วันเวลาปัจจุบัน 23 ก.พ. 2020, 18:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ


เง็กเซียนฮ่องเต้ (เทพเจ้ากวนอู)
.เง็กเซียนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันมีพระนามว่า
.ก่อนหน้านั้นท่านมีตำแหน่งเป็น ในสถานธรรมท่านคือ เทพเจ้ากวาน หรืออีกพระนามหนึ่ง ชาว โลกเรียกว่า เทพเจ้ากวนอูฝ่ายบู๊ พ่อค้ามักนับถือเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภทางบู๊ สาวกของพระศาสดาขงจื๊อยกย่องท่านเป็นหนึ่งในห้าเทพเจ้าหวุนเซียง
.ทางคนทรงขนานพระนามท่านเป็นเป็นประธานของเหล่าทวยเทพทั้งหลายในการทรง
.หลังจากท่านอนิจกรรม ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเทพเจ้านั้น เทพเจ้านี้ หลังสุดได้แต่งตั้งเป็น และ ได้รับการเซ่นไหว้จากชาวโลกในวันเซ็งเหม็ง และวันสารท ในปี พ.ศ. 2457 ท่านกับจอมพลงักฮุย ได้รับการยกย่องเป็นนักปราชญ์ทางบู๊ ท่านกับศาสดาขงจื๊อได้รับการยกย่องพอๆ กันเละได้ขนานนามว่า
.ในหนังสือของสำนักทรงได้บันทึกไว้ว่า ห้าศาสดาแห่ง พุทธ เต๋า ขงจื๊อ คริสต์ และอิสลาม ได้ประชุมหารือกัน ต่างเห็นพร้อมได้เสนอท่านเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ องค์ที่ 18 และในที่สุดท่านก็ได้ขึ้นครองเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ องค์ที่ 18 ในวันที่ 1 เดือน 1 ของจีนในปีกะจื้อ (พ.ศ. 2407 หรือ ค.ศ. 1864) เพื่อปกครองเหล่าเทพทั้งหลาย จนบัดนี้ก็หนึ่งร้อยกว่าปีแล้ว
ตั๊กม้อโจวซือประทานพร
อันมนุษย์นี้หนอ ล้วนอยู่ในกองกิเลส
ไม่ชำระจิตกายใจ ให้ผ่องใส
หลงละโมบเงินทอง จนลืมกาย
สวดวิงวอนขอพร อยู่ร่ำไป
ไม่ฝึกจิตให้อยู่ ในสหธรรม
แล้วจะวิงวอน ไปหาใย
ความศักดิ์สิทธิ์นั้นอยู่ ในดวงจิต
แล้วจะได้ดวงธรรม ย่อมอำไพ



พี่สะใภ้ของเจ้า ก็คือพี่สะใภ้ของข้า
.ขุนพลจ้าวจูล้ง หนึ่งในห้าทหารเสือของเล่าปี่ในสมัยสามก๊ก วันหนึ่งได้รับคำสั่งให้ยกทัพเข้าตีเมืองกุ้ยหยางที่มีขุนพลจ้าวฟ่านเป็นนาย ทหารประตูเมือง ซึ่งต่อมาจ้าวฟ่านยอมจำนนในที่สุด เนื่องด้วยคนทั้งสองมีนิสัยคล้ายคลึงกัน คุยกันถูกคอ ดังนั้นเขาทั้งสองเลยสาบานเป็นพี่เป็นน้องกัน
.วันที่ได้สาบานเป็นพี่เป็นน้องกัน ขุนพลจ้าวฟ่านได้จัดโต๊ะเลี้ยงฉลอง ระหว่างดื่มสุราเคล้าอาหารจนทั้งสองมีอาการมึน ๆ ทันใดนั้นมีสตรีสาวงามรูปโฉมอรชรอ่อนช้อยดังนางฟ้านางหนึ่ง นุ่งกายไว้ทุกข์ ได้ก้าวเท้าเข้ามาด้วยท่าอันชดช้อยสง่างาม นางตรงมาที่โต๊ะและหยิบจอกเหล้าคอยรินเหล้าให้พวกเขา จูล้งเห็นเข้าแปลกประหลาดใจมาก ถามว่า “นางเป็นใคร?” จ้าวฟ่านตอบว่า “นางเป็นพี่สะใภ้ของข้าเอง ชื่อฟ่านซื่อ พี่ชายของข้าได้ตายไปยังไม่มีบุตรสืบสกุล ญาติ ๆ ได้แนะนำนางแต่งงานใหม่ แต่ไม่มีใครอยู่ในสายตาของนางเลย นางเคยปรารภว่า คนที่จะมาเป็นสามีนางจะต้องมีบุคลิกอย่างท่าน มีท่าทางสง่าผ่าเผย มีชื่อเสียงเกรียงไกร วันนี้บังเอิญท่านพี่มาถึงที่นี่ ขอเพียงท่านพี่พอใจ พี่สะใภ้ของข้ายินดีปรนนิบัติท่านพี่ตลอดชีวิต”
.จูล้งได้ยินเช่นนี้พูดเสียงดังอย่างจริงจังว่า “เมื่อข้ากับเจ้าได้สาบานเป็นพี่เป็นน้องกันแล้ว พี่สะใภัของเจ้าก็คือพี่สะใภ้ของข้ามีหรือจะทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงได้?”
.จ้าวฟ่านได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าแดงกล่ำ รู้สึกอับอายและลาจากไป จ้าวจูล้งต่อมาได้เป็นถึงหนึ่งในห้าทหารเสืองของจักรพรรดิเล่าปี่ มีอายุยืนยาว เมื่อวิญญาณกลับสู่สวรรค์ได้ถูกแต่งตั้งเป็นจอมพลคุมทัพหหารเทพ
กตัญญูกตเวที
คนในภาพเป็นชาวนากัลยาณจิต ชั่วชีวิตมีสัจจะจิตใจสูง
มีเมตตากรุณาคอยชักจูง ในนั้นมุ่งแทนพระคุณการุณย์ธรรม
เมื่อเยาว์วัยได้อาศัยดื่มนมโค ยามเติบโตเลี้ยงไว้ให้อิ่มหนำ
อันโคนี้เคยใช้งานอย่างตรากตรำ ถึงแก่เฒ่าก็ไม่นำไปฆ่ากิน
เขาเข้าใจในหลักกฏแห่งกรรม ไม่กระทำชั่วช้าให้ผิดศีล
เขารับประทานมังสวิรัติเป็นอาจิณ ชั่วชีวินกตัญญูรู้พระคุณ


กามารมณ์เป็นยอดแห่งความชั่ว
ข้าคือเทพประจำศาลเจ้านี้ : พระเจ้าขั้วโลกเหนือแห่งสวรรค์มหาราช
ประทับทรง วันที่ 28 มิถุนายน 2530
กลอน
สัจธรรมแยบยลแผ่ทั่วสกล
ธรรมเบื้องบนโปรดผู้มีสัมพันธ์บุญ
พระการุณย์ทรงเมตตาช่วยทารกบุตร
พระเจ้าปลุกวิญญาณเดิมกลับสู่ฟ้า
เรื่อง : ผลกรรมจากผู้ชอบมั่วกาม

.นับแต่ข้าได้รับโองการสวรรค์มาประทับทรงที่ศาลเจ้านี้ ใจของข้าคอยห่วงใยประชาราษฎร์มาตลอด จึงได้ประทับทรงชี้แนะธรรมะแก่สาธุชน หากมีผู้ใดที่จะแก้กรรมมาขอร้องข้า ข้าก็จะพยายามไกล่เกลี่ยจนต่างฝ่ายต่างอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน นอกจากรายที่กรรมหนักและสลับซับซ้อนจริง ๆ และวิญญาณนั้นได้รับอนุญาตจากยมบาลมาแก้แค้นเท่านั้น ก็สามารถแบกรับแก้ไขได้จนทำให้ทั้งฝ่ายทางโลกและทางวิญญาณต่างพอใจแยกย้าย จากกันไป
.ขณะนี้มีคดีของนายเฉินซู่ ได้อุตสาห์เดินทางไกลมาถึงศาลเจ้านี้เพื่อขอให้ข้าช่วยแก้ไข เฉินซู่ป่วยเป็นโรคประหลาดหลายปีนี้ ร่างกายของเจ้าอ่อนเพลียหมดเรี่ยวหมดแรงไปทั้งตัวโดยไม่รู้สาเหตุ ถึงแม้ครอบครัวของเจ้าร่ำรวย แต่โรคนี้เป็นโรควิบากกรรม แม้เคยหาแพทย์ทั้งแผนปัจจุบันและโบราณมามากต่อมาก หมดค่าใช้จ่ายไปมหาศาล แต่อาการป่วยก็ไม่ดีขึ้นเลยเพื่อนจึงแนะนำเจ้ามาหาข้าที่นี่ ข้าพอพูดว่า “โรคนี้ไม่เบาเลย” นั่นเป็นโรควิบากกรรม เจ้าแสวงหาใส่ตัวเอง เจ้าจะให้หายขาดได้นั้นนอกจากเจ้าต้องประกอบบุญมหาศาลแล้ว มิฉะนั้นโรควิบากกรรมนี้คงแก้ยากนะ นั่นไม่ใช่ว่า ข้าปราศจากเมตตาที่ไม่แสดงอิทธิฤทธิ์ช่วยไกล่เกลี่ย ด้วยเหตุนี้ ข้าขอเตือนชาวโลกอย่ามั่วกาม ข้าจะเฉลยกรรมเก่าของนายเฉินให้ฟัง
.เฉินซู่เป็นหุ้นส่วนของโรงงานผลิดเสื้อผ้าสำเร็จรูป เฉินเป็นปัญญาชนและเป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ แต่ในโรงงานล้วนเป็นสตรีเฉินถึงแม้จะมีครอบครัวแล้ว แต่มีนิสัยเจ้าชู้ มักอาศัยตำแหน่งหน้าที่หลอกกินไข่แดงจากพนักงานสาวจนนับไม่ถ้วน 10 กว่าปีนี้นิสัยเจ้าชู้ของเฉินมิได้ลดลงแม้แต่น้อย คัมภีร์บอกว่า “กามารมณ์เป็นยอดแห่งความชั่วทั้งปวง” เฉินเริ่มรับหนี้กรรมมาได้ 3 ปีนี้เอง กล่าวคือ ร่างกายอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง ศีรษะหนักแต่ขาไม่มีแรงเดินเหินไม่สะดวก บาปกรรมเริ่มตามหา เหล่าเด็กทารกที่ถูกทำแท้งจากเม่ที่ถูกเฉินหลอกกินไข่แดงจนตั้งครรภ์และถูก บังคับให้ทำแท้ง เหล่าวิญญาณทารกจึงมาทวงหนี้กรรม ข้าเป็นเทพผู้เคารพต่อกฏมณเทียรบาลของสวรรค์ มิกล้าขัดกฏสวรรค์ มิฉะนั้นผลบุญผลกรรมจะไม่สัมฤทธิผลซิ แต่นายเฉินแต่งงาน 10 กว่าปี ยังไม่มีบุตรสืบสกุล เหตุดังฤา ข้าบอกได้ว่า “ผลกรรม” คำโบราณเคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ทรามหญิงรับกรรมเช่นนี้” นั่นเป็นเหตุของผลกรรมที่ไร้บุตรสืบสกุลนะ
.คืนนี้ข้าเฉลยกรรมเก่าของเฉินให้ทราบแล้ว ข้าหวังว่านายเฉินจำต้องสำนึกผิดและประกอบแต่ความดีมาก ๆ เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่วิญญาณเหล่าทารกทั้งหลายนะ ท้ายนี้ ข้าขอมอบบทกลอนให้เจ้าเพื่อสำนึก
อันความชั่วมั่วกามโทษล้นฟ้า
กรรมหนักหนาพาร่วงหล่นทางสามแพร่ง
เตือนเจ้าอย่ามั่วกามทำเขม็งเกร็ง
บ้านครื้นเครงอายุมั่นสุขสราญ
รูปงามจอมปลอมเป็นของว่าง
รักอำพรางโลกเสพเลวระยำ
เสพกามสุขชั่วครู่ปลูกเหตุกรรม
หมื่นเคราะห์กรรมทุกข์แสนเข็ญขุมนรก


ผลกรรมของแม่เล้า
.คำว่า แม่เล้า คือ ผู้ควบคุมสถานเริงรมย์ แม่เล้าในเมืองเซี่ยงไฮ้ มีวิธีการลงโทษอย่างโหดเหี้ยมต่อนางคณิกาที่ไม่สามารถทำเงินให้โดยเอาแมวยัด เข้าไปในกางเกงในของเธอ แล้วใช้ไม้ตีแมวนั้น เมื่อแมวเจ็บก็จะพยายามหาทางหนี เล็บแมวจึงข่วนตามอวัยวะเพศของหญิงสาวนั้นจนเลือดไหลโทรม จึงปล่อยแมวออกมานางคณิกาใดที่ได้รับการลงโทษอย่างทารุณโหดเหี้ยมเช่นนี้ก็ ไม่กล้าที่จะขัดขืน จึงต้องพยายามใช้เล่ห์กลอุบายเพื่อยั่วยุผู้คนที่สัญจรไปมา ส่วนแม่เล้านั้น วัน ๆ จะเสพสุขจากน้ำตาของหญิงคณิกาเหล่านั้น ทั้งยังกินไข่นกพิราบบำรุงร่างกายเป็นประจำ
.วันหนึ่ง มารดาข้าพเจ้าไปเยี่ยมญาติผู้เป็นพี่สาว ได้ยินเสียงข้างบ้านของพี่สาวร้องอย่างโหยหวน โอ้ย! ข้าทนไม่ไหวแล้ว
.มารดาข้าพเจ้าเกิดความฉงนและงงงวย จึงเดินเข้าไปดูและถามหาสาเหตุ จึงรู้ว่า แม่เล้าคนนั้น เกิดเป็นโรคท้องมาร จึงได้ปิดสถานเริงรมย์แล้วกลับมารักษาตัวที่บ้าน แพทย์ได้ทำการผ่าตัดให้น้ำในท้องไหลออกมาเต็มกะละมัง ท้องของนางก็ยุบเข้าไปทันที แต่นางก็ตะโกนร้องอีก “โอ๊ย น่ากลัวจริง ๆ เสาทองแดงถูกเผาจนแดงก่ำ ข้าจะต้องไปโอบอุ้มแล้ว โอ๊ย เจ็บปวดเหลือเกิน” แล้วก็สลบไปสักครู่ นางก็ฟื้นขึ้นมา ก็ร้องอีกว่า “โอ๊ย ภูเขามีดน่ากลังจัง พวกเขาจับข้าโยนลงไปแล้ว โอ้ย เจ็บ ๆ ๆ”แล้วก็สลบอีกครั้ง เมื่อฟื้นขึ้นมานางก็ร้องอีก “โอ้ย พวกเขาใช้ตะขอดึงลิ้นข้าออกมาแล้ว โอ้ย ข้ากลายเป็นคนมีลิ้นยาว” พูดแล้วก็สลบไปเมื่อฟื้นขึ้นมา ลิ้นค่อย ๆ หดเข้าไป
.มารดาข้าพเจ้าเห็นแล้ว ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไรดี เพราะนางก่อกรรมไว้มาก ถึงแม้จะสงสาร แต่กฏสวรรค์เข้มงวด ก็ยากต่อการขอความปรานี
.แม่เล้าถูกทรมานเช่นนี้เป็นเวลานานแล้วก็ตายลงไปในที่สุดก่อนตายนางร้อง โหยหวนทุกวัน เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น หันมาดูในสังคมทุกวันนี้ ข่าวการปล้นฆ่า ข่มขืน วางเพลิง หลอกลวง ฯลฯ มีให้อ่านกันทุกวันในหนังสือพิมพ์ ถึงแม้บางครั้งกฏหมายบ้านเมืองเอาผิดไม่ได้ แต่กฏสวรรค์เข้มงวด คนที่ทำกรรมไว้ จะต้องรับโทษในนรกทุกราย ขอให้ผู้กระทำความผิดทั้งหลาย จงสำนึกผิดก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสายเกินไป
กิเลนสัตว์โบราณจิตเมตตา มักกรุณาสัตว์เล็กน้อยอยู่เสมอ
ยามเดินไปในถนนได้เจอะเจอ เขาไม่เผลอเหยียบตายให้วายปราณ
มนุษย์เรายกตนเป็นคนฉลาด เหตุไฉนจึงพิฆาตอย่างอาจหาญ
มนุษยธรรมนั้นอยู่ไหนใครต้องการ โปรดไขขานคำตอบจะขอบคุณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


ผลลัพธ์จากการฆ่าสามี
.ข้าคือ พระเจ้าเหวินเหิน สถานธรรม เซินกวงตัง
ผู้ร้องขอ : นายหลิว แซ่โง้ว ชาวเถาหยวน
ประกาศ : ตามที่ทุกท่านได้มาอัญเชิญข้าไปประทับทรงที่บ้าน นายหลิว แซ่โง้ว เพื่อรู้หนี้กรรมที่นายโง้วป่วยยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน 2 ปี รับประทานยาทุกวัน กัยังไม่มีวี่แววดีขึ้น ยิ่งมาในเดือน 3 นี้ เกิดอาการประสาทหลอน แพทย์ที่มีชื่อก็ไม่สามารถรักษาให้หายได้ จึงได้อัญเชิญมาชี้แนะ ข้าเลยแจกแจงผลกรรมของนายโง้ว เพื่อหาวิธีแก้กรรมนายโง้วจะได้หายป่วยในเร็ววัน
.ผลกรรมของนายโง้วได้เริ่มจากชาติปางก่อน เมื่อประมาณ 180 กว่าปี ซึ่งตรงกับราชวงศ์เช็ง รัชสมัยหยิงจงฮ่องเต้ ขึ้นครองราชย์ ชาติก่อนของนายโง้วมีนามว่า ซิวซิมหยวนเป็นคนเหอไป่ สอบซิ้วไฉไม่ผ่าน จึงไปเป็นครูของบ้านนักบุญหลิวหยงปีน ซึ่งภรรยาได้สิ้นบุญไปโดยไม่มีทายาทสืบสกุล จึงได้รับสาวใช้นางหลี่เป็นภรรยาได้บุตรชายคนหนึ่ง ชื่อว่า หลิวเจียฝู่ นายหลิวมีบุตรตอนวัยชรา จึงรักใคร่เอ็นดูบุตรชายมาก เมื่อบุตรชายอายุได้ 7 ปี นางหลี่ได้หารือสามีเพื่อว่าจ้างซิวเซินหยวนเป็นครู ต่อมาเศรษฐีหลิวเกิดเป็นอัมพาตพูดจาไม่ได้ เสมือนหนึ่งเป็นคนพิการก็ไม่ปาน นางหลี่เริ่มไม่เกรงใจสามี แอบเป็นชู้กับซิวเซินหยวน เพื่อปกปิดความชั่ว จึงได้ย้ายสามีไปอยู่หลังบ้าน ตอนแรกยังพอป้อนข้าวให้น้ำบ้าง ต่อมาถึงขึ้น งดข้าวงดน้ำกับเลย จนเศรษฐีหลิวต้องอดข้าวอดน้ำตาย นางหลี่เพื่อปกปิดความชั่วของตน จึงจัดงานศพอย่างเอิกเกริก
.วิญญาณของเศรษฐีหลิวพกความแค้นไปร้องทุกข์ต่อยมบาล ต่อมานางหลี่กับชู้รักได้รับผลกรรมที่ตนก่อไว้โดยมีโจรมาปล้นและได้ฆ่าเขา ทั้งสองตาย เมื่อซิวตาย วิญญาณของเขาก็ถูกลงโทษในขุมนรกต่าง ๆ
.นางหลี่ตอนนี้ยังรับโทษทัณฑ์อยู่ในนรก ส่วนเศรษฐีหลิวได้ประกอบกรรมดีไว้มากตอนมีชีวิตอยู่ วิญญาณนายหลิวจึงมีอิสระแต่ซิวเซินหยวนเมื่อพ้นโทษจากนรกแล้วก็มาเกิดเป็นคน ในชาตินี้ก็คือ นายหลิว แซ่โง้วนั่นเอง เมื่อ 2 ปีก่อน วิญญาณนายหลิวได้บังเอิญมาพบกับนายโง้ว นึกได้ว่าชาติก่อนถูกเขาทำตายกับถูกแย่งภรรยาไป จึงติดตามทวงหนี้ การที่นายหลิวป่วยยืดเยื้อมานาน 2 ปี ก็เพราะวิญญาณนายหลิวมาทวงหนี้นั่นเอง ถึงแม้หาหมอทานยาก็ยากต่อการเยียวยาได้ ถ้าอยากให้นายโง้วหายป่วย ต้องชำระหนี้กรรมก่อน บัดนี้ ข้าเห็นแก่นายโง้วมีจิตศรัทธามาขอร้องช่วยแก้กรรม ข้าจึงมอบยันต์ 3 ใบ ไปดื่มกิน ค่อยหาวิธีแก้กรรม ถ้าได้อโหสิกรรมจากวิญญาณหลิวแล้ว พร้อมกับหาหมอรักษา จึงมีโอกาสหายเป็นปกติได้


ล่อลวงหญิงให้ทิ้งสามี และบุตร รับผลกรรมชาตินี้
ประกาศ : บัดนี้มีอุบาสิกาหลินซู่ซิ่วมาขอแก้กรรม พร้อมที่เปิดศาลไต่สวน โปรดเรียนเชิญเทพเหวินปั้นแห่งศาลเฉินหวางเมืองฟุ่งซานเป็นผู้บันทึก แล้วนำไปรายงานต่อนรกขุมที่ 10 ล้อหมุนอ๋อง ให้แม่ทัพจงถานคุมวิญญาณเข้ามาได้
เทพเหวินปั้น: วันนี้ข้าได้รับเชิญจากประธานสถานธรรมหมินเต๋อถังมาบันทึกเรื่องกฏแห่งกรรมครั้งนี้
แม่ทัพจงถาน : ข้าได้นำวิญญาณมาแล้ว ขอได้โปรดพิจารณาความได้
ประธานกวนอู : วันนี้ข้าจะอนุญาตให้เจ้าประทับร่างในร่างทรง จงเล่าเรื่องที่เจ้ากับหลินชู่ซิ่วในชาติก่อนมาให้ฟัง อย่าได้มีการปกปิดแจ้งเท็จ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษหนัก ถ้าแจกแจงเรื่องกฏแห่งกรรมได้สะอาดมีคุณค่าต่อชาวโลก ข้ารับประกันเจ้าจะได้ไปผุดไปเกิดเร็วขึ้น ขอให้เจ้าจงอย่าพลาดโอกาส
วิญญาณ : ท่านเทพเจ้ากวนอูทรงโปรดเมตตา เมื่อชาติก่อนเขาหลอกฆ่าข้า ข้าจึงมีความเจ็บแค้นมาก ข้าชื่อหฮางซุกเหมย เกิดในราชวงศ์เซ็ง รัชสมัยจักรพรรดิคังซี ปีที่ 20 เกิดที่อำเภอหลินเซิน มณฑลฮกเกี้ยน เมื่อข้าอายุได้ 18 ปี โดยการแนะนำของแม่สื่อ ข้าจึงได้แต่งงานกับนายหลี่เซียนตี้ เป็นคนอำเภอเดียวกัน ต่อมาข้าได้ติดตามสามีมาอยู่ที่เมืองเจียงโจว มณฑลฮกเกี้ยน เมื่ออายุ 23 ปี ข้าได้คลอดบุตรชายคนแรก และข้าได้บุตรชายคนที่ 2 เมื่อข้าอายุ 25 ปี และต่อมาคลอดบุตรอีก 2 คน เมื่ออายุ 27 และ 30 ตามลำดับ ซึ่งตอนอายุ 30 ปีนี้เอง ข้าป่วยเป็นโรครูบาติซึมยากต่อการเดินเหิน ข้าเคยไปหาแพทย์ทั่วเมืองเจียงโจวก็ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ วันหนึ่งมีญาติคนหนึ่งแนะนำหมอหลินว่านเจียว ซึ่งเพิ่งกลับมาจากไต้หวัน หมอหลินคนนี้ก็คือ หลินชู่ซิ่วในชาติปัจจุบัน ระหว่างให้การรักษา หมอหลินได้ใช้คำพูดหว่านล้อมข้าจนในที่สุดก็ได้เสียกัน และต่อมาข้าก็ได้คลอดบุตรชายให้เขา 1 คน ตอนนั้นหมอหลินได้ยุยงข้าพาลูกคนที่ 2 และคนที่ 4 หนีตามเขากลับไปที่ไต้หวัน
.ขณะนั้นหมอหลินอายุ 37 ส่วนข้า 35 ชีวิตคู่ช่วงแรกในไต้หวันก็มีความสุขดี 3 ปีต่อมาเขาเริ่มออกลายแสดงตัวเป็นเจ้าชู้ยักษ์ ในที่สุดเขาก็ติดพันกับนางเอกงิ้วโค้วชุนจิ้ว และติดตามเธอเร่ร่อนตามเมืองต่าง ๆ ทิ้งขว้างพวกเราโดยไม่เหลียวแล เมื่อเขาอายุได้ 45 ปี ข้าไม่ได้รับข่าวคราวจากเขาเลย ข้าต้องทำงานหนักเพื่อแม่ลูก 3 ชีวิต เนื่องด้วยตรากตรำเกินไป โรคเก่ากำเริบเดินเหินลำบาก จำใจให้ลูกสาวขณะนั้นอายุ 16 ปีไปเป็นสาวใช้ในโรงงานทำกระสอบ ทำงานได้ประมาณ 3 ปี ก็ถูกวัยรุ่นอันธพาล หลอกลวงจนหายสาบสูญไป ข้าเลยให้ลูกชายคนเล็กไปเป็นช่างฝึกหัดกับช่างตีเกือกม้า อยู่มาได้ 1 ปี เกิดมีปากเสียงกับคนอื่นในที่สุดก็ฆ่าฝ่ายตรงข้ามตายด้วยความตกใจ ลูกชายก็หนีหายสาบสูญไปอีกคน
.ตอนนั้นข้าทั้งป่วยทั้งยากจน จำต้องพึ่งพาเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือ เมื่ออายุได้ 49 ปี ข้าคิดถึงสามีเก่ากับลูก ๆ 2 คนที่เมืองเจียงโจว ต่อมาได้ข่าวว่า หลังจากข้าหนีตามชู้ไป เขาก็แต่งงานใหม่ ความหวังสุดท้ายของข้าหมดสิ้นแล้ว ในที่สุดข้าก็ตรอมใจตาย ท่านยมบาลกล่าวโทษข้าคบชู้สู่ชายทอดทิ้งสามีและลูก ๆ ขาดกุลสตรีที่ดีของแม่บ้าน นรกขุมที่ 1 สั่งลงโทษข้า 10 ปี นรกขุมที่ 2 ที่ 3 กล่าวโทษเช่นกัน มาถึงนรกขุมที่ 4 ระหว่างสอบสวนได้พูดถึงการหลอกลวงของหลินว่านเจียว จึงรู้เขาตายก่อนข้า 1 ปี ถูกยมบาลลงโทษ 200 ปี ส่วนข้าบาปหนักกว่าต้องรับโทษ 270 ปี เมื่อครบกำหนด ท่านพระอรหันต์กษิติครรภ์ ทรงเห็นว่า ข้าสำนึกผิดแล้ว จึงเมตตาอนุญาตให้ข้าไปเกิดใหม่ได้ แต่ข้ายังเจ็บแค้นไม่หายที่ถูกนายหลินหลอกลวง จนบ้านแตกสาแหรกขาด จึงไม่ยอมไปเกิดใหม่ จิตของข้ามีแต่ความพยาบาท จึงได้ค้นเสาะหาเขาเพื่อแก้แค้น
.ส่วนหลินนั้นเมื่อพ้นโทษทัณฑ์แล้ว 62 ปี จึงได้ไปเกิดใหม่เป็นหลินชู่ซิ่ว ในปัจจุบันนี่เอง ข้าค้นพบเขาเมื่อเขาอายุ 30 ปี แต่เนื่องด้วยช่วงนั้น ดวงเขากำลังขึ้น ต้องรอจนเขาอายุ 32 เศรษฐกิจทางครอบครัวเริ่มถดถอยข้าเลยหาวิธีทำให้ครอบครัวเขาแตกแยก ต่อมาก็ทำให้ขาของเขาทั้ง 2 ข้างเดินเหินไม่ได้ เร็ว ๆ นี้ข้ากำลังคิดจะเอาชีวิตเขา แต่ข้าไม่มีธงของยมบาลทวงหนี้ชีวิตไม่ได้ อีกทั้งท่านพระเจ้ากวนอูทรงปกป้องด้วย ที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นความสัตย์จริง ขอเทพเจ้ากวนอูทรงเมตตาตัดสินความด้วย
ประธานกวน : สำหรับเรื่องนี้ ข้าขอแนะว่า เวรควรระงับด้วยการไม่จองเวร ขอเพียงหลินชู่ซิ่วสำนึกผิด และประกอบกรรมดีสร้างสมบุญบารมี แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ เจ้ายินดียกโทษให้ไหม
วิญญาณ : เมื่อเหล่าเทพแห่งหมินเต๋อถังช่วยเหลือ และจัดการให้ข้าเช่นนี้ ข้ายินดียกโทษให้
ประธานกวน : แล้วอุบาสิกาหลินละ เจ้ามีความเห็นอย่างไร?
หลิน : ขอให้ข้าหายเป็นปกติ ข้ายินดีไปรับใช้ที่ศาลเจ้ากวนอู
ประธานกวน : ตกลง เมื่อทั้งสองฝ่ายยินยอม และเพื่ออุบาสิกาหลินทำตามที่เขาสาบาน วิญญาณหฮางห้ามรบกวนเขาอีกขอให้สองฝ่ายพิมพ์ลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน
วิญญาณ : ถ้าหลินยอมทำตามที่ตกลงไว้ และข้ายังไปรบกวนอีก ข้ายินดีไปรับโทษที่นรกอเวจี จะได้ไม่ไปผุดไปเกิดอีกขอเทพเทวาเป็นพยาน
ประธานกวน : เรื่องนี้ได้จบลงแล้ว ข้าขอขอบใจท่านเหวินปั้น ทำหน้าที่บันทึกเพื่อไว้อยู่ในหนังสือกฏแห่งกรรม ข้าก็จะกลับละ



วิญญาณทวงหนี้กรรม
กรรม พิธิกรเทพฟุกเต๋อ :
ประกาศ : บัดนี้เทพเจ้าหลักเมืองแห่งเมืองผิงตงได้เสด็จมาถึงสถานธรรมแห่งนี้ เพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องกฏแห่งกรรม ขอให้ท่านทั้งหลายเข้าแถวทำการต้อนรับ และขอให้ทุกคนจงปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้สุดความสามารถ
.ขอถวายต้อนรับเทพเจ้าหลักเมือง ข้าขอถอยไปก่อน เทพเจ้าหลักเมือง : ผู้ร้องขอมีนามว่า หยางกวนจู๋ อายุ 30 ปี เกิดเมื่อวันที่ 21 เดือน 12 พ.ศ.2501 เวลา 22.00 น. มีสำมะโนครัวที่หมู่บ้านตังหลิง ตำบลจิ่งหยู่ อำเภอผิงตง เรื่องราวที่ร้องขอ: เหตุใดช่วง 8 เดือนมานี้ มีอาการสะลึมสะลือตลอดเวลา สาเหตุความเป็นมา : ในวันไหว้พระจันทร์ 2529 เจ้าได้เป็นไข้ตัวร้อน และได้กระทบถึงสมอง จึงมีอาการสะลึมสะลือขึ้น เหตุดังใดฤา ก็เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้กรรมนั่นเอง
.วันนี้ข้าฯ ได้รับโองการสวรรค์ให้มาแก้กรรมแก่หยางกวนจู๋และจะแถลงไขสาเหตุของความเป็นมาเพื่อลงในหนังสือกฏสวรรค์
.นายหยางกวนจู๋นี้ ชาติก่อนมีนามว่า ซิ่วซิ่งจื้อ เกิดเมื่อต้นรัชสมัยกวงสุย ที่อำเภอเจียงฆว่า ไต้หวัน ในเดือน 3 ของปีที่ 21 ของจักรพรรดิกวงสุย ทางรัฐบาลแมนจูได้ยกเกาะไต้หวันให้ญี่ปุ่นเป็นผู้ปกครอง ชาวจีนในเกาะไต้หวันได้ลุกฮือต่อต้านทหารญี่ปุ่น ขณะนั้นนายซิ่วจื้อกับเพื่อนหลี่เซ็กหยีทำบัวอยู่ในเมืองซินจุ๊กด้วยกัน ได้พากันเข้าเป็นทหารอาสาสมัครของแม่ทัพเจียงจิงหัว แม่ทัพเจียงก่อตั้งกองทัพขึ้นที่เมืองหุนหลิน และได้ปะทะกับทหารญี่ปุ่นที่ซินจุ๊ก ในที่สุดกองทัพเจียงก็ได้รับความปราชัย ซิวกับหลี่เป็นเพื่อนรักกันจึงปลอมกายหลบหนีกลับมาหลบอยู่ที่บ้านของแม่ยาย เพื่อหลบหลีกจาการถูกจับของทหารญี่ปุ่น หลี่มีภรรยาที่มีโฉมหน้าอันงดงาม หลี่และภรรยาให้การต้อนรับซิวเป็นอย่างดี
.เนื่องด้วยนายหลี่มีโรคประจำตัว คือโรคหอบอย่างหนัก ไม่อาจออกไปทำงานนอกบ้านได้และยิ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างสงครามทหารญี่ปุ่นถูก ผู้รักชาติชาวจีนต่อต้านทุกแห่งหน ประชาชนต้องกระเจิงหาที่หลบซ่อน จึงยากต่อการหาแพทย์มาเยียวยาได้ เพื่อความอยู่รอดของ 3 ชีวิต ซิวซิ่งจื้อและนางหลี่ได้ออกไปทำงานหาเงิน จึงปล่อยให้นายหลี่นอนโทรมอยู่ที่บ้านคนเดียว ซึ่งขณะนั้นหนายหลี่นิสัยเริ่มหงุดหงิด หาเรื่องนายซิว เพื่อให้นายซิวออกจากบ้านไป ก็เพราะหลี่ทนเห็นนายซิวกับภรรยาของตนประพฤติชั่วและได้เป็นชู้กันในที่สุด นายซิวกับนางหลี่ตัดสินใจฆ่านายหลี่ตายและนำศพไปฝังอยู่หลังเขา ตรงกับปีที่ 22 ของจักรพรรดิกวงสุยและเป็นปีที่ญี่ปุ่นได้ควบคุมทั้งเกาะไต้หวันสำเร็จ
.หลังจากหลี่ถูกฆ่าตาย วิญญาณได้ไปร้องทุกข์ที่ศาลเจ้าหลักเมือง กล่าวหาซิวซิ่งจื้อลอบเป็นชู้ภรรยาตนกับฆ่าตนตายเทพเจ้าหลักเมืองรับฟ้อง จึงมีคำสั่งให้ยมทูตไปเอาวิญญาณของนายซิวมาโดยให้เขาตกน้ำตายและคุมตัวไปให้ ยมบาล หลังผ่านการสอบสวน ยมบาลสั่งลงโทษอยู่ขุมนรกโอบเสาทองแดง 60 ปี จนถึง พ.ศ.2500 เมื่อซิวรับโทษทัณฑ์ครบ จึงถูกส่งตัวมาที่นรกขุมที่ 10 ให้ไปเกิดเป็นหยางกวนจู๋ในชาตินี้ เพื่อให้ชำระกรรมเก่าให้เสร็จ กรรมจากการฆ่าเพื่อนและแย่งเมียเพื่อนถึงแม้ได้ชดใช้กรรมในนรกก็ตาม แต่ผลกรรมในโลกมนุษย์ยังไม่ชำระ ด้วยเหตุนี้เมื่อหยางอายุได้ 20 ปี ในวันไหว้พระจันทร์ วิญญาณของหลี่จึงได้เข้าสิงร่างเพื่อทวงหนี้กรรรม หยางจึงเกิดอาการสะลึมสะลือ ส่วนบิดาของหยางนั้น ชาติก่อนก็คือนางหลี่นั่นเอง ในฐานคบชู้สู่ชายฆ่าสามีของตัวเอง
.บัดนี้ สวรรค์เมตตา จึงมีราชโองการให้สำนักเจิ้นซ่านถังบันทึกกฏแห่งกรรมนี้ เพื่อลงในหนังสือกฏสวรรค์ บุคคลที่เกี่ยวพันกับเรื่องนี้ได้ทำหน้าที่เพื่อตักเตือนชาวโลก จึงได้อานิสงส์ไพศาลซึ่งก็พอบรรเทาหนี้กรรมลงไปบ้าง ตามความเห็นของข้า ครอบครัวของตระกูลหยางรีบสร้างมหากุศล และสำนึกผิดต่อองค์พระพุทธเพื่อขออภัยโทษ จึงสามารถลดหย่อนผ่อนโทษให้ได้
.ข้าได้รับโองการสวรรค์เพื่อสาธิตความเป็นมาของหยางกวนจู๋ หวังว่าชาวโลกจะได้สังวร อย่ากระทำความชั่วต่อไป ข้าขอบใจสมาชิกสำนักเจิ้นซ่านถัง ทุกท่านได้ทำหน้าที่บันทึกครั้งนี้ ข้าขอยุติ ณ บัดนี้
.เทพพิธีกรฟุกเต๋อเสด็จมาอีกครั้ง ประกาศให้ทุกคนน้อมส่งท่านเทพเจ้าหลักเมืองเสด็จกลับ
ความเงียบเหงาแห่งคืนวัน ส่งท้ายปีเก่า
ทุกราตรี มีไก่ขัน กันเซ็งแซ่
ช่างเงียบแท้ ตีห้า พาเปล่าเปลี่ยว
เจ้าคงเลือดนอง เปื้อนมีด พันเล่มเทียว
เขาคงเคี้ยว แกล้มสุรา พาเพลิดเพลิน
เป็นเพราะว่า คืนนี้ ส่งปีเก่า
สังหารเจ้า ทุกครัวเรือน ไม่ขัดเขิน
ชีวิตสัตว์ น่าสงสาร เสียเหลือเกิน
เพราะบังเอิญ คนเห็น เป็นธรรมดา
ถ้ามนุษย์ หยุดฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต
เปลี่ยนความคิด ที่ผิด กันทั่วหน้า
รับประทาน มังสวิรัติ ชั่วชีวา
มีศีลห้า บริสุทธิ์ หยุดสร้างกรรม


ผลกรรมจากการโกงทรัพย์และเผด็จสวาท
วันประทับทรง : วันที่ 15 มิถุนายน 2528
ผู้ยื่นคำร้อง : หลินจุ้น ชาย อายุ 43 จากเมืองไถหนาน
เทพเจ้า : พระเจ้าชาตภิบาลมหาราช (ภาษาจีน)
บทกลอน : อภิบาลประชาราษฎร์สุขสราญ
วิญญาณเกิดวนเวียนในโลกา
เต๋ายิ่งใหญ่รับได้ด้วยบุญพา
ปลุกจิตตาบรรลุแจ้งโดยฉับพลัน

ประกาศ : คืนนี้ข้ามาตามคำร้องของผู้ยื่นคำร้อง เพื่อเปิดเผยผลกรรมของเขา เบิกตัวหลินจุ้นเข้าเฝ้าได้
.หลินจุ้นกราบลงที่พื้นพร้อมกับร้องไห้ว่า ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กรุณาช่วยไกล่เกลี่ยกับเจ้ากรรมนายเวรเพื่อขออโหสิกรรม
.เทพเจ้าเป็นผู้รักสัจธรรมและเปี่ยมด้วยความเมตตามีความเอ็นดูต่อชาวโลกเสมอ ภาคกัน หากผู้นั้นมีจิตเมตตาและคุณธรรมประสบเคราะห์กรรมจากกรรมเก่า ข้าจะพยายามไกล่เกลี่ยให้ อุบาสกหลินป่วยเป็นโรคเบาหวานอย่างร้ายแรงเป็นเวลาสิบกว่าปี เหตุใดผู้ป่วยบางคนทานยาแล้วหาย แต่เขากลับไม่มีอาการดีขึ้นเลย สาเหตุมาจากบาปกรรมที่ได้ก่อไว้ คืนนี้ห็นแก่คำร้องของอุบาสกหลินที่ได้ต้องขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยอย่างจริงใจ และในสองปีนี้ เขาได้สำนึกผิดและได้ประกอบกรรมดีบ้าง ข้าฯ จึงมาแจ้งเหตุแห่งกรรมให้ทราบ
.เจ้าเดิมทีเกิดที่ชนบท กำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เด็ก จึงเร่ร่อนไปต่างถิ่น และได้เรียนวิชากกายกรรมจากอาจารย์ท่านหนึ่งแล้วก็เที่ยวแสดงยึดเป็นอาชีพ ปี พ.ศ.2515 เมื่อเจ้ามีอายุ 27 ปี เจ้าได้เช่าบ้านอยู่ที่ตำบลเจียงฮวา เจ้าของบ้านเป็นหญิงหม้ายขณะนั้นเจ้าแต่งงานแล้วและมีบุตรชาย 2 หญิง 1 แต่เจ้าเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว ออกไปเร่ร่อนเที่ยวอ้างตนว่ายังโสดส่วนหญิงหม้ายนั้นแก่กว่าเจ้าตั้ง 10 กว่าปี สามีตายไปหลายปี มีลูกชายเป็นกะลาสีเรือ เจ้ามีจิตใจไม่ซื่อ ในที่สุด เจ้าก็ใช้ความเจ้าชู้ของเจ้าจนนางตายใจอยู่กับเจ้าฉันสามีภรรยา ที่เจ้าทำแบบนี้มิใช่ว่าเจ้ารักนางจริง หากแต่อยากได้สมบัติของนางมากกว่า เมื่ออยู่กินกันได้ 3 ปีเจ้าก็หลอกลวงทรัพย์สมบัติของนางจนหมดตัว ตลอดจนบ้านของนางก็ถูกเจ้าหลอกขายไป
.เจ้าเห็นนางหมดคุณค่าแล้วก็ทอดทิ้งนางไป นางเสียใจจนป่วยลง ขาดเงินรักษาและได้ตายไปเมื่อ 11 ปีก่อน วิญญาณของนางเคียดแค้นเจ้ามากไปร้องเรียนต่อยมบาล และท่านยมบาลได้อนุญาตให้นางแก้แค้นได้ ดังนั้นสิบกว่าปีมานี้เจ้าเริ่มป่วยเป็นโรควิบากกรรม เช่น เจ้าเคยป่วยเป็นโรคกระเพาะ โรคตับแข็ง ไตเป็นนิ่ว และก็เกิดอุบัติเหตุรถชนถึง 4 ครั้ง บัดนี้เจ้าก็สิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว โรคเบาหวานก็ตามรุมเร้าหาหมอเยียวยากี่คนก็ไม่หาย นั่นเป็นวิบากกรรมเก่า อันที่จริงข้าไม่อยากเปิดเผย แต่ข้าเห็นว่า 2 ปีนี้ เจ้าได้สำนึกผิด และอธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า เจ้ายินดีอุทิศร่างกายให้กับวงการแพทย์เป็นวิทยาทาน และเจ้ายังคอยเที่ยวเก็บตะปูเศษแก้วตามถนนโดยเกรงว่าจะทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บ อาการป่วยจึงได้ทุเลาลงบ้าง บัดนี้วิญญาณนางตามเจ้ามาถึงที่ศาลเจ้านี้ ข้าจึงแนะนำว่า เจ้ารีบเตรียมเครื่องเซ่นไหว้เพื่อกราบขอขมาที่หน้าหลุมฝังศพของนาง ขอให้นางอโหสิกรรม และเจ้าจะประกอบแต่กรรมดีเพื่อจะอุทุศผลบุญที่จะกระทำทั้งหมดให้แก่นางไป ถ้าเจ้าปฏิบัติเช่นนี้ได้ โรควิบากกรรมจึงมีโอกาสหายขาด เจ้าจงจำไว้ให้ดีนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


แนะคนป่วย
.ผู้ที่มีอาชีพฆ่าสัตว์ ผลคืออายุสั้น คนที่ฆ่าเพราะอยากกินเนื้อเขา จะประสบแต่ความทุกข์ ผู้ที่ป่วยยืดเยื้อต้องทนทุกข์ทรมานมาจากผลกรรมฆ่า คนที่ชอบบริโภคเนื้อสัตว์จะได้ผลทุกข์ทางใจ ผลบุญผลกรรมเสมือนหนึ่งเงาตามตัว ฉะนั้น ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วย ควรตำหนิตนเองว่า เราสร้างเหตุร้ายไว้ จึงรับผลร้ายตอบ เพื่อพ้นจากความทุกข์ ควรสวด “ออนีทอฮุก” บ่อย ๆ และสาบานว่าต่อจากนี้ไปจะไม่กระทำความชั่วอีก จะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีก จะไม่นำความเจ็บปวดให้กับสรรพสัตว์อีก ขอให้ตัวข้าพ้นจากความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บที่คอยเบียดเบียนรุมเล่น งาน หากข้าได้บรรลุเป็นพุทธะ จุติในแดนสุขาวดี ข้าขอตั้งปณิธานว่า จะช่วยโปรดสัตว์ที่ถูกข้าฆ่าและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายให้จุติแดนสุขาวดี สวดบ่อย ๆ จนขึ้นใจ จะได้ไปแดนสุขาวดี แน่ ๆ และถ้าหากคอยแนะนำคนอื่น ให้พวกเขามีดวงตาเห็นธรรม บุญกุศลนี้ยิ่งทวีคูณผลบุญนี้จะนำพาเราพ้นจากการถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และความสุขในภายภาคหน้าไม่มีที่สิ้นสุด


เป็นภัยมหันต์
ประทับทรง : วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2522
เทพ : พระเจ้ากสิกรรมหาราชแห่งตำหนักซือ เหลียง ฮวง
บทกลอน : นางจวงถวายฎีกาสู่เบื้องฟ้า
ราชสาส์นตอบมาความขยาย
ชาติก่อนเป็นบัณฑิตชอบลวดลาย
เขียนนิยายร่วมเพศสร้างกรรมหนัก

.มีอุบาสิกาจวงจินอี้ อยู่หมู่บ้านต้าเหลียง อำเภอเกาสูง ไต้หวัน ได้มาร้องรียนว่า สองปีนี้สายตาของนางเริ่มมืดบอด ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเปิดเผยกรรมเก่าให้ด้วย
.นับตั้งแต่นางแต่งงานกับไฉ้สุ่ยเจียจนกระทั่งบัดนี้ โรคภัยไข้เจ็บได้เกาะกุมนางมาตลอด นางเคยไปไหว้พระตามศาลเจ้าต่าง ๆและหาหมอดูหลายแห่ง ให้เทพช่วยปัดเป่าบ้าง แต่โรคภัยไข้เจ็บไม่หายขาดสักที เที่ยวหาแพทย์ที่มีชื่อหลายแห่ง ก็ไม่ได้ผลเช่นกันตามที่จักษุแพทย์ว่าเป็นโรคตาอักเสบ เป็นตาต้อ ก็ไม่ผิด แต่แท้จริงแล้วเป็นโรคกรรมเก่ามากกว่า เวลาปวดบวมที่ตา เสมือนหนึ่งเอามีดคมมากรีดยังไงยังงั้น เจ็บปวดทรมานสุดขีด ใบหน้าเย็นชาการกลืนอาหารไม่สะดวก โรคไร้สาเหตุมารุมล้อมบ่อย ๆ วันนี้ข้าได้รับพระโองการสวรรค์ให้มาเปิดเผยกรรมเก่าให้ทราบ
.อดีตชาติของนางเป็นชาย นามว่า เฉินทงไห่ เป็นคนตำบลเมิ่งเจียด มณฑลไต้หวัน เกิดในสมัยจักรพรรดิเจ้ากวง ปีที่ 15 แห่งราชวงศ์ชิง บิดาเป็นพ่อค้าฐานะดี สมัยเด็ก บิดาได้จ้างอาจารย์ที่มีความรู้สูงมาสอนหนังสือ เมื่ออายุย่างเข้า 20 ปี เฉินทงไห่เป็นผู้เต็มไปด้วยความรู้ เฉินมักตามบิดาออกไปค้าขายต่างถิ่น มีเพื่อนฝูงมาก แน่นอนเพื่อนย่อมชักชวนเขาเที่ยวตามซ่องนางโลม ณ ที่นั่นได้รู้จักเพื่อนคนหนึ่ง นามว่า หลี่ซัน หลี่ซันมีอาชีพเร่ขายหนังสือ หลี่เป็นคนไร้คุณธรรมและยังชอบคุยเรื่องลามก ชอบอ่านหนังสือลามกเป็นชีวิตจิตใจ เขารู้ว่า เฉิงทงไห่เป็นบัณฑิตมีความรู้สูง จึงเกลี้ยกล่อมเฉินประพันธ์หนังสือลามกเพื่อแสดงถึงความรู้ที่ตนมี ทั้งยังจะมอบให้แผงหนังสือจำหน่าย ทำกำไรงามเฉินทงไห่ตอนแรกไม่สนใจงานนี้ แต่ทนต่อการอ้อนวอนของหลี่ซันไม่ไหว จึงได้รจนาหนังสือลามกด้วยลีลาอ่อนช้อย น่าอ่าน จนทำให้หนุ่มสาวหลงใหลติดตามอ่านกันคับคั่ง เนื้อเรื่องก็เคลือบคลุมไปด้วยความเพ้อฝัน ความใคร่ทำให้หนุ่มสาวบางคนเสียผู้เสียคนจนถูกบิดามารดาขับไล่ออกจากบ้าน สาวบางคนต้องมาเป็นโสเภณีผลกรรมที่โหดร้ายยากต่อการบันทึกได้หมด
.การกระทำของเฉินทงไห่ไม่เพียงผิดศีลธรรม ขาดคุณธรรมยังเป็นการลบหลู่ฟ้าดินและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เฉินทงไห่ถึงแม้ไม่โลภทางเงินสกปรก แต่ได้ก่อบาปกรรมจากการประพันธ์ในครั้งนี้ จึงยากต่อการหลีกเลี่ยงได้จำต้องรับโทษทัณฑ์จากสวรรค์ แต่เนื่องด้วยบุญกุศลที่บรรพบุรุษเคยสร้างสมไว้ยังพอคุ้มครองเฉินอยู่ และก็พอที่คุ้มครองเขาให้ร่ำรวยและมีความสุขตลอดชีวิต แต่ขณะนั้นเจ้าพ่อหลักเมืองได้นำเรื่องของเขาทูลเบื้องบนจนถูกลดอายุขัยลง 15 ปี เฉินควรมีอายุถึง 67 ปี เมื่อถูกบั่นทองอายุลง 15 ปี เฉินเลยป่วยเป็นโรคตาจนตาบอดและเป็นฝีในปาก ทนทุกข์ทรมานมากและตายลงเมื่ออายุได้ 52 ปี
.วิญญาณของเขาถูกนำไปลงโทษในขุมนรกควักลูกตา 50 ปี ได้รับทุกข์มหันต์ เมื่อพ้นโทษออกมาก็มาเกิดเป็นหญิง ชื่อ จวงจินอี้ ในปี พ.ศ.2480 พอย่างเข้า พ.ศ.2520 โรคกรรมเก่าก็เริ่มตามมาเจ็บปวดที่ตา ยากต่อการแพทย์ปัจจุบันจะรักษาหายได้และก็มิใช่อยู่ในอำนาจของเทพที่จะปก ป้องรักษาได้เช่นกัน ความผิดพลาดที่ก่อขึ้นในชาติปางก่อน มีวิธีเดียวคือหมั่นสร้างความดีเช่น บริจาคเงินทองพิมพ์หนังสือธรรมะ ไม่ย่ำยีกระดาษหนังสือ สังคมปัจจุบันกลาดเกลื่อนด้วยหนังสือลามก วิดีโอลามก กฏหมายบ้านเมืองไม่สามารถปราบให้ราบคาบ และถ้าหากจวงร่วมทุนพิมพ์คัมภีร์ละกาม เพื่อเตือนสติหนุ่มสาวที่กำลังหลงใหลในกามารมณ์ให้มีการยั้งคิด บุญกุศลที่ได้จะช่วยบรรเทาหนี้กรรมชาติปางก่อนลงบ้าง และถ้าหากสำนึกผิดจริง ๆ ทำแต่กรรมดี พร้อมกับหาแพทย์ดี ๆมารักษา โรคตาก็จะมีโอกาสค่อย ๆ ดีขึ้น มิฉะนั้นโรคแทรกจะตามมา ถึงเวลานั้น มันจะสายเกินแก้แล้ว
.ส่วนคนในครอบครัวของเฉินทงไห่กับหลี่ซันนั้นก็ได้เกิดเป็นคนเช่นกัน และก็เกี่ยวดองกับเรื่องนี้มาก เนื่องด้วยข้าฯ ไม่อยากเปิดเผยความลับของสวรรค์มาก จะไม่กล่าวถึง และหวังว่า อุบาสิกาจวงหมั่นสวดมนต์เช้าเย็น จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้ามาก ข้าขอมอบยา 3 ห่อให้ทานวันละห่อ ยานี้ควรทานพร้อมกับน้ำอุ่น


วิญญาณของสิ่งมีชีวิต
.สิ่งที่มีการเจริญเติบโตได้ในโลกนี้ ล้วนมีวิญญาณทั้งนั้น จึงจะเจริญงอกงามได้ และอยู่ต่อไปได้ จะแยกแยะดังนี้
.1) ต้นไม้ใบหญ้า มีเพียง 1 วิญญาณ เรียกว่า วิญญาณเกิดศีรษะจะก้มลง รู้แต่เกิดและให้ผลผลิต ไม่มีความรู้สึกทุกข์สุขใดๆ
.2) สรรพสัตว์ ไม่ว่าจะมีปีกหรือไม่มีปีก มี 2 วิญญาณคือ “วิญญาณเกิด” กับ “วิญญาณรับรู้” รู้จักสุขกับทุกข์ รู้จักดีใจและเสียใจ ศีรษะขวางตรง รู้จักหลบหลีกเคราะห์ภัย รู้จักหากินรู้ร้อนรู้หนาว รู้สึกความหิวและความอิ่ม และรู้จักแยกแยะบุญคุณกับศัตรู
.3) มนุษย์ มี 3 วิญญาณ นอกจาก วิญญาณดิบ วิญญาณรับรู้แล้ว ยังมีจิตวิญญาณ รู้จักคิด รู้จักค้นคว้า สามารถประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา รู้จักพัฒนาตนเอง
.การที่ต้นไม้ใบหญ้ามีเพียง 1 วิญญาณ ศีรษะก้มลงสู่พื้นสัตว์เดรัจฉานมี 2 วิญญาณ ศีรษะขวางตรง ส่วนมนุษย์นั้น ศีรษะเชิดสูงสู่ฟ้า ซึ่งประกอบด้วย ฟ้า ดิน มนุษย์ ในตัว
.ด้วยเหตุนี้ มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ มิใช่ต้นไม้ใบหญ้าและสัตว์เดรัจฉาน จะมาเปรียบเทียบกันได้ ดังนั้น พวกเราควรใช้สติปัญญานี้ก่อสร้างบุญกุศล เพื่อให้จิตวิญญาณสว่างไสว หมั่นบำเพ็ญตน โดยแสดงความกตัญญู จงรักภักดี พี่น้องสามัคคี มีเมตตากรุณา มีจริยธรรม มีสัจจะมารยาท เป็นคนโอบอ้อมอารีและมีหิริโอตตัปปะ อันเป็นคุณธรรมแปดประการ ซึ่งคุณธรรมนี้จะขจรขจายนานนับหมื่นปี ซึ่งไม่เสียแรงที่ได้เกิดเป็นมนุษย์
เหลาหมู่
วันที่ 20 พฤษภาคม 2522 เวลา 22.00 น.

ทุกข์มรณา
ความเจ็บปวดรวดร้าวถูกเชือดคอ จะร้องขอความปรานีได้ที่ไหน
ต้องด่าวดิ้นหลายนาทีจึงสิ้นใจ โอ้เป็ดไก่ยามถูกเชือดเลือดไหลนอง
ช่างเป็นภาพที่เวทนาน่าเศร้านัก โปรดตระหนักภาพพจน์สยดสยอง
เมื่อรับประทานเป็ดทุกครั้งควรตรึกตรอง สัตว์ทั้งหลายคือพี่น้องร่วมเกิดตาย


เตือนคนฆ่าสัตว์
.ผู้มีอาชีพฆ่าสัตว์ควรสำนึกว่า คนอยากกินเนื้อสัตว์ จึงเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์ เราอยากได้เงิน เลยมีอาชีพฆ่า ฆ่าชีวิตเขามาหล่อเลี้ยงร่างกายเรา เลี้ยงครอบครัวเรา ตัวเราเองก็มีชีวิตมีเลือดเนื้อและต่างก็อยากสุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนั้น แต่เรามาฆ่าเขา บาปหนักมหันต์ หากสามารถเลิกอาชีพฆ่าได้เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด หากเลิกไม่ได้ ขอลดจำนวนสัตว์ที่ฆ่า หากยังไม่ได้อีก ควรสวดพระนาม “ออนีทอฮุก” ย่อมดีกว่าไม่สวดเลย ขั้นต่อไปเราควรสำนึกบาปและตั้งมหาปณิธานว่า ขอให้ข้าได้พบเห็นพระศาสดาและสำเร็จบรรลุมรรคผล ข้าจะโปรดสัตว็ที่ถูกข้าฆ่าทั้งหมดกลับสู่แดนสุขาวดี ถ้าทำเช่นนี้บ่อย ๆ จนเป็นนิสัย จะมีโอกาสไปจุติยังแดนสุขาวดี และถ้าหากคอยแนะนำผู้อื่น กรรมเวรที่สร้างในชาตินี้จะได้ละลายสิ้น เมื่อละสังขารไปก็จะพบแต่ความสุขสมบูรณ์


เหยียดหยามหนังสือรับเคราะห์ร้ายสำนึกบาปจึงหายป่วย
.ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองซิงโจว มีวัดแห่งหนึ่งได้ดัดแปลงเป็นโรงเรียนประถมศึกษา ในวัดนั้นมีหนังสือสวดมนต์และหนังสือธรรมะเป็นจำนวนมาก คืนวันหนึ่ง หิมะกำลังตกหนักมีนักศึกษา 4 คนค้างแรมที่โรงเรียน 2 ใน 4 คนลุกขึ้นหยิบหนังสือทิ้งลงในเตาผิงเพื่อก่อไฟเอาความร้อน นักศึกษาอีกคนเอาหนังสือแทนฟืนใช้ต้มนน้ำล้างหน้า นักศึกษาคนที่ 4 เห็นแล้วคัดค้านเและขอร้องเพื่อน ๆ อย่าทำลายหนังสือ แต่ไม่มีใครยอมฟังคำพูดของเขา
.ต่อมานักศึกษา 2 คนแรกก็กลับไปนอนที่บ้าน คนในครอบครัวของนักศึกษา 2 คน ก็ไม่ทะนุถนอมกระดาษหนังสือเช่นกัน มักเอากระดาษหนังสือเช็ดถูโต๊ะ เก้าอี้ จนเป็นเหตุเป็นฝีทั้งครอบครัว ถึงกระนั้นพวกเขายังเอากระดาษหนังสือจุดไฟตะเกียงและเอามาใช้ปิดหน้าต่าง (โบราณจีนหน้าต่างมักใช้กระดาษขาวแทนกระจก) ในเวลาต่อมาบิดามารดาของนักศึกษาทั้งสองก็เกิดตาบอดทั้งสองข้าง คืนหนึ่งในยามวิกาลเกิดไฟไหม้บ้าน ทรัพย์สินเงินทองในบ้านไม่เพียงถูกไฟเผาผลาญจนหมดสิ้น นักศึกษาทั้งสองพร้อมบุตรชาย ก็ตายในกองไฟด้วย ส่วนนักศึกษาที่เอากระดาษหนังสือก่อไฟต้มน้ำนั้น เป็นฝีร้ายเต็มใบหน้า เป็นอยู่เช่นนั้นหลายปีทนทุกข์ทรมานมาก แล้วก็มาสำนึกบาป จึงสาบานว่าต่อนี้ไปจะเทิดทูนหนังสือให้ดีที่สุด ฝีร้ายเลยค่อย ๆ หายเป็นปกติ ส่วนนักศึกษาที่คัดค้านห้ามปรามเมื่อแต่งงานแล้ว ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข และก็เทิดทูนกระดาษหนังสือตลอดชีวิต


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


ใช้กระดาษปะรองเท้าถูกฟ้าผ่าตาย
.ในเมืองฉิงโจว มีนางฉือหยางซื่อ และนางเสินหลี่ซื่อ อยู่ในบ้านเดียวกัน นางฉือหยางซื่อมีบุตรชาย 1 คน ปกตินางมักใช้หนังสือพิมพ์ตัดเป็นดอกไม้ต่าง ๆ แล้วมาปะที่รองเท้า บุตรชายของนางก็มีอาชีพเช่นเดียวกัน ส่วนนางเสินหลี่ซื่อก็ใช้หนังสือพิมพ์ปะรองเท้าเช่นกัน ในเดือน 4 ของปีกะยิ้น ท้องฟ้าเกิดคำรณขึ้นฟ้าแลบดังทั้วพิภพ ได้ดึงนางทั้ง 2 และบุตรชายออกจากบ้านมายังตลาด ไฟได้ไหม้ตะโพก 2 ข้างของนางฉือหยางซื่อ และได้ผ่าส้นรองเท้าออกมา เห็นมีหนังสือพิมพ์ติดอยู่ข้างใน ส่วนบุตรชายกับนางเสินหลี่ซื่อถูกฟ้าผ่าตายในรองเท้าก็มีกระดาษหนังสือปรากฏ เพื่อให้สาธุชนได้ประจักษ์
.นางฉือหยางซื่อเลยพูดถึงเรื่องเอาหนังสือพิมพ์มารองพื้นรองเท่านั้นพูดให้ ชาวบ้านฟัง วันหนึ่งเกิดฟ้าผ่าอีก ไฟคลอกนางตายบ้านที่อยู่อาศัยก็ถูกไฟไหม้เช่นกัน ชาวบ้านเลยเข้าใจถึงการไม่เทิดทูนหนังสือจะได้ผลกรรมเช่นนั้น
ยามเดือดร้อนอ้อนออดกอดขาพระ
ตอนสุขะธูปสักก้านยังคร้านจุด


แร่หนังปะหน้าต่าง เฉือนเนื้อเช็ดโต๊ะ
.ในหมู่บ้านหนานเซียง มีคนชื่อหวูฟุก เป็นผู้มีความรู้ แต่เป็นคนไม่เทิดทูนหนังสือมักเอาหนังสือพิมพ์มาเช็ดโต๊ะ ถ้ากระดาษบนหน้าต่างเป็นรูก็จะใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปะ หนังสือพิมพ์ที่ใช้เช็ดโต๊ะเสร็จก็โยนทิ้งลงบนพื้น บทความที่เขียนแล้วไม่เอาก็มักใช้ปากกัดเป็นชิ้น ๆแล้วบ้วนลงพื้น เพื่อนเห็นเข้าก็ห้ามปรามว่าอย่ากระทำเช่นนั้น นายหวูฟุกกลับหัวเราะเยาะเย้ยว่า เป็นเรื่องเหลวไหลงมงาย ภรรยานายหวูฟุก นางกิ๊ดจบประถมศึกษา นิสัยไม่ดี แถมเป็นคนดุร้าย มีลูกจ้างชื่อเชียงหวู่ มีหนังสือนิทานปล่อยสัตว์ 1 เล่ม มีโอกาสจะร่วมพิมพ์แจกเพื่อนบ้าน และชอบหยิบมาอ่านยามว่าง นางกิ๊ดรู้เข้าเกิดโทสะ แอบขโมยหนังสือนิทานปล่อยสัตว์มาแล้วฉีกทิ้งและโยนลงในน้ำครำ เชียงหวู่หาไม่พบและก็ไม่กล้าถามใครมีแต่อดทนอดกลั้นไว้ และภาวนาขอให้คนที่ทำลายหนังสือไปนั้นได้รับผลกรรมตอบสนอง
.หลายเดือนต่อมา นายหวู่ฟุกเกิดเป็นโรคประสาทได้พูดกับเพื่อนว่า เขาไม่เทิดทูนหนังสือ เอากระดาษหนังสือพิมพ์เช็ดโต๊ะปะหน้าต่าง บัดนี้ผลกรรมที่กระทำไปนั้นได้สนองตอบมาแล้ว พูดแล้วก็เอามีดแร่หนังตัวเองมาปะหน้าต่าง เฉือนเนื้อบนตะโพกของตัวเองมาเช็ดโต๊ะ แล้วก็กัดลิ้นตัวเองบ้วนทิ้งบนพื้นจนตาย นางกิ๊ดเห็นเช่นนั้นรีบปิดประตูจัดการศพให้เรียบร้อย จึงนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์
.หนึ่งเดือนต่อมา ยังไม่สำนึกผิดกลับชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต วันหนึ่งได้ฝันเห็นเทวดาบอกว่า เจ้าจะต้องรับผลกรรมโดยมีหนอนไชร่าง เมื่อตื่นขึ้นมาสำนึกผิด มอบทรัพย์สินที่เหลือให้แก่ลูกจ้างเชียงหวู่ บอกว่า ข้าทำบาปมามาก ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ยังทำลายหนังสือนิทานปล่อยสัตว์แลัวโยนลงในที่ที่สกปรก ข้าฯ จะต้องรับผลกรรมโดยมีหนอนชอนไช ต่อมาไม่นานร่างของนางบวมเป่งจนเน่าเฟะ มีหนอนชอนไชยั้วเยี้ย หมอหมดปัญญารักษาและก็ตายในที่สุด นายเชียงหวู่ช่วยจัดการเผาศพ ต่อมาฟ้าผ่าในบ้านเกิดไฟลุกไหม้ เชียงหวู่เลยเอาทรัพย์สมบัติที่เหลือที่นางมอบให้นำไปร่วมพิมพ์หนังสือ กฏแห่งกรรมกับหนังสือปล่อยชีวิตสัตว์ แล้วกลับไปบ้านเดิม ในที่สุดเกิดบุตร 5 คน ล้วนร่ำรวยทั้งนั้น
ขนของแม่
แม่เพิ่งคลอดลูกนี้สี่ชีวิต คนอำมหิตปลิดชีวีแม่ดับสิ้น
เหลือแต่กองขนไก่บนพื้นดิน ลูกจำกลิ่นแม่ได้ไม่คลายจาง
ต่อนี้ไปจะมีใครกางปีกปก ลูกมีอกแม่อุ่นไม่เคยห่าง
โอ้แม่จ๋าลูกมีแม่เคยนำทาง ลูกอ้างว้างเพราะใครหนอเขาก่อเวร


ห้ามคนทำบุญ เมื่อสำนึกผิดพ้นภัย
.มีบัณฑิตจ้าวฉวนจบนิติศาสตร์ มีเพื่อนมาเรี่ยไรเงินเพื่อพิมพ์หนังสือเทิดทูนหนังสือแจก นายจ้าวฉวนตอบว่า ไม่ใช่ข้าตระหนี่นะ แต่เพราะสมัยนี้เป็นยุคใหม่แล้ว ทำไมต้องเทิดทูนละถ้าพิมพ์ออกมาแล้ว คนอ่านไม่เชื่อกลับนำไปเหยียบย่ำ สู้ไม่พิมพ์จะไม่ดีกว่าหรือ?
.หนึ่งเดือนต่อมา มีเทพทหารถือมีดเข้ามาบอกว่า ข้าได้รับพระราชโองการจากท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ ให้มาถามเจ้า เจ้าเป็นถึงบัณฑิต เหตุใดห้ามคนอื่นพิมพ์หนังสือธรรมะแจก ทำให้คนอื่น ๆคล้อยตาม บาปนั้นมหันต์ รีบมาทดลองคมมีดของข้าฯ
.จ้าวฉวนตกใจรีบคุกเข่าลงบอกว่า การเทิดทูนหนังสือไม่ใช่เป็นเรื่องเหลวไหล หนังสือเลี้ยงคนทั่วหล้า ประชาชนต้องอาศัยหนังสือเป็นสื่อสาร คนที่ไม่เทิดทูนหนังสือควรอดตาย หนังสือเรียบเรียงเป็นบทความ บทความเป็นตัวบทกฏหมายบ้านเมือง หากประเทศใดขาดหนังสือสื่อสารแล้วไซร้ประเทศนั้นจะไม่รุ่งโรจน์ ข้าฯ ยินดีพิมพ์แจกพร้อมกับตั้งสมาคมเทิดทูนหนังสือและคอยรวบรวมหนังสือพิมพ์เก่า ๆ มาเผาทิ้ง และจะวาดรูปสิ่งศักดิ์สิทธิ์กราบไหว้เช้าเย็น เทพทหารตวาดว่า ข้าฯ จะยกโทษให้ 1 ครั้ง หากเจ้าไม่ทำตามที่พูด ข้าจะมาจับไป
.จากนั้นมาจ้าวฉวนจะทะนุถนอมกระดาษหนังสือเป็นเวลา 10 ปี ฐานะการเงินทางครอบครัวเริ่มดีขึ้น และได้บอกเพื่อน ๆเสมอว่า การห้ามคนทำบุญนั้นเป็นบาปหนักมาก ขอให้ทุกคนจงสังวร
อาลัยอาวรณ์สหาย
โอ้เพื่อนเอ๋ยเคยเห็นทุกเย็นค่ำ ฉันเคยนำเอาหญ้ามาเลี้ยงเจ้า
เจ้าแพะน้อยตัวนิดเพื่อนชิดเรา เคยคลอเคล้าเคลียขาพากันเดิน
เราคือเพื่อนรู้ใจกันนานปี คงไม่มีใครมาพรากให้ห่างเหิน
เคยวิ่งเล่นทุกเย็นเช้าอย่างเพลิดเพลิน ช่างบังเอิญมีเหตุการณ์ประหารใจ
อนิจจาเจ้าโดนฆ่าคอถูกเชือด เห็นกองเลือดและศพเจ้าเศร้าไฉน
เจ้าต้องกลายเป็นอาหารทำทานไป ตั้งสัจจะไว้ไม่กินเจ้าเราเพื่อนกัน



ปักตัวหนังสือหบหลู่เป็นฝีตาย
.ที่เมืองหยางโจว มีหญิงสาวชื่อนางสาวกู่ เก่งด้านเย็บปักถักร้อย ได้สมรสกับนายหวาง บุตรชายร้านขายผ้าแพรที่เมืองซูโจว หลังแต่งงานครบ 1 เดือน นางเริ่มงานเย็บปักถักร้อย นางมักปักตัวหนังสือลงปนกระเป๋าถือ พัด หมอน ฯลฯ ได้รับความนิยมจากผู้ใช้มาก บ้างก็เอามาแขวนไว้ที่เอว บ้างก็นำไปเป็นหมอนหนุนหัวนอน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี การกระทำของนางนับวันมากขึ้น ๆ และก็สะสมบาปมากขึ้นเช่นกัน ต่อมานางมักเวียนศีรษะ มือ 2 ข้างเป็นฝีบ่อย ๆ แพทย์รักษาอย่างไรก็ไม่หาย วันหนึ่งนางฝันเห็นคุณย่าของนางได้ต่อว่านางว่า เจ้าชอบปักตัวหนังสือในที่ต่าง ๆ เป็นการลบหลู่ตัวหนังสือโทษนั้นหนักมาก บัดนี้อายุขัยของเจ้ามาถึงแล้ว จงรับโทษทันทีเถิด เมื่อนางตื่นจากฝัน ได้เล่าให้ผู้คนฟัง แต่คนไม่เชื่อ หลายวันต่อมา ฝีในมือกำเริบนางเลยตาย


ย่ำยีคำสอนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จนบ้านแตกสาแหรกขาด
.มีบัณฑิตคนหนึ่งอยู่เมืองหนานจิง แตกฉานเรื่องกาพย์กลอน หากแต่มีนิสัยเสเพล ชอบมั่วสุรานารี ได้โสเภณีเป็นเมียน้อย วันอาทิตย์มักเสพสุราเคล้านารี ตกแต่งบ้านจนวิจิตรพิสดาร โดยใช้แผ่นทองแต่งบทกลอนไว้ 1 บท ความว่า “กามคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าก็คือตัณหา เจ้าเอ็นดูข้า ข้าก็เอ็นดูเจ้า” แล้วนำไปแขวนไว้ เมื่อดื่มสุราไปก็มองไป รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ต่อมามีเรื่องเล็ก ๆจนต้องขึ้นโรงขึ้นศาลบ่อย ๆจนเศรษฐกิจทางครอบครัวเริ่มร่อยหรอ เหล่านางโลมทั้งหลายก็ได้ทยอยตีจากไป เขาเอาคำสอนของศาสดาพระพุทธเจ้ามาล้อเลียน มาแต่งเป็นกลอนในทางลบหลู่ ซึ่งเป็นการไม่สมควรยิ่ง ในที่สุดบ้านต้องแตกสลาย ตัวเองก็ต้องตาย



ช่างแกะสลักลบหลู่ตัวหนังสือถูกนรกลงโทษ
.นายลิหวุนหัว เป็นช่างแกะสลักในเมืองหางโจว ล้มป่วยมาช้านาน คืนหนึ่งมีคนเคาะประตู ถามว่ามีธุระอะไรหรือ ตอบว่ามีธุระสำคัญ ลิเลยเปิดประตูต้อนรับ คนแปลกหน้าบอกว่า ข้าฯ รับคำสั่งจากเจ้านายให้พาเจ้าไป
.นายช่างลิบอกว่า ข้ากำลังป่วยอยู่ ไม่สะดวกในการไปไหนมาไหน คนแปลกหน้าบอกว่า จงวางลงเสีย แล้วเร่งให้ไป ภรรยาของลิหวุนหัวได้ยินเช่นนั้นเกิดเป็นห่วง เดินตามพวกเขาไปจนมาถึงศาลใหญ่หลังหนึ่ง ข้างในมีบุรุษน่าเกรงขามนั่งอยู่ ลักษณะคล้ายกับเป็นเจ้า ถามว่า เจ้าไม่เทิดทูนตัวหนังสือตามกฏต้องรับการลงโทษ
.ลิหวุนหัวกราบเรียนว่า ผู้น้อยมีอาชีพเป็นช่างแกะสลัก จำเป็นต้องทำ เทพบอกว่า อาชีพแกะสลักเป็นอาชีพดี หากแต่เจ้าเวลาทำความสะอาดได้ล้างเอาตัวหนังสือออกจากไม้ แทนที่เจ้าจะนำไปเผาไฟเสีย ขี้เถ้านำไปโรยลงในแม่น้ำหรือหาที่สะอาดฝังไว้ แต่เจ้าไม่ทำ กลับทิ้งลงในกองขยะ นั้นไม่ใช่เป็นการเหยียบย่ำตัวหนังสือแล้วจะให้พูดว่าอย่างไร
.ลิหวุนหัวเงียบ เทพเลยหยิบพู่กันสีแดงวาดวงกลมใหญ่บนร่างของลิ และให้บริวารตีก้น 60 ไม้ แล้วปล่อยตัวกลับไปภรรยาของลิเห็นดังนั้นรีบประคองสามีกลับบ้าน พอเหลียวหลังมาศาลนั้นได้อันตรธานหายลับไปแล้ว
.ต่อมาไม่นาน วงกลมที่วาดไว้บนร่างของลิหวุนหัวเริ่มเน่ารอยที่ถูกตีมีเลือดไหลออกมา เจ็บปวดมากจนต้องร้องครวญคราง บนเตียง 10 วันต่อมาก็ตายลง ภรรยาของลิจึงนำเรื่องที่พบเห็นมาเล่าให้ชาวบ้านฟัง เป็นการตักเตือนช่างแกะสลักทั้งหลายควรสังวรไว้


ขว้างปาหนังสือธรรมะได้รับผลกรรม
.ในเมืองฉวนโจว มีบัณฑิตคนหนึ่ง นิสัยหยิ่งยโส วันหนึ่งดื่มสุราจนเมาได้เข้าไปเที่ยวในวัด เห็นเจ้าอาวาสกำลังเทศน์อยู่ มิได้ให้การต้อนรับ บัณฑิตนั้นเกิดลุแก่โทสะ เดินเข้าไปหยิบหนังสือธรรมะบนโต๊ะขว้างทิ้งบนพื้น แล้วใช้เท้าเหยียบย่ำ ก็ยังไม่หายโกรธฉับพลันนั้นเห็นในโบสถ์มีสิงโตหินอ้าปากตั้งอยู่ เข้าใจว่าสิงโตนั้นกำลังหัวเราะเยาะเขา เลยใช้มือใช้เท้าเตะต่อในตัวสิงโตหินจนมือเท้าเลือดไหลไม่หยุด และต่อมากลายเป็นฝีร้าย เป็นอยู่เช่นนั้นหลายเดือนจนตาย
วิงวอนขอชีวิต
เสียงทอดถอนโทมนัสพ่อโคเฒ่า นั่งคุกเข่าวอนเพชฌฆาตขอชีวิต
มีดขาววับระดับคอรอชีพปลิด ในดวงจิตปวดร้าวน้ำตาริน
เคยรับใช้ไถนามานานปี ไม่เคยมีความชอบช่างลืมสิ้น
ต้องถูกฆ่าเป็นอาหารให้เขากิน ชั่วชีวินวัวควายอาหารคน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


พิมพ์หนังสือบนอาหาร ขาดบุตรสืบตระกูล
.จางหย่งฟง คนหมู่บ้านซีหนาน หลังจบปริญญาสอบเป็นปลัดอำเภอ วันหนึ่งมีธุระออกไปข้างนอก ค่ำพักที่ศาลเจ้าเหวินเชียงนิมิตเห็นพระเจ้าเหวินเชียงมาบอกเขาว่า เจ้าชาติก่อนเป็นคนเทิดทูนหนังสือจึงได้ผลบุญในชาตินี้ หากแต่พ่อค้าแม่ขายในตลาดไม่เข้าใจการเทิดทูนหนังสือ จึงอยากให้เจ้าไปแนะนำพวกเขา เช่นคนที่ชอบเขียนตัวหนังสือบนพัด จะประสบความยากจนและอายุสั้น ร้านขายอาหารชอบพิมพ์ตัวหนังสือบนอาหาร พอคนกินเข้าไปตัวหนังสือละลายไป บาปมาก ถ้าไม่มีบุตรใบ้ก็จะขาดบุตรสืบสกุล ส่วนภาชนะเขียนหนังสือบนนั้นปล่อยให้ผู้คนนั่งเหยียบ ครอบครัวจะไม่รุ่งโรจน์ ร้านทำตุ๊กตาชอบเอาหนังสือพิมพ์มาตัด จนเศษกระดาษปลิวว่อน โทษยากจนขัดสนตลอดชีวิต
.เมื่อจางตื่นจากความฝัน นำเรื่องฝันเรียนให้นายอำเภอทราบ นายอำเภอไม่เชื่อแต่ก็แอบไปพิสูจน์ พบว่า ร้านขายอาหารต่อมามีบุตรชายใบ้ 1 คน จึงออกคำสั่งห้ามผู้คนเขียนหนังสือบนอาหาร บนภาชนะ ร้านขายอาหารนั้นก็เต็มใจจะเทิดทูนหนังสือและพิมพ์หนังสือธรรมะแจกผู้คน เป็นการชดเชยบาปที่ตนได้กระทำไว้ หนึ่งปีให้หลัง บุตรชายใบ้คนนั้นเริ่มพูดได้ ปลัดอำเภอเลยเอาเรื่องฝันไปบอกกล่าวเหล่าอาชีพทั้งหลายและเอาเรื่องร้านขาย อาหารเป็นตัวอย่าง เหล่าวิชาชีพทั้งหลายต่างก็เชื่อและทำตาม จากนั้นคนที่ยากจนก็ค่อย ๆ มีฐานะดีขึ้น คนอายุสั้นก็มีอายุยืนยาว คนไข้ก็หายป่วย ปลัดอำเภอเห็นเช่นนั้เลยลาออกจากงานและร่วมกับพ่อค้าทุกอาชีพก่อตั้งสมาคม เทิดทูนหนังสือ ต่อมาได้บุตรเฉลียวฉลาด และฐานะทางครอบครัวก็ดีขึ้น


พิมพ์หนังสือบนถ้วยชามโดนไฟไหม้
.เซอะเสียวจิง คนเจียงซี เป็นช่างทำแจกัน กระโถน กาน้ำ ถ้วยน้ำชา ถ้วยกระเบื้อง แต่ละชิ้นที่ทำมักจะพิมพ์หนังสือบนนั้น เวลาของพวกนี้ตกแตกจะเอาไปทิ้งในกองขยะ ทำให้ตัวหนังสือ เปรอะเปื้อน เป็นการลบหลู่โดยไม่ตั้งใจ แต่การกระทำของนายเซอะนั้นได้ทำให้สวรรค์พิโรธมาก ถึงแม้ต่อมานายเซอะได้ก่อร่างสร้างตัวจนมีฐานะดี แต่ในที่สุดก็ถูกไฟไหม้กลายเป็นขี้เถ้า นั่นไม่เพียงลงโทษนายเซอะคนเดียวนะ หากหมู่บ้านนั้นมีผู้ใดยังไม่สำนึกผิด บ้างก็ยากจน บ้างเจ็บป่วย ซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ครูลบหลู่หนังสือโดนฟ้าผ่า
.ในมณฑลหูไป่ ณ ตำบลตงหนานเซียง มีครูคนหนึ่งนามว่า ยีเยียวถิง วุฒิอาชีวครู เป็นครูสอนชั้นประถม ปกติครูเป็นคนไม่เทิดทูนหนังสือ มักจะใช้หมีก หรือชอล์กเขียนตามโต๊ะ บนพื้นและกำแพง ปล่อยให้ผู้คนเหยียบย่ำ บางครั้งใช้หนังสือพิมพ์ก่อไฟต้มน้ำ บางครั้งก็นำมเช็ดถูสิ่งสกปรก หลังปัสสาวะไม่ล้างมือให้สะอาดก็หยิบหนังสือมาอ่าน บางครั้งนอนอ่านหนังสือจนเมื่อยหลับไป หนังสือก็หล่นบนเตียง ปล่อยให้ร่างทับไปมา เห็นนักเรียนทำลายหนังสือพิมพ์ก็ไม่ห้ามปราม
.วันหนึ่ง ตาซ้ายของครูเกิดมัว มองเห็นไม่ชัด แต่ครูก็ยังไม่สำนึกผิด วันหนึ่งถูกฟ้าผ่าแต่ไม่ตาย หากแต่ครูมีนิสัยเปลี่ยนไป วิ่งพล่านตามถนนและห้องเรียนยังพึมพำตลอดเวลาว่า ตัวครูเองได้รับผลกรรมจากการไม่เทิดทูนตัวอักษร ยังไม่ห้ามปรามนักเรียนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และขอร้องชาวบ้านให้ดูเป็น ตัวอย่าง อย่าลบหลู่ตัวหนังสือ มิฉะนั้นจะรับผลกรรมดั่งครู ต่อมาไม่กี่วันครูก็ตาย


แก้หนี้กรรมด้วยการสวดพระนาม
.ข้าพเจ้าจำได้ว่า เมื่อ 10 ปีก่อนในเดือนกุมภาพันธ์ อ้ายกูเหลียงแห่งวัดต้าหย่าหลงซ่านจื่อ เจอข้าพเจ้าที่ป้ายรถสาธารณะในไถจงได้พูดกับข้าฯ ว่า “อาจารย์คันจื้อ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ เป็นวันทำพิธีสวดมนต์ในวัด เหล่าพุทธศิษย์ทั้งหลายใคร่ขอฟังธรรมกับอาจารย์ ขออาจารย์โปรดเมตตาด้วยนะ”
.ข้าพเจ้าตอบตกลง ก่อนไปข้าได้เอาหนังสือ “ยอดคัมภีร์” และพ็อคเก๊ตบุ๊คเกี่ยวกับวิถีสู่แดนสุขาวดี จำนวนมาก กะว่าจะแจกให้กับผู้ที่มาฟังการบรรยายธรรม (ยอดคัมภีร์พิมพ์รูปพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์กวนอิม และกับวิธีสวดพระนามท่านแบบง่าย ๆ)
.อีกหนึ่งปีต่อมาในเดือนกุมภาพันธ์ ราว 15.00 น. อาจารย์วุ่ยผานมาดึงแขนเสื้อข้าพเจ้าเบา ๆ ข้าหันหลังมองไปเห็นหญิงชนบทอายุราว 50 กว่า ซึ่งไม่เคยคุ้นหน้ามาก่อนยืนอยู่ข้างนอก ข้าเดินไปถามนางว่า “เจ้าคือใคร มาหาข้าฯ มีธุระอะไร?” นางตอบว่า “สามีข้าให้ข้ามาพบอาจารย์เพื่อกล่าวคำขอบคุณ ข้าถามหาอาจารย์ตั้งแต่เช้าจึงได้มาพบอาจารย์เดี๋ยวนี้เอง”
.ข้าฯ ฟังแล้วรู้สึกงงงวย ดูเหตุการณ์คงไม่ใช่พูดกัน 2-3 คำก็จะรู้เรื่อง จึงชวนนางไปคุยกันข้างนอก นางบอกว่า “นางมีบ้านอยู่ที่หมู่บ้าน 13 ในตำบลไหล ลูกชายของข้าชื่อ ไหลฟุกฮินไปฟังการบรรยายธรรมของอาจารย์เมื่อปีที่แล้วในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อกลับถึงบ้าน ลูกก็สวดพระนามตามหนังสือที่อาจารย์แจกให้ สวดเช้าสวดเย็นและสวดอย่างตั้งใจด้วย” ข้ารู้สึกแปลกใจ สมัยนี้ คนยังติดอยู่กับวัตถุนิยม มีหรือแค่ฟังการบรรยายธรรมเพียงครั้งเดียวก็เข้าถึงธรรมะแล้วหรือ ช่างเป็นบุญของเขาจริง ๆแล้วถามนางว่า “ลูกชายเธออายุเท่าไรแล้ว มีอาชีพอะไร เหตุใดจึงศรัทธาเช่นนี้”
.นางตอบว่า “ลูกจบปริญญาตรีเมื่ออายุ 23 จากนั้นเขาก็ป่วยเป็นวัณโรค วัน ๆ กินแต่ยา หรือไม่ก็ฉีดยา 2 ปีนี้ พวกเราใช้จ่ายทางเยียวยาเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเร็ว ๆ นี้ หลังจากลูกสวดพระนามแล้ว ร่างกายของลูกค่อยดีขึ้น และก็ไปหาซื้อหนังสือธรรมะจากตลาดมาอ่านบ่อย ๆ” ข้าถามนางว่า “ในบ้านของเธอมีทั้งหมดกี่คน” ตอบว่า “4 คน มีข้า สามีข้า น้องสะใภ้ของสามี และลูกชาย” นางพูดต่อว่า “ตายายทั้งสามคนได้ทุ่มกำลังเงินกำลังกายต่อการป่วยของลูกมาก เพราะลูกเป็นที่หวังของพวกเราในยามแก่ชรา” แต่ว่าปลายปีที่แล้วในเดือน 12 ของจีน ลูกฟุกฮินเกิดเรียกพวกเรา 3 คนไปที่หน้าเตียง ได้บอกกับพวกเราว่า “พ่อและแม่ทั้งสอง วันนี้เที่ยง ลูกจะต้องไปจุติยังแดนสุขาวดีแล้ว ก่อนจากไปลูกจะเล่าความจริงให้ฟัง ขอให้พ่อแม่ทั้งสามโปรดระงับความโศกเศร้าเสียใจด้วยนะครับ และพี่ชายของผมบัดนี้มีครอบครัวที่ประเทศญี่ปุ่น คงอีก 2 เดือนจะเดินทางมาเยี่ยมพวกท่าน ต่อจากนั้นไปท่านทั้งสามก็จะมีที่พึ่งและไม่เงียบเหงาอีกต่อไป”
.สามีข้าฟังแล้วพูดกับลูกชายว่า “ช่วงหลังนี้สุขภาพของลูกก็ดีขึ้นมากแล้ว พวกเราภาวนาขอท่านออนีทอฮุกคุ้มครองลูก ลูกจงอย่าจากพวกเราไปนะ” ลูกชายเกิดสวนขึ้นมาว่า “อันที่จริง ผมมาเกิดเป็นลูกของท่านก็เพื่อมาทวงหนี้ เพราะในชาติก่อน ท่านทั้งสามได้ร่วมมือคดโกงเงินของลูก ลูกจึงเกิดมาเพื่อทวงหนี้ ฉะนั้นตั้งแต่เกิดมาจนถึงจบปริญญา ได้ผลาญเงินท่านก็ไม่น้อย ยังมาป่วยเป็นวัณโรคผลาญเงินหนักขึ้น แต่ก็ยังไม่สาสมกับเงินที่ถูกท่านโกงไป ความตั้งใจของลูกกะว่าจะผลาญจนพวกท่านจำต้องขายบ้าน ตกอับยากจนหาที่ซุกหัวนอนไม่ได้ และจะอดตายในที่สุด แต่ปีนี้ผมตั้งใจสวดมนต์เพื่อลดละกรรมเก่า และกะจะไปจุติยังแดนสุขาวดี แล้วหนี้กรรมของเราทั้งสี่ก็จะจบสิ้นลง บัดนี้หนี้กรรมได้จบสิ้นไป เมื่อลูกจากไปท่านทั้งสามต้องตั้งใจสวดพระนาม “ออนีทอฮุก” นะ แล้วพวกเราจะได้อยู่ด้วยกันอีกครั้งในแดนสุขาวดี ถึงเวลาแล้วช่วยหยิบ “ยอดคัมภีร์” มาให้ลูก พวกท่านก็ช่วยลูกสวดด้วยนะ ในขณะสวดนั้นพวกท่านอย่าร้องไห้ และอย่าขยับเขยื้อนกายของลูก พวกท่านหันหลังไปแล้วช่วยกันสวดนะ ลูกก็สวดด้วย”
.ฟุกฮินเอาหนังสือ ยอดถัมภีร์ถืออยู่ในมือ แล้วพนมมือขึ้นตอนแรก ๆ สวดเสียงดัง พวกเราก็ช่วยสวด ถึงแม้ลูกห้ามพวกเราหันหลังมอง แต่ข้าก็อดหันหลังแอบมองไม่ได้ พวกเราสวดได้ราว 20 นาที เสียงสวดของลูกค่อย ๆ แผ่วเบาลงถึงเฮือกสุดท้ายมือทั้งสองก็วางลง หนังสือ “ยอดคัมภีร์” หล่นอยู่ที่หน้าอก ลูกจากไปด้วยอาการสงบ นางถอนหายใจแล้วพูดต่อว่า “บ้านของข้าแบ่งให้คนเช่าหลายครอบครัว นับแต่รู้ข่าวลูกชายป่วยเป็นวัณโรคก็คิดจะย้ายออก ต่อมาฟังคำพูดของลูกก่อนสิ้นใจยอมรับว่าพุทธานุภาพยิ่งใหญ่นัก พวกเขาเลยไม่คิดย้ายอีก ส่วนที่บอกเรื่องพี่ชายที่อยู่ญี่ปุ่นนั้น พวกเรายังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วจู่ ๆ พวกเราก็ได้รับจดหมายจากลูกชายคนโตว่า จะกลับมาเยี่ยมพวกเราที่ไต้หวัน ตรงกับคำพูดของฟุกฮิน สามีข้าดีใจมากบอกว่า ถ้าไม่ใช่การแนะนำวิธีสวดของอาจารย์ ไหนฟุกฮินจะล่วงรู้ในเรื่องของอดีตชาติ และรู้วิธีแก้กรรม บัดนี้จากจดหมายของลูกชายคนโตคำพูดของฟุกฮินยิ่งน่าเชื่อถือ ต่อนี้ไปชีวิตบั้นปลายของพวกเรา 3 คนมีที่พึ่งแล้ว ก็เพราะบุญคุณของอาจารย์ ฉะนั้นสามีข้าจึงให้ข้ามาขอบคุณและเล่าความเป็นมาให้อาจารย์ฟัง จะได้พลอยมีกำลังใจมากขึ้น”
.บทความจุติแดนสุขาวดี 2 เรื่องนี้ เป็นประจักษ์พยานถ้าเห็นว่า การสวดพระนาม “ออนีทอฮุก” นั้น นอกจากจะละลายหนี้กรรมในอดีตชาติได้แล้ว วิญญาณของเรายังสามารถไปจุถติยังแดนสุขาวดีและยังสามารถล่วงรู้ถึงเรื่องราว ที่เกิดขึ้นใน อดีตชาติดังเช่นเกิดขึ้นกับไหลฟุกฮินนั่นเอง


มาสวดตอนดับขันธ์ก็เกิดผลเช่นกัน
.เฉิงเฟยหลิน เป็นพนักงานของโรงน้ำตาลไถตง และเป็นพุทธมามกะที่เคร่งครัด ภรรยาของเขากลับคัดค้านสามีนางสวดมนต์ แต่นายเฉิงไม่เคยท้อแท้ใจเลย เมื่อมีโอกาสจะชักชวนภรรยาเขาสวดออนีทอฮุก เพื่อไปจุติแดนสุขาวดี ถึงแม้ตอนมีชีวิตอยู่ก็สามารถปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากอันตราย สวดพระนามนั้นมีผลดีมากมาย
.คุณนายเฉิงถูกสามีเกลี้ยกล่อมทุกบ่อย ๆ ยังคงเข้าหูขวาทะลุหูซ้าย ไม่ยอมเชื่อทั้งนั้น แต่คุณนายเฉิงก็มีส่วนดีของแกกล่าวคือ เป็นแม่บ้านที่ดี รู้จักอดออมและขยันงานบ้าน บางครั้งก็ขึ้นเขาตัดฟืนแล้วอาศัยรถไฟขบวนย่อยกลับบ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณนายเฉิงหาบฟืนลงเขา แต่รถไฟเที่ยวสุดท้ายได้ออกไปแล้ว เลยต้องหาบฟืนเดินกลับบ้าน คุณนายเฉิงเดินตามรางรถไฟ เดินมาถึงครึ่งทาง เกิดเห็นเงาดำใหญ่ยืนอยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก พอเดินเข้าใกล้ มองเห็นชัดเจนขึ้น คุณนายเฉิงหัวขนลุกขึ้นมาทันทีเรี่ยวแรงที่หาบฟืนพลอยหมดไปด้วย ในช่างวินาทีสุดท้าย เธอนึกถึงสามีคอยพร่ำสอนสวดทุกบ่อย ๆ เลยสวดพระนามออนีทอฮุกขึ้นมาโดยอัตโนมัติ สักพัก เงาของผู้ชายร่างใหญ่ก็หลีกทางหายไป คุณนายเฉิงเห็นเช่นนั้น รีบสาวเท้าเดินอย่างเร็ว ทิ้งฟืนไว้ที่นั่นแหละ
.ระหว่างทาง ปากของคุณนายเฉิงยังคงสวด “นำโมออนีทอฮุก” ไป เรื่อย ๆ ขาทั้งสองจู่ ๆขยับขาไม่ออก รู้สึกแปลกใจก้มลงลองคลำดูจึงรู้ว่า เขาได้ผ่านเคราะห์ภัยครั้งที่สองอีกแล้วเพราะข้างหน้าเป็นลำธารเชี่ยว หากก้าวไปอีก 1 ก้าว เธอจะต้องตกลงไปในลำธารแน่ หากไม่ใช่ความเมตตาของออนีทอฮุก เธอตกลงไปในลำธารมิถูกน้ำพัดพาไปหรือคนในบ้านจะค้นหาก็ไม่มีทางหาเจอ ระหว่างลำธารมีไม้กระดานเล็ก ๆขวางอยู่ เธอต้องใช้สองมือสองขาค่อย ๆ คลานไป กลับถึงบ้านก็เที่ยงคืนพอดี
.วันรุ่งขึ้น คุณนายเฉิงกลับไปหาบฟืนที่ทิ้งไว้กลับบ้าน และได้สอบถามคนละแวกสถานีรถไฟจึงรู้ว่า เดิมมีคน ๆหนึ่งเกิดอุบัติเหตุตายที่นั่น วิญญาณผีนั้นจะออกมาปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ เรื่องทั้งหมดนี้ คุณนายเฉิงไปพูดในวันเปิดพิธีของสถานธรรมดอกบัว เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2503


ต่งเมี่ยวเจินป่วยหนัก ยังขอร้องสามีและพ่อแม่สามี สวด ออนีทอฮุก
วุนจิ้งเหวิน บัณฑิตในอำเภอไคฟง มณฑลเหอหนาน ภรรยาชื่อต่งเมี่ยวเจิน ถือศีลกินเจตั้งแต่ยังเยาว์วัย ชอบทำบุญสุนทาน กตัญญูต่อบิดามารดาของสามี และเคารพยกย่องสามี ขยันงานบ้าน นิสัยสงบเสงี่ยม วันหนึ่งต่งเมี่ยวเจินป่วยหนัก วุนเจิ้งเหวินไปตามแพทย์มาทำการรักษา แล้วพูดกับจิ้งเหวินว่า ภรรยาของท่านทานเจมาตั้งแต่เด็ก หากจะให้หายควรใช้ไก่ขาวเนื้อ (ภาษาจีน) ต้มกับยาจีน จึงจะมีประสิทธิภาพ ปัญหาอยู่ที่ว่าภรรยาของท่านยอมกินของคาวไหม ถ้าไม่ยอม หมอเองก็ไม่กล้าเขียนใบสั่งยา และก็ยากต่อการเยียวยาด้วย
วุนจิ้งเหวินพูดกับภรรยาว่า หมอแนะว่าถ้าต้องการหายป่วยต้องเอาไก่ขาวกับ (ภาษาจีน) ต้มกับยาจีน เธอก็ลองดูนะ ต่งเมียวเจินตอบว่า “ข้ากรรมหนัก ยังจะมาเพิ่มกรรมอีกหรือชีวิตเขาก็ชีวิต ชีวิตข้าก็ชีวิต ข้าไม่ยอมทานเด็ดขาด อีกทั้งการตายเรื่องเล็ก เลิกทานเจเรื่องใหญ่ ข้ายอมตายดีกว่า”
วุนจิ้งเหวินพูดอีกว่า “ถ้าไม่เช่นนั้น เจ็บป่วยนี้ยากต่อการเยียวยานะ รอให้หายป่วยแล้ว ค่อยมาทานเจใหม่ก็ได้” ภรรยาบอกว่า “ท่านพูดผิดแล้ว ให้เลิกกินเจแล้วมากินใหม่เสมือนหนึ่งชามที่แตกแล้ว จะต่ออย่างไรก็ไม่เหมือนเดิม ข้าไม่ยอมเด็ดขาด” จิ้งเหวินเห็นภรรยาไม่ยอมทานเนื้อสัตว์ รู้สึกผิดหวังและไม่สบายใจ
เมื่อเมี่ยวเจินมีอาการเจ็บมาก ก็จะสวดออนีทอฮุก ป่วยเช่นนี้ยืดเยื้อมา 2 ปี สะสมบุญบารมีพอ จะเห็นทิวทัศน์อันสวยงามในแดนสุขาวดี จึงได้ขอร้องบิดามารดาของสามีและสามี ควรถือศีลกินเจเร็วๆ และสวดนำโมออนีทอฮุก ข้าจะขอลา และจะไปจุติในแดนสุขาวดีแล้ว พูดจบก็เห็นดอกบัวใหญ่เท่าวงล้อรถ ต่งเมี่ยวเจินขึ้นนั่งบนดอกบัวและละสังขารไว้ในโลกมนุษย์ไปสู่แดนสุขาวดี ทันที


ทำร้ายตนเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 4 ธันวาคม 2532

สังคมทุกวันนี้ ศีลธรรมเสื่อมทรามลงมาก ที่แย่ที่สุดก็ไม่มีอะไรเกินกว่าสิ่งลามก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิตยสาร ของลามก ฯลฯ จะมีให้เห็นทุกซอกทุกมุม หนุ่มสาวที่อ่อนหัดจะถูกสิ่งของพวกนี้ยั่วยุจนสูญเสียสุขภาพ อนาคตอันไกลและสดใสก็จะพังทลายลง ซึ่งมีให้เห็นอยู่บ่อย ๆ ข้าจึงขอเตือนเหล่าวัยรุ่นทั้งหลาย ต้องตั้งมั่นในศีลธรรม มีความคิดที่ถูกต้อง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวนเหล่านั้นจึงจะรักษาอนาคตของตัวเองได้
โลกได้วิวัฒนาการก้าวหน้าไปมาก พ่อค้าที่เห็นแก่ได้และอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัยผลิตหนังสือ นิตยสาร วีดีโอเทปลามกออกสู่สังคม หนุ่มสาวกำลังอยู่ในวัยคึกคะนองจึงง่ายต่อการเป็นเหยื่อของพ่อค้าชั่วเหล่า นั้นได้ ถึงแม้ผู้ใหญ่บางท่านก็ยังพลอยลุ่มหลงสิ่งยั่วยวนเหล่านี้จนโงหัวไม่ขึ้นก็ มีถมไป ยิ่งหนุ่ม ๆแล้วต้องสูญเสียอนาคต สาว ๆ ต้องสูญเสียพรหมจารีจนยากที่จะหาสิ่งอื่นทดแทนได้ ถึงตอนนั้นจะมาสำนึกบาปทุกสิ่งทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว
เรื่องคาวโลกีย์ในสังคมมีให้เห็นบ่อย ๆ ยากที่จะหยิบขึ้นมาพูดให้หมดได้ เวลานี้กามารมณ์ได้แทรกเข้าไปหมู่นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยม หรือ ปวช. หรือ ปวส. ตลอดจนในมหาวิทยาลัย เรื่องบัดสีบัดเถลิงก็มีให้เห็นบ่อย ๆ บัดนี้ข้าขอยกตัวอย่าง 2 เรื่อง เป็นการตักเตือนให้หนุ่มสาวทั้งหลายจงสังวร
เรื่องที่ 1

ที่เมืองไถจง มีหนุ่มคนหนึ่งแซ่เจียง กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 วันหนึ่งเก็บหนังสือภาพลามกชื่อในปกว่า “เริงกามในฤดูใบไม้ผลิ” 1 เล่ม เขารีบเก็บเข้ากระเป๋ายังไม่กล้าหยิบออกมาดู กลับถึงบ้านแอบอยู่ในห้องคนเดียว ความชั่วร้ายได้เริ่มต้นในวินาทีนี่เอง ถ้าหากเขาดูแล้วรีบทำลายเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะจบลงบัดนั้น แต่เขากลับนำหนังสือเล่มนี้ไปให้เพื่อน ๆ ในโรงเรียนดู หนึ่งในนั้นบอกว่า ภาพวาดอย่างนั้นไม่เห็นพิสดารอย่างไร ถ้าจะดูฉันจะพาไปดูหนังลามกจะมันกว่า แล้วทั้งสองก็รอโอกาสผู้ใหญ่ออกจากบ้านไป ก็เอาวิดีโอลามกออกมาฉาย คนหนุ่มอย่างเจียงไหนจะทนต่อการยั่วยุได้ เจียงเริ่มสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ยังแอบไปเที่ยวโสเภณี สูญเสียพลังงานมาก การเรียนตกต่ำ พออายุ 19 ปีเท่านั้น กลายเป็นคนเฉื่อยชา เซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา จะมาสำนึกผิดก็สายเสียแล้ว
นอกจากตัวเองต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่า นับจากนี้ไปฉันจะไม่ขอยุ่งและคิดถึงเรื่องนี้อีก ยังพอมีโอกาสแก้ตัวบ้าง มิฉะนั้น ถ้าปล่อยปละละเลยลงไป คงอีกไม่กี่ปี ชีวิตเขาคงจบลงอย่างง่าย ๆ ตัวอย่างเช่นนี้จะไม่ทำให้เสียใจได้หรือ ฉะนั้น ขอให้หนุ่มสาวทั้งหลายจดจำเป็นอุทาหรณ์
เรื่องที่ 2

เรื่องเกิดขึ้นที่เมืองไถจงเช่นกัน เจ้าของเรื่องเป็นหญิงสาวแซ่ลก กำลังศึกษาอยู่มัธยมปีที่ 3 ปกติเธอก็ไม่ขยันการเรียนอยู่แล้ว ชอบมั่วสุมกับเพื่อนนักเรียนชาย และก็ชอบไปเต้นรำกับหนุ่ม ๆ คืนหนึ่งถูกนักเรียนภาคค่ำของโรงเรียนแห่งหนึ่งหลอกลวงและเสียความเป็นสาวไป เรื่องที่เกิดขึ้นตอนแรกรู้เพียง 2 คนเท่านั้น และถ้าเธอสำนึกผิดรีบยับยั้งความประพฤติที่ผิด ๆ จึงจะถูก แต่เพียงเวลาผ่านไปสั้น ๆ เท่านั้น เธอก็เริ่ม ออกเที่ยวเตร่อีก จนได้พบกับหนุ่มสังคมคนหนึ่งในดิสโก้เธค ถูกหนุ่มสังคมใช้กลอุบายจนได้เสียกัน ในที่สุดเธอก็ตั้งครรภ์ ถึงแม้จะถูกพ่อแม่ดุด่า แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็สายเกินแก้แล้ว
ในที่สุดเธอต้องลาออกจากโรงเรียนและตัวเธอเองก็ไม่อยากอยู่สู้หน้ากับพ่อแม่ จึงเดินทางขึ้นเหนือลองคิดดูซิ ผู้หญิงสาวตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตร ความรู้ความสามารถพิเศษประจำตัวก็ไม่มี เพื่อความอยู่รอด เลยยอมขายตัวในสถานเริงรมย์ จนบัดนี้เธอยังคงจมปรักอยู่ในทะเลทุกข์ ตัวอย่างนี้พอที่จะเป็นอุทาหรณ์แก่เด็กสาวอื่น ๆได้หรือไม่


มีโอกาสไม่ทำลาย สวรรค์ประทานบุญวาสนา
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม 2533

จิตใจของคนได้ผันแปรไปมาก วัน ๆ คิดแต่ชื่อเสียง ลาภยศ เงินทอง และกามารมณ์ ยิ่งเรื่องกามารมณ์แล้ว หลงใหลมากจนยากที่จะกลับเนื้อกลับตัวได้ ไม่ว่าชายหญิง ไม่ว่าวัยหนุ่มวัยแก่ ล้วนจมปรักอยู่ในทะเลกามทั้งนั้น หากพวกเราไม่ระมัดระวังผลร้ายที่ตามมายิ่งสาหัสสากรรจ์ ขอให้ชาวโลกจงสงบจิตสงบอารมณ์ไม่ลุ่มหลงในกาม ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุ ตั้งสติให้มั่น มุ่งหน้าสู่หนทางที่เป็นอริยเจ้า
บนสวรรค์มีกฏของสวรรค์ ในนรกก็มีบทลงโทษต่อคดีกาม คนเราควรระมัดระวัง ข้าขอยกตัวอย่างดังนี้
เรื่องนี้อุบัติขึ้นเมื่อสี่สิบกว่าปีมาแล้ว น่าจะนำมาเป็นตัวอย่างที่ดีต่อคนยุคปัจจุบัน ในเมืองไถจงมีพ่อค้า 2 คนแซ่จังกับแซ่หลินเป็นเพื่อนสนิทรักใคร่กันมาก เขาทั้งสองต่างมีครอบครัวแล้ว และมักจะขึ้นไปติดต่อการค้าที่เมืองไถเป ขณะนั้นเขาทั้งสองต่างมีอายุเท่ากัน คือ 27 ปี มีบุคลิกสง่างาม เวลาขึ้นเหนืออย่างน้อยก็ 3-5 วัน คนแซ่จังเป็นคนมีคุณธรรมและรักษาศีล ส่วนคนแซ่หลินกลับตรงกันข้าม นิสัยเจ้าชู้และจิตใจต่ำทราม
โรงเรมที่เขาทั้งสองพำนักอยู่นั้น เจ้าของโรงแรมมีบุตรสาวอายุ 18 ปีคนหนึ่ง กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนแซ่หลินสืบรู้ว่า เธออ่อนคณิตศาสตร์ เลยอาสาติวเลขให้ เธอคิดว่า คนแซ่หลินมีเจตนาดี จึงยอมรับการติววิชาของคนแซ่หลิน คืนหนึ่ง คนแซ่หลินได้วางยาสลบในน้ำโคล่า จนเธอดื่มแล้วสลบไสลและเสียความสาวให้แก่คนแซ่หลินในที่สุด วันรุ่งขึ้นเธอรู้ว่าเสียรู้เขาแล้วก็ไม่กล้าโวยวาย แต่ภาพหลอนนั้นคอยกัดกล่อนเธอจนไม่สามารถสอบผ่านเอ็นทรานซ์ได้
ในคืนวันที่เกิดเหตุ คนแซ่จังฝันว่าได้ไปเที่ยวที่ศาลเจ้ากวนอู เห็นเทพสององค์ในมือถือสมุดกำลังถวายต่อเง็กเซียนฮ่องเต้ เพื่อขออนุมัติให้ถอดถอนบุญวาสนาคนแซ่หลิน เพราะไปข่มขืนลูกสาวของเจ้าของโรงแรม แล้วทูลถามว่า บุญวาสนาที่ถอดถอนนั้นควรยกให้กับใคร ท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ทรงตรัสว่า คนแซ่จังมีจิตบริสุทธิ์และยึดมั่นในศีล 5 เห็๋นสาวงามแล้วจิตไม่หวั่นไหวสมควรรับบุญวาสนาจากคนแซ่หลินไป บัดดลก็ถูกคนแซ่หลินทำให้ตื่น
บุญวาสนาของคนแซ่หลินได้สืบทอดจากบรรพบุรุษที่สั่งสมมาถึง 3 ชั่วคน และสามารถเสพสุขอย่างสบายตลอดชีวิต ไม่นึกว่าความสนุกเพียงชั่วขณะได้พังทลายลงจนหมดสิ้น นับจากวันนั้นเป็นต้นมา กิจการค้าของเขาก็ทรุดลง ๆ จนต้องปิดกิจการลงส่วนคนแซ่จัง ในปีต่อมาก็ได้บุตรชาย 1 คน น่ารัก ฉลาด เมื่อสำเร็จปริญญาตรี ยังได้มีหน้าที่การงานดี เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล จากตัวอย่างที่ยกมานี้ การละเมิดศีลข้อที่ 3 ร้ายแรงแค่ไหน ท่านอ่านเรื่องนี้แล้ว ยังจะหลงงมงายกับกามตัณหาต่อไปอีกหรือ คนแซ่จังกับคนแซ่หลินตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ต่างก็มีอายุ 60 กว่าปีแล้ว ถ้าเขาทั้งสองมีโอกาสอ่านพบเรื่องของตัวเองคนจะสึกเสียดาย และอีกคนคงชื่นชมกับความมีคุณธรรมของตน
กามารมณ์เป็นเพชฌฆาตตัวร้ายกาจที่จะทำลายอนาคตของคนเรา พวกเราไม่ควรหลงใหลมัน ถึงแม้ตัวเราไม่คิดเป็นอริยบุคคลเพียงไม่ผิดศีล 3 สวรรค์ยังทรงประทานพรให้ วิญญูชนควรสังวร

จิตไม่บริสุทธิ์ เคราะห์ภัยมาก
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม 2533

ศีลธรรมเสื่อมทราม จิตใจคนตกต่ำ ชายหญิงหันมาหาความสำราญในกามารมณ์ ถือว่าเป็นไปตามสมัยนิยม หากใครมีความคิดผิด ๆ เช่นนี้ย่อมไม่ถูกต้อง ผู้ชายบางคนการเงินพอคล่องตัวขึ้น ไม่คิดสะสมไว้ทำบุญและไว้ใช้ตอนชีวิตบั้นปลายกลับริไปมีบ้านเล็กบ้านน้อย หรือไม่ก็ดื่มเหล้าเคล้านารี หารู้ไม่ว่าสาวงามเหล่านั้นคือโครงกระดูกที่เดินได้เท่านั้น ตราบใดเนื้อหนังที่หุ้มห่อโครงกระดูกนั้นหมดไป แล้วจะไปหาความงามที่ไหน อีกอย่างถ้าวันใดเงินทองผลาญหมด สาว ๆ เหล่านั้นก็จะตีจากไปและไปสู่อ้อมอกของชายอื่นต่อไป จะมานึกเสียดายก็สายเสียแล้ว ที่แย่ยิ่งกว่านั้น บางคนไม่เพียงไม่ขยัน ไม่คิดสร้างอนาคตให้กับตนเอง กลับอาศัยบุคลิกของตนที่ดูดี ใช้วาจาหว่านล้อมเพื่อหลอกลวงซึ่งได้เงินมาหรือร่างกายของหญิงสาวมาเชยชม กลวิธีต่าง ๆ แห่งความชั่วที่ได้เอามาใช้หมดโดยไม่เกรงกลัวบาปกรรมใด ๆ แต่สวรรค์มีตา คงไม่ยอมปล่อยให้มารสังคมเหล่านั้นลอยนวลเป็นภัยต่อสังคมต่อไป จะสั่งลงโทษอย่างหนักแก่มารสังคมเหล่านั้นให้ตกนรกอเวจี หญิงสาวบางคนก็ขาดยางอาย ไม่ประพฤติตนในศีลในธรรมอันดีงาม กลับรื่นเริงกับชายชู้ หรือมั่วสุมกับกามารมณ์ต้องรู้ว่า ค่าของผู้หญิงคือพรหมจรรย์ ขอให้สตรีทั้งหลายจงระมัดระวัง
วันนี้ข้ายกตัวอย่าง 2 เรื่อง เพื่อเป็นคำเตือนให้ชาวโลก
เรื่องที่ 1

ในเมืองไถจง มีชายหนุ่มแซ่จางคนหนึ่ง อายุอานามก็ 26 ปีแล้ว นับจากพ่อตายไป ก็ไม่ทำมาหากิน อาศัยเงินมรดกที่พ่อตกทอดลงมา วัน ๆ หาความสำราญโดยการเที่ยวล่อลวงหญิงสาว ข้างบ้านของเขามีหญิงหม้ายคนหนึ่ง แซ่เจียง อายุเพิ่ง 25 ปี หนุ่มแซ่จางสืบรู้ว่าหญิงหม้ายคนแซ่เจียงนี้ได้รับมรดกก้อนโตจากสามีจึงคิด หลอกลวงและจะใช้กลวิธี หาเพทุบายคอยเอาใจหว่านล้อมและแสดงตนเป็นสุภาพบุรุษพอที่จะคุ้มครองชีวิตนาง ได้ จนนางใจอ่อนและไว้วางใจโดยมอบกายใจให้กับหนุ่มแซ่จาง และอยู่กินอย่างเปิดเผยฉันสามีภรรยา หนุ่มแซ่จางเริ่มออกลวดลายอ้างจะไปลงทุนค้าขายจนหญิงหม้ายแซ่เจียงหลงเชื่อ มรดกที่ได้จากสามีมาก็ค่อย ๆ หมดไป ส่วนหนุ่มแซ่จางกลับนำเงินนี้ไปเที่ยวตามสถานเริงรมย์
ในที่สุดไปชอบพอหญิงโสเภณีชั่ว ๆ คนหนึ่งถึงขนาดปลูกบ้านให้อยู่ การผลาญเงินอย่างไม่ยั้งมือเช่นนี้ มรดกก้อนโตก็มีโอกาสหมดไป ต่อมาหญิงหม้ายแซ่เจียงเอะใจออกสืบจึงได้ความจริงทั้งหมด เกิดความเสียใจที่เสียรู้ให้กับมารสังคม ในที่สุดหาทางออกโดยผูกคอตาย ส่วนหญิงโสเภณีชั่ว ๆ ก็คิดตีจากเมื่อหนุ่มแซ่จางผลาญเงินจนหมด ถึงตอนนั้นจึงมาสำนึกผิด แต่ก็สายเสียแล้ว เพราะตัวเขาเองก็ติดเชื้อกามโรคอย่างร้ายแรง ไม่มีเงินทองรักษาจนถึงต้องจบชีวิตอันโสมมและบัดซบลง
เรื่องที่ 2

ทางทิศเหนือของเมืองไถจง มีหญิงสาวคนหนึ่งแซ่เหอ นิสัยเจ้าชู้ไม่เรียบร้อย ก่อนแต่งงานก็เคยมีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายแล้วถึงแต่งงานแล้วก็ยังคบชู้สู่ชาย อีก ต่อมาสามีนางเกิดอุบัติเหตุรถชนตาย ทิ้งบุตรชายหญิงอย่างละ 1 คน ให้นางเลี้ยงดูด้วยมรดกก้อนหนึ่งพอเป็นค่าใช้จ่ายการศึกษาของเด็ก 2 คน แต่ความประพฤติของนางไม่ดีอยู่แล้ว พอสามีตายจากไม่นาน นางก็มีเพศสัมพันธ์กับช่างปู่นคนหนึ่งและก็อยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา แต่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้รักนางจริง พอหลอกลวงเงินมรดกของสามีทิ้งไว้จนหมดก็ตีจากไป ตั้งแต่นั้นมา ชีวิตของนางเริ่มรันทด ต้องออกไปเที่ยวหางานทำเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เพียงเพราะสงสารเด็ก 2 คนจะมีปัญหาเรื่องการศึกษา ทุกวันนี้นางยังมีชีวิตที่ขมขื่น บางครั้งต้องไปอาศัยความช่วยเหลือจากกรมประชาสงเคราะห์ ซึ่งเป็นที่น่าเวทนาและน่าสงสารมาก
ตัวอย่าง 2 เรื่องนี้ แสดงให้เห็นว่า สุขชั่วขณะแต่ทุกข์สาหัสสากรรจ์ ไม่คุ้มกันเลย ผู้มีปัญญาทั้งหลายควรสังวรไว้นะ



สำนึกผิดได้เพิ่มบุญและอายุขัย
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2533

สังคมทุกวันนี้ วัฒนธรรมตะวันตกได้แพร่เข้ามา จิตใจคนก็เปลี่ยนแปลง กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ลืมวัฒนธรรมอันดีงามของตัวเอง สิ่งยั่วยวนและแสงสีเสียงได้เพิ่มความมีสีสันมากขึ้น หนังสือพิมพ์บางฉบับก็ตีพิมพ์ภาพวาบ ๆ แวม ๆ เป็นเหตุให้หนุ่มสาวที่มีจิตฟุ้งซ่านและลุ่มหลงมากขึ้น และตกต่ำลงจนไม่สามารถกลับตัวได้ จนลงเอยด้วยการฆ่าตัวตาย หรือไม่ก็ฆ่าคู่แข่งหรือชู้ตาย ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนมาจากสิ่งยั่วยวนทางกามารมณ์ มีหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยถือการร่วมเพศเป็นของธรรมดา หารู้ไม่ว่า การร่วมเพศเป็นการสืบพันธุ์และเป็นเรื่องศีลธรรมและเป็นการคลองธรรมของสามี ภรรยา แต่ก็ไม่ใช่ว่าให้ร่าเริงจนเกินขอบเขตจนสุขภาพทรุดโทรม ยิ่งกว่านั้นจะทำลายศีลธรรมอันดีงามของมนุษยชาติ คนเราควรพิเคราะห์พิจารณาให้ดี
ข้าจะยกตัวอย่าง 2 เรื่อง เพื่อเป็นอุทาหรณ์
ตัวอย่างที่ 1

บนถนนสงเจียงในเมืองไถจงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านมาได้ 50 กว่าปีแล้ว มีหนุ่มแซ่หงคนหนึ่ง อายุ 28 ปียังโสด ฐานะการเงินทางครอบครัวนับว่าร่ำรวย บุคลิกก็ดูสง่า เป็นคนค่อนข้างฉลาด เพียงแต่นิสัยไม่ชอบอยู่กับบ้าน ตอนเรียนอยู่มัธยมปลายก็ริอ่านหนังสือลามก จนเพาะเป็นนิสัยเจ้าชู้และไปหาความสุขตามซ่องนางโลมบ่อย ๆ จนถึงอายุ 29 ปี และติดเชื้อกามโรค หาแพทย์ก็แล้ว ฉีดยาก็แล้ว โรคกามนี้ไม่หายขาดซักที ช่วงนั้นพ่อแม่เขาก็เร่งเขาแต่งงาน แต่ไม่รู้ว่า เขากำลังทุกข์หนักเพราะกามโรคนี้
คืนหนึ่ง เขาฝันว่าเขาไปที่ศาลเจ้าประจำเมือง กราบขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยรักษาให้ ขณะนั้นท่านเทพประจำเมืองได้เปิดเผยว่า บาปกรรมเรื่องกรมของเจ้าหนักมาก ได้ล่วงเกินสตรีเพศ 100 กว่าคน จะให้โรคหายขาด มีวิธีเดียว คือให้สร้างบุญกุศลอยู่เรื่อย ๆ จึงจะมีทางหายขาดได้ มิฉะนั้น ขืนปล่อยให้เวลายืดเยื้อต่อไป ชีวิตเจ้าก็คงไปไม่รอด คนแซ่หงตื่นจากความฝัน วิตกกังวลมาก วันรุ่งขึ้นเขาอาบน้ำแต่งตัวให้สะอาด กินเจ และไปกราบที่ศาลเจ้าประจำเมืองสารภาพความผิดในอดีต และสาบานว่า นับจากบัดนี้เป็นต้นไปเขาจะร่วมทุนพิมพ์หนังสือประเภทคัมภีร์ละกามทุกปี เพื่อตักเตือนชาวโลก
จากนั้นมา ก็ไปหาหมอกินยา รักษาเกือบปีจึงหายขาด ต่อมาจึงแต่งงานมีลูกจนกระทั่งบัดนี้ นี่ละ ถ้าคนเราสำนึกผิดและรีบแก้ไข จึงจะได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์ ขอให้จำไว้ให้ดีนะ
ตัวอย่างที่ 2

ชายคนหนึ่งแซ่เจียง ปีนี้ 48 ปี พักอยู่ที่เมืองเกาสง ตอนเขาอายุ 24 ปี หน้าที่ของเขาต้องเดินทางติดต่อการค้า การเลี้ยงดูปูเสื่อกับพ่อค้าซึ่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเขาลุ่มหลงในกามารมณ์เป็นอย่างมากจนร่างกายอ่อนแอ ไตมีปัญหา เริ่มหาแพทย์รักษาก็ไร้ผล รู้สึกเสียใจมาก ที่ตนเองไม่ควรรื่นเริงในกามมากจนเกินไปแต่ก็สายเสียแล้ว วันหนึ่ง เขาไปกราบพระที่วัดฟุกซัน ได้รับการชี้แนะจากแม่ชีท่านหนึ่งว่า เขาลุ่มหลงทางกามมากเกินไป หากยังไม่รีบสำนึกอีก โรคไตจะรักษาให้หายขาดคงยากและแนะให้เขาขอพรต่อพระพุทธเจ้า ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกป้องรักษาให้
ขณะนั้นคนแซ่เจียงรู้สึกถึงขั้นหมดหวังแล้ว จึงรีบไปที่ศาลเจ้าพระโพธิสัตว์กวนอิม สาบานต่อพระโพธิสัตว์ว่า ถ้าหากโรคไตของเขาหายขาดเขาจะร่วมทุนพิมพ์หนังสือคัมภีร์ละกามทุกปีตามกำลัง ทรัพย์ ครึ่งปีให้หลัง โรคไตก็หายขาด ส่วนคนแซ่เจียงทำตามที่สาบานจะร่วมทุนพิมพ์หนังสือคัมภีร์ละกามทุกปี 300 เล่มบ้าง 500 เล่มบ้าง พิมพ์มา 10 กว่าปี ทุกวันนี้เขาก็ยังร่วมพิมพ์อยู่ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าถ้าคนเราสำนึกผิดและรีบแก้ไข ทุกสิ่งที่เลวร้ายก็สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ ขอให้ชาวโลกควรจดจำไว้
หมายเหตุ (แม่ชีที่วัดฟุกซันก็คือพระโพธิสัตว์แปลงร่างมาชี้แนะ) ตัวอย่าง 2 เรื่องนี้ คนเรายังเป็นปุถุชนอยู่ การทำผิดย่อมมีขอเพียงผิดแล้วสำนึกผิด และรีบแก้ไข จึงเป็นสิ่งถูกต้อง



ก่อกรรมเอง รับผลเอง เจ็บใจนัก
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2533

โบราณว่า “ที่นา 1 ไร่ 800 เจ้าของ” หมายความว่า ไร่นานี่จะคอยเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่นเรื่อย ๆ นอกจากเจ้าของที่นาคนนั้นเป็นคนมีจริยธรรมและคุณธรรม จึงจะเป็นเจ้าของที่นาผืนนั้นนาน ๆ มิฉะนั้นจะตกอยู่กับผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ คนเราควรระมัดระวังความประพฤติของตนให้ดี
กรรมใด ๆ ที่เราก่อไว้ ผลกรรมนั้น ๆ ตัวเราเองจะเป็นผู้รับคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องย่อมไม่ต้องร่วมรับผลกรรมนั้น ด้วย ดังคนโบราณกล่าวไว้ว่า “ฟ้าทำกรรม ยังพอให้อภัย ตนก่อกรรมเองตายแน่ ๆ” เวลาสวรรค์จะลงโทษผู้ก่อกรรมมักให้เขาต้องพบปะกับเคราะห์ภัยต่าง ๆ ส่วนคนที่มีจริยธรรมแล้วไซร้ สวรรค์ย่อมคุ้มครองให้ และจะปัดเป่าให้หลีกพ้นจากเคราะห์ อาทิเช่นจากอัคคีภัย อุทกภัย ภัยสงคราม ถ้าหากคนเราไม่ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม เขาผู้นั้นจะได้รับผลนั้น ๆ นั่นแหละความยุติธรรมของสวรรค์ละ
ข้าจะยกตัวอย่างที่เน้นถึง กรรมใดที่ตนก่อไว้ ผลกรรมนั้นตนก็เป็นผู้รับกรรมเอง
เรื่องนี้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุน้อย ๆ บนถนนจงซัน ตอน 2 ในเมืองไถจง แต่อุบัติเหตุน้อย ๆ นี้กลับบานปลายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องมีอยู่ว่า พ่อค้าหนุ่มแซ่เฉิน อายุ 38 ปี วันหนึ่งขับรถไปเฉี่ยวถูกรถมอเตอร์ไซค์ของสาวโรงงานแซ่เอี้ยะเพียงผิวหนัง ถลอกเล็กน้อยเท่านั้น พ่อค้าแซ่เฉินได้ส่งเธอไปทำแผลที่โรงพยาบาล แล้วเรื่องมันก็ควรจบลงแค่นี้ แต่เนื่องด้วยสาวโรงงานแซ่เอี้ยะมีหน้าตาหมดจดสวยงาม พ่อค้าเฉินเห็นเข้าจิตเกิดไหวหวั่นขึ้นมา คิดจะได้เธอมาเชยชม จึงฉวยโอกาสตีสนิท สาวเอี้ยะยังเป็นวัยรุ่นอยู่ความคิดความอ่านยังอ่อนหัดมาก เมื่อถูกพ่อค้าเฉินตามจีบ ก็ไม่สืบให้รู้ว่า เขามีครอบครัวแล้วหรือยัง คบกันมาแค่ 2 เดือน เรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจนได้ ในที่สุด สาวโรงงนแซ่เอี้ยะก็ตั้งครรภ์ มาสืบรู้ทีหลังว่าพ่อค้าเฉินมีลูกเมียแล้ว แต่เธอก็ใกล้จะคลอดแล้ว เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ถึงตอนนี้ภรรยาพ่อค้าเฉินเริ่มรู้เรื่องนี้แล้ว ก็กลัวว่าถ้าเอะอะโวยวายไป จะกระทบกระเทือนชื่อเสียงของสามีและลูก ๆ จึงไม่เอาเรื่อง
แต่พ่อแม่ฝ่ายผู้เสียหายที่อยู่ทางใต้ก็รู้เรื่องนี้เช่นกัน จึงขึ้นเหนือมาฟ้องพ่อค้าเฉินในฐานะหลอกลวง พ่อค้าเฉินจำต้องวิ่งเต้น ขอเชิญท่านวุฒิสมาชิกท่านหนึ่งกับคนที่มีชื่อเสียงในสังคมออกมาไกล่เกลี่ย ในที่สุดฝ่ายชายต้องชดเชยค่าเสียหายด้วยเงินก้อนโตถึง 1 ล้าน 5 แสนเหรียญ ไต้หวัน เรื่องจึงจะยุติลงได้ นับจากนั้นมา พ่อค้าเฉินก็เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ขาดทุนทรัพย์ที่จะค้าขายต่อไป จึงต้องไปเป็นเสมียนเล็ก ๆ เพื่อประคับประคองครอบครัวให้อยู่รอด คนที่เคยมีฐานะดี เดินพลาดเพียงก้าวเดียว ต้องมาตกอับถึงเพียงนี้
ถ้ามาวิเคราะห์เรื่องนี้ ก็เนื่องจากตัวกามารมณ์ตัวเดียวแท้ ๆ ถ้าพ่อค้าเฉินเป็นคนมีคุณธรรม มีสติยั้งคิด เหตุการณ์ร้าย ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น ส่วนสาวโรงงานคนนั้นก็เช่นกัน ไม่ไตร่ตรองให้ดีก็มอบใจกายให้ผู้ชายไป จนอายุน้อย ๆ ก็มาสูญเสียความสาวไป ยังก่อปัญหาให้เด็กที่เกิดมาเป็นเด็กที่ไม่มีพ่อจะโงหัวไม่ขึ้นตลอดชีวิต นั่นไม่เพียงทำลายตัวเอง ยังทำลายลูกของตัวเองด้วย เพื่อความสุขแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ต้องสูญเสียใหญ่โตถึงเพียงนี้ ไม่คุ้มค่ากันเลยและต่อจากนี้ไป ความสวยงามของเธอในจิตใจผู้ชายจะไม่มีค่าเหมือนเดิมแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงขอยกตัวอย่างนี้มาตักเตือนหนุ่มสาวอย่าคิดรักสนุก จะเกิดผลร้ายตามมา ถึงตอนนั้นมานึกเสียใจก็สายเกินแก้แล้ว มีวิธีเดียวจะทำอะไรขอให้มีสติ อย่าปล่อยให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับเราเป็นอันขาด เราจึงจะมีความสุขที่แท้จริง


หนี้กรรมเกิดจากจิต
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2533

บาปและบุญเกิดขึ้นจากจิต ชั่วหรือดีก็เกิดจากจิตเช่นกัน จิตคิดดี การกระทำย่อมดี ผลออกมาก็สดใส สุขสันต์ คุณงามความดีนั้นอาจถูกจารึกในประวัติศาสตร์ก็ได้ คนรุ่นหลังจะได้สรรเสริญ ถ้าจิตคิดชั่ว การกระทำก็ชั่วตาม ผลกรรมที่ตามมาไม่เพียงทำให้เสียผู้เสียคน ต้องถูกออกจากงาน สูญเสียทรัพย์สินบ้านแตกสาแหรกขาด ยังอาจถูกจารึกในประวัติศาสตร์ เหม็นกระฉ่อนไปพันปี หมื่นปี และจิตดีจะเกิดไอธาตุที่บริสุทธิ์ จะพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า จิตคิดชั่ว ไอโสโครกจะดิ่งลงสู่ใต้พิภพ ยากที่จะฟื้นตัว จึงชี้ให้เห็นถึงคนเราจะดีจะชั่วล้วนเกิดจากจิตตัวเดียวทั้งนั้น ดังนั้นขอให้คนเราควรรักษาจิตของเราให้คิดดี พูดดี ทำดี ตลอดเวลา
เมื่อจิตมีความสำคัญเช่นนี้ ฉะนั้น หนี้กามที่ก่อขึ้น สาเหตุก็มาจากจิตคิดไม่ดีนั่นเอง ถ้าคนเรามีจิตบริสุทธิ์ ต่อให้หญิงสวยปานใดอยู่ต่อหน้าเรา จิตของเราก็ไม่หวั่นไหว หากจิตคิดใฝ่ต่ำจะคิดฟุ้งซ่าน คิดจะล่วงเกิน ในที่สุดคดีข่มขืนฆ่าก็จะเกิดขึ้น แล้วหนี้กามก็จะก่อขึ้นในวินาทีนี้เอง ถึงแม้ไม่ถึงขั้นข่มขืนชำเรา เพียงมีความคิดที่สกปรก ก็เป็นมโนกรรมแล้ว
เมื่อพบเห็นหนังสือลามก จิตต้องตั้งให้มั่นไม่หวั่นไหว ไม่โอนอ่อนตามอารมณ์ แล้วหนี้กามจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สังคมทุกวันนี้ เด็กวัยรุ่นริอ่านสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเนื่องจากจิตยังไม่มั่นคง คิดอยากลองอยู่ตลอดเวลา ยิ่งมาอ่านหนังสือลามก ดูวิดีโอลามกจิตยิ่งฟุ้งซ่าน สับสน และก็ไม่รู้วิธียับยั้งจิตก็เลยเตลิดเปิดโปงดั่งม้าที่หลุดจากที่กักขัง บ้างก็สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง บ้างก็ออกไปหาความสำราญกับโสเภณีทันที คนที่ขาดเงินทองก็ไปก่อคดีข่มขืน ไม่ว่าจะระบายความใคร่ด้วยวิธีใดก็ตามล้วนบั่นทอนพลังกาย พลังธาตุ ทำลายสุขภาพ เด็กหนุ่ม ๆ ที่มีอนาคตอาจต้องเสียอนาคตไป คิด ๆแล้วก็น่ากลัวมากนะ ฉะนั้นขอให้หนุ่ม ๆ และวัยรุ่นทั้งหลาย ตั้งจิตให้มั่นคง ให้มีสติ ตั้งจิตให้หนักแน่นดั่งภูเขา จิตจะไม่วอกแวก ไม่หวั่นไหว ไม่คล้อยตามต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มายั่วยวน ปิดทวารทั้ง 6 ่ให้หมด เห็นก็เท่ากับไม่เห็น ได้ยินก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าทำได้เช่นนี้ หนี้กรรม (เวรกรรมที่เกิดจากกามารมณ์) ไหนจะติดตัวเราได้ ขอให้ทุกท่านจงตรึกตรองให้รอบคอบ
ข้ามาให้โอวาทคืนนี้จะเน้นกนึกถึงการมีสติ เราต้องคอยประคับประคองและคอยยกระดับจิตของตนให้สูงขึ้นและบริสุทธิ์ขึ้น มิฉะนั้น บาปกรรมต่าง ๆ ก็จะตามมา ถึงตอนนั้นค่อยมาสำนึกผิดก็สายเกินแก้แล้ว
ข้าขอเน้นอีกครั้ง ทุกวันนี้ คดีต่าง ๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเรื่องชู้สาว เรื่องฆ่ากันตายเพราะไปแย่งผู้หญิงคนเดียวกัน เรื่องข่มขืนฆ่าเนื่องมาจากขาดสติยับยั้งทั้งนั้น เราจะไม่หวั่นไหวเมื่อเห็นสาวงามที่อยู่ต่อหน้าเรา เราจะไม่คิดที่จะล่วงเกิน และจะไม่คิดหาวิธีใด ๆเพื่อให้ได้สาวงามนี้มาเชยชม ลองคิดดูให้ดีซิ ถ้าจิตเราบริสุทธิ์ เหตุร้าย ๆ ไหนจะก่อตัวได้เล่า
คนเราจะดีจะชั่ว อยู่ที่จิตตัวเดียวแท้ ๆ เมื่อเริ่มฟุ้งซ่าน เราต้องใช้สติยับยั้งทันที มิฉะนั้นเรากำลังจะทำลายอนาคตของตัวเราเองและเรากำลังจะฆ่าตัวเราเองด้วย ขอให้คิดให้ดีนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ธ.ค. 2010, 13:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 ต.ค. 2008, 13:20
โพสต์: 821


 ข้อมูลส่วนตัว


มั่วกามจนเสียชื่อเสียงและเสียชีวิต
โดย เซียนฮั่งเจ็งหลี
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ 2533

บทที่แล้วข้าได้แน้นถึงหนี้กามเกิดจากจิตนั้นเป็นความจริงเมื่อารมณ์ความ ใคร่เกิดขึ้น ต้องใช้สติยับยั้งทันที หากคิดเลยเถิดถึงขั้นคิดจะมีเพศสัมพันธ์กับฝ่ายตรงข้าม หนี้กามก็เริ่มก่อตัวแล้วบางครั้งเพื่อให้สมหวังที่จะได้ร่วมเพศกับฝ่ายตรง ข้าม ไม่เพียงต้องแลกด้วยชื่อเสียง เกียรติยศ และอาจต้องเอาชีวิตเข้าเสวยด้วยคิด ๆดูแล้วไม่คุ้มกันเลย
ฟ้ามีหยินหยาง มนุษย์มีชายหญิง ถ้าจิตเที่ยง การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เป็นการสืบพันธุ์ของมนุษย์ มิใช่มามั่วกามกัน การมั่วกามนั้นจะสูญเสีย พลัง อสุจิ ธาตุปราณและอายตนะ (ภาษาจีน) ซึ่งเป็นไตรรัตน์ของคนเรา ร่างกายจะทรุดโทรมถ้ามนุษย์เราเข้าใจตรงนี้ จะทุนุถนอมร่างกายจนเองและหมั่นบำเพ็ญจิตวิญญาณจะได้กลับคืนสู่ถิ่นเดิม (นิพพาน) และก็เป็นวิถีที่ตัดกิเลสตัณหาทางเพศที่ดีที่สุด และก็ไม่ก่อหนี้กรรมด้วย และเป็นการผดุงศีลธรรมและคุณธรรมของโลก ขอให้ชาวโลกเข้าใจปัญหานี้นะ
ข้าจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นถึงคำพูดของข้า เพื่อตักเตือนตนเอง และเรื่องที่ข้าจะนำมาพูดถึงนั้น คนที่เลยวัยกลางคนยังพอจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เพราะเป็นเรื่องจริง เพียงเอาเรื่องที่ผ่านมาแล้วมาเล่าอีกครั้งเท่านั้น เพื่อให้หนุ่มสาวในวันนี้ยึดเป็นอุทาหรณ์
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อ 31 ปีก่อน มีเสมียนหนุ่มคนหนึ่งในเมืองไถจง ฐานะทางครอบครัวอยู่ในขั้นดี และทำงานในบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง สมัยนั้น คนที่สามารถทำงานในบริษัทใหญ่ได้นั้นอย่างน้อยจะต้องมีความรู้ขั้นปริญญาตรี เขาเป็นคนหนุ่มที่นับว่าโชคดี แต่เสียดายเขาไม่รู้จักประคับประคองไว้ กลับมีจิตใฝ่ต่ำเที่ยวจีบหญิงสาวทั่ว ๆ ไป
วันหนึ่ง เพื่อนคนหนึ่งมาหาเขาที่บริษัทเลยนัดพบกันตอนเที่ยงที่หน้าบริษัท แล้วทั้งสองก็ทอดน่องตามถนน เดินมาถึงหลุมหลบภัยแห่งหนึ่งที่สมัยญี่ปุ่นก่อสร้างไว้ เขาทั้งสองเลยอาศัยหลุมหลบภัยเป็นที่เสพสุข พอเสร็จกิจแล้วไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ฝ่ายชายไม่สามารถชักออกมาได้ เวลาผ่านไปประมาณ 15 นาที ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ พอดีมีคนเข้ามาเห็นหนุ่มสาวคู่นี้กำลังร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด จึงเข้าไปใกล้จึงรู้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกัน จะช่วยแยกอย่างไรก็ไม่ยอมออกเลยต้องใช้ผ้าคลุมตัวทั้งสองส่งไปที่โรงพยาบาล เรื่องนี้ได้เป็นที่โจษจันไปทั่วบริษัท เพื่อน ๆร่วมงานก็ออกมาดู เลยกลายเป็นเรื่องสนุกปากในสภากาแฟ นี่แหละนะ เพื่อความสุขชั่วขณะ ต้องเสียชื่อไปตลอดชีวิต
เมื่อหนุ่มสาวทั้งคู่ถูกส่งไปที่โรงพยาบาลเพื่อทำากรช่วยเหลือด้วยการจัดการ ไม่ถูกต้องหรืออย่างไรไม่ทราบ ฝ่ายหญิงรับเชื้อโรคเข้าไปและตายในที่สุด ส่วยชายหนุ่มนั้นถึงแม้บริษัทไม่ได้ไล่ออกแต่ก็ไม่มีหน้าไปทำงาน จำต้องออกจากบริษัทไปโดยปริยาย
จากตัวอย่างนี้ ขอให้หนุ่มสาวอย่าคิดแต่หาความสุขอย่างเดียวจึงเกิดเรื่องอัปยศขึ้น นอกจากนำความอับอาย เสื่อมเสียแก่วงศ์ตระกูลแล้ว ยังทำลายอนาคตของตัวเองด้วย



ทำลายลูกเมียเขา ลูกเมียเราต้องใช้หนี้แทน
โดย เซียนจางกั๋วเหล่า
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม 2533

สังคมทุกวันนี้ มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าตนเองมีเสน่ห์เลยกระทำสิ่งที่ตนต้องการ ยิ่งสังคมเน่าเฟะอยู่แล้ว ยิ่งง่ายต่อการทำบาปโดยไม่รู้ตัว หากยังไม่สำนึกผิด ผลกรรมตามสนองจะรวดเร็วมาก ยิ่งกว่านั้น บุญวาสนา และโชคลาภจะถูกบั่นทอน ฉะนั้นมนุษย์ควรมีสติทุกขณะจิต
คนบางคนชอบไปหาความสุขตามสถานเริงรมย์ต่าง ๆ คิดว่าตัวข้ามีเงิน ไปหาความสุขแค่นี้ไม่เดือดร้อนใครไม่ใช่หรือแต่ตราบใดคนเรามีความคิดแบบนี้ เขาผู้นั้นเริ่มก้าวผิดเสียแล้ว ถ้าหากคนเรามีจิตเที่ยงตรง และบริสุทธิ์ ก็จะไม่ข้องแวะสถานที่นั้น ๆเลย แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ผู้ชายที่ไปเที่ยวสถานที่เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นไนท์คลับ คาราโอเกะ หรือผับ ส่วนใหญ่จิตของเขาจะไปหาเศษหาเลย ไปแต๊ะอั๋ง หรือหาความสุขจากบนร่างของฝ่ายตรงข้ามมากกว่า บางคนคิดเลยเถิดถึงจะคิดล่วงเกินเขาส่วนแม่บ้านบางคนไปหัดเต้นรำ หรือไปฝึกร้องเพลง และแอบไปเที่ยวสถานเริงรมย์เหล่านี้ก็มี มักอ้างว่าไปออกกำลังกาย ข้าไม่เชื่อว่า นอกจากเต้นรำแล้ว ไม่มีอย่างอื่นพอให้ออกกำลังกายหรือต้องรู้ว่าสถานที่เหล่านี้แฝงด้วย กามารมณ์ และจะกัดกล่อนจิตใจของเรา แล้วสังคมที่เน่าเฟะอยู่แล้วก็ยิ่งเน่าเฟะมากขึ้น
ทุกวันนี้ เหล่าพ่อค้ามักเจรจาการค้าในภัตตาคาร หรือร้านอาหารที่มีสีสันทางกามารมณ์ แท้จริงแล้ว พวกเขาไม่จำเป็นต้องอาศัยสถานที่เหล่านี้มาตกลงการค้ากันเลย แต่ส่วนลึกแล้วจิตของพวกเขาแฝงไปด้วยกามารมณ์และไม่บริสุทธิ์ ถ้าพวกเราจะคบค้าสมาคม จิตต้องบริสุทธิ์ก่อน ฉะนั้นขอให้พวกเราทุกคนไม่คิดคดไม่คิดในทางไม่ดี ความคิดที่จะมั่วกามก็จะไม่เกิดขึ้น


ทำให้ตัวเองตกต่ำ
โดย เซียนจางกั๋วเหล่า
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม 2533

สังคมยุ่งเหยิงวุ่นวายทุกวันนี้ สาเหตุมากหลาย ทำให้พวกเราสลดใจมาก วันนี้ข้าจะไม่พูดถึงสาเหตุอื่น ๆ แต่จะพูดถึงหญิงบริการอย่างเดียว พวกเราอยากเห็นสังคมสงบน่าอยู่ จิตของเราเองจะต้องบริสุทธิ์ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยวน สังคมจึงจะสงบสุขได้
สังคมทุกวันนี้ พวกเราคงได้ยินบ่อย ๆ เรื่องของผู้เป็นพ่อแม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินตัว หรือมีความอยากสูง หรือหนี้สินรุงรัง ยอมขายลูกสาวตัวเองให้กับแหล่งเริงรมย์ ปล่อยให้ลูกสาวตัวเองต้องตกนรกทั้งเป็น พ่อแม่เหล่านี้ไม่มีเกียรติพอที่จะเป็นพ่อแม่ของคนเลย การขายลูกสาวกินนั้น จิตใจจะทำลงคอได้อย่างไร พ่อแม่ส่วนใหญ่มีความอยากมาก อยากได้โน่น อยากได้นี่ อยากสารพัดอย่าง เลยต้องขายลูกสาวเพื่อสนองตัณหาของความอยากถ้าหากผู้เป็นพ่อแม่มีความพอใจ สิ่งที่เขามีอยู่ เรื่องเศร้าสลดใจก็จะไม่เกิดขึ้น
มีเด็กวัยรุ่นจำนวนมาก ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากพ่อแม่ไม่รู้ว่าสังคมภายนอกอันตรายแค่ไหน รู้แต่อยู่ดีกินดี ต้องการอะไรพ่อแม่ก็ประเคนให้ เพราะเป็นคนมีนิสัยเกียจคร้าน รู้แต่ว่าอยากได้อะไรก็ได้มาอย่างง่าย ๆ เด็กวัยรุ่นพวกนี้ช่างน่าเป็นห่วงมากถ้าเป็นผู้ชายเมื่อเติบโตขึ้น อนาคตจะไม่สู้สดใส ส่วนผู้หญิงนั้นถ้าทนต่อสิ่งยั่วยวนไม่ได้ บางคนยอมพลีร่างเพื่อแลกกับสิ่งที่เธอปรารถนา เธอเหล่านั้นจะไม่คำนึงถึงอะไรคือศีลธรรม อะไระคือพรหมจารี อะไรคือวัฒนธรรมที่ดีงาม พูดจริง ๆ สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่สิ่งจำเป็นของชีวิตประจำวันเลย ถ้าเป็นเช่นนี้ สังคมก็ยิ่งเน่าเฟะมากขึ้น
ข้าขอยกตัวอย่าง 1 เรื่อง เพื่อให้เห็นถึงคำพูดของข้าเป็นความจริง เรื่องมีอยู่ว่า ในเมืองไถหนาน มีหญิงสาววัย 18 ปี คนหนึ่ง ฐานะทางครอบครัวจัดอยู่ระดับเศรษฐี ฉะนั้นวัน ๆ จะชวนเพื่อน ๆ เที่ยวไนท์คลับ ดิสโก้เธค หรือคาราโอเกะ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินไป พ่อแม่เลยจำกัดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง เธอแทนที่จะสำนึกผิด แต่เธอยังคงมีความประพฤติเดิม เพื่อนที่ไม่ดีก็เลยแนะนำเธอขายตัวเพื่อให้ได้เงินมาเที่ยว เธอก็ไม่ปฏิเสธ ปล่อยตัวอย่างนี้มา 4 ปี ตัวเองก็รู้สึกไม่มีหน้าไปสู้หน้าพ่อแม่ ยังติดกามโรคงอมแงม นั่นไม่ใช่ทำลายตัวเองละหรือ
ตัวอย่างข้างต้นนี้ เป็นกระจกบานใหญ่ต่อสาว ๆ ได้ ถ้ารู้จักยับยั้ง สังคมจะไม่เน่าเฟะมากกว่านี้ หวังว่าชาวโลกคงสังวรให้ดีนะ


จุดด่างพร้อยในวงการศึกษา
โดย เซียนจางกั๋วเหล่า
ประทับทรงวันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2540

เรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อยู่ที่จิตทั้งนั้น ถ้าคนเราขาดสติ เรื่องร้าย ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกหนทุกแห่งและทุกเวลา ไม่เพียงทำลายอนาคตของตัวเอง ยังนำความด่างพร้อยให้กับลูกหลานด้วยฉะนั้น คนเราควรสังวรไว้
ถ้าคนเราปล่อยให้อายตนะทั้ง 6 เตลิดเปิดเปิงขาดการควบคุม ย่อมเกิดผลร้ายตามมา ดังนั้นคนเราจะพูดหรือจะทำ ควรคิดตรึกตรองให้รอบคอบก่อน ถ้าสิ่งที่ทำลงไปทำลายชื่อเสียงผู้อื่น ยิ่งต้องรีบระงับทันที เพื่อผดุงคุณธรรมประจำใจของตนให้สง่างามตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านกามารมณ์ ยิ่งต้องควบคุมให้ดี มีสติอยู่ตลอดเวลา จึงจะเป็นสุภาพชน ถ้าบำเพ็ญตนให้ดี โอกาสที่จะหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ก็มีมากขึ้น
ข้าจะยกตัวอย่างให้ 1 เรื่องเป็นการตักเตือนชาวโลก
ในเมืองไถหนาน มีโรงเรียนอาชีวะชั้นสูงแห่งหนึ่ง มีอาจารย์ชายสอนภาษาอังกฤษ อายุอานามก็ 38 ปีแล้ว มีศรีภรรยาที่เพียบพร้อมทุกอย่าง มีบุตรชายหญิงอย่างละ 1 คน อยู่ในวัยที่น่ารักน่าชัง อันที่จริง อาจารย์มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างก็ควรพอใจแล้วแต่มีจิตทราม วัน ๆ คิดแต่เรื่องลามก ในชั้นเรียนมีนักศึกษาสาวสวยคนหนึ่ง อยู่ปี 3 แล้ว อาจารย์มีความคิดใฝ่ต่ำ คอยหาโอกาสอ้างว่าจะติววิชาให้ แท้ที่จริงพอสบโอกาสก็ชวนเธอออกไปทานข้าวเต้นรำ เธอเกรงใจอาจารย์ไม่กล้าปฏิเสธ เมื่อพบปะกันบ่อย ๆในที่สุดทั้งสองก็ได้เสียกัน ภรรยาของอาจารย์เริ่มระแคะระคายรู้เรื่องนี้ แต่ไม่กล้าโวยวาย เกรงจะกระทบกระเทือนถึงชื่อเสียงอนาคตของสามี
อาจารย์เห็นภรรยาเงียบไม่เอาเรื่อง แทนที่จะเกรงใจภรรยา กลับกำเริบกันใหญ่ถึงขั้นเช่าบ้านอยู่กินฉันสามีภรรยาพอฝ่ายหญิงเรียนจบก็ ยื่นโนติชให้อาจาย์หย่าขาดกับภรรยา เพื่อเขาทั้งสองจะได้ทำพิธีแต่งงานกันอย่งเปิดเผย ภรรยาของอาจารย์จำใจหย่าขาดให้ แต่ปัญหาไม่ยุติเพียงแค่นี้ อาจารย์กับลูกศิษย์อายุห่างกัน 20 กว่าปี แน่นอนหญิงสาวไม่อิ่มในกาม เริ่มแอบมีชู้บางคืนไม่กลับบ้านนอน อาจารย์ไม่พอใจมากแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะตัวเองเป็นคนก่อเรื่องขึ้นมาก่อน จะโทษใครก็ไม่ได้ ต่อมาอีก 5 ปี อาจารย์ก็จากโลกนี้ไปด้วยความระทม ขมขื่น ส่วนนักศึกษาสาวก็หันหลังออกจากบ้านไป ภรรยาหลวงต้องมาจัดการเรื่องงานศพให้
ตัวอย่างข้างต้นนี้ให้เห็นถึงโศกนาฏกรรมที่เกิดจากกามารมณ์แท้ ๆ ส่วนนักศึกาาสาวนั้นก็ต้องเป็นโสเภณีในที่สุด ถ้ามนุษย์เรามีสติมั่นคง ไม่หวั่นไหวต่อการยั่วยุ ผลที่ตามมาย่อมสันต์ตลอดกาล

ที่มา
http://thai.mindcyber.com/modules.php?n ... 14&page=36


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร