งไม่มีประมาณ ก็เป็นอันดับดิ้นสิ้นอริยชาติอริยวาสน์อริยวงศ์ไปตามๆ กัน เท่าที่พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลาย ทั้งอดีตอนาคต ยังปรากฏสืบเนื่องกันมาเป็นลำดับไม่ขาดมูลสูญราก ยังปรากฏความดีและคนดีวิเศษเป็นร่างเหลืออยู่ให้สัตว์โลกได้กราบไหว้บูชาเป็นขวัญตาขวัญใจสืบมาจนทุกวันนี้ ก็เพราะธรรมมิได้เป็นเหมือนตึกรามบ้านช่องที่คอยแต่จะล้มทับคนตายด้วยกฎแห่ง อนิจฺจํ บังคับนั่นเอง

คำว่า ธรรม เป็น อกาลิโก ถ้าไม่หมายเอาธรรมฟากแดนสมมติบริสุทธิ์สุดส่วนแล้ว จะหมายอะไรเป็นธรรมสาระเล่า ธรรมสาระที่เป็นอกาลิโกนั้นแลคือธรรมแท้ ไม่อยู่ในขอบเขตแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมเป็นต้น ที่มี อนิจฺจํ เป็นทางเดินเช่นเดียวกับสิ่งทั่วๆ ไป เช่น ธรรมเจริญบ้าง ธรรมเสื่อมบ้าง เป็นต้น อันเป็นกฎเดียวกันกับโลกทั่วๆ ไป ซึ่งไม่จัดเข้าในธรรมสาระดังธรรมในพระทัยของพระพุทธเจ้าและธรรมในใจของพระขีณาสพทั้งหลายที่เป็นอกาลิกธรรมล้วนๆ ไม่มีกฎใดๆ เข้าไปอาจเอื้อมทำลายได้

ธรรมประเภทนั้นแล คือธรรมสาระแท้ เป็นธรรมไม่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งให้เป็นต่างๆ เหมือนสิ่งทั้งหลาย อะไรจะหมดความหมายไปมากน้อยเพียงไร จะเสื่อมสูญไปไหนก็ตาม แต่ธรรมสาระนี้ยังเป็นธรรมที่มีความหมายในตัวเอง ทั้งที่ใครจะเคารพนับถือหรือไม่ก็ตาม ธรรมนี้ยังสามารถทรงตัวอยู่ด้วยความสมบูรณ์และเป็นอกาลิกธรรมอยู่ตลอดกาล พระพุทธเจ้าและสาวกทั้งหลายทรงกราบไหว้และกราบไหว้บูชาก็ดี โลกระลึกถึงและกราบไหว้บูชากันก็ดี ก็กราบธรรมสาระนี้แล

การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เพียงพระองค์ใด พระองค์หนึ่ง มีพระสมณโคดมของเราเป็นต้น นั่นเป็นเพียงเรือนร่างของพุทธะก้าวเดินไปตามสายทางของไตรลักษณ์ที่มีประจำสัตว์สังขารทั่วๆ ไปเท่านั้น มิได้เป็นความกระทบกระเทือนถึงองค์พุทธะที่บริสุทธิ์อันเป็นธรรมสาระแท้ให้เสื่อมคลายหรือขาดสูญไปแต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ณ สถานที่ใด กาลเวลาใด ก็ไม่กระทบกระเทือนถึงมรรคผลนิพพาน ที่จะพึงบรรลุของท่านผู้ปฏิบัติด้วยสามีจิกรรม คือชอบยิ่งเช่นเดียวกัน ท่านผู้นั้นจะพึงมีหวังในผลอันเกิดแต่ข้อปฏิบัติของตนอย่างสม่ำเสมอ เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น แม้ปรินิพพานไปแล้วกี่พันกี่หมื่นปีก็เป็นเพียงเวลานาทีที่โลกถือกันเท่านั้น ส่วนธรรมนี้มิได้อยู่กับกาลสถานที่ดังที่เข้าใจกัน แต่ธรรมอยู่กับธรรม มิได้อยู่กับอะไร อันเป็นการอาศัยซึ่งไม่เข้าในลักษณะของธรรมแท้ ธรรมสาระนี้แลเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่ในโลกตลอดมา ทั้งนี้ใครจะรู้หรือไม่รู้ ค้นพบหรือไม่ค้นพบ ว่าธรรมคืออะไร มีอยู่ในโลกหรือหาไม่ก็ตาม ธรรมก็คือธรรมอยู่โดยธรรมชาติของตน

ฉะนั้น การที่ใครๆ จะพูดว่าพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปนานแล้วตั้งสองพันปี สามพันปี มรรคผลนิพพานได้ร่วงโรยหมดเขตหมดสมัยไปตามโดยสิ้นเชิงแล้ว แม้จะพากันปฏิบัติเคร่งครัดหรือดีเยี่ยมเพียงไร ก็เป็นความลำบากเปล่าโดยไม่มีผลใดๆ เป็นเครื่องสนองตอบเลยดังนี้ นั้นมิใช่พระประสงค์ของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงประกาศสอนโลกด้วยสัจธรรม นั้นมิใช่ทางเดินคือความมุ่งหมายของพระศาสนา ที่พระศาสดาองค์สิ้นกิเลสถึงความประเสริฐของโลกประทานไว้ นั้นมิใช่หลักวิชาธรรมในพระพุทธศาสนา พอที่ผู้นับถือพระศาสดาและพระธรรมวินัยจะนำมาคิดและรักษาให้ถ่วงเวลาล้าสมัยและสร้างอุปสรรคแก่ตนโดยไม่เกิดผลดีใดๆ เลย นอกจากเป็นความคิดและศึกษาที่ปิดกั้นทางเดินของตนจนหาทางออกไม่ได้เท่านั้น

ผู้เชื่อพระศาสนาอันเป็นธรรมของศาสดาองค์บริสุทธิ์ประทานไว้จึงไม่ควรนำคำพูดขวากหนามนั้นมาเสียบแทงตัวเอง ราวกับคนสิ้นท่าหาทางออกมิได้ ทั้งที่ทางออกยังมีอยู่ และจะกลายเป็นบุคคลที่น่าสังเวชหมดหวัง ทั้งที่ชีวิตความเป็นอยู่ในร่างยังมีอยู่ ซึ่งควรนำไปทำประโยชน์อะไรได้

พระอรหันต์ท่านสอนซ้ำอย่างถึงใจอีกว่า

ท่านทราบหรือเปล่าว่า คนที่จะคอยแซงหน้าพระศาสนา เพื่อเป็นพระศาสดาองค์เอกของโลกทั้งที่กิเลสและความโง่เขลายังมีในสันดานอย่างเต็มตัว ยังมีอยู่มากมายในโลกที่ผสมด้วยสิ่งโสมมอันนี้ แล้วยังมีท่านอีกองค์หนึ่งหรือ ที่กระหายรอความเป็นพวกแห่งศาสดาองค์โสมมนั้นอยู่

พระอาจารย์องค์นั้นเรียนตอบท่านว่า

สำหรับกระผมเองมิได้มีความหวั่นไหวจากหลักธรรม ไปตามคำพูดเช่นนั้นเลยแม้ขณะจิตหนึ่ง ทุกๆ ขณะจิตและอิริยาบถต่างๆ เป็นความหมายมั่นปั้นมือเพื่อมรรคผลนิพพานจากสวากขาตธรรมอยู่อย่างเพลินใจ เท่าที่กราบเรียนถามนี้ เห็นเป็นความจำเป็นที่ตัวเองก็เป็นผู้หนึ่ง ซึ่งมุ่งประโยชน์แก่โลกอยู่อย่างเต็มใจ หากแต่เพียงกำลังของตัวก็เกรงว่าจะไม่สามารถพอในการชี้แจงแก่ท่านผู้ข้องใจในเรื่องดังกล่าวมา เพราะเป็นเรื่องสะเทือนทั้งวงพระศาสนาและประชาชน พุทธบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ไม่เบาเลย เมื่อเห็นเป็นกาลอันควรกับเวลาที่พระคุณท่านผู้ประเสริฐมาโปรดเมตตา ซึ่งเป็นองค์แน่นอนในธรรมทั้งหลายยากจะหาพบได้ในโลกมนุษย์ จึงได้ถือโอกาสกราบเรียนศึกษาเพื่อเป็นประทีปดวงไฟอันสว่างแก่กระผมเองและประชาชนได้มีหูตาสว่างบ้าง เพราะความเมตตาที่ประพรมโสรจสรงไว้นี้

พระอรหันต์ท่านให้โอวาทต่อไปว่า

การถามเพื่อประชาชนก็ถูก แต่จะให้ถูกแท้ ท่านควรดูวาระจิตที่คิดเป็นภัยแก่ตัวเอง แม้นิดก็ควรทราบว่าเป็นภัยและมีทางกำจัดให้สิ้นไปได้ เพราะภัยภายในมีพิษสงยิ่งกว่าภัยภายนอกดังกล่าวมานั้นมาก ปราชญ์ทั้งหลายท่านถือกัน เพื่อความแน่ใจจึงขอย้ำธรรมบทต้นให้ท่านทราบอีกครั้งว่า ไม่มีผู้ใดและสิ่งใดในสามภพจะมีอำนาจมาบังคับธรรมให้ไร้ผลแก่ผู้ปฏิบัติเป็นสามีจิกรรม

ไม่เพียงแต่กาลสถานที่ดังกล่าวมาเท่านั้น แม้อะไรๆ ทั้งสามโลกธาตุ จะยกพวกยกพลมาบังคับไม่ให้ธรรมให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติชอบอยู่ อะไรๆ ทั้งสามโลกนั้นจะไม่มีหวังดังใจหมายเลย ธรรมต้องเป็นธรรมและให้ผลโดยธรรมอยู่ตลอดไป เมื่อการปฏิบัติถูกต้องดีงามยังมีอยู่ สิ่งที่มีอำนาจสามารถปิดกั้นมรรคผลนิพพานได้โดยไม่เลือกกาลสถานที่และบุคคลนั้น มิใช่อะไรๆ อื่นที่ไหน อย่าพากันคิด งมตม งมโคลน เหยียบหนามให้เป็นทุกข์ทรมานตนซึ่งเป็นสิ่งมีคุณค่ามากให้ฉิบหายไปเปล่า ด้วยอำนาจความโง่เขลาบีบบังคับฉุดลากไป นั้นคือสัจธรรมที่มีอยู่ในตัวเองแต่ละราย

สัจธรรมเบื้องต้นอันเป็นฝ่ายผูกมัด คือ ทุกข์กับสมุทัย ทั้งสองนี้แลที่สัตว์โลกผู้ไม่รู้จักเป็นจักตาย เพราะฤทธิ์มันบีบคั้นชอบสั่งสมกันมาก ไม่มีวันอิ่มพอ คือตัวปิดกั้นมรรคผลนิพพานโดยแท้ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ในหัวใจสัตว์ เมื่อยังมีความชอบพอและส่งเสริมมันอยู่ ทุกข์ เวลาเกิดขึ้นในภายในใจสัตว์ ย่อมทำให้หมดสติปัญญาความคิดที่เคยเฉลียวฉลาดก็กลายเป็นความปิดตันอั้นตู้ไปหมด ไม่มีทางออกนอกจากนั่งเฝ้านอนเฝ้าทุกข์ แสดงความทุรนทุรายไปตามเรื่องคนไม่มีทางออก ไม่สนใจแสวงหาทางออกโดยถูกทางเท่านั้น สมุทัย คือความคิดปรุงหรือวาดภาพต่างๆ เกี่ยวกับตัณหาสามตัว คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นผู้นำและนำให้คิดปรุงแบบไม่มีประมาณจนเลยขอบเขต และขนทุกข์มาเผาลนจิตใจให้กลายเป็นไฟชนิดที่ก่อแล้วดับไม่ลง หรือไม่สนใจจะดับ นอกจากเสริมให้แสดงเปลวขึ้นจนกลายเป็นไฟเผาโลกไปได้ไม่มีทางสิ้นสุด สมุทัย ได้แก่ตัณหาสามนี้แล คือ เครื่องปิดกั้นมรรคผลนิพพานได้อย่างมืดมิดปิดตาย ไม่มีวันมีคืนหรือความสว่างใดสามารถกำจัดได้ และก็มีสัจธรรมนี้เท่านั้นที่สามารถรื้อถอนสมุทัยความมืดมนให้สูญสิ้นไปได้อย่างไม่มีปัญหา สัจธรรมที่เป็นฝ่ายแก้เบื้องปลายคือนิโรธกับมรรค นี่คือเครื่องมือแม้สมุทัยทุกชนิดไม่มีสิ่งใดสามารถเสมอเหมือนได้ นิโรธย่อมทำหน้าที่ดับทุกข์เป็นลำดับตามอำนาจของมรรค คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่มีกำลัง เมื่อมรรคมีกำลังพอ กิเลส ย่อมหาที่ซ่อนตัวอยู่ไม่ได้ กลายเป็นความดับทุกข์ไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีกาลสถานที่หรือสิ่งใดมาเกี่ยวข้องดังที่เข้าใจกัน มีนิโรธกับมรรคนี้เท่านั้นเป็นผู้ทำหน้าที่รอถอนกิเลสแต่ผู้เดียว

ความเชื่อสัจธรรมของพระพุทธเจ้าที่ผมอธิบายให้ฟังอยู่ขณะนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยธรรมของจริงกับความเชื่อลมที่ไม่มีน้ำมีเนื้อ ปรากฏแต่เสียงดังกล่าวมานั้น มีผลต่างกันอย่างไรบ้าง ควรพิจารณาด้วยปัญญาและถือเอาประโยชน์จากธรรม อย่าให้สัมผัสแล้วผ่านไปเปล่า ท่านยังมีความสงสัยอะไรอยู่อีกก็ควรแสดงออก เพราะโอกาสแห่งธัมมัสสากัจฉาที่เป็นมงคลอย่างนี้หายาก ไม่มีในกาลทั่วไป

เมื่อพระอรหันต์ท่านหยุดนิ่งไปชั่วระยะหนึ่ง ไม่เห็นอาจารย์องค์นี้เรียนถามอะไร ท่านจึงอธิบายพระวินัยต่อไปว่า

พระวินัยเป็นเครื่องประดับสมณะให้สวยงามทางความประพฤติ มรรยาท ผู้เคร่งครัดในพระวินัยคือผู้มีมรรยาทกายวาจาใจงดงามความงามของสมณะ คือ ความประพฤติ การแสดงออกทุกอาการ ไม่มีที่ต้องติ สมณะมีพระวินัยเป็นคู่ชีวิตความเป็นอยู่ คือ สมณะที่เย็น เย็นทั้งอยู่คนเดียว เย็นทั้งอยู่กับหมู่คณะและสังคมทั่วไป อยู่ในป่าในเขา หรือเผชิญอันตรายต่างๆ ก็ไม่มีอะไรกล้าทำลาย เทวดาอารักขา ประชาชนรักชอบ

พระวินัยเป็นทั้งปุ๋ยเป็นทั้งรั้วกั้นมรรคและผลมิให้รั่วไหล แตกซึม

ชีวิตของสมณะ คือ ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นชีวิตอันสดชื่น เราเป็นสมณศากยบุตรที่มีศีลบริสุทธิ์ ไม่จำต้องเกิดทันพระพุทธเจ้าโดยถ่ายเดียว แม้เกิดกาลใด สถานที่ใด หรือเป็นลูกเต้าเหล่าชาติชั้นวรรณะใด ก็คือสมณศากยบุตรคนหัวปี คนกลาง และคนสุดท้อง โดยสมบูรณ์อยู่นั่นเอง เช่นเดียวกับพ่อแม่มีลูกหลายคนซึ่งต่างเกิดในสถานที่และเวลาต่างกัน แต่ก็เป็นลูกของพ่อแม่โดยสมบูรณ์ด้วยกันฉะนั้น

พอจบการแสดงธรรม ท่านพูดเป็นเชิงสั่งเสียด้วยความเป็นห่วง พระศาสนาและท่านอาจารย์องค์นั้นอย่างจับใจว่า จากนี้ผมจะได้ลาท่านโดยทางภาพสมมติ ท่านจงเป็นผู้มีศาสดาคือพระธรรมวินัยอยู่กับใจกายวาจาในทุกอิริยาบถเถิด ไม่มีสิ่งใดจะแน่นอนและตายใจได้ในความหลุดพ้นยิ่งกว่าพระธรรมวินัยอันเป็นนิยยานิกธรรมนี้เลย ท่านอย่ามอง อย่าคิดเรื่องอะไรมากไปกว่าการคิดเพื่อธรรมเพื่อวินัยอันเป็นพระนามของศาสดา น้อมสงเคราะห์เข้าสู่ตน ความบริสุทธิ์หลุดพ้นจะเป็นสมบัติอันล้ำค่าของท่านแต่ผู้เดียวดังนี้

ขณะจะเคลื่อนย้ายองค์จากที่และเหาะลอยขึ้นบนอากาศ ท่านได้มองดูท่านอาจารย์องค์นั้นด้วยความอ่อนโยนด้วยเมตตาอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ เหาะลอยขึ้นอย่างเชื่องช้า อันเป็นเชิงเรียกความสนใจใฝ่ฝันยึดมั่นเป็นอตีตารมณ์ไปนานๆ แก่ท่านอาจารย์องค์นั่งเพ่งเล็งท่านด้วยความเลื่อมใส อาลัยเสียดายทางจิตภาวนาราวกับไม่กะพริบตาใจเลยในขณะนั้น จากนั้นภาพท่านก็หายไปในท่ามกลางอากาศ ไม่มีอะไรเหลืออยู่ นอกจากภาพแห่งความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ภายในไม่มีวันลบเลือนตลอดอวสานแห่งชีวิตท่านเท่านั้น อันเป็นที่น่าอัศจรรย์ซึ่งไม่ค่อยปรากฏแก่ท่านบ่อยนัก ท่านว่า

คืนนี้ท่านก็ภาวนาจนสว่างเช่นเดียวกับคืนวัน พระอรหันต์พากุละ เหาะมาเยี่ยมแสดงธรรมโปรดเช่นกัน คือพอภาพ พระอรหันต์กัสสปะ ท่านจากไปแล้ว ซึ่งนับแต่ท่านมาแสดงธรรมให้ฟังและสนทนากันอยู่เป็นเวลา ๓ ชั่วโมงเศษ จิตถึงถอนออกมา

ลำดับต่อไป ท่านได้นำพระธรรมวินัยที่ได้รับเมตตาจากพระอรหันต์ท่านมาขบคิดอีกต่อหนึ่ง ทำให้เกิดความซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์ร่างกายและจิตใจจนลืมหลับนอนในคืนวันนั้น เพราะธรรมที่ได้รับจากนิมิตที่ท่านมาแสดงให้ฟัง รู้สึกดื่มด่ำล้ำค่ายากที่จะพรรณนาให้ถูกต้องตามความจริงได้ แม้เวลาอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าสมาธิภาวนา

ก็ทำให้จิตประหวัดถึงท่านไม่ว่างเว้นแต่ละเวลา รู้สึกเป็นกำลังใจไปนาน การประกอบความเพียรก็เข้มแข็ง ความมุ่งมั่นในธรรมที่จะพึงได้พึงถึง ดังท่านเมตตาแสดงให้ฟัง ก็รู้สึกจดจ่อต่อเนื่องผิดธรรมดาอยู่มาก ราวกับจะได้ถึงธรรมแดนพ้นทุกข์อยู่ทุกขณะที่หวนระลึกถึงคำสั่งเสียท่าน (บางตอนท่านเน้นคำสำคัญๆ กับท่านอาจารย์องค์นั้นโดยเฉพาะก็มี แต่ผู้เขียนไม่กล้านำลง เกรงจะเป็นการกระเทือนท่านและแสลงใจท่านผู้อ่านมากไป จึงขออภัยไว้ด้วยที่ไม่ได้นำลงให้บางท่านได้อ่านอย่างจุใจ)

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ค. 2020, 08:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 734


 ข้อมูลส่วนตัว


๑๗. พระอรหันต์สมัยพุทธกาลมาเยี่ยมท่าน

หนังสือ “ฐานสโมบูชา” หน้า ๕๗-๖๐
ธรรมประวัติ ธรรมเทศนา ปฏิปทา พระเดชพระคุณ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม
เขียนและเรียบเรียงโดย คุณหญิง สุรีพันธุ์ มณีวัต


:b44: :b44:

ระหว่างท่านวิเวกอยู่ในเขตประเทศพม่า พักบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ ณ ถ้ำแห่งหนึ่งที่บ้านเมืองยางแดง ท่านได้ทำมีดหายไป หาอยู่สามสี่วันก็ไม่พบ ท่านว่าก็มิใช่มีดพิเศษพิสดารอะไรนัก เป็นมีดประเภทธรรมดาที่ชาวบ้านใช้ถางป่านั่นเอง เพราะพระกรรมฐานจะมีของวิเศษเลิศเลออะไร ท่านก็ได้อาศัยมีดถางป่าพื้นๆ นี้เอง เป็นบริขารประจำตัวสารพัดประโยชน์...หั่น...ตัด...ถาก...ถาง...งัด...แงะสิ่งใดก็ด้วยมีดประจำตัวนี้ ท่านใช้แล้วไปอาบน้ำ คิดว่าลืมทิ้งไว้บริเวณที่อาบน้ำ แต่เมื่อออกไปหาดูโดยทั่วหมดบริเวณแถวนั้น ทั้งที่บริเวณอาบน้ำ ที่ในถ้ำ หรือแม้แต่ที่อื่นใดที่คิดว่า อาจจะลืมไว้ ก็ไม่เห็นเลย เวลาผ่านไปสามวันสี่วันก็ยังไม่พบ ทำให้ท่านออกรู้สึกรำคาญใจ

ตอนกลางคืน ขณะมี่ท่านกำลังนั่งเข้าที่สมาธิภาวนาในเวลาดึกสงัด ปรากฏมีพระอรหันต์องค์หนึ่ง เหาะมาเยี่ยมท่านทางสมาธิภาวนา ท่านเหาะลอยมาทางอากาศ มีรัศมีสว่างแพรวพราย น่าเคารพน่าเลื่อมใสอย่างที่สุด หลวงปู่รีบกราบด้วยความเคารพอย่างสูงสุด ทั้งปีติทั้งยินดีอย่างสุดจะพรรณนา พระอรหันต์องค์นั้นพอเหาะลงถึงพื้นนั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ถามทันทีว่า มีดของท่านหายไปใช่ไหม เมื่อท่านเรียนตอบรับคำ พระอรหันต์องค์นั้นก็บอกว่า ไม่ได้หายไปไหน ท่านลืมที่ต่างหาก นั่นไง...ท่านบอกพลางชี้มือ...มีดของท่านอยู่นั่นไง ไปเอาเสียซี

หลวงปู่เล่าว่า ตอนเช้าท่านก็ไปดูที่พระอรหันต์ท่านชี้บอกไว้ในนิมิต ซึ่งเป็นหลังก้อนหิน ก็เห็นมีดอยู่ตรงนั้นจริงๆ

ประหลาดที่ว่าท่านหาอยู่หลายวันไม่เห็น และความจริงท่านก็ไม่ได้บนบานอธิษฐานให้เทวดาหรือใครช่วยหาให้เลย แต่น่าอัศจรรย์ ที่พระอรหันต์ท่านกลับทราบ ทั้งยังเมตตาช่วยบอกให้ ทำให้ท่านได้มีดคืนโดยไม่คาดฝัน

พระอรหันต์องค์นี้ชื่อ พระพากุละ ท่านเล่าว่า พระพากุละนี้เมตตามาเยี่ยมท่านมิได้ขาด จากครั้งแรกที่มาชี้บอกเรื่องบริขารหายที่ถ้ำในพม่าแล้ว ต่อมายังให้ความเมตตามาแสดงธรรมโปรดท่าน มาเยี่ยมท่านตลอดมาจนปัจจุบันนี้ (กราบเรียนถามท่านครั้งสุดท้ายในปี ๒๕๒๙ นี้ ท่านรับว่าพระพากุละก็ยังคงมาเยี่ยมท่านอยู่)

เมื่อเราเรียนว่า เชื่อว่าท่านและท่านพระพากุละคงจะเคยมีความผูกพันกัน ท่านคงจะเคยเป็นศิษย์ของพระพากุละกระมัง

หลวงปู่ก็อธิบายว่า...ต่างคนต่างเคยเกิดเป็นศิษย์ซึ่งกันและกัน !

ผู้เขียนได้ยินแล้ว ก็อดมิได้ที่จะนึกซาบซึ้งในคุณธรรมของท่านผู้รู้อย่างสุดซึ้ง ผู้เป็นปราชญ์ราชบัณฑิตอย่างแท้จริงนั้น ท่านย่อมครองคุณธรรมด้านกตัญญูกตเวทิตาคุณตลอดกาล ภพชาติจะผ่านไปเช่นไร ศิษย์และอาจารย์ย่อมเป็นศิษย์และอาจารย์ต่อกันอย่างมิรู้ลืม เราเคยอ่านพบในพระไตรปิฎกอยู่เสมอว่า เมื่อท่านผู้หนึ่งผ่านภพแห่งโลกนี้ไปเสวยสุขได้สวรรคสมบัติหรือพรหมสมบัติแล้ว เมื่อผู้เคยเป็นศิษย์ของท่าน หรือผู้เคยเป็นอาจารย์ของท่านยังครองชีวิตอยู่ในมนุษยโลก หากหลงผิด ท่านก็จะลงมาตักเตือนหรือแนะข้อคิดที่ถูกต้องให้ หากปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติถูก ปฏิบัติชอบ ท่านก็จะลงมาเยี่ยมอนุโมทนาสรรเสริญในศีลานุจารวัตร แสดงธรรมให้เป็นที่รื่นเริงบันเทิงในจิต และระยะนี้เอง ที่ท่านผู้ยังดำรงธาตุขันธ์อยู่ในโลกมนุษย์ก็อาจจะเรียนถามข้อสงสัยในธรรมวินัยบางประการได้

หลวงปู่ก็เช่นเดียวกัน ท่านพระพากุละมาเยี่ยมชมเชยและสรรเสริญข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มาก โดยเฉพาะด้านธุดงควัตรที่ท่านถือเคร่งควรเป็นเนติแบบอย่างของผู้สืบพระศาสนาเป็นอย่างดี ท่านได้แสดงธรรมยืนยันประโยชน์ของธุดงควัตรที่มีต่อผู้หวังผลที่สุดแห่งการปฏิบัติ อย่างไพเราะลึกซึ้ง และอนุโมทนาด้วยที่หลวงปู่ได้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ น่าเคารพเลื่อมใส จนท่านต้องมาเยี่ยมถึงที่อยู่

ท่านเล่าว่า วาระแรกที่ท่านพาพระกุละมาเยี่ยมอนุโมทนาและแสดงธรรมนั้น ท่านมีความปีติเปี่ยมในจิต ออกจากสมาธิมาเดินจงกรม รู้สึกตัวเบาราวกับจะเหาะเหินเดินอากาศลอยตามพระอรหันต์พากุละไปฉะนั้น ท่านเดินจงกรมจนสว่างโดยมิได้นึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแต่ประการใด จิตเบา กายเบา จิตอ่อน กายอ่อน จิตสงบ กายสงบ ไม่มีอารมณ์ใดมาเกาะเกี่ยว

ท่านว่า ปรากฏการณ์ครั้งนั้น ทำให้ท่านมีความเชื่อมั่นในธรรมมากขึ้น และมีกำลังใจที่จะบำเพ็ญความเพียรให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ใครจะนึกฝันว่า จะมีพระอรหันต์ผู้ทรงคุณวิเศษเมตตามาเยี่ยม บริขารหาย ท่านก็เมตตาบอกที่ให้ ปฏิบัติทำความเพียรอยู่ ท่านก็มาอนุโมทนาและเมตตาแสดงธรรมสั่งสอน ท่านเล่าว่า ท่านมิได้นึกเห่อเหิมประการใด ว่าตนมีความดี ความวิเศษเลิศเลอกระทั่งมีพระอรหันต์มาเยี่ยม แต่ท่านกลับยิ่งต้องพิจารณาไตร่ตรองเทียบเคียงข้อวัตรปฏิบัติของท่านกับธรรมคำสั่งสอนที่ได้รับ ระมัดระวังมิให้ผิดพลาดหรือเสื่อมถอยลง

เพียร...ก็ต้องเพียรพยายามให้มากขึ้น

พิจารณา...ปัญญาก็ต้องพิจารณาฟาดฟันกิเลสให้รอบรู้...รู้เท่ายิ่งขึ้น

สติ...ต้องกำกับรักษาจิต พยายามไม่ให้พลั้งเผลอสักขณะจิต รวมความว่า กลับยิ่งต้องระวังรักษาตัวทุกประการให้สมควรกับที่ได้มีวาสนาประสบพบเห็นสิ่งที่ไม่น่าจะเห็น ได้ยิน ได้ฟัง สิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะได้ยินได้ฟัง

ระหว่างที่พำนักอยู่ในพม่าเช่นกัน ท่านได้เดินธุดงค์ไปหาที่วิเวก พบถ้ำอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชัยภูมิสงัดลี้ลับ ห่างจากหมู่บ้านมาก การออกบิณฑบาตจากถ้ำที่ปรารภความเพียร ไปหมู่บ้านนั้น ต้องใช้เวลาถึงเกือบสองชั่วโมง ไปกลับก็ร่วมสี่ชั่วโมงกว่าจะถึงที่พักได้ฉันอาหาร แต่ท่านก็พอใจที่จะอยู่บำเพ็ญความเพียร ณ ที่นั้น ด้วยเป็นที่สงัด สัปปายะแก่การภาวนา บางวันเวลาหากการบำเพ็ญเพียรเป็นไปอย่างดูดดื่มลึกซึ้ง ท่านก็พักการออกบิณฑบาตเป็นวันๆ ไป

ท่านเล่าว่า คืนวันหนึ่ง พอจิตรวมสงบลงก็ปรากฏ พระมหากัสสปเถรเจ้า เหาะลอยลงมาข้างหน้าท่าน ท่านว่า เป็นภาพที่งามมาก ด้วยเห็นท่านเหาะมาแต่ไกล จนกระทั่งใกล้เข้ามาเห็นรัศมีแพรวพรายสว่างเรือง ร่างของท่านค่อยเลื่อนลอยลงสู่พื้นแล้วค่อยๆ นั่งลงตรงหน้าท่านด้วยความสงบเยือกเย็น ใบหน้าของท่านเปี่ยมล้นด้วยความเมตตา แล้วก็มีปฏิสันถารกับหลวงปู่อย่างอ่อนโยน ท่านถามถึงธาตุขันธ์ของหลวงปู่ว่าพอเป็นไปไหวไหมกับการบำเพ็ญความเพียรอย่างอุกฤษฎ์ที่น่าอนุโมทนาเช่นนี้

หลวงปู่เล่าว่า ท่านก้มลงกราบในนิมิตภาวนาด้วยความปีติตื้นตันใจ ดูเหมือนว่าการปฏิบัติ การภาวนาของท่านจะอยู่ในสายตาของท่านผู้รู้โดยตลอด

เมื่อท่านกราบเรียนอย่างนอบน้อมถ่อมองค์แล้ว พระมหากัสสปะก็อนุโมทนาในกำลังศรัทธาของท่าน และแสดงธรรมเน้นหนักเรื่องธุดงควัตร เช่นที่พระพากุละได้เทศนาสั่งสอนหลวงปู่มาแล้ว ท่านยืนยันว่า ธุดงควัตรนั้นเองเป็นหลักของพระผู้มุ่งมั่นต่อความหลุดพ้นจากทุกข์ จริงอยู่ที่หลวงปู่ปฏิบัติอยู่นี้ ก็น่าสรรเสริญชมเชยอยู่แล้ว แต่ท่านก็ใคร่จะอธิบายประโยชน์เพิ่มเติมให้ส่งเสริมอุบายธุดงค์ให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ขอให้หลวงปู่ปฏิบัติอย่าย่อท้อ เพื่อเป็นแบบอย่างดำรงอริยมรรค อริยวัตร อริยประเพณีสืบต่อๆ ไป

นอกจากด้านธุดงควัตร ท่านยังเมตตาแสดงด้านธรรมวินัยให้ฟังอย่างวิจิตรพิสดารอีกด้วย รวมทั้งปัญหาธรรมต่างๆ ที่หลวงปู่ติดข้องสงสัยด้วย

ท่านเล่าว่า จิตท่านดำรงอยู่ในสมาธิภาวนาระหว่างท่านพระมหากัสสปะมาแสดงธรรมและสนทนาสั่งสอน เป็นเวลาเกือบสี่ชั่วโมง จิตจึงถอนออกมา หลังจากที่ท่านพระมหากัสสปะได้ลาจากท่านไป โดยเหาะกลับไปทางอากาศเช่นเดียวกับเมื่อเริ่มมา

ออกจากสมาธิแล้ว หลวงปู่ก็นำธรรมะที่เพิ่งได้รับฟังสดๆ ร้อนๆ มาครุ่นคำนึง ทั้งปีติ ทั้งอาลัยระคนกัน

________ ปีติ....ด้วยได้มีโอกาสกราบไหว้พระขีณาสพเจ้าองค์สำคัญ ผู้เป็นบรมครูทางธุดงค์แห่งพุทธกาล สมเด็จพระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญยิ่งนักว่า ท่านเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เป็นเลิศในทางธุดงค์

________ อาลัย....ด้วยนึกเสียดายไม่อยากจะให้ภาพพระอรหันตเจ้าผู้ยิ่งด้วยมหาการุณจะเลือนหายไปเลย

อย่างไรก็ดี ท่านได้ภาวนาต่อไปจนสว่าง มีความรู้สึกเอิบอิ่มปลื้มปีติอย่างบอกไม่ถูก ธรรมทุกข้อที่ท่านพระมหากัสสปะแสดงตักเตือน ดูราวกับจะปรากฏซ้ำขึ้นอย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะข้อที่ท่านได้พยากรณ์เป็นเชิงให้กำลังใจแก่หลวงปู่ นั้นท่านว่า ท่านรู้สึกดื่มด่ำฉ่ำชื่น มีกำลังใจมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติทำความเพียรโดยไม่ลดละ เพราะมรรคผลนิพพานที่เคยรู้สึกว่าอยู่สูงลิบเหลือกำลังสอยนั้น ดูราวกับจะลอยล่ออยู่แค่เอื้อมนี่เอง....!!

นอกจากพระมหากัสสปะและพระพากุละ จะเมตตามาเยี่ยม กล่าวสัมโมทนียกถา เทศนาให้กำลังใจเสมอแล้ว ท่านเล่าว่ายังมีพระอรหันต์สมัยพุทธกาลอีกองค์หนึ่ง คือ พระอนุรุทธมหาเถรเจ้า ก็ได้มาปรากฏองค์เยี่ยมท่านอยู่เป็นปกติ

:b8: :b8: :b8:

• ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24649

• รวมคำสอน “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38683

• ประมวลภาพ “หลวงปู่ชอบ ฐานสโม” วัดป่าสัมมานุสรณ์
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=27512

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 25 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร