วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.พ. 2020, 03:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 พ.ย. 2009, 10:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

พระกีสาโคตมีเถรี
เอตทัคคะในฝ่ายผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง

พระกีสาโคตมีเถรี ถือกำเนิดในสกุลคนเข็ญใจในกรุงสาวัตถี บิดามารดาตั้งชื่อให้นางว่า “ โคตมี ” แต่เพราะความที่นางเป็นผู้มีรูปร่างบอบบางคนทั่วไปจึงพากันเรียกว่า “ กีสาโคตมี ”

เงินทองของเศรษฐีกลายเป็นถ่าน
ในกรุงสาวัตถีนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่งมีทรัพย์สินเงินทองมากมายถึง ๔๐ โกฏิ แต่ต่อมาทรัพย์เหล่านั้นกลายสภาพเป็นถ่านไปหมด เศรษฐีจึงเกิดความเสียดายเศร้าโศกเสียใจ กินไม่ได้นอนไม่หลับ ร่างกายซูบผอมไปจากเดิม มีสหายคนหนึ่งมาเยี่ยมเยือนได้ทราบสาเหตุความทุกข์ของเศรษฐีแล้ว จึงแนะนำอุบายที่จะให้ถ่านเหล่านั้นกลับมาเป็นเงินทองดังเดิมว่า “ แน่ะสหาย ท่านจงนำถ่านทั้งหมดนี้ออกไปกองที่ริมถนนในตลาดทำทีประหนึ่งว่านำสินค้าออกมาขาย ถ้ามีคนผ่านไปผ่านมาพูดว่า “ คนอื่น ๆ เขาขายผ้า ขายย้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับเอาเงินเอาทองมานั่งขาย ” ถ้าคนที่พูดนั้นเป็นหญิงสาว ท่านจงสู่ขอนางมาเป็นสะใภ้แล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดนั้นให้แก่เธอ ท่านจงอาศัยเลี้ยงชีพอยู่กับเธอนั้น แต่ถ้าคนที่พูดเป็นชายหนุ่ม ท่านจงยกธิดาของท่าน ให้แก่เขาแล้วมอบทรัพย์ทั้งหมดให้แก่เขาโดยทำนองเดียวกัน

ถ่านกลับเป็นเงินทองดังเดิม
เศรษฐีได้ฟังสหายแนะนำแล้วเห็นดี ด้วย จึงทำตามสหายแนะนำทุกอย่างประชาชนที่ผ่านไปผ่านมาต่างก็พูดกันม่า “ คนอื่น ๆ ขายผ้า ขายน้ำมัน น้ำผึ้งน้ำอ้อย เป็นต้น แต่ท่านกลับมานั่งขายถ่าน ”
เศรษฐีตอบว่า “ ก็เรามีแต่ถ่านอย่างเดียว สิ่งอื่น ๆ ของเราไม่มี ”
วันนั้น นางกีสาโคตมีเดินเข้าไปธุระในตลาดเห็นเศรษฐีแล้วนึกประหลาดใจจึงถามว่า “ คุณพ่อ คนอื่น ๆ เขาขายป้า ขายน้ำมัน น้ำผุ้ง น้ำอ้อย เป็นต้นกัน แต่ทำไมท่านพ่อมานั่งขายเงินขายทองเล่า ”
“ เงินทองที่ไหนกัน แม่หนู ” เศรษฐีกล่าว
“ คุณพ่อ ก็ที่กองอยู่นี่ไง ” พูดแล้วนางก็กอบเต็มมือให้เศรษฐีดู ทันใดนั้น เศรษฐีก็เห็นถ่านในกำมือของนางกลายเป็นเงินเป็นทองจริง ๆ
จากนั้น เศรษฐีได้สอบถามถึงสถานที่อยู่และตระกูลของนางแล้ว ได้สู่ขอนำนางมาทำอาวาหมงคลกับบุตรชายของตนแล้วมอบมรัพย์ ๔๐ โกฏินั้นให้แก่นาง ทรัพย์เหล่านั้นก็กลับเป็นเงินเป็นทองดังเดิม

อุ้มศพลูกหาหมอรักษา
นางได้อยู่ร่วมกับสามีจนมีบุตรหนึ่งคนในขณะที่บุตรของนางอยู่ในวัยพอเดินได้เท่านั้นก็ถึงแก่ความตาย นางห้ามมิให้คนนำบุตรของนางไปเผาหรือไปทิ้งในป่าช้า เพราะนางไม่เคยเห็นคนตาย จึงอุ้มร่างบุตรชายที่ตายแล้วนั้นเที่ยวเดินถามตามบ้าเรือนต่าง ๆ ว่ามียารักษาบุตรของนางบ้างหรือไม่ คนทั้งหลายพากันคิดว่า “ นางคงจะเป็นบ้า จึงเที่ยวหายารักษาคนตายให้ฟื้น ”
อุบาสกผู้มีปัญญาคนหนึ่งเห็นกิริยาของนางแล้วคิดว่า “ นางคงจะมีบุตรคนแรกจึงรักบุตรมาก และคงจะไม่เคบเห็นคนตาย จึงไม่รู้ว่าความตายเป็นอย่างไร เราควรจะแนะนำทางให้นางดีกว่า ” จึงกล่าวกับนางว่า
“ แม่หนู ฉันเองไม่รู้จักยารักษาลูกของเธอหรอก แต่พระสมณโคดมขณะนี้ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัร พระองค์ท่านรู้จักยาที่จะรักษาลูกของเธอได้ ”
นางรู้สึกดีใจที่ทราบว่า มีคนสามารถรักษาลูกน้อยของนางให้หายได้ จึงอุ้มลูกน้อยรีบมุ่งตรงไปยังพระวิหารเชตวัน เข้าไปกราบถงายบังคมพระบรมศาสดาแล้วทูลถามหายาที่จะนำมารักษาลูกของนางให้หายได้
พระพุทธองค์ รับสั่งให้นางไปหาเมล็ดพันธุ์ผักกาด ที่ได้จากบ้านที่ไม่เคยมีคนตายมาก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถให้เป็นเครื่องปรุงยาได้

พระศาสดาบอกยาให้
ในดวงจิดของนางคิดว่า ของสิ่งนี้หาไม่ยาก นางอุ้มร่างลูกน้อยเข้าไปในหมู่บ้าน ออกปากขอเมล็ดพันธุ์กาดตั้งแต่บ้านหลังแรกเรื่อยไป ปรากฏว่าทุกบ้านมีเมล็ดพันธุ์ผักกาดทั้งนั้น แต่พอถามว่าที่บ้านนี้เคยมีคนตายหรือไม่ เจ้าของบ้านต่างก็ตอบเหมือนกันอีกว่า “ ที่บ้านนี้ คนที่ยังเหลืออยู่นี้น้อยกว่าคนที่ตายไปแล้ว ” เมื่อทุกบ้านต่างตอบกันอย่างนี้ นางจึงเข้าใจว่า “ ความตายนั้นเป็นอย่างไรและคนที่ตาย ก็มิใช่ว่าจะตายเฉพาะลูกของเธอเท่านั้น ทุกคนเกิดมาก็ต้องตายเหมือนกันหมด ” นางจึงวางร่างลูกน้อยไว้ในป่าแล้ว กลับไปกราบทูลพระบรมศาสดาว่า “ ไม่สามารถจะหาเมล็ดพันธุ์กาดจากบ้านเรือนที่ไม่เคยมีคนตายได้ ”

พระพุทธองค์ ได้ทรงสดับคำกราบทูลของนางแล้วตรัสว่า “ โคตมี เธอเข้าใจว่าลูกของเธอเท่านั้นหรือที่ตาย อันความตายนั้นเป็นของธรรมดาที่มีคู่กับสัตว์ทั้งหลายที่เกิดมาในโลก เพราะว่ามัจจุราชย่อมฉุดคร่าสัตว์ทั้งหมด ผู้มีอัธยาศัยเต็มเปี่ยมไปด้วยกิเลสตัญหา ให้ลงไปในมหาสมุทรคือ อบายภูมิ อันเป็นเสมือนว่าห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น ”

นางได้ฟังพระดำรัสของพระบรมศาสดาจบลง ก็ได้บรรลุผลดำรงตนอยู่ในพระโสดาบันแล้วกราบทูลขอบรรพชา พระบรมศาสดารับสั่งให้ไปบรรพชาในสำนักของภิกษุณีสงฆ์ นางบวชแล้วได้นามว่า “ กีสาโคตมีเถรี ”
วันหนึ่ง พระเเถรีได้ไปทำความสอาดโรงอถโบสถ เห็นแสงประทีปที่จุดแยู่ลุกโพลงขึ้นแล้วหรี่ลงสลับกันไป นางจึงถือเอาดวงประทีปนั้นเป็นอารมณ์กรรมฐานว่า
“ สัตว์โลกก็เหมือนกับแสงประทีปนี้ มีเกิดขึ้นและดับไป แต่ผู้ถึงพระนิพพาน ไม่เป็นอย่างนั้น ”

ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ภายในพระคันธกุฏิ ทรงทราบด้วยพระญาณว่านางกำลังยึดเอาเปลวดวงประทีปเป็นอารมณ์กรรมฐานอยู่นั้น จึงทรงแผ่รัศมีไปปรากฏประหนึ่งว่าพระองค์ประทับนั่งตรงหน้าของนางแล้วตรัสว่า “ อย่างนั้นแหละ โคตมี สัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดขึ้นและดับไป เหมือนเปลวดวงประทีปนี้ แต่ผู้พระนิพพาน ย่อมไม่ปรากฏอย่างนั้น ความเป็นอยู่แม้ชั่วขณะเดียวของผู้เห็นพระนิพพานแล้ว ย่อมประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี ของผู้ไม่เห็นพระนิพพานนั้น ”

เมื่อสิ้นสุดพระพุทธดำรัส นางก็ได้บรรลุพระอรหัตผล ดำรงเป็นพระเถรีผู้เคร่งครัดในการใช้สอยบริขาร ยินดีเฉพาะผ้าไตรจีวรที่มีสีปอน ๆ และเศร้าหมอง เที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง ด้วยเหตุนี้ พระบรมศาสดาจึงประทานแต่งตั้งพระเถรีนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุณีสาวิกาทั้งหลายในฝ่าย ผู้ทรงจีวรเศร้าหมอง...


ช่วงนี้วรานนท์ขอนำเรื่องราวของหญิงเก่งในอดีตมาให้อ่านกันครับ

เพื่อบางท่านอาจสนใจครับ


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2011, 18:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 มิ.ย. 2011, 10:28
โพสต์: 439


 ข้อมูลส่วนตัว




567.jpg
567.jpg [ 33.53 KiB | เปิดดู 4435 ครั้ง ]
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทนามิ
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆ ขึ้นไปคะ

.....................................................
สรรพสิ่งทุกอย่าง ล้วนมี เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

.................................................................................................
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุและผลอยู่ในตัว
การกระทำของตนย่อมเป็นกรรมที่ตนกำหนดเอง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2012, 09:38 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2010, 09:11
โพสต์: 589


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: อนุโมทนาสาธุๆๆขอบพระคุณในธรรมทานค่ะ

:b53: :b53: :b53:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ค. 2012, 22:49 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12215


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 พ.ค. 2013, 17:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว



:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุครับ

smiley smiley smiley

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร