วันเวลาปัจจุบัน 25 ม.ค. 2021, 21:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 11:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 18:14
โพสต์: 435

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การขวางบุญผู้อื่น

การขวางบุญผู้อื่น ถือว่าเป็นกรรมฝ่ายอกุศลกรรมอีกชนิดหนึ่ง ถือว่าเป็นกรรมใหญ่ที่บั่นทอนรายได้และความเจริญอย่างมาก มีหลายชนิดดังนี้

การขวางบุญโดยไม่ให้ผู้อื่นรักษาศีลและนั่งสมาธิ ถือว่าเป็นกรรมใหญ่ เพราะศีลเป็นบุญชั้นกลาง สมาธิเป็นบุญชั้นสูง คือเป็นครุกรรม คือกรรมหนักฝ่ายกุศล ถ้าผู้ใดไปขวางบุญชนิดนี้ จะทำให้ผู้นั้นได้รับความทุกข์ยากลำบากเป็นอย่างมาก

การขวางบุญในการแสดงธรรม-การฟังธรรม คือ ในขณะที่อาจารย์สอนธรรมะให้คนทั่วไปฟังอยู่นั้น หรือในขณะที่พระทำพิธีสวดมนต์อยู่นั้น อาจจะมีบางคนพุดคุยกันในที่แห่งนั้น ซึ่งทำให้ผู้ที่ถูกชวนคุยนั้นฟังที่อาจารย์สอนไม่รู้เรื่อง และยังทำให้คนข้างๆ เสียสมาธิในการฟังด้วย เป็นการรบกวนคนอื่นรอบข้าง หรือการกระทำใดๆก็ตามคนที่ฟังธรรม ในที่แห่งนั้นเสียสมาธิในการฟัง หรือถูกรบกวนการฟังธรรม ทั้งที่ผู้ที่กระทำนั้นไม่ได้มีความตั้งใจหรือมีเจตนา แต่เขาผู้นั้นจะต้องได้รับกรรมชดใช้ และกรรมของการขัดขวางบุญผู้อื่นแน่นอน และผลกรรมที่ได้รับก็คือ เขาจะเป็นผู้ตาบอด หูหนวก เป็นต้อเนื้อ ต้อกระจก ปากแหว่ง หรืออาจจะปากเสีย

หรือฟันในปากมีปัญหาทำให้ได้รับความเจ็บปวดมาก อาจจะเป็นคนปากเหม็นมาก หรืออาจจะทำให้เขาผู้นั้นเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา ซึ่งจะอยู่กับกรรมที่ทำมา ว่าเขาขวางบุญมากหรือน้อยแค่ไหน แต่เขาจะได้รับโทษอย่างแน่นอน ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนก็จะต้องเป็นชาติต่อๆ ไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

และใครจะเอาเด็กไปฟังธรรมด้วย ก็ขอให้ดูแลให้ดี มิฉะนั้น ตัวเด็กจะทำบาปโดยไม่รู้ตัว เช่น การส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น

หลายคนอาจสงสัยว่า แค่พูดกันหรือแค่โทรศัพท์อาจจะรบกวนคนอื่นบ้าง แต่ทำไมต้องได้รับโทษขนาดนั้น ก็จะขออธิบายว่า...

การฟังธรรมะ...ไม่เหมือนกับการฟังอาจารย์สอนความรู้วิชาการด้านต่าง ดังที่เราได้เคยร่ำเรียนมา เพราะความรู้เหล่านั้น ไม่สามารถที่จะทำให้เรากลายเป็นคนดีได้ จนทำให้เราพ้นจากนรกหรืออบายภูมิ และความรู้เหล่านั้น ก็ไม่สามารถทำให้เราตายแล้ว ไปเกิดบนสวรรค์ได้ จึงถือว่าเป็นความรู้ที่ธรรมดา ไม่เหมือนกับความรู้ที่ได้จากธรรมะ เพราะถ้าผู้ใดสามารถรู้ และเข้าใจจนสามารถพิสูจน์ได้ เขาผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนใคร และเมื่อตายไปก็จะรอดพ้นจากนรกหรืออบายภูมิได้ และธรรมะยังทำให้เขารู้หนทางที่จะไปเกิดบนสวรรค์ได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นความรู้ในธรรมะจึงถือว่าเป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่มีความรู้ใดเทียบเท่าได้

เพราะฉะนั้นการขวางบุญในการฟังธรรม จึงเท่ากับขวางแสงสว่างในชีวิตของคนบางคน และขวางความเจริญรุ่งเรืองทั้งในชาตินี้และชาติต่อๆ ไป ของบุคคลผู้นั้นด้วย จึงทำให้ผู้ที่ขวางบุญคนอื่นนั้นได้รับผลกรรมที่หนักพอสมควร ดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง

การขวางผู้อื่นทำทาน คือ เมื่อเห็นญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแฟน สามี มิตรสหายจะทำบุญหรือให้ทาน เช่น จะทำทานสร้างโบสถ์หรือวิหารสักแห่ง ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท ผู้ที่ขวางบุญก็จะบอกว่า ทำแค่ร้อย สองร้อย ก็พอ หรือจะให้เงินขอทานสัก ๒๐ บาท ผู้ที่ขวางบุญก็จะบอกว่า อย่าไปให้เลย เพราะจะเป็นการสนับสนุนเขาให้เป็นขอทาน แต่พอถามว่า เมื่อเขาเป็นคนพิการ คุณจะพาเขาไปหางานทำหรือจะช่วยเหลือเขาหรือเปล่า ผู้ขวางบุญกลับบอกว่า ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของผม ซึ่งฟังแล้วแปลกดี

ไม่มีหน้าที่..ช่วย แต่กลับมีหน้าที่..ขวาง..บุญ ซึ่งผลกรรมในการขวางบุญ เรื่องการให้ทานนี้ จะทำให้เขาเป็นผู้ทำมาหากินลำบาก ถูกขัดขวาง เกิดอุปสรรคมากมาย ลาภผลที่จะได้มาไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และที่สำคัญ เมื่อเขาตายไปแล้ว ถ้ากลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง

อาจจะเป็นมนุษย์ตัวเตี้ยผิดปกติ จนไปถึงกลายเป็นคนแคระก็อาจเป็นไปได้ เป็นผลมาจากการขวางบุญที่เขาเคยทำในอดีตชาตินั่นเอง จะเตี้ยมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่ที่กรรม ขวางบุญคนอื่นมากน้อยเพียงไร


ที่่มาของบทความ... http://dhammavoice.blogspot.com/2009/09 ... st_24.html

.....................................................
สรุปคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม
"ท่านทั้งหลาย การหลบหลีกไม่ต้องตกอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น เป็นของ ไม่ยาก
1. ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตาย อาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
2. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้ (ด้วยความจริงใจ)
3. มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และ
4. เป็นกรณีพิเศษ ปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหม ในชาติต่อไป ทุกท่านเห็นนิพพาน แล้วตั้งใจไปพระนิพพานได้ในที่สุด"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 11:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 18:14
โพสต์: 435

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติธรรม มีโทษอย่างไร

ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของนักปฏิบัติธรรมว่าอยู่ในระดับใด ถ้าปฏิบัติขั้นต้นๆ เช่น ใส่บาตรทุกเช้า ผู้ใดขัดขวางห้ามมิให้ใส่บาตร บาปที่ผู้นั้นจะได้รับก็น้อยลง ผู้ที่นำอาหารไปถวายพระที่วัด รักษาศีลฟังธรรม ผู้ที่ขัดขวาง บาปที่ได้รับก็มากขึ้น สำหรับผู้ที่ไปบวชชีพราหมณ์ ๓ วัน ก็ดี ๗ วันก็ดี ผู้ที่ขัดขวาง บาปที่ผู้นั้นจะได้รับยิ่งมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีความตั้งใจมั่นที่จะประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อชำระกิเลสให้หมดไปจากจิตใจ หวังเข้าสู่แดนวิมุต หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ผู้ที่ขัดขวาง บาปที่ผู้นั้นจะได้รับมากเป็นพันเท่าทวีคูณ

ตัวอย่างเช่น ภรรยาทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ทุกวัน สามีขัดขวาง ไปเกิดชาติหน้าสามีจะเป็นคนจนและโง่เขลา เบาปัญญา ถ้าภรรยานำอาหารไปถวายพระที่วัด รักษาศีล ฟังธรรม สามีขัดขวาง ไปเกิดชาติหน้าสามีจะเป็นคนยากจน เป็นอันธพาลโง่เขลา เบาปัญญามากขึ้น ถ้าภรรยาไปบวชชีพราหมณ์ ๓ วัน ๗ วัน สามีขัดขวาง ไปเกิดชาติหน้าสามี จะทำอะไรไม่สำเร็จ จะมีคนมาขัดขวางอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นคนล้มเหลวในชีวิต

ภรรยาตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อชำระกิเลสให้หมดไปจากจิตใจ หวังเข้าสู่แดนวิมุตหลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด สามีขัดขวาง บาปที่สามีจะได้รับหนักมาก ตายไปตกนรกหมกไหม้หลายชาติ เมื่อได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีก จะไร้ญาติขาดมิตร อดอยากยากจน ข้นแค้น ไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีอาหารการกิน เป็นคนใจร้าย รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ในชาติต่อไปจะไม่ได้พบกันอีก ไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกต่อไปเพราะการกระทำในชาตินี้ต่างกัน คนหนึ่งทำแต่ความดี อีกคนขัดขวางและไม่ทำความดี ไม่มีศีลไม่มีธรรม ประกอบแต่กรรมชั่ว เป็นคนตระหนี่เห็นแก่ตัว ปากร้าย พูดแต่คำหยาบ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย การกระทำอย่างนี้อาจจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ได้รับความทุกข์ทรมานเป็นเวลายาวนาน

เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่ขัดขวางการประพฤติปฏิบัติธรรมดังกล่าวมาแล้ว จะเป็นสามีขัดขวางภรรยา ภรรยาขัดขวางสามี ลูกขัดขวางพ่อแม่ พ่อแม่ขัดขวางลูก หรือญาติพี่น้องขัดขวาง บาปที่ได้รับจะส่งผลเหมือนกัน ดังที่อธิบายมาแล้วข้างต้น...นั้นแล... :b48: :b48:


ที่่มาของบทความ... http://porjarearntum.igetweb.com/index. ... art=389295

.....................................................
สรุปคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม
"ท่านทั้งหลาย การหลบหลีกไม่ต้องตกอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น เป็นของ ไม่ยาก
1. ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตาย อาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
2. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้ (ด้วยความจริงใจ)
3. มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และ
4. เป็นกรณีพิเศษ ปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหม ในชาติต่อไป ทุกท่านเห็นนิพพาน แล้วตั้งใจไปพระนิพพานได้ในที่สุด"


แก้ไขล่าสุดโดย sirisuk เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 11:52, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 11:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
:b6:
...การขวางบุญมีโทษแน่ๆ...อย่างเวลาทำอะไรก็จะติดๆขัดๆไม่ราบรื่น...
...แถวลานธรรมจักร...มักจะขัดหูขัดตาผู้อ่านในการแสดงธรรมแปลกๆ...
...ใช้คำไม่สุภาพ...ขี้อิจฉาตาร้อนผ่าวๆ...จนลุกเป็นไฟในใจตนเอง...
...พวกนี้จะอนุโมทนาบุญกุศลไม่ค่อยจะเป็น...จิตใจแข็งกระด้าง...
...การอนุโมทนาบุญเป็นการทำบุญแบบได้เปล่าโดยไม่ต้องลงทุน...
...ได้ของแถมอีกอย่างด้วย...ก็ฆ่ากิเลสตัวขี้อิจฉาในจิตใจไงล่ะ...
...เห็นใครทำดีควรส่งเสริม...รีบอนุโมทนาเอาเองเถิด...
:b16: :b12:
:b4: :b4: :b4: :b4: :b4:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 11:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 12:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b46: :b47: :b48: :b8: :b48: :b47: :b46:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 13:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


นี่ล่ะ โทษแห่งตัวตน อินทรีย์หย่อนเองไม่รู้จักเห็น

ให้คุณค่าในสิ่งอันจิตพาไป แล้ว...

ดวงจันทร์มันเคลื่อนตัวมาบังพระอาทิตย์ ก็เห็นเป็นโทษ
รีบเอากะลามังมาเคาะ ให้ออกไป

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน

ว่าไง sirisAk Rosarin ม๊ดซ์ซ์ซ์

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
นี่ล่ะ โทษแห่งตัวตน อินทรีย์หย่อนเองไม่รู้จักเห็น

ให้คุณค่าในสิ่งอันจิตพาไป แล้ว...

ดวงจันทร์มันเคลื่อนตัวมาบังพระอาทิตย์ ก็เห็นเป็นโทษ
รีบเอากะลามังมาเคาะ ให้ออกไป

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน

ว่าไง sirisAk Rosarin ม๊ดซ์ซ์ซ์

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน



:b1: :b19: :b3: ท่านเอกอน สะกดชื่อเขาผิด เด๋วโดนดุ :b16: :b8: :b35:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 13:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


sirisAk :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 13:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
:b33:
...สถานการณ์ไม่น่าให้อภัยอีกต่อไป...
...ใช้อ่อนสยบแข็งแล้วไม่ได้ผลอ่ะนะ...
...พวกขวางโลกใช้เหตุผลด้วยคงไม่ได้...
...เจอตอนอวตารมาโปรดเวไนยบ้างดูสิ...
...ขออภัยท่านผู้อ่านในลานธรรมจักรทุกท่าน...
...สภาพในลานใกล้สภาพกทม.เข้าไปทุกขณะ...
...สมควรที่พวกป่วนลานต้องถูกเคาะกะโหลกความคิดบ้าง...
...ไม่มีสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมในลาน...ก็ต้องโดนบ้างล่ะ...
:b34: :b34:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 13:58, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 14:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
:b6:
...ต้องขออนุญาตเจ้าของกระทู้ก่อนเขียนเจ้าค่ะ...
...เรื่องบางอย่างไม้อ่อนดัดง่าย...ไม้แก่มันดัดยาก...
...การสำรวมอินทรีย์สมควรแก่ผู้ที่สำรวมในการเขียน...
...ผู้ประพฤติแบบไม่สำรวมก็ไม่สมควรแก่การสำรวม...
...เช่นเขียนส่งเดช..เขียนหยาบคาย...ไม่มีหิริโอตัปปะ...
...ดังนั้น...การสำรวมจึงสมควรแก่ผู้ที่มีการสำรวมในการเขียน...
...ใครที่มาแปลกๆแหวกแนวมากๆ ทำดีด้วยแล้วย่ามใจไม่สำนึกก็ต้องโดน...
...ไม้ทั้งต้นที่เอามาทำเป็นแผ่นก็ต้องถากแรงๆมันถึงจะเรียบไร้เสี้ยนหนาม...
:b8:
:b34: :b34:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 14:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 15:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7367

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


cheesy :b8: ขออนุโมทนาสาธุการกับทุกท่านด้วยค่ะ :b8: tongue

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 15:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
...ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปทุกๆท่าน...ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน...สาธุ...
:b8:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 15:13, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
นี่ล่ะ โทษแห่งตัวตน อินทรีย์หย่อนเองไม่รู้จักเห็น

ให้คุณค่าในสิ่งอันจิตพาไป แล้ว...

ดวงจันทร์มันเคลื่อนตัวมาบังพระอาทิตย์ ก็เห็นเป็นโทษ
รีบเอากะลามังมาเคาะ ให้ออกไป

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน

ว่าไง sirisAk Rosarin ม๊ดซ์ซ์ซ์

ความเป็นธรรมมันอยู่ตรงไหน



ตลอดชั่วชีวิต เอกอนไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรโดยตรง ....

ธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ตกไปอยู่หลังตู้ และตู้คืออุปสรรค์ เราต้องเลื่อนตู้เพื่อหยิบมัน

การมีตาทิพย์ คือเห็นมันไปซะทั้งหมด แม้แต่สิ่งที่ฝั่งอยู่ใต้ดินสิบเมตร
แต่ ไม่อาจจะเห็นธรรมที่หลังตู้

ต่อให้คุณมีจิตทิพย์ ตาทิพย์เห็นไปสุดขอบจักรวาล
แล้วมันมีประโยชน์อะไร ที่ธรรมหลังตู้ ยังมิอาจเห็น

เรามีเงื่อนไขในการเข้าถึงธรรม มากเกินความจำเป็น
เราเอาดวงจันทร์มาเป็นอุปสรรค์ มาเป็นสิ่งที่ต้องเขี่ย ต้องปรับ

เราต้องเขี่ย ต้องปรับทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นอุปสรรค์ คุณต้องเขี่ยมันเท่าไรกัน

เคยเล่นเกมส์มั๊ย เลื่อนไม้ขีดเพียง 2 ครั้ง เพื่อให้ได้รูปสี่เหลี่ยม 5 รูป

?????

บางคนฝึกธรรมมาอย่างหืดขึ้นคอ เพราะอุปสรรค์มันเยอะไปหมดเลย
เพราะมัวแต่มองอุปสรรค์ เห็นอุปสรรค์

แต่บางคนกลับมองเป็นเรื่องง่าย เพราะ เขาขี้เกียจ...เขี่ย...มั๊ง
เขาพิจารณาหาช่องทางที่จะเขี่ยให้ง่ายที่สุด
ควบคุมปัจจัยได้มากที่สุด และเขี่ยให้น้อยครั้งที่สุด :b13: :b13:

ในการเห็นเอกอนไม่ได้แค่มองสิ่งที่เอกอนเห็น
แต่มองสิ่งที่ทำหน้าที่ในการเห็น และกระบวนการในการเห็นด้วย

แม้แต่กับท่านพลศักดิ์ เอกอนก็เคยเผลอเปรียบเทียบความรู้ของท่าน
ประหนึ่ง "บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป"
แม้สิ่งที่เอกอนกล่าวจะสอดคล้องกับความเห็นที่สมาชิกทุกคนที่มีต่อท่านพล
แต่เอกอนรู้ ว่า ณ ตอนนั้น เอกอนหลุดวาจาไปอารมณ์อวดดี :b1:
และนั่น...เอกอนก็ไม่เคยใช้วาจาประมาณนี้กับท่านพลอีก :b8: :b1:
เอกอนใช้คำนั้นกับท่านพลแท้ ๆ และคำนั้นล่ะ ก็กลับมาสั่งสอนตัวเอง...
ความทรามที่สั่งสอนอบรมเอกอน ไม่ใช่ของใคร ล้วนแต่เราทั้งสิ้น

เมื่อเห็นทราม เห็นผู้เห็นทรามอยู่นั่นหรือไม่ :b1:

การปฏิบัติธรรม เอกอนเพียรหยุด สิ่งที่ควรหยุด
ซึ่งอันดับต้น คือ ตนเอง เมื่อหยุดตนได้แล้ว ค่อยคิดหยุดผู้อื่น
ผู้ที่แม้แต่ตนยังหยุดไม่ได้แล้ว
มันสมศักดิ์ศรีแล้วหรือ ที่จะไปหยุดใคร
นี่คือ สิ่งที่เอกอนใช้ในการ อบรมตน

ทัศนะของเอกอน
ทุกสรรพสิ่ง ล้วนเปิดทัศนะทางธรรมให้กับเอกอน เสมอ.... :b1:

เอกอนไม่เคยเห็นสิ่งใดเป็นอุปสรรค์...
เห็นแค่ว่า เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด เราจะแสดงปฏิกริยาต่อสิ่งที่เกิดอย่างไร
นั่นคือ เอกอนใช้สถานการณ์จริง เป็นแหล่งศึกษาอิทัปปัจยตา ปฏิจจ.

เมื่อเขามากล่าวถึงบุคคลหนึ่งในทางลบลับหลังกับเรา เราจะกล่าวตอบเช่นไร เป็นต้น
เรื่องหูเบานี่หนึ่ง
เรื่องการต่อความยาวสาวความยืดกับสิ่งที่เขากล่าวนั้นอีกหนึ่ง
ชีวิตคนเรา บางครั้งใช้อวัยวะผิดหน้าที่ เอาหูมาเป็นหัว และเอาหูให้เขาจูงไปลากไป

ตาก็เหมือนกัน

เมื่อรู้ว่า ต้นไม้นี้ ถ้าเราปลูก เราต้องถอน เราจะเสียเวลาปลูกไปใย....
นี่คือ คติประจำใจ

แต่กระนั้น เอกอนก็จะเป็นคนที่ติดพฤติกรรมในลักษณะกระบวนการทางตรรกะ
ยังไม่อาจจะประสานกับใจได้
นั่นคือสิ่งที่เอกอนเฝ้ามองอยู่ และยังไม่รู้ว่าจะทำกับมันอย่างไร
จนกระทั่งสมาชิกท่านหนึ่งเข้ามา
คำกล่าวของท่าน ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับธรรม
แต่...เอกอนอ่าน และเอกอน เกิดทัศนะในประเด็นที่เอกอนติดอยู่

นี่คือ สิ่งที่เอกอนเก็บเกี่ยวได้จากการสนทนาธรรม

การเสวนาธรรม เอกอนเห็นทั้งต้นพืชที่เป็นสมุนไพร ต้นหญ้า ดอกไม้ สารพัด
สมุนไพรนั้นเป็นประโยชน์ เราต้องการให้ทุ่งนี้ มีแต่สมุนไพร
แต่มันจะเป็นธรรมชาติที่จะเป็นได้หรือ
เมื่อเราต้องการเอาต้นหญ้าออกไป เพื่อให้มีแต่สมุนไพร
กระนั้นเราอาจจะพลาดไป เพราะเราอาจจะ
คิดไม่ถึงว่า สมุนไพรชนิดนั้นมีวิถีการเจริญเติบโตตามธรรมชาติเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร หรือ ต้นหญ้า ล้วนมีโอกาสที่จะใช้ผืนดินเท่าเทียมก้บเรา

เอกอนไม่อาจกำจัดสิ่งใด ให้ไปพ้นทาง
เอกอนไม่สร้างคุก เอกอนไม่ใช่ศาล และไม่ใช่พัสดี
ที่จะสร้างที่จองจำ วางมาตรฐานตัดสิน และคิดค้นวิธีลงโทษดัดสันดาน

เอกอนไม่ได้ฝึกตนเองหนัก แต่เป็นผู้ที่ไม่เคยละเลยที่จะอบรมตน

ไม่ใช่รอให้นรกปรากฎ แล้วสำนึกเกรงกลัว
ไม่ใช่รอให้สวรรค์เปิด แล้วสำนึกเร่งความเพียร

ไม่ใช่รอให้เห็นความเป็นไปแห่งนิพพานในอากาศ แล้วจึงตั่งมั่นในธรรม

ธรรม ไม่ใช่สิ่งที่ต่างตอบแทน

ปฏิบัติมา ทุกอย่างล้วนสูญเปล่า นั่นคือทัศนะของเอกอน

เพราะไม่มีอะไรจะมา และไม่ได้มีอะไรจะไป

ไอ้ที่มา และไป คือ อวิชา



แก้ไขล่าสุดโดย เอรากอน เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 15:46, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 16:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ความเข้าใจแม้เพียงเทียนเล่มเดียว ก็จะจุดให้ถ้ำที่มืดมิดมาเป้นล้านๆปี สว่างไสวได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 16:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
:b1:
...ขอแสดงความคิดอาจไม่เกี่ยวกับการขวาง...
:b16:
...การกระทำเกิดจากการคิดเป็นพื้นฐาน...
...เขียนออกมาโดยไม่คิดก่อนคงไม่มี...
...ผลจึงเกิดมาจากเหตุที่มีการคิดก่อนจึงทำ...
...และผลของกรรมก็ขึ้นกับเจตนาของผู้กระทำ...
...สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแล้วแต่มีธรรมอยู่ในนั้น...
...ผลของการเขียนโดยไม่คิด(หมายถึงคิดไม่รอบคอบ)...
...ผลที่ไม่ดีย่อมสนองแก่ผู้เขียนและนำทุกข์มาให้คนเขียนอ่ะนะ...
:b27:
...ข้าพเจ้ายืนยันในการเขียนเพราะคิดก่อนเขียน...
...รับผิดถ้าผิดกรรมก็ต้องลงโทษอยู่แล้ว...
...และรับชอบต่อกรรมที่กระทำออกไปทุกประการ...
...และข้าพเจ้ามิได้เขียนด้วยความอวดดีแต่ประการใด...
...และมิได้มีความคับแค้นต่อผู้ใด...จึงไม่เดือดร้อนอันใด...
:b8:
...ทุกการเขียนของข้าพเจ้ามีสติคิดไตร่ตรองเหตุและผล...
...เจตนาที่เขียนอยู่บนพื้นฐานของการไม่คิดอกุศล...
...มาจากการพิจารณาตามสภาวะจิตและสภาวะธรรม...
...และสิ่งที่มากระทบขณะนั้น...จริงอยู่การไม่พูดก็ดี...
...ดังคำสอนของหลวงปู่ทวดว่า...พูดมากเสียมาก...
...พูดน้อยเสียน้อย...ไม่พูดไม่เสีย...นิ่งเสียโพธิสัตว์...
...แต่บางครั้งการเงียบก็ไม่เกิดประโยชน์ในการอธิบายธรรม...
:b20:
:b44: :b44: :b44: :b44: :b44:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 16:36, แก้ไขแล้ว 3 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2010, 16:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7407

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


smiley
...หากมีท่านผู้ใดสงสัยในเจตนาที่ข้าพเจ้าเสแสร้งแกล้งกระทำโดยการเขียน...
...โปรดกลับไปอ่านสิ่งที่ข้าพเจ้าเขียนมาตั้งแต่ได้รู้จักกับลานธรรมจักรแห่งนี้...
...ว่าเจตนาที่ข้าพเจ้ากระทำที่ออกมาจากจิตที่ใฝ่ดีและอ่อนน้อมเป็นอย่างไร...
Onion_L
...เอาไปเลย...ให้ใบเหลืองสำหรับผู้ที่คิดในทางอกุศลกับข้าพเจ้า...สาธุ...
...เห็นดอกบัวและความปรารถนาดีเป็นกงจักรอาบยาพิษไปซะได้คนเรา...เฮ้อ...
:b44: :b44:
:b42: :b42: :b42: :b42: :b42:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 18 พ.ค. 2010, 16:42, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 28 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร