วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:44  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มิ.ย. 2020, 05:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6007


 ข้อมูลส่วนตัว




boek.png
boek.png [ 32.66 KiB | เปิดดู 589 ครั้ง ]
เมื่อมีศรัทธาในพระศาสนาการศึกษาจึงเป็นเหตุสำคัญอย่างยิ่ง
ที่จะทำให้เราเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาได้อย่างถูกต้อง
ตามที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก ทำให้เข้าใจไม่สับสน โดยเอาผลมาเป็นเหตุ
หรือเอาเหตุมาเป็นผล เช่น วิปัสสนา คือปัญญาที่เห็นนามรูปที่ไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่เป็นผลที่สืบเนื่องกัน ทีนี้เราไม่เข้าใจแต่อยากปฏิบัติ
ให้วิปัสสนาเกิด ก็มานั่งนึกเอาว่าตัวเราต้องเกิด ต้องแก่ เจ็บ ตาย
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เอาผลมาทำเป็นเหตุเป็นต้น

แล้วเราก็ต้องเข้าใจให้ดีว่า ธรรมส่วนไหนเป็นปริยัติ ธรรมส่วนไหนเป็นปฏิบัติ
ธรรมส่วนไหนเป็นปฏิเวธ ซึ่งธรรมทั้ง ๓ นี้ ต้องเป็นเหตุเป็นผล
หรือเป็นปัจจัยให้กันซึ่งกันและกันด้วย ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างไม่เกี่ยวกัน
คือปริยัติที่ถูกต้องก็เป็นปัจจัยแก่การปฏิบัติที่ถูกต้อง เพราะต้องอาศัยปริยัติ
เป็นแผนที่เดินทาง เราก็เดินทางได้อย่างถูกต้อง

ทีนี้เมื่อเราเดินทางได้ถูกต้องแล้ว ก็ถึงธรรมที่ถูกต้อง อย่างที่เราต้องการที่จะรู้ได้ถูกต้อง
ธรรมที่ต้องการจะเห็นก็จะบรรลุถึงธรรมนั้นได้ ถึงจุดหมายนั้นได้

เพราะฉะนั้นธรรม ๓ อย่างนี้ต้องเนื่องกันเสมอ ไม่ใช่ปริยัติอยู่ต่างหาก
ปฏิเวธอยู่ต่างหากเอามาปะปนกันไม่ได้จะไม่ใช่อย่างนั้น
นึกจะไปนิพพาน ก็ไปนึกถึงนิพพานกัน แล้วจะไปนิพพานกันได้อย่างไร
ไม่สนใจจะศึกษาแผนที่ดูแผนที่ ๆ จะดำนินทางไป

ถ้าจะอ้างแผนที่หรือตำรา ก็ถูกกล่าวหาว่านั่งจำแต่ตำรา พวกแบกตำรา
ดีแต่พูด ไม่ปฏิบัติ จึงทำให้ปริยัติกับการปฏิบัติเป็นคนละเรื่องกัน
พวกปริยัติก็ติเตียนพวกปฏิบัติว่า พุทโธ่เอ้ย ! ดีแต่นั่งหลับหูหลับตา
ไม่เคยดูตำหรับตำรา ไม่อ่านไม่เรียนจะไปรู้อะไร ก็เลอะเทอะไปอย่างนั้น

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มิ.ย. 2020, 07:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 6007


 ข้อมูลส่วนตัว


ความจริงธรรม ๓ ประการ ปริยัติ ปฏิบัติ ปริเวธ จะต้องเป็นปัจจัยเป็นเหตุเป็นผลสืบเนื่องกัน
ที่นี้เราเข้าใจเหตุผลได้ถูกต้องแล้วเราก็ต้องอาศัยปริยัติก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ
เมื่อเราลงมือทำหรือปฏิบัติเราก็ต้องรู้ได้ว่ามันได้ถูกต้องแล้ว เราก็ต้องไปอาศัยปริยัติอีกที

ต้องไปอาศัยดูแผนที่ เมื่อจิตเราดำเนินไปอย่างนี้ การกระทำไปนี้
เรากำหนดไปแบบนี้แล้วเกิดความรู้ขึ้นมาอย่างนี้ เอ๊ะ! ถูกต้องไหม ?
ก็อาศัยปริยัติอีกที เป็นเรื่องที่อิงอาศัยกัน

ในทางปริยัติก็เหมือนกัน จะรู้ว่าปริยัติที่ได้ศึกษามานี้ ถูกต้องไหม?
ก็ต้องอาศัยการพิสูจน์ ก็ด้วยอาศัยการพิสูจน์จากการปฏิบัติ คือการเดินทาง
มันไปตามแผนที่หรือไม่ เราก็จะต้องอาศัยการปฏิบัติจึงจะรู้ว่า ตำราที่เขาวางไว้
ถูกต้องหรือเปล่า เมื่อเราปฏิบัติได้อย่างนั้นจริงเราก็ยอมรับว่า ตำราถูกต้อง

ใช่ว่าอ่านตำราจะเลื่อมใสแต่ตำรา รับรองตำราว่าต้องถูกต้อง
อย่างนี้ ก็ไม่ได้ใช่ไหม เพราะมันก็ไม่ของไม่แน่นอน เพราะ
ฉะนั้นมันต้องอาศัยซึ่งกันและกัน และทำให้เข้าใจ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ที่เนื่องกัน

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2020, 13:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1327


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ต.ค. 2020, 18:50 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1913


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร