วันเวลาปัจจุบัน 07 ส.ค. 2020, 19:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2018, 08:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 25


 ข้อมูลส่วนตัว


อสุรกายผู้มีกรรม

ครั้งหนึ่งยังมีอสุรกายตนหนึ่ง เขาทนทุกข์เพราะความกระหายน้ำมาเป็นเวลาเนิ่นนานนักหนา ตลอดเวลาเขาได้แต่เที่ยวหาน้ำไปตามที่ต่างๆ แต่จักมีสักครั้งที่ประสบพบพานก็หาไม่ จนกระทั่งคืนหนึ่งเขาสะเปะสะปะมาเจอแม่น้ำสายหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ มีความกว้างยาวจนสุดลูกหูลูกตา อารามดีใจจึงรีบวิ่งไป หวังจักดำผุดดำว่ายอาบดื่มกินน้ำในแม่น้ำนี้ให้มันสมใจสักครา

พอถึงชายฝั่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบกระโจนลงไปทันที แต่แทนที่เขาจะได้สัมผัสถึงความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของสายน้ำ ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าต้องตาลีตาลานกระโดดโหยงราวกับกุ้งเต้นแทบไม่ทัน เนื่องจากมันมิได้มีความเยือกเย็นของสายน้ำให้รู้สึกเลย มีแต่ความเร่าร้อนราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนกองขี้เถ้ายังไงยังงั้น แถมยังมีหมอกควันจากไหนไม่ทราบไหลมาคลุมพื้นที่แถบนั้นเอาไว้อีก จนเขามองแทบไม่เห็นอะไร

ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้? ก็เมื่อตะกี้ยังเห็นอยู่ชัดว่ามีแม่น้ำสายใหญ่ไหลผ่านตรงนี้ แต่ทำไมพอโดดลงมากลับกลายเป็นขี้เถ้าอันร้อนเร่าไปเสียได้?

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรรมได้บันดาลให้เขาเห็นและรู้สึกไปเอง ทั้งๆที่ตนก็ยืนอยู่บนแม่น้ำแท้ๆ แต่กลับไม่รู้ถึงความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของมันเลย! เขายังคงเดินวนค้นหาน้ำอยู่อย่างไม่ยอมย่อท้อ แต่ไม่ว่าจักหาเท่าใดก็หาไม่เจอ จนพระอาทิตย์เริ่มโผล่พ้นขอบฟ้าเป็นสัญญาณบอกว่าได้เข้าสู่รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่แล้ว ปรากฏที่ไกลตาออกไปได้มีภิกษุกลุ่มหนึ่งประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ รูปกำลังโคจรบิณฑบาตมาตามริมฝั่งแม่น้ำสายนี้พอดี

ภิกษุเหล่านั้นพอเข้ามาใกล้เห็นมีคนเดินบนน้ำได้ก็ให้อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน ภิกษุรูปหนึ่งซึ่งอดใจไม่ไหวจึงร้องถามไป “ ดูก่อนท่านผู้นี้เป็นใครรึ? ไฉนจึงเดินบนน้ำได้ด้วยเล่า? ” อสุรกายซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตามองหาน้ำ พอได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมอง ครั้นเห็นบนตลิ่งมีพระกลุ่มหนึ่งกำลังจ้องมาที่ตน เลยตอบไปว่า

“ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล ข้าพเจ้านี้เป็นอสุรกาย แหละกำลังค้นหาน้ำอยู่เจ้าข้า เมื่อคืนข้าพเจ้าผ่านมาแถวนี้เห็นมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ด้วยความดีใจจึงรีบวิ่งมา หวังจักได้ดื่มกินให้สาสมใจสักครา ที่ไหนได้พอโดดลงไปกลับไม่เจอน้ำแม้เพียงน้อยนิด ทุกที่ทุกทิศล้วนมีแต่หมอกควันแลขี้เถ้า แถมยังร้อนเร่าราวกับถ่านเพลิงก็มิปาน ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้ก็มิทราบ?

แต่อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าก็ยังเชื่อว่ามันจะต้องมีน้ำอยู่แถวบริเวณนี้แน่ จึงพยายามค้นหาอยู่ แต่ทว่าจนถึงบัดนี้แล้วข้าพเจ้าก็ยังหาไม่พบเลยเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าช่วยบอกทีเถิดว่ามีน้ำอยู่ในบริเวณไหนบ้าง? ข้าพเจ้าจักได้เข้าไปดื่มกินดับความทุกข์ทรมานนี้เสีย! ” บรรดาภิกษุพอฟังต่างก็หันมามองกัน เนื่องจากขณะนี้เขาก็ยืนอยู่บนแม่น้ำแท้ๆ แต่ไฉนกลับบอกว่าตนหาน้ำไม่เจอ ภิกษุรูปหนึ่งด้วยความสงสัยจึงร้องถามไป

“ ดูก่อนอสุรกาย เวลานี้ตัวท่านนี้ก็ยืนอยู่บนแม่น้ำแล้วนี่ ไฉนยังจักถามหาน้ำอีกเล่า? ” อสุรกายพอฟังก็ให้ประหลาดใจ จึงร้องตอบไปว่า “ ข้าแต่พระคุณเจ้า อย่าว่าแต่แม่น้ำทั้งสายเลย น้ำแม้เท่ารอยเท้าโคข้าพเจ้าก็ยังมองมิเห็น หากแม้นข้าพเจ้ากล่าวคำพูดอันเป็นเท็จแล้ว ก็ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของอสุรกายเลยเจ้าข้า! ”

ภิกษุทั้งหลายพอฟังก็ให้รู้สึกสงสารอสุรกายตนนี้ขึ้นมาจับใจ จึงร้องบอกให้เขาจงขึ้นมานอนที่บนหาดทรายนี้ เดี๋ยวพวกตนจักช่วยกันตักน้ำมาให้เขาดื่มเอง ว่าแล้วแต่ละรูปต่างก็กุลีกุจอรีบนำบาตรของตนไปตักน้ำในแม่น้ำขึ้นมากันคนละบาตรสองบาตร จากนั้นก็นำไปกรอกปากให้อสุรกายผู้หิวกระหายตนนี้ดื่ม

เหล่าพระคุณเจ้าต่างเทียวปีนขึ้นปีนลงชายตลิ่งแม่น้ำอยู่เป็นเวลาครึ่งค่อนวัน จนพระอาทิตย์ได้โคจรมาอยู่ในแนวเกือบจักตรงศีรษะแล้ว ด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าภิกษุรูปหนึ่งจึงถามอสุรกายว่า “ ดูก่อนอสุรกาย น้ำที่พวกอาตมากรอกให้ท่านดื่มท่านพอจักได้ลองลิ้มชิมรสชาติจนเป็นที่พอใจแล้วหรือไม่? ”
พูดจบตัวผู้ถามแลเพื่อนภิกษุทั้งหลาย ต่างก็พากันวางบาตรลงบนพื้นทรุดกายลงไปนั่งหอบกันให้สลอน เนื่องจากแต่ละรูปต่างก็ปีนขึ้นปีนลงระหว่างชายหาดที่อสุรกายนอนกับขอบตลิ่งแม่น้ำ จนแทบไม่มีแรงหลงเหลือกันแล้ว!

ฝ่ายอสุรกายพอเห็นสภาพของเหล่าพระคุณเจ้าเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงตอบไปว่า “ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล น้ำที่พวกท่านกรอกปากให้ข้าพเจ้าดื่มนั้นจักได้มีแม้เพียงสักหยดสักหยาด ไหลเข้าปากให้ข้าพเจ้าได้ชุ่มฉ่ำลิ้นนั้น หามีไม่! ถึงพวกท่านจะพยายามเท่าใดก็คงมิเป็นผล รังแต่จะทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ บัดนี้ก็สายมากแล้ว ก่อนจะพ้นข้อกำหนดที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ ขอพวกท่านจงพากันไปบิณฑบาตภิกขาจารตามกิจของตนเถิด จงอย่าได้สนใจข้าพเจ้าเลย ด้วยว่ากรรมนั้นไซร้เป็นของเฉพาะตน ผู้ใดทำมาอย่างไรก็จำต้องรับกันไปอย่างนั้น

ก่อนจากกันข้าพเจ้าขอวอนพวกท่านโปรดนำเรื่องข้าพเจ้าไปเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้คนด้วยเถิด จงบอกเขาว่าขณะยังมีชีวิตอยู่ขอจงหมั่นทำความดีเข้าไว้ ตายไปจักได้ไปเกิดในภพภูมิสูงๆ จักได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนดั่งข้าพเจ้าที่เป็นอสุรกายอยู่ในเวลานี้! ”

บรรดาภิกษุเมื่อฟังคำรำพันของอสุรกายผู้มีกรรมแล้วก็ให้รู้สึกสลดสังเวชใจเหลือประมาณ แต่ก็อับจนหนทางไม่รู้จะช่วยเหลืออย่างไร สุดท้ายได้แต่ค่อยๆทยอยจากไป ด้วยใจที่สลดหดหู่ .

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นกันแล้ว สัตว์ในภูมิอสุรกายถึงแม้ไม่มีใครมาคอยลงโทษลงทัณฑ์เหมือนดังกับสัตว์ในภูมินรกก็จริง แต่พวกเขาก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากผลบาปที่ตนสร้างไว้อยู่ดี ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์ภูมินี้ ต่อแต่นี้ก็ขอให้จงเร่งขวนขวายสร้างสมแต่คุณงาม กระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา จะได้ไม่ต้องมานั่งโศกาเหมือนดั่งอสุรกายผู้มีกรรมตนนี้

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 06 ส.ค. 2020, 10:35, แก้ไขแล้ว 5 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2018, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1212


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร