วันเวลาปัจจุบัน 18 ก.ค. 2019, 22:41  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ส.ค. 2013, 06:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 ม.ค. 2007, 21:52
โพสต์: 347

ที่อยู่: บุรีรัมย์

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมชื่อวุฒิครับ บ้านผมอยู่ข้างวัด วัดเป็นอะไรที่ทำให้ผมทั้งเบื่อ และประทับใจมากที่สุดในเวลาเดียวกัน
นับตั้งแต่ผมจำความได้ เพราะตอนเช้าประมาณตีสี่ตีห้าของทุกวัน จะต้องได้ยินเสียงระฆัง ฆ้อง กลอง
วันปกติพระท่านจะตีฆ้องเพื่อทำวัตรเช้าประมาณช่วงตีสี่จะถึงตีห้า ถ้าหากวันนั้นเป็นวันวันพระท่านจะตี
กลองแทนเป็นสัญญาณบอกชาวบ้านวันนี้วันพระแล้วค่อยทำวัตรเช้าตามปกติ ส่วนระฆังจะตีเพื่อบอก
สัญญาณบิณฑบาต ช่วง หลังหกโมงแล้วนิด ๆ เบื่อเพราะอะไร ไอ้ลำพังเสียงฆ้องกลองระฆัง แถมหมา
หอนรับกันเป็นทอด ๆ หนวกหูเป็นอย่างยิ่งนี่ก็ไม่เท่าไหร่หอก แต่ที่มันเบื่อและรำคาญกว่านั้นก็คือแต่ละ
เช้าของวันหลวงตา จะเปิดหอกระจายข่าวด้วยเพลงธรรมะบ้าง ธรรมะที่ท่านเทศน์เองบ้าง ครูบาอาจารย์
พระเถระท่านอื่น ๆ เทศน์บ้างออกอากาศลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน มันเป็นอุปสรรคสำหรับคนนอนตื่น
สายอย่างผม ผมจึงคิดและตั้งใจไว้เสมอว่าเมื่อผมเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกเมื่อไหร่ ผมจะต้องหนี
ไปอยู่ที่อื่นให้ห่างจากเสียงรบกวนการนอนตื่นสายของผมไปให้ไกลแสนไกล ข้อสำคัญยิ่งกว่านั้นสำหรับ
คนข้างวัดอย่างผมคือ พ่อแม่ชอบดื่มเหล้าทั้งคู่ ส่วนใครจะดื่มมากดื่มน้อยกว่ากันนั้นผมไม่สามารถสรุป
ได้ สรุปได้เพียงว่าแม่ผมเป็นคนปากจัด ชอบหาเรื่องทะเลาะกับพ่อ หลวงตา พระเณร เพื่อนบ้าน หมูหมา
กาไก่ได้หมดทุกอย่าง ที่เข้าไปแทรกความรู้สึกของแม่ผมในช่วงที่ท่านเมา ผมไม่อยากอยู่กับสิ่งแวด
ล้อมแบบนี้ พี่ชายพี่สาวผม หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่หกแล้ว ก็พากันหายหัวไป ไม่มีใครกลับ
มาเยี่ยมบ้าน เยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ และผมเลยสักคน

หลังจากสอบปลายภาควันสุดท้าย ของการเรียนชั้นประถมของผม ผมรีบเดินกลับบ้านด้วยความกระหยิ่ม
ใจว่าอิสรภาพกำลังจะมาเยือนผมแล้ว ส่วนผลสอบจะเป็นอย่างไร ผมไม่สนเพราะผมตั้งใจทำคะแนนให้
ดีที่สุดทุกครั้งก็พอ ผมทำการบ้านส่งครูก่อนใครหมด อ่านหนังสือก่อนสอบล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ โดย
อาศัยเสียงฆ้องกลองระฆัง รวมทั้งหอกระจายข่าวของหลวงตาทุกเช้านี่แหละเป็นนาฬิกาปลุกอัน
ประเสริฐ นี้คือส่วนที่ผมประทับใจในการเป็นคนข้างวัด เพราะฆ้องกลองระฆังมีส่วนทำให้ผมทำข้อสอบ
ได้แปดสิบเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของทุกวิชาที่สอบ ไม่ว่าครั้ง ไหน ๆ ก็ตามตั้งแต่เข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว
ครั้งสุดท้ายนี้ก็เหมือนกันผลมันย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ไม่ใช่เพื่อให้เรียนเก่งอะไรเกินใครในผองเพื่อนหรอก
ครับ เพียงเพราะผมอยากรีบจบ รีบได้ออกจากภาวะที่บีบคั้น เรื่องพ่อแม่ทะเลาะกันทุกครั้งที่เมานี่มากกว่า

เย็นวันนั้นผมยังไม่ได้ขึ้นบันไดบ้านด้วยซ้ำ เพียงแค่กำลังหันข้างเบี่ยงตัวเข้าประตูรั้วได้นิดเดียว ก็เจอลูก
หลงจานกระเบื้องลอยมาตรงหัวผมพอดี ผมรีบยกมือขึ้นปัดออก ไม่ต้องบอกผมก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร เพราt
พ่อผมเวลาเมานอกจากเงียบแล้ว ถ้าอยู่ในบ้านก็ต้องรีบหาทางหนีหลบไปหาที่สงบใจเมาอยู่คนเดียว
ตามท้องไร่ปลายนาตามเรื่องตามราวของท่าน เพื่อหลีกเลี่ยงการทะเลาะกันกับแม่ ถ้าหากท่านไม่เมา ก็
อาจจะมีการตอบโต้กับแม่บ้างเพื่อเตือนสติ แต่นั่นก็เท่ากับว่าสาดน้ำมันเข้ากองไฟกองใหญ่เป็นเชื้อประ
ทุอารมณ์แม่ลุกพรึบเพิ่มขึ้นอีกได้หลายเท่า อำนาจแรงเหวี่ยงหมุนของจานกระเบื้องจากบนบ้านที่เป้า
หมายอยู่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่ายกายพ่อเป็นหลัก มันได้พุ่งตรงมาที่ผม ด้วยความจวนตัวผมยกมือขึ้น
ปัดเป็นผลให้โดนแค่ข้อมือร่วงลงแตกกระจายอยู่ตรงนั้น ข้อมือบวมปูดขึ้นมาทันตา หักหรือเปล่าผมไม่
สนแล้วตอนนี้ ผมเปลี่ยนใจจากการเอากระเป๋าสมุดนักเรียนไปเก็บ และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน ข่มความเจ็บ
ปวดด้วยการหันหน้าเดินเลียบกำแพงวัด ซึ่งบ้านผมกับกำแพงวัดนั้นมีซอยเล็ก ๆ สร้างด้วยคอยกรีตกว้าง

เกินสี่เมตร กั้นอยู่ ผมลอดซุ้มประตูวัดเข้าไปซุ่มนอนใต้ถุนกุฏิหลวงตาเงียบ ๆ จวบจนรุ่งเช้า หลวงตา
ลงมากวาดลานหน้ากุฏิก่อนออกบิณฑบาต ผมจึงค่อย ๆ คลานออกไปด้านข้างแล้ววกกลับไปด้านหน้า
ของท่านกราบลงสามครั้ง แบบเบญจางคะประดิษฐ์ตามที่ครูพระสอนศีลธรรมสอนไว้อย่างนอบน้อม
แล้วกล่าวตะกุกตะกัก “ถวายความเคารพครับหลวงตา เมื่อคืนผมแอบนอนที่ใต้ถุนกุฏิครับ”

หลวงตายิ้ม แล้วตอบว่า “เอ๊ะ ไอ้นี่ริจะเป็นขโมยหรือไง แอบมาซุ่มนอน เงียบ ๆ ทำไมไม่บอกหลวงตา
ๆ จะหามุ้งกันยุงมาให้กางนอน แล้วพ่อแม่ไม่ว่าเอารึ”

“ขอโทษครับ พ่อแม่ผมไม่รู้หรอกครับ ท่านมัวแต่ทะเลาะกันอยู่ ผมไม่อยากอยู่บ้านหลังนี้และหมู่บ้านนี้
อีกแล้วครับ หลวงตา” ผมกล่าวตอบน้ำตาคลอเบ้า

“ตัวเท่ามด แล้วแกจะไปอยู่ไหน จะเอาชีวิตรอดได้อย่างไร” ท่านยืนกอดไม้กวาดทางมะพร้าวถามอย่าง
เป็นห่วง
เช้าวันนั้นหลังจากผมรับประทานอาหารก้นบาตร มื้อแรกของชีวิต แม้บ้านจะอยู่ข้างวัดก็ตามผมไม่เคย
ย่างกรายเข้าสู่บริเวณวัดเลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ครั้นทานข้าวเสร็จแล้วผมจึงกราบลาหลวงตาออกเดิน
เรื่อยเปื่อยไปตามท้องไร่ท้องนาประกอบการตัดสินใจที่จะพาตัวหนีจากชุมชนแห่งนี้ พอพลบค่ำจึงแอบ
เข้าบ้าน ถึงไม่แอบก็ไม่มีใครสนใจผมอยู่แล้ว บ้านสงบอย่างประหลาด แสดงว่าสงครามทางอารมณ์
ของพ่อกับแม่ยุติลงแล้วเป็นการชั่วคราว อาจเป็นวันนี้ หรือตั้งแต่เมื่อวานมิอาจทราบได้ ผมเตรียมเสื้อ
ผ้าเท่าที่มีทั้งเก่าทั้งใหม่หนีออกจากบ้านมุ่งไปยังตัวจังหวัด ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากหมู่บ้านผมนักน่าจะไม่ถึง
สิบกิโลดีเท่าไหร่ ผมมีเพื่อนรุ่นพี่เป็นเด็กประจำหน่วยหนังเร่ชื่อดังของจังหวัดคนหนึ่ง ปิดเทอมทีไร ผม

ติดรถหนังเร่ไปฉายในละแวก จังหวัดนี้ และจังหวัดใกล้เคียงเป็นประจำ ดังนั้นการมาอยู่กับเพื่อนของผม
ในครั้งนี้จึงไม่แปลก ผมอยู่ที่นี่ประมาณสองสามปีโดยที่ทางบ้านไม่รู้ หรือไม่สนใจก็มิอาจเดา กระทั่ง
เพื่อนรุ่นพี่ลาออกจากหน่วยบริการหนังเร่ที่ว่าแล้วชวนผมไปหางานทำที่โรงงานพลาสติกแห่งหนึ่งใน
จังหวัดนครปฐม

ทำงานอยู่ที่โรงงานแห่งนี้ จนอายุย่างยี่สิบส่วนเพื่อนรุ่นพี่ที่ชวนผมมาด้วย เป็นคนที่ทำงานดี ขยันขัน
แข็งจนได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกอะไรสักอย่างหนึ่ง ก่อนที่ไม่นานก็ลาออกไปแล้วผมก็ไม่ได้เจ
อพี่แกอีกเลย ฟังว่า มีเจ้าของโรงงานอื่นมาซื้อตัว หรือให้อัตราค่าจ้างที่แพงกว่าที่นี่มากโขอยู่ ผมทำ
งานที่นี่ของผมไปเรื่อย ๆ ตามประสาคนงานรับเงินรายวัน แต่จ่ายเดือนละสองครั้ง อาศัยที่ผมไม่ดื่ม
เหล้า ไม่เที่ยว ไม่สูบบุหรี่แม้เงินเดือนจะน้อย แต่ก็พอมีเงินเก็บเกือบสองแสนแล้ว ปีนี้ตั้งเป้าว่าจะ
ให้เลยสองแสนกลาง ๆ จะกลับบ้านเอาเงินไปให้พ่อให้แม่ซ่อมแซมบ้าน หรือทำอะไรก็ได้ตามใจแก แม้
แต่จะดื่มเหล้าทะเลาะกันก็ช่าง นั่นเป็นสิทธิ์ของท่านทั้งสอง ส่วนผมเมื่อคัดเลือกทหารแล้ว ก็จะกลับมา
ทำงานที่เดิมอีก เพราะคุ้นเคยกับเถ้าแก่จนได้รับการไว้วางใจให้ช่วยดูแลคนงานแทนหัวหน้าแล้วหลาย
ครั้งคาดว่าน่าจะได้ตำแหน่งรองหัวหน้าราวต้นปีหน้านี้แน่นอน

แล้วอยู่ ๆ ราวสองทุ่มเศษ ๆ พี่วิทย์ พี่ชายคนโตของผม ซึ่งครอบครัวเรามีพี่น้องสามคน ชายสองหญิง
หนึ่ง พี่สาวเป็นคนขั้นกลางระหว่างผมกับพี่ชาย ได้มาหาผมในเครื่องแบบของพระภิกษุ ทั้ง ๆ ที่จากกัน
ไปนานมาก สิบกว่าปีน่าจะได้ และผมเองก็ไม่เคยกลับบ้าน ไม่เคยบอกใคร ว่าผมอยู่ไหนทำอะไร ตั้งแต่
ออกจากบ้านคราวนั้นแล้ว ผมดีใจมากสลัดเสื่อกก ที่มีอยู่ผืนเดียวในห้องให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะสะอาด

ได้ปูให้ท่านนั่ง กราบทำความเคารพ จัดน้ำจัดท่าถวายตามธรรมเนียม โดยไม่รอให้ผมถามอะไรใน
ความแปลกใจนั้น ท่านก็เอ่ยขึ้นก่อน

“เจริญพร ไอ้วุฒิ หลวงพี่มารับกลับบ้าน ไปกันเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวไม่ทันรถไฟ ที่บ้านมีปัญหานิดหน่อย”

“ครับหลวงพี่ ผมก็คิดถึงคุณพ่อคุณแม่เหมือนกัน ผมจะฝากจดหมายลาไว้กับเพื่อนข้างห้องก่อน หลวงพี่
นั่งพักตามสบายก่อนนะครับ” ผมเอ่ย โดยไม่ได้สังเกตอากัปกริยาของพี่ชายเท่าไหร่นัก

ผมควานหาปากกา กระดาษแบบฟอร์มการลาหยุดงาน ของโรงงาน กรอกวัตถุประสงค์การลาตามความ
จำเป็นแล้วเอาไปฝากกับคนงานรุ่นน้องข้างห้องให้ส่งให้หัวหน้าในวันรุ่งขึ้น ผมกับพี่ชายก็เดินตามกัน
ออกมาขึ้นแท็กซี่ให้พาไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงทันที พี่ชายผมยื่นย่ามมาให้ผมสะพายรอในระหว่าง
ที่ท่านต่อคิวเข้าไปซื้อตั๋วรถไฟ เที่ยวกรุงเทพ ฯ - อุบล ฯ จำได้ว่าเป็นขบวนรถเร็ว ที่ ๑๔๑ รถจะออก
จากกรุงเทพ ฯ เวลาประมาณ สี่ทุ่มเศษ ๆ ถึงอุบลประมาณ สี่โมงเช้าซึ่งสถานีที่เราจะลงคือสถานีรถไฟ
จังหวัดสุรินทร์ หลวงพี่บอกว่า กะให้ไปสว่างที่สุรินทร์พอดี จะได้ไม่ยุ่งยาก เรานั่งสนทนากันมาตลอด
ทาง ถามถึงการทำมาหากิน ในระหว่างที่ต่างคนต่างออกจากบ้าน พี่ชายผมเล่าให้ฟังพอสรุปใจความได้
ว่า หลวงพี่ออกเร่ร่อนรับจ้างไปเรื่อยตั้งแต่เป็นกรรมกรก่อสร้างแถวกรุงเทพ รับจ้างเฝ้าไร่อ้อยที่ชลบุรี จน
มีคนชวนไปทำงานกับเรือประมงทางภาคใต้หลายปี การลงเรือครั้งสุดท้ายเมื่อสี่ปีก่อนไปถูกจับที่น่านน้ำ
ฝั่งประเทศพม่า จึงถูกขังคุกพม่าอยู่สองปี พอเขาปล่อยก็กลับบ้านแล้วบวชตั้งแต่ปีกลาย จนกระทั่งบัดนี้
ประมาณปีครึ่ง แต่ถ้านับพรรษา ก็ พ้นพรรษาที่สองมาได้นิดหน่อย เป็นห่วงพ่อแม่อยากอยู่ใกล้ ๆ ท่าน
ๆ แก่ลงทุกวัน แม่เราก็เหมือนเดิม ขี้เหล้าเจ้าอารมณ์ ยิ่งทุกวันกำลังวังชาเหลือน้อย ดื่มน้อยก็เหมือน
มาก เป๊กเข้าไปทีไรได้เรื่องทุกที พ่อก็ต้องทนรับอารมณ์แม่เหมือนเดิม แม้แต่หลวงพี่ก็พลอยโดนหาง
เลขไปด้วย เดือนนี้พอออกพรรษา แล้วพี่กราบลาหลวงตาไปหาสถานที่ปฏิบัติธรรม หรือเดินธุดงค์ สัก
เดือนสองเดือนเพื่อเจริญสมาธิภาวนาต่างถิ่นเปลี่ยนบรรยากาศ อยู่ที่นี่ทำใจลำบากเพราะบ้านอยู่ติดวัด
แล้วค่อยกลับมาจำพรรษาที่บ้านตามเดิม หลวงตาท่านอนุญาตแล้ว แต่พอหลวงพี่ไปบอกลาแม่ แม่กลับ
ด่าหลวงพี่เสีย ๆ หาย ๆ ลามไปถึงหลวงตาด้วย หลวงพี่น้อยใจมาก

หลวงพี่เล่าได้แค่นั้นรถไฟก็จอดเทียบชานชาลาสุรินทร์พอดี หลวงพี่เดินนำหน้าลงบันไดไปผมสะพาย
ย่ามตามหลัง ชวนหลวงพี่นั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้าง หลวงพี่บอกไม่ต้องเดินเอาดีกว่า บรรยากาศยาม
เช้า ๆ สดชื่นดี สถานีรถไฟก็ไม่ไกลจากหมู่บ้านนักเดินออกจากชานชาลารถไฟประมาณ หกโมงเช้า ถึง
หมู่บ้านก็ราว ๆ เจ็ดโมงครึ่ง พอถึงซุ้มประตูทางเข้าวัดซึ่งอยู่เยื้อง กับทางเข้าบ้านผมนิดหน่อย หลวงพี่ก็
ขอย่ามจากที่ผมสะพายอยู่ไปถือเอง ท่านบอกผมว่าไม่ต้องตามไปส่งถึงกุฏิก็ได้ให้ผมรีบเข้าบ้าน พ่อกับ
แม่กำลังรออยู่ พอผมเดินมาถึงบ้านต้องแปลกใจเพราะที่หน้าบริเวณบ้านมีเต็นท์ กางอยู่สองสามหลัง มี
อาสน์สงฆ์ตั้งติดขอบถนน หันหน้าเข้าบ้าน เสียงแม่ครัวทำกับข้าวเจี๊ยวจ๊าวฟังไม่ได้ศัพท์ มัคนายก
ประจำหมู่บ้านกำลัง ถือไมโครโฟน ทดสอบเสียงอยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ แม่กำลังสะลึมสะลือมือข้างหนึ่ง
ถือขวดเหล้า มือข้างหนึ่งถือแก้ว เดินตาแดงก่ำออกจากบ้านจ้องมองมาหน้าถนนเข้าบ้านเหมือนคอย
ใครอยู่อย่างจดจ่อ พอเห็นผมเท่านั้นแหละเป็นเรื่อง

“ไอ้เวร มึงกลับมาทำไม ไปไม่ลามาไม่ไหว้ ใครบอกมึงว่าพี่มึงตาย มึงจึงกลับบ้านถูก กูต้องเอาเลือดยางหัวมึงออกไอ้เวรนี่” ว่าพร้อมกับเหวี่ยงแก้วเหวี่ยงขวดในมือใส่ผมสุดแรงด้วยความโมโห

เดือดร้อนมัคนายก และคนอยู่ในงานต้องรุมล้อมช่วยกัน กันแม่ออกจากผมเข้าไปสงบสติอารมณ์ใน
บ้านอย่างทุลักทุเล จากนั้นมัคนายกหันมาถามผม ว่า

“ไปไงมาไง ไอ้วุฒิ ใครบอกข่าว วันนี้เป็นวันเก็บอัฐิ หลวงพี่เอ็งพอดี”

“หลวงพี่ไปรับมาครับ” ผมตอบตามความเป็นจริง

“หา อะไรนะ หลวงพี่ไปรับ มึงจะบ้าหรือเปล่า หลวงพี่มึงผูกคอตาย เพราะน้อยใจแม่มึง เมื่อเจ็ดวันที่แล้ว
นี่เอง”

ผมเข่าอ่อนทรุดตัวลงกองตรงนั้น แล้วรำพึงดัง ๆ ว่า

“เป็นไปไม่ได้ หลวงพี่ไปรับผมมา เรานั่งรถไฟคุยกันมาตลอด ท่านพึ่งแยกจากผม เข้าวัดไปเมื่อสักครู่นี่เอง”
“ หา” เสียงใครต่อใครหลายคนอุทานขึ้นพร้อมกัน...


สิริมงคล/๐๕/๐๑/๕๖


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ส.ค. 2013, 12:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2020


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาบุญค่ะ :b1:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ส.ค. 2018, 10:59 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1596


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร