วันเวลาปัจจุบัน 05 ส.ค. 2026, 05:24  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 35


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๑


สมัยหนึ่งขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย มีคราวหนึ่งพระองค์ได้ทรงปรารภถึงภิกษุผู้ไม่ยินดีในธรรม มีใจใคร่จะสึกว่า “ เราได้ยินว่ากุลบุตรชาวสาวัตถีถวายตนมาบรรพชา ขณะบิณฑบาตเห็นสตรีแต่งกายงดงามก็เก็บเอาไปฝัน ถึงกับปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนกายผ่ายผอม เล็บงอกยาว จีวรเศร้าหมอง อุปมาดั่งเทวบุตรเห็นนิมิตบ่งว่าตนใกล้ถึงกาลจุติแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ”

บรรดาสงฆ์พอฟังต่างก็ร้อนใจ จึงสั่งให้พระรูปหนึ่งไปตามภิกษุรูปดังกล่าวมาเข้าเฝ้าทันที เมื่อพระที่ถูกพาดพิงมาถึงและได้ถวายอภิวาทสมเด็จพระผู้มีพระภาคเสร็จ องค์จอมปราญ์จึงตรัสถาม “ ดูก่อนนวกะ เราได้ยินว่าเธอจะสึกหรือ? ” ภิกษุผู้ถูกกามรุมเร้าได้ทูล “ เป็นเช่นนั้น พระพุทธเจ้าข้า ” องค์บรมครูครั้นทรงสดับจึงตรัส “ ดูก่อนบุตรแห่งเรา ขอเธอจงอย่าสึกเลย ขึ้นชื่อสตรีย่อมเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ ขอเธอจงเจริญสติให้ตั้งมั่นเถิด อย่าปล่อยให้กิเลสเข้าครอบงำดวงจิตเลย บุรุษใดแม้ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก แต่ฤทธิ์ของเขาก็ต้องเสื่อมเพราะมีใจไปหลงใหลในสตรี สุดท้ายต้องถึงความพินาศก็เพราะมาตุคามเป็นเหตุ ”

พอตรัสจบก็ทรงนิ่งเฉย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดอีก ภิกษุทั้งหลายเมื่อฟังพระดำรัสแบบครึ่งๆกลางๆ ต่างก็ปรารถนาจักทราบความนัยโดยละเอียด จึงอาราธนาพระองค์ให้ทรงขยายความ องค์สมเด็พระชินสีห์ครั้นทรงสดับคำขอเหล่าสงฆ์ จึงทรงยกเอานิทานในชาติปางก่อนขึ้นมาแสดงโดยมีเนื้อหาใจความ

ย้อนไปเมื่อครั้งอดีต ณ กรุงกุสาวดีแคว้นมัลละ มีราชาพระองค์หนึ่งชื่อว่า พระเจ้าโอกกากราช ทรงเป็นกษัตริย์ที่ประชาชนต่างให้ความเคารพเทิดทูนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยพระองค์ทรงใช้ทศพิธราชธรรมในการปกครองแผ่นดิน ดังนั้นภายใต้ร่มบรมโพธิสมภาร แผ่นดินแคว้นมัลละจึงมีแต่ความ สุขสงบ ประชาชนอยู่ดีกินดี พระเจ้าโอกกากราชทรงมีมเหสีนางหนึ่งชื่อว่า สีลวดี ทรงเป็นสตรีที่มีความงามทั้งกายและใจ โดยเฉพาะศีลาจารวัตรที่ทรงยึดถือปฏิบัติ ได้เป็นที่เลื่องลือจนคนทั่วแคว้นต่างก็ทราบกันดี จอมราชันจึงทรงรักใคร่มเหสีนางนี้ยิ่งกว่าชีวิตจิตใจ

แต่ทุกสิ่งล้วนไม่มีอะไรสมบูรณ์ หลังเทวีอภิเษกสมรสกับจอมกษัตริย์ ผ่านไปหลายปีพระนางก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราชได้ ดังนั้นจึงทำให้ชาวเมืองไม่พอใจ วันหนึ่งหลังจากที่เหล่าชาวเมืองต่างรอมาเป็นเวลานาน ในที่สุดพวกเขาก็มิอาจจักทนต่อไปได้อีก จึงพากันมารวมตัวที่ลานหน้าพระบรมราชวังเพื่อร้องเรียนพระราชา ว่าบ้านเมืองจักถึงกาลพินาศหากพระองค์ยังทรงไร้ซึ่งรัชทายาทสืบสันตติวงศ์

องค์ราชาเมื่อทรงสดับก็ตรัสว่าพระองค์ทรงปกครองแผ่นดินโดยธรรมไฉนบ้านเมืองจึงจักพินาศเล่า แต่ชาวเมืองแย้งว่าถึงจักทรงปกครองด้วยทศพิธราชธรรมก็จริง แต่การที่ทรงไร้ซึ่งรัชทายาทอาจเป็นสาเหตุให้ชนเหล่าอื่นคิดก่อสงครามช่วงชิงพระราชสมบัติได้ แล้วก็จักลุกลามบานปลายจนนำไปสู่ความพินาศของบ้านเมือง ฉะนั้นขอโปรดทรงขวนขวายให้ได้ซึ่งรัชทายาทโดยไวเถิด พระราชาครั้นทรงสดับเหตุผลชาวเมืองพระองค์ก็ทรงเห็นด้วยกับพวกเขา แต่จักให้ทรงทำเช่นใด ก็ในเมื่อบรรดาสนมทั้งหลายพวกนางล้วนไม่ตั้งครรภ์เอง

เหล่าเสนาเมื่อเห็นทีท่าของจอมกษัตริย์เริ่มจักคล้อยตามชาวเมืองแล้ว แต่ไม่รู้จักทรงทำเช่นไร จึงทูลว่าหากพระองค์ทรงประสงค์จักได้รัชทายาทแล้ว มันก็พอจักมีทาง คือพระองค์ต้องยอมให้สนมวัยสาวออกจากวังไปมีสัมพันธ์กับบุรุษนอกวังเป็นเวลาเจ็ดวัน จากนั้นเรียกนางกลับวังมาเก็บตัวเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากครบหนึ่งเดือนนางยังไม่ตั้งครรภ์ ก็ให้สนมนางถัดไปทดลองดู ทำอย่างนี้ไปเรื่อยจนถึงสนมรุ่นกลางแลรุ่นใหญ่ ในบรรดาสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางที่ทรงมีอยู่ เชื่อว่าจักต้องมีสักนางที่สามารถให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระองค์ได้แน่ จอมราชาครั้นทรงสดับก็ให้ทรงดีพระทัย มิได้ทรงรู้สึกหวงแหนในนางสนมแต่อย่างใด ทรงบัญาให้เหล่าเสนาอำมาตย์รีบไปดำเนินการตามคำแนะนำทันที

หลังจากวันที่เริ่มทดลอง ผ่านไปหลายปีก็ยังไม่มีข่าวคราวขององค์รัชทายาทแพร่ออกมาให้ได้ยิน แผ่นดินแคว้นมัลละยังคงเงียบเชียบเหมือนเดิม เหล่าชาวเมืองที่ต่างเฝ้ารอมาเป็นเวลานาน ครั้นเห็นว่าเวลามันก็ล่วงก็เลยมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่มีข่าวคราวขององค์รัชทายาทเลย จึงพากันมารวมตัวหน้าลานพระบรมมหาราชวังอีกครั้ง เพื่อทวงถามพระราชา

ครั้งนี้จอมกษัตริย์ได้ตรัสว่าพระองค์ได้ทรงทำตามที่พวกเขาบอกทุกประการแล้วจนไม่เหลือสนมสักนาง แต่เหตุใดสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางจึงมิอาจตั้งครรภ์ได้ พระองค์ก็มิทรงทราบเช่นกัน เหล่าชาวเมืองพอฟังพระดำรัสก็ให้ประหลาดใจ จึงรีบรวมกลุ่มปรึกษาหารือกัน หลังจากที่ได้ระดมความคิดในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อสรุปว่าในบรรดาสนมทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางนี้ ทุกนางต่างต้องเป็นผู้ทุศีลเสียเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่มีนางใดสามารถให้กำเนิดพระโอรสได้

ด้วยผู้มีบุญจักลงมาเกิดนั้น มารดาจักต้องเป็นผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์ ฉะนั้นหากพระองค์ทรงประสงค์จักได้รัชทายาทแล้ว ก็ขอโปรดทรงอนุญาตให้พระนางสีลวดีผู้เป็นพระอัครมเหสีได้ทรงทดลองเถิด ด้วยพระนางทรงเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ หากพระนางทรงยอมเชื่อว่าแคว้นเราจักต้องได้รัชทายาทไว้สืบราชบัลลังก์แน่ จอมราชาเมื่อทรงสดับก็ถึงกับสีพระพักตร์ซีดเผือด มิอาจจักตรัสคำพูดคำใดออกมาได้ ด้วยพระมเหสีนางนี้หากเปรียบไป ก็เทียบได้กับชีวิตจิตใจพระองค์ แต่เพื่อบ้านเมืองจำต้องทรงตัดพระทัย

หลังจากทรงยอมทำตามคำแนะนำของชาวเมืองแล้ว ราชาโอกกากราชก็รับสั่งให้ทหารออกไปป่าวประกาศทั่วราชอาณาจักร นับจากนี้เป็นเวลา ๗ วัน พระนางสีลวดีราชเทวีจักทรงออกจากวังไปเลือกบุรุษเพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่แคว้น บุรุษผู้ใดอยากถูกรับเลือกให้มารอที่ลานหน้าพระบรมมหาราชวังโดยพร้อมเพรียงกัน ครั้นถึงกำหนด สมเด็จพระราชาธิบดีก็ได้ทรงให้นางกำนัลแต่งองค์พระชายาอันเป็นที่รักด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จากนั้นก็รับสั่งให้ยามรักษาการณ์เปิดบานทวารพระบรมมหาราชวังออกจนสุด อัญเชิญองค์เทวีเสด็จพระราชดำเนินสู่ภายนอก

ในเวลาเดียวกัน ณ ภพดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของมเหสักขจอมเทพผู้เลื่องชื่อนามว่าท้าวสักกเทวราช ด้วยอานุภาพแห่งศีลที่พระนางสีลวดีได้ทรงรักษา ทันทีที่พระนางทรงย่างพระบาทพ้นบานทวารพระบรมมหาราชวัง ภพของเทพราชันก็เกิดเร่าร้อนขึ้นมาทันใด จอมเทพผู้เรืองศักดาพอทรงเห็นก็ทรงรู้ว่าบัดนี้แดนมนุษยโลกต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นเป็นแน่ ดังนั้นจึงทรงกำหนดทิพเนตรดู

ทันใดก็ทรงทราบว่าพระนางสีลวดีผู้เปี่ยมด้วยศีลกำลังจะเสียสละตนเพื่อบ้านเมือง โดยทรงยอมไปมีความ สัมพันธ์กับบุรุษอื่นที่มิใช่สามี เพื่อให้กำเนิดรัชทายาทแก่พระเจ้าโอกกากราช พอทรงทราบเยี่ยงนั้นจอมเทพแห่งตาวติงสาก็มิอาจจักทรงทนนิ่งเฉยได้ จึงดำริ “ เราจะปล่อยให้ศีลของเทวีต้องมาด่างพร้อยเพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ได้ แลจักต้องให้นางได้พระโอรสสมปรารถนาด้วย! แต่ว่าจักต้องทำอย่างไรหนอ? ”

ทันใดภาพของพระโพธิสัตว์ซึ่งถึงกาลใกล้จุติจากดาวดึงส์ภพไปบังเกิดยังเทวภูมิชั้นที่สูงกว่า ก็ปรากฏขึ้นในมโนทวารของเทพราชัน ท้าววาสพพอทรงทราบก็มิรอช้า รีบเสด็จไปยังวิมานของพระมหาสัตว์พร้อมเทพผู้ติดตามทันที พอถึงก็ไม่ทรงพูดพร่ำทำเพลง ตรัสกับเทพโพธิสัตว์ “ ดูก่อนมหาสัตว์ ขอท่านจงลงไปเกิดยังภพมนุษย์ในครรภ์ของพระมเหสีสีลวดีเถิด ”

เทพโพธิสัตว์พอฟังก็ให้ประหลาดใจ จึงคิดจักซักถาม แต่ยังมิทันจะอ้าปากองค์เทพราชันก็ทรงหันไปตรัสกับเทพผู้ติดตามข้างๆทันที “ ดูก่อนท่านมาตุลี ถึงท่านก็เช่นกัน จงลงไปเกิดเป็นพระโอรสของพระนางสีลาวดีร่วมกับพระมหาสัตว์เถิด” พอรับสั่งจบท้าวสหัสนัยน์ก็ไม่รอช้า รีบเสด็จลงจากดาวดึงส์เทวโลกมาปรากฏกายยังลานหน้าพระบรมมหาราชวังในร่างพราหมณ์แก่ทันที ปล่อยให้สองเทพบุตรต่างยืนมองกันด้วยความงุนงง

เวลานั้น ณ ลานหน้าพระบรมมหาราชวังอันกว้างใหญ่ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนจักคับแคบไปถนัด เนื่องจากมีบุรุษมารวมตัวกันจนแทบจะหาที่ยืนมิได้ ไม่ว่าจะเป็นบุรุษน้อยบุรุษใหญ่ ไล่ไปจนถึงบุรุษวัยใกล้ขึ้นเมรุ ต่างก็พากันมายืนอวดโฉมรอให้พระนางสีลวดีเลือกตนไปเป็นคู่อภิรมย์กันให้สลอน คนเหล่านั้นพอเห็นท้าวสักกะในร่างพราหมณ์ชราก็มายืนปิดท้ายรอรับเลือกกับเขาด้วย ต่างก็พากันหัวเราะขึ้นมา

ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังพูดจาเยาะเย้ยถากถางกันไปต่างๆนานาอีก พราหมณ์เฒ่าเมื่อถูกเหล่าฉกรรจ์ดูถูกก็ให้เกิดมีโมโห จึงพูดจาตะกุกตะกักโต้กลับไป “ ชิ..ชะ!..เจ้าพวก..ผู้..เยาว์..ถึง..กาย..เรา..จักแก่..แต่ความ..กระชุ่ม..กระชวย..มันหาได้แก่..ตาม..ไปไม่..เสีย..เมื่อไหร่ครั้งนี้..เราจัก..แสดง..ให้เห็น..ว่าพระนาง..สี..ล..วดี..จัก..ต้อง..เป็น..ของ..เรา..จง..รอดูเถอะ! ”

บรรดาชายหนุ่มเมื่อได้ฟังคำโต้ตอบติดๆขัดๆของพราหมณ์ชราพวกเขาก็ยิ่งหัวเราะขบขันกันยกใหญ่ แต่พราหมณ์แก่หาสนใจไม่เนื่องจากเขากำลังหาวิธี ว่าจะทำอย่างไรจึงจักสามารถพาพระนางสีลวดีออกไปจากสถานที่นี้ได้โดยที่ไม่มีใครรู้ ทันใดก็นึกขึ้นได้จึงตะโกนออกไปด้วยเสียงอันดัง “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ขอจงเปิดทางให้กับข้าพเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! ”

ช่างน่าประหลาดนัก เสียงที่พราหมณ์เฒ่าตะโกนออกไปครั้งนี้ ไฉนมันจึงมิได้สั่นพร่าแลตะกุกตะกักเหมือนดั่งที่พูดคราแรก แต่กลับกึกก้องกังวานราวกับระฆังเงินใบใหญ่ที่ถูกตีโดยผู้ที่มีพละกำลังจนทำให้แก้วหูของคนทั้งหมดในลานถึงกับลั่นอื้อ แหละพอสิ้นเสียงตะโกนพราหมณ์ชราที่เห็นงกๆเงิ่นๆ หลังงองุ้ม ฉับพลันเขาก็เปลี่ยนทีท่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ กระโจนพรวดขึ้นไปข้างหน้าสุดตัวราวกับอาชาชำนาญศึกยังไงก็ยังงั้น

เหล่าบุรุษที่อออยู่แถวหน้าๆ ขณะกำลังยืนงงอยู่กับเสียงกัมปนาทกึกก้อง พอสิ้นเสียงตะโกนพวกเขาก็รู้สึกเหมือนมีแรงไร้สภาพอะไรสักอย่างที่มีกำลังมหาศาล กระแทกเข้าใส่อย่างจังจนถึงกับทำให้พวกตนต้องกระเด็นกระดอนกันไปคนละทิศคนละทาง นอนฟุบดินร้องโอดโอยกันให้ลานตาไปหมด เพียงพริบตาพราหมณ์แก่ที่ยืนปิดท้าย ฉับพลันก็ขึ้นมายืนโอดโฉมอยู่แถวหน้าสุดได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์!

ขณะนั้นพระนางสีลวดีได้เสด็จมาถึงเบื้องหน้าพราหมณ์เฒ่าพอดี ดังนั้นเขาจึงไม่รอช้า เอื้อมมือไปคว้ามับที่ข้อพระหัตถ์ของนางเอาไว้ จากนั้นก็ไม่รอให้นางได้ทันเอ่ยวาจา รีบจูงโฉมงามออกจากลานหน้าพระบรมมหาราชวังหายลับไปในผู้คนทันที

ฝ่ายบรรดาบุรุษที่มัวแต่หันไปดูหมู่คนเจ็บที่นอนอยู่บนพื้น ไม่มีผู้ใดได้ทันสังเกตว่าที่ด้านหน้ามันเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น พอหันกลับมาก็ไม่เห็นร่างของมเหสีสีลวดีและพราหมณ์ชราแล้ว จึงต่างพากันผรุสวาทออกไปต่างๆนาๆ “ ดูเถิดท่านผู้เจริญ! พราหมณ์แก่ได้พาพระเทวีผู้เลอโฉมหนีไปเสียแล้ว ตาเฒ่านี่ช่างไม่รู้เลยว่าสิ่งใดควรฤามิควรกับตน ถึงกระนั้นแม้องค์เทวีก็เถิด ไฉนจึงไม่ทรงทุบถองเจ้าเฒ่านี้สักทีสองที ไยจึงยินยอมไปกับพราหมณ์ชราคราวปู่กันเสียง่ายๆเยี่ยงนี้ มันช่างน่าแค้นใจจริงๆ! ”

ด้านพระเจ้าโอกกากราชซึ่งทรงแอบมองนางอันเป็นที่รักอยู่ทางช่องพระแกล ครั้นทรงเห็นพราหมณ์ชราพาพระชายาจากไปก็ทรงรู้สึกเสียพระทัยไม่แพ้เหล่าบุรุษเช่นกัน!

กล่าวถึงพราหมณ์เฒ่า หลังพาพระมเหสีสีลวดีแยกจากฝูงชนแล้ว เขาก็พานางมายังเรือนไม้ที่ตนได้เนรมิตรอไว้ พอมาถึงก็เชิญนางขึ้นข้างบน ลำดับนั้นพระเทวีพอทรงเห็นเรือนไม้ของพราหมณ์ชราพระนางก็ทรงรู้สึกกังขาขึ้นมาทันที เนื่องจากมันช่างใหญ่โตโอฬารเกินกว่าฐานะที่ พรามหณ์แก่ๆอย่างเขาจักพึงมี จึงตรัสถามพลัน “ พ่อเอ้ย นี่เรือนของพ่อรึ? ”

จอมเทพในร่างพราหมณ์ชราพอฟังจึงตอบ “ ใช่แล้วน้องหญิง กาลก่อนพี่อยู่คนเดียว บัดนี้มีน้องมาอยู่ด้วย ฉะนั้นเดี๋ยวพี่ต้องออกไปหาข้าวสารมาเพิ่มก่อน ขอน้องจงพักให้สบายบนเครื่องลาดนี้เถิด ” ไม่เพียงแต่พูด ว่าแล้วท้าวสุรบดีในร่างพราหมณ์เฒ่าก็ทรงยื่นพระหัตถ์ไปแตะที่พระกรขององค์เทวีโดยที่นางมิทันระวังตัว มเหสีสีลวดีพอทรงถูกฝ่าพระหัตถ์ของจอมเทพแตะใส่ บัดนั้นก็ทรงรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนขึ้นมาทันใด ไม่ถึงอึดใจก็ทรงเผลอหลับไปโดยไม่รู้พระองค์

ลำดับนั้นท้าวโกสีย์พอทรงเห็นโฉมพิลาสหลับหมดสติแล้วจึงทรงอุ้มนางเข้าไว้ในอ้อมพระอุระ จากนั้นก็ไม่รอช้า ทรงทะยานขึ้นท้องฟ้าเหาะกลับดาวดึงส์เทวโลกไปทันใด เมื่อถึงภพดาวดึงส์ก็ทรงวางองค์เทวีลงบนทิพอาสน์ในไพชยนต์ปราสาท จากนั้นจึงเสด็จออกมาพัก ผ่อนคลายพระอิริยาบถในสวนอุทยานทิพย์ปุณฑริกวันเพื่อรอนางตื่น

กล่าวถึงมเหสีสีลวดี หลังจากทรงหลับใหลไปพักใหญ่พระนางก็ทรงฟื้นสติขึ้นมา พอทรงลืมพระเนตรขึ้นมาเห็นห้องบรรทมที่มีความงดงามเหนือคำบรรยาย ข้าวของที่ตกแต่งแต่ละชิ้นล้วนไม่เคยทรงพบจากที่ไหนมาก่อน ก็ทรงทราบทันทีว่าพราหมณ์ชราผู้นี้คงจักมิใช่มนุษย์เสียเป็นแน่ เห็นทีคงเป็นท้าวสักกะจำแลงมา ดังนั้นจึงทรงรีบลุกจากพระแท่นบรรทมเสด็จออกไปยังนอกตัวปราสาททันที

เพลานั้นสมเด็จพระอมรินทร์ทราธิราชกำลังประทับอยู่บนพระแท่นบัณฑุกัมศิลาอาสน์ ใต้ร่มปาริฉัตร มีเหล่านางฟ้านับพันรายล้อม องค์เทพราชาพอทรงเห็นพระนางสีลวดีเสด็จออกมาจึงทรงกวักพระหัตถ์เรียก พระเทวีพอทรงเห็นจึงเสด็จเข้าไป เมื่อทรงไปถึงจอมเทพแห่งตาวติงสาได้ตรัส

“ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้เจ้าคงทราบแล้วว่าพี่เป็นใคร การที่พี่พาเจ้ามายังภพดาวดึงส์ก็เพราะไม่ปรารถนาให้ศีลของเจ้าต้องด่างพร้อย แลอีกประการก็เพื่อต้องการจักให้เจ้าได้สมปรารถนา ดังนั้นพี่จะให้พรเจ้าข้อหนึ่ง ขอเจ้าจงบอกมาเถิดว่าต้องการสิ่งใด? ”

มเหสีสีลวดีพอทรงได้ฟังก็ให้ทรงตื้นตันพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทูลบอกมเหสักเทวราชไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงฤทธิ์ หม่อมฉันปรารถนาจักได้พระโอรสองค์หนึ่งเพคะ ขอพระองค์โปรดทรงประทานพระโอรสให้แก่หม่อมฉันด้วยเถิด ” ท้าวสุชัมบดีครั้นทรงสดับจึงตรัส

“ ดูก่อนน้องหญิง กระไรเลยจึงกล่าววาจาห่างเหินเยี่ยงนั้น ฤาน้องเห็นพี่มีฤทธิ์ต่ำต้อย พี่ท้าวสักกะผู้ทรงฤทธิ์! อย่าว่าแต่พระโอรสหนึ่งองค์เลย พี่จักให้พระโอรสแก่เจ้า ๒ องค์ก็มิเห็นจักเป็นเรื่องยากอันใด แต่พระ โอรสทั้งสองนี้ องค์หนึ่งจักเป็นผู้เรืองปัญญามากสามารถ แต่รูปลักษณ์กลับไม่งดงาม ส่วนอีกองค์จักเป็นผู้ที่มีรูปงาม แต่ด้อยสามารถ ไม่ทราบโอรสทั้งสองนี้น้องปรารถนาองค์ใดก่อน? ”

มเหสีแคว้นมัลละพอทรงสดับก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยยิ่งนัก รีบทูลว่า “ ขอเดชะ หม่อมฉันปรารถนาพระโอรสที่เรืองปัญญาก่อนเพคะ ” ท้าววาสพครั้นทรงสดับจึงตรัสตอบทันที “ ดูก่อนน้องหญิง เจ้าจักได้ตามที่เจ้าต้องการ แลนอกจากพรหนึ่งข้อแล้ว พี่ยังจักประทานสิ่งของให้เจ้าอีก ๕ อย่าง คือ หญ้าคาทิพย์หนึ่ง ผ้าทิพย์หนึ่ง จันทน์ทิพย์หนึ่ง ดอกปาริฉัตรทิพย์หนึ่ง แลพิณโกกนทหนึ่ง ให้เจ้าเอากลับติดตัวไปด้วย ”

ตรัสจบจอมเทพแห่งดาวดึงส์ก็ทรงบันดาลให้มเหสีสีลวดีทรงหมดสติไปทันใด จากนั้นก็ทรงอุ้มนางเสด็จลงจากเทวโลกสู่แดนมนุษย์ ณ พระบรมมหาราชวังของพระเจ้าโอกกากราช ทรงวางพระนางลงบนพระแท่นบรรทมของจอมราชา ก่อนจักเสด็จกลับจอมเทพแห่งตาวติงสาได้ทรงใช้พระอังคุฐ (นิ้วหัวแม่มือ) ลูบพระนาภี (ท้อง) ขององค์เทวีขึ้นแลลงหนึ่งครั้ง แล้วจึงทรงทะยานขึ้นเวหาเหาะกลับดาวดึงส์ภพไป

ช่างน่าอัศจรรย์นัก ทันทีที่ท้าวโกสีย์ทรงลูบพระนาภีของพระมเหสีสีลวดีเท่านั้น บัดนั้นพระโพธิสัตว์เทพบุตรที่กำลังบรรทมหลับอยู่ในปราสาททองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ถึงกาลจุติจากเทวโลกลงมาปฏิสนธิในครรภ์ของจอมเทวีในเวลานั้น ทันทีทันใดเช่นกัน

พอเทพโพธิสัตว์ปฏิสนธิในครรภ์สำเร็จองค์เทวีก็ทรงฟื้นพระสติขึ้นมา และก็ทรงทราบว่าบัดนี้นางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้วเช่นกัน! รุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าโอกกากราชทรงตื่นจากบรรทมแลทรงได้เห็นพระชายาบรรทมหลับอยู่ ข้างกายก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงรีบปลุกนางให้ตื่นทันที

“ ดูก่อนน้องหญิง เจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดรึ? ใครเป็นคนพาเจ้าเข้ามา? ” องค์เทวีซึ่งกำลังทรงหลับอยู่อย่างเป็นสุข ครั้นทรงได้ยินเสียงเรียกจึงทรงค่อยๆลืมพระเนตรขึ้น จากนั้นจึงทูล “หม่อมฉันมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนเพคะ ท้าวสักกะทรงพาหม่อมฉันกลับมายังโลกมนุษย์ ” จอมราชันเมื่อทรงสดับก็ถึงกับพระเนตรเบิกกว้าง ทรงรู้สึกประหลาดพระทัยเป็นล้นพ้น หลังจากทรงพยายามตั้งพระสติจึงตรัสถามพระชาย

“ ดูก่อนพระเทวี เราเห็นเจ้าถูกพราหมณ์ชราพาไป ไฉนจึงมากล่าวความเท็จต่อเราเล่า? ” มเหสีสีลวดีครั้นทรงสดับคำถามจอมกษัตริย์จึงทูลตอบว่า “ ขอเดชะมหาราช! ขอพระองค์โปรดทรงเชื่อหม่อมฉันเถิด องค์อมรินทร์ทรงพาหม่อมฉันไปยังดาวดึงส์ภพ แล้วก็ทรงพาหม่อมฉันกลับลงยังโลกมนุษย์ จริงๆเพคะ! ”

แต่ถึงจะทรงอธิบายเพียงใดจอมราชาก็หาได้ทรงเชื่อไม่ ในที่สุดนางต้องนำของวิเศษ ๕ อย่างที่ท้าวสักกะทรงประทานให้ ออกมาแสดงต่อพระพักตร์ เมื่อนั้นแลพระเจ้าโอกกากราชจึงทรงยอมเชื่อ จากนั้นจึงทรงถามถึงเรื่องที่ทรงร้อนพระทัยกับองค์เทวี “ ดูก่อนน้องหญิง พักเรื่องท้าวสักกะไว้เถิด พี่อยากทราบว่าการที่เจ้าหายไปหลายวันนี้ เจ้าได้พระโอรสกลับมาหรือไม่? ”

องค์เทวีเมื่อทรงถูกถามตรงๆก็ให้ทรงรู้สึกขวยเขินขึ้นมาจึงทรงก้มพระพักตร์ตอบพระสวามีอ้อมแอ้มว่านางได้ทรงตั้งพระครรภ์แล้ว จอมกษัตริย์ครั้นทรงสดับก็ให้ทรงลิงโลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงบัญชาให้นางกำนัลรีบไปนำเครื่องบำรุงครรภ์มาถวายพระชายาเป็นการด่วน จากนั้นก็รับสั่งทหารให้ไปป่าวประกาศข่าวดีนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบ โดยให้ทุกครัวเรือนประดับประดาโคมไฟร่วมเฉลิมฉลองให้กับองค์รัชทายาทที่เพิ่งจักปฏิสนธิในพระครรภ์นี้เป็นเวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนทีเดียว!

กาลเวลาไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกสรรพสิ่งเมื่อเกิดแล้วย่อมแปรเปลี่ยนเป็นธรรมดา ครั้นถึงกำหนดทศมาสพระนางสีลวดีก็ทรงประสูติพระโอรสที่อ้วนท้วนสมบูรณ์มาให้กับพระเจ้าโอกกากราชหนึ่ง องค์ นามว่า กุสติณราชกุมาร (กุสราชกุมาร) ถัดจากนั้นอีก ๑๐ เดือนก็ทรงประสูติพระโอรสองค์ที่สองนามว่า ชยัมบดีราชกุมาร

พระกุมารทั้งสองต่างทรงเจริญพระชันษาขึ้นมาด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ พระเชษฐากุสราชทรงได้รับการยกย่องว่าทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังและสติ ปัญญาเป็นเลิศ ไม่ว่าจักทรงศึกษาศิลปะแขนงใดก็ทรงถึงซึ่งความสำเร็จไปเสียทั้งหมด ฝ่ายพระอนุชาชยัมบดีนั้นทรงได้รับยกย่องว่าเป็นบุรุษที่มีรูปงามเหนือชายใดในแผ่นดิน ครั้นพอพระเชษฐากุสราชพระชนมายุได้ ๑๖ พระชันษา ราชาโอกกากราชก็ทรงปรารถนาจะมอบราชสมบัติให้กับบุตรคนโต จึงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระมเหสีสีลวดีมาพบ เพื่อจักแจ้งพระประสงค์ให้ทราบ

เมื่อองค์เทวีเสด็จมาถึงจอมกษัตริย์จึงตรัส “ ดูก่อนสีลวดีน้องพี่ บัดนี้พี่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะมอบราชสมบัติให้แก่ลูกกุสราช แลจักให้เหล่านางฟ้อนมาบำรุงบำเรอความสุขให้เขาขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ แลหากลูกเราคิดชอบใจพระธิดากษัตริย์แคว้นใดในชมพูทวีป พี่ก็จะไปขอพระธิดานางนั้นให้มาเป็นมเหสีของเขา น้องเห็นเป็นเช่นไร? ” จอมเทวีเมื่อทรงสดับความปรารถนาของพระสวามีก็ทรงเห็นด้วยทุกประการ ดังนั้นพอกลับจากเข้าเฝ้าเพื่อจักทรงหยั่งเชิงบุตรชาย พระนางจึงทรงรับสั่งให้นางกำนัลไปทูลเรื่องการยกราชสมบัติให้กับพระราชโอรสกุสราชทรงรับทราบ

ด้านพระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับก็ทรงดำริว่าตนนั้นมีรูปไม่งาม พระธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูปหากมาเห็นก็คงจักตอบปฏิเสธเสียเป็นแน่ เรื่องอะไรจะมาทนอยู่กับสามีหน้าตาขี้ริ้ว เห็นทีเราควรอยู่เป็นโสดคอยบำรุงบิดามารดาให้มีความสุขจึงจักดีกว่า แลเมื่อท่านทั้งสองทรงสิ้นพระชนม์แล้วเราก็จักออกบวชเพื่อประกอบกิจสำหรับโลกหน้าอย่างไม่ประมาท หนทางนี้ท่าจักดีที่สุด เมื่อทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับนางกำนัล

“ ดูก่อนพี่สาว เราไม่ต้องการราชสมบัติดอก แลก็ไม่ต้องการนางฟ้อนด้วยเช่นกัน เมื่อพระชนกแลพระชนนีทรงสิ้นพระชนม์เมื่อใดเราก็จักออกบวช ขอพี่สาวจงไปแจ้งพระมารดาตามนี้เถิด ” นางกำนัลพอฟังก็ถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันใด รู้สึกสงสารพระราชโอรสจับใจ โถ..คงจักทรงคิดว่าพระองค์มีรูปไม่งาม สตรีทั้งหลายคงไม่ปรารถนาในตัวพระองค์ ดังนั้นจึงคิดะอยู่เป็นโสดคอยดูแลพ่อแม่ อย่างไรก็ตามนางได้รีบกลับมาทูลพระมเหสีสีลวดีตามที่พระมหาสัตว์ตรัส

องค์เทวีพอทรงสดับก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรชายเสียยิ่งนัก แต่เรื่องสืบทอดราชบัลลังก์เป็นเรื่องใหญ่ มิอาจ ตามใจบุตรชายได้ ดังนั้นผ่านไปสองวันพระนางจึงรับสั่งให้นางกำนัลไปถามเรื่องการยกราชสมบัติต่อบุตรชายใหม่ ซึ่งพระมหาสัตว์ก็ยังทรงยืนยันคำเดิม

เหตุการณ์ลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นถึงสามครั้งสามครา จนครั้งที่สี่พระราชโอรสกุสราชจึงทรงดำริ “ ธรรมดาบุตรจะขัดขืนบิดามารดาร่ำไปนั้น หาควรไม่ จำเราจักทำอุบายให้พระมารดาทรงเปลี่ยนพระทัยดีกว่า ” เมื่อทรงดำริดังนี้จึงมีรับสั่งให้มหาดเล็กไปแจ้งช่างทองให้ขนทองคำจากท้องพระคลังหลวงมาที่ตำหนักพระองค์ ๒ คันรถ

เมื่อช่างทองขนทองมาถึงพระมหาสัตวจึงตรัส “ ดูก่อนท่านนายช่าง เราอยากจักได้รูปหล่อสตรีมาตั้งในห้องนอนสักองค์ ขอท่านจงนำทองคำหนึ่งคันรถไปหล่อเป็นรูปสตรีเถิด เสร็จเมื่อใดจงนำมาให้เราดู ส่วนคันที่เหลือวานท่านเข็นไปยังด้านหลังตำหนัก ”

ช่างทองพอรับพระบัญชาก็แยกเป็นสองสาย คันแรกเข็นกลับไปยังโรงหล่อ ส่วนคันที่สองก็เข็นไปยังด้านหลังตำหนักตามรับสั่ง หลังจากช่างทองกลับไปองค์รัชทายาทก็เสด็จออกจากพระตำหนักไปเสาะหาอุปกรณ์สำหรับหล่อหลอมโลหะทันที พอได้เครื่องไม้เครื่องมือครบ ก็ทรงเริ่มหล่อรูปสตรีขึ้นมาบ้าง

ธรรมดาความปรารถนาของพระโพธิสัตว์ย่อมสำเร็จทุกประการ! หลังจากองค์รัชทายาททรงหล่อรูปสตรีเสร็จ รูปปั้นที่ทรงหล่อขึ้นก็มีความงามราวกับมีชีวิตจิตใจ และยิ่งเมื่อทรงนำเครื่องทรงธิดากษัตริย์มาสวมให้อีก ก็ยิ่งทำให้รูปหล่อนั้นดูคล้ายกับพระธิดาสูงศักดิ์องค์หนึ่งจริงๆ!

หลังจากตกแต่งเสื้อผ้าเครื่องประดับให้กับรูปหล่อแล้ว พระมหาสัตว์ก็ทรงเข็นรูปหล่อไปเก็บไว้ในห้องบรรทมของพระองค์ จนล่วงไปเดือนเศษช่างทองจึงหล่อรูปสตรีของเขาเสร็จ แลได้เข็นรูปหล่อของเขามาแสดงต่อพระพักตร์

พระมหาสัตว์พอทรงทอดพระเนตรรูปหล่อของช่างทองก็ให้ทรงรู้สึกขัดพระทัย เนื่องจากหาได้มีความประณีตแม้แต่น้อย จึงตรัสให้เขาไปเข็นเอารูปหล่อของพระ องค์ในห้องบรรทมออกมา เพื่อจักทรงเทียบดูว่าของใครงดงามกว่ากัน ช่างทองพอรับพระบัญชาก็รีบลุกไปทันที เมื่อข้าไปในห้องบรรทมเนื่องจากพระมหาสัตว์มิได้ทรงเปิดบานพระแกลไว้ ดังนั้นภายในจึงดูสลัว ช่างทองพอเห็นรูปหล่อสตรีที่สวมเครื่องทรงธิดากษัตริย์ก็สำคัญผิดคิดว่าเป็นนางอัปสรจำแลงกายมาร่วมอภิรมย์กับพระราชโอรส จึงหน้าตาตื่นรีบกลับมาทูลพระมหาสัตว์ปากคอสั่น

“ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! ข้าพระบาทมิทราบว่าในห้องมีพระแม่เจ้าประทับอยู่จึงละลาบละล้วง ขอพระองค์โปรดทรงงดโทษให้กับข้าพระบาทด้วยเถิดพระเจ้าข้า ” พระโอรสกุสราชครั้นทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัส “ ดูก่อนนายช่าง สตรีที่ไหนรึ? ท่านเห็นนั้นคือรูป หล่อสตรีที่เราหล่อขึ้นต่างหาก หาใช่สตรีจริงๆเสียเมื่อไหร่ ขอท่านจงไปเข็นออกมาเถิด ”

ช่างทองพอฟังก็ยังแสดงอาการกลัวๆกล้าๆอยู่ แต่พอพระโอรสตรัสซ้ำเขาจึงวิ่งกลับไปอีกครั้ง ครั้งนี้พอไปถึงเขาค่อยๆยื่นมือออกไปแตะที่ผิวรูปหล่อก่อน พอสัมผัสถึงความเย็นเฉียบของเนื้อโลหะเข้าจึงยอมเชื่อว่าสตรีเบื้องหน้ามิใช่มนุษย์ จึงเข็นเอารูปหล่อออกมา พระมหาสัตว์พอทรงทอดพระเนตรเห็นรูปหล่อของพระองค์นั้นงดงามกว่าของช่างทองอย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ จึงรับสั่งช่างทองให้เข็นรูปหล่อของเขาไปเก็บในท้องพระคลังหลวง

จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารยกรูปหล่อของพระองค์ขึ้นตั้งบนแคร่ส่งไปยังตำหนักพระมารดา พร้อมกันนั้นก็ทรงฝากพระดำรัสให้ทหารนำไปทูลพระมารดาว่า หากแผ่นดินอันกว้างใหญ่มีสตรีที่งามเหนือรูปหล่อนี้ เมื่อนั้นแลพระองค์จึงจักทรงยอมครองเรือน!

องค์เทวีพอทรงสดับคำรายงาน แลทรงเห็นรูปหล่อที่งามเหนือคำบรรยาย ก็ให้ทรงรู้สึกท้อพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็หาทรงยอมเลิกราไม่ ทรงครุ่นคิดวิธีว่าจักทำอย่างไรจึงจักหาสตรีที่งามกว่ารูปหล่อนี้ได้ “ ฤาแผ่นดินอันกว้างใหญ่จักไร้ซึ่งสตรีที่งามกว่ารูปหล่อนี้ เป็นไปไม่ได้ ย่อมต้องมีสักนางที่งามกว่าแน่ แต่จักรู้ได้อย่างไรว่าสตรีนางนั้นพำนักอยู่ที่ไหน แว่นแคว้นใด หรือมีชื่อเรียงเสียงนามว่ากระไร? ” จอมเทวีทรงพยายามนึกหาวิธีเพื่อจักให้ได้มาซึ่งหญิงนางนี้ แต่จนแล้วจนรอดพระนางก็ยังทรงนึกไม่ออก

หลังจากที่ทรงย่างพระบาทวกไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมเกือบครึ่งค่อนวันองค์อ่อนไท้ก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าพระวรกาย ดังนั้นจึงทรงคิดจักเอนพระองค์ลงบนที่บรรทม ขณะกำลังจะประทับบนที่บรรทมทันใดพระนางก็ทรงผุดความคิดขึ้น จึงทรงรับสั่งให้นางกำนัลรีบไปตามท่านอำมาตย์มาพบเป็นการด่วน

ผ่านไปสักพักก็เห็นชายวัยกลางคนผมสีดอกเลากำลังเดินหน้าตั้งมุ่งมาทางพระองค์ พระมเหสีสีลวดีพอทรงเห็นท่านอำมาตย์ก็ให้ทรงดีพระทัย พอท่านอำมาตย์มาถึงยังมิทันจะทรุดกายถวายบังคม จอมเทวีก็มีพระบัญชาให้เขารีบไปจัดเตรียมขบวนคณะทูตพร้อมเครื่องราชบรรณการ เสร็จแล้วให้นำรูปหล่อทองคำเบื้องหน้านี้ขึ้นรถม้า ปิดผ้าคลุมเอาไว้อย่าให้ผู้ใดเห็น จากนั้นให้เขาพาคณะฑูตท่องไปยังแว่นแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีป หากพบพระ ธิดาแคว้นใดหรือสตรีนางใดมีรูปโฉมงดงามปานรูปหล่อ ก็จงถวายรูปหล่อนี้แด่พระราชาแคว้นนั้น แล้วให้ทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละจักขอกระทำอาวาหวิวาหมงคล(การแต่งงานที่ฝ่ายหญิงต้องย้ายมาอยู่กับฝ่ายชาย) กับพระธิดาของพระองค์ หรือสตรีแคว้นพระองค์ พร้อมกันนั้นให้เขานัดหมายวันที่จะทำพิธีให้เป็นที่เรียบร้อย จากนั้นให้รีบกลับกรุงกุสาวดีมารายงานผลให้พระนางทราบเป็นการด่วน ท่านอำมาตย์พอรับพระบัญชาก็รีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที

ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนคณะทูตแห่งแคว้นมัลละก็ออกเดินทางจากกรุงกุสาวดีท่องไปยังแว่นแคว้นต่างๆตามพระราชเสาวนีย์ เมื่อคณะทูตเดินทางไปถึงเมืองหรือแหล่งชุมชนใด พวกเขาก็จักนำดอกไม้แลเครื่องประดับมาแต่งให้กับรูปหล่อ ครั้นพอยามโพล้เพล้ก็นำรูปหล่อไปตั้งไว้ริมทางก่อนจะลงสู่ท่าน้ำ จากนั้นก็พากันแอบซุ่มคอยดักฟังคำสนทนาของผู้คน ว่าจักพูดถึงรูปหล่ออย่างไร

บรรดาผู้ที่มาอาบน้ำพอเห็นรูปหล่อสตรีตั้งอยู่บนวอ ต่างก็คิดกันว่าคงเป็นสตรีสูงศักดิ์มาอาบน้ำ หามีผู้ใดดูออกว่าเป็นรูปหล่อทองคำไม่ ต่างพากันเอ่ยปากชมว่าหญิงนางนี้ช่างมีผิวพรรณงดงามนัก แม้เทพอัปสรก็คงมิได้งามไปกว่านี้แน่ แต่ไฉนจึงมานั่งในสถานที่เช่นนี้ได้ก็มิทราบ เมืองเราไม่เคยได้ยินว่ามีสตรีที่งามปานนี้ หลังซุบซิบกันพวกเขาก็พากันลงไปยังท่าน้ำ ฝ่ายพวกอำมาตย์ที่ซุ่มอยู่ พอได้ยินชาวเมืองวิจารณ์รูปหล่อก็รู้ว่าเมืองนี้คงไม่มีสตรีที่งามเทียบเท่ารูปหล่อแน่จึงพากันเดินทางไปยังเมืองอื่นต่อ

พวกเขาเที่ยวทำอุบายลักษณะนี้ไปตามแว่นแคว้นต่างๆจนเกือบจักทั่วชมพูทวีป กระทั่งมาถึง กรุงสาคละ แคว้น มัททะ มี พระเจ้ามัททราช ทรงเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้น ราชามัททราชทรงมีพระธิดาที่มีรูปโฉมงดงามอยู่ถึง ๘ นาง โดยเฉพาะธิดาองค์โตที่มีนามว่า ประภาวดี กล่าวได้ว่าทั่วทั้งชมพูทวีปหาได้มีสตรีใดจักงามเสมอ แม้ยามราตรีในห้องอันมืดมิดหากมีนางประทับอยู่ ห้องนั้นก็ยังเรืองรองไปด้วยรัศมีที่แผ่ออกมาจากกายนาง ดุจดังแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณยังไงก็ยังงั้น!

พระธิดาประภาวดีทรงมีพระพี่เลี้ยงนางหนึ่งเป็นหญิงหลังค่อมชื่อ ขุชชา ทุกเย็นนางพี่เลี้ยงนี้จักให้หญิงรับใช้ ๘ นางถือหม้อไปตักน้ำจากท่าน้ำ นำกลับมาให้พระธิดาทรงสรงที่พระตำหนัก โพล้เพล้วันหนึ่งขณะที่เหล่านางรับใช้กำลังเดินไปตักน้ำที่ท่าน้ำเหมือนเคย หญิงรับใช้นางหนึ่งระหว่างกำลังสนทนาหยอกล้อกับหมู่เพื่อน ทันใดนางก็เหลือบไปเห็นรูปหล่อที่คณะทูตแคว้นมัลละนำมาตั้งไว้โดยบังเอิญ พอเห็นนางก็เข้าใจว่ารูปหล่อนั้นเป็นพระธิดาประภาวดีทรงแอบหนีมาสรงน้ำที่ท่าน้ำเพียงลำพัง ดังนั้นจึงพูดขึ้น

“ พวกท่านจงดูเถิด พระธิดาประภาวดีนี้ช่างเป็นผู้ว่ายากเสียเหลือเกิน ตรัสว่าจักทรงสรงน้ำอยู่ที่พระตำหนัก แต่ไฉนจึงมาประทับอยู่ข้างทางลงท่าไปเสียได้? ” หญิงรับใช้ที่เหลือพอฟังต่างก็หันไปมอง แล้วพวกนางก็เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่บนวอคลับคล้ายคลับคลากับพระธิดาจริงๆเหมือนดั่งที่เพื่อนนางบอก ดังนั้นจึงพากันเดิน
เข้าไป พอไปถึงนางผู้เป็นพี่ใหญ่ก็พลันพูดขึ้น

“ พระธิดาประภาวดีเพคะ เหตุไฉนจึงมาประทับอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ช่างเป็นการกระทำที่ไม่บังควรเลยนะเพคะ หากมีใครมาเห็นเข้าอาจทำให้ราชวงศ์ต้องเสื่อมเสียได้! ” ไม่เพียงแค่พูด ว่าแล้วนางก็ยื่นมือไปแตะที่พระกรขององค์เทวี แต่ทันทีที่นิ้วของนางสัมผัสกับผิวรูปหล่อเท่านั้น บัดนั้นนางก็ถึงกับสะดุ้งโหยงจนต้องยกมือหนีแทบไม่ทัน เพราะความรู้สึกที่รับมันเหมือนว่านิ้วของนางไปแตะเอาเกล็ดของหิมะยังไงก็ยังงั้น เย็นเฉียบเข้าไปถึงกระดูก

บรรดานางรับใช้พอเห็นอากัปกิริยาของพี่ใหญ่ ต่างก็หัวเราะขบขันขึ้นมาพร้อมกัน หญิงรับใช้นางหนึ่งอดปากไม่อยู่จึงร้องถามไป “ ท่านพี่เป็นอะไรรึ? ไฉนจึงตกอกตกใจถึงปานนั้น? ” ผู้เป็นพี่ใหญ่ซึ่งยังไม่คลายจากอาการหน้าซีด พอฟังหญิงรับใช้รุ่นน้องถามจึงตอบไปด้วยเสียงที่ยังสั่นอยู่ “ จักไม่ตกใจได้ยังไง พวกเจ้าดูซิ! เราสำคัญผิดคิดว่ารูปหล่อนี้คือพระธิดาประภาวดีไปเสียได้ ช่างน่าขันจริงๆ! ”

พอนางพูดจบพุ่มไม้ข้างๆก็เกิดสั่นไหวขึ้นมาทันที พร้อมกับได้ยินเสียงคนพูดคุยกัน จากนั้นไม่ถึงอึดใจก็เห็นคนกลุ่มใหญ่กรูกันออกมาจากพุ่มไม้นั้น คนเหล่านี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ที่แท้ก็คือคณะทูตแคว้นมัลละนั่นเอง พวกเขาพอได้ยินนางพี่ใหญ่บอกตนเองเข้าใจผิด คิดว่ารูปหล่อเป็นพระธิดาประภาวดีจึงพลุ่งพล่านใจ รีบวิ่งกันออกมาจากพุ่มไม้ทันที

เมื่อเข้ามาถึงท่านอำมาตย์ได้ถามหญิงรับใช้พี่ใหญ่ ทันทีว่า “ ดูก่อนน้องหญิง ที่ท่านกล่าวว่าพระธิดาประภาวดีนั้น ท่านหมายถึงผู้ใดรึ? ” เหล่าหญิงรับใช้พอฟังคำถามท่านอำมาตย์ ต่างก็หันขวับไปมองที่หน้าเขา เหมือนดั่งจักถามว่าไฉนเขาจึงไม่รู้จักพระธิดาประภาวดี? นางผู้เป็นพี่ใหญ่ซึ่งมีความคิดอ่านมากกว่า พอเห็นลักษณะการแต่งกายที่ดูภูมิฐานของคนกลุ่มนี้จึงตอบว่า “ ก็หมายถึงพระธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราชน่ะซิ จะหมายถึงผู้ใด รูปหล่อนี้หากเปรียบกับพระโฉมขององค์เทวี ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว! ” ท่านอำมาตย์พอฟังก็ให้แสนลิงโลด รีบบอกว่าพวกตนเป็นใครมาจากไหน จากนั้นก็ขอให้นางพาพวกเขาไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามัททราชเป็นการด่วนทันที

เมื่อขบวนคณะทูตมาถึงพระราชวังกรุงสาคละมหาดเล็กได้พาพวกเขาไปยังท้องพระโรงเพื่อรอเสด็จองค์เหนือหัวมัททราช ผ่านไปสักครูราชามัททราชก็เสด็จมาถึง พอองค์ไท้ทรงขึ้นประทับเรียบร้อย ท่านอำมาตย์แห่งแคว้นมัลละจึงกราบบังคมทูล “ ข้าแต่มหาราช พระเจ้าโอกกากราชแห่งแคว้นมัลละได้ฝากพระดำรัสมาถามพระองค์ว่าทรงพระเกษมสำราญดีฤาพระเจ้าข้า? ”

ราชามัททะซึ่งพอจักทรงทราบเรื่องคร่าวๆจากมหาดเล็ก แลทรงกำลังยินดีเป็นอย่างยิ่งที่แคว้นของตนกำลังจะได้เป็นดองกับแคว้นที่ใหญ่ที่สุดในชมพูทวีป พอฟังอำท่านอำมาตย์ถามจึงทรงพยายามบังคับเสียงของพระองค์มิให้สั่นตรัสตอบท่านอำมาตย์ “ เราสบายดี พวกท่านมาเยือนแคว้นเรามีธุระอันใดรึ? ” หัวหน้าคณะทูตพอฟังจึงกราบทูลว่าพระเจ้าโอกกากราชทรงมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติให้แก่องค์รัชทายาทกุสราช ผู้มีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์คำราม มีพละกำลังประดุจพญาคชสาร ดังนั้นจึงทรงมอบหมายพวกตนให้มาถวายบังคมแด่พระองค์ เพื่อแจ้งความประสงค์จักทรงขอพระราชทานพระนางประภาวดีผู้เป็นพระธิดาองค์โตของพระองค์ให้แก่พระราชโอรสกุสราช ไม่ทราบพระองค์ทรงมีความเห็นเช่นไร?

พอกล่าวจบตัวแทนคณะทูตก็ได้ถวายเครื่องราชบรรณาการและรูปหล่อสตรีทองคำแด่พระเจ้ามัททราช ราชามัททะพอทรงเห็นเครื่องราชบรรณาการมีเป็นจำนวนมากแถมยังมีรูปหล่อสตรีทองคำที่งดงามเกินกว่าจักพรรณนาอีก ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงดำริอยู่ภายใน “ แคว้นเล็กอย่างเราจักได้เกี่ยวดองกับแคว้นใหญ่อย่างมัลละ มันช่างเป็นเรื่องที่น่า ยินดีจริงๆ! ” ดังนั้นจึงมิอาจทรงเสแสร้งทำเป็นวางท่าได้อีก ทรงรีบตกปากรับคำทันที หัวหน้าคณะทูตเมื่อเห็นราชามัททะไม่ทรงขัดข้อง จึงแจ้งหมายกำหนดการวันที่จะมารับพระธิดาประภาวดีกลับแคว้นมัลละให้กับพระเจ้ามัททราชได้ทรงรับทราบ จากนั้นก็ขอพระราชอนุญาตลากลับแคว้นมัลละเพื่อแจ้งข่าวดีต่อพระเจ้าโอกกากราช

เมื่อกลับถึงกรุงกุสาวดีขบวนคณะทูตได้เข้าถวายรายงาน ถึงความสำเร็จของภารกิจ ยังเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าโอกกากราชและพระมเหสีสีลวดี ราชาโอกกากราชพอทรงทราบรายละเอียดก็มีรับสั่งให้จัดขบวนขันหมากเป็นการด่วนเพื่อไปรับพระธิดาประภาวดีกลับมาเป็นพระสุณิสา(ลูกสะใภ้)ทันที ถัดจากนั้นไม่กี่วันขบวนเสด็จอันยิ่งใหญ่อลังการของแคว้นมัลละก็ออกเดินทางจากกรุงกุสาวดีมุ่งตรงสู่นครสาคละ ด้านราชามัททะซึ่งไม่เคยคาดคิดว่าจะทรงได้เกี่ยวดองกับแคว้นมัลละ พอทรงทราบข่าวการเสด็จมาของพระเจ้าโอกกากราชพระองค์ก็ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงสั่งข้าราชบริพารให้จัดเตรียมการต้อนรับไว้อย่างเต็มที่ไม่แพ้กัน

ขบวนขันหมากพระเจ้าโอกากราชหลังเสด็จรอนแรมมาเป็นเวลาค่อนเดือน ในที่สุดก็มาถึงกรุงสาคละ พระเจ้า มัททราชและพระชายาซึ่งเฝ้ารออย่างพระทัยจดจ่อ พอทหารมารายงานว่าบัดนี้ขบวนเสด็จใกล้จะมาถึงประตูวังแล้ว ทั้งสองต่างก็รีบเสด็จมารอรับพระเจ้าโอกกากราชจอมราชันที่หน้าประตูวังด้วยพระองค์เอง

หลังจากทักทายปราศรัยกันอย่างสนิทสนมทั้งๆที่เพิ่งจะเคยพบกันคราแรก ราชามัททะก็ได้อัญเชิญสมเด็จพระราชาธิบดีโอกกากราช เข้าพักยังเรือนรับรองที่ได้เตรียมไว้เพื่อพักผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทาง ถัดจากนั้นสองวันราชวงศ์ทั้งสองแคว้นก็ทรงมีพระปฏิสันถารต่อกันและกัน ระหว่างการสนทนามเหสีสีลวดีได้ทรงปรารภ

“ ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่หม่อมฉันมาพักที่แคว้นพระองค์ นี่ก็วันที่สามแล้ว ทว่าหม่อมฉันก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของพระธิดาประภาวดีเลยเพคะ ” ราชามัททะพอทรงสดับก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสให้นางกำนัลไปทูลอัญเชิญพระธิดาประภาวดีมาเข้าเฝ้า สักครู่พระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะพร้อมด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงก็เสด็จมาถึงท้องพระโรง

โฉมงามแห่งแคว้นมัททะพอทรงมาถึงก็ทรงทรุดพระองค์ลงถวายบังคมแทบเบื้องพระยุคลบาทของว่าที่พระสัสสุ (แม่ผัว) พระมเหสีสีลวดีพอทรงทอดพระเนตรเห็นว่าที่ลูกสะใภ้แต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันอลังการ จึงทรงดำริ “ พระธิดาประภาวดีนางนี้ช่างเป็นหญิงงามที่ยากจักหานางใดในแผ่นดินเทียบได้จริงๆ ส่วนบุตรเรานั้นกลับมิได้มีรูปงามเสมอนางแม้เพียงเศษเสี้ยว หากให้นางได้เห็นใบหน้าลูกเรา เห็นทีคงจักไม่ยอมแต่งงานด้วยแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักทำอุบายอะไรสักอย่าง! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทวีแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส

“ ข้าแต่มหาราช พระธิดาท่านนั้นช่างเป็นหญิงจนงามยากจักหานางใดเทียบได้จริงๆ ควรคู่แก่พระ โอรสของหม่อมฉันเสียยิ่งนัก เพียงแต่จารีตแห่งสกุลหม่อมฉันที่มีมาแต่โบราณ มีข้อกำหนดอยู่ข้อหนึ่ง หากพระธิดาประภาวดีสามารถปฏิบัติตามได้ หม่อมฉันจักรับนางเป็นพระสุณิสาทันทีเพคะ ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับจึงตรัสถาม จารีตดังกล่าวเป็นเช่นไร? มเหสีสีลวดีเห็นสเป็นโอกาสจึงทรงอธิบาย “ อันธรรมเนียมแห่งราชวงศ์แคว้นมัลละเรา พระชายาจะพบหน้าพระสวามีในเวลากลางวันมิได้ จนกว่าจะตั้งครรภ์ หากพระธิดาประภาวดีสามารถปฏิบัติตามได้ หม่อมฉันก็จักรับนางไว้เป็นพระสุณิสาทันที ”

พระเจ้ามัททราชพอทรงสดับจึงทรงหันไปถามบุตรสาว “ ว่าอย่างไรลูกเรา เจ้าสามารถปฏิบัติได้หรือไม่? ” โฉมพิลาศแห่งแคว้นมัททะทรงเห็นข้อห้ามนี้มิได้เป็นเรื่องที่ยากอันใด จึงทรงตอบไปว่านางสามารถปฏิบัติได้ ยังผลให้ราชวงศ์ทั้งสองต่างปลาบปลื้มยินดียิ่งนัก

ฝ่ายพระเจ้าโอกกากราชครั้นทรงเห็นว่าเวลานี้ทั้งสองราชวงศ์ต่างก็กำลังอยู่ในอารมณ์ที่ชื่นมื่น จึงทรงถือโอกาสถวายพระราชทรัพย์อันเป็นเครื่องสินสอดแก่พระเจ้ามัททราชทันที ถัดจากนั้นสองวันจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็ทรงพาพระธิดาแคว้นมัททะเสด็จกลับกรุงกุสาวดี เพื่อมาเข้าพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับราชบุตรที่แคว้นพระองค์

เมื่อขบวนเสด็จกลับถึงแคว้นมัลละ จอมราชาได้มีรับสั่งให้ทหารไปประกาศข่าวดีนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบโดยทั่วกัน พร้อมกันนั้นก็ให้พวกเขาตกแต่งบ้านเรือนให้สว่างไสวเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับองค์รัชทายาทในพระราชพิธีมงคลที่จะมีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังทรงบำเพ็ญทานด้วยการตั้งโรงทานให้อาหารแก่ผู้เร่ร่อน พร้อมทั้งพระราชทานอภัยโทษให้กับนักโทษที่มีความประพฤติดีให้เป็นอิสระอีก ถัดจากนั้นสองวันก็ทรงมีพระ บรมราชโองการโปรดเกล้าให้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างองค์รัชทายาทกุสราชและพระธิดาประภาวดีแห่งแคว้นมัททะโดยมีการเชิญแขกเหรื่อที่เป็นกษัตริย์ ราชนิกุล ตลอดจนพ่อค้ากระฎุมพีจากแคว้นต่างๆทั่วชมพูทวีปมาร่วมงาน

หลังพระราชพิธีอภิเษกสมรสไม่กี่วัน สมเด็จพระราชาธิบดีโอกกากราชก็ทรงมีพระบรมราชโองการขึ้นมาอีกหนึ่งฉบับ โปรดเกล้าให้พระราชโอรสกุสราชขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแคว้นมัลละแทนพระ องค์เพื่อเป็นการปลดภาระให้กับตนเอง และเพื่อเป็นการประกาศศักดาต่อแว่นแคว้นต่างๆพระองค์ ได้ทรงส่งราชทูตนำพระราชสานส์ไปแจ้งยังแคว้นทั้งหมดทั่วชมพูทวีปว่า บัดนี้แคว้นมัลละได้มีพระราชาองค์ใหม่พระนามว่า พระเจ้ากุสราช ขึ้นครองราชย์แล้ว อาณาจักรใดมีพระธิดา ขอให้ส่งพระธิดาแคว้นตนมาถวายแด่พระเจ้ากุสราช อาณาจักรใดมีพระโอรสหากหวังความเป็นมิตร ขอให้ส่งพระโอรสมาเป็นพระราชอุปัฏฐากให้กับราชากุสราช

ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าทรงมีพระสนมมากมายเป็นบริวาร ทรงปกครองประเทศด้วยพระอิสริยยศอันยิ่งใหญ่แผ่ไพศาล เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 29 มิ.ย. 2026, 07:08, แก้ไขแล้ว 16 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2020, 07:12 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 35


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๒

กล่าวถึงพระนางประภาวดี หลังพระราชพิธีราชาภิเษกเพียงไม่กี่วันพระนางก็ทรงได้รับโปรดเกล้าตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี แต่ถึงจักทรงได้เป็นพระมเหสีแล้ว ทว่าพระนางก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์ของพระสวามีในยามกลางวันเลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว ถึงตัวราชากุสราชเองก็เช่นกันตั้งแต่อภิเษกสมรสกับพระนางประภาวดีมาพระองค์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์พระชายาในยาม กลางวันเหมือนกัน

จนวันหนึ่งราชาโพธิสัตว์ก็ทรงเกิดอยากจักเห็นหน้าภรรยาขึ้นมา จึงเสด็จไปเฝ้าพระมารดาเพื่ออ้อนวอนขอให้พระมารดาทรงพาพระองค์ไปพบกับพระชายาในยามกลางวันบ้าง แต่มเหสีสีลวดีได้ทรงทัดทานว่าอย่าได้ทำตามอำเภอใจเป็นอันขาดรอ จนพระนางประภาวดีทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน เพลานั้นค่อยพบกันก็ยังมิสาย

แต่ว่าความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมันช่างมีกำลังเหลือประมาณ! ดังนั้นผ่านไปสองวันจอมราชันก็ทรงเข้าไปอ้อนวอนพระมารดาใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา จนพระมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของราชบุตรได้ จึงตรัสให้บุตรรักไปรออยู่ที่โรงช้างหลวง เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระนางประภาวดีไปดูช้างศึก แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามเปิดเผยตัวตนให้นางรู้เป็นอันขาด

ราชากุสราชครั้นทรงสดับก็ให้แสนลิงโลด รีบรับสั่งทหารให้ไปนำชุดตะพุ่นหญ้าช้าง (คนเลี้ยงช้าง) ส่งไปยังตำหนักพระองค์เป็นการด่วน จากนั้นก็ทูลลาพระแม่เจ้ากลับตำหนักตนเพื่อจักทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นคนเลี้ยงช้างทันที ด้านมเหสีสีลวดีครั้นลับหลังบุตรชาย พระนางก็ทรงบัญชาให้ทหารไปทำความสะอาดโรงช้างรอท่าไว้ จากนั้นก็เสด็จไปยังตำหนักพระสุณิสาเพื่อชวนนางมาทอดพระเนตรโรงช้างหลวง

กล่าวถึงพระเจ้ากุสราช หลังทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นตะพุ่นหญ้าช้างแล้วก็รีบเสด็จมารอพระมารดาแลพระชายาอยู่ที่โรงช้างอย่างพระทัยจดจ่อ ผ่านไปสักพักก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมุ่งมาทางโรงช้าง ทั้งหมดล้วนเป็นสตรี แต่ที่โดดเด่นเห็นจักเป็นสองนางที่เดินนำหน้า หนึ่งอยู่ในวัยกลางคน แต่อีกหนึ่งนั้นเป็นดรุณีวัยแรกแย้ม ทั้งคู่ต่างสูงส่งสวยสง่า โดยเฉพาะนางที่เป็นดรุณี ตั้งแต่ทรงคลอดจากพระครรภ์มา องค์จอมสัตว์ก็ยังไม่เคยทรงเห็นสตรีใดจักมีความงามถึงปานฉะนี้ พอทรงเห็นคราแรกก็ทรงตกหลุมรักนางจนหมดพระทัยทันที

แต่ด้วยความที่ไม่ทรงคุ้นกับอิสตรี จึงไม่ทรงรู้ว่าจะต้องวางพระองค์อย่างไร หรือจักต้องพูดต้องจาเช่นไร บังเอิญเพลานั้นสายพระเนตรทรงเหลือบไปเห็นมูลช้างที่คนงานเก็บกวาดไม่สะอาดแห้งติดอยู่ที่พื้น ด้วยความคะนองทรงคิดจักแกล้งหยอกพระชายาเล่นจึงทรงก้มลงไปเก็บเอามูลช้างมากำไว้ พอทรงเห็นพระนางประภาวดีเสด็จเข้ามาได้ระยะจอมราชาก็ทรงขว้างมูลช้างไปที่พระกรของนางทันที

ขณะนั้นพระธิดาแคว้น มัททะกำลังตื่นเต้นกับการทอดพระเนตรช้างศึกที่มีขนาดใหญ่โตอย่างที่พระนางไม่เคยทรงเห็นจากที่ไหนมาก่อน จู่ๆพอถูกคนเลี้ยงช้างปามูลช้างใส่พระนางก็ทรงเกิดพระพิโรธโกรธเคืองขึ้นมาทันใด จึงทรงเผลอพระองค์ตวาดใส่เจ้าตะพุ่นหญ้าช้างทันที “ เหม่! เจ้าผู้บังอาจ เจ้าช่างสามหาวนัก เราจักให้พระราชาสั่งตัดมือเจ้าบัดเดี๋ยวนี้ คอยดูเถอะ! ” ตรัสบริภาษจบนางก็ทรงหันมาทูลพระสัสสุให้ลงโทษเจ้าคนเลี้ยงช้างทันที

พระมเหสีสีลวดีไม่ทรงคาดคิดว่าจักเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทรงเกรงว่าความแตก ดังนั้นจึงทรงรีบโผเข้าไปกอดพระสุณิสาเอาไว้พร้อมกับทรงปลอบโยนทันที “ โถ..โถ คนดีของแม่ อย่าได้ขุ่นเคืองไปเลยลูก เดี๋ยวจักพลอยทำให้ใบหน้าอันงดงามนี้ต้องหมองศรีไปเสียเปล่าๆ ไยจักเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือด้วยเล่า ”

ตรัสพลางก็ทรงลูบพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระสุณิสาไปพลาง ขณะเดียวกันก็ทรงถลึงพระเนตรไปยังพระมหาสัตว์ ด้านพระนางประภาวดีเมื่อทรงเห็นแม่สามีให้ความรักความห่วงใยในตนถึงเพียงนี้ หากจักทรงถือโทษเอาความกับเจ้าคนถ่อยชั้นต่ำอีกก็ทรงเกรงจะทำให้พระมเหสีลวดีทรงไม่พอพระทัย จึงทรงยอมเลิกราไป เหตุการณ์จึงสงบลงได้

ผ่านไปสามสี่วันหลังจากราชากุสราชได้ทรงเห็นพระพักตร์ของพระชายาแล้ว ภาพใบหน้าของนางก็ให้วนเวียนปรากฏขึ้นในมโนทวารขององค์จอมสัตว์อยู่ตลอดเวลา ทำให้พระองค์ถึงกับทรงกินไม่ได้นอนไม่หลับ จะนั่งจะนอนก็มิเป็นสุข ในพระทัยคอยแต่กระหวัดนึกถึงแต่ใบหน้าของหญิงอันเป็นที่รักอยู่ตลอดทั้งวันยันค่ำคืนยันรุ่ง จนถึงกับทำให้มิอาจทรงว่าราชกิจได้

แลเมื่อความอยากเห็นหน้าภรรยานั้นมันเอ่อท้วมท้นขึ้นจนถึงที่สุด เช้ารุ่งขึ้นจอมราชันจึงรีบเสด็จไปเฝ้าพระมารดาทันที เพื่อจักทรงรบเร้าให้พระนางพาพระองค์ไปพบกับพระชายาอีกครั้ง จอมเทวีซึ่งทรงมีความรักใคร่ในบุตรเหลือประมาณ พอถูกพระมหาสัตว์รบเร้าก็มิอาจจักทรงทนได้ จึงตรัสให้บุตรรักไปคอยอยู่ที่โรงม้า

และก็เหมือนเคย พอทั้งสองพระองค์เสด็จไปถึงโรงม้า ราชากุสราชก็ทรงแกล้งพระชายาด้วยการปามูลม้าแห้งใส่พระนางเหมือนคราที่เสด็จไปยังโรงช้าง เดือดร้อนถึงจอมเทวีต้องทรงทำหน้าที่เข้าปลอบประโลมกันเป็นการใหญ่อีก เหตุการณ์ถึงได้สงบ

หลังผ่านเหตุการณ์ที่โรงม้าหลวงแล้วพระมหาสตว์ก็ทรงสงบไปได้พักใหญ่ จนวันหนึ่งจู่ๆพระนางประภาวดีก็ทรงอยากจะเห็นหน้าของพระสวามีในยามกลางวันขึ้นมาบ้าง จึงเสด็จไปเฝ้ามเหสีสีลวดีเพื่อจักทรงขอให้นางพาตนไปพบกับพระเจ้ากุสราช แต่จอมเทวีทรงห้ามว่าอย่าได้ทำผิดจารีตเลย ขอให้อดทนรอไปก่อน พระธิดาแคว้นมัททะเมื่อทรงเห็นพระสัสสุตรัสดังนั้นหากจักทรงรบเร้าต่อก็ทรงเกรงว่าจักทำให้จอมเทวีทรงไม่พอพระทัย จึงเสด็จกลับตำหนักไป

แต่ผ่านไปสองวันความอยากจักเห็นหน้าพระสวามีก็พุ่งขึ้นมาอีกจนยากจักทนไหว ดังนั้นนางจึงเสด็จเข้าไปรบเร้าจอมเทวีใหม่ เป็นอยู่อย่างนี้หลายครั้งหลายครา ในที่สุดมเหสีสีลวดีก็มิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของพระสุณิสาได้ จึงตรัสว่า “ เอาเถิดลูกแม่ หากเจ้าปรารถนาจักเห็นหน้าสามีสามีจริงๆ อย่างนั้นพรุ่งนี้เจ้าจงเปิดสีหบัญชรคอยดูก็แล้วกัน ราชากุสราชพระสวามีเจ้าพร้อมเหล่าทหารองครักษ์ จักกระทำประทักษิณพระนครในเช้าวันพรุ่งนี้ ขอเจ้าจงตั้งตาดูเถิด ”

พระชายาประภาวดีพอทรงสดับก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบเสด็จกลับตำหนักเพื่อจัดเตรียมฉลองพระองค์สำหรับวันพรุ่งนี้ทันที พอลับหลังพระธิดาแคว้นมัททะพระมเหสีสีลวดีก็ทรงรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศทั่วพระนคร เช้าพรุ่งนี้ราชากุสราชจะเสด็จเยี่ยมเยี่ยนประชาชน ขอให้ทุกครัวเรือนตกแต่งบ้านเรือนของตนให้งดงามเพื่อรอรับเสด็จ จากนั้นก็ตรัสให้นางกำนัลไปแจ้งต่อพระชยัมบดีบุตรชายคนรองว่าเช้าพรุ่งนี้ในพิธีเสด็จประทักษิณเลียบพระนคร ขอให้พระชยัมบดีทรงเครื่องต้นของกษัตริย์แทนพระเชษฐา และให้ประทับที่อาสน์ช้างด้านหน้า ส่วนองค์กุสราชราชาให้ประทับที่อาสน์หลัง

ครั้นถึงรุ่งเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จะเริ่มฉายแสง พระสัสสุและพระสุณิสาทั้งสองพระองค์ก็ทรงพากันเสด็จไปประทับรออยู่ที่สีหบัญชรตั้งแต่ย่ำรุ่ง เพื่อรอชมขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารค เมื่อขบวนเสด็จเคลื่อนมาถึงด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง พระมเหสีสีลวดีได้ตรัสให้พระนางประภาวดีทอดพระเนตรดูพระชยัมบดีที่ประทับอยู่ที่อาสน์ช้างด้านหน้า “ ดูเถิดลูกแม่ เจ้าจงดูความสง่างามของพระสวามีเจ้าเถิด ”

พระนางประภาวดีพอทรงเห็นพระชยัมบดีซึ่งทรงมีพระรูปโฉมงดงามราวเทพบุตรประทับอย่างสง่าอยู่บนอาสน์ด้านหน้าช้าง ก็ทรงสำคัญผิดคิดว่าเป็นราชากุสราชพระสวามี จึงทรงรู้สึกโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง แต่พอทรงเหลือบไปเห็นทหารที่นั่งอยู่อาสน์หลังซึ่งมีใบหน้าขี้ริ้ว ความสุขเมื่อครู่ก็พลันเหือดหายลงไปจนสิ้น เนื่องจากทรงจำได้ว่าเจ้าผู้นี้ก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างผู้สามหาวนั่นเอง และยิ่งทรงเห็นเขาโบกไม้โบกมือแสดงอาการยั่วเย้ามาให้ พระนางก็ยิ่งทรงขัดเคืองพระทัยมากยิ่งขึ้นไปอีก จนสุดจักทรงข่มได้ จึงทรงหันไปถามพระสัสสุ

“ เสด็จแม่เพคะ! ไฉนควาญช้างที่นั่งด้านหลังเสด็จพี่กุสราช จึงเป็นผู้ดื้อด้านเสียเหลือเกิน มิได้ยำเกรงพระราชอำนาจแห่งกษัตริย์แม้แต่น้อย บังอาจแสดงกิริยาสามหาวในงานพระราชพิธีเยี่ยงนี้ได้อย่างไร ผู้ใดฤาเป็นคนจัดให้เจ้าผู้ไม่มีสง่าราศีขึ้นไปนั่งด้านหลังพระเจ้าแผ่นดิน? ” จอมเทวีพอทรงสดับก็ถึงกับทรงปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาทันใด แต่เพื่อจะทรงปิดบังฐานะของบุตรรักจึงเสตรัสว่า

“ ดูก่อนลูกแม่ ธรรมดาการระวังหลังพระราชานั้นเป็นเรื่องที่มิอาจละเลยได้ เจ้าผู้นี้ถึงจะมีหน้าตาขี้ริ้วก็จริง แต่ฝีมือยากจักหาผู้ใดในแผ่นดินเทียบได้! ” พระสุณิสาครั้นทรงสดับพระสัสสุตรัสปกป้องเจ้าคนชั้นต่ำอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ทรงรู้สึกคลางแคลงพระทัยขึ้นมา “ เหตุไฉนเจ้าตะพุ่นผู้นี้จึงได้รับความเมตตาจากเสด็จแม่เสียเหลือเกิน ขนาดแสดงกิริยาหยาบช้าต่อเราก็ยังไม่ถูกลงโทษ หรือเขาจะเป็นตัวราชากุสราชเอง! ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้คงจักมีพระพักตร์ที่แสนน่าเกลียดเสียเป็นแน่ มิฉะนั้นเหตุใดจึงไม่ยอมแสดงพระองค์ให้เราเห็น! ”

พอทรงคิดดังนี้พระธิดาแคว้นมัททะก็ทรงก้มพระพักตร์ลงกระซิบกับนางค่อมที่หมอบอยู่ข้างๆ “ พี่ค่อมเอ๋ย ขอพี่จงรีบไปดักรออยู่ที่โรงช้างหลวงก่อนที่ขบวนเสด็จจักกลับถึงเถิด แหละจงดูว่าระหว่างพระเจ้ากุสราชที่ประทับอยู่อาสน์หน้า กับเจ้าตะพุ่นสามหาวที่นั่งอยู่อาสน์หลัง ผู้ใดลงจากหลังช้างก่อน หากผู้ใดลงก่อนผู้นั้นก็คือราชากุสราช! ” นางค่อมพอรับบัญชาก็ไม่รอช้า รีบปลีกกายไปซุ่มอยู่ข้างโรงช้างทันที

หลังขบวนเสด็จได้วนจนรอบพระนครแล้วก็วกกลับไปยังโรงช้างหลวง พอไปถึงพระชยัมบดีซึ่งประทับอยู่อาสน์หน้าแทนที่จักเสด็จลงจากหลังช้างก่อน ที่ไหนได้เจ้าตะพุ่นขี้ริ้วผู้มีกิริยาสามหาวกลับชิงตัดหน้าลงเป็นคนแรกเสียยังงั้น จากนั้นพระชยัมบดีจึงค่อยเสด็จตามลงมา พระมหาสัตว์เมื่อทรงลงจากหลังช้างแล้ว ด้วยพระอุปนิสัยที่ทรงเป็นผู้รอบครอบ จึงทรงหันไปทอดพระเนตรรอบๆตามความเคยชิน ทันใดก็ทรงเห็นนางค่อมที่แอบอยู่มองมาพอดี จึงมีรับสั่งให้ทหารไปพาตัวนางมา

เมื่อทหารพาพระพี่เลี้ยงมาถึงจอมราชันได้ตรัสกับนางว่าห้ามนำเรื่องที่เห็นนี้ไปทูลให้พระนางประภาวดีรับทราบเป็นอันขาด มิฉะนั้นศีรษะของนางอาจไม่อยู่บนบ่า นางค่อมด้วยความเกรงพระอาญาจึงรีบรับปากอย่างปากคอสั่น พอกลับถึงตำหนักก็ทูลผู้เป็นนายว่าพระเจ้ากุสราชที่ประทับอยู่อาสน์ด้านหน้าเสด็จลงจากหลังช้างก่อนพระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงคลายพระกังวล

หลังพิธีกระทำประทักษิณพระนครผ่านไป หลายวันต่อมาพระมหาสัตว์หลังจากไม่ได้ทรงเห็นหน้าพระชายารักมานาน พระองค์ก็ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะเห็นหน้านางอีกจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดา และก็เหมือนเคย พระมเหสีสีลวดีเมื่อถูกบุตรรักพัวพันย่อมมิอาจทรงทนต่อการรบเร้าของราชบุตรได้ จึงตรัสให้จอมราชันไปซ่อนตัวอยู่ในสระนิลุบล เดี๋ยวพระนางจักทรงพาพระชายาอันเป็นที่รักไปชมสระบัว พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์จอมเทวีก็เสด็จไปยังตำหนักของพระสุณิสาเพื่อจักทรงชวนนางมาชมความงามของดอกไม้ในอุทยานหลวง

หลังจากที่สองพระองค์ได้ทรงเดินดูสิ่งสวยๆงามๆจนทั่วอุทยานแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ทรงรู้สึกเมื่อยล้าขึ้นมา พระนางสีลวดีทรงเห็นเป็นโอกาสจึงตรัสกับลูกสะใภ้ให้ไปนั่งพักเหนื่อยที่ใต้ร่มไม้ริมสระบัวกัน เมื่อทั้งคู่เสด็จไปถึงสระหลวงยังมิทันที่จอมเทวีจะประทับลงบนเครื่องลาด (เสื่อ) ที่เหล่านางกำนัลปูถวาย

พระนางประภาวดีพอทอดพระเนตรเห็นสระโบกขรณีอันดารดาษไปด้วยโกมุทชาติหลากสีสัน กำลังส่ายไหวเอนไกวไปตามแรงลมพัด บวกกับประกายแวววาวของระลอกน้ำยามต้องแสงอาทิตย์ ก็ถึงกับทรงตะลึง จ้องภาพเบื้องหน้าจนมิอาจวางพระเนตรได้ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าที่ทรงมีพอทรงมาเห็นภาพอันงดงามเข้า ก็ถึงกับมลายหายไปจนสิ้น ทรงเกิดความปรารถนาอยากจะสรงน้ำขึ้นมาทันใด จึงรีบตรัสชวนเหล่าพระพี่เลี้ยงให้ลงเล่นน้ำด้วยกัน บรรดาพี่เลี้ยงเมื่อเห็นประกายระยิบระยับของสระหลวงก็อยากจะโดดลงไปดำผุดดำว่ายแต่แรกแล้ว พอได้ยินพระดำรัสชวนจึงไม่รีรอ รีบกระโดดลงไปทันที

ขณะที่พระนางประภาวดีแลเหล่านางกำนัลกำลังเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน สายพระเนตรองค์เทวีก็ทรงเหลือบไปเห็นดอกจงกลนีดอกหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีสีสันสวยงามเกินดอกใด จึงอยากจักเด็ดมาเชยชม พอทรงดำริดังนั้นจึงทรงค่อยๆว่ายน้ำเข้าไป พอถึงก็ทรงเอื้อมพระหัตถ์ออกไปหมายจักเด็ดเจ้าดอกอุบลนี้

เพลานั้นราชากุสราชซึ่งทรงแอบอยู่หลังใบบัวใกล้กับดอกที่ชายารักทรงหมายพระเนตร จอมกษัตริย์พอทรงเห็นโฉมงามเอื้อมพระหัตถ์มาใกล้ตนก็ทรงเผลอพระองค์ คิดจักทรงแกล้งหยอกพระชายาเล่น จึงทรงโผล่พระพักตร์ออกไป พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงว่า “ เราคือราชากุสราช! ” ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังคว้าเอาพระหัตถ์ของนางเอาไว้อีก

องค์เทวีมิทรงคาดคิดว่าสระหลวงที่มีทหารอารักขาแน่นหนาจะมีคนแอบซ่อนอยู่ พอพระมหาสัตว์โผล่พรวดออกมาจับมือถือแขน แถมยังตะโกนเสียจนดังลั่น ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง และยิ่งพอทรงเห็นใบหน้าของผู้มาจับที่ถมึงทึงราวกับยักษ์กับมารด้วย ก็ถึงกับทรงวิสัญญีภาพหมดสติไปทันใด เกิดเป็นความปั่นป่วนโกลาหล จนพระมเหสีสีลวดีต้องทรงให้เหล่าพระพี่เลี้ยงรีบอุ้มลูกสะใภ้กลับพระตำหนักทันที

หลังพระธิดาแคว้นมัททะทรงฟื้นพระสติมาและทรงได้คิดทบทวน ก็ทรงทราบว่าผู้ที่จับนางนั้นก็คือเจ้าตะพุ่นหญ้าช้างที่มีใบหน้าขี้ริ้วนั่นเอง เห็นทีเขาต้องเป็นตัวราชากุสราชเองเสียเป็นแน่ มิฉะนั้นจักกล้าทำตามอำเภอใจได้ถึงปานนี้เทียวรึ พระนางไม่ปรารถนาจะมีพระสวามีที่มีใบหน้าที่แสนจะน่าเกลียดน่าชังอย่างนี้ ดังนั้นจึงทรงคิดจักหนีไปจากแคว้นมัลละ หลังจากทรงครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงตรัสให้เหล่าพระพี่เลี้ยงไปเตรียมรถม้าแลเสบียงให้พร้อม สองยามคืนนี้นางจะไปจากเมืองนี้!

การจัดเตรียมข้าวของเพื่อหลบหนีของเหล่าพระพี่เลี้ยง หาได้รอดพ้นจากการเฝ้าสังเกตของทหารที่พระเจ้ากุสราชทรงส่งไปอารักขาองค์เทวีไม่ พอทหารยามเห็นเหล่าพี่เลี้ยงหอบหิ้วเสบียงอันได้แก่ผลไม้แลอาหารแห้งมากมายผิดปกติมายังตำหนักพระชายาเหมือนว่าจะเตรียมเดินทาง เขาจึงนำความเข้ากราบทูลให้จอมราชันได้ทรงรับทราบทันที พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับรายงานก็ทรงดำริ

“ ครั้งนี้หากเราขัดขวางมิยอมให้นางกลับแคว้นมัททะแล้ว เห็นทีนางคงต้องอกแตกตายเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย เราควรปล่อยให้นางกลับบ้านเมืองนางไปก่อน จากนั้นค่อยไปพากลับทีหลัง น่าจักเป็นการดี ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสให้ทหารคนสนิทไปสั่งยามเฝ้าประตูวัง ว่าอย่าได้ขัดขวางขบวนเสด็จของพระชายาเป็นอันขาด ปล่อยให้นางเสด็จไป ดังนั้นสองยามคืนนั้นขบวนเสด็จของพระนางประภาวดีจึงออกจากกรุงกุสาวดีไปได้อย่างราบรื่น โดยไม่มีอุปสรรคใด!

หากจะกล่าวไป สาเหตุอันใดฤาจึงทำให้พระนางประภาวดีมิได้ทรงมีความรักในพระเจ้ากุสราชเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่ทรงเป็นถึงพระเมเหสีของจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีป เรื่องนี้หากจักเท้าความ ก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งอดีตชาติอันนานโพ้น

สมัยหนึ่ง ยังมีหมู่บ้านแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองพาราณสีสักเท่าไหร่ หมู่บ้านนี้มีตระกูลอยู่สองตระกูลที่รักใคร่สนิทสนมกัน ตระกูลหนึ่งมีบุตรชาย ๒ คน อีกตระกูลมีบุตรสาว ๑ คน พระโพธิสัตว์ในชาตินั้นทรงถือกำเนิดเกิดมาเป็นคนน้องของตระกูลที่มีบุตรชาย สองตระกูลนี้ต่างไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ จนกระทั่งถึงวัยที่บุตรของทั้งสองตระกูลจักต้องมีคู่ ตระกูลฝ่ายชายจึงไปขอบุตรสาวของอีกฝ่ายให้มาเป็นภรรยาบุตรชายคนโต ซึ่งฝ่ายหญิงก็มิได้ปฏิเสธอันใด

หลังเข้ามาอยู่บ้านฝ่ายชายแล้ว ผู้เป็นสะใภ้ก็มิได้มีความขี้เกียจขี้คร้านแต่อย่างใด ช่วยงานแม่สามีทุกอย่างโดยมิต้องเอ่ยปากเรียก กระทั่งเช้าวันหนึ่งลูกสะใภ้ได้ทำขนมที่มีรสอร่อยให้กับครอบครัวสามีรับประทาน เวลานั้นพระโพธิสัตว์ไม่อยู่บ้าน เขาออกไปหาของป่าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พี่สะใภ้เมื่อเห็นน้องสามีไม่อยู่จึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งเก็บไว้ให้เขา ส่วนที่เหลือก็แจกจ่ายกันบริโภคในครัวเรือนจนหมดสิ้น

บังเอิญแท้สายวันนั้นมีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งท่านบิณฑบาตผ่านมาพอดี พี่สะใภ้พอเห็นก็เกิดศรัทธา จึงคิดจักถวายทานแด่พระคุณเจ้า แต่เนื่องจากเวลานั้นไม่มีเครื่องไทยธรรมเลย ขนมที่ทำเมื่อเช้าหรือก็บริโภคกันเสียจนหมดแล้ว เหลือแต่ก็ส่วนของน้องสามี อย่างไรเสียเรานำขนมของเขาถวายให้ท่านไปก่อน จากนั้นค่อยทำให้เขาใหม่ก็แล้วกัน เมื่อคิดดังนั้นพี่สะใภ้จึงนำขนมของน้องสามีใส่บาตรพระคุณเจ้าไป

หลังจากถวายทานแล้วนางก็เดินถือภาชนะที่ใส่ขนมเตรียมจักนำไปล้าง แต่ช่างประจวบอะไรเช่นนั้น เวลานั้นพระมหาสัตว์ได้กลับมาจากป่ามาพอดี เลยทันเห็นหลังพระคุณเจ้าอยู่ไวๆ พอเขาเข้ารั้วบ้านมาจึงถามพี่สะใภ้ว่ามีใครมาที่บ้านรึ พี่สะใภ้บอกว่าไม่มีใครมาดอก เป็นสมณะรูปหนึ่งบิณฑบาตผ่านมา นางเห็นท่านมีกิริยาน่าเลื่อมใส จึงนำขนมในส่วนของเขาถวายให้ท่านไป ขอเขาจงทำใจให้ผ่องใสเถิด เดี๋ยวนางจะรีบทำให้ใหม่

แต่เวลานั้นพระมหาสัตว์กำลังถูกความหิวเข้าครอบงำ จึงไม่ฟังอีร้าค่าอีรม หันหลังได้ก็วิ่งตามพระคุณเจ้าไปทันที ฝ่ายพี่สะใภ้เมื่อเห็นน้องสามีพรวดพราดออกไปก็รู้ว่าเขาจะทำอะไร จึงรีบออกจากเรือนสามีกลับไปยังบ้านตนทันใด พอถึงก็ตรงดิ่งไปยังห้องครัว ตักเอาก้อนมันเนยที่มารดานางเพิ่งจักทำเสร็จใหม่ๆ มีสีประดุจดอกจำปา ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมจักนำไปล้างนั่นเอง จากนั้นก็ไม่รอช้า รีบวิ่งตามน้องสามีไปติดๆ จนกระทั่งทันกัน

พอนางไปถึงก็เห็นเขาถือห่อขนมที่นางเพิ่งจะถวายพระคุณเจ้าไปหมาดๆอยู่ในมือ ด้านพระเถระท่านก็กำลังหันหลังเตรียมจะจากไป พอเห็นดังนั้นนางจึงรีบตะโกนบอกให้ท่านหยุดก่อน จากนั้นก็เข้าไปเทเอาก้อนมันเนยที่ตักมาจากเรือนมารดาใส่ลงในบาตรท่านจนสิ้น ก้อนมันเนยพออยู่ในบาตรพระปัจเจกพุทธเจ้า บัดนั้นมันก็เปล่งรัศมีเหลืองอร่ามแผ่ออกไปโดยรอบ จนเป็นที่อัศจรรย์

พี่สะใภ้พอเห็นก็ให้ปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง รีบคุกเข่าพนมมือเอ่ยปากอธิษฐาน หากแม้นชาติหน้าฉันใดนางตายจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด ก็ขอให้นางจงมีร่างกายที่ผ่องใสงดงาม มีรัศมีเรืองรองตระการ เกินกว่าหญิงใดจักเทียบได้ แหละขอให้นางอย่าได้อยู่ร่วมกับคนที่เป็นอสัตบุรุษเยี่ยงน้องสามีผู้นี้ ในที่แห่งเดียวกันเลย!

พระโพธิสัตว์ซึ่งกำลังยืนตะลึงต่อภาพรัศมีอันเหลืองอร่ามของก้อนเนยใสอยู่ พอได้ยินพี่สะใภ้เอ่ยปากอธิษฐานเยี่ยงนั้นเขาก็ให้นึกโกรธนางขึ้นมา จึงเดินกลับเข้าไปหาพระคุณเจ้า พร้อมกับนำขนมที่หยิบออกมาเมื่อครู่ใส่คืนไปในบาตรเหมือนเดิม พร้อมกันนั้นก็เปล่งวาจาอธิษฐานบ้างว่า “ ข้าแต่พระคุณเจ้า ไม่ว่าพี่สะใภ้ของข้าพเจ้านางนี้จะไปเกิดในภพภูมิใด ใกล้ไกลเพียงไหน ก็ขอให้ข้าพเจ้าพึงมีความ สามารถไปนำนางกลับมาเป็นบาทบริจาริกาของข้าพเจ้าให้จงได้ ด้วยเถิด! ”

แลด้วยอำนาจแห่งกุศลกรรมที่ทั้งคู่ได้ทำกับพระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นเอง มาชาตินี้พระนางประภาวดีจึงทรงมีพระวรกายที่เปล่งปลั่งงดงามเกินกว่าหญิงใดในหล้าจักเทียบได้ ส่วนพระมหาสัตว์เนื่องจากทรงทำกุศลในขณะที่จิตมีโทสะ ดังนั้นพอมาชาตินี้ พระองค์จึงทรงเป็นผู้ที่มีรูปโฉมขี้ริ้วไม่งดงาม ทั้งนี้ก็เป็นเพราะกรรมเก่าในอดีตชาติ บันดาลให้เป็นไปนั่นเอง!

ย้อนกลับเข้าเรื่อง หลังขบวนเสด็จของพระนางประภาวดีออกจากเมืองกุสาวดีแล้ว ก็มุ่งตรงสู่แคว้นมัททะโดยมิได้แวะพักที่ใด จนล่วงครึ่งเดือนจึงกลับถึงกรุงสาคละ ฝ่ายราชากุสราชหลังจากพระชายาเสด็จกลับแคว้นไป พระองค์ก็ทรงโศกเศร้าพระทัยเป็นอย่างยิ่ง แม้เหล่านางรำจะบำรุงบำเรอด้วยวิธีต่างๆนานาก็หาทำให้พระองค์ทรงคลายจากความคิดถึงได้ จนรุ่งสางวันหนึ่งเมื่อทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดแล้ว จอมราชาจึงเสด็จไปเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่อทูลขอพระราชอนุญาตออกตามพระชายากลับคืนยังกรุงกุสาวดี

มเหสีสีลวดีเมื่อทอดพระเนตรเห็นใบหน้าอันทุกข์ตรมของบุตรชายก็ให้ทรงรู้สึกสงสารเสียยิ่งนัก จึงทรงอนุญาต แต่ก่อนที่พระมหาสัตว์จะทูลลากลับพระตำหนักพระนางได้ตรัสเตือนสติบุตรชายว่า “ ลูกเอ๋ย! หากเจ้าปรารถนาจักไปตามชายาเจ้ากลับมาแม่ก็มิขัดดอก แต่จงจำไว้ ขึ้นชื่อมาตุคามย่อมเป็นผู้มีใจไม่บริสุทธิ์ ฉะนั้นไม่ว่าเจ้าจักทำการใดหากเกี่ยวด้วยสตรีขอเจ้าจงพิจารณาให้รอบครอบก่อนเสมอ ขอลูกแม่จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ”

หลังตรัสเตือนสติบุตรรักองค์เทวีก็ทรงรับสั่งให้นางกำนัลไปจัดเตรียมของบริโภคเลิศรสชนิดต่างๆ ใส่ในโหลทองคำเพื่อให้บุตรชายนำไปบริโภคระหว่างทาง ราชากุสราชครั้นทรงรับของเสวยจากพระมารดาแล้ว ก็ทรงกระทำประทักษิณ ๓ รอบเพื่อแสดงถึงความเคารพสูงสุดที่ทรงมีให้ต่อจอมเทวี จากนั้นจึงเสด็จกลับตำหนักเพื่อทรงจัดเตรียมข้าวของ

การเดินทางครั้งนี้พระองค์ทรงนำพระแสงเบญจาวุธห้าชนิดติดพระองค์ไปด้วย พร้อมกับกหาปณะหนึ่งพัน และท้ายสุดที่มิอาจลืมได้นั่นก็คือพิณโกกนุทที่ทรงได้รับการประทานจากพระมารดา ทรงยกถุงพิณขึ้นสะพายบนพระอังสา (ไหล่) จากนั้นจอมราชันแห่งแคว้นมัลละก็ทรงย่างพระบาทเสด็จออกจากกรุงกุสาวดี มุ่งตรงสู่แคว้น มัททะทันที โดยมิได้ทรงรั้งรอหรือรังเรแต่อย่างใด เนื่องจากทรงเป็นผู้ที่มีพละกำลังมหาศาลมาตั้งแต่กำเนิด ดังนั้นเพียงชั่วเวลาจากเช้าถึงเที่ยงพระองค์ก็ทรงเดินทางได้ถึง ๕๐ โยชน์ แหละพอพักเสวยพระกระยาหารมื้อกลางวันเสร็จก็เสด็จพระราชดำเนินต่อได้อีก ๕๐ โยชน์ ดังนั้นเพียงเวลาหนึ่งวันพระองค์ก็ทรงเดินทางมาถึงชายแดนแคว้นมัททะได้อย่างเป็นที่อัศจรรย์!

เมื่อทรงมาถึงชายเขตแดนแคว้นมัททะขณะนั้นก็เป็นเวลาที่เย็นมากแล้ว จอมราชันทรงเห็นว่าตนเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวันควรจักอาบน้ำเสียหน่อยเพื่อให้ร่างกายสดชื่นแจ่มใส ดังนั้นจึงทรงสรงน้ำในลำธารที่เปรียบ เสมือนเป็นแนวกั้นเขตแดน พอสรงน้ำเสร็จก็เสด็จพระราชดำเนินต่อ บัดนั้นเอง ทันทีที่ฝ่าพระบาทของพระมหาสัตว์เหียบแผ่นดินแคว้นมัททะเท่านั้น ด้วยเดชะแห่งพระโพธิสัตว์เจ้า พระนางประภาวดีที่กำลังบรรทมอยู่บนพระแท่นทองคำอยู่อย่างเป็นสุข อยู่ๆก็ทรงรู้สึกร้อนรุ่มพระวรกายขึ้นมาทันใดโดยมิทราบสาเหตุ จนมิอาจทรงฝืนบรรทมต่อไปได้ จำต้องเสด็จลงจากเตียงทองคำลงมานอนอยู่บนพื้นแทน!

ฝ่ายพระมหาสัตว์เมื่อทรงเข้าเมืองแล้วก็ทรงย่างพระบาทไปตามถนนอย่างไร้จุดหมาย ขณะที่เสด็จพระราชดำเนินสายพระเนตรก็ทรงมองดูสภาพบ้านเมืองกรุงสาคคะยามค่ำไปในตัว เวลานั้นมีหญิงชาวบ้านนางหนึ่งออกมานั่งรับลมอยู่หน้าบ้าน นางพอเห็นจอมราชันซึ่งเป็นคนต่างถิ่นเดินบนถนนเพียงผู้เดียวทราบว่าคงจักไม่มีที่พักพิง จึงเรียกพระองค์ให้ทรงมาพักที่บ้านนาง พระมหาสัตว์เมื่อทรงสดับจึงเสด็จเข้าไป

เมื่อทรงไปถึงแลได้สบตากับนางก็ทรงรู้ว่าหญิงชาวบ้านนางนี้เป็นผู้มีใจอารี จึงทรงแสดงการคราวะนาง หญิงชาวบ้านพอเห็นกิริยาท่าทางของจอมกษัตริย์แตกต่างจากคนทั่วไป จึงรีบไปตักน้ำมาให้พระองค์ทรงใช้ล้างพระบาท จากนั้นก็เข้าเรือนไปจัดที่บรรทมถวาย จอมราชันหลังจากทรงเร่งเดินทางมาอย่างแทบจักมิได้ทรงหายใจหายคอ พอทรงล้มพระวรกายลงบนที่นอนที่หญิงชาวบ้านจัดให้ ก็ทรงหลับใหลไปทันที ด้านหญิงมีน้ำใจพอเห็นพระองค์ทรงหลับไปแล้วก็เข้าครัวไปสำรวจอาหารที่จักทำถวายในตอนเช้า

รุ่งขึ้นพอพระมหาสัตว์ทรงตื่นแลได้เสวยพระกายาหารที่หญิงชาวบ้านได้จัดเตรียมไว้ ก็ทรงรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของนางเป็นอย่างยิ่ง จึงทรงพระราชทานทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะให้ไป ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงมอบโหลทองคำที่พระมารดาใช้ใส่ของเสวยระหว่างทางให้ไปอีก จากนั้นก็ทรงฝากพระแสงเบญจาวุธไว้กับนาง แล้วพระองค์ก็ทรงหยิบเอาถุงพิณโกกนุทขึ้นสะพายบนพระอังสาเสด็จจากไป

หลังทรงออกจากเรือนของหญิงชาวบ้านราชาพลัดถิ่นก็ทรงถามผู้คนถึงที่ตั้งของโรงช้างหลวงว่าอยู่ ณ ที่ใด จากนั้นก็เสด็จไปยังสถานที่นั้นทันที พอไปถึงก็ตรัสกับหัวหน้าโรงช้างว่าพระองค์จักขอทำงานอยู่ที่นี่สักเวลาหนึ่งโดยไม่คิดค่าแรง เพียงแต่ขอให้เขาให้อาหารและที่พักแก่พระองค์เท่านี้ก็พอแล้ว หัวหน้าโรงช้างพอฟังว่าไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเขาจึงรับพระองค์ไว้ทันที

ค่ำวันนั้นหลังจากเสร็จงานพระมหาสัตว์ก็ทรงหยิบพิณโกกนุทขึ้นมาพร้อมกับคำนึงในพระทัย “ ดูก่อนชาว สาคละเอ๋ย ขอพวกท่านจงดื่มด่ำกับเสียงพิณนี้เถิด ” จากนั้นก็ทรงดีดพิณแลทรงขับร้องคลอไปด้วย ขณะนั้นพระนางประภาวดีซึ่งกำลังบรรทมอยู่ที่พื้นข้างๆพระแท่นบรรทมทองคำ พอทรงสดับเสียงพิณของจอมกษัตริย์พระนางก็ทรงทราบทันทีว่าบัดนี้พระเจ้ากุสราชได้เสด็จตามนางมาถึงกรุงสาคละแล้ว!

เสียงพิณผสานเสียงร้องที่พระโพธิสัตว์เจ้าทรงร้องออกไปนั้น ได้กังวานแผ่ไปทั่วนครสาคละ จนเข้าไปในพระกรรณของพระเจ้ามัททราชที่กำลังจะบรรทมอยู่พอดี องค์เหนือหัวมัททราชพอทรงสดับเสียงพิณที่ไพเราะอย่างที่ไม่เคยทรงได้ยินจากที่ไหนมาก่อน ก็ถึงกับทรงรำพึงรำพันขึ้น “ ใครหนอช่างดีดพิณแลร้องเพลงได้ไพเราะนัก อย่ากระนั้นเลย เห็นทีพรุ่งนี้เราควรให้มหาดเล็กไปตามคนผู้นี้มาขับร้องให้เราฟังก่อนนอน ท่าจักดี! ”

ราชันพลัดถิ่นหลังจากทรงขับร้องได้สักพักก็ทรงหยุด ด้วยทรงเกิดความคิดขึ้นว่า การที่พระองค์ทรงมาอยู่ในสถานที่เช่นนี้คงยากจักมีโอกาสได้พบพระชายา หากยังทรงฝืนอยู่ต่อไปก็คงมิเกิดประโยชน์อันใด รังแต่จักเสียเวลาไปเปล่าๆ ดังนั้นเช้ารุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากโรงช้างกลับไปยังเรือนของหญิงชาวบ้านเพื่อเสวยพระกระยาหารเช้า พอเสวยเสร็จก็ทรงฝากพิณโกกนุทไว้กับนางจากนั้นพระองค์ก็เสด็จไปยังโรงปั้นหม้อหลวงเป็นลำดับต่อไป

เมื่อทรงไปถึงโรงปั้นหลวงราชาพเนจรก็ทรงเข้าไปของานกับหัวหน้าโรงปั้น นายช่างผู้เป็นหัวหน้าคนงานพอเห็นพระวรกายอันสูงใหญ่กำยำของพระองค์ก็ให้ถูกใจเป็นกำลัง จึงรับไว้ทันทีแถมยังประเดิมมอบงานให้ทรงไปขนดินสำหรับปั้นภาชนะมาเก็บไว้ที่โรงปั้นเลยในวันแรก พอสั่งเสร็จเขาก็เดินออกไปข้างนอก อ้างว่ามีธุระจักต้องทำ เย็นวันนั้นพอนายช่างปั้นหม้อกลับมาถึงโรงปั้นแลได้เห็นกองดินที่พระมหาสัตว์ทรงขนมากองไว้ เขาก็ถึงกับปากอ้าตาค้างจนพูดไม่ออก ด้วยคิดไม่ถึงว่ามันจักมีขนาดใหญ่โตราวกับภูเขาเลากาได้ถึงเพียงนี้ กองดินเบื้องหน้าหากให้คนทั่วไปขนกัน ก็ต้องใช้เป็นจำนวนอย่างน้อย ๑๐ ถึง ๒๐ คนถึงจักได้กองใหญ่ปานนี้ แต่นี่เกิดจากแรงงานของคนเพียงคนเดียว มันช่างเหลือเชื่อเสียจริงๆ!

หลังมีดินสำหรับปั้นหม้ออยู่ได้นานนับปี รุ่งขึ้นราชากุสราชได้ตรัสกับช่างปั้นหม้อว่าขอให้พระองค์ได้ทรงแสดงฝีมือปั้นให้เขาดูเถิด เพื่อเขาจะได้ชี้แนะ ช่างปั้นพอฟังก็ไม่ขัดข้อง ดังนั้นจอมราชันจึงทรงลงมือปั้นทันที

พระมหาสัตว์ทรงปั้นภาชนะต่างๆขึ้นมามากมายหลายชนิด เล็กบ้างใหญ่บ้าง พอทรงปั้นเสร็จก็ทรงวาดลวดลายลงบนภาชนะเหล่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงมีต่อพระนางประภาวดี เมื่อทรงวาดเสร็จก็ทรงอธิษฐานจิตให้มีแต่พระนางประภาวดีผู้เดียวที่มองเห็นลวดลายนี้ จากนั้นก็ทรงนำภาชนะเหล่านั้นไปผึ่งแดดก่อนจักทรงนำเข้าเตาเผา

เมื่อเผาเสร็จพระองค์ได้ทรงนำภาชนะเหล่านั้นไปให้นายช่างปั้นหม้อดู ช่างปั้นหม้อพอเห็นภาชนะดินเผาของพระมหาสัตว์ก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ด้วยตั้งแต่เขาทำงานด้านนี้มายังไม่เคยพบเห็นภาชนะใดจักมีความงามเท่านี้มาก่อน ดังนั้นรุ่งเช้ายังมิทันที่พระอาทิตย์จักโผล่พ้นขอบฟ้าช่างปั้นผู้อยากได้หน้าก็รีบขนเอาถ้วยโถโอชามที่พระมหาสัตว์ทรงปั้นนำขึ้นเกวียนขับไปให้พระเจ้ามัททราชทอดพระเนตรดู

ราชามัททะครั้นทอดพระเนตรเครื่องปั้นดินเผาที่แสนหมดจดงดงามอย่างที่ไม่เคยทรงเห็นจากไหนมาก่อนก็ทรงรู้สึกอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง จึงตรัสถามช่างปั้นหม้อ “ นี่ท่านนายช่าง ภาชนะเหล่านี้ใครเป็นคนปั้นฤา? ไฉนจึงงามถึงปานนี้ ” ช่างปั้นหม้อคิดจะเอาความดีเข้าตน จึงกราบบังคมทูล “ ขอเดชะ! พระอาญามิพ้นเกล้า ข้าพระบาทเป็นผู้ปั้นเองพระเจ้าข้า ” สมเด็จพระราชาธิบดีพอทรงสดับคำนายช่างก็ทรงรู้ว่าช่างปั้นหม้อผู้นี้กล่าวคำเท็จจึงตรัสไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าว “ ดูก่อนคนปั้นหม้อ! ภาชนะที่เจ้าปั้นมีหรือที่เราจะจำฝีมือไม่ได้ ขอเจ้าจงตอบเรามาตามสัตย์ ว่าเป็นฝีมือใคร? ”

ช่างปั้นหม้อพอฟังน้ำเสียงขององค์ราชันก็ถึงกับเหงื่อกาฬตก รีบก้มลงกราบแทบเบื้องพระบาท พร้อมกับตะกุกตะกักตอบจอมราชาไปอย่างปากคอสั่น “ ขอ..เดชะ.พระ..อาญามิพ้นเกล้า ภาชนะเหล่านี้ ลูกศิษย์คนใหม่ ของข้าพระบาท เป็นคนปั้น พระพุทธเจ้าข้า! ” จอมกษัตริย์เมื่อทรงสดับจึงตรัส “ ฝีมือเยี่ยงนี้เขาไม่น่าจักเป็น ลูกศิษย์เจ้า เจ้านั่นแหละควรจะเป็นลูกศิษย์เขา ไป! จงกลับไปบอกให้เขาปั้นภาชนะต่างๆเพิ่มขึ้นอีก เราจักนำไปให้ลูกเราทั้งแปดเก็บไว้เชยชม เอ้า! นี่ทรัพย์หนึ่งพันกหาปณะ! จงนำไปมอบให้เขา แลจงบอกเขาด้วยว่านี่เป็นรางวัลที่เราประทานให้ ส่วนถ้วยโถโอชามเหล่านี้เจ้าจงนำไปมอบให้กับธิดาของเราทุกนาง ไป! รีบไสหัวไปได้! ” ช่างปั้นเมื่อเห็นจอมกษัตริย์มิได้ทรงติดพระทัยเอาความเรื่องที่ตนโกหกก็ให้แสนโล่งใจเหมือนดังได้ยกภูเขาออกจากอก รีบนำภาชนะของพระมหาสัตว์ไปยังตำหนักพระธิดาทั้งแปดทันที!

กล่าวถึงพระนางประภาวดี ตั้งแต่ทรงทราบว่าราชากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละพระนางก็ทรงวิตกกังวลไม่เป็นอันกินอันนอน พอทรงเห็นช่างปั้นหม้อนำภาชนะดินเผามาถวายก็ให้ทรงดีพระทัย ทรงรีบหยิบเอาภาชนะเหล่านั้นขึ้นมาหวังจักเชยชมเล่น แต่พอทรงเห็นลวดลายบนภาชนะเท่านั้น ความดีพระทัยเมื่อครู่ก็พลันหายไปจนสิ้น ไม่เพียงแค่นั้น ซ้ำยังทรงเกิดความวิตกกังวลเพิ่ม ขึ้นกว่าเดิมอีก ทรงถามช่างปั้นหม้อทันทีว่าผู้ใดเป็นคนปั้นภาชนะเหล่านี้

ช่างปั้นหม้อซึ่งเพิ่งจักได้บทเรียนจากองค์เหนือหัวมาหมาดๆ พอฟังจึงมิกล้าแอบอ้างอีก รีบทูลว่าเป็นฝีมือของลูกศิษย์คนใหม่ตน พระนางประภาวดีพอทรงสดับก็ทรงทราบว่าเป็นฝีมือใคร จึงทรงขว้างภาชนะที่ทรงถืออยู่ลงบนพื้นจนแตกกระจาย พร้อมกันนั้นก็ตรัสกับนายช่างด้วยพระสุรเสียงอันดังว่าพระนางไม่ทรงต้องการของเหล่านี้ ขอเขาจงนำไปให้กับผู้ที่ปรารถนาเถิด เหล่าพระภคินีทั้งเจ็ดเมื่อทรงสดับเสียงภาชนะแตกแลเสียงเอะอะ ต่างก็พากันออกจากตำหนักรีบเสด็จมายังตำหนักพระพี่นางทันที

พอทรงมาเห็นเศษกระเบื้องแตกอยู่เกลื่อนพื้น ก็ทรงพากันแย้มยิ้มให้กัน พระขนิษฐานางหนึ่งทรงคิดจักปลอบพระทัยพระพี่นางจึงตรัส “ โถ.. เสด็จพี่ประภาวดีเพคะ ไฉนจึงทรงขว้างปาภาชนะเหล่านี้ทิ้งเสียเล่า? หรือทรงเข้าพระทัยว่าถ้วยโถโอชามเหล่านี้พระสวามีกุสราชทรงปั้นขึ้นมา? โถ ขออย่าทรงหวาดระแวงไปเลยเพคะ ภาชนะเหล่านี้นายช่างปั้นหม้อเป็นผู้ปั้นขึ้นต่างหาก ขอพระพี่นางโปรดทรงรับไว้เถิด ” องค์เทวีมิทรงต้องการให้บรรดาพระภคินีรู้เรื่องการมาถึงของพระเจ้ากุสราช จึงทรงนิ่งเฉย มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด

ย้อนมาด้านพระมหาสัตว์ พอช่างปั้นหม้อกลับมาถึงโรงปั้นพร้อมกับยื่นกหาปณะหนึ่งพันให้ แถมยังบอกว่าราชามัททะมีรับสั่งให้พระองค์ทรงทำภาชนะเพิ่มขึ้นอีก ก็ทรงดำริขึ้น “ ถึงเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าพระชายาเช่นกัน อย่ากระนั้นเลย ควรไปยังที่อื่นดีกว่า ” พอทรงดำริดังนี้จึงตรัสกับช่างปั้นหม้อให้เขาเก็บเงินเหล่านี้ไว้เถิด พระองค์ทรงมีความปรารถนาอยากจักเรียนรู้ศิลปะแขนงใหม่ๆ ดังนั้นจึงทรงลาเขาเสด็จจากโรงปั้นไปยังสำนักช่างสานหลวงเป็นลำดับต่อไป

ราชาพลัดถิ่นหลังทรงเข้ามาฝึกงานอยู่ที่โรงสานหลวง พระองค์ก็ทรงมีหน้าที่คอยช่วยช่างสานวาดลวดลายลงบนพัดใบตาล พระองค์ทรงวาดรูปต่างๆมากมายหลายชนิด เช่นรูปเศวตฉัตร รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงเสวย รูปสถานที่ที่พระนางประภาวดีทรงยืนเลือกผ้าเป็นต้น ช่างสานพอเห็นฝีพระหัตถ์ก็ถึงกับอัศจรรย์ใจ รีบนำพัดที่พระมหาสัตว์ทรงวาดไปให้ราชามัททะทอดพระเนตรทันที

พระเจ้ามัททราชพอทรงเห็นผลงานอันหมดจดงดงามก็ทรงอัศจรรย์พระทัยไม่แพ้กับได้ทอดพระเนตรเครื่งปั้นดินเผา จึงตรัสถามนายช่างว่าผู้ใดเป็นคนวาดพัดเหล่านี้ ช่างสานพอฟังก็คิดจะเอาดีเข้าตัวเหมือนช่างปั้นหม้อจึงตอบว่าตนเป็นคนวาด ซึ่งราชามัททะก็หาได้ทรงเชื่อไม่แลได้ทรงคาดคั้นเอาความจริงจากนายช่างสานจนทราบว่าผู้ใดเป็นคนวาด เหตุการณ์ลักษณะนี้ยังได้เกิดกับนายช่างร้อยมาลัย แลนายช่างประเภทอื่นๆอีก ซึ่งแต่ละครั้งราชาพเนจรผู้ทรงตามหารักแท้ก็จำต้องทรงย้ายที่อยู่ อยู่เรื่อยไป จนสุดท้ายทรงมาสมัครเป็นลูกมือของสำนักห้องเครื่องต้นหลวง (ห้องครัว)

วันหนึ่งหลังจากพนักงานเครื่องต้นปรุงอาหารเสร็จ เขาก็นำอาหารใส่กระเช้าเตรียมจะหาบไปให้พระราชาแลเหล่าพระราชธิดาเสวย ก่อนไปเขาได้ให้เนื้อติดกระดูกมีมันปนชิ้นหนึ่งแก่ลูกมือคนใหม่พร้อมกับบอกให้นำไปย่างกินเอง จากนั้นเขาก็หาบกระเช้าเข้าวังไป

ด้านลูกมือคนใหม่ซึ่งก็คือพระมหาสัตว์นั่นเอง เมื่อทรงได้รับเนื้อติดกระดูกมาก็ทรงนำขึ้นย่างบนเตาทันที เนื้อย่างพอถูกเปลวไฟไขมันที่เห็นแข็งอยู่ก็เปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำมันหยดลงบนถ่านเพลิงเสียงดังฉี่ๆๆ ไม่เพียงเท่านั้น ซ้ำยังส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วพระราชวังอีก ราชามัททะขณะนั้นกำลังจักทรงเปิดฝาครอบพระกายาหารที่พนักงานเครื่องต้นนำถวาย พอทรงได้กลิ่นเนื้อย่างก็ถึงกับทรงกลืนพระเขฬะ (น้ำลาย) ลงพระศอเสียงดังเอื๊อก! รีบตรัสถามพนักงานเครื่องต้นทันที

“ นี่ท่านพ่อครัว ท่านกำลังย่างอะไรอยู่รึไฉนจึงหอมถึงเพียงนี้? ” พนักงานเครื่องต้นพอฟังก็ประหลาดใจ แต่พอได้กลิ่นเนื้อย่างลอยมาเข้าจมูกก็รู้ทันทีว่าองค์เหนือหัวทรงหมายถึงเรื่องใด จึงทูลว่า “ หามิได้พระเจ้าข้า ข้าพระบาทมิได้ย่างอันใด กลิ่นที่หอมอยู่เวลานี้เห็นทีคงจักเป็นเนื้อติดกระดูกที่ข้าพระบาทให้ลูกมือคนใหม่ย่างบริโภคกินเองพระเจ้าข้า ” ราชามัททะพอทรงสดับก็รับสั่งให้เขารีบไปนำเนื้อชิ้นนั้นมาให้พระองค์ทรงลองชิมดู พนักงานเครื่องต้นพอรับบัญชาจึงรีบวิ่งไปยังห้องครัวทันที

พอถึงก็ฉวยเอาเนื้อย่างบนเตาที่พระมหาสัตว์กำลังทรงย่างอยู่ไปทันใดโดยมิได้บอกกล่าว จากนั้นก็ห้อแน่บกลับมายื่นชิ้นเนื้อนั้นให้องค์เหนือหัวมัททราช ราชามัททะพอทรงรับชิ้นเนื้อจากพ่อครัวก็ทรงค่อยๆยกขึ้นแตะที่พระชิวหา พอพระชิวหาสัมผัสกับความหอมมันของเนื้อเท่านั้น บัดนั้นรสชาติอันแสนเอร็ดอร่อยก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งพระวรกาย จนถึงกับทำให้ราชาแคว้นมัททะมิอาจที่จักทรงหยุดเสวยได้ จนกระทั่งเนื้อติดกระดูกของพระมหาสัตว์เหลือแต่กระดูกขาวโพลนจริงๆนั่นแล พระองค์จึงทรงยอมวาง

หลังเสวยเนื้อย่างที่มีรสชาติอร่อยที่สุดในชีวิต สมเด็จพระราชาธิบดีก็ตรัสให้มหาดเล็กนำทรัพย์มาหนึ่งพันกหาปณะฝากกับพนักงานเครื่องต้นนำไปให้กับลูกมือคนใหม่ จากนั้นก็ตรัสกับพนักงาน เครื่องต้นว่านับแต่นี้ไปเขาไม่ต้องปรุงพระกายาหารให้พระองค์เสวยอีกแล้ว แต่ให้เจ้าลูกมือคนใหม่เป็นคนทำแทน เมื่อกลับถึงห้องเครื่องต้น พนักงานเครื่องต้นก็ได้แจ้งพระดำรัสราชามัททะให้กับพระมหาสัตว์ได้ทรงรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ยื่นทรัพย์ ๑ พันกหาปณะให้พระองค์

ราชาพลัดถิ่นเมื่อได้ทรงสดับคำพนักงานเครื่องต้นก็ให้ทรงลิงโลดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงรู้ว่าบัดนี้ความปรารถนาของพระองค์ได้สัมฤทธิ์ผลแล้ว อีกไม่นานพระองค์จักทรงเห็นหน้าพระนางประภาวดีแล้ว ดังนั้นจึงทรงยกทรัพย์ทั้งหมดให้พนักงานเครื่องต้นไป

เช้ารุ่งขึ้นหลังจากได้รับแต่งตั้งให้ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว พระมหาสัตว์ก็ทรงตื่นบรรทมตั้งแต่ฟ้ายังมิทันสางเพื่อจักลุกขึ้นมาปรุงพระกายาหารให้กับราชามัททะแลพระธิดาทั้งแปด พอทรงทำเสร็จก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปส่งตามตำหนักต่างๆเริ่มจากตำหนักขององค์ราชาก่อน จากนั้นจึงเสด็จไปยังตำหนักของพระนางประภาวดีแลพระธิดาทั้งเจ็ด

ขณะกำลังทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยมายังตำหนักพระนางประภาวดีเวลานั้นองค์เทวีทรงยืนรับลมอยู่หน้าห้องพอดี จึงทรงมองเห็นจอมราชันมาแต่ไกล พอทรงมองเห็นพนักงานเครื่องต้นมิใช่คนเดิม แต่เป็นพระเจ้ากุสราช ทรงปลอมพระองค์มา องค์เทวีก็ทรงดำริ “ ราชากุสราชผู้นี้เหตุใดจึงแสร้งมาทำงานเยี่ยงทาสกรรมกร ไฉนจึงมิได้คำนึงถึงเกียรติ์แลศักดิ์ศรีของตนเลย หากเราทำนิ่งเฉยเธอก็คงจักสำคัญว่าเราปรารถนาในตัวเธอ แลก็คงไม่ยอมไปไหน คงจักเฝ้ามองเราอยู่แต่ในที่นี้อย่างเดียว อย่ากระนั้นเลย จำเราจักต้องขับไล่พระองค์ไปเสีย อย่าให้ทรงได้อยู่แม้ชั่วครู่ชั่วยาม! ”

เมื่อทรงดำริดังนี้จึงรีบเสด็จเข้าห้องพร้อมกับทรงใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งจับบานทวารไว้ รอจนพระมหาสัตว์เสด็จมาถึงจึงทรงชะโงกพระ พักตร์ออกไปตรัสกับจอมราชัน ซึ่งเวลานี้มีสถานะเป็นเจ้าพนักงานเครื่องต้น “ ดูก่อนราชากุสราช พระองค์ทรงหาบกระเช้ามาด้วยพระทัยไม่ซื่อตรง คงต้องเสวยทุกข์ทั้งกลางวันแลกลางคืนเป็นแน่ ขอพระองค์เสด็จกลับกรุงกุสาวดีไปเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาเห็นพระองค์ผู้มีผิวพรรณต่ำทรามอยู่ในพระราชวังของหม่อมฉัน! ”

พระโพธิสัตว์เมื่อทรงสดับวาจาเสียดสีของพระชายาก็หาได้ทรงโกรธไม่ ซ้ำยังกลับทรงดีพระทัยไปเสียยังงั้น ด้วยทรงดำริว่าองค์เทวีทรงกล่าววาจาด้วย จึงตรัสไป “ ประภาวดีเอ๋ย! พี่หลงใหลในเจ้าจึงยอมจากกรุงกุสาวดีมา เพื่อจักได้เห็นเจ้าพี่ยอมทิ้งบ้านทิ้งเมืองมาหวังจักได้อภิรมย์เคียงคู่เจ้าในพระราชนิเวศน์แห่งนี้ ดูก่อนแม่ยอดดวงใจ พี่หลงเจ้าเสียจนไม่รู้ว่าพี่นั้นมาจากทิศไหน แลจักไปต่อยังทิศไหน พี่ลุ่มหลงในดวงเนตรอันแจ่มจรัส ดุจตามฤค (กวาง) ของเจ้าผู้ทรงภูษาทองแลห้อยสังวาลทอง โปรดเถิดเจ้าผู้มีเรือนกายอันงดงาม พี่ไม่ปรารถนาราชสมบัติใดนอกจากเจ้าเท่านั้น! ”

โฉมงามแห่งแคว้นมัททะพอทรงสดับคำพูดเกี้ยวพาราสีของจอมกษัตริย์ก็ทรงดำริ “ ขนาดเรากล่าววาจาขับไล่หวังจักให้เธอเจ็บแสบ แต่จอมราชาพระองค์นี้กลับยังมาพูดจาเกี้ยวพาราสีเราได้อีก ช่างเป็นผู้ที่ดื้อด้านเสียจริง! หากท้าวเธอจักอ้างสิทธิ์ว่าเป็นพระสวามี แล้วเข้ามาจับมือถือแขนเรา ใครเล่าจะห้ามเธอได้? แลหากมีใครผ่านมาแล้วได้ยินคำโต้ตอบของเราแลกษัตริย์ผู้นี้เล่า เห็นทีความลับที่พระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละก็คงจักต้องรับรู้ถึงพระกรรณของเสด็จพ่อเป็นแน่! ” พอทรงดำริดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะก็ทรงประหวั่นพระทัยขึ้นมา จึงทรงปิดบานทวารดังโครมใส่พระพักตร์พระเจ้ากุสราช พร้อมกันนั้นก็ทรงลั่นดาลประตูอย่างแน่นหนา

ฝ่ายราชาตกอับเมื่อทรงเห็นพระชายาปิดบานทวารใส่ก็ทรงยิ้มอยู่ในพระพักตร์ ทรงยกถาดเครื่องเสวยขององค์เทวีวางไว้ที่หน้าห้องนาง จากนั้นก็ทรงหาบกระเช้าไปยังห้องพระธิดาองค์อื่นต่อ พอคล้อยหลังพระมหาสัตว์ได้สักพัก องค์เทวีก็ตรัสให้นางพี่เลี้ยงค่อมไปนำพระกายาหารหน้าห้องเข้ามา แล้วก็ทรงยกอาหารเหล่านั้นให้พี่เลี้ยงค่อมไป ส่วนพระนางเองกลับตรัสให้นางค่อมนำอาหารของตนมาให้พระนางเสวย ซ้ำยังทรงกำชับห้ามบอกเรื่องนี้ให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด

นับแต่นั้นนางค่อมผู้โชคดีก็เลยได้ลาภปากเป็นเครื่องเสวยอันโอชะของธิดากษัตริย์ อย่างที่ไม่คิดไม่ฝันมาก่อน ส่วนอาหารชั้นเลวของตนก็น้อมถวายให้พระนางประภาวดีเสวยไป!


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 04 ส.ค. 2026, 07:04, แก้ไขแล้ว 9 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ก.ย. 2021, 10:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 35


 ข้อมูลส่วนตัว


กุสราชมหาสัตว์ ๓

หลังจากพระเจ้ากุสราชได้ทรงตอบโต้ถ้อยคำกับพระนางประภาวดีในวันนั้นแล้ว หลายวันผ่านไปก็ไม่ได้ทรงเห็นพระพักตร์ของนางอีกเลย จึงทรงเกิดความกังขาว่านางมีความรู้สึกเยี่ยงไรต่อพระองค์ ดังนั้นจึงทรงจักคิดทดสอบดู

วันหนึ่งหลังจากที่ทรงส่งพระกายาหารให้กับพระธิดาทั้งแปดจนครบทุกพระองค์พระมหาสัตว์ก็ทรงหาบกระเช้าย้อนกลับมาทางห้องของพระนางประภาวดีอีกครั้ง พอถึงก็ทรงกระทืบพระบาทลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังสนั่น ถ้วยชามในกระเช้ากระทบกันดังเกรียวกราว จากนั้นพระองค์ก็ทรงแสร้งถอนพระทัยเฮือกใหญ่พร้อมกับทรงทรุดพระวรกายลงไปนอนบนพื้นทำดังประหนึ่งว่าถึงแก่วิสัญญีภาพ

ลำดับนั้นพระนางประภาวดีซึ่งกำลังประทับอยู่ในห้อง พอทรงสดับเสียงโครมครามแลเสียงกระทบกันของถ้วยชาม ก็ทรงตกพระทัย จึงทรงรีบเปิดบานทวารออกมาทอดพระเนตรทันที แล้วพระนางก็ทรงเห็นพระโพธิสัตว์นอนหมดสติอยู่บนพื้น มีไม้คานที่ใช้หาบกระเช้าวางทับอยู่บนพระอุระ พอทรงเห็นก็ทรงดำริขึ้น

“ ราชากุสราช ผู้นี้ทรงเป็นผู้ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีเป็นอย่างยิ่ง การที่ทรงมายอมลำบากทั้งกลางวันแลกลางคืน ทำงานประดุจทาสกรรมกรเยี่ยงนี้ ก็เพราะเราเป็นเหตุ ท้าวเธอทรงเป็นถึงสุขุมาลชาติ (ผู้ดีมีตระกูล) มาแต่กำเนิด มิเคยตรากตรำงานหนักมาก่อน ครั้งนี้มาถูกไม้คานทับเอาไม่รู้จักยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่หรือไม่? หรือจักทรงสิ้นพระชนม์แล้ว? ” พอทรงคิดดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะจึงเสด็จเข้าไปก้มพระพักตร์ดูว่าจอมราชันยังมีพระปัสสาสะ (ลมหายใจ) อยู่หรือเปล่า

ราชันเจ้าเล่ห์ที่ทรงแสร้งทำเป็นสลบ พอทรงเห็นพระชายาทรงก้มพระพักตร์มาก็ไม่ทรงพูดพร่ำทำเพลง ทรงเอื้อมพระหัตถ์คว้าเอาพระวรกายของนางเข้ามาไว้ในอ้อมพระอุระทันที องค์เทวีมิได้ทรงคาดคิดว่าจักทรงถูกพระเจ้ากุสราชทรงกระทำเจ้าชู้ยักษ์ใส่ ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง ทรงเผลอพระองค์ผรุสวาทออกไป

“ ดูก่อนราชากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตอบ ผู้นั้นย่อมมีแต่ความเสื่อม หม่อมฉันไม่ได้รักพระองค์ พระองค์ก็จักบังคับให้หม่อมฉันรัก ก็ในเมื่อคนเขาไม่รัก ไยยังต้องการให้เขารักอีก! ” พระมหาสัตว์ครั้นทรงถูกพระชายาตรัสบริภาษแทนที่จักทรงมีพระพิโรธ ที่ไหนได้กลับทรงแย้มยิ้มเสียยังงั้น ทั้งนี้ก็เพราะเวลานี้พระทัยของจอมราชันล้วนเปี่ยมไปด้วยความปฏิพัทธ์ในสตรีที่อยู่ในอ้อมพระอุระของพระองค์อย่างสุดซึ้ง พอฟังนางบริภาษจึงตรัส

“ ดูก่อนเจ้าผู้มีวงพักตร์ดั่งเพ็ญโสม นรชนใดได้คนที่ไม่ปรารถนาตนมาเป็นคนรัก เราสรรเสริญการได้นั้นว่าเป็นสิ่งดี การไม่ได้ต่างหากที่เป็นความชั่วช้า ” พระธิดาแคว้นมัททะพอทรงสดับถ้อยคำที่เถียงแบบข้างๆคูๆ ก็ให้ทรงมีพระพิโรธขึ้นมาทันใด จึงตรัส

“ ดูก่อนราชาแห่งแคว้นมัลละ พระองค์ทรงปรารถนาหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันหาได้ปรารถนาพระองค์ เปรียบไปก็เหมือนบุรุษโง่เขลาเอาไม้กรรณิการ์มางัดเพชรที่ฝังในหิน เหมือนผู้โง่งมเอาตาข่ายมาดักลม การกระทำทั้งสองย่อมมิอาจเป็นไปได้ ” จอมราชาเมื่อทรงสดับคำกระทบกระเทียบ ก็ทรงแสร้งพยักพระพักตร์คล้อยตาม พอนางตรัสจบจึงตรัส

“ เพชรที่เจ้าพูดคงฝังอยู่ในใจเจ้าที่แข็งกระด้างกระมัง เพราะตั้งแต่พี่เหยียบแผ่นดินสาคละมา พี่ก็ยังไม่เคยได้รับความชื่นชมจากเจ้าเลย น้องยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองพี่อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ตราบใดที่น้องยังคงแสดงกิริยาเยี่ยงนี้ ตราบนั้นพี่ก็คงเป็นได้แค่พนักงานเครื่องต้นคอยทำอาหารให้เจ้าเสวย แต่เมื่อใดที่น้องยิ้มให้พี่ เมื่อนั้นแลพี่จึงจะเลิกเป็นพ่อครัว แลจักกลับมาเป็นราชากุสราชของเจ้าดัง เดิม ”

พระธิดาแห่งกรุงสาคละเมื่อทรงสดับถ้อยคำตัดพ้อของจอมราชันก็ให้ทรงอึดอัดขัดพระทัย ทรงคำนึง “ ราชากุสราชผู้นี้พอเราพูดด้วยก็ยิ่งเซ้าซี้ เห็นทีเราจักต้องแกล้งกล่าวคำมุสาวาทให้เธอจากไปด้วยอุบายดีกว่า ” พอทรงมีความคิดดังนี้โฉมพิลาสแห่งแคว้นมัททะจึงทรงแสดงกิริยาเชิดพระพักตร์เหยียดพระโอษฐ์ตรัสใส่พระมหาสัตว์

“ ข้าแต่จอมกษัตริย์ โหรแคว้นมัททะเคยทำนายหม่อมฉัน ว่าพระสวามีที่เป็นคู่แท้ของหม่อมฉันเป็นบุรุษที่มีรูปโฉมงดงามราวเทพบุตร นั่นย่อมบ่งบอกว่ามิใช่กษัตริย์แห่งแคว้นมัลละแน่นอน พวกเขายังสัญญาว่าหากทำนายผิดจักยอมให้หม่อมฉันบั่นร่างออกเป็น ๗ ท่อนเลย! ”

จอมราชันพอทรงสดับแลทอดพระเนตรเห็นท่าทางการโต้ตอบของนางซึ่งดูไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ถูกขัดใจ ก็สุดจักทรงข่มความขบขันเอาไว้ได้ จึงทรงเปล่งเสียงหัวร่อออกไปเสียจนดังลั่น นั่นยิ่งทำให้โฉมงามผู้มีนิสัยพาลอยู่เป็นทุนเดิมรู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นนางจึงพยายามดิ้นรนเพื่อจะให้หลุดไปจากอ้อมพระอุระของพระเจ้ากุสราชให้ได้ แต่ดูเหมือนจักไม่เป็นผล

หลังจากที่ทรงหัวเราะขบขันอย่างยกใหญ่จนเป็นที่พอพระทัยแล้ว จอมราชาจึงตรัสข่มกลับไปบ้าง “ ดูก่อนน้องหญิง โหรแคว้นมัลละก็เคยทำนายพี่เช่นกัน พวกเขาบอกว่าพระมเหสีของราชากุสราชผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ มีพละกำลังดุจคชสาร นอกจากพระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะแล้ว พระธิดาเมืองใดก็มิคู่ควรกับจอมราชันเยี่ยงพี่ได้! ”

พระนางประภาวดีครั้นทรงสดับก็ยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ไม่รู้จักทรงโต้ตอบจอมกษัตริย์ผู้มีพระพักตร์ด้านหนานี้อย่างไร ดังนั้นจึงทรงก้มพระพักตร์ลงกัดไปที่พระกรของจอมกษัตริย์ทันใด ราชาพลัดถิ่นไม่ทรงคาดคิดว่าเทวีผู้เลอโฉมจะทรงตอบโต้ด้วยวิธีเยี่ยงเด็กเช่นนี้ จึงทรงเผลอพระองค์คลายวงพระกรออก

องค์เทวีทรงเห็นเป็นโอกาสจึงไม่ยอมช้า ทรงผลักพระอุระจอมกษัตริย์ออกไป พร้อมกันนั้นก็ทรงรีบลุกขึ้น วิ่งเข้าห้องไปทันใด แต่กระนั้นก็ยังไม่วายปิดบานทวารดังโครมใหญ่ใส่พระพักตร์พระเจ้ากุสราชเพื่อเป็นการแก้แค้น

ฝ่ายพระมหาสัตว์ครั้นทรงเห็นโฉมงามกระฟัด กระเฟียดเข้าห้องไป ก็ทรงแอบยิ้มอยู่ในพระทัย จากนั้นก็ทรงยกหาบกระเช้าขึ้นพระอังสา เสด็จกลับที่พำนักไป ซึ่งก็คือโรงเครื่องต้นนั่นเอง นับจากนั้นทั้งสองพระองค์ก็มิได้ทรงพบหน้ากันอีก เป็นเวลาถึงครึ่งค่อนปี!

กล่าวถึงพระมหาสัตว์ หลังจากทรงรับหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์ก็ทรงได้รับความลำบากเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจักต้องทรงทำพระกายาหารถวายให้กับราชวงศ์ยังไม่พอ ยังต้องทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะน้อยใหญ่ พอล้างเสร็จก็ต้องทรงไปหาบน้ำเพื่อนำมาใช้อีก แม้แต่ยามบรรทมก็ยังต้องบรรทมอยู่ข้างรางน้ำทิ้ง ตื่นบรรทมก็ต้องทรงตื่นก่อนฟ้าสาง ต้องเสวยทุกข์ทรมานแสนสาหัส ทั้งนี้ก็เพราะกามราคะความหลงใหลในรูปของพระนางประภาวดีเป็นเหตุ

จนวันหนึ่งพระองค์ทรงเห็นนางค่อมเดินผ่านมาทางห้องเครื่องต้น จึงตรัสเรียกนางให้เข้ามา นางขุชชาพอได้ยินพระดำรัสเรียกแทนที่จักรีบเข้าไป ที่ไหนได้กลับเร่งฝีเท้าเดินหนีไปซะยังงั้น จอมราชันจึงรีบเสด็จตามไปทันใด พอทรงไปทันกันจึงตรัสขึ้น

“ นี่แน่ะค่อมเอ๋ย เหตุไฉนนายเจ้าจึงมีใจที่แข็งกระด้างนัก เรามาอยู่วังเจ้าก็นานโขคำถามไถ่เจ็บไข้ไม่สบายสักคำ ก็ยังไม่เคยได้ยินจากปากนาง ยกเรื่องที่หลับที่นอนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ผ้าสักท่อนหมอนสักใบ เคยมีมั้ยที่นายเจ้าจักมีน้ำจิตน้ำใจหยิบยื่นมาให้ แต่นั่นก็ไม่เป็นไร เรื่องพวกนี้เราไม่ติดใจดอก ว่าแต่เจ้าเถอะ หากเราจักขอให้ทำอะไรสักอย่าง เจ้าพอจักทำให้เราได้มั้ย? อย่างพานายเจ้ามาพบเราสักครั้ง หากเจ้าทำได้เราจะให้สร้อยคอทองคำแก่เจ้าเส้นหนึ่ง ”

นางค่อมทีแรกก็ทำเป็นนิ่งไม่ยอมพูดจา แต่พอจอมกษัตริย์ตรัสว่าจะให้สร้อยคอทองคำก็ตาโตทันที รีบทูลตอบว่า“ ข้าแต่มหาราชผู้เปี่ยมเมตตา ในเมื่อพระองค์สัญญาจะให้สร้อยทองหม่อมฉันแล้ว อย่างนั้นขอพระองค์โปรดเสด็จกลับที่พักก่อนเถิด ภายในวันสองวันนี้หม่อมฉันสัญญาจักพาองค์เทวีมาพบพระองค์ให้จงได้ ขอจงทรงรอฟังข่าวดีเถิด ” พอทูลเสร็จพระพี่เลี้ยงผู้หลงใหลในสีเหลืองอร่ามของโลหะมีตระกูล ก็ขอพระราชอนุญาตลากลับไปวางแผนเพื่อพาองค์เทวีมาพบกับราชันตกยาก

สองวันถัดมานางขุชชาค่อมหลังวางแผนเรียบร้อย ก็เข้าไปทำทีเก็บกวาดทำความสะอาดห้องประทับของพระนางประภาวดีเหมือนเคย แต่ครั้งนี้นางเก็บกวาดอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ จนไม่เหลือสิ่งใดจะให้หยิบฉวยได้ แม้แต่รองพระบาทนางก็นำออกไปไว้นอกห้อง

พอทำความสะอาดเสร็จก็ลากม้านั่งตัวหนึ่งมาตั้งคร่อมธรณีประตูเอาไว้ จากนั้นก็ลากม้านั่งอีกตัวมาตั้งด้านตรงข้ามเพื่อใช้เป็นที่พาดพระบาทขององค์เทวี แล้วนางก็นั่งบนม้านั่งตัวที่คร่อมธรณีประตูพร้อมกับทูลเชิญพระธิดาองค์โตแห่งแคว้นมัททะให้เสด็จมานอนบนตักนาง เดี๋ยวนางจักสางพระเกศาให้

องค์เทวีเมื่อทรงเห็นพระพี่เลี้ยงวางม้านั่งค่อมธรณีประตูผิดแผกไปจากเดิมก็ทรงสงสัย จึงตรัสถามไฉนจึงไม่ทำในห้องเหมือนเคย พี่เลี้ยงค่อมตอบว่าตรงนี้สว่างกว่ามองเห็นง่าย ขอเทวีโปรดทรงมานอนบนตักนางโดยไวเถิด พระธิดาประภาวดีเมื่อทรงสดับจึงเสด็จเข้าไปบรรทมบนตักนาง

ระหว่างที่องค์เทวีทรงหลับพระเนตรอยู่บนตักพี่เลี้ยง มือหนึ่งนางขุชชาก็แหวกเส้นพระเกศาแสร้งทำเป็นหาไข่เหา ส่วนอีกมือก็ยกขึ้นไปรูดเส้นผมของตนซึ่งล้วนมีแต่ไข่เหาเกาะอยู่เต็ม แล้วนางก็กำเอาไข่เหาที่รูดเอาไว้ในมือ จากนั้นก็แสร้งอุทาน

“ ตายจริง! เส้นพระเกศาพระธิดาไฉนจึงมีไข่เหาเกาะอยู่ด้วยเพคะ ” ว่าแล้วนางก็แบมือที่กำไข่เหาจากศีรษะตน ให้พระธิดาทอดพระเนตร “ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อมจักจัดการให้เกลี้ยงเลย ขอพระธิดาโปรดทรงบรรทมให้สบายพระทัยเถิด ”

ขณะที่แสร้งทำเป็นแหวกเส้นพระเกศา ปากก็พร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของพระมหาสัตว์ ไปต่างๆนานา “ น่าสงสารราชากุสราชจริงจริ๊ง! ทรงยอมสละได้แม้แต่ราชบัลลังก์เพื่อมาตามหาสตรีอันเป็นที่รัก แม้จักทรงลำบากเพียงใดที่ต้องทรงลุกขึ้นมาหุงหาพระกายาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ก็มิเคยจักทรงปริโอษฐ์บ่น ไม่เพียงเท่านั้น พอทรงทำพระกายาหารเสร็จ ก็ยังต้องทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยตะรอนไปตามตำหนักต่างๆเพื่อถวายให้กับพระภคินีของหญิงที่รักให้ครบทุกพระองค์

พอแต่ละองค์เสวยเสร็จก็ต้องทรงตามไปเก็บถ้วยชามเพื่อนำไปล้าง พอทรงล้างเสร็จจักทรงพักสักหน่อย ก็ถึงเวลาจักต้องทรงทำพระกายาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นต่อ หมุนไปวนมาอยู่อย่างนี้จนเที่ยงคืนสองยามถึงจักได้บรรทม ทั้งนี้ก็เพราะทรงต้องการจักได้เห็นหน้านางอันเป็นที่รักเท่านั้น

ค่าจ้างค่าแรงรึก็มิได้ทรงเรียกร้องแต่อย่างใด ทรงหวังเพียงคำปฏิสันถารจากหญิงคนรักเวลาบังเอิญได้พบกัน เท่านั้นก็ทรงดีพระทัยแล้ว แต่นี่แม้คำทักทายสักคำจากนางในดวงพระทัย ก็ยังมิเคยได้ยินจากปากนาง! ช่างเป็นชายชาติอาชาไนยที่น่าสงสารจริงๆ! ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคำพระพี่เลี้ยงในทำนองเห็นใจพระมหาสัตว์ก็ทรงมีพระพิโรธขึ้นมาทันใด จึงทรงลุกขึ้นจากตัก พร้อมกับทรงตวาดนางพี่เลี้ยงไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง “ เหม่! นางขุชชา จงหุบปากของเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! การที่เจ้ามาพูดสามหาวเยี่ยงนี้ ฤามิกลัวเราจักสั่งตัดลิ้นเจ้าทิ้ง! ”นางค่อมไม่เคยเห็นพระธิดาทรงแสดงกิริยาโกรธเยี่ยงนี้มาก่อน พอเห็นเข้าก็ถึงกับตกใจเป็นกำลัง แต่เพื่อสร้อยทองอันเหลืองอร่ามบาดตาบาดใจ วันนี้ไม่ว่ายังไงก็ต้องกล่อมนางให้จงได้

ดังนั้นจึงตัดสินใจผลักองค์เทวีเข้าไปในห้อง จากนั้นนางก็รีบปิดบานทวารแลดึงเชือกชักลูกดาลด้านบน (กลอนประตูด้านบน) เอามาเก็บไว้กับตน พระนางประภาวดีไม่ทรงคิดว่านางค่อมจักกล้าแสดงกิริยาสามานย์ต่อพระนางเยี่ยงนี้ จึงทรงตกพระทัยจนทำอะไรไม่ถูก มารู้พระองค์อีกทีบานทวารก็ถูกลั่นดาลแล้ว มิหนำซ้ำเชือกชักลูกดาลก็ถูกนางค่อมฉวยเอาไปอีก พระนางจึงมิอาจที่จักทรงเปิดบานประตูได้ ดังนั้นจึงทรงทุบบานทวารรัวๆพร้อมกับทรงตะโกนบอกให้นางพี่เลี้ยงค่อมรีบเปิดบานทวารเป็นการด่วน

ด้านนางขุชชาเมื่อตัดสินใจแล้วก็มิอาจถอยกลับได้ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมเทวีให้คล้อยตามโดยยกเหตุผลต่างๆมาแสดงให้นางเห็น “ ข้าแต่พระแม่เจ้า อันรูปร่างพระองค์นอกจากจักดูงดงามเมื่อยามมองแล้ว ที่เหลือยังจักมีประโยชน์อันใดเล่า มันสามารถจักยังชีวิตผู้คนได้เหมือนข้าวปลารีก็เปล่า? ราชากุสราชเพียงแค่ทรงมีพระรูปโฉมไม่งดงามเท่านั้น แต่คุณสมบัติอย่างอื่นกษัตริย์ใดในชมพูทวีปจักหาญเทียบเล่า

ทรงเป็นถึงจักรพรรดิมหาราช ทรงเป็นนักปราชญ์เรืองปัญญา ทรงเป็นราชาที่มีทรัพย์มหาศาล ทรงมีทแกล้วทหารเป็นอันมาก ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ทรงมีพระทัยรักศิลปะ ทรงมีทักษะการยุทธ์ ทรงมีพระสุรเสียงประดุจราชสีห์ ทรงมีความชำนาญดนตรีขับร้อง ขอพระธิดาโปรดทรงไตร่ตรองเถิด บุรุษทั่วแผ่นดินยังจักมีผู้ใดที่มีความสามารถเสมอกับจอมราชันพระองค์นี้อีกหรือ? เหตุฉะนี้ขอเทวีโปรดทรงกะทำความรักให้บังเกิดกับท้าวเธอเถิด ”

พระนางประภาวดีเมื่อทรงสดับคำสรรเสริญนานัปการของพระสวามีจากปากของบ่าวรับใช้คนสนิท ถ้าเป็นหญิงทั่วไปก็คงจักดีใจจนบอกไม่ถูก แต่ที่ไหนได้ พระนางกลับยิ่งทรงมีพระโมโหโกรธามากยิ่งขึ้นไปอีกทรงตะโกนตรัสบริภาษนางค่อมอยู่ภายในห้องเสียจนดังลั่น “ เหม่!นางขุชชาค่อม เจ้านี่ช่างอกตัญญูเสียจริง เจ้าคิดจะขู่เรารึ? ”

พี่เลี้ยงค่อมพอฟังจึงตอบ “ หามิได้เพคะ หม่อมฉันมิได้ขู่ หากแต่กำลังปกป้องพระนางต่างหาก ที่ผ่านมาหากหม่อมฉันไม่ปกป้องพระองค์ เข้าไปทูลองค์เหนือหัวว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมาถึงกรุงสาคละแล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนก่อน พระองค์ยังจักทรงอยู่อย่างสุขสบายเยี่ยงนี้หรือ นี่ก็เพราะเห็นแก่พระพักตร์พระองค์ อย่างไรเสียเพลานี้จักเข้าไปทูลให้ทรงทราบเลยก็แล้วกัน! ”

องค์เทวีพอทรงสดับคำขู่นางค่อมก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นกำลัง ทรงหวั่นเกรงว่าจักมีผู้อื่นแอบได้ยินดังนั้นจึงทรงจำพระทัยรับปากนาง แต่มีข้อแม้ ต้องขอเวลาให้พระนางได้ทรงทำพระทัยสักสิบวันหรือครึ่งเดือนก่อน

ย้อนมาทางด้านพระมหาสัตว์ หลังจากนางค่อมสัญญาว่าจะพานางอันเป็นที่รักมาพบ คืนวันนั้นราชันผู้โหยรักก็ทรงตื่นเต้นพระทัยจนถึงกับบรรทมไม่หลับ ยังมิทันจักสางก็ทรงรีบลุกขึ้นมาจัดเตรียมข้าวของเพื่อทำพระกายาหารแล้ว ระหว่างทรงปรุงอาหารก็คอยชำเลืองไปทางช่องทวารอยู่บ่อยครั้งว่าเมื่อไหร่หนอ นางขุชชาจะพาโฉมงามอันเป็นที่รักมาสักที เฝ้าแต่รอแล้วรอเล่า จนผ่านมื้อเช้าเข้ามื้อเที่ยง ล่วงเลยมาจนถึงมื้อเย็น ก็ยังไม่ทรงเห็นแม้เงา

ความลำบากบวกกับการพักผ่อนน้อยเพราะต้องทรงงานหนักตั้งแต่เช้าจรดค่ำ อีกทั้งที่หลับที่บรรทมก็มิได้มีความสุขสบาย จึงทำให้พระหทัยที่เคยเข้มแข็งกลับอ่อนแอลง ทรงดำริว่านางค่อมผู้นี้เห็นทีคงจักพึ่งไม่ได้ แม้พระองค์จักทรงรอคอยต่อก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นพระพักตร์ของพระชายาแน่ ดังนั้นจึงทรงคิดจะกลับแคว้นมัลละไปเยี่ยมพระมารดา

เพลานั้นท้าวสักกะผู้ทรงเฝ้าตามพฤติการณ์ของพระมหาสัตว์มาโดยตลอด พอทรงเห็นองค์โพธิสัตว์ทรงรู้สึกท้อพระทัยจอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงดำริ“ราชากุสราชไม่ได้เห็นหน้าพระนางประภาวดีมาเป็นเวลาครึ่งปีจึงเกิดความท้อแท้ เห็นทีเราต้องทำให้เธอสมปรารถนา แล้ว”

เมื่อทรงคิดดังนี้จอมเทพแห่งตาวติงสาจึงทรงบัญชาให้เทพบริวารจัดตั้งขบวนทูต ๗ ขบวนอ้างว่าเป็นทูตจากกรุงสาคละเดินทางไปยังแคว้น ๗ แคว้นส่งพระราชสาสน์ให้กับราชาแต่ละแคว้นทราบว่าบัดนี้พระนางประภาวดีได้ทรงเป็นอิสสระจากพระเจ้ากุสราชแล้วแลกำลังประทับอยู่ที่กรุง
สาคละ หากพระราชาแคว้นใดปรารถนาจักรับนางไปเป็นพระชายา ก็จงรีบเสด็จมารับโดยไวเถิด

ราชาทั้งเจ็ดพอทรงทราบต่างก็ยกทัพมายังกรุงสาคละทันที เมื่อทัพทั้ง ๗ ยาตรพลมาถึงเขตพระนครชั้นนอกกษัตริย์แต่ละแคว้นถึงทราบ มิได้มีแต่ตนผู้เดียวที่ต้องการพระนางประภาวดี แต่ยังมีกษัตริย์อีกถึง ๖ แคว้นก็มีความประสงค์เช่นเดียวกัน ดังนั้นแต่ละพระองค์จึงทรงพิโรธโกรธกริ้วพระเจ้า มัททะกันเป็นการใหญ่ พวกเขาจึงเข้ารวมกลุ่มปรึกษากันว่าจักจัดการกับราชาองค์นี้อย่างไร

“ ดูเถิดท่านทั้งหลาย ราชามัททะนี่ช่างกระไร ตนเองมีลูกสาวอยู่คนเดียวแต่จะยกให้ลูกเขย ๗ คน ท่านทั้งหลายจงดูความประพฤติอันไม่เหมาะสมของพระเจ้ามัททะเถิดสงสัยคงจักเห็นพวกเราเป็นทารกอมมือกระมัง จึงแกล้งหยอกล้อเยี่ยงนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่าพวกเราจงช่วยกันจับราชาพระองค์นี้มาลงโทษเถิด ” กษัตริย์ ทั้ง๗เมื่อเห็นตรงกัน แต่ละแคว้นจึงเคลื่อนทัพมาประชิดกำแพงเมืองกรุงสาคละทันที พร้อมกันนั้นก็ส่งพระราชสาสน์ไปยังแคว้นมัททะมีใจความว่า ให้ส่งพระนางประภาวดีมาให้แคว้นตนโดยด่วน มิฉะนั้นกรุงสาคละจักต้องเรียบเป็นหน้ากลอง

กล่าวถึงพระเจ้ามัททราชผู้ทรงไม่รู้อิโหน่อิเหน่ จู่ๆพอทรงสดับพระราชสาสน์ก็ให้ทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบตรัสให้มหาดเล็กไปตามเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพนายกองมาเข้าเฝ้าเป็นการด่วน หลังจากบรรดาเสนาแม่ทัพได้ปรึกษาหารือกัน จึงทูลองค์เหนือหัวมัททราช

“ ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า! กษัตริย์ทั้ง ๗ เสด็จมาแคว้นเรา ก็เพราะประสงค์จักได้พระธิดาประภาวดีไปเป็นพระชายา หากพระองค์มิทรงยกเทวีให้แล้ว บรรดาท้าวเธอก็จักทรงยกทัพมาพังกำแพงเมืองเราเสียเป็นแน่ เห็นทีครานี้แคว้นเราคงไม่พ้นต้องพินาศจนมิอาจกอบกู้คืนได้แน่ พวก ข้าพระบาทเห็นว่าพระองค์ควรส่งพระธิดาประภาวดีให้กับกษัตริย์เหล่านั้นเสียเถิดพระเจ้าข้า! ”

ราชามัททะพอทรงสดับพระทัยหนึ่งก็ทรงรู้สึกสงสารบุตรสาวเสียยิ่งนัก แต่อีกพระทัยก็ให้ทรงนึกโกรธที่นางบังอาจทิ้งราชากุสราชมา ทรงคิดทบทวนอยู่ในพระทัยว่าจักทำเช่นไรดี

“ หากเรายกลูกสาวให้กษัตริย์แคว้นใดแคว้นหนึ่ง กษัตริย์ที่เหลือก็คงยกทัพมาตีเมืองเราเช่นกัน แต่หากไม่ยกให้แคว้นใดกรุงสาคละก็หนีไม่พ้นจักต้องพินาศอยู่ดี เฮ้อ! ช่างเป็นเรื่องที่ยากไขเสียจริง! ทั้งนี้ก็เพราะนังลูกไม่รักดีที่ทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปมาด้วยรังเกียจว่ารูปไม่งามเท่านั้น บัดนี้เมื่อกรรมตามมาถึง เห็นทีก็คงต้องปล่อยให้นางรับผลแห่งการกระทำของตนไปแต่เพียงลำพังก็แล้วกัน! ”

พอทรงดำริดังนี้พระ ราชาธิบดีผู้ทรงเห็นความสำคัญของบ้านเมืองเหนือสิ่งอื่นใด จึงทรงจำตัดพระทัยประกาศออกไปต่อที่ประชุมขุนนางด้วยพระสุรเสียงอันดัง “ ดูก่อนท่านทั้งหลาย ความสงบสุขของบ้านเมืองแลอาณาประชาราษฎร์ จักต้องมาก่อน ก็ในเมื่อพระธิดาประภาวดีคือต้นเหตุแห่งปัญหา ฉะนั้นเพื่อมิให้เหล่าพสกนิกรตลอดจนไพร่พลต้องมาล้มตาย เราจักสั่งประหารนางพร้อมกับตัดร่างออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กับกษัตริย์เจ็ดแคว้น! ”

ทันทีที่จบพระราชโองการ ทั่วทั้งท้องพระโรงอันกว้างใหญ่ก็ถึงกับเงียบกริบลงไปราวกับไร้ซึ่งผู้คน บรรดาเสนาอำมาตย์ตลอดจนแม่ทัพทั้งหลายต่างก็หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ก็หามีผู้ใดกล้าเสนอความเห็นคัดค้านไม่ นางกำนัลนางหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ด้านนอก พอได้ยินพระราชโองการว่าให้ประหารพระธิดาประภาวดีพร้อมกับตัดเป็น ๗ ท่อน ก็ถึงกับตกใจหน้าซีด รีบวิ่งมาทูลให้องค์เทวีได้ทรงรับทราบทันที

ลำดับนั้นโฉมงามผู้มีผิวพรรณดั่งทอง ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ พอทรงสดับคำนางกำนัลก็ถึงกับสีพระพักตร์ซีดเผือด พระเนตรทั้งสองเอ่อล้นไปด้วยพระอัสสุชล รีบเสด็จไปยังตำหนักพระมารดาทันใด พอถึงก็ทรงฟูมฟายต่อพระพักตร์

“ ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์โปรดทรงจดจำดวงหน้าอันงดงาม ดวงเนตรที่สุกสกาว แลผิวพรรณที่ขาวผ่องของลูกไว้เถิด เพราะอีกไม่กี่เพลามันจักไม่ปรากฏให้ทรงได้เห็นอีกแล้ว พระบิดาจักทรงให้เพชฌฆาตประหารลูก แล้วตัดร่างของลูกออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กับกษัตริย์ทั้งเจ็ด

กษัตริย์เหล่านั้นเมื่อทรงได้รับเนื้อหนังของลูกก็คงจักโยนมันทิ้งในป่าให้แร้งกาจิกกินกันเป็นที่สนุก ฝ่ามือที่อ่อนละมุน แผ่นเล็บที่แดงชมพู พวกเขาก็คงจักตัดทิ้งเสียแล้วโยนให้ฝูงสุนัขจิ้งจอกกัดแทะกันอย่างเอร็ดอร่อย ข้าแต่พระมารดา หากกษัตริย์เหล่านั้นให้เดรัจฉานกัดกินเนื้อหนังของลูกจนหมดสิ้นแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงขอเอากระดูกของลูกจากพวกเขามาเผาด้วยเถิด

แลขอโปรดทรงปลูกสวนกรรณิการ์ไว้ในสถานที่ที่เผาศพลูกด้วย ยามใดที่ดอกกรรณิการ์เบ่งบาน ปุยหิมะเริ่มโปรยปราย กาลนั้นขอพระมารดาโปรดทรงหวนรำลึกว่าครั้งหนึ่งพระองค์ทรงเคยมีบุตรสาวที่มีผิวพรรณเยี่ยงดอกไม้นี้ผู้หนึ่ง ” โฉมงามแห่งแคว้นมัททะครั้นทรงถูกมรณภัยเข้าคุกคามที่เบื้องหน้า ก็ถึงกับทรงหลั่งพระอัสสุชลพร่ำเพ้อรำพันดังราวกับคนบ้าใบ้ไร้สติ!

ฝ่ายราชามัททะเมื่อทรงตัดสินพระทัยประหารบุตรสาวแล้วก็มิอาจที่จักทรงแก้ไขกลับคืนได้ จึงรับสั่งให้ทหารไปลั่นระฆังแจ้งให้ข้าราชบริพารทั้งหมดมารวมกัน ยังลานหน้าระบรมมหาราชวัง พร้อมกันนั้นก็ทรงบัญชาให้มหาดเล็กไปตามนายเพชฌฆาตมาเข้าเฝ้า

ด้านพระมเหสีแคว้นมัททะขณะกำลังทรงฟังบุตรสาวพร่ำเพ้อรำพัน พอทรงได้รับรายงานว่าองค์เหนือหัวมัททราชมีรับสั่งให้นายเพชฌฆาตเข้าเฝ้า จึงรีบเสด็จไปยังท้องพระโรงทันที พอถึงก็ตรัสถามจอมราชา

“ ข้าแต่มหาราช พระองค์จักทรงประหารธิดาหม่อมฉัน แล้วบั่นเป็นท่อน ส่งให้กษัตริย์เจ็ดแคว้นจริงหรือเพคะ! ” ราชามัททะเมื่อทรงสดับก็ทรงพยายามข่มกลั้นพระอัสสุชลมิให้หลั่งไหล ทรงแสร้งตะคอกใส่พระชายาไปด้วยพระสุรเสียงที่แข็งกร้าว

“ ดูก่อนพระชายา ก็ธิดาท่านไยมาทิ้งพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปไปเสียได้ ที่ผ่านมาท้าวเธอไม่ทรงติดพระทัยเอาความกับแคว้นเรา ก็ถือว่าเป็นบุญของแคว้นอย่างยิ่งแล้ว มาบัดนี้เมื่อความพินาศกำลังจักกล้ำกลายบ้านเมืองนอกจากหนทางตายแล้ว ไม่มีวิธีอื่น พระธิดาประภาวดีจักต้องรับผลแห่งความทะนงในรูปโฉมของตนด้วยความตายสถานเดียว! ”

จอมเทวีพอทรงสดับพระดำรัสแบบตัดเยื่อใยของพระสวามี ก็เหมือนหนึ่งว่าดวงพระทัยจักขาดเสียให้ได้ ค่อยๆเสด็จกลับตำหนักดังราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ เมื่อทรงมาถึงพอทรงเห็นดวงเนตรของธิดาอันเป็นที่รักเต็มเปี่ยมไปด้วยพระอัสสุชล พระนางก็ทรงหลั่งน้ำพระเนตรตามไปด้วย จนผ่านไปพักใหญ่จึงทรงมีพระดำรัสตรัสปลอบบุตรสาว

“ ลูกเอ๋ย! บิดาเจ้าไม่อาจทำตามคำขอของแม่ได้ เห็นทีวันนี้เจ้าคงไม่แคล้วต้องไปสู่สำนักแห่งพระยายมเสียเป็นแน่ บุตรคนใดไม่เชื่อฟังบิดามารดาผู้เห็นประโยชน์แห่งลูกหลาน บุตรคนนั้นย่อมรับผลที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝันเยี่ยงนี้แล ที่ผ่านมาหากเจ้าไม่ทิ้งราชากุสราชกลับแคว้นเรา วันนี้ก็คงไม่มีเรื่องเช่นนี้แน่! ประภาวดีเอ๋ย! เสียงกลองที่ดังตึงๆ เสียงช้างศึกที่แผดกึกก้อง เจ้าเห็นตระกูลไหนยิ่งใหญ่กว่าตระกูลพระสวามีเจ้าหรือไม่? เหตุไฉนเจ้าจึงจากมา?

ประภาวดีเอ๋ย! เสียงนกยูงที่กู่ขับขาน เสียงกุมารร้องรำทำเพลง เจ้าเห็นตระกูลไหนจักมีความสุขยิ่งกว่าตระกูลพระสวามีเจ้าหรือไม่? เหตุไฉนเจ้าจึงจากมา? ถ้าวันนี้พระเจ้ากุสราชผู้เป็นจอมกษัตริย์ประทับอยู่ที่นี่ มีหรือกษัตริย์ทั้งเจ็ดจักกล้ามาแสดงกิริยาที่กำแหงเยี่ยงนี้ คงจะถูกจอมราชันขับไล่เสียจนแตกกระเจิงเสียเป็นแน่ แต่เจ้ากลับทำลายเกราะคุ้มภัยของเจ้าเองแล้วอย่างนี้เจ้าจักโทษใคร? ”

พระนางประภาวดีซึ่งบัดนี้ดวงเนตรทั้งสองล้วนแดงก่ำ ครั้นทรงสดับคำพระมารดาที่ว่า “ หากวันนี้พระเจ้ากุสราชประทับอยู่ที่นี่ ” ก็เหมือนหนึ่งคนที่เดินวกวนติดอยู่ในถ้ำที่มืดมิดแล้วจู่ๆก็พลันเห็นแสงสว่างส่องเข้ามาจากปากถ้ำ ทรงอุทานในพระทัย

“ ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระปรีชาสามารถเพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ในพระราชวังของเรามิใช่หรือ เช้าที่ผ่านมายังทรงนำพระกายาหารมาวางไว้ที่หน้าห้องเราเลย จำเราจักบอกความจริงให้พระมารดาทราบเสียเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนี้โฉมงามแห่งแคว้นมัททะจึงตรัสกับจอมเทวี

“ ข้าแต่พระมารดา ก็พระเจ้ากุสราชผู้ทรงพระ ปรีชาสามารถ เพลานี้พระองค์ก็ทรงอยู่ในพระราชวังของเราแล้วนี่เพคะ! ไฉนยังจักถามหาพระองค์ อีก? ” มหาเทวีครั้นทรงสดับคำบุตรสาวก็ให้ทรงรู้สึกสงสารลูกเสียยิ่งนัก ทรงคิดว่าลูกตนคงจักกลัวตายเสียจนสติเลอะเลือน จึงตรัสปลอบ

“ โถ! ลูกแม่ เจ้าคงจักกลัวตายเสียจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้วกระมัง หากพระเจ้ากุสราชประทับอยู่ที่นี่จริงมีหรือแม่จะไม่รู้? อย่าว่าแต่ทรงอยู่ในวังเลย เพียงแค่พระองค์เสด็จมาถึงกึ่งทางก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมายังแคว้นเราแล้ว แลยิ่งหากทรงรู้ว่าแคว้นเรากำลังมีเรื่องคอขาดบาดตาย มีหรือพระองค์จักไม่ทรงปรากฏพระวรกายออกมาช่วยเหลือ แต่พระเจ้ากุสราชที่เจ้าเพ้อคงจักกลัวตายเสียล่ะกระมัง จึงไม่เห็นแม้เงา! ”

โฉมงามเมื่อทรงเห็นพระมารดาไม่ทรงเชื่อจึงตรัส “ หากพระมารดาทรงไม่เชื่อ อย่างนั้นขอเชิญเสด็จไปที่ช่องพระแกลแล้วทอดพระเนตรไปที่โรงเครื่องต้นเถิดเพคะ พนักงานที่ทรงพระภูษาหยักรั้ง แลกำลังทรงก้มพระองค์ล้างถ้วยชามอยู่ นั่นก็คือราชากุสราช! แหละพระองค์ก็ประทับอยู่ที่วังเรามานานถึงเจ็ดเดือนแล้วเพคะคะ! ”

ลำดับนั้นพระมเหสีแคว้นมัททะพอทรงสดับคำพูดบุตรสาว พระองค์ก็ทรงจ้องสายพระเนตรไปที่ใบหน้านางเขม็ง เสมือนหนึ่งจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ขณะเดียวกันก็ทรงค่อยๆย่างพระบาทไปยังช่องพระแกล พอถึงก็ทอดพระเนตรไปตามที่นางบอก

ทันใดก็ทรงเห็นพระมหาสัตว์ในฉลองพระองค์ที่เก่าซอมซ่อ ดูแล้วไม่ต่างจากพวกทาสกรรมกร กำลังทรงก้มพระองค์ล้างถ้วยชามอยู่ พอทรงเห็นเช่นนั้นความสงสารที่มีให้บุตรสาวมื่อครู่ก็ถึงกับปลาตหายไปจนสิ้น ทรงเปลี่ยนไปเป็นพระโมโหโกรธาแทน ทรงเผลอพระองค์ตรัสบริภาษบุตรสาวไปทันใด

“ เหม่! ประภาวดี! เหตุไฉนเจ้าจึงเป็นหญิงจัณฑาลประทุษร้ายต่อตระกูลถึงเพียงนี้ เจ้าเป็นถึงธิดาองค์โตของพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงพูดจาเปรียบเทียบพระสวามีด้วยชนชั้นต่ำเยี่ยงทาสกรรมกรได้? ” บุตรสาวเมื่อถูกตำหนิจึงตรัส

“ หม่อมฉันหาได้เป็นหญิงจัณฑาล แลหาได้ประทุษร้ายต่อตระกูลเหมือนดั่งคำพระมารดาไม่ ที่ทรงเห็นนั้นคือราชากุสราชพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราชจริงๆเพคะ พระราชาองค์ใดสามารถเชิญพราหมณ์สองหมื่นคนให้มาบริโภคอาหารในเวลาใดก็ได้ พระราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! พระราชาองค์ใดสามารถสั่งเตรียมช้างศึกสองหมื่นเชือก รถศึกสองหมื่นคันได้ในเวลาใดก็ได้ พระ ราชาองค์นั้นก็คือพระเจ้ากุสราช! หากแต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยผิดเองว่าท้าวเธอทรงเป็นทาสกรรมกร ขอถวายพระพร! ”

พระมเหสีแคว้นมัททะเมื่อทรงสดับคำพรรณนาพระอิสริยยศของพระมหาสัตว์ด้วยอาการที่หนักแน่นจากปากลูกสาว ก็ทรงดำริ “ ฤาลูกเราจักพูดความจริง เพราะดูจากท่าทางที่นางกล่าวเหมือนจักมิได้โกหก อย่างไรเสียเราควรไปทูลให้องค์เหนือหัวได้ทรงรับทราบไว้ก่อน ท่าจักดี! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมเทวีจึงตรัสกับบุตรสาวว่าให้จงอยู่ที่นี่ อย่าได้ไปไหน จากนั้นพระนางก็รีบเสด็จไปยังท้องพระโรงอีกครั้ง

เวลานั้นราชามัททะกำลังทรงย่างพระบาทวนไปเวียนมาอยู่ในห้องบรรทมครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทรงตัดสินพระทัยไป ไม่ทราบว่าตนทำถูกหรือผิด ครั้นทรงเหลือบมาเห็นพระชายาเสด็จกลับมาอีกด้วยความที่ยังทรงมีพระอารมณ์ขุ่นมัว จึงตรัสไปด้วยพระสุรเสียงอันกราดเกรี้ยว

“ ดูก่อนพระชายา! หากจักมาพูดให้เราเปลี่ยนใจล่ะก็ ขอจงกลับตำหนักไปเถิด! เราขอย้ำสิ่งที่เราพูดไปแล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลง! ” จอมเทวีเมื่อทรงสดับคำขับไล่ก็หาได้ทรงโกรธไม่ ทรงย่างพระบาทเข้าไปใกล้พระสวามีพร้อมกับตรัสให้จอมราชาทรงเย็นพระทัยก่อนจากนั้นก็ทรงเล่าเรื่องที่บุตรสาวบอก

พระเจ้ามัททะพอทรงสดับก็ให้ทรงตื่นเต้นพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องนี้หากเป็นจริงปัญหาที่หนักอกอยู่เวลานี้ก็พอจักมีทางแก้แล้ว แต่อย่างไรก็ยังมิทรงยอม เชื่อเสียทีเดียว จึงรีบเสด็จมายังตำหนักพระมเหสีพร้อมองค์เทวี

เมื่อเสด็จมาถึงก็ทรงเห็นบุตรสาวยังนั่งร้องไห้อยู่ จึงตรัสถาม “ ดูก่อนประภาวดี ที่แม่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือไม่? ” โฉมงามซึ่งขณะนี้พระพักตร์ยังนองไปด้วยน้ำตา พอทรงสดับคำถามพระบิดาจึงตรัส “ เป็นจริงเพคะ! ” ราชามัททะพอทรงได้รับคำยืนยันจากบุตรสาวก็ให้ทรงลิงโลดพระทัย แต่เพื่อความมั่นใจจึงทรงหันไปถามนางค่อมที่หมอบข้างๆอีกครั้งว่าเป็นจริงหรือไม่

นางขุชชาไม่รอให้องค์เหนือหัวตรัสจบ รีบทูลสวนไปว่าเป็นจริงเหมือนดั่งที่พระธิดาตรัสทุกประการ พอได้รับการยืนยันจากพระพี่เลี้ยงพระเจ้ามัททราชก็ทรงรู้สึกเหมือนดังได้ยกภูเขาออกจากพระอุระ ทรงรู้สึกปลอดโปร่งพระทัยเป็นยิ่งนัก แต่พอทรงหวนนึกถึงการกระทำของพระธิดาที่เอาแต่ใจ ปิดได้แม้กระทั่งเรื่องพระเจ้ากุสราชประทับอยู่ในวังนานถึงเจ็ดเดือนโดยไม่บอกให้ทรงทราบ ก็ทรงกลับมาพิโรธใหม่ จึงทรงตวาดบุตรสาวไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง

“ เหม่! นางลูกไม่รักดี ไฉนเจ้าจึงมิได้รู้จักดีชั่วเอาเสียเลย ราชากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้ามีทแกล้วทหารกล้ามากมายเหลือคณานับ มีช้างศึกม้าศึกมากกว่ากองทัพใด ทรงมาพำนักอยู่ที่วังเรานานถึงครึ่งค่อนปีแต่เจ้ากลับเพิ่งมาบอก เจ้าทำเยี่ยงนี้ได้อย่างไร? ความผิดครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เดี๋ยวรอให้พ่อเข้าเฝ้าพระองค์ก่อนแล้วจะกลับมาคิดบัญชีกับเจ้า! ”

หลังทรงติเตียนบุตรสาวยกใหญ่ สมเด็จพระราชาธิบดีก็เสด็จไปยังสำนักของพระมหาสัตว์ เมื่อทรงไปถึงก็ทรงมีพระปฏิสันถารกับราชันตกยากถึงความผิดบุตรสาวที่มิได้แจ้งให้พระองค์ทราบว่าจอมกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละได้เสด็จมาถึงแคว้นพระองค์ตั้งแต่เมื่อเจ็ดเดือนที่แล้ว ซ้ำยังปล่อยให้จอมราชันทรงปลอมเป็นพนักงานเครื่องต้นอยู่ได้ถึงตั้งครึ่งค่อนปี ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงถึงการขอขมาอย่างจริงพระทัย ราชามัททะจึงทรงคุกเข่าก้มลงกราบพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระชามาดา (ลูกเขย) แทนบุตรสาว

พระมหาสัตว์พอทรงเห็นพระสัสสุระ (พ่อตา) ทรงก้มลงกราบพระองค์ ก็ทรงรีบเข้าไปประคองให้ทรงลุกขึ้นทันที จากนั้นจึงตรัส “ หม่อมฉันมิได้ปกปิดการมาของหม่อมฉันต่อพระองค์เลยพระเจ้าข้า แลพระองค์ก็มิได้ทรงมีความผิดใดที่หม่อมฉันจักต้องงดโทษให้ ” พระเจ้ามัททะพอทรงสดับคำพระชามาดาก็ให้ทรงดีพระทัย จึงทรงขอตัวกลับยังตำหนักพระมเหสีเพื่อแจ้งบุตรสาวให้มาขอโทษพระมหาสัตว์ด้วยตนเอง

พอเสด็จมาถึงราชามัททะก็ตรัสบริภาษธิดาผู้ก่อปัญหาอีกยกใหญ่จนกระทั่งสิ้นแรงจักตรัส จากนั้นจึงรับสั่งให้นางไปกราบขอขมาต่อพระเจ้ากุสราชเป็นการด่วน “ ดูก่อนนางลูกไม่รักดี! เจ้าจงรีบไปขอขมาต่อพระเจ้ากุสราชผู้เป็นพระสวามีเจ้าบัดเดี๋ยวนี้! ดูซิพระองค์ยังจักทรงประทานชีวิตให้กับเจ้าอีกหรือไม่! ” พระนางประภาวดีครั้นทรงได้รับพระบัญชาก็มิกล้าทรงอิดออด รีบเสด็จไปยังโรงเครื่องต้นพร้อมด้วยพระภคินีทั้งเจ็ดแลเหล่านางกำนัลจำนวนหนึ่งทันที

ฝ่ายพระ มหาสัตว์พอทรงทราบนางอันเป็นที่รักจักเสด็จมา จึงทรงดำริ “ วันนี้เราจักทำลายทิฐิการทะนงตนของแม่ประภาวดีให้จงได้ คอยดูเถอะ! ” พอทรงดำริดังนี้ ทันใดนั้นจอมราชันจึงทรงใช้พระหัตถ์ขวาจับปากโอ่งน้ำขนาดสองคนโอบที่มีน้ำอยู่เต็ม ยกขึ้นสูงเสมอพระอุระ จากนั้นก็ทรงใช้พระหัตถ์ซ้ายช้อนก้นโอ่งเทน้ำในโอ่งทั้งหมดลงบนลานดินโดยรอบ ยังผลทำให้พื้นดินรอบๆบริเวณโรงเครื่องต้นกลายเป็นดินโคลนเปียกแฉะไปทั่ว พอพระชายาผู้มีผิวพรรณดั่งทองคำเสด็จมาถึง จอมกษัตริย์ก็ทรงคอยชำเลืองดูว่านางจักทรงแสดงกิริยาเยี่ยงไรเมื่อเห็นพื้นเฉอะแฉะ

แต่ครั้งนี้มันช่างเป็นที่ผิดคาด พระนางประภาวดีเมื่อทรงเห็นพื้นเฉอะแฉะแทนที่จักทรงทำทีท่าขยักแขยง ที่ไหนได้องค์เทวีกลับทรงทรุดพระองค์ก้มลงกราบจอมราชันบนพื้นที่เฉอะแฉะ ราวกับว่าทรงถวายบังคมอยู่บนผืนพรมยังไงก็ยังงั้น มิได้ทรงสนพระทัยเลยว่าฉลองพระองค์ที่งดงามจักเปรอะจักเปื้อนหรือไม่ ทรงซบพระเศียรกอดพระบาทพระมหาสัตว์พร้อมกับสะอึกสะอื้นตรัส

“ ข้าแต่จอมไท้ผู้เปี่ยมเมตตา ๗เดือนที่ผ่านมาหม่อมฉันมิเคยถวายการรับใช้พระองค์เลยแม้แต่เพียงครั้งเดียว หม่อมฉันรู้สึกสำนึกผิดถึงการกระทำของตนเสียยิ่งนัก หม่อมฉันสัญญา นับแต่นี้ไปไม่ว่าพระองค์จักทรงให้หม่อมฉันทำอะไร หม่อมฉันก็จักปฏิบัติตามทุกประการ โดยจักไม่แสดงท่าทีรังเกียจให้ทรงเห็นอีกเลย ขอพระองค์โปรดทรงให้อภัยในความโง่เขลาของหม่อมฉันด้วยเถิด หากพระองค์ไม่ทรงอภัย เห็นทีพระบิดาคงจักให้เพชฌฆาตประหารหม่อมฉัน แล้วตัดร่างหม่อมฉันออกเป็น ๗ ท่อนส่งให้กษัตริย์ทั้งเจ็ดเป็นแน่! ”

พระมหาสัตว์ครั้นทรงสดับคำขออภัยจากนาง ซึ่งไม่ทรงคาดคิดว่าจักทรงได้ยินคำพูดเหล่านี้หลุดจากปากหญิงอันเป็นที่รัก ก็ทรงดำริ “ ครั้งนี้หากเราไม่อภัยนาง เห็นทีนางต้องหัวใจแตกสลายเสียเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย จำเราจักปลอบนางให้คลายกังวลเถิด ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมราชันแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส

“ ดูก่อนประภาวดีน้องพี่ เมื่อน้องยอมลดศักดิ์ศรีมาขอขมาพี่เยี่ยงนี้ มีหรือพี่จักไม่ให้อภัย พี่ไม่เคยโกรธเจ้าผู้มีผิวประดุจรัศมีแขเลย โปรดอย่าได้กังวล พี่ขอสัญญา นับแต่นี้ไปพี่จักไม่แกล้งเจ้าอีก ที่ผ่านมาหากพี่โกรธเจ้าจริง ด้วยความสามารถของพี่ มีหรือบ้านเมืองของน้องจักดำรงคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ แต่เพราะพี่รักเจ้าต่างหากถึงสู้ยอมลำบากมาเป็นพนักงานเครื่องต้นคอยปรุงอาหารให้เจ้าเสวย เจ้าคงจักเห็นถึงความจริงใจที่พี่มีต่อเจ้าแล้วซินะ เอาล่ะบัดนี้เมื่อพี่ยังอยู่ทั้งคน กษัตริย์ใดยังจักกล้ามาแย่งเอามเหสีของพี่ไปอีกก็ลองดู ถ้ามันไม่กลัวว่าหัวจักหลุดจากบ่า! ”

ตรัสแล้วราชากุสราชก็ทรงก้มพระองค์ลงประครองพระชายาให้ทรงลุกขึ้น พร้อมกับบอกให้นางไปคอยอยู่บนตำหนักก่อน จากนั้นจอมราชันก็เสด็จออกจากโรงเครื่องต้นไปยังพระลานหลวง เมื่อทรงไปถึงก็ทรงประกาศบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงกู่ก้อง จนสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งพระนคร ยัง ผลให้ชาวบ้านร้านถิ่นตลอดจนเหล่าข้าราชบริพาร ต่างพากันตระหนกตกใจ รีบเปิดหน้าต่างประตูออกมาดูกันพรึบพรับว่ามันเกิดเหตุอันใดขึ้น

จากนั้นจอมราชันก็ทรงตบพระหัตถ์ติดๆกัน พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงประกาศก้อง “ ดูก่อนชาวสาคละทั้งหลาย เราราชากุสราชพระชามาดาแห่งแคว้นท่าน เราขอประกาศว่าจักจับเป็นกษัตริย์ทั้งเจ็ดมาให้ท่านได้ประจักษ์เต็มสองตา! ขอพวกท่านจงคอยดูเถิด ”

หลังจากที่ทรงประกาศศักดาอย่างเป็นที่เอิกเกริก จอมกษัตริย์แห่งแคว้นมัลละก็เสด็จไปเข้าเฝ้าพระเจ้ามัททะเพื่อทรงขอยืมไพร่พลอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนช้างศึกม้าศึกต่อท่านพ่อตา พร้อมกับตรัสให้พระสัสสุระทรงไปสรงสนานแลพักผ่อนคลายพระอิริยาบถให้เป็นที่สำราญ ส่วนเรื่องการศึกนั้นไว้เป็นหน้าที่ของพระองค์เอง ราชามัททะพอทรงสดับคำพระชามาดาก็ให้ทรงเบิกบานพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงหันไปตรัสกับเหล่าข้าราชบริพารให้ทำการอุปัฏฐากจอมราชันแทนพระองค์ด้วย จากนั้นก็เสด็จขึ้นปราสาทไป

บรรดาเสนาอำมาตย์พอรับพระบัญชาก็สั่งให้ทหารกั้นพระวิสูตร (ม่าน) ล้อมโรงเครื่องต้นทันที จากนั้นก็ให้ช่างกัลบกเข้าไปตัดพระเกศาแลปลงพระมัสสุ (หนวด)ของพระมหาสัตว์ หลังจากตัดผมโกนหนวดเสร็จก็อัญเชิญพระเจ้ากุสราชให้ทรงสรงสนานชำระพระวรกาย จากนั้นเจ้าพนักงานก็ได้นำเครื่องทรงแลเครื่องประดับสำหรับกษัตริย์มาแต่งให้กับจอมราชัน แล้วจึงอัญเชิญจอมกษัตริย์ให้เสด็จขึ้นสู่สีหบัญชรเพื่อทอดพระเนตรกองทัพข้าศึกที่ล้อมเมือง

ราชากุสราชเมื่อทรงยืนอยู่หน้าสีหบัญชรก็ทรงกวาดสายพระเนตรไปรอบๆพร้อมกับทรงแย้มพระโอษฐ์น้อยๆ จากนั้นจึงทรงปรบพระหัตถ์ติดๆกัน เสียงดังฉานๆๆ พร้อมกับทรงเปล่งพระสุรเสียงประกาศก้อง “ ดูก่อนชาวเมืองทั้งหลาย ขอพวกท่านจงคอยดูเราจัดการกับพวกข้าศึกเหล่านี้เถิด ”

เพลานั้นเหล่านางสนมกำนัลตลอดจนพระภคินีของพระนางประภาวดีพอทราบว่าพระ เจ้ากุสราชเสด็จขึ้นยังสีหบัญชร ต่างก็พากันเปิดหน้าต่างออกมาดูพระกิริยาท่าทางของพระองค์กันอย่างตื่นตาดื่นใจ ขณะนั้นมหาดเล็กผู้หนึ่งได้เข้ามารายงานว่า บัดนี้พระเจ้ามัททะได้ทรงจัดเตรียมช้างศึกม้าศึกพร้อมไพร่พลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงบัญชามาเถิดว่าจักให้ออกศึกเมื่อใด

จอมราชันพอทรงสดับจึงเสด็จลงจากสีหบัญชรขึ้นประทับบนคอช้างใต้เศวตฉัตรที่ประดับด้วย อัญมณีหลากสีสันอันเป็นที่วิจิตร เพื่อจักทรงเตรียมไส้ช้างออกทำศึก แต่ก่อนจักทรงไสช้างออกประตูเมืองพระองค์ได้ตรัสให้ทหารไปทูลอัญเชิญพระนางประภาวดีให้เสด็จมาพบ

พอโฉมงามแห่งแคว้นมัททะเสด็จมาถึงพระองค์ก็ทรงอุ้มนางขึ้นประทับบนอาสน์ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์(ด้านหลัง) อันมีจตุรงคินีเสนา (กองกำลังพล ๔ เหล่าที่ประกอบด้วย เหล่าช้าง เหล่าม้า เหล่ารถ แลเหล่าราบ) แวดล้อมเป็นกระบวนทัพ จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้เคลื่อนพลออกทางประตูเมืองด้านทิศปราจีน

ทันทีที่ทัพพระมหาสัตว์ทรงเคลื่อนพลพ้นกำแพงเมือง จอมกษัตริย์ได้ตรัสให้หยุดทัพอยู่ที่หน้ากำแพงก่อน จากนั้นก็ทรงไส้ช้างออกไปยืนอยู่หน้าไพร่พลแต่เพียงผู้เดียว ทรงกวาดพระเนตรไปมาดูทัพข้าศึกที่ตั้งประจันหน้า แล้วจู่ๆพระองค์ก็ทรงบันลือสีหนาทเปล่งพระสุรเสียงออกไปจนสะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาบริเวณแถบนั้น ยังผลให้เหล่าข้าศึกถึงกับแก้วหูอื้อกันไปตามๆกัน จากนั้นจึงทรงประกาศกึกก้องต่อเหล่าข้าศึก “ ดูก่อนเจ้าผู้มีใจบังอาจทั้งหลาย เราราชากุสราชราชบุตรแห่งพระเจ้าโอกกากราช ใครที่ยังรักตัวกลัวตายก็จงยอมสยบให้กับเราบัดเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นพวกเจ้าทุกคนจักต้องกลายเป็นผีหัวขาด! ”

กษัตริย์ทั้ง ๗ พอทรงสดับพระสุรสีหนาทที่ทรงบันลือประดุจราชสีห์คำราม แลทอดพระเนตรเห็นพระรูปกายอันสูงใหญ่กำยำเกินกว่าบุรุษทั่วไปถึงเกือบเท่าตัว ต่างก็ถูกความกลัวเข้าครอบงำจนถึงกับพระหัตถ์อ่อน แม้แต่อาวุธที่ทรงถืออยู่ก็ยังมิอาจจักกำไว้ได้ ต้องปล่อยให้ร่วงหล่นพื้นดังเกรียวกราว

ต่างองค์ต่างไม่ยอมพูดจาให้เสียเวลา พอทรงไสช้างหันหลังกลับได้ ต่างก็หนีเอาตัวรอดกันไปคนละทิศคนละทาง ปล่อยให้เหล่าไพร่พลแตกตื่นขวัญเสีย พากันทิ้งอาวุธหนีตามผู้เป็นนาย ดังราวกับฝูงมฤคได้ยินเสียงคำรามของพญาราชสีห์ยังไงก็ยังงั้น! เกิดเป็นความโกลาหลจนกองทัพต้องระส่ำระสายไม่เป็นรูปขบวน

เพลานั้นท้าวสักกะผู้ทรงเฝ้าตามพระมหาสัตว์มาโดยตลอด เมื่อทรงเห็นราชากุสราชมีชัยเหนือกษัตริย์ทั้งเจ็ดได้อย่างราบคาบโดยมิต้องเสียเลือดเสียเนื้อ มเหสักขเทวราชก็ทรงชื่นชมในความ สามารถของพระมหาสัตว์เป็นยิ่งนัก จึงเสด็จลงจากดาวดึงส์ภพทรงมาลอยพระองค์ปรากฏยังเบื้องพระพักตร์ของจอมราชัน พร้อมกันนั้นก็ทรงมอบลูกแก้ววิเศษชื่อ “ เวโรจนะ ” ให้กับพระมหาสัตว์เป็นรางวัล

จอมกษัตริย์เมื่อทรงเห็นเทพราชาเสด็จลงจากฟากฟ้ามาร่วมแสดงความยินดีกับพระองค์ ก็ให้ทรงปลาบปลื้มพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พอจอมเทพทรงยื่นลูกแก้ววิเศษมาให้ พระองค์ก็ทรงรีบยื่นพระหัตถ์ออกไปรับทันที

บัดนั้นเองปรากฏการณ์อันแสนมหัศจรรย์ก็พลันบังเกิด ทันทีที่พระหัตถ์ของพระมหาสัตว์สัมผัสกับลูกแก้ว พระพักตร์ที่ดูขี้ริ้วไม่งดงามของจอมกษัตริย์ ฉับพลันก็เปลี่ยนเป็นผ่องใสเรืองรองราวกับเทพบุตรจำแลงมายังไงก็ยังงั้น! ยังผลให้เหล่าไพร่พลทั้งสองฝ่ายที่เห็นปรากฏการณ์อันแสนประหลาด ต้องถึงกับตกตะลึงกันไปตามๆกัน จนมิอาจที่จักรบราฆ่าฟันกันได้อีก

หลังจากทรงมีชัยเหนือข้าศึกราชากุสราชก็ทรงนำทัพกลับเข้าเมือง จากนั้นก็ทรงบัญชาให้ทหารไปจับกษัตริย์ทั้ง ๗ กลับมา เมื่อทหารนำกษัตริย์ทั้งเจ็ดมาถึงพระมหาสัตว์ได้ทูลพระสัสสุระ “ ข้าแต่มหาราช กษัตริย์ทั้งเจ็ดนี้มีใจเหิมเกริม กล้าบังอาจยกทัพมารุกรานแคว้นพระองค์ บัดนี้พวกเขาได้ตกอยู่ใต้พระราชอำนาจแห่งพระองค์แล้ว ขอโปรดทรงวินิจฉัยเถิดว่าจักทรงลงโทษพวกเขาสถานใด! ”

ราชามัททะเมื่อทรงสดับคำพระมหาสัตว์ก็มิได้ทรงเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ทรงนิ่งอยู่ครู่ จากนั้นจึงตรัส “ ข้าแต่จอมราชัน! พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ใดในชมพูทวีป ขอพระองค์โปรดทรงเป็นผู้ตัดสินเถิด หากพระองค์ประสงค์เช่นไรก็ให้เป็นไปตามนั้น! ” พระเจ้ามัททะเพื่อจะทรงหลีกเลี่ยงมิให้ผิดพ้องหมองใจกับแคว้นทั้งเจ็ด จึงโยนหน้าที่ตัดสินมาให้พระมหาสัตว์แทน ด้านพระชามาดาก็ทรงรู้เท่าทันความคิดของพระสัสสุระ จึงทรงดำริ

“ ประโยชน์อันใดที่เราจะไปฆ่ากษัตริย์เหล่านี้เล่า การยกทัพมาของพวกเขายังถือเป็นคุณกับเราเสียอีก เพราะทำให้น้องประภาวดีหันกลับมารักเรา ฉะนั้นการมาของพวกเขาก็จงอย่าได้สูญเปล่าเลย จำเราจักยกพระภคินีทั้ง ๗ ของแม่ประภาวดีให้เป็นรางวัลตอบแทนก็แล้วกัน! ” เมื่อทรงดำริดังนี้จอมราชาแห่งแคว้นมัลละจึงตรัส ออกไปด้วยพระสุรเสียงอันดัง

“ ดูก่อนท่านทั้งเจ็ด ในเมื่อองค์เหนือหัวมัททราชทรงมอบหมายหน้าที่ให้เราเป็นผู้ตัดสินความ พวกท่าน ฉะนั้นขอพวกท่านจงตั้งใจฟังคำตัดสินของเราให้ดี ด้วยพระราชาแห่งแคว้นมัททะทรงมีพระธิดาที่ทรงรูปโฉมอยู่ถึง ๗ นาง แลแต่ละนางต่างก็ยังไม่ทรงมีคู่หมั่นหมาย

ถึงแม้การมาของพวกท่านคราแรกจักถือเป็นโทษ แต่บัดนี้ถือว่าเป็นคุณเพราะแคว้นมัททะและแคว้นทั้งเจ็ดของพวกท่านจักได้เป็นทองแผ่นเดียวกัน สมเด็จพระราชาธิบดีมัททราชทรงเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา พระองค์จึงทรงคิดจักยกพระธิดาทั้ง ๗ ให้เป็นพระมเหสีของพวกท่าน ไม่ทราบพวกท่านเห็นเป็นเช่นไร? ”

กษัตริย์ทั้ง๗คราแรกต่างก็พากันหมดอาลัยตายอยากคิดว่าพวกตนคงไม่มีโอกาสได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นในเช้าพรุ่งนี้แน่ แต่พอฟังคำตัดสินของพระมหาสัตว์ก็เหมือนหนึ่งว่ามัจฉาที่ถูกจับขึ้นบก แล้วจู่ๆก็ถูกจับโยนลงทะเลไปใหม่ มันช่างเป็นเรื่องเหลือเชื่อเสียจริงๆ! ต่างพากันทรุดพระองค์ลงถวายบังคมพระมหาสัตว์เพื่อแสดงถึงความขอบพระทัยอย่างสุดซึ้ง

หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆจบลงด้วยดี ถัดจากนั้นไม่กี่วันพระมหาสัตว์ก็ทรงขอพระราชอนุญาตราชามัททะพาพระมเหสีประภาวดีเสด็จกลับแคว้นมัลละ ระหว่างทางขณะที่ทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ในราชรถ พระฉวีวรรณและพระรูปโฉมของจอมกษัตริย์ที่ทรงเปลี่ยนไปทำให้จอมราชันทรงดูสง่างาม จนแทบจักกล่าวได้ว่ามิได้ทรงยิ่งหย่อนไปกว่าพระชายาเลยแม้แต่น้อย!

ย้อนมาที่แคว้นมัลละ มเหสีสีลวดีพอทรงทราบข่าวการเสด็จกลับกรุงกุสาวดีของบุตรรัก พระนาง ก็ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง รีบรับสั่งให้ทหารไปป่าวประกาศข่าวมงคลนี้ให้กับประชาชนทั่วแคว้นรับทราบ พร้อมกันนั้นก็ทรงให้ทุกครัวเรือนตกแต่งบ้านเรือนให้สวยงามเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้กับจอมราชัน

พอขบวนเสด็จของพระมหาสัตว์เคลื่อนเข้าใกล้เขตพระนครชั้นนอก จอมเทวีก็ทรงบัญชาทหารกองเกียรติยศให้นำเครื่องราชบรรณาการตามพระองค์แลพระชยัมบดีออกไปต้อนรับพระมหาสัตว์ถึงยังเขตนครชั้นนอกด้วยพระองค์เอง เมื่อขบวนเสด็จพระ เจ้ากุสราชผ่านเข้ากำแพงเมือง พระมหาสัตว์ได้ทรงสั่งให้ทำประทักษิณพระนครเพื่อเป็นการแสดงการคารวะต่อพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง

ระหว่างที่ขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านบ้านเรือนประชาชนเหล่าผู้คนที่รอรับเสด็จต่างพากันส่งเสียงไชโยโห่ร้องกันจนสนั่นกึกก้อง เพื่อเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีที่พวกเขามีให้ต่อพระราชาของตน จอมราชันครั้นทรงเห็นถึงความรักความภักดีที่เหล่าพสกนิกรมีให้ต่อพระองค์ จึงทรงประกาศให้มีการเฉลิมฉลองแลการละเล่นมหรสพสมโภชเพื่อเปิดโอกาสให้เหล่าชาวเมืองได้ชมการละเล่นกันให้เป็นสนุกสนานเป็นเวลาถึง ๗ วัน ๗ คืน

ในกาลนั้นพระเจ้ากุสราชแลพระนางประภาวดีต่างก็ทรงสมัครสมานสามัคคีรักใคร่กัน ทรงช่วยกันปกครองพระราชอาณาจักรกรุงกุสาวดีให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป ตลอดพระชนมายุของทั้ง ๒ พระองค์…

พอพระศาสดาตรัสชาดกเรื่องนี้จบ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมก็บรรลุโสดาปัตติผลกลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในสายวันนั้นเอง .

หมายเหตุ :
พระเจ้าโอกกากราชในกาลนั้น ก็คือ พระเจ้าสุทโทธนะ
พระมเหสีสีลวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางศิริมหามายา
พระชยัมบดีราชกุมารในกาลนั้น ก็คือ พระอานนท์
นางค่อมในกาลนั้น ก็คือ นางขุชชุตตราอุบาสิกา
พระนางประภาวดีในกาลนั้น ก็คือ พระนางยโสธรามารดาของพระราหุล
และ
พระเจ้ากุสราชในกาลนั้น ก็คือ พระบรมศาสดา

ที่มาของเรื่อง .. อรรถกถา กุสชาดก ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี ..

สืบ ธรรมไทย


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร