วันเวลาปัจจุบัน 26 พ.ค. 2024, 12:27  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ม.ค. 2024, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1หลวงปู่ขาว (6).jpg
1หลวงปู่ขาว (6).jpg [ 95.52 KiB | เปิดดู 5503 ครั้ง ]
.
"ธรรมโอสถรักษาโรค"

" .. "ท่านว่า (หลวงปู่ขาวฯ) เมื่อจิตรวมลงถึงฐานสมาธิเพราะอำนาจการพิจารณาแล้ว ไข้ได้หายไปแต่บัดนั้น ไม่กลับมาเป็นอีกเลย" จึงเป็นที่น่าประหลาดใจว่าเป็นไปได้อย่างไร "ข้อนี้สำหรับผู้เขียน (หลวงตามหาบัวฯ) เชื่อทั้งร้อยไม่คัดค้าน" เพราะเคยพิจารณาแบบเดียวกันนี้มาบ้างแล้วผลก็เป็นแบบเดียวกับที่ท่านพูดให้ฟังไม่มีผิดกันเลย

จึงทำให้สนิทใจตลอดมาว่า "ธรรมโอสถสามารถรักษาโรคได้อย่างลึกลับและประจักษ์กับท่านผู้ปฏิบัติที่มีนิสัยในทางนี้" โดยมากพระธุดงคกรรมฐานท่านชอบพิจารณาเยียวยาธาตุขันธ์ของท่านเวลาเกิดโรคภัยไข้เจ็บอย่างเงียบ ๆ โดยลำพัง ไม่ค่อยระบายให้ใครฟังง่าย ๆ นอกจากวงปฏิบัติด้วยกัน และมีนิสัยคล้ายคลึงกัน

ท่านจึงสนทนากันอย่างสนิทใจ "ที่ว่าท่านบำบัดโรคด้วยวิธีภาวนานั้น มิได้หมายความว่าบำบัดได้ทุกชนิดไป แม้ท่านเองก็ไม่แน่ใจว่าโรคชนิดใดบำบัดได้และโรคชนิดใดบำบัดไม่ได้" แต่ท่านไม่ประมาทในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวท่าน ถึงร่างกายจะตายไปเพราะโรคในกาย "แต่โรคในจิตคือกิเลสอาสวะต่าง ๆ ก็ต้องให้ตายไปด้วยอำนาจธรรมโอสถท่านบ้างเหมือนกัน"

ฉะนั้น "การพิจารณาโรคต่าง ๆ ทั้งโรคในกายและโรคในใจ ท่านจึงมิได้ลดละทั้งสองทาง" โดยถือว่าเป็นกิจจำเป็นระหว่างขันธ์กับจิตจำต้องพิจารณาและรับผิดชอบกันจนวาระสุดท้าย .. "

"อนาลโย ผู้ไม่มีความอาลัย"
หลวงปู่ขาว อนาลโย


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 เม.ย. 2024, 05:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




_64_205.jpg
_64_205.jpg [ 131.71 KiB | เปิดดู 4158 ครั้ง ]
.
"ตายแล้วเกิด เพราะติดของเก่า"

" .. มนุษย์วนเวียนเกิดแล้วตาย "ตายแล้วเกิด ติดของเก่า" กามาวจรสวรรค์ ๑ สัตว์เดรัจฉาน ๑ มนุษย์ ๑ "ท่านพวกนี้ติดของเก่า"

พระไตรปิฎก "มีกิน ๑ มีนอน ๑ สืบพันธุ์ ๑ แม้ปู่ย่าตายายของเราล้วนแต่ติดของเก่า" พระพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกก็ดี พระอรหันต์ก็ดี "เมื่อท่านยังไม่ตรัสรู้ก็ติดของเก่า เพลิดเพลินของเก่า" ในรูป เสียง กลิ่น รสของเก่า ทั้งนี้ "ไม่มีฝั่งในมีแดน ไม่มีต้นไม่มีปลาย ย่อมปรากฏอยู่เช่นนั้น" ตื่นเต้นกับของเก่า ติดรสชาติของเก่า

"ใช้มรรค ๘ ให้ถอนของเก่า ให้อิทธิบาท ๔ ตีลิ่มสะเทือนใหญ่ปัง ๆ ลิ่มเก่าถอนคืออวิชชา ลิ่มใหม่คือวิชชาเข้าแทน" ดังนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูด "ใช้ตบะความเพียรอย่างยิ่งที่จะถอนได้"

ต้องสร้างพระบารมีนมนานจึงจะถอนได้ "เพราะของเก่ามันบัดกรีกันได้ เนื้อเชื้อสายของกิเลสมาพอแล้ว" ย่อมเป็นอัศจรรย์ของโลกนั้นทีเดียว .. "

"มุตโตทัย"
(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 เม.ย. 2024, 05:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




#หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร (3).jpg
#หลวงปู่ฝั้น_อาจาโร (3).jpg [ 118 KiB | เปิดดู 4117 ครั้ง ]
"มีเรื่องอัศจรรย์"

" .. มีเรื่องอัศจรรย์ "ซึ่งบรรดาพระลูกศิษย์ชุดที่จำพรรษาอยู่ด้วยยังจำกันได้แม่นยำ อยู่เรื่องหนึ่ง" กล่าวคือ "เวลาพระอาจารย์ฝั้นมีกิจธุระต้อง เข้าไปในตัวเมืองหรือไปที่วัดป่าสุทธาวาสนั้น"

หากคิดระยะทางดูแล้วจะเห็นได้ว่า "จะต้องเดินเท้าออกจากวัดไปเป็นระยะทาง ๑ กิโลเมตรเศษ" จึงจะถึงสี่แยกถนนใหญ่และจากสี่แยกไปจนถึงตัวเมืองสกลนคร "จะเป็นระยะทางอีกประมาณ ๖ กิโลเมตร" บางครั้งท่านจะนำพระภิกษุสามเณรออกเดินทาง ด้วยเท้าไปจนถึงตัวเมืองทีเดียว

แต่ที่น่าอัศจรรย์ มีอยู่ว่า "บางครั้งเมื่อเตรียมตัวจะออกจากวัดเพื่อเดินทาง ก็ได้ยินเสียงรถยนต์วิ่งกระหึ่มอยู่บนถนนใหญ่" ซึ่งแน่ใจได้ว่าเป็นรถโดยสารที่วิ่งจากอุดรฯ จะเข้าสู่ตัวเมืองสกลนคร "พอได้ยินเสียงรถ พระภิกษุที่จะร่วมเดินทางด้วยก็เรียนท่านว่า จะขอวิ่งออกไปก่อนเพื่อบอกให้รถหยุดรอตรงสี่แยก"

แต่ท่านจะบอกว่า "ไม่ต้องหรอก วิ่งไปให้เหนื่อยเปล่า ๆ รถคันนั้นต้องหยุดรอเราแน่ ๆ จากนั้นท่านก็นำคณะออกเดินเท้าไปตามสบาย" พอถึงสี่แยกก็ "พบรถโดยสารจอดรออยู่แล้วจริง ๆ ปรากฏว่าเครื่องยนต์ดับ" คนขับสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด

พระอาจารย์ฝั้น "ได้สอบถามดูแล้วท่านก็บอกแก่คนขับรถโดยสารว่า เอาละเครื่องดีแล้วรีบไปกันเถอะ อาตมาขอโดยสารไปในตัวเมืองด้วย" กล่าวจบท่านก็พาคณะก้าวขึ้นรถ "คนขับลองสตาร์ทดูใหม่ ก็ปรากฏว่าเครื่องติดดังกระหึ่มขึ้นจริง ๆ ผู้คนในรถจึงพากันเอ่ยปากว่าแปลกแท้" และต่างมองหน้ากันเองด้วยความไม่เข้าใจ .. "

"ชีวประวัติและปฏิปทา"
ของ .. หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2024, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1สมเด็จพระงฆราชเจ้า (1).jpg
1สมเด็จพระงฆราชเจ้า (1).jpg [ 82.71 KiB | เปิดดู 4112 ครั้ง ]
.
"กรรมเป็นสิ่งน่ากลัว"

" .. เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว "ไปเยี่ยมพระรูปหนึ่งที่ต่างจังหวัด" มีญาติโยมติดตามไปด้วยหลายคน ไปถึงกุฏิพระรูปนั้นเมื่อพลบค่ำ เปิดไฟในกุฏิแล้ว เมื่อนั่งเรียบร้อย "ยังไม่ทันได้ทักทายปราศรัยกันอย่างใดห้องข้าง ๆ กันที่ประตูปิดอยู่ก็เปิดผางออกด้วยแรงผลัก"

"มีหมาไม่เล็กนักตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากห้องนั้น" อย่างเร่งร้อนและไม่ทันที่ใครจะรู้ตัว "เจ้าหมานั้นก็ปราดเข้าไปถึงญาติโยมผู้หนึ่งที่ติดตามไปด้วย พอถึงตัวญาติโยมผู้นั้น ก็ซุกหัวลงกับตัก" แล้วล้มตัวลงนอนนิ่ง อย่างเป็นที่น่าพิศวงนัก

พระเจ้าของกุฏิที่จ้องมองอยู่อุทานออกมาด้วยเสียงประหลาดใจและอธิบายให้ได้ยินทั่วกันว่า "หมาตัวนั้นเป็นหมาดุมาก ท่านจึงขังไว้ในห้องเมื่อรู้ว่าจะมีผู้มาถึงกุฏิ" เมื่อมันดันประตูออกมานั้นท่านตกใจมาก "แล้วท่านก็ต้องประหลาดใจในอาการกิริยาที่เจ้าหมานั้นแสดงต่อญาติโยมผู้ไปเยือนที่มิได้เคยรู้จักกับท่านเจ้าของกุฏิมาก่อน"

มิได้เคยไปที่กุฏินั้นมาก่อน "จึงไม่เคยรู้จักกับหมาตัวนั้นมาก่อนทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเป็นได้หรือไม่ ที่ครั้งหนึ่งในชาติหนึ่งคนกับหมาตัวนั้นจะเคยมีความเป็นมิตรสนิทสนมกัน" เมื่อรู้ว่าคนคนนั้นมาถึงที่พัก ก็ตื่นเต้นดีใจไม่ยอมถูกกักขัง ลิงโลดไปทักทายปราศรัยในทันที บางทีจะเป็นจริงเช่นนี้ "ทั้งสองอาจจะเคยเป็นคน เป็นเพื่อนรักชอบกัน"

"คนหนึ่งมาตายจากไป และด้วยอำนาจแห่งกรรมที่ต้องได้กระทำไว้แน่ ควรแก่การต้องเกิดเป็นหมา" ก็ต้องเป็นไปตามกรรม "ขณะที่คนหนึ่งยังเป็นคน อีกคนหนึ่งเป็นหมาไปเสียแล้ว"

"กรรมน่ากลัวเช่นนี้ นี่มิใช่การขู่" แต่เป็นการพยายามคิดให้อาจเป็นจริงได้ นั่นก็คือ แม้เราไม่ระวังให้ดีที่สุด "วันหนึ่งเมื่อตายไปจากโลกนี้ อาจจะไปมีชีวิตใหม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน" เช่นเป็นหมาขี้เรื้อนตัวนั้นก็ได้ หรือถึงเป็นหมาแสนสวยอีกตัวหนึ่งก็ดี ก็ตาม ก็ยังหาใช่สิ่งควรยินดีพอใจไม่ มิใช่หรือ .. "

"แสงส่องใจ" วันวิสาขบูชา ๒๕๔๓
สมเด็จพระสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2024, 05:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




3หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (2).jpg
3หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ (2).jpg [ 56.14 KiB | เปิดดู 4107 ครั้ง ]
.
"เป็นผู้สำรวมในศีลนั้นเองแหละ"

" .. "ธรรมดาผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีปัญญา ผู้เปียมไปด้วยเมตตากรุณาก็ย่อมไม่เบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น" ย่อมสำรวมกายวาจาของตนด้วยดี "ไม่ให้ไปกระทบกระทั่งกับบุคคลอื่นและสัตว์อื่น" อย่างนี้

เมื่อพระองค์เจ้าทรงแสดงมาถึงบทนี้ "ก็แสดงว่าเป็นผู้สำรวมในศีลนั้นเองแหละ ความมุ่งหมายผู้ฟังก็ย่อมรู้โด้ ก็ย่อมมีศรัทธามั่นในศีลลงไป" พยายามรักษาเจตนาในใจของตนไว้เสมอว่า "ไม่ให้มีเจตนาคิดเบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่นเลย"

เมื่อบุคคลได้มาบำเพ็ญทานการกคล "พร้อมด้วยการวิรัติละเว้นจากบาป โทษมลทินต่าง ๆ ดังกล่าวมานนเช่นนี้แล้ว" ก็ย่อมจะได้รับอานิสงส์ผล ทั้งในปัจจุบันและเบื้องหน้า "ในปัจจุบันนี้ก็เป็นผู้มากไปด้วยบริษัท บริวาร มิตร ญาติ สหาย ไม่มีใครแสดงตนเป็นศัตรูเลย"

เพราะว่าเป็นผู้มีใจคอกว้างขวาง "ไม่ตระหนี่ในสมบัติข้าวของที่ได้มา แบ่งส้น ปันส่วนให้คนยากคนจนไป" เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีใครคิดอิจฉา เบียดเบียนเลย "ก็ย่อมอยู่ด้วยความเป็นผูไม่มีเวรไม่มีภัย อันนี้เป็นอานิสงส์ในปัจจุบัน" ซึ่งมองเห็นได้ชัด ๆ

"เมื่อละโลกนี้ไปแล้วก็ย่อม บันเทิงในสวรรค์ ย่อมได้เสวยผลแห่งบุญกุศลที่ทำมาไว่ในชาตินี้" โดยไม่ต้องได้ทำไร่ไถนา ไม่ได้ทำการค้าขาย เหมือนอย่างมนุษย์โลกอันนี้ บุญกุศลหากเนรมิตสมบัติพ้สํสถานต่างๆ ให้ตามต้องการ .. "

ธรรมโอวาทหลวงปู่เหรียญ
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 เม.ย. 2024, 05:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




book151-.jpg
book151-.jpg [ 97.4 KiB | เปิดดู 4085 ครั้ง ]
.
"ศีลนำความสุข มาให้ตราบเท่าชรา"

" .. คนผู้มีศีลดีแล้วย่อมใจเย็น จิตมันหยั่งเข้าไปถึงกัน "สัตว์เดรัจฉานก็ตาม สัตว์ใด ๆ ก็ตาม ได้เห็นแล้วมันหยั่งเข้าไปถึงกัน" เหมือนยังกับไฟฟ้าไปถึงจิตถึงใจกันแล้ว "แล้วจิตของเรามันเย็นแล้ว มันก็ไม่กลัว ถ้ามันเห็นพวกคฤหัสถ์พวกที่เขาจะฆ่ามันแล้ว มันไม่รอวิ่งเข้าป่าเข้าดงไปเลย"

นี่แหละไปอยู่ที่ไหนก็มีความสุข "ศีลนำความสุข มาให้ตราบเท่าชรา" ศีลนำความสุขมาให้ตลอดชีวิต ศีลนำความสุข ไปให้ตลอดและมีสุคติเป็นที่ไป "สัเลนะ โภคสัมปทา ผู้จักมั่งคั่ง บริบูรณ์สมบูรณ์ ไม่อด ไม่อยาก ไม่ยากไม่จน ก็เพราะเป็นผู้ที่รักษาศีลให้สมบูรณ์บริบูรณ์นี้แล" เป็นกรรมดีแท้ ให้คิดดู .. "

"โอวาทธรรม ๒๖ ปี วันละสัขาร"
(หลวงปู่ขาว อนาลโย)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 เม.ย. 2024, 05:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (1).jpg
2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (1).jpg [ 66.46 KiB | เปิดดู 4077 ครั้ง ]
.
"โปรดอย่าลืมทดแทนคุณ"

".. "คำกล่าวของพ่อแม่ เป็นคำคักดี้สิทธี้และบริสุทธึ๋อย่างยิ่ง" ควรทำความเคารพและนับถือเป็นหลักใจอย่าง สำคัญจนวันอวสาน "โปรดอย่าหลงลืมคุณและคำสั่งสอน" อบรมของท่านจะเป็นผู้เจริญทั้งปัจจุบันและอนาคต

เวลาตกตาจน "คือเวลาถึงความจำเป็นจริง ๆ โปรดระลึกถึง พระคุณของท่าน" ที่เราทำความเอื้อเฟือต่อท่านมา "คุณนั้นจะดลบันดาลให้ผ่านอุปสรรคไปอย่างไม่น่าเชื่อ" .. "

"ธรรมชาวบ้าน"
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2024, 05:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1001.jpg
1001.jpg [ 44.42 KiB | เปิดดู 4069 ครั้ง ]
.
"สติไม่มี ปัญญาไม่เกิด"

" .. "ในทางพุทธศาสนารวมลงแล้วถือเอาสติเป็นใหญ่" สติกับปัญญามัน มาด้วยกัน เพราะฉะนั้นทุกคนเมื่อฝึกฝนอบรมสมาธิ-ภาวนา อย่าลืม "สตินั้นตั้งให้มั่น สตินั้นให้พร้อมอยู่เสมอทุกขณะ เมื่อสติตั้งมั่นพร้อมอยู่เสมอแล้ว ตัวปัญญาเกิดจากสตินั้นแหละ"

"ปัญญา คืออะไร คือ รู้ตัวเอง เห็นตัวเองอยู่ทุกขณะ" คิดดีคิดชั่ว คิดหยาบคิดละเอียดก็รู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ อันนั้นเป็นปัญญา "ปัญญาที่กว้างขวางไปสักเท่าไรก็ตาม ก็มารวมอยู่ที่สดิตัวนั้น ถ้าสติไม่มีเสียแล้ว ปัญญาก็จะไม่เกิด"

สิ่งสารพัดทั้งปวงหมดที่มากระทบจิต เกิดความรู้สึกตัวเห็นตัวเองขึ้น นั้นตัวปัญญา "ถ้าไม่มีสติเสียแล้ว ถึงรู้สึกขึ้นก็ไม่รู้ไม่เห็นตัวเอง ไม่ทราบว่าอะไรต่ออะไรจะไม่รู้สึกตัว สติจึงเป็นหลักสำคัญ" .. "

"สติ ปัญญา"
พระนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาจารย์
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 เม.ย. 2024, 05:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร (2).jpg
1พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร (2).jpg [ 94.82 KiB | เปิดดู 4037 ครั้ง ]
.
"กิเลสสงคราม"

" .. เราจะเข้าสู่สงคราม "กิเลสสงคราม" คืออะไรเล่า "คือความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี้" เวลาเราจะดับขันธ์ ให้ตั้งสติเพ่งตรงผู้รู้ เข้าถึงสมาธิ คือจิตตั้งมั่น

มันก็ไม่หวั่นไหวในทุกขเวทนาทั้งหลาย "เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา สัญญาก็สักแต่ว่าสัญญา สังขารวิญญาณก็สักแต่ว่าเป็นสังขารวิญญาณ นึกถึงแต่ผู้รู้ รู้เท่าสังขาร รู้เท่าวิญญาณ" เรื่องมันเป็นยังงั้น .. "

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 เม.ย. 2024, 05:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




008.jpg
008.jpg [ 57.74 KiB | เปิดดู 4021 ครั้ง ]
..
"ละชั่วเพื่อเราคนเดียว"

" .. "ละชั่ว ไม่ได้ละเพื่อคนอื่น ละเพื่อตัวของเราคนเดียว" ความชั่วมีหลายด้านหลายทาง แต่มันก็อยู่ในตัวของเรานี่แหละ "เกิดจากตัวของเรา มีที่ตัวของเรา ปรากฏขึ้นที่ตัวของเรานี่เอง" เช่น "เราทำชั่วโดยการลักขโมย ฉ้อโกงหรือคิดอิจฉาริษยา" ประหัตประหารคนโน้น อยากฆ่าอยากตีคนนี้ นี่เป็นความชั่ว

คนที่ไม่รู้จักความชั่ว "เมื่อได้ประหัตประหารคนอื่น สำคัญว่าเป็นของดี ถือว่าตนมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนหรือเหนือสัตว์อื่น ๆ อันนี้เรียกว่าไม่รู้จักของดีของชั่ว" ผู้นั้นยากที่จะละความชั่วได้ เพราะเห็นของชั่วกลับเป็นของดี .. "

"เพียรละความชั่ว"
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


:b8: :b8: :b8:

http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13603

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2024, 05:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"ผู้มีใจตั้งมั่นแล้วเป็นอย่างนี้"

" .. "ท่านผู้มีสมาชิจิตแล้ว จึงมักไม่ค่อยมีเรื่องยุ่งเยิงเท่าไร" ไม่ค่อยก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นก็ไม่เอา "ก่อความทุกข์ความโศก ให้แก่ตัวเองก็ไม่มี" เนื่องจากว่าผู้มีใจตั้งมั่นแล้วอย่างนี้

"มีเรื่องอะไร กระทบกระทั่งมา มันก็กำหนดเรื่องนั้นพิจารณาได้เห็นแจ้งประจักษ์ขึ้นมาได้ เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็แปรปรวน แตกดับไป" ไม่มีอะไรเที่ยงยั่งยืนเลย "จะเป็นเรื่องดีเรื่องชั่วอะไร" ก็ตามแหละ "มันเกิดขึ้นแล้ว มันก็ด้บไป จึงไม่เป็นสิ่งควรยึดถือเอา"

โดยเฉพาะเรื่องชั่ว "เรื่องที่จะทำให้ใจโลภ ใจโกรธ ใจหลงไปต่าง ๆ นานา อย่างนี้นะ มันล้วนแต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรยึดถือไว้ทั้งนั้น" ถ้าขืนยึดถือไว้ มันก็ก่อให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง ขึ้นมา "ก่อให้เกิดมานะทิฏฐิขึ้นในใจ" ก็ทำให้ใจหันไปในทางอกุศลแล้ว

บัดนี้ วิตกไปในทางอกุศล "เมื่อใจมันน้อมไปทางอกุศล มันก็กายทำ ใช้ วาจาพูดไปในทางอกุศล นื่มันเป็นอย่างนี้" เรื่องมันความชั่วร้ายทั้งทลาย ที่แสดงออกไปทางกาย ทางวาจา "มันก็ออกไปจากจิตที่ไม่สงบนี้เอง ".. "

พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 เม.ย. 2024, 05:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




4หลวงปู่สิม-พุทฺธาจาโร1 (1).jpg
4หลวงปู่สิม-พุทฺธาจาโร1 (1).jpg [ 144.96 KiB | เปิดดู 4012 ครั้ง ]
.
"กำหนดความตาย ทุกลมหายใจ"

" .. พระพุทธองค์ท่านจึงให้ "กำหนดความตายนี้ให้ได้ทุกลมหายใจ" คือว่ามันใกล้เข้าไป หมดไปสิ้นไป ถ้าว่าถึงคนทั้งโลกแล้ว "เดี๋ยวนี้ก็มีคนตาย ตายนับไม่ได้ก็มี"

ตายคนเดียวก็มี ตาย ๒ คน ๓ คน "ในขณะเดียวกัน หญิงก็ตายได้ ชายก็ตายได้ ไม่ใช่ตายแต่คนเฒ่าคนแก่" เด็ก ๆ ยังไม่รู้อะไร ก็ตายได้ "นี่แหละมรณกรรมฐาน" ผู้ภาวนานั้นไม่ต้องไปรู้อื่น "ไม่ต้องไปเรียนนอก ให้เรียนใน เรียนใน คือเรียนในกายวาจาจิตของตัวเอง" ดูพิจารณาอะไรมันตาย อะไรมันยัง อะไรจะตายก่อน อะไรมันตายนานแล้ว

"กำหนดให้รู้ดูให้มันเห็นจิตใจ กิเลสมันจึงจะอยู่ยั้ง" ถ้าไม่อย่างนั้น มันก็พาให้ดิ้นรน วุ่นวาย กระสับกระส่าย "ภาวนาไม่ลง ภาวนาไม่สงบ" มองไม่เห็น กำหนดไม่ได้ มืด ๔ ด้าน ๔ ทิศ มืด ๑๐ ทิศ "จะนึกภาวนาพุทโธก็ไม่ได้ นึกถึงความตาย ก็ไม่ได้ไม่เห็น๑" .. "

"มรณกรรมฐาน"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 เม.ย. 2024, 05:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป  (1).jpg
หลวงปู่จันทร์ศรี จันฺททีโป (1).jpg [ 49.14 KiB | เปิดดู 3977 ครั้ง ]
"สันโดษ ความมักน้อย "

" .. หลวงปู่มั่นท่านสอนเรื่องปฏิบัตินั้น "ให้ตั้งสติสัมปชัญญะ ให้รวมเอาจิตใจเข้ามาเพ่งที่ตัวของตัวเอง" โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ปฏิบัติประจำก็คือ "ฉันในบาตร ฉันหนเดียว ถือผ้าสามผืน คือผ้าสังฆาฏิ สบง จีวร นี้เป็นหลัก" พระสมัยนั้นถือสันโดษ คือความมักน้อย ไม่มักบริขารมาก .. "

"๑๐๓ โอวาทธรรมคำสอน"
หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 เม.ย. 2024, 05:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1LPCha1.jpg
1LPCha1.jpg [ 88.44 KiB | เปิดดู 3970 ครั้ง ]
.
"หนีทุกข์ด้วยปัญญา"

" .. "พระพุทธองค์ท่านให้หนีด้วยปัญญา เปรียบประหนึ่งว่าเรามีเสี้ยนหรือหนามน้อย ๆ ตำเท้าเราอยู่" เดินไปปวดบ้างหายปวดบ้างบางทีก็เดินไปสะดุดหัวตอเข้า ปวดขึ้นมาก็คลำดู คลำไปคลำมาไม่เห็นเลยขี้เกียจดูมัน ก็ปล่อยมันไป

ต่อไปเดินไปถูกปุ่มอะไรขึ้นมาก็ปวดอีก มันเป็นอย่างนี้เรื่อยไป เพราะอะไรนะ "เพราะเสี้ยนหรือหนามนั้นมันยังอยู่ในเท้าเรา" ยังไม่ออก ความเจ็บปวดมันก็เป็นอยู่อย่างนั้นเมื่อมันปวดมาก็คลำหามัน ไม่เห็นก็ปล่อยไป

นาน ๆ เจ็บอีกก็คลำอีกอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ ทุกข์ที่เกิดขึ้นมา เราต้องกำหนดรู้มัน ไม่ต้องปล่อยมันไป เมื่อมันเจ็บปวดขึ้นมา "เออ หนามนี่มันยังอยู่นี่นะ"เมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้น "ความคิดที่ว่าจะเอาหนามออกจากเท้าเราก็มีพร้อมกันขึ้นมา" ถ้าเราไม่เอามันออก ความเจ็บปวดมันก็เกิดขึ้นเดี๋ยวก็เจ็บ เดี๋ยวก็เจ็บ อยู่อย่างนี้

"ความสนใจที่จะเอาหนามออกจากเท้าเรามันมีอยู่ตลอดเวลา ผลที่สุดวันหนึ่งต้องตั้งใจเอาหนามออกให้ได้ เพราะมันไม่สบาย อันนี้เรียกว่าการปรารภความเพียรของเราต้องเป็นอย่างนั้น" มันขัดตรงไหน มันไม่สบายตรงไหน ก็ต้องพิจารณาที่ตรงนั้น แก้ไขที่ตรงนั้น "แก้ไขหนามที่มันยอกเท้าเรานั่นแหละ" งัดมันออกเสีย .. "

หลวงปู่ชา สุภัทโท


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 เม.ย. 2024, 05:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ธ.ค. 2010, 15:28
โพสต์: 2690

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (3).jpg
2หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน (3).jpg [ 26.39 KiB | เปิดดู 3762 ครั้ง ]
.
"สมบัติอันมีค่า คือใจ"

" .. "สมบัติทั้งโลกไม่มีสมบัติใดมีคุณค่าเท่าใจ" พระพุทธเจ้าประเสริฐก็ประเสริฐเพราะใจ ฝึกฝนดีสมบูรณ์เต็มที่แล้ว พระสาวกทั้งหลายก็ประเสริฐเพราะใจที่ฝึกฝนอบรมดีเต็มที่แล้ว แม้พระธรรมก็แสดงความประเสริฐแก่โลกได้ "เพราะใจสัมผัสธรรม ใจรู้ใจเห็นธรรม ใจเป็นภาชนะแห่งธรรม" ใจนำออกแสดงจากพระพุทธเจ้าแลสาวกทั้งหลาย

"ผู้ใดไม่มองข้ามใจ บำรุงรักษาใจด้วยธรรม" คือคุณความดีทั้งหลาย "คอยรักษาใจ กาย วาจา ให้คิดให้พูด ให้ทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ปล่อยให้ความชั่วเข้าไปเผาผลาญใจ" ผู้นั้นย่อมอบอุ่นภายในใจ แม้ไม่มีเงินล้านก็ตาม "ผู้นั้นจะมีหลักมีเกณฑ์ มีฝั่งมีฝา ทั้งเวลาเป็นอยู่และเวลาตายไป สุคโต เป็นสมบัติของผู้นั้นไม่สงสัย" .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
.. สติเป็นโล่ห์ ปัญญาเป็นอาวุธ ..
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 14 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร