วันเวลาปัจจุบัน 23 เม.ย. 2021, 21:37  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2015, 08:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


ย้อนไปเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ มีอยู่คราวหนึ่งพญาวสวัตตีมารเห็นมหาพรหมองค์หนึ่งนามว่า พกาพรหม ชอบคุยโม้ว่าตนนั้นมีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือผู้ใด เขาเกิดครึ้มใจจึงเหาะไปยังวิมานของท้าวมหาพรหม จากนั้นก็ไปพูดจายกยอปอปั้นต่างๆนานาว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม ท่านนี้แลเป็นผู้ที่เลิศกว่าใครในสามแดนโลกธาตุ มีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือสัตว์ทั้งปวง เป็นที่เคารพของมนุษย์แลเทวดา เป็นผู้กำหนดชะตาของคนแลสัตว์ เนื่องจากมนุษย์แลสัตว์ต่างก็ถูกท่านบันดาลขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ภูมิประเทศบนโลกไม่ว่าจักเป็นป่าไม้ภูเขา แม่น้ำทะเล ก็ท่านอีกนั่นแหละที่เป็นผู้สร้าง คราใดเมื่อคุณธรรมของมนุษย์เสื่อมถึงกาลที่โลกจักต้องพินาศ ท่านก็เป็นผู้คอยดลบันดาลให้เกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้โลก ฉะนั้นหากจักกล่าวว่าท่านคือผู้ที่มีตบะเดชะเหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ คงไม่น่าเกินเลยกระมัง? หรือท่านมีความเห็นใด? ”

หลังจากกล่าวคำสรรเสริญแล้ว พญามารก็อำลาท้าวมหาพรหมกลับยังที่อยู่แห่งตน ฝ่ายพรหมผู้หลงตนพอได้ฟังคำเยินยอของท้าววสวัตตีซึ่งเป็นคำพูดลอยๆ ไม่เป็นความจริง หาสาระมิได้ กระนั้นเขาก็ยังหลงเพลินอยู่กับคำลวงเหล่านั้นจนเกิดทิฐิวิบัติขึ้นในใจ

“ ชะรอยหรืออาตมาจักเป็นดั่งที่พญามารว่า ด้วยอาตมานี้เป็นผู้ไม่แก่ ไม่เจ็บ แลไม่ตาย เป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั้งมวล พระนิพพานที่ว่าเป็นสถานที่อันบรมสุข ก็คงจักเป็นแต่เพียงคำกล่าวลมๆเท่านั้น หาได้มีสถานที่ดังว่าไม่ ”

ครานั้นเองอันความเข้าใจคลาดเคลื่อนของท้าวพกาพรหมที่ว่าพระนิพพานเป็นสิ่งโคมลอย ไม่เป็นความจริงก็ได้ทราบถึงพระศาสดาซึ่งกำลังประทับอยู่ที่โคนต้นรัง ณ ป่าสุภควัน เพื่อจักสงเคราะห์พรหมรูปนี้ให้คลายจากทิฐิวิบัติ สมเด็จบรมครูจึงเสด็จจากโลกมนุษย์ขึ้นมายังพรหมโลกด้วยเวลาเพียงชั่วบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนของเขาออกแล้วงอกลับเข้ามาเท่านั้น!

ขณะนั้นพกาพรหมกำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่กับคำยอของพญามาร พอเห็นสมณรูปหนึ่งปรากฏเบื้องหน้าจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเขากำลังอยากจักหาใครสักคนมาเป็นที่ระบายความในใจพอดี ดังนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า

“ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา! การที่ท่านมายังวิมานข้าพเจ้านี่ก็ดีแล้ว เราจักได้สนทนากัน ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนนิจจัง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้สามารถดับทุกข์ที่มีอยู่ในใจของสรรพสัตว์ได้ ท่านเห็นเป็นเช่นไร? ” สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาของท้าวมหาพรหมจึงตรัสเตือนสติเขาว่า

“ ดูก่อนมหาพรหม! บัดนี้จิตท่านได้ถูกอวิชชาเข้าห่อหุ้มแล้ว สิ่งที่ท่านกล่าวมามันหาได้เป็นดั่งที่ท่านเข้าใจไม่! ” พกาพรหมพอได้ฟังความเห็นแย้งขององค์บรมครูก็ไม่พอใจ จึงโต้กลับไป “ นี่สมณ! สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ล้วนมีแต่ความสุข มีแต่ความเบิกบานจักหาทุกข์ทั้งสี่ประการอันเกิดมาแต่ชาติ ชรา พยาธิ แลมรณะมิได้ แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวว่าไม่เที่ยงได้อย่างไร? ” สมเด็จพระชินสีห์ครั้นทรงสดับถ้อยพาทีของพรหมเขลาจึงตรัสว่า

“ ดูก่อนพรหม! เรารู้ท่านนั้นมีอายุยืนยาวยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง เปี่ยมฤทธานุภาพแลศักดานุภาพอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ดวงอาทิตย์แลดวงจันทร์ที่มีรัศมีอันรุ่งเรือง ก็หาได้ส่องสว่างไปทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุเหมือนดั่งรัศมีกายของท่านไม่ แหละเราก็รู้อีกเหมือนกันว่า บัดนี้จิตท่านกำลังถูกอัคคีแห่งกิเลสเผาผลาญอยู่ แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวว่ามีความสุขได้หรือ? อีกประการตัวท่านก็มักอวดอ้างว่าตนนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากถามว่าท่านพอจักบอกได้หรือไม่ถึงที่อยู่แห่งพรหมชั้นที่สูงไปกว่าท่าน อย่างเช่นอาภัสสราพรหม สุภกิณหาพรหม หรือเวหัปผลาพรหมเป็นต้น ”

ขณะนั้นปรากฏมีหมู่พรหมเป็นจำนวนมาก พากันออกมาจากวิมาน มาดูการโต้ตอบคำพูดของเพื่อนผู้อวดตนกับสมเด็จพระศาสดา พรหมดื้อเมื่อเห็นเพื่อนพรหมต่างมองมาที่ตน เหมือนดั่งจักเป็นการถามกันกลายๆว่า ไฉนจึงยังไม่ตอบคำถามของพระสมณโคดมเล่า ก็ให้รู้สึกเสียหน้าแลอับอายเป็นอย่างยิ่ง แต่ครั้นจักตอบออกไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจักตอบเช่นไร จึงเฉไฉถามกลับไปว่า

“ ดูก่อนสมณะ! การที่ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เหมือนดั่งว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่รู้คติแลวิบากของสรรพสัตว์ คำพูดของท่านข้าพเจ้าหาได้เชื่อถือไม่ ขนาดข้าพเจ้าซึ่งมีฤทธิ์เหนือผู้ใดยังมิทราบ แล้วไฉนตัวท่านซึ่งเป็นเพียงมนุษย์ผู้หนึ่งจึงจักทราบเล่า? ” สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาอวดตนของเขา จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับพกาพรหมว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม! คำหนึ่งท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด สองคำท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากจักขอให้ท่านจงแสดงฤทธิ์สักอย่างให้เป็นที่ปรากฏแก่เราจักได้มั้ย อย่างเช่นจงกำบังกายอย่าให้เราเห็น ไม่ทราบท่านพอจักทำได้หรือไม่? ”

พกาพรหมพอได้ฟังดังนั้นก็ให้นึกกระหยิ่มอยู่ในใจ “ กับเพียงแค่แสดงฤทธิ์หายตัว มันจักยากอันใด ” ว่าแล้วเขาก็เนรมิตกายให้หายไปจากสถานที่นั้นทันที บรรดาเพื่อนพรหมจู่ๆเห็นเพื่อนผู้อวดตนหายวับไปต่อหน้า ต่างก็เหลียวหน้าเหลียวหลังมองหากันให้เลิ่กลั่ก แต่ไม่ว่าจะหาเท่าใดก็หาไม่เจอ แต่ถึงเขาจักหลบไปจากสายตาเพื่อนพรหมด้วยกันได้ก็จริง ทว่ากลับหาได้รอดจากสายพระเนตรแห่งองค์พระสยัมภูไม่ ไม่ว่าจักไปซ่อนที่ไหนจอมมุนีก็ทรงชี้ตำแหน่งได้อย่างถูกต้องแม่นยำทุกครั้งไป จนเขาไม่อาจหาที่หลบตัวได้ สุดท้ายจึงเหาะไปนั่งหน้ามุ่ยแสดงกายให้เป็นที่ปรากฏอยู่ในวิมานตน

พรหมทั้งหลายเมื่อเห็นเพื่อนผู้อวดตนพ่ายให้กับสมเด็จพระศาสดา ต่างก็พากันแย้มยิ้มออกมาเหมือนดั่งจักว่าเยาะก็ไม่ใช่จักว่าเอ็นดูก็ไม่เชิง นั่นยิ่งทำให้พกาพรหมรู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นด้วยอารมณ์พาลเขาจึงกล่าวว่า “ เอาเถิดสมณ! ข้าพเจ้ายอมรับว่าท่านก็พอมีฤทธิ์บ้างเช่นกัน สามารถมองเห็นข้าพเจ้าได้ บัดนี้ขอท่านจงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจักดูซิว่าท่านจักหลบไปจากสายตาของข้าพเจ้าได้หรือไม่ ”

องค์สมเด็จพระชินสีห์ ครั้นได้ทรงสดับวาจาเสียดสีของท้าวมหาพรหมจึงทรงแสดงพุทธฤทธิ์หายไปจากที่นั้นทันทีเช่นกัน ฝ่ายพกาพรหมซึ่งเฝ้าจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา จู่ๆเห็นพระองค์ทรงอันตรธานไปต่อหน้าโดยที่ตนก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทรงหายไปตั้งแต่เมื่อใด ก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น นอกจากตัวเขาจักมองไม่เห็น พรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้นก็หาได้มีรูปใดมองเห็นเช่นกัน

แล้วบัดนั้นเองทั่วทั้งพรหมโลกก็กังวานไปด้วยพระสุรเสียงขององค์จอมปราชญ์ตรัสเทศนาสั่งสอนเหล่าพรหม จนสมควรแก่เวลาพระองค์จึงทรงแสดงพระวรกายให้เป็นที่ปรากฏ จากนั้นก็ทรงมีพระพุทธดำรัสตรัสกับพกาพรหมเพื่อจักทรงสั่งสอนให้เขาคลายจากทิฐิวิบัติว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม! ตัวท่านนั้นมืดบอดด้วยถูกอวิชชาเข้าครอบงำแต่กลับกระทำดั่งว่าตนเป็นผู้เรืองปัญญา มากด้วยปรีชาสามารถ เปรียบไปไม่ต่างกับบุรุษเข็ญใจได้ผ้าใหม่มาผืนหนึ่ง ก็สำคัญว่าตนนั้นมียศแลศักดิ์เหนือผู้ใด ท่านพอจักบอกได้หรือไม่ว่าตัวท่านนั้นมาจากที่ใด? ไฉนจึงมาอุบัติยังพรหมโลกได้? ”

ท้าวมหาพรหมเมื่อเห็นพุทธฤทธิ์ที่ทรงเนรมิตพระวรกายให้หายไปจากสายตาของตนได้ ก็เริ่มระย่อต่อฤทธิ์ของจอมมุนีแล้ว พอถูกถามกลับจึงมิกล้าแสดงอาการเหิมเกริมอีก ค่อยๆยกมือพนมตอบองค์ศาสดาว่า “ ข้าแต่มหาสมณะ อันที่จุติแลปฏิสนธิของข้าพระบาทนั้น ตัวข้าพระบาทเองก็ยังไม่แจ้งพระพุทธเจ้าข้า หากแม้นพระองค์ทรงทราบขอทรงประทานคำตอบแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด ”

สมเด็จพระพุทธองค์ครั้นทรงเห็นเขาคลายจากพยศแล้ว จึงทรงมีพระพุทธบรรหารประทานแก่พรหมทั้งหลาย ณ ที่นั้นว่า “ สมัยหนึ่งเมื่อโลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา ครานั้นพกาพรหมผู้นี้ได้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลคหบดี วันหนึ่งเขารู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องราวทางโลก ด้วยเห็นถึงความไม่เที่ยงของกาย ไหนจักต้องแก่ ไหนจักต้องเจ็บ ไหนจักต้องตาย จึงปลีกกายไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะบารมีอยู่ในป่า จนสำเร็จจตุตถฌาน ครั้นตายจากมนุษย์ด้วยกำลังแห่งฌานที่บำเพ็ญได้ จึงนำให้เขาไปเกิดยังพรหมโลกชั้นเวหัปผลา เสวยสุขจากผลฌานอยู่สิ้นกาลช้านาน จนกำลังแห่งฌานเสื่อมจากจุตตถฌานถอยมาอยู่ที่ตติยฌาน จึงจุติจากชั้นเวหัปผลามาบังเกิดเป็นสุภกิณหาพรหม เสวยสุขอยู่ชั้นนี้ต่ออีกเป็นระยะเวลาช้านานเช่นกัน

กระทั่งกำลังแห่งฌานเสื่อมจากตติยฌานถอยมาอยู่ที่ทุติยฌาน จึงจุติจากสุภกิณหาพรหมมาบังเกิดเป็น
อาภัสสราพรหม แลสุดท้ายกำลังแห่งฌานก็ได้เสื่อมจากทุติยฌานถอยมาอยู่ที่ปฐมฌาณ เขาจึงจุติจาก
อาภัสสราพรหมมาบังเกิดเป็นมหาพรหมอยู่ในชั้นนี้! ด้วยเหตุที่ท่องเที่ยวอยู่แต่พรหมโลกมาเป็นเวลา
ช้านาน ดังนั้นจึงเกิดมิจฉาทิฐิคิดว่าตนเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ แลไม่มีตาย ทั้งนี้
ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนั้นแล”

พกาพรหมพอได้ฟังพระพุทธฎีกาก็ให้อัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น รู้สึกว่าพระสมณโคดมผู้นี้ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกยิ่งกว่าผู้ใด ทรงมีพระปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ทรงเป็นผู้รู้เหตุรู้ผล สมควรจักต้องเทิดไว้ในตำแหน่งอันสูงสุด! ดังนั้นเขาจึงนมัสการพระองค์ด้วยการเปล่งวาจาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำพูดที่พกาพรหมกล่าวครั้งนั้นพระในสมัยโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงนำมารวมไว้อยู่ใน
คำขึ้นต้นบูชาคุณพระรัตนตรัยหรือที่เรียกกันว่า บทบุพภาคนมัสการ อันได้แก่ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ดั่งที่เรารู้จักดีนั่นเอง! ที่มาของวลีทั้งห้านี้ แต่ละตำราก็มีการอ้างเอาไว้ต่างกัน แต่ที่จักนำมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ พระสมัยก่อนท่านจารึกว่าเป็นคำกล่าวของพระเจ้าห้าพระองค์ คือ :

นะโม มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับยังวิมานของอาฬวกยักษ์ ครานั้นมียักษ์สองตนนามว่า สาตาคิรายักษ์ กับ เหมวตายักษ์ ยักษ์ทั้งสองนี้มีธุระจักต้องเหาะผ่านบริเวณนั้นพอดี ขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าใกล้วิมานของอาฬวกยักษ์ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ จู่ๆทั้งคู่ก็ร่วงจากฟ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้เขาทั้งสองรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง จึงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทราบว่าเวลานี้สมเด็จพระศาสดากำลังประทับอยู่ในวิมานของอาฬวกยักษ์ ดังนั้นเพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์พวกเขาจึงเปล่งวาจาออกมาพร้อมกันว่า “ นะโม ” คำกล่าวของยักษ์ทั้งสองนี้พระในยุคโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้ง จึงนำมาเป็นวลีแรกของคำขึ้นต้นบทบุพภาคนมัสการ.

ตัสสะ มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ครานั้นมีอสูรตนหนึ่งนามว่า อสุรินทราหู เป็นผู้มีกายสูงใหญ่กว่าเทวดาใดๆ เขามีจิตปรารถนาอยากจักเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคสักครั้ง เพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้เลิศกว่าใครในโลกหล้า แต่พอคิดว่าตนนั้นมีกายที่ใหญ่โตผิดจากเทพทั่วไป การจะเข้าไปก้มมองพระองค์ที่เป็นมนุษย์ตัวกะจ้อยร่อยเห็นเป็นการมิบังควร ระหว่างทางมาสู่สำนักแห่งพระโลกุตรมาจารย์เขาก็เฝ้ารำพึงว่าจักทำอย่างไรดีหนอจึงจักไม่เป็นการลบหลู่ต่อพระองค์ สมเด็จพระศาสดาทรงทราบถึงความกังวลของอสูรตนนี้ จึงตรัสให้พระอานนท์จัดพระแท่นที่บรรทมใหม่ แล้วพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายในพุทธลักษณะสีหไสยาสน์มีขนาดใหญ่ปานว่าแทบจักถึงท้องฟ้าก็ว่าได้ พออสุริน ทราหูมาถึงแทนที่เขาจักต้องก้มมองพระองค์ ที่ไหนได้เขากลับต้องแหงนคอตั้งบ่าทอดทัศนาพระองค์แทน เมื่อเห็นถึงพระพุทธานุภาพอันประมาณมิได้ของสมเด็จพระทศพล เขาก็เกิดศรัทธาขึ้นมาอย่างท่วมท้น จนถึงกับเปล่งวาจาว่า “ ตัสสะ ” คำกล่าวของอสุรินทราหูครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านก็รู้สึกทราบซึ้งเช่นกัน จึงนำมาเป็นวลีที่สองของบทบุพภาคนมัสการ.

ภะคะวะโต มาจากเมื่อคราวที่สมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสร็จจากการเสวยธรรมปีติเป็นเวลา ๔๙ วัน สาย วันนั้นมีพ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะผ่านทางมาพอดี ทั้งสองเห็นพระองค์ประทับอยู่ ณ โคนต้นเกดก็เกิดศรัทธา จึงนำก้อนสตูข้าวแลสตูผงมาถวาย เพลานั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคมิได้มีภาชนะใดจักทรงใช้รับภัตตาหาร จึงทรงดำริขึ้นว่า “ จักเคยมีไหมหนอที่พระพุทธเจ้ารับบิณฑบาตด้วยมือทั้งสอง? ” ทันทีที่ทรงมีพระพุทธดำริดังนั้น ท้าวมหาราชทั้งสี่ซึ่งต่างทราบดีในพระพุทธอัธยาศัย แต่ละองค์จึงไม่รอช้า รีบนำเอาบาตรของตนเหาะมาจากทิศทั้งสี่ทันที พอถึงก็ยื่นให้จอมมุนีเพื่อทรงใช้รับภัตตาหารแทนพระหัตถ์ทั้งสอง สมเด็จพระศาสดาเมื่อทรงเห็นพวกเขาต่างยื่นบาตรมาให้ เพื่อจักทรงรักษาศรัทธาพวกเขา จึงทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปรับเอาบาตรทั้งสี่นั้นไว้ จากนั้นก็ทรงอธิษฐานจิตผสานให้บาตรสี่ใบรวมเป็นใบเดียว ยังความปลาบปลื้มใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับเปล่งวาจาออกมาพร้อมกันว่า “ ภะคะวะโต ” คำกล่าวของท้าวจตุโลกบาลทั้งสี่นี้พระในยุคโบราณท่านก็รู้สึกซาบซึ้งเช่นกัน จึงนำมาเป็นวลีที่สามของบทบุพภาคนมัสการ.

อะระหะโต มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ที่ถ้ำอินทสาล ณ เทือกเขาเวทยิก ติดกับหมู่บ้านอัมพสัณฑคาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ ครานั้นท้าวสักกะมีความสงสัยในข้อธรรมบางประการ จึงเสด็จจากดาวดึงส์เทวโลกลงมาทูลถามปัญหากับพระองค์ สมเด็จพระชินสีห์ได้ทรงตอบข้อซักถามของจอมเทพผู้เลื่องชื่อจนหมดข้อสงสัย กระทั่งท้าวเธอเกิดดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้นเอง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันประมาณมิได้ จอมเทพพระองค์นี้จึงตรัสสรรเสริญจอมมุนีว่า “ อะระหะโต ” คำกล่าวของเทพราชันย์นี้ พระในยุคโบราณท่านให้รู้สึกซาบซึ้งอีกเช่นกัน จึงนำมาเป็นวลีที่สี่ของบทบุพภาคนมัสการ.

ส่วน สัมมาสัมพุทธัสสะ อันเป็นวลีที่ห้าก็อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าแล้ว คือพกาพรหมเป็นผู้เอ่ย ดังนั้นเมื่อรวมวลีทั้งห้าเข้าด้วยกันคือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็จักได้บทบุพภาคนมัสการที่แปลว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่เราใช้เป็นคำขึ้นต้นก่อนจักสวดมนต์ หรือก่อนจักทำพิธีใดๆทางพุทธศาสนานั่นเอง

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 08 ธ.ค. 2020, 10:42, แก้ไขแล้ว 16 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2015, 06:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 621


 ข้อมูลส่วนตัว


tongue


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร