วันเวลาปัจจุบัน 14 พ.ย. 2019, 23:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2010, 23:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เหตุที่ทำให้เข้าถึงความเป็นอริยบุคคล
อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร


๑. ท า น

เป็นพื้นฐานของคุณธรรม มีอยู่ใน บุญกิริยาวัตถุ ๑๐

วันนี้ได้ทำแล้วทุกท่านทราบหรือไม่
ท่านได้ให้ทาน ให้โอกาสให้ผู้บรรยายได้สร้างและสั่งสมบารมี

การให้โอกาส การให้ความร่วมมือ
การให้วัตถุสิ่งของปัจจัย การให้ปัญญา
เช่น ผมให้ปัญญาท่านเป็นทาน ต่างๆเหล่านี้

ใครทำทานได้สม่ำเสมอ
ตลอดจนการให้อภัยป็นทาน
คนไหนว่าเรานินทา เราต้องให้อภัย
ช่างมันเถอะ ช่างมันเถอะ
หากทำได้แล้วจะเกิดเป็นเมตตา
ซึ่งเป็นบารมีตัวหนึ่ง


ทานสามารถทำได้หลากหลาย
ขอให้เราได้พบกัลยาณมิตร
ชี้ทางให้เราเราเชื่อแล้วทำตาม
ทานเกิดกับเราง่ายๆแล้ว สั่มสมอยู่ในใจเป็นบารมีตัวหนึ่ง

บุคคลที่จะสามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคลได้
ต้องเป็นผู้มีทานบารมีสั่งสมอยู่ในจิตใจ


(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2010, 23:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


๒. ศี ล

ศีลสำหรับอริยบุคคลมิใช่ศีลกาย ศีลวาจา
แต่เป็นศีลที่คุมใจ สิงสถิตอยู่ในจิตใจ
จึงจะปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากรรมฐานได้
ทำให้ไปสู่ความหลุดพ้นเป็นอริยบุคคลได้
ศีลต้องลงคุมใจให้มีความเป็นปกติ


ท่านเจ้าคุณโชดก เคยสอนผู้บรรยายไว้
ตอนไปฝึกกับท่านที่วัดมหาธาตุฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘

ท่านบอกว่าศีลไม่ลงคุมใจ
ปฏิบัติธรรมอย่างไรจิตก็เข้าสมาธิไม่ได้


ตอนนั้นผู้บรรยายก็ทำตัวเป็นคนโง่
จบปริญญาเอกแต่ทำตัวเป็นคนโง่
เชื่อท่านแล้วทำตามแล้วก็ได้ดีจริงๆ
ศีลคุมใจได้อยู่ที่วาจา ไม่ได้อยู่ที่กาย
ดังที่ผู้มิได้ปฏิบัติธรรมเข้าใจกัน

ท่านลองพิจารณาเองเถอะว่า

ขณะที่ท่านนั่งนิ่ง กายเป็นศีล วาจาเป็นศีล
แต่ใจคิดจะฆ่าเขา คิดจะคอรัปชั่น
อย่างนี้ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จแน่นอน

ดังนั้นศีลของพระอริยบุคคลต้องอยู่ที่ใจด้วย
ถ้าอยู่แค่กาย อยู่แค่วาจาก็ไม่ใช่


เช่น คนหนึ่งไปรับศีลสมาทานศีลมาแล้ว
เย็นนี้ไปตั้งวงเหล้ากัน ลาศีลตอนเย็น
อย่างนี้เรียกว่าสีลพตปรามาสคือ ลูบๆคลำๆศีล
อย่างนี้ ประพฤติปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ
เข้าสู่ความเป็นอริยบุคคลไม่ได้

(มีต่อ)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2010, 23:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


๓. อ ธิ ษ ฐ า น

วันนี้ท่านมีศีลแล้ว ทำทานแล้ว

สองตัวนี้เป็นพื้นฐาน
ใช้อธิษฐานสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส สิ่งดีงาม
ท่านสามารถทำได้และจะพบกับความสำเร็จ


พระองค์หนึ่งปัจจุบันท่านอายุ ๑๐๘ ปี
ตอนที่ผู้บรรยายไปสนทนาธรรมกับท่าน
ตอนนั้นอายุ ๑๐๔ ปี สติสมบรูณ์ไม่มีหลงลืมเลย

สนทนากับท่านถึงพระองค์หนึ่งที่ไปพบท่าน
ผมถามท่านว่า พระองค์นั้นมาพบท่านได้อย่างไร
ท่านตอบว่าตอนแรกให้คนไปนิมนต์
เนื่องจากมีงานสำคัญ
แต่พระองค์นั้นปฏิเสธไม่ไปร่วมงาน

ท่านก็มานึกในใจ แค่นึกนะ
ยังไม่ทันได้อธิษฐานอะไรเลย
แค่นึกว่าตั้งแต่บวชพระมา
หวังจะได้พระนิพพานอย่างเดียว
ตั้งแต่บวชมาอธิษฐานอะไรแล้ว ไม่ได้ไม่เคยมี
หลังจากส่งคนไปนิมนต์พระองค์นั้นไม่มา
ท่านก็มานึกอย่างนี้

ในที่สุดพระองค์นั้นมาเอง
มาร่วมงานโดยไม่ต้องนิมนต์


นี่เพราะท่านมีทานและศีลเป็นพื้นฐาน

ศีลทำให้ใจสะอาด
ทานทำให้ใจมีมีบุญที่จะรองรับสิ่งที่ดีงาม
เมื่อตั้งใจอะไรแล้วก็สำเร็จอย่างที่ตั้งใจเอาไว้


มีคนหนึ่งอธิษฐานในทางลบ แช่งคนอื่น
นั่นเรียกว่าสาบแช่งเพราะทำให้คนอื่นวิบัติ
ถ้าอธิษฐานแล้วเป็นไปในทางบวกทางดีงาม
จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการอธิษฐาน

(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 06 มี.ค. 2010, 00:04, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2010, 00:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


๔. กั ล ย า ณ มิ ต ร

ในยุคนี้สมัยนี้ถือว่าจำเป็น

ถ้าเป็นในยุคพระพุทธเจ้านั้น
บางท่านก็บรรลุธรรมด้วยตัวเอง
เช่น พระปัจจเจกพุทธะ แต่ก็มีน้อย

ในสมัยพุทธกาล
คนที่จิตสงบมายาวนานยังไม่บรรลุธรรมเลย
ต่อเมื่อได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า
ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรในทางธรรม
บอกกล่าวแนะแนวทางหลุดพ้นออกไป
ได้โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย
ก็สามารถบรรลุความเป็นอริยบุคคลได้

แต่ก็มีส่วนน้อยที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง
เช่น หลวงปู่มั่น แบบนี้มีน้อย


หรืออย่าง เจ้าชายสิทธัตถะ
แต่แรกท่านก็ไปหาอาจารย์อุทกดาบสกับอาฬารดาบส
เรียนวิชาแห่งความหลุดพ้น
แต่เรียนจนจบแล้วยังไม่หลุดพ้น

ท่านจึงรู้ว่าไม่ใช่ทาง
จึงมาแสวงหาความรู้และปัญญาด้วยตัวเอง
ใช้เวลาแสวงหาอยู่นานถึง ๖ ปี
อยู่ในป่า ไม่ได้อยู่ในห้องสมุด


ในที่สุดก็ได้ปัญญาตัวที่สาม
สามารถนำไปสู่ความหลุดพ้นได้
ซึ่งน้อยคนนักที่จะทำได้อย่างนี้

แต่ เจ้าชายสิทธัตถะ ทำได้
เนื่องจากสั่งสมอบรมบารมีมายาวนาน จนบารมีเต็ม


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 06 มี.ค. 2010, 11:25, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2010, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


๕. โ ย นิ โ ส ม น สิ ก า ร

ในครั้งพุทธกาล
อุปติสสะ กับ โกลิตะ เป็นพราหมณ์หนุ่ม
เป็นเพื่อนกัน เป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อ


มียู่วันหนึ่ง อุปติสสะ เข้าไปในเมือง
ได้เห็นพระสงฆ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์หนึ่ง
คือพระอัสสชิ เดินบิณฑบาตอย่างสำรวมสงบเสี่ยม

แค่ตาเห็นเท่านั้นเอง
อุปติสสะ ก็เกิดความศรัทธาจึงเดินตาม
และได้ปูลาดอาสนะให้พระสงฆ์องค์นั้น
เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ
ล้างบาตรเสร็จแล้วก็ได้นั่งสนทนาธรรมกัน

อุปติสสะ ถามพระอัสสชิว่าศาสดาของท่านเป็นใคร
สอนว่าอย่างไร พระอัสสชิตอบว่า

แปลได้ความว่า

“เย ธมฺมา เหตุปปภวา เตสํ เหตํ ตถาคโต
เตสญฺ จ โย นิโรโธ จ เอวํ มหาสมณโณ”


“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุ
ความดับแห่งธรรมนั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้”


อุปติสสะ ได้ยินคำตอบแล้วจึงโยนิโสมนสิการ
เกิดความแจ้งจิต
ได้บรรลุธรรมเบื้องต้นเป็นพระโสดาบัน

จริงตามนั้น เมื่อจิตนั้นสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วต้องดับไป
ฝนตกแล้วหยุดหยดสุดท้ายหมดแล้วดับไป ดับไป
ความโกรธที่เกิดขึ้นในใจสุดท้ายก็ดับ ทุกสิ่งดับลงไป


อุปติสสะ เห็นจริงตามนั้น
จึงได้มาเล่าให้เพื่อน คือ โกลิตะ ฟัง
เพื่อนได้ฟังแล้วแล้วโยนิโสมนสิการ
ก็บรรลุเป็นโสดาบันอีกเช่นกัน

ยุคนี้สมัยนี้ก็เกิดขึ้นได้
ขอเพียงแต่ให้จิตนิ่งเป็นสมาธิ
เป็นพื้นฐานของจิตใจแล้วท่านจะโยนิโสมนสิการได้ง่าย
ท่านจะมีดวงตาเห็นธรรมได้ง่าย


ตอนนั้นท่านอุปติสสะและโกลิตะได้บรรุโสดาบันแล้ว
ท่านทั้งสองได้ไปขอบวชกับพระพุทธเจ้าเป็นพระอัครสาวก
พระมหาโมคัลลานะและพระสารีบุตรนั่นเอง


(มีต่อ)


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 06 มี.ค. 2010, 11:23, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2010, 11:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


๖. จิ ต ต ภ า ว น า

คือการทำจิตให้เจริญ คือการพัฒนาจิตที่ไม่อยู่นิ่ง
ไม่ค่อยมีสมาธิรับสิ่งที่กระทบไม่ทัน เพราะขาดสติ
เราก็ไปพัฒนาให้มีสติมากขึ้น


เมื่อมีสติมากขึ้น
จิตก็นิ่งมีความตั้งมั่นมีความเป็นสมาธิมากขึ้น
เรียกว่าจิตพัฒนาแล้ว แต่ยังไม่เต็มที่

ต่อมาจิตก็ได้พัฒนาภาวนามยปัญญาให้เกิดขึ้น
เมื่อผู้ใดเข้าถึงจิตนิ่ง และเข้าถึงปัญญาเห็นแจ้ง
แสดงว่าจิตท่านพัฒนาแล้วอย่างสมบูรณ์


ทั้ง ประการนี้ คือสิ่งที่นำไปสู่ความเป็นพระอริยบุคคล
ไม่ยาก เพียงแต่ขอให้ศรัทธา
นำตัวเข้าหากัลยาณมิตร
ฟังธรรมจากท่านแล้วโยนิโสมนสิการ
แล้วปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น


:b8: :b8: :b8:

(คัดลอกบางตอนมาจาก “วิถีสู่อริยะ” ใน รวมรสบทธรรม : งานแสดงธรรมบรรยายเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ในวันอาทิตย์ที่ ๒๘ สิงหาคม ๒๕๔๘ (องค์แสดงธรรม พระครูเกษมธรรมทัต พระมหาวุฒิชัย (ว. วชิรเมธี) ดร.สนอง วรอุไร), พิมพ์ครั้งที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๔๙ จัดทำโดย ชมรมกัลยาณธรรม เพื่อมอบเป็นธรรมบรรณาการแด่ญาติธรรม, หน้า ๓๖๐-๓๖๖)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ต.ค. 2019, 18:16 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1936

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 พ.ย. 2019, 13:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2206


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:
Kiss


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร