วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2022, 23:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 14:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


สามีทำผิดศีลข้อกาเม ไปมีกิ๊กที่ทำงาน ปกติไม่เคยเข้าวัดไม่สนใจทำบุญ แต่พอมีปัญหาทั้งมุสาทั้งกาเมทั้งสุรา
กลับมาว่าเราอย่ายึดติด ยึดมั่นถือมั่นในตัวเขา เสียใจทุกข์ใจเจียนบ้า ทะเลาะกันบ่อยจนเสียสุขภาพกายใจ
จึงใช้วิธีพยายามอดทนและใช้การสวดมนต์ ทำบุญแผ่เมตตาถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆนี้
(แต่งงานมา22ปี ไม่มีลูก) กลับมาดูตัวเองปรับปรุงตัวเองมากมายเป็นการใหญ่ ทั้งการบ้าน การเรือน การแต่งกาย
เรื่องบนเตียงฯ จนขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไปเลยค่ะ อยากถามผู้รู้ทั้งหลาย
ใครสามารถให้ความสว่างเรื่องนี้ได้บ้างคะ
1 เรื่องความยึดมั่น ตัวกูของกู พอมีเรื่องเราทุกข์เพราะยึดว่าเป็นสามีของกูใช่มั๊ยคะ
2 ถ้าไม่ให้ยึด ให้ปล่อยวาง สามีภรรยาจะไปทำอะไรก็ได้ จะนอกใจก็ได้ อย่าเป็นทุกข์หรือคะ
3 แล้วมีศีลห้า ข้อกาเมไว้ทำไมคะ พอสามีไปมีคนอื่นก็ว่าเราทุกข์เพราะยึดติดเขา แล้วครอบครัว
จะสงบปกติสุขได้อย่างไร
4 สุขทุกข์เขาบอกว่าอยู่ที่ใจ ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้นอกจากใจเราเอง จริงหรือคะ ถ้ามีลูกแล้วลูกเกเรติดยา
เราจะไม่ทุกข์เพราะลูกหรือคะ ถ้ามีสามีแล้วเขาไปมีชู้ เขาไม่ได้ทำให้เราทุกข์หรือคะ
สับสนมากๆ งงค่ะ บางทีเราไม่เข้าใจคำสอนดีพอ หรือคนชั่วเอาคำสอนมาเลี่ยงบาลี หยิบแต่ข้อที่เข้าประโยชน์ตน
อยากให้มีใครช่วยอธิบายภาพรวมให้หน่อยนะคะ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่ได้เจอปัญหาแบบนี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 19:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: ธรรมะมันไม่ใช่แค่นึกถึง แค่อ่าน จำได้เข้าใจ แล้วมันก็แก้ทุกข์ได้ คนเราชาวพุทธเข้าใจ รู้ ยอมรับทุกคน
ว่าเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสัจธรรม มีลาภ เสื่อมลาภ อกหัก พัดพราก จากของรักเป็นสัจจธรรม เป็นสิ่งที่ต้องเกิด กับทุกคน และทุกคนก็เชื่อตามนี้ด้วยความสุจริตใจด้วยซ้ำ แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงๆ ทุกคนเสียใจ ร้องไห้หมดทั้งนั้น
ธรรมะเป็นสิ่งที่พึ่งไม่ได้ หลอกเราหรือใจเรามันดื้อไม่เชื่อธรรมะกันแน่
........ไม่ใช่ทั้ง 2 อย่าง เป็นเพราะเราเข้าไม่ถึงธรรมะต่างหาก ถามว่าธรรมะเข้าถึงแล้วด้วยจิตดับทุกข์ได้จริงไหม ถึงแม้เป็นปัจจัตตัง ในฐานะผู้ปฏิบัติแม้ยังไม่พ้นทุกข์ ขอยืนยันว่าดับทุกข์ได้จริง ปฏิบัติมาก เข้าถึงได้มาก ก็ดับทุกข์ได้มาก เป็นสัดส่วนกันไป แต่ต้องปฏิบัติจริง เมื่อเริ่มได้ผล ความยึดติดสิ่งต่างๆรอบกายมันก็ลดลง ความทุกข์มันก็ลดลงไปตามส่วน เมตตาก็เพิ่มขึ้น พยาบาทก็น้อยลง เมื่อใดจิตยังกอร์ปไปด้วยอกุศล นิวรณ์ต่างๆครอบงำจิตอยู่เหมือนเราในช่วงนี้ มีทั้งรัก คับแค้น หึงหวง วิตกกังวลสารพัด อย่าว่าแต่รับธรรมะเข้ามาแก้ไข เราลองตรวจสอบจิตของเราว่าปัจจุบันขณะ อารมณ์อะไรบ้าง กี่อย่างที่ครอบงำจิตเราอยู่ คิดว่าในช่วงนี้อาจแยกไม่ออกด้วยซ้ำ ว่าความรัก ความแค้น(พยาบาท) ความวิตกกังวล ความเสียหน้า(อัตตา ตัวตน) มับปนเปกันอยู่ในจิตใจเราจนแยกไม่ออก ลองค่อยค่อยดูมันแต่ละตัว ถามว่ารัก รักจริงไหม เขาทำเราขนาดนี้ยังรักจริงหรือ ยังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า แล้วโกรธ แค้นใจล่ะ มากไหม โกรธกับรักมันเกิดพร้อมกันได้หรือ แล้วเสียหน้าล่ะ เราทำอะไรไม่ดีหรือถึงต้องเสียหน้า คนอื่นทำไม่ดีไมใช่หรือ ความกังวลว่าจะเสียเขาไป เขาเป็นของดีหรือไม่ล่ะวันนี้ ถ้าไม่ดีแล้ว เสียของไม่ดีไปมันน่าเสียดายไหม กลัวต้องอยู่คนเดียว เมื่อก่อนมีเขา เราอยู่คนเดียวหรือเปล่า หรือเกิดมาเราก็มีเขาติดมาด้วย แล้วคนทั้งโลกมีคนที่ต้องอยู่คนเดียวเยอะแยะเขาทุกข์เหมือนเราไหม
.....สิ่งต่างๆเหล่านี้แหละมันเป็นธรรมะ ธรรมะแท้มันอยู่ที่กายกับจิต(ใจ)ของเรานี่แหละ ดูกาย ดูทีใจเรานี้ อย่าไปโทษสิ่งต่างๆภายนอก ดูมันด้วยเหตุด้วยผล เมื่อเข้าใจ เหตุทีเกิดทุกข์ ต้องดับมันที่ใจนี่แหละที่เดียว ค้นหาอะไรภายนอกเป็นได้ดีที่สุดคือกลบทุกข์ ไม่นานมันก็ผุดขึ้นมาอีก.....เจโตวิมุติ.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 08:06 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


กราบนมัสการเจ้าค่ะ ...รอคอยคำตอบมานาน จนคิดว่าไม่มีใครสนใจปัญหาของเรา จนพระคุณเจ้าเมตตา
ให้ความสว่าง ถึงแม้ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่จะรับไปปฏิบัติ ทุกข์นักก็จะลองสู้กับมัน ในใจเรานี่แหละเจ้าค่ะ

ท่านกล่าวเหมือนไม่ต้องสนใจพฤติกรรมเขาใช่ไหม๊คะ สนใจที่จิตเรา รักษาที่จิตเราเท่านั้น
ความโกรธแค้นที่เกิด มันรุนแรงจึงกลัวผลของมันมาก กลัวแพ้เจ้าโทสะ เคยคิดอยากลุยไปทำร้ายกิ๊กของเขา
ทำร้ายเขา ทำร้ายตัวเองเลยทีเดียว ในความคิดน่ากลัวมากค่ะ ส่วนสามี เขาขอโทษและขอโอกาสให้เราอภัย อ้างถึงอภัยทาน ได้บุญมากกว่าทานข้ออื่นใด (ทั้งที่ตัวเองไม่เคยเข้าวัด) เราอยู่กันมานาน(รู้จักกันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย ก็ร่วมสามสิบปี) ทั้งรักทั้งผูกพัน เป็นทั้งเพื่อน ทั้งพี่ ทั้งสามี และทั้งพ่อ หวังอยู่ดูแลกันจนแก่เฒ่า เพราะไม่มีลูก ทำงานเก็บเงินเก็บทองกันมา...

เรียนท่านว่าเคยให้อภัย ทำใจให้อภัยไปครั้งหนึ่งแล้ว พาเขาไปสาบานต่อหน้าหิ้งพระที่บ้าน แล้วเวลาก็ล่วงเลย
ประมาณครึ่งปี พอเราเผลอเขาก็กลับไปทำพฤติกรรมเดิมอีกค่ะ...เพราะกิ๊กก็ยังทำงานอยู่ด้วยกัน แบบไม่รู้ตัวว่าทำผิดเลย เคยด่าว่าไปบ้างก็ด่าสวนกลับ เด็กสาวสมัยนี้ไม่มียางอายค่ะ ไม่กลัวบาปกรรม

เหมือนชีวิตคู่ดำเนินมายี่สิบกว่าปี สร้างตัวมาด้วยกัน มีทะเลาะบ้าง สุขบ้างทุกข์บ้างเป็นธรรมดา ทำใจได้มาตลอด
แล้ววันหนึ่งมรสุมก็กระหน่ำแบบไม่ได้ตั้งตัว ล้มลุกคลุกคลาน กินไม่ได้นอนไม่หลับ ทะเลาะรายวัน มีตบตีกัน
รุนแรงจนเสียการเสียงาน เสียสุขภาพ มันตั้งตัวไม่ทัน แก้วมันร้าวแล้ว อยากประคับประคองไว้ จึงเจ็บปวดมาก


ศาสนาสอนให้ดูแต่ตัวเอง ส่วนคนที่เรารักเราปรารถนาดี คนอื่นจะทำในสิ่งผิดก็ปล่อยมันหรือคะ
เห็นเขากินเหล้าเมายา เราก็ทุกข์ เป็นห่วงสุขภาพ เห็นเขาผิดศีลข้อกาเม เราก็ทุกข์เพราะเป็นบาปและเราเจ็บปวด
รู้ว่าเขาโกหก ก็ต้องแกล้งโง่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะเจ้าคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 10:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 13:38
โพสต์: 376

ชื่อเล่น: ต้น
อายุ: 0
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


อดทนและใช้การสวดมนต์ ทำบุญแผ่เมตตาถึงเจ้ากรรมนายเวร กลับมาดูตัวเองปรับปรุงตัวเองมากมายเป็นการใหญ่ ทั้งการบ้าน การเรือน คุณก็เป็นภรรยาที่ดีอยู่แล้วทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เราเปลี่ยนแปลงเขายากแต่เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ คำพูดของเขาก็แค่โชว์ความเป็นผู้นำเฉยๆเพราะเขาถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัวไม่มีอะไรหรอกเพราะเขายังทำไม่ได้เลยแล้วจะไปสอนใครได้

การปล่อยวางหรือวางเฉยนั้นต้องพิจารณาว่าดีหรือยังแล้วค่อยปล่อยวาง ไม่ใช่ปล่อยทิ้งโดยมิได้ไตร่ตรองด้วยปัญญา

อย่าทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ อย่างเช่น ด่า ลงไม้ลงมือกัน ต้องเอาชนะความชั่วด้วยการทำความดี ซื้อใจคนด้วยความดีคิดถึงสิ่งที่ดีที่เคยร่วมทำกันมาไม่ต้องคิดถึงมุมที่ไม่ดีจะช่วยทำให้เรามีเมตตามากขึ้น ใช้ความอดทนอดกลั้นเอาชนะใจตนเองให้ได้ การชนะใจตนเองนั้นยิ่งกว่าการเอาชนะสงครามเสียอีก ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้นโตมากขึ้นปล่อยวางได้มากขึ้นมีใจกว้างขวางมากขึ้น ลงมือศึกษาเยอะๆปฏิบัติธรรมเยอะๆ แล้วสิ่งที่เราศึกษาและปฏิบัตินั้นจะต้องเห็นผลอย่างแน่นอน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 12:29 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2011, 20:56
โพสต์: 12


 ข้อมูลส่วนตัว


เข้าใจความรู้สึกลักษณะนี้เลยค่ะ...
ตอนที่เลิกกับแฟน เราก็โดนคำพูดลักษณะนี้ เขาบอกว่าเรา "ยึดติด" กับตัวเขา จะมายึดติดอะไรกันนักกันหนา
ก็จริงของเขา...ตอนนั้นเราก็เอาคำพูดของเขา (แม้ปัจจุบันยังแอบคิด) มาตัดสินตัวเรา ว่าเรายึดติดตัวเขา
เราทำไม่ดี เราไร้คุณค่า ฯลฯ

เราเชื่อเขาเพราะเขาธรรมะธัมโม นั่งสมาธิ แต่เขาก็นอกใจเรา ขอเราแต่งงานแล้วก็ทิ้งเราไปแต่งกับคนอื่น
โดยไม่บอกเราสักคำ ปล่อยให้เรารอเขาให้เขากลับมาง้อค่ะ พ่อแม่เรา พ่อแม่เขาก็อับอายกันทั่วหน้า
แต่ก็เข้าใจค่ะ สุขทุกข์อยู่ที่ตัวเรา เขาทำกรรมไม่ดีไว้ กรรมนั้นจะติดตัวเขา...

แต่ยังไงซะความผิดของเขาก็ยังเป็นความผิดอยู่วันยังค่ำ
ผิดศีลยังไงก็ผิดศีล คำพูดลักษณะนั้นเหมือนปัดความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองกระทำมากกว่าค่ะ
อย่าไปเก็บมาคิดแล้วเอามาตัดสินว่าตัวเราไม่ดีนะคะ

นี่แสดงว่าเขาก็ไม่ได้สำนึกผิดอะไรเลยว่าเขาทำผิด ก็ดีแล้วไงคะ ก็รู้เช่นเห็นชาติกันไป
ทำผิดไม่รับผิดก็ผิดที่ตัวเขา ไม่เกี่ยวกับเรา เราไม่ต้องอายอะไรเลย เพราะเราไม่ได้ทำอะไรแย่ๆ แบบเขา
รักษาใจตัวเองให้ดี ปล่อยไปเถอะคนแบบนี้

ทุกข์น่ะเกิดขึ้นจริง เขาทำผิดจริง แต่ถ้าเราเอาตัวออกห่าง ไม่เอาตัวไปเกลือกกลั้วกับทุกข์นั้นก็จะไม่ทุกข์
คนทำผิดยังไงก็ผิด เขาแค่พูดแก้ตัวให้ตัวเองดูดีเท่านั้นแหละค่ะ เราต้องสงสารเขามากกว่าที่คิดไม่ได้

ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 13:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2011, 09:13
โพสต์: 73


 ข้อมูลส่วนตัว


ตัวของเรา สิ่งของเรา ไม่ได้อย่างใจเรา ไม่เป็นอย่างใจเรา ก็เป็นทุกข์ ของคนอื่น ชีวิตคนอื่น รถคนอื่น บ้านคนอื่น ลูกเมียภรรยาคนอื่นกลับไม่ทุกข์ แท้จริงแล้วใครนำทุกข์นี้มาให้




หากผิดพลาดประการใดอโหสิกรรมด้วยครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 13:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2010, 09:07
โพสต์: 762

แนวปฏิบัติ: อานาปาฯ
งานอดิเรก: ศึกษาพุทธธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม
ชื่อเล่น: ปลีกวิเวก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


panlaya เขียน:

ศาสนาสอนให้ดูแต่ตัวเอง ส่วนคนที่เรารักเราปรารถนาดี คนอื่นจะทำในสิ่งผิดก็ปล่อยมันหรือคะ
เห็นเขากินเหล้าเมายา เราก็ทุกข์ เป็นห่วงสุขภาพ เห็นเขาผิดศีลข้อกาเม เราก็ทุกข์เพราะเป็นบาปและเราเจ็บปวด
รู้ว่าเขาโกหก ก็ต้องแกล้งโง่ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะเจ้าคะ


tongue สวัสดีค่ะ คุณ panlaya
องค์พระศาสดาทรงสอนให้เรา รู้จักทุกข์ รู้เหตุแห่งทุกข์ และรู้จักวางทุกข์
เพื่อที่เราจะอยู่กับความทุกข์ได้โดย "ไม่เป็นทุกข์" หรือ ทุกข์น้อยลง...
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า "การเกิด เป็นความทุกข์โดยแท้"
ทุกข์ประจำได้แก่ การเกิด การแก่ และการตาย
ทุกข์ที่จรมาได้แก่ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก
ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รัก ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นสมประสงค์ ก็เป็นทุกข์
ซึ่ง"ทุกข์"ที่กล่าวมานี้มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน....

..และความจริงของมนุษย์..ไม่ชอบและเกลียดกลัวความทุกข์...
ความปรารถนาดีต่อบุคคลอันเป็นที่รัก หรือบุคคลอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีงามและเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
แต่อย่า"คาดหวัง" ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างที่คุณอยากจะให้เป็น เพราะเรา
ไม่สามารถควบคุมเขาเหล่านั้นให้ทำตามความคาดหวังของเราได้...
และเมื่อไม่เป็นดังหวัง ก็เป็นที่มาแห่ง "ความทุกข์" นั่นเอง...

ธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม :b8:

.....................................................
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุสเส
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้คู่ความดี คือผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และเทวดา
วรรคทอง วรรคธรรม โดยท่าน ว.วชิรเมธี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 13:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 ส.ค. 2010, 00:17
โพสต์: 255

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b42: ต้องขออภัย เราสึกจากพระมาปีนี้ 14 ปีแล้วรูปตอนนั้นเป็นพระกรรมฐาน อายุตอนนั้นก็ราว 40 ปี ตอนนั้นบวชก็ หนักไปทางสมรรถกรรมฐาน ปัจจุบันเป็นคนธรรมดานี่แหละ แต่ยังปฏิบัติอยู่เป็นปกติ และก้าวหน้าไปกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ไมบอกว่าแค่ไหน ที่เอารูปมาลงให้เห็นก็เพื่อยืนยันว่า ความคิด ความเห็นที่แสดง ไม่ได้ไปจดจำใครมา เป็นผลจากการปฏิบัติจริงๆ ถ้ายังสับสน จะเข้ามายกตัวอย่างเรื่องตัวกู-ของกู ให้ชัดเจนขึ้น รอนิดหนึ่ง...../เจโตวิมุติ.


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 15:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


panlaya เขียน:
สามีทำผิดศีลข้อกาเม ไปมีกิ๊กที่ทำงาน ปกติไม่เคยเข้าวัดไม่สนใจทำบุญ แต่พอมีปัญหาทั้งมุสาทั้งกาเมทั้งสุรา
กลับมาว่าเราอย่ายึดติด ยึดมั่นถือมั่นในตัวเขา เสียใจทุกข์ใจเจียนบ้า ทะเลาะกันบ่อยจนเสียสุขภาพกายใจ
จึงใช้วิธีพยายามอดทนและใช้การสวดมนต์ ทำบุญแผ่เมตตาถึงเจ้ากรรมนายเวรที่ทำให้เกิดเรื่องร้ายๆนี้
(แต่งงานมา22ปี ไม่มีลูก) กลับมาดูตัวเองปรับปรุงตัวเองมากมายเป็นการใหญ่ ทั้งการบ้าน การเรือน การแต่งกาย
เรื่องบนเตียงฯ จนขาดความเชื่อมั่นในตัวเองไปเลยค่ะ อยากถามผู้รู้ทั้งหลาย
ใครสามารถให้ความสว่างเรื่องนี้ได้บ้างคะ
1 เรื่องความยึดมั่น ตัวกูของกู พอมีเรื่องเราทุกข์เพราะยึดว่าเป็นสามีของกูใช่มั๊ยคะ
2 ถ้าไม่ให้ยึด ให้ปล่อยวาง สามีภรรยาจะไปทำอะไรก็ได้ จะนอกใจก็ได้ อย่าเป็นทุกข์หรือคะ
3 แล้วมีศีลห้า ข้อกาเมไว้ทำไมคะ พอสามีไปมีคนอื่นก็ว่าเราทุกข์เพราะยึดติดเขา แล้วครอบครัว
จะสงบปกติสุขได้อย่างไร
4 สุขทุกข์เขาบอกว่าอยู่ที่ใจ ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้นอกจากใจเราเอง จริงหรือคะ ถ้ามีลูกแล้วลูกเกเรติดยา
เราจะไม่ทุกข์เพราะลูกหรือคะ ถ้ามีสามีแล้วเขาไปมีชู้ เขาไม่ได้ทำให้เราทุกข์หรือคะ
สับสนมากๆ งงค่ะ บางทีเราไม่เข้าใจคำสอนดีพอ หรือคนชั่วเอาคำสอนมาเลี่ยงบาลี หยิบแต่ข้อที่เข้าประโยชน์ตน
อยากให้มีใครช่วยอธิบายภาพรวมให้หน่อยนะคะ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคนที่ได้เจอปัญหาแบบนี้


หยุดแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวรแบบไม่มีวีแววดีกว่าไหม
1 เรื่องความยึดมั่น ตัวกูของกู พอมีเรื่องเราทุกข์เพราะยึดว่าเป็นสามีของกูใช่มั๊ยคะ
คงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก คุณโยมฉลาดและเข้าใจได้ดีแล้ว คุณสามีเอาเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น มาใช่ปะปนกับความเป็นระเบียบเรียบร้อยในชีวิต สับสนกับขนมธรรมเนียมของสังคมอย่างน่าใจหาย อันตรายจริง ๆ เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นเป็นเหมือนดาบสองคม คนเอาไปใช่ลดละเลิกกิเลสตัณหามานะทิฏฐิ ก็จะรู้จักคุณความดี รู้จักให้ทาน รักษาศีล อบรมจิตภาวนา ไถ่ถอนความเห็นผิดได้จริง จิตใจโล่งปลอดโปร่ง

ส่วนผู้นำเอาความไม่ยึดมั่นถือมั่นไปใช่ในทางที่ผิด ในทางทำลายสมบัติคือศีลธรรมของตนเอง ก็จะยิ่งซ้ำร้ายทำอะไรก็ ไม่เห็นทุกข์เห็นโทษที่ตนเองก่อ โยนไปว่าเป็นเราไม่เข้าใจ เรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นเสียอีก ก็จะเถียงกันเรื่องธรรมะ แทนที่จะมองเรื่องถูกหรือผิดแบบเรียบง่ายตรงไปตรงมา ปากอาจว่าไม่ยึดแต่ทุกข์และขุ่นข้องหมองใจอยู่เป็นปกติ เพราะกรรมที่ตนเองก่อ คิดดูเขาไม่มีพฤติกรรมอย่างว่า เขาจะถูกเราจู้จี้ไหม ^^

ดังนั้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นวิบากติดตัวของเขาไปเอง เขาจะต้องทุกข์เพราะเมื่อถึงเวลาที่เรา ได้ธรรมเป็นที่พึ่ง ผู้หญิงคนนั้นไม่จริงใจ เจอผู้ชายมาแย้งกิ๊กไป มีโรคภัยไข้เจ็บ ติดสุราการพนัน ชีวิตอยู่ปากทางอบายอยู่แล้ว ไม่พลักก็จะล้มลงไปเองอยู่วันยังค่ำ ความทุกข์รอติดตามรอให้ผลอยู่แล้วนั่นเอง

ที่นี้ในมุมของเรา เราห้าม(พฤติ)กรรมภายนอก ที่เกิดจากสามีไม่ได้ ถ้าห้ามได้ก็ไม่ทุกข์ ที่ทุกข์ ก็เพราะห้ามไม่ได้ แปลว่าเราควบคุม ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในใจเราได้ แต่เราควบคุมความไม่ยึดมั่นถือมั่นที่ผิด ๆ ของเขาไม่ได้ เรายังอยู่ระหว่างปากทาง คือมีสามีที่ใกล้และเฉียดอบาย คือความไม่เจริญความเสื่อมทั้งปวง จะมีวิธีการใดนอกจากหันหน้าเข้าหาพระธรรม มีพระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งเป็นสรณะ

เพราะสิ่งนี้จะนำมาซึ่งความสุข ซึ่งบุญและความดี ทำให้เราเห็นข้อเสียและไม่เอาแบบอย่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นความเห็นผิดอย่างนั้น เรามีกรรมที่คล้องสัมพันธ์กับเขาแล้ว เป็นของเขาแล้ว รักเขาแล้ว หรือแม้แต่จะเกลียดเขาบ้างในบางครั้งก็ตาม เราไม่ยึดถือ ไม่ไปทุกข์ กรรมเราเราทำเอง กรรมเขาเขาทำเอง สุขทุกข์จึงเกิดจากการไม่พยายามที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรก่อนทั้งนั้น นอกจากเปลี่ยนแปลงที่จิตใจเรา เมื่อเรารู้ว่า ทุกคนเกิดมามีกรรมเป็นของตัวเอง ต้องมาทำกรรมดีให้ดีขึ้น จะได้ไม่ต้องมาเป็นทุกข์แบบนี้ไปอีกหลาย ๆ ชาติ ก็ต้องอบรมทาน ศีล ภาวนา ลดละความยึดถือที่เรามี ต่อตัวเราเอง เมาชีวิตว่า ยังไม่แก่ ยังไม่เจ็บ ยังไม่ตาย เช่นเดียวกับเขา ที่ก็เมาในความไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายเหมือน ๆ กันกับเรา แถมพก ความเห็นผิด มิจฉาทิฏฐิเพิ่มเติม อย่างน่าใจหาย

2 ถ้าไม่ให้ยึด ให้ปล่อยวาง สามีภรรยาจะไปทำอะไรก็ได้ จะนอกใจก็ได้ อย่าเป็นทุกข์หรือคะ

ข้างต้นอธิบายไปแล้ว ไม่ยึดถือแล้วเป็นสุข หรือไม่ยึดถือแล้วเป็นทุกข์ ดูที่ผลที่ได้รับก็ได้ ว่าความไม่ยึดถือนั้นมันทำให้เกิดปัญญา หรือทำให้เกิดปัญหา ถ้าทำให้เกิดปัญหา ทำใจให้เสียความเป็นปกติ เพราะตัณหามันนำปัญญา บุคคลทั้งหลายก็จะอ้าง ความไม่ยึดมั่นถือมั่นและกระทำผิดศีลผิดธรรม เพราะไม่คิดว่าบาปกรรมจะตามทันนั่นเอง บอกไปแล้ว กรรมใครกรรมมันไม่มีใครใหญ่กว่ากรรม เราทำดีของเราไป ละความยึดถือมัวเมาประมาท ว่าฉันยังหนุ่มสาว ฉันยังไม่แก่ไม่เจ็บป่วย ไม่ตาย อย่าได้ประมาท เมื่อบุคคลหมั่นพิจารณาแบบนี้ ก็จะหาบุญหากุศล ฟังเทศน์ฟังธรรม ขวนขวายเชื่อเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก ได้ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจ พัฒนาปัญญาตนเอง ^^

3 แล้วมีศีลห้า ข้อกาเมไว้ทำไมคะ พอสามีไปมีคนอื่นก็ว่าเราทุกข์เพราะยึดติดเขา แล้วครอบครัว
จะสงบปกติสุขได้อย่างไร

คิดว่าได้แนะนำให้พอเข้าใจสังเขป ๆ คร่าว ๆ แล้วนะครับ อย่าสนทนาความเข้าใจธรรมะเรื่องตัวกูกันอยู่ สนความสุข สนบุญบาปดีกว่า ใครทำใครได้ ชีวิตเป็นของน้อย จะมามัว ห่วงหวง คนที่ต้องเกิดแก่เจ็บตาย แถมเห็นผิดประมาทในชีวิตเพื่ออะไร แถมเราเองก็เหมือนกัน ก็ต้องแก่เจ็บตายเหมือน ๆ กัน มีอะไรน่ายึดไปกว่าธรรม กว่าความดี ของสกปรกเรายังขจัดทิ้ง อกุศลและความไม่ดีต่าง ๆ เราจัดการได้ในส่วนของเรา มีกัลยณมิตรแนะนำวิธีได้มากมาย ค่อย ๆ ศึกษา มีธรรมเป็นที่พึ่งนะครับ

4 สุขทุกข์เขาบอกว่าอยู่ที่ใจ ไม่มีใครทำให้เราทุกข์ได้นอกจากใจเราเอง จริงหรือคะ ถ้ามีลูกแล้วลูกเกเรติดยา
เราจะไม่ทุกข์เพราะลูกหรือคะ ถ้ามีสามีแล้วเขาไปมีชู้ เขาไม่ได้ทำให้เราทุกข์หรือคะ

ก็คงยังเป็นประเด็นเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นที่ผิด ๆ อยู่ดี อย่างที่แสดงไปครับ ใช้ถูกมันให้ผลดี ใช้ผิดมันก็ยิ่งให้ผลร้าย เพราะเห็นแก่ตัวและมีตัวกูซ่อนอยู่นั่นแหละ เลยปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องทำให้คนอื่นทุกข์ ถ้าคนรักกันพูดแบบนี้ คนมีครอบครัวพูดแบบนี้ นั่นแสดงว่าใช่ ความไม่ยึดมั่นถือมั่นผิดหรือถูก ก็ขออนุโมทนาที่สงสัย และควรใส่ใจต่อดาบสองคมของความไม่ยึดมั่นถือมั่น เอาใจช่วยเจริญพร


รูปภาพ


Credit image by:
http://www.suansanook.com/howto/?p=70 ขี้หึง นิสัยขี้หึง วิธีแก้

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 17:04 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


เจโตวิมุติ เขียน:
:b42: ต้องขออภัย เราสึกจากพระมาปีนี้ 14 ปีแล้วรูปตอนนั้นเป็นพระกรรมฐาน อายุตอนนั้นก็ราว 40 ปี ตอนนั้นบวชก็ หนักไปทางสมรรถกรรมฐาน ปัจจุบันเป็นคนธรรมดานี่แหละ แต่ยังปฏิบัติอยู่เป็นปกติ และก้าวหน้าไปกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ไมบอกว่าแค่ไหน ที่เอารูปมาลงให้เห็นก็เพื่อยืนยันว่า ความคิด ความเห็นที่แสดง ไม่ได้ไปจดจำใครมา เป็นผลจากการปฏิบัติจริงๆ ถ้ายังสับสน จะเข้ามายกตัวอย่างเรื่องตัวกู-ของกู ให้ชัดเจนขึ้น รอนิดหนึ่ง...../เจโตวิมุติ.


จะรอนะคะ ขอบคุณมากที่เป็นกำลังใจ อธิบายไว้ค่อนข้างชัดเจน แต่สติปัญญาเรื่องธรรมของตัวเองยังจำกัด
แต่ทุกข์มีไม่จำกัด สู้แทบไม่ไหวเลยค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 17:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


ความปรารถนาดีต่อบุคคลอันเป็นที่รัก หรือบุคคลอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ดีงามและเป็นสิ่งที่พึงกระทำ
แต่อย่า"คาดหวัง" ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นอย่างที่คุณอยากจะให้เป็น เพราะเรา
ไม่สามารถควบคุมเขาเหล่านั้นให้ทำตามความคาดหวังของเราได้...


ขอบคุณค่ะที่เตือนใจ เรื่องความคาดหวัง คงจะจริงนะคะ พ่อแม่เลี้ยงลูกก็คาดหวังให้เป็นคนดี มีความกตัญญู
มีสามีก็คาดหวังให้เขาเป็นคนดี รักลูกรักเมีย พอดีไม่ได้ก็ผิดหวัง...ทุกข์จริงๆ


แก้ไขล่าสุดโดย panlaya เมื่อ 11 ก.พ. 2011, 17:16, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 17:15 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


การปล่อยวางหรือวางเฉยนั้นต้องพิจารณาว่าดีหรือยังแล้วค่อยปล่อยวาง
ไม่ใช่ปล่อยทิ้งโดยมิได้ไตร่ตรองด้วยปัญญา


อันนี้อยากให้ขยายความกันสักหน่อยนะคะ ผู้รู้ทุกท่าน
เรื่องการปล่อยวาง หรือวางเฉย กับอุเบกขา ความหมายเหมือนกันไหมคะ
ถ้ามีตัวอย่างก็ดีค่ะ เข้าใจยากมาก อย่างสามีนอกใจ ให้ปล่อยวางอย่างไรคะ
ถามจริงๆ มิได้กวนนะคะ อยากรู้และอยากทำให้ได้มากๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 17:19 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณท่าน"พุทธฏีกา" อย่างสูง การเสียสละเวลาของท่านอธิบายปัญหาอย่างละเอียด
และงดงาม จะพยายามทำความเข้าใจทุกข์ และจะต้องอยู่กับทุกข์ให้ได้ อย่างทุกข์น้อยค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.พ. 2011, 17:24 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2011, 09:04
โพสต์: 32


 ข้อมูลส่วนตัว


ทุกข์น่ะเกิดขึ้นจริง เขาทำผิดจริง แต่ถ้าเราเอาตัวออกห่าง ไม่เอาตัวไปเกลือกกลั้วกับทุกข์นั้นก็จะไม่ทุกข์
คนทำผิดยังไงก็ผิด เขาแค่พูดแก้ตัวให้ตัวเองดูดีเท่านั้นแหละค่ะ เราต้องสงสารเขามากกว่าที่คิดไม่ได้


ขอบคุณกำลังใจนะคะ คนที่เคยประสบ และผ่านเหตุการณ์นี้มาได้ ต้องเข้มแข็งมากๆ
ดิฉันสงสารตัวเองมากไปหนือเปล่า ต้องกลับไปสงสารความมืดบอดในใจเขาให้มากๆ
จะลองพยายามดูค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.พ. 2011, 11:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ส.ค. 2010, 22:40
โพสต์: 2


 ข้อมูลส่วนตัว


สาธุค่ะท่านพุทธฎีกา :b46:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 32 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร