วันเวลาปัจจุบัน 22 ม.ค. 2020, 09:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 พ.ค. 2014, 15:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2013, 19:15
โพสต์: 109

แนวปฏิบัติ: มีสติทุกอริยาบท
งานอดิเรก: ปฎิบัติธรรม ฟังธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ความไม่ประมาท
ชื่อเล่น: ธรรม
อายุ: 0
ที่อยู่: วัฎฎะสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว www




การเจริญมรณานุสสติ.jpg
การเจริญมรณานุสสติ.jpg [ 111.52 KiB | เปิดดู 2529 ครั้ง ]
เจริญมรณานุสสติ

ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี มีตระกูลพราหมณ์ชื่อว่า ธรรมปาละ ตระกูลนี้เป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อ แม่ ลูกชาย ลูกสาว ลูกสะใภ้ และคนใช้ ทุกคนชอบเจริญมรณานุสสติ ระลึกนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะทำให้ตนเองไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ฉะนั้น หากใครจะออกจากบ้าน จะต้องให้โอวาทคนที่อยู่ในบ้านก่อนแล้วค่อยออกไป

อยู่มาวันหนึ่ง พ่อกับลูกชายจะออกจากบ้านไปไถนา ลูกชายเห็นหญ้า ใบไม้และฟืนแห้งๆ กองรวมกันอยู่ จึงจุดไฟเผา พอไฟลุกไหม้ก็มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยออกมาจากกองใบไม้ เพราะกลัวถูกไฟเผา เขาไม่ทันระวังตัวจึงถูกงูกัด จนขาดใจตาย หลังจากตายแล้วก็ไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราชา

เมื่อพ่อรู้ว่าลูกชายตาย จึงบอกกับบุรุษผู้หนึ่งที่เดินผ่าน มาตรงนั้นว่า “สหายเอ๋ย ท่านจงกลับไปบอกภรรยาของเราที่บ้านหน่อยเถิดว่าให้อาบน้ำ นุ่งผ้าขาว แล้วเอาอาหารและดอกไม้ของหอม เป็นต้น ที่สำหรับกินได้คนเดียว แล้วให้รีบมาหาเรา”

บุรุษนั้นก็รีบกลับไปทำตามที่พราหมณ์ธรรมปาละบอกไว้ และเมื่อภรรยาของเขาพร้อมด้วยบริวารมาถึง ก็ยก ศพลูกชายขึ้นวางบนเชิงตะกอน จุดไฟเผา โดยไม่มีความเศร้าโศกเสียใจแต่อย่างใด ทั้งหมดได้ยืนพิจารณาซากศพนั้นว่าเป็นเหมือนกับเผาท่อนไม้ท่อนหนึ่งเท่านั้นเอง

ลูกชายของเขาที่ไปเกิดเป็นท้าวสักกะนั้น ได้พิจารณาชาติ ก่อนของตนเอง และบุญที่เคยได้กระทำไว้ จึงทรงคิดที่จะโปรดพวกญาติๆ จึงได้แปลงเป็นพราหมณ์มาในที่นั้น แต่เมื่อเห็นพวกญาติไม่ร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ จึงถามขึ้นว่า “คนที่ตายเป็นศัตรูของพวกท่านหรือ?”

เมื่อได้รับคำตอบว่าไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นลูกชายที่รักมาก ท้าวสักกะก็สงสัย จึงถามต่อไปว่า “หากเขาเป็นคนที่พวกท่านรัก ทำไมเมื่อเขาตาย พวกท่านจึงไม่เศร้าโศกเสียใจเลยล่ะ”

ธรรมปาละผู้เป็นพ่อจึงบอกว่า “ลูกของเรา ละร่างกายอันคร่ำคร่าของตนไป ก็เป็นเหมือนกับงูลอกคราบ เมื่อร่างกายใช้สอยไม่ได้แล้ว ถึงแก่ความตายแล้ว ศพนี้ย่อมไม่ รับรู้ว่าพวกญาติร้องไห้คร่ำครวญ ฉะนั้น พวกเราจะร้องไห้ เศร้าโศกถึงเขาทำไมกันเล่า เขาเคยทำกรรมใดไว้ เขาก็จะต้องไปตามกรรมที่เขาเคยทำไว้แล้วนั่นเอง”

ท้าวสักกะจึงถามผู้เป็นแม่ว่า “ผู้ตายนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ”

ผู้เป็นแม่ได้ตอบว่า “เขาเป็นลูกชายของฉัน ฉันอุ้มท้อง มาถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มน้ำนม ประคบประหงมมือและเท้าจนเขาโตเป็นผู้ใหญ่”

ท้าวสักกะถามต่อไปว่า “บิดาไม่ร้องไห้ เพราะเป็นบุรุษก็ยกไว้ ส่วนมารดาซึ่งโดยปกติมักจะเป็นคนมีจิตใจอ่อนโยนอ่อนไหวง่าย แล้วทำไมท่านจึงไม่ร้องไห้ล่ะ”

นางได้ฟังดังนั้น จึงบอกสาเหตุที่ไม่ได้ร้องไห้เพราะลูกตายว่า “ลูกชายของฉัน ฉันไม่ได้เชิญมาก็มาเองจากปรโลก แม้เมื่อจะไปจากมนุษยโลกนี้ ดิฉันก็มิได้อนุญาตให้เขาไป เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมต้องร้องไห้เพราะการเดินทางจากโลกนี้ไปสู่โลกหน้าของเขาด้วยเล่า ศพของเขาที่ถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกอะไร เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา เขาเคยทำกรรมใดไว้ ย่อมไปตามกรรมที่เขาทำไว้นั่นเอง”

ครั้นท้าวสักกะได้ฟังคำตอบจากแม่แล้ว จึงหันไปถามน้องสาวว่า ไม่รักพี่ชายหรือ จึงไม่เสียใจ นางตอบว่า

“ถ้าฉันมัวแต่ร้องไห้เสียใจก็จะผ่ายผอม ฉันจะได้ประโยชน์อะไร พวกญาติก็จะพลอยเป็นกังวลไปด้วย พี่ชายของฉันที่ถูกเผาอยู่ ก็ย่อมจะไม่รับรู้ว่าฉันเสียใจ เพราะฉะนั้นฉันจึงไม่ร้องไห้เสียใจถึงเขา”

ท้าวสักกะได้ฟังคำตอบของน้องสาวแล้ว จึงหันไปถามภรรยาในลักษณะเดียวกัน ภรรยาก็ตอบว่า

“ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ตายไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนเด็กทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์ที่ลอยอยู่กลางอากาศ ศพของสามีฉันที่กำลังถูกเผาอยู่ ย่อมไม่รับรู้ถึงการร้องไห้คร่ำครวญของฉันและญาติๆ เลย ฉะนั้น ฉันจึงไม่ร้องไห้เสียใจเลย”

เมื่อฟังคำตอบจากภรรยาแล้ว จึงหันไปถามคนรับใช้ซึ่งตอบว่า “ฉันไม่ร้องไห้เสียใจ ก็เพราะคิดว่า หม้อน้ำที่แตกแล้ว จะให้ประสานติดกันอีกย่อมเป็นไปไม่ได้”

ท้าวสักกะครั้นได้ฟังถ้อยคำของทุกคนแล้วจึงมีจิตเลื่อมใส ตรัสว่า “ท่านทั้งหลาย เจริญมรณัสสติดีแล้ว ตั้งแต่นี้ต่อไปพวกท่านไม่ต้องทำไร่ไถนาแล้ว ว่าแล้วก็เนรมิตบ้านของพวกเขาให้เต็มไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ”

และให้โอวาทว่า “ท่านทั้งหลายอย่าประมาทในการดำเนินชีวิต จงให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรม” และก่อนจะกลับท้าวสักกะก็ได้บอกความจริงแก่พวกญาติว่าท่านก็คือลูกชายของบ้านนี้ที่ตายไปนั่นเอง

ส่วนพวกญาติยังคงขวนขวายในการทำบุญให้ทานปฏิบัติธรรมจนตลอดชีวิต และเมื่อทุกคนตายไปก็ไปบังเกิดในเทวโลก เพราะอานุภาพของบุญที่พวกเขาได้สั่งสมไว้แล้วนั่นเอง

.....................................................
ขอน้อม กาย วาจา จิต บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในกาลทุกเมื่อ
ในทุกทุกขณะจิต ไม่ว่าจะระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ

https://www.facebook.com/Dhammalungta
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 มิ.ย. 2014, 11:01 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1950

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนา สาธุค่ะ ดีมากเลย :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ธ.ค. 2015, 15:55 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1645


 ข้อมูลส่วนตัว


onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 มี.ค. 2016, 17:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 543

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร