วันเวลาปัจจุบัน 30 มิ.ย. 2022, 13:34  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 39 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ การออกบวช

พระวักกลิ ออกบวชเพราะเลื่อมใสในพระวรกายอันสง่างามของพระพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่าครั้งแรกที่ได้เห็นพระวรกายของพระพุทธเจ้า ท่านเกิดความเลื่อมใสทันที หลังจากนั้นก็วนเวียนมาเฝ้าดูพระวรกายของพระพุทธเจ้าอยู่เนืองๆ ในที่สุดท่านเกิดความคิดว่าจะต้องออกบวช เพื่อจะได้ดูพระวรกายของพระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิดและตลอดเวลา ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ตามประสงค์

พระยโสชะ ออกบวชเพราะเกิดความสังเวชสลดใจ ในบาปกรรมของปลาทองที่ท่านและเพื่อนชาวประมงจับได้ มีเรื่องเล่าว่า วันนั้นท่านและเพื่อนชาวประมงได้ออกไปจับปลาในแม่น้ำอจิรวดีเหมือนอย่างเคย จับได้ปลาใหญ่ตัวหนึ่งซึ่งมีตัวเป็นสีทองแต่ว่าปากเหม็น ทุกคนเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงเห็นพ้องต้องกันให้นำไปถวายพระเจ้าปเสนทิโกศล และพระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงรับสั่งให้นำปลานั้นไปถวายพระพุทธเจ้าต่อ ทั้งนี้เพื่อจะได้ถือโอกาสทูลถามเรื่องกรรมเก่าของปลานั้นด้วย

พระพุทธเจ้าครั้นทอดพระเนตรเห็นปลาแล้ว ก็ทรงทราบถึงกรรมเก่าที่ทำให้ปลานั้นมีตัวเป็นสีทองแต่ปากเหม็น จึงตรัสบอกพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ในครั้งศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ปลาทองนั้นเกิดเป็นกุลบุตรมีชื่อว่า ‘กปิละ’ มารดาชื่อ ‘สาธนี’ น้องสาวชื่อ ‘ตาปนา’ พี่ชายชื่อ ‘โสธนะ’ ต่อมา หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กปิละกับพี่ชายได้ออกบวช พระโสธนะผู้พี่ชายตั้งใจศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

ส่วนพระกปิละตั้งใจศึกษาพระไตรปิฎกเป็นอย่างดี แต่ไม่สนใจปฏิบัติสมถะและวิปัสสนา ท่านเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก มีพระมาศึกษาพระไตรปิฎกด้วยเป็นจำนวนมาก จึงทำให้ท่านเกิดความหลงตนและลืมตัวด่าว่าพระรูปอื่นอย่างเสียหายทุกครั้งที่ไม่พอใจ ท่านหลงตนลืมตัวหนักขึ้นถึงขั้นประกาศว่าจะไม่ลงฟังพระปาติโมกข์อีกต่อไปเพราะไม่มีประโยชน์ ท่านประพฤติตัวก้าวร้าวอยู่อย่างนั้นแม้จะถูกพระพี่ชายตักเตือนด้วยความหวังดีก็ไม่เคยให้ความเคารพเชื่อฟัง ครั้นมรณภาพจากชาตินั้นแล้ว บาปกรรมก็ส่งผลให้ท่านไปเกิดในอเวจีนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้บาปกรรมที่ยังเหลืออยู่ส่งผลให้ท่านมาเกิดเป็นปลาใหญ่ปากเหม็นอยู่ในแม่น้ำอจิรวดี แต่ที่มีตัวเป็นสีทองนั้นเป็นผลมาจากการที่ทรงจำพระไตรปิฎกได้ดีนั่นเอง


พระยโสชะและเพื่อนชาวประมงได้ฟังกรรมเก่าของปลาทองแล้วเกิดความสังเวชสลดใจในความไม่แน่นอน ของสัตว์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จึงพร้อมใจกันสละบ้านเรือนออกบวชในพระพุทธศาสนา

พระกุณฑธานะ ออกบวชเมื่ออายุย่างเข้าวัยชราหลังจากวันหนึ่งได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาจึงทูลขอบวช

พระปิลินทวัจฉะ ออกบวชเป็นปริพาชกก่อนเพราะเกิดความสลดใจในการเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นสุดของ สัตว์ทั้งหลาย ขณะเป็นปริพาชกนั้นท่านได้ศึกษาวิชา ‘จูฬคันธาระ’ จนสำเร็จ จึงทำให้สามารถเหาะได้และทำให้สามารถรู้ใจของผู้อื่นด้วย วิชาจูฬคันธาระทำให้ท่านมีชื่อเสียง เมื่อท่านเดินทางมาถึงเมืองราชคฤห์ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ้าของถิ่น แต่ต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแพร่เข้าไปถึงเมืองราชคฤห์ พุทธานุภาพทำให้วิชาจูฬคันธาระของท่านเสื่อม ท่านไม่สามารถเหาะและรู้ใจผู้อื่นได้เหมือนเมื่อก่อน


อาจารย์ผู้สอนวิชาจูฬคันธาระเคยบอกท่านว่า หากวิชามหาคันธาระมีอยู่ที่ใด วิชาจูฬคันธาระก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลในที่นั้น ท่านคิดตามที่เคยได้รับการบอกกล่าว ในขณะเดียวกันก็ได้ทราบข่าวคราวของพระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองราชคฤห์ จึงเชื่อแน่ว่าพระพุทธเจ้าต้องทรงทราบวิชามหาคันธาระ ต่อมาเมื่อได้โอกาสจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอเรียนวิชามหาคันธาระ พระพุทธเจ้าทรงยินดีจะสอนให้ แต่ทรงเสนอเงื่อนไขให้ท่านบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาก่อน ท่านยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขและทูลขอบวชทันที

พระมหาโกฏฐิตะ ดังได้กล่าวแล้วว่าท่านเป็นบุตรพราหมณ์อัสสลายนะ บิดาของท่านเป็นคนมีชื่อเสียงมีความถือตัวจัดเรื่องชาติกำเนิด พระพุทธเจ้าทรงเห็นอุปนิสัยของพราหมณ์นั้นจึงเสด็จไปโปรดจนยอมคลายทิฐิมานะ และประกาศตนเป็นอุบาสกนับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระมหาโกฏฐิตะเห็นบิดาเปลี่ยนศาสนามานับถือพระพุทธศาสนาก็เกิดศรัทธาขึ้นมาบ้าง

วันหนึ่งได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวัน ฟังธรรมแล้วก็เกิดศรัทธายิ่งขึ้น จึงทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านตามประสงค์ จากนั้นทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์ และทรงมอบหมายให้พระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอาจารย์

พระโสภิตะ พระสาคตะ พระลกุณฑกภัททิยะ พระนันทกะ พระกังขาเรวตะ ออกบวชเช่นเดียวกับพระกุณฑธานะและพระมหาโกฏฐิตะ กล่าวคือได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธาจึงทูลขอบวช

พระอุปวาณะ ออกบวชเพราะความเลื่อมใสพุทธานุภาพที่ท่านเห็นในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับวัดพระเชตวันจากอนาถบิณฑิกเศรษฐี เรื่องมีอยู่ว่า อนาถบิณฑิกเศรษฐีเดินทางไปค้าขายที่เมืองราชคฤห์ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดสีตวัน ฟังธรรมแล้วได้บรรลุโสดาปัตติผล จึงทูลนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าเสด็จ มาเมืองสาวัตถีบ้าง ครั้นพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วท่านก็กลับมาสละเงินซื้อสวนเจ้าเชตสร้างเป็นวัดเชตวันทันที แล้วส่งคนไปนิมนต์พระพุทธเจ้าให้เสด็จมารับถวาย เมื่อเสด็จมาถึงแล้ว ก่อนเสด็จเข้าไปในวัดเชตวันนั้นพระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้อุบาสกอุบาสิกาที่ตามเสด็จมาด้วยเดินเป็นแถวนำหน้าเข้าไปก่อน จากนั้นพระองค์จึงเสด็จเข้าไปโดยมีพระสาวกเดินแถวตามเสด็จ ขณะที่เสด็จเข้าไปนั้นพระพุทธเจ้าทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีสวยงามเรืองรองไปทั่วบริเวณ พระอุปวาณะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่มาเฝ้ารับเสด็จ เห็นพุทธานุภาพในวันนั้นแล้วเกิดความเลื่อมใสยิ่งนักจึงขอบวช

พระองคุลิมาล ดังได้กล่าวแล้วว่าการศึกษาที่เมืองตักกสิลานี้เองที่ทำให้ท่านต้องมาเป็นโจรด้วยความจำเป็น จึงขอกล่าวต่อไปว่าการมาเป็นโจรด้วยความจำเป็นนี้เองเป็นมูลเหตุชักนำให้ท่านออกบวช ดังเรื่อง มีอยู่ว่า เมื่อมาศึกษาอยู่ในสำนักทิสาปาโมกข์นั้น ท่านตั้งใจศึกษาเต็มที่ ในขณะเดียวกันก็ตอบแทนพระคุณอาจารย์ด้วยการรับใช้อาจารย์และภริยาด้วยความเคารพ ความดีดังกล่าวเป็นผลให้อาจารย์และภริยาโปรดปรานท่านมาก โดยเฉพาะนางพราหมณีผู้ภริยาของอาจารย์ได้เกื้อกูลท่านด้วยของกินของใช้มิให้ลำบาก จนศิษย์คนอื่นๆ พากันริษยาและหาเรื่องใส่ร้ายท่านว่าเป็นชู้กับภริยาของอาจารย์

ในที่สุดอาจารย์ก็หลงเชื่อจึงวางแผนฆ่าท่านโดยวิธีที่แนบเนียน โดยบอกว่าศิษย์ที่ศึกษาจบศิลปวิทยานั้นต้องให้ครุทักษิณา (ของบูชาครู) แก่อาจารย์ จากนั้นอาจารย์ก็บอกถึงของที่จะเป็นครุทักษิณานั้นคือนิ้วมือขวาของคน ๑,๐๐๐ นิ้ว ซึ่งจะหาได้มาก็ด้วยการออกล่าผู้คน ความจริงแล้วอาจารย์ มิได้ต้องการครุทักษิณาอย่างนั้น แต่ที่บอกไปนั้นก็ด้วยความเชื่อมั่นว่าวิธีนี้จะเป็นวิธีฆ่าศิษย์โดยอาจารย์เองไม่มีความผิด เพราะก่อนที่จะได้นิ้วมานั้นศิษย์ก็คงจะถูกฆ่าตายเสียก่อน

อาจารย์คาดผิดถนัด อหิงสกะออกล่านิ้วคนเป็นว่าเล่น ได้นิ้วมาแล้วก็แขวนไว้ตามกิ่งไม้ ต่อมาเห็นว่าไม่ปลอดภัยเพราะถูกแร้งกาจิกกิน จึงนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยคล้องไหล่คล้ายสายธุรำ การกระทำดังกล่าวมานี้เองเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า ‘องคุลิมาล’ (ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย) แทนชื่อ ‘อหิงสกะ’ มานับแต่นั้น

พฤติกรรมของโจรองคุลิมาลลือชาไปทั่วเป็นที่หวาดกลัวของผู้คน ความทราบถึงพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์จึงทรงรับสั่งให้จัดกำลังทหารออกตามล่าโจรองคุลิมาล ปุโรหิตภัคควะบิดาของโจรองคุลิมาลทราบเรื่อง ก็ไม่ได้แสดงอาการหวั่นวิตกแต่ประการใด เพราะปลงใจได้ว่าลูกชายได้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก จึงถึงคราวที่จะต้องได้รับผลกรรมตอบสนองบ้างแล้ว แต่นางพราหมณีผู้มารดาหวั่นไหวหนัก เมื่อสามีปฏิเสธไม่ยอมไปพบลูกชายตามที่นางขอร้อง นางจึงออกไปเองตามลำพังด้วยหมายจะเกลี้ยกล่อมลูกชายให้ยอมมอบตัวแต่โดยดี

วันนั้นโจรองคุลีมาลก็ดีใจว่าจะเป็นวันที่จบการศึกษาศิลปวิทยาแล้ว เพราะเหลืออีกนิ้วเดียวก็จะครบ ๑,๐๐๐ พอดี และตั้งใจว่าเมื่อได้นิ้วครบ ๑,๐๐๐ ซึ่งถือว่าจบการศึกษาแล้วก็จักตัดผม แต่งหนวด อาบน้ำ เปลี่ยนผ้านุ่งห่มใหม่ แล้วกลับไปเยี่ยมบิดามารดา จึงออกจากกลางป่ามายืนดักอยู่ที่ปากทางเข้าป่า

ขณะนั้นนางพราหมณีผู้เป็นมารดา กำลังเดินมุ่งหน้าไปทางป่าที่โจรองคุลีมาลซุ่มซ่อนอยู่นั้น โจรองคุลีมาลเห็นมารดาเดินมาแต่ไกลก็จำได้ แต่เพราะอยากได้นิ้วมือจึงถือดาบวิ่งเข้าหามารดาหมายจะฆ่าแล้วตัดเอานิ้วมือข้างขวาอีก ๑ นิ้ว ก็จะครบ ๑,๐๐๐ พอดี พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ตอนเช้ามืด ทรงเห็นอุปนิสัยของโจรองคุลีมาลว่าสามารถจะบรรลุมรรคผลได้และทรงเห็นว่า โจรองคุลิมาล จะบรรลุมรรคผลไม่ได้เลยหากจะต้องมาทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดาของตนเอง

ดังนั้น หลังจากเสด็จบิณฑบาตและเสวยพระกระยาหารแล้ว จึงรีบเสด็จไปถึงพร้อมกับเวลาที่นางพราหมณีมาถึง และเสด็จไปขวางหน้าก่อนที่โจรองคุลิมาลจะวิ่งถึงมารดา โจรองคุลิมาลเห็นพระพุทธเจ้าจึงเปลี่ยนใจไม่ฆ่ามารดา แต่หันมาไล่ตามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้โจรองคุลีมาลวิ่งตามไม่ทันจน รู้สึกเหนื่อยล้า แล้วหยุดยืนอยู่กับที่ร้องบอกพระพุทธเจ้าขึ้นว่า

“หยุดก่อน สมณะ หยุดก่อน”

“เราหยุดแล้ว องคุลิมาล และเธอสิก็จงหยุดด้วย”

“ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้าพเจ้าไม่เข้าใจ”

“ตถาคต หมายความว่า เราหยุดฆ่าสัตว์แล้ว แต่เธอสิไม่หยุด ฉะนั้น เธอต้องหยุดด้วย”

โจรองคุลิมาลฟังแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่า ผู้ที่กำลังพูดอยู่กับตนนั้น คือพระพุทธเจ้า จึงทิ้งดาบแล้วก้มลงกราบแทบพระบาท เขาเกิดปีติโสมนัสอย่างแรงกล้าในพระพุทธเจ้า บุญบารมีที่สั่งสมมาแต่อดีตชาติได้โอกาสเกื้อหนุนให้จิตใจน้อมไปในการบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ตามที่ทูลขอ

พระเสละ ออกบวชเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดชฎิลเกณิยะ เรื่องมีอยู่ว่า ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จจาริกอยู่ในอังคุตตราปถชนบทพร้อมด้วยพระสาวก ๑,๒๕๐ รูป ชฎิลเกณิยะเกิดเลื่อมใสในพระเกียรติคุณ จึงทูลนิมนต์พระองค์พร้อมด้วยพระสาวก ไปรับภัตตาหารที่อาศรมของตนในเช้าวันรุ่งขึ้น


วันนั้นขณะที่บริวารของชฎิลเกณิยะกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการผ่าฟืน เตรียมเตาไฟและเตรียมอาหารนั้น พราหมณ์เสละและศิษย์ผ่านมาพบเข้า จึงสอบถามได้ความว่าจะมีการถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้าในวันพรุ่งนี้เช้า ก็เกิดเลื่อมใสทันทีจึงพากันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะที่ทูลสนทนากับพระพุทธเจ้าอยู่นั้น พราหมณ์เสละก็ได้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะของพระพุทธเจ้าไปด้วยจนครบถ้วนทั้ง ๓๒ ประการ จึงตกลงใจเชื่อแน่ว่านี่คือพระพุทธเจ้า ตกคืนนั้นเองพราหมณ์เสละและศิษย์ ๓๐๐ คนก็ตัดสินใจทูลขอบวชพร้อมกัน

พระวังคีสะ ออกบวชเพราะต้องการเรียนสีสมนตร์ดังกล่าวแล้ว เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อท่านตัดสินใจจะอาศัยมนตร์นี้เลี้ยงชีวิต พวกพราหมณ์พวกของท่านจึงพาท่านตระเวนไปแสดงความสามารถตามสถานที่ต่างๆ ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ใครก็ตามที่ต้องการทราบว่าญาติของตนที่ตายไปแล้วเกิดอยู่ในที่ใด นรก สวรรค์ หรือโลกมนุษย์ เมื่อมาหาท่านก็จะได้รับคำตอบหมด วิธีหาคำตอบก็คือ ท่านจะให้นำกะโหลกคนตายมาวางไว้แล้วเอานิ้วเคาะ ไม่นานก็จะได้คำตอบผ่านทางกะโหลกนั้น เกี่ยวกับสถานที่เกิดใหม่ของเจ้าของกะโหลก ด้วยวิธีการอย่างนี้ท่านก็ได้รับสิ่งของ อาทิ อาหาร ของใช้ เป็นเครื่องสักการะตอบแทน

หลังจากพากันตระเวนไปตามเมืองต่างๆ แล้วพวกพราหมณ์จึงพาท่านกลับมา ยังเมืองสาวัตถีตามเดิม และพำนักอยู่ใกล้ประตูทางเข้าวัดเชตวัน เหตุผลที่มาพำนักอยู่ที่นี้ก็เพื่อจะชักชวนพุทธศาสนิกชนที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้าให้หันมาเลื่อมใสท่านบ้าง

“ท่านทั้งหลาย เชิญมาหาวังคีสะเถิด เขารู้ที่เกิดของคนตายอย่างไม่มีใครสู้ได้” พวกของท่านโฆษณา

“วังคีสะ จะสู้พระพุทธเจ้าของเราได้หรือ” มีเสียงตอบจากกลุ่มพุทธศาสนิกชน

ทั้ง ๒ ฝ่ายโต้เถียงกันรุนแรงถึงขั้นท้ากัน วังคีสะขอตามพุทธศาสนิกชนกลุ่มนั้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย เพื่อจะได้ประลองวิชากัน พระพุทธเจ้าทรงรับคำท้าของท่าน ที่จะขอแสดงความสามารถให้ดูด้วยการให้นำกะโหลกคนตายมา ๕ กะโหลกด้วยกัน คือ กะโหลกคนตายที่ไปเกิดในนรก กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นมนุษย์ กะโหลกคนตายที่ไปเกิดเป็นเทวดา และกะโหลกของพระอรหันต์ วังคีสะเคาะกะโหลกคนตายแล้วก็บอกได้ว่าเป็นกะโหลกของใครตามลำดับ แต่มาถึงกะโหลกสุดท้ายอันเป็นกะโหลกของพระอรหันต์ ท่านไม่สามารถบอกได้เพราะเคาะแล้วก็ไม่ได้รับคำตอบว่าเจ้าของกะโหลกไปเกิด ณ ที่ใด จึงรู้สึกอับอายและยืนนิ่งอยู่โดยไม่ยอมปริปากพูดอะไร พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจความรู้สึกของท่านได้ดี จึงตรัสว่า

ผู้ใดรู้การเกิดและการตายของสัตว์ทั้งหลายได้ครบถ้วน ไม่มีติดขัด
เพราะดำเนินตามอริยมรรคและรู้แจ้งอริยสัจ เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์
เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ ไม่รู้ที่ไปของบุคคลใด
บุคคลนั้นสิ้นอาสวะห่างไกลกิเลสแล้ว
เราเรียกเขาว่า เป็นพราหมณ์


วังคีสะได้ฟังแล้วอยากจะเป็นพราหมณ์เช่นนั้นบ้าง จึงทูลขอให้พระพุทธเจ้าสอนวิชาให้ โดยคิดว่าเมื่อเรียนวิชาจากพระพุทธเจ้าได้แล้วก็จะทำให้รู้ที่เกิดของพระอรหันต์ อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเลี้ยงชีพต่อไป พระพุทธเจ้าทรงรับที่จะสอนให้ แต่ทรงวางเงื่อนไขให้ท่านบวชก่อนจึงจะยอมสอน เมื่อวังคีสะตกลงจึงทรงบวชให้

พระกุมารกัสสปะ ออกบวชเป็นสามเณรก่อน มูลเหตุที่ทำให้ออกบวชก็คือท่านเกิดความสลดใจในชีวิตของตนเอง เมื่อได้ทราบความจริงว่าท่านไม่ใช่โอรสของพระเจ้าปเสนทิโกศลอย่างที่เข้าใจมาแต่แรก แท้จริงแล้วเป็นลูกของภิกษุณี จึงทูลขอพระราชานุญาตพระเจ้าปเสนทิโกศลออกบวช พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทัดทาน แต่เมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถจะเปลี่ยนความตั้งใจของท่านได้ จึงทรงอนุญาต และเนื่องจากท่านมีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงให้บวชเป็นสามเณรก่อน

พระสุภูติ ออกบวชเพราะความเลื่อมใสในพุทธานุภาพที่ท่านเห็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปรับวัดพระเชตวันจากอนาถบิณฑิกเศรษฐี เช่นเดียวกับพระอุปวาณะ

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ การบรรลุอรหัตผล

พระวักกลิ บรรลุอรหัตผลหลังจากคิดฆ่าตัวตาย ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านหลงใหลในพระรูปกายของพระพุทธเจ้า ดังนั้นเมื่อบวชแล้วจึงละทิ้งการบำเพ็ญสมณธรรมทั้งหมด คอยเฝ้าแต่ติดตามดูพระรูปกายของพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสเตือนท่านเนืองๆ ให้เลิกละการเที่ยวดูร่างกายอันจะเปื่อยเน่า และทรงชี้ทางออกให้หันมามุ่งหน้าบำเพ็ญสมณธรรม

วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเท่ากับได้เห็นตถาคต
ผู้ใดเป็นตถาคต ผู้นั้นเท่ากับได้เห็นธรรม

พระวักกลิ แม้จะได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสเตือนเช่นนี้ก็หาได้เข้าใจไม่ ท่านยังคงทำตัวเหมือนเดิม ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะประทับอยู่ที่ใด ท่านก็จะไปเฝ้าอยู่ใกล้ๆ พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าหากให้เหตุการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ ท่านเองจะเป็นคนเสียหาย เนื่องจากจะไม่ได้บรรลุมรรคผลอันใด วันต่อมาเมื่อพระวักกลิมาเฝ้าจึงทรงขับไล่ไปให้พ้นจากพระองค์ พระวักกลิไม่ทันเข้าใจถึงวิธีการของพระพุทธเจ้าจึงรู้สึกเสียใจมาก และออกจากวัดเชตวันไปหมายจะกระโดดภูเขาฆ่าตัวตาย พระพุทธเจ้าทรงติดตามดูการกระทำของท่านตลอดเวลา ครั้นทรงเห็นว่าจะฆ่าตัวตายจริงๆ จึงทรงปรากฏพระองค์ให้เห็นพร้อมทั้งตรัสเรียกชื่อ ‘วักกลิ’ ซึ่งทำให้ท่านชงักและเกิดความดีใจว่าพระพุทธเจ้าตรัสเรียก ความน้อยใจแต่แรกหายไป กลายเป็นเกิดปีติขึ้นมาแทนที่ พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควร จึงตรัสสอน

ภิกษุผู้เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า
มากด้วยความปราโมทย์
สามารถบรรลุทางอันสงบสุข
ซึ่งดับการปรุงแต่งเสียได้ทั้งหมด

การที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกและตรัสสอนท่านนั้น ทำให้ท่านเกิดความอบอุ่นใจและมีกำลังใจ จึงได้ตั้งสติเจริญวิปัสสนาพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ครั้นแล้วก็พลันเกิดความรู้แจ้ง ได้บรรลุอรหัตผล

พระยโสชะ บรรลุอรหัตผลหลังจากถูกขับไล่ออกจากวัดเชตวัน ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าท่านเป็นชาวประมง หลังจากบวชแล้วก็พักอยู่แถบลุ่มน้ำอจิรวดีซึ่งเป็นบ้านเกิด วันหนึ่งได้พร้อมด้วยพระบริวารเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน พระบริวารของท่านส่งเสียงดังอื้ออึงลั่นวัดด้วยความเคยชินมาแต่ครั้งเป็นฆราวาส พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิและขับไล่ให้ออกไปจากวัดเชตวันโดยด่วน ท่านรู้สึกสลดใจจึงพาพระบริวารออกเดินทางไปยังแคว้นวัชชี แล้วปลูกกระท่อมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา ท่านและพระบริวารต่างมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรมจนได้บรรลุอรหัตผลในพรรษานั้นเอง

พระกุณฑธานะ บรรลุอรหัตผลพร้อมกับเวลาที่กรรมชั่วให้ผลสิ้นสุด มีเรื่องเล่าว่า ครั้นบวชได้ไม่นาน ท่านก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจต่อคำพูดเสียดสีของเพื่อนพระด้วยกัน จนไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้ มูลเหตุที่ทำให้ท่านถูกพูดจาเสียดสีจนจิตใจฟุ้งซ่านนั้น ก็คือ นับตั้งแต่วันบวชมีคนเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเดินตามหลังท่านอยู่ตลอดเวลาและทุกสถานที่ ผู้หญิงคนนั้นตามที่คนทั่วไปเห็นมีรูปร่างสวยงาม เวลาเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ขณะใส่บาตรท่าน ชาวบ้านก็มักจะพูดว่าส่วนนี้เป็นของท่าน อีกส่วนหนึ่งนี้เป็นของผู้หญิงที่ติดตามท่าน เวลาอยู่ในวัดเพื่อนพระก็จะพูดเสียดสีท่านว่าไม่น่าเลยท่านธานะคนดีต้องมาเป็นคนกุณฑะ (ชั่วช้า ในภาษาฮินดีใช้หมายถึง พวกนักเลงหัวไม้) จึงเป็นเหตุให้ท่านมีชื่อว่า ‘กุณฑธานะ’ มานับแต่นั้น

พระกุณฑธานะไม่ทราบเลยว่ามีผู้หญิงติดตามท่านอยู่ จึงรู้สึกไม่พอใจเมื่อถูกพูดจาเสียดสีบ่อยครั้ง เมื่อทนไม่ไหวจึงกล่าวตอบโต้บ้างอย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะแก่เพื่อนพระด้วยกัน

“พวกท่านซีชั่วช้า อุปัชฌาย์อาจารย์ของพวกท่านก็ชั่วช้า”

ต่อมาความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามถึงข้อเท็จจริง เมื่อท่านยอมรับว่าได้กล่าวตอบโต้ จึงตรัสเตือน

“ภิกษุ กรรมเก่าเธอยังชดใช้ไม่หมด ไฉนจึงมาสร้างกรรมใหม่อีก”

จากนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงกรรมเก่าที่ท่านทำไว้

เรื่องที่พระกุณฑธานะมีผู้หญิงติดตามนี้ อื้อฉาวมากรู้กันทั่วเมืองสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลในฐานะพุทธศาสนูปถัมภก ทรงเห็นว่าเป็นมลทินของพระพุทธศาสนา ทรงหวังจะช่วยชำระ จึงเสด็จไปตรวจสอบดูด้วยพระองค์เองถึงกุฏิของพระกุณฑธานะนั้น

ขณะนั้น พระกุณฑธานะกำลังนั่งเย็บผ้าอยู่ในกุฏิ พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปถึงทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่งแต่งตัวสวยงามยืนอยู่ข้างหลังท่าน จึงทรงขออนุญาตเสด็จเข้าไปในกุฏิเพื่อดูหญิงนั้นให้ชัดเจน แต่ครั้นเสด็จเข้าไปแล้วก็ไม่ทรงพบเห็นแม้แต่เงา ทรงตรวจดูกุฏิทุกซอกทุกมุมก็ไม่ทรงพบเห็น จึงเสด็จกลับออกมาประทับยืนอยู่ในที่เดิม และขณะที่ประทับยืนทอดพระเนตรอยู่ในที่เดิมนั้น ก็ทรงเห็นหญิงนั้นอีก ในที่สุดทรงสรุปได้ว่าผู้หญิงนั้นคงไม่ใช่รูปจริง แต่คงเป็นรูปที่เกิดขึ้นมาจากกรรมเก่าของพระเถระ แรกทีเดียวที่เสด็จมาถึง พระเจ้าปเสนทิโกศลไม่ทรงไหว้ แต่เมื่อทรงแน่พระทัยว่าท่านไม่ผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา จึงทรงยอมไหว้แล้วทอดพระเนตรดูท่านอย่าง พินิจพิเคราะห์ ทรงเห็นท่านผ่ายผอมผิวพรรณซีดเซียว จึงทรงเข้าพระทัยได้ดีว่าท่านคงลำบากเรื่องอาหาร ดังนั้นก่อนเสด็จกลับจึงตรัสว่า

“พระคุณเจ้า นับแต่นี้ไปไม่ต้องไปบิณฑบาตที่ไหนหรอก โยมจะบำรุงท่านด้วยปัจจัย ๔ ขอให้ท่านตั้งใจบำเพ็ญสมณธรรมก็แล้วกัน”

นับแต่นั้นมาพระกุณฑธานะก็เข้าไปบิณฑบาตในพระราชวังทุกวัน ร่างกายก็เริ่มมีกำลังเพราะได้อาหารพอฉัน จิตเริ่มสงบเพราะไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับคำพูดเสียดสี ท่านเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล และทันทีที่ได้บรรลุอรหัตผลนั้นรูปหญิงที่ติดตามท่านก็หายไปพร้อมๆ กัน

พระปิลินทวัจฉะ ดังได้กล่าวแล้วว่า ท่านบวชเพื่อต้องการศึกษาวิชามหาคันธาระจากพระพุทธเจ้า ดังนั้นครั้นบวชแล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิชามหาคันธาระนั้นทันที ด้วยการประทานกรรมฐานที่เหมาะสมแก่อุปนิสัยให้ ท่านบำเพ็ญกรรมฐานไม่นานก็ได้สำเร็จวิชามหาคันธาระ คือ บรรลุอรหัตผล อันทำให้หยุดการดิ้นรนขวยขวายเพื่อลาภสักการะดังแต่ก่อน

พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระอุปวาณะ พระเสละ พระนันทกะ มีหลักฐานกล่าวไว้คล้ายกันว่า หลังจากบวชแล้วไม่นานท่านได้บรรลุอรหัตผล แต่น่าเสียดายว่าไม่มีกล่าวถึงรายละเอียดการปฏิบัติธรรมของท่าน

พระองคุลิมาล บรรลุโสดาปัตติผลก่อนบวช หลังจากฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมเรื่องการไม่ฆ่าสัตว์ดังกล่าวมาแล้ว จากนั้นจึงทูลขอบวช ครั้นบวชแล้วก็เจริญวิปัสสนาจนได้บรรลุอรหัตผลในเวลาต่อมา


ก่อนบรรลุอรหัตผล มีเรื่องเล่าว่า เมื่อท่านตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปอยู่ที่วัดเชตวันนั้น แม้ว่าพระเจ้าปเสนทิโกศลจะทรงอุปการะเรื่องปัจจัย ๔ ท่านก็ไม่รับ แต่กลับถือธุดงค์ ๔ ข้อ คือ ถืออยู่ป่าเป็นวัตร ถือบิณฑบาตเป็นวัตร ถือครองผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น) เป็นวัตร และถือครองผ้าไตรจีวร (ผ้า ๓ ผืน) เป็นวัตร

เช้าวันหนึ่งขณะออกบิณฑบาตท่านเห็นหญิงท้องแก่ใกล้คลอดคนหนึ่ง แล้วเกิดธรรมสังเวชว่า สัตว์ทั้งหลายช่างลำบากแท้หนอ กลับจากบิณฑบาตแล้วท่านเข้าไปกราบทูลเล่าถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำให้ท่านเข้าไปหาหญิงนั้นแล้วกล่าวว่า

“น้องหญิง ตั้งแต่อาตมาเกิดมา อาตมาไม่รู้เลยว่าได้จง ใจปลงชีวิตสัตว์ (ฆ่าสัตว์) ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของเธอ”

แต่ท่านพูดค้านว่า ถ้าท่านพูดอย่างนั้นก็เท่ากับว่ากล่าวเท็จทั้งที่รู้ตัวอยู่ เพราะ (ตลอดเวลาที่เป็นโจร) ข้าพระองค์จงใจปลงชีวิตสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงทรงแนะนำให้ท่านกล่าวใหม่ว่า

“น้องหญิง ตั้งแต่อาตมาเกิดมาในอริยชาติ (เป็นพระอริยะ) อาตมาไม่รู้เลยว่าได้จงใจปลงชีวิตสัตว์ ด้วยคำสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เธอ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของเธอ” ท่านไปทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำ ผลปรากฏว่า หญิงนั้นและลูกปลอดภัย

วิธีทำของท่านมีกล่าวไว้ในปปัญจสูทนีว่า เมื่อพระเถระไปถึงที่คลอด ชาวบ้านช่วยกันกั้นม่านแล้วตั้งตั่งให้พระเถระนั่งนอกม่าน พระเถระนั่งทำสัจกิริยา (เปล่งคำสัตย์) อยู่นอกม่านนั้น พร้อมกับเวลาที่กล่าวคำสัตย์เด็กก็คลอดออก จากครรภ์มารดา เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรก (กระบอกกรองน้ำ)

ปรากฏว่านับแต่นั้นมา ที่นั้นเลยกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แม้สัตว์ดิรัจฉานที่คลอดยาก พวกเจ้าของก็จะนำมานอนที่ตั่ง ผลก็คือคลอดลูกง่าย บางตัวไม่แข็งแรงพามาไม่ได้ พวกเจ้าของก็จะเอาน้ำล้างตั่งไปรดหัวให้ ผลก็คือคลอดลูกง่ายเหมือนกัน

พระสาคตะ บรรลุอรหัตผลเพราะสลดใจในพฤติกรรมเมาสุราของท่านเอง มีเรื่องเล่าว่าหลังจากบวชได้ไม่นาน ท่านบำเพ็ญสมถกรรมฐานจนได้บรรลุสมาบัติ ๘ ท่านมีความชำนาญในการเข้าสมาบัติ ๘ และมีความชำนาญเป็นพิเศษในการเข้าเตโชสมาบัติ คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงพาท่านไปยังท่าเรืออัมพะ ซึ่งอยู่ที่หมู่บ้านภัททวติกะ ในแคว้นเจตี ที่ท่าเรือแห่งนั้นมีอาศรมของพวกชฎิลตั้งอยู่ ชฏิลคณะนี้นับถือพญานาค (งูใหญ่) พญานาคนั้นมีฤทธิ์มากสามารถบันดาลฝนให้ตกหรือไม่ตกก็ได้ตามใจปรารถนา ซึ่งทำให้ชาวบ้านท่าเรืออัมพะเดือดร้อนมาก


พระสาคตะตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปถึงที่นั้นทราบความเดือดร้อนของชาวบ้าน จึงคิดอยู่ว่าจะทรมานพญานาคให้ได้ ครั้นได้โอกาสท่านจึงไปนั่งขัดสมาธิใกล้ที่อยู่พญานาคนั้น เป็นเหตุให้พญานาค โกรธมากถึงขั้นพ่นควันพิษใส่ท่าน ท่านเข้าเตโชสมาบัติอธิษฐานจิตให้บังเกิดเป็นควันฟุ้งตลบกลบควันพิษของพญานาค พญานาคยิ่งโกรธมากขึ้นจึงพ่นควันไฟใส่ท่านอีก ท่านก็เข้าเตโชสมาบัติอธิษฐานจิตให้บังเกิดเป็นควันไฟที่ร้อนแรงกว่าใส่พญานาค จนในที่สุดพญานาคยอมแพ้และไม่แสดงฤทธิ์เบียดเบียนใครอีก

ข่าวคราวพระสาคตะปราบพญานาคได้กระจายไปทั่วหมู่บ้านท่าเรืออัมพะ ชาวบ้านต่างดีใจมาก นอกจากนั้นชาวเมืองโกสัมพีก็ได้ทราบข่าวคราวนี้ด้วยและดีใจไม่แพ้กัน เมื่อท่านเดินทางกลับมาแคว้นวังสะ ชาวเมืองโกสัมพีก็ต้อนรับท่านเยี่ยงวีรบุรุษ ด้วยการเตรียมสุราถวายให้ท่านดื่ม ตามคำแนะนำของพระฉัพพัคคีย์

รุ่งเช้าพระสาคตะออกไปบิณฑบาต ชาวเมืองโกสัมพีได้นำสุราที่จัดเตรียมไว้ออกมาถวายให้ท่านดื่ม เวลานั้นยังไม่มีพระพุทธบัญญัติห้ามพระดื่มสุรา ท่านจึงดื่มเพื่อฉลองศรัทธาบ้านละนิดละหน่อย แต่ครั้นดื่มมากบ้านเข้าท่านก็มีอาการเมาหมดสติล้มพับหลับใหลอยู่ข้างกองขยะริมทางเดิน พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านมาพบเข้าจึงทรงรับสั่งให้ พระช่วยกันหามท่านกลับวัด แล้วทรงยกเรื่องของท่านเป็น ปฐมเหตุบัญญัติสิกขาบทห้ามพระดื่มสุรา

รุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งท่านสร่างเมาได้สติรู้สึกตัวและได้ฟังเรื่องราวของท่านจากเพื่อนพระก็รู้สึกสลดใจในพฤติกรรมของตนเอง นับแต่นั้นจึงไม่ประมาทไม่ติดอยู่ในสมาบัติและฤทธิ์ ตั้งใจบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระวังคีสะ บรรลุอรหัตผลหลังจากบวชได้ไม่นาน กล่าวคือ เมื่อทรงบวชให้ท่านแล้ว พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านเป็นสัทธิวิหาริกของพระนิโครธกัปปะ พระนิโครธกัปปะสอนให้ท่านบำเพ็ญสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล ซึ่งเท่ากับว่าได้สำเร็จวิชาสีสมนตร์แล้ว


พระลกุณฑกภัททิยะ บรรลุโสดาปัตติผลหลังจากบวชได้ไม่นาน ต่อมาได้บรรลุสกทาคามิผลและอนาคามิผลตามลำดับ มีเรื่องเล่าว่า วันที่ท่านจะบรรลุอนาคามิผลนั้นเป็นวันมีมหรสพเล่น ท่านเดินผ่านมาทางในเมือง คณิกานางหนึ่งนั่งรถเล่นกับพราหมณ์คนหนึ่ง นางเห็นท่านตัวเล็ก อดขันไม่ได้จึงหัวเราะออกมาจนเห็นฟันขาว ท่านกำหนดเอากระดูกฟันของนางเป็นอารมณ์จนได้บรรลุฌาน แล้วทำฌานนั้นให้เป็นฐานสำหรับเจริญวิปัสสนาต่อไป จนได้บรรลุอนาคามิผล ต่อมาท่านเจริญกายคตาสติ คือ ตั้งสติกำหนดพิจารณาอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย พร้อมทั้งการเคลื่อนไหวอิริยาบถเป็นอารมณ์ และวันหนึ่งได้รับโอวาทเพิ่มเติมจากพระสารีบุตร ท่านเจริญวิปัสสนาตามโอวาทนั้นจนเกิดความรู้แจ้งได้บรรลุอรหัตผล

พระกุมารกัสสปะ บรรลุอรหัตผลหลังจากได้ฟังพระพุทธเจ้าทรงเฉลยปัญหา ๑๕ ข้อที่พรหมองค์หนึ่งบอกท่าน มีเรื่องเล่าว่า ขณะที่บำเพ็ญสมณธรรมอย่างเคร่งเครียดอยู่ในป่าอันธวัน พรหมชั้นสุทธาวาสองค์หนึ่งซึ่งเคยเป็นเพื่อนออกบวชปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันตอนช่วงปลายศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ เห็นท่านไม่บรรลุมรรคผลอันใดทั้งที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หวังจะช่วยให้บรรลุธรรมเร็วขึ้นจึงมาจากพรหมโลกปรากฏตนในป่าอันธวัน ครั้นสนทนากันแล้วพรหมองค์นั้นจึงฝากปัญหา ๑๕ ข้อให้ ท่านไปทูลถามพระพุทธเจ้า ท่านทำตามที่พรหมแนะนำ และเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหา ๑๕ ข้อนั้นจบลง ท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระสุภูติ บรรลุอรหัตผลโดยอาศัยเมตตาฌานเป็นฐาน มีเรื่องเล่าว่า ครั้นบวชแล้วท่านศึกษากรรมฐานจากพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลลาเข้าป่าบำเพ็ญสมณธรรม ท่านบำเพ็ญสมถะด้วยการตั้งจิตเมตตาไปยังสัตว์ทั้งหลายทั่วทุกทิศจนได้บรรลุเมตตาฌาน แล้วอาศัยเมตตาฌานนั้นเองเป็นฐานสำหรับเจริญวิปัสสนาต่อไป จนเกิดความรู้แจ้งได้บรรลุอรหัตผล

พระกังขาเรวตะ บรรลุอรหัตผลโดยอาศัยฌานเป็นฐานคล้ายกับพระสุภูติ มีเรื่องเล่าว่า ท่านศึกษากรรมฐานจากพระพุทธเจ้ากราบทูลลาพระพุทธเจ้าเข้าป่าไปบำเพ็ญสมถะจนได้บรรลุฌาน แล้วอาศัยฌานนั้นเป็นฐานสำหรับเจริญวิปัสสนาต่อไป ด้วยการพิจารณานามรูปให้เป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง จนเกิดความรู้แจ้งได้บรรลุพระอรหัตผล

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ งานสำคัญ

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระอสีติมหาสาวกนั้นมีหน้าที่สำคัญในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาตามกำลังความสามารถของแต่ละท่าน พระอสีติมหาสาวก ๑๖ รูปนี้ก็เช่นกันแม้จะไม่ปรากฏหลักฐานหมดทุกรูป แต่ก็สันนิษฐานว่าทุกรูปได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

บรรดาพระอสีติมหาสาวก ๑๖ รูปนั้น พระอสีติมหาสาวกที่มีการบันทึกเรื่องราวการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านไว้มี ๕ รูป คือ พระปิลินทวัจฉะ พระสาคตะ พระกุมารกัสสปะ พระนันทกะ และพระสุภูติ

พระปิลินทวัจฉะ สอนธรรมแก่พวกเทวดาเป็นประจำหลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว เทวดาเหล่านั้นมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งมีความคุ้นเคยกับท่านมาตั้งแต่ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ด้วยกันในชาติหนึ่งในอดีต มี เรื่องเล่าว่า ในชาตินั้นท่านเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ ทรงธรรมสอนพสกนิกรให้มั่นคงอยู่ในศีล ๕ ครั้นตายแล้ว พสกนิกรเหล่านั้นได้ไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ เมื่อท่านมาเกิดในชาตินี้ได้ออกบวชและบรรลุอรหัตผล เทวดาเหล่านั้นจำได้จึงมาหาด้วยความ คุ้นเคยและเลื่อมใสพร้อมทั้งได้ฟังธรรมจากท่านด้วย

พระสาคตะ แสดงปาฏิหาริย์ตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ ท่านทำหน้าที่ถวายการอุปัฏฐาก มีชาวเมืองแคว้นอังคะจำนวนมากมาที่ภูเขาคิชฌกูฏนั้น เพื่อขอเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ด้วยการดำดินลงไปแล้วโผล่ขึ้นเบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าชาวเมืองแคว้นอังคะที่ยังไม่เลื่อมใสศรัทธาเริ่มน้อมใจศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้ว เพื่อเป็นการเพิ่มพูนศรัทธาของพวกเขาพระองค์จึงทรงรับสั่งให้ท่านแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ต่อไปอีกด้วยการเดิน ยืน นั่ง นอนในอากาศ ท่านแสดง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งอย่างครบถ้วน และจบลงด้วยการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ที่ท่านชำนาญ คือ การทำให้เกิดควันไฟออกจากกายของท่าน

ชาวเมืองแคว้นอังคะเห็นแล้วต่างรู้สึกว่าพระสาวกยังมีความสามารถถึงเพียงนี้ แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสดาเล่าจักมีความสามารถเพียงไหน พระพุทธเจ้าทรง ตรวจดูวาระจิตของคนเหล่านั้นอยู่ตลอดเวลา ครั้นทรง เห็นว่ามีจิตอ่อนโยนแล้วจึงทรงแสดงอนุปุพพิกถาและอริยสัจ ๔ จนพวกเขาเข้าใจได้บรรลุโสดาปัตติผล

พระกุมารกัสสปะ แสดงธรรมโปรดพระเจ้าปายาสิ เจ้าผู้ครองนครเสตัพยะ จนคลายความเห็นผิดและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา เดิมทีเดียวพระเจ้าปายาสิทรงเป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความเห็นว่าโลกหน้าไม่มี เทวดาและสัตว์นรกไม่มี ผลกรรมดีกรรมชั่วไม่มี พระองค์ได้นำเรื่องนี้ไปสนทนากับพระกุมารกัสสปะ พระกุมารกัสสปะกล่าวอธิบายด้วยข้ออุปมาที่ลึกซึ้งจนทำให้พระองค์เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง ยอมละความเห็นผิด ประกาศตนนับถือพระรัตนตรัยและทำบุญต่างๆ อาทิ ถวายทานแก่พระในพระพุทธศาสนาและนักบวชนอกพระพุทธศาสนา รวมทั้งทรงสงเคราะห์คนยากจนด้วย

พระนันทกะ แสดงธรรมสอนภิกษุณี ๕๐๐ รูป จนได้บรรลุอรหัตผล ณ วัดราชการาม เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล มีเรื่องเล่าว่า คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่ วัดเชตวัน พระนางมหาปชาบดีโคตมี ซึ่งออกบวชเป็นภิกษุณีแล้วได้พาภิกษุณี ๕๐๐ รูปเข้าเฝ้า เพื่อทูลขอให้ทรงแสดงธรรมให้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควร จึงทรงมอบให้พระสาวกรับภาระผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนแสดงธรรมให้ภิกษุณีเหล่านั้นฟัง พระสาวกที่ได้รับมอบภาระนั้น มีพระนันทกะรวมอยู่ด้วย


พระสาวกรูปอื่นๆ ต่างทำหน้าที่ด้วยดีเมื่อถึงวาระของตน แต่พระนันทกะกลับหลบหลีกไม่ยอมไปแสดงธรรม เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะท่านระลึกชาติได้ว่า ภิกษุณีเหล่านั้นชาติหนึ่งในอดีตเคยเป็นบาทบริจาริกาของท่าน จึงเกรงว่าเมื่อไปแสดงธรรมจะถูกพระสาวกรูปอื่นที่ระลึกชาติได้ตำหนิว่า ท่านยังมีความผูกพันอยู่กับภิกษุณีเหล่านั้น ด้วยเหตุดังว่ามานี้ท่านจึงหลบหลีกให้พระสาวกรูปอื่นไปแสดงธรรมแทนท่าน

ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงทรงรับสั่งให้ท่านไป แสดงธรรมด้วยตนเองเมื่อถึงวาระ ทั้งนี้เพราะทรงทราบ ดีว่าภิกษุณีเหล่านั้นหวังจะได้ฟังธรรมจากพระนันทกะเป็นสำคัญ เนื่องจากมีความผูกพันมาแต่อดีตชาติดังกล่าวแล้ว ท่านไม่อาจขัดขืนพระดำรัสของพระพุทธเจ้าได้ วันรุ่งขึ้นจึงไปแสดงธรรมตามวาระที่มาถึง

ธรรมที่ท่านแสดงนั้นว่าด้วยเรื่องอายตนะภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ และเวทนา ที่เกิดจากอายตนะภายในกับอายตนะภายนอกกระทบกัน พระนันทกะชี้ให้เห็นว่า สิ่งทั้งปวงนั้นต่างไม่เที่ยง มีความ ผันแปรและไม่มีตัวตนอันแท้จริงที่จะให้ยึดถือได้ จากนั้นจึงจบลงด้วยการแสดงโพชฌงค์ ๗ ให้ฟัง

วันแรก ภิกษุณีเหล่านั้นฟังแล้วยังไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดเลย ต่อมาวันที่ ๒ พระนันทกะแสดงธรรมเรื่องเดียวกันนี้ให้ฟังซ้ำอีก จึงได้บรรลุอรหัตผล เนื่องจากทำจิตให้สงบคลายความรักความผูกพันที่มีมาแต่อดีตชาติลงได้

พระสุภูติ แม้ว่าจะไม่ปรากฏเรื่องราวหลักธรรมที่ท่านสอน แต่ปฏิปทาของท่านที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความเลื่อมใสนั้น นับว่าเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่า หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้วท่านได้จาริกไปตามเมืองต่างๆ ทั้งในแคว้นโกศลและนอกแคว้นโกศล คราวหนึ่งจาริกไปถึงแคว้นมคธ เข้าไปในเมืองราชคฤห์


พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบข่าวว่า ท่านมีปกติอยู่ด้วยอรณวิหารธรรม คือ เข้าฌานอยู่เป็นประจำ แม้เวลาบิณฑบาตก่อนจะรับบิณฑบาตที่บ้านใดก็จะเข้าฌานแผ่เมตตาให้แก่เจ้าของบ้านนั้นก่อน และบัดนี้ทรงทราบว่าท่านเดินทางมาถึงแคว้นมคธแล้ว จึงเสด็จไปหาแล้วตรัสนิมนต์ให้ท่านอยู่จำพรรษาในแคว้นมคธ

พระสุภูติรับนิมนต์ แต่เนื่องจากพระเจ้าพิมพิสาร ทรงลืมรับสั่งให้จัดเสนาสนะให้ท่าน ท่านจึงอยู่ในที่กลางแจ้ง การที่ท่านอยู่ในที่กลางแจ้งนั้นมีผลทำให้ฝนไม่ตก ชาวเมืองที่เป็นชาวนาชาวไร่ต่างเดือดร้อนเพราะปลูกพืชผักไม่ได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร หลังจากทรงใคร่ครวญถึงสาเหตุแล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็แน่พระทัยว่าฝนไม่ตกเพราะพระสุภูติอยู่ในที่กลางแจ้ง ทรงใคร่ครวญต่อไปถึงสาเหตุที่พระสุภูติต้องอยู่ในที่กลางแจ้งก็ทรงพบว่า เป็นเพราะพระองค์ไม่ได้จัดเสนาสนะถวายท่าน

ครั้นทรงทราบแน่ชัดอย่างนี้แล้ว พระเจ้าพิมพิสารก็ทรงรับสั่งให้สร้างกุฏิใบไม้ถวาย และทันทีที่ท่านเข้าไปภายในกุฏินั้นปรากฏว่าฝนตก ชาวเมืองพากันดีใจ ความเดือดร้อนที่เนื่องจากฝนแล้งก็ยุติลง

คราวสังคายนาครั้งที่ ๑ อันถือว่าเป็นงานสำคัญที่ช่วยกันรักษาพระธรรมวินัยให้คงอยู่และยั่งยืนสืบมา พระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นโกศลก็มีส่วนร่วมด้วย ที่ปรากฏชื่อมี ๔ รูป คือ พระวังคีสะ พระกุมารกัสสปะ พระมหาโกฏฐิตะ และพระอุปวาณะ

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ เอตทัคคะ-อดีตชาติ

บรรดาพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นโกศลที่กล่าวมานี้ มีที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ๑๒ รูป คือ พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระสาคตะ พระวังคีสะ พระลกุณฑกภัททิยะ พระกุมารกัสสปะ พระนันทกะ พระสุภูติ และพระกังขาเรวตะ

พระวักกลิ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านหลุดพ้นด้วยศรัทธา

พระกุณฑธานะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านจับสลากได้เป็นคนแรก

พระปิลินทวัจฉะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่รักของเทวดา

พระมหาโกฏฐิตะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔

พระโสภิตะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านระลึกชาติได้มาก

พระสาคตะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเข้าเตโชสมาบัติ

พระวังคีสะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านปฏิภาณกวี

พระลกุณฑกภัททิยะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีเสียงไพเราะ

พระกุมารกัสสปะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรมได้งดงามด้วยข้ออุปมา

พระนันทกะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสอนภิกษุณี ๕๐๐ รูปให้ได้บรรลุอรหัตผลพร้อมกัน

พระสุภูติ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปกติอยู่ด้วยการเข้าฌาน และเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา (ของทำบุญ)

พระกังขาเรวตะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในการเข้าฌาน

พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระอสีติมหาสาวก ๑๒ รูปนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ตามความสามารถในชาติปัจจุบันและตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ในอดีตชาติ

พระวักกลิ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์อยู่ในเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านหลุดพ้นด้วยศรัทธา แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายหลังจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกฉันภัตตาหารแล้ว ท่านได้ถวายผ้าไตรจีวรแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก แล้วกราบแทบพระบาทของพระพุทธเจ้าพลางกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ ๗ วันที่แล้ว พระองค์ทรงยกย่องพระสาวกรูปหนึ่งว่าเลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายผู้หลุดพ้นด้วยศรัทธา ด้วยผลบุญนี้ขอข้าพระองค์จงได้รับยกย่องอย่างพระสาวกรูปนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงตรวจดูความเป็นไปในอนาคตของท่านด้วยพระญาณแล้ว ทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า “ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านหลุดพ้นด้วยศรัทธา”

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อออกบวชแล้วได้บรรลุอรหัตผล เพราะอาศัยศรัทธาในพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านหลุดพ้นด้วยศรัทธาดังกล่าวแล้ว

พระกุณฑธานะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านจับสลากได้เป็นอันดับแรก แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการทำบุญต่างๆ แล้วจากนั้นจึงได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิได้รับมาแล้ว คือจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านจับสลากได้เป็นอันดับแรก

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อได้บรรลุอรหัตผลแล้วจับสลากได้เป็นอันดับแรกทุกครั้ง พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านจับสลากได้เป็นอันดับแรกดังกล่าวมาแล้ว

กล่าวถึงกรรมดีมาแล้ว ต่อนี้ไปจักได้กล่าวถึงกรรมชั่วของท่านบ้าง ซึ่งให้ผลออกมาเป็นว่าท่านเมื่อบวชแล้วมีรูปหญิงติดตามหลังอยู่ตลอดเวลา

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งเป็นช่วงปลายพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ท่านเกิดเป็นภุมมเทวดา (เทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามภาคพื้นดิน) เห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ๒ รูป มีความรักและสามัคคีกันอย่างยิ่ง จึงรู้สึกริษยาหวังจะทำให้พระสาวกนั้นแตกแยกกัน ภุมมเทวดาหาโอกาสทำลายความรักสามัคคีของพระสาวก ๒ รูปนั้นอยู่นาน จนถึงวันอุโบสถวันหนึ่งพระสาวก ๒ รูปนั้นเดินทางไปทำอุโบสถร่วมกัน ระหว่างทางรูปหนึ่งเกิดปวดอุจจาระจึงขอตัวไปทำธุระในพุ่มไม้ใกล้ทางเดิน ปล่อยให้อีกรูปหนึ่งยืนคอยอยู่ ภุมมเทวดาเห็นเป็นโอกาสจึงแปลงตนเป็นหญิงสาวรูปร่างสวยงาม เมื่อพระสาวกรูปนั้นออกจากดงมาก็ตามหลังท่านออกมาด้วย พลางแสดงกิริยาอาการเหมือนว่าได้สำเร็จกามกิจกับท่านมา นั่นคือ เกล้าผม จัดแต่งผ้านุ่งให้เรียบร้อย

พระสาวกรูปที่ยืนคอยอยู่เห็นพระเพื่อนมีผู้หญิงเดินตามหลังออกมาจากพุ่มไม้ ก็เริ่มสงสัยในพฤติกรรม ยิ่งมาได้เห็นกิริยาอาการของหญิงที่แสดงออกมาอย่างนั้น ก็ยิ่งแน่ใจว่าสิ่งที่ตนสงสัยนั้นน่าจะเป็นจริง จึงแสดงอาการรังเกียจ เมื่อพระเพื่อนมาถึงจึงได้ปฏิเสธไม่ขอร่วมทางด้วย พร้อมทั้งบอกตามที่ตนเห็นและสงสัย ฝ่ายพระเพื่อนที่ถูกภุมมเทวดาแกล้งนั้นก็ปฏิเสธหนักแน่นว่า มิได้ทำผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา

อย่างไรก็ตาม วันนั้นการกลั่นแกล้งของเทวดาได้ผล กล่าวคือ พระสาวก ๒ รูปนั้นเกิดแตกแยกถึงขนาดไม่ยอมร่วมลงอุโบสถด้วยกัน และไม่ใช่แต่พระสาวกคู่กรณีนั้นเท่านั้น แม้พระสาวกรูปอื่นๆ ที่เดินทางมาหมายจะร่วมลงอุโบสถด้วยก็เริ่มลังเลใจ ในที่สุดพระสาวกรูปที่ถูกเทวดาแกล้งก็ถูกขับไล่ ไม่มีพระสาวกรูปใดร่วมทำอุโบสถด้วย เพราะต่างก็เชื่อกันว่าท่านเสียศีลขาดจากความเป็นพระแล้ว เพราะเหตุที่มีเพศสัมพันธ์กับหญิง

ภุมมเทวดารู้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ตอนแรกรู้สึกสมใจที่พระสาวกแตกแยกกัน แต่เมื่อความแตกแยกขยายใหญ่ขึ้น พระสาวกรูปที่ตนแกล้งถูกรังเกียจจนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ภุมมเทวดาจึงรู้สึกเสียใจและสงสารพระสาวกรูปนั้นมาก ขณะนั้นเองจึงตัดสินใจแปลงตนเป็นคนแก่ เข้าไปหาพระสาวกที่กำลังลังเลใจจะเชื่อ หรือไม่เชื่อดีพร้อมทั้งสารภาพผิด และบอกกล่าวความจริงให้ทราบ

พระสาวกเหล่านั้น ครั้นได้ทราบความจริงแล้วก็ยอมให้พระสาวกที่ถูกกลั่นแกล้งนั้นเข้าร่วมลงอุโบสถ แต่แม้กระนั้นความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระคู่กรณีก็มิได้ดีดุจเดิม ต่างรูปต่างแยกกันอยู่และต่างมุ่งปฏิบัติธรรมจนตราบอายุขัย

ฝ่ายภุมมเทวดาจุติจากชาตินั้นแล้ว บาปกรรมก็ส่งผลให้ไปเกิดในอเวจีนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่งต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน จึงพ้นจากอเวจีนรกมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถีดังกล่าวแล้ว

พระปิลินทวัจฉะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นชาวเมืองหงสวดี รับราชการในตำแหน่งนายประตู เป็นคนสนิทของพระเจ้าอานันทะผู้เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ซึ่งครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา ท่านเป็นคนมั่งคั่ง เห็นพระเจ้าอานันทะและเชื้อพระวงศ์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกอยู่เนืองๆ จึงเกิดศรัทธาปรารถนาจะถวายทานบ้าง วันหนึ่งจึงทูลขอพระราชานุญาต และเมื่อได้รับพระราชานุญาตแล้วจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะนั้นพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่พร้อมทั้งทรงประกาศตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่รักของเทวดา ท่านเห็นแล้วยิ่งเพิ่มศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิและพระกุณฑธานะได้รับแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่รักของเทวดา

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าสุเมธะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าสุเมธะนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองสุทัสสนะ เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าและถวายการรับใช้อยู่เป็นประจำ ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็ได้บูชาสักการะพระสถูปที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พร้อมทั้งถวายทานแด่พระอรหันต์ และพระสาวกที่ยังเป็นปุถุชนโดยไม่จำเพาะเจาะจงอยู่ตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีเทวดามาหาและสนทนาธรรมอยู่ด้วยเนืองๆ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเป็นที่รักของเทวดาดังกล่าวมาแล้ว

พระมหาโกฏฐิตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรของตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง


ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยวิธีการอย่างที่พระวักกลิและพระปิลินทวัจฉะทำ คือ ถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ คือ แตกฉานในข้อธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า แตกฉานในความหมายที่อธิบายข้อธรรมนั้นๆ แตกฉานในการใช้ภาษาและแตกฉานเชิงปฏิภาณ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ ดังกล่าวมาแล้ว

พระโสภิตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรคหบดีตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านระลึกชาติได้มาก แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการทำบุญและกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระปิลินทวัจฉะ พระกุณฑธานะ และพระมหาโกฏฐิตะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านระลึกชาติได้มาก

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วสามารถระลึกชาติได้มากถึงชาติที่เกิดเป็นอสัญญีสัตว์ (แปลว่า สัตว์ผู้ไม่มีสัญญา คือ ความรู้สึกตัว ใช้เรียกพรหมพวกหนึ่งซึ่งเมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้บรรลุฌาน และเวลาตาย ตายขณะอยู่ในอิริยาบถใดก็ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในอิริยาบถนั้นด้วยอำนาจฌาน และไม่มีความรู้สึกตัว ไทยมักเรียกว่า พรหมลูกฟัก) พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านระลึกชาติได้มากดังกล่าวมาแล้ว

พระสาคตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเข้าเตโชสมาบัติ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง


ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการทำบุญและกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ และพระโสภิตะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญการเข้าเตโชสมาบัติ

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีความสามารถเข้าเตโชสมาบัติปราบพญานาคได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านเข้าเตโชสมาบัติดังกล่าวมาแล้ว

พระวังคีสะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพราหมณ์ ศึกษาจบไตรเพท วันหนึ่งเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวก ชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านปฏิภาณกวี แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยวิธีการอย่างที่พระวักกลิ พระปิลินทวัจฉะ และพระมหาโกฏฐิตะทำ คือ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ และพระสาคตะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านปฏิภาณกวี

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่ท่านได้กล่าวสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะและพระอัครมหาสาวกเป็นบทกวี ยิ่งกว่านั้นยังได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าเป็นบทกวีอีกด้วย พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านปฏิภาณกวีดังกล่าวมาแล้ว

พระลกุณฑกภัททิยะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรของตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีเสียงไพเราะ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยวิธีการอย่างที่พระวักกลิ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ และพระวังคีสะทำ คือ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายท่านได้กราบทูล พระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระสาคตะ และพระวังคีสะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีเสียงไพเราะ

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นนกดุเหว่าด้วยผลกรรมชั่วบางอย่าง แต่กรรมดีก็ส่งผลให้แสนรู้และมีขนสวยงาม วันหนึ่งขณะคาบผลมะม่วงสุกมีรสหวานบินมาจากป่าหิมพานต์ เห็นพระพุทธเจ้าวิปัสสีเสด็จพระพุทธดำเนินมีพระสาวกจำนวนมากโดยเสด็จด้วย แล้วเกิดความเลื่อมใสจึงกระพือปีกถวายบังคมแล้วบินร่อนลงมาหาพระพุทธเจ้า ด้วยตั้งใจจะถวายผลมะม่วงสุกนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบความประสงค์ของนกดุเหว่า จึงรับบาตรจากพระอุปัฏฐากเปิดฝาบาตรแล้วทรงยื่นออกรับผลมะม่วงสุกจากนกดุเหว่านั้น ครั้นแล้วทรงเลือกที่ประทับนั่งเสวย นกดุเหว่าเห็นพระพุทธเจ้าเสวยผลมะม่วงสุกนั้นแล้ว ก็เกิดปีติโสมนัสพลางน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า จากนั้นก็ปรบปีกถวายบังคมบินลากลับรัง นกดุเหว่าระลึกถึงบุญนั้นอยู่เนืองๆ ตลอดชีวิต จากนั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นช่างไม้ฝีมือดี หลังจากพระพุทธเจ้ากัสสปะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พุทธบริษัทได้ประชุมกันเพื่อสร้างพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ แต่ตกลงกันไม่ได้ว่าจะสร้างสถูปสูงเท่าใด เพราะเท่าที่เสนอมานั้นสูงถึง ๗ โยชน์ จากนั้นก็เสนอลดหลั่นกันลงมา ๖ โยชน์บ้าง ๕ โยชน์บ้าง ๔ โยชน์บ้าง ๓ โยชน์บ้าง ๒ โยชน์บ้าง

ช่างไม้รู้สึกรำคาญใจจึงเสนอให้สร้างสูงเพียง ๑ โยชน์ ด้านกว้างก็เสนอให้สร้างมีขนาด ๑ โยชน์เช่นกัน โดยให้เหตุผลว่า หากสร้างสูงใหญ่เกินนั้นไปจะลำบากเรื่องการรักษาซ่อมแซมเมื่อถึงคราวชำรุดทรุดโทรม ส่วนหน้ามุขแต่ละด้านช่างไม้ก็เสนอให้สร้างกว้างด้านละ ๑ คาวุต พุทธบริษัทพิจารณาแล้วก็เห็นด้วยตามที่เขาเสนอ จึงมีมติให้ลดส่วนพระสถูปลงมาเหลือสูงเพียง ๑ โยชน์ จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรของตระกูลร่ำรวยตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่ท่านมีเสียงไพเราะ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีเสียงไพเราะดังกล่าวมาแล้ว

พระกุมารกัสสปะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรมได้งดงามด้วยข้ออุปมา แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยวิธีการอย่างที่พระวักกลิ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระวังคีสะ และพระลกุณฑกภัททิยะทำ คือ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้าย ท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระสาคตะ พระวังคีสะ และพระลกุณฑกภัททิยะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรมได้งดงามด้วยข้ออุปมา

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้ว เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านออกบวช ภายหลังที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้นานแล้ว ซึ่งตกอยู่ในช่วงปลายพุทธุปบาทกาล พระศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้นใกล้สูญสิ้นไปจากโลก ครั้นบวชแล้วท่านพร้อมกับเพื่อนพระอีก ๖ รูป (รวมเป็น ๗ รูปกับทั้งท่าน) ที่มุ่งมั่นปฏิบัติปลดเปลื้องตนให้พ้นจากกิเลส ได้ชวนกันละทิ้งหมู่คณะแล้วออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันบนยอดเขาลูกหนึ่ง

ผลปรากฏว่าใน ๗ รูปนั้นมีเพียง ๑ รูปที่ได้บรรลุอรหัตผล และอีก ๑ รูปที่ได้บรรลุอนาคามิผล ส่วนที่เหลืออีก ๕ รูป แม้จะมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างหนัก แต่ก็ไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดเลย อย่างไรก็ตามพระ ๕ รูปนั้นก็หาได้ท้อถอยไม่ ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมต่อไปจนถึงมรณภาพ ต่างรูปต่างเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ ตามผลกรรม จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ทั้งหมดนั้นได้มาเกิดเป็นบุคคล ต่างๆ ดังนี้

ท่านหนึ่งมาเกิดเป็นเจ้าชายปุกกุสาติแห่งเมืองตักกสิลา แคว้นคันธาระ ท่านหนึ่งมาเกิดเป็นพระสภิยะ ท่านหนึ่งมาเกิดเป็นพระพาหิยทารุจีริยะ ท่านหนึ่งมาเกิดเป็นพระทัพพมัลลบุตร และอีกท่านหนึ่งมาเกิดเป็นพระกุมารกัสสปะ

ทั้ง ๕ ท่านนั้น ท่านแรก คือ เจ้าชายปุกกุสาติ ได้พบพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ได้ฟังธรรมและบรรลุอนาคามิผล แต่มิทันได้บวชก็ถูกแม่วัวขวิดตายขณะออกหาบาตรและจีวร เช่นเดียวกับพระพาหิยะ ท่านไปเกิดเป็นพรหมอนาคามีอยู่ในพรหมโลกชั้นอวิหา อันเป็นชั้นแรกของพรหมโลกชั้นสุทธาวาส อีก ๓ ท่าน คือ พระสภิยะ พระทัพพมัลลบุตร และพระกุมารกัสสปะ ได้ออกบวชและบรรลุอรหัตผลในเวลาต่อมา ส่วนพระพาหิยทารุจีริยะได้บรรลุอรหัตผลก่อนบวช แต่ยังมิทันได้บวชก็นิพพานเสียก่อน

พระกุมารกัสสปะ ครั้นออกบวชและได้บรรลุอรหัตผลแล้ว อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่สามารถแสดงธรรมได้งดงามด้วยข้ออุปมา พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรมได้งดงามด้วยข้ออุปมาดังกล่าวมาแล้ว


พระนันทกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรเศรษฐี ชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสอนภิกษุณี แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการทำบุญสำคัญต่างๆ อาทิ ถวายผ้ากัมพลราคาแพงแด่พระพุทธเจ้า บูชาต้นสาละ ซึ่งเป็นไม้ที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งตรัสรู้ ต่อมาได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระสาคตะ พระวังคีสะ พระลกุณฑกภัททิยะ และพระกุมารกัสสปะได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสอนภิกษุณี

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าสิขี


ชาติที่พบพระพุทธเจ้าสิขีนั้น ท่านเกิดเป็นนายพราน วันหนึ่งขณะออกล่าเนื้ออยู่ในป่าฝ่านมาทางที่ประทับของพระพุทธเจ้า เห็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้เดินจงกรมเป็นหลุมเป็นบ่อแล้วเกิดศรัทธา จึงได้นำทรายมาถมพร้อมทั้งเกลี่ยให้ราบเรียบ ท่านได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐี เมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วได้สอนภิกษุณี ๕๐๐ รูปให้ได้บรรลุอรหัตผลด้วย พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสอนภิกษุณีดังกล่าวมาแล้ว

พระสุภูติ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลในเมืองหงสวดี มีชื่อว่า ‘นันทะ’ ศึกษาจบไตรเพท ต่อมาได้ออกบวชเป็นฤาษีสร้างอาศรมอยู่ที่ภูเขานิสภะในป่าหิมพานต์ และมีกุลบุตรออกบวชตามเป็นจำนวนมาก วันหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรดถึงอาศรม ฤาษีนันทะและบรรดาศิษย์ต่างมีจิตเลื่อมใสถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกที่ตามเสด็จด้วยจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ รูป จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงนำพระสาวกเข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลา ๗ วัน ขณะที่พระพุทธเจ้าเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ฤาษีนันทะได้ยืนกั้นร่มถวายพระพุทธเจ้า ส่วนบรรดาฤาษีศิษย์ได้ยืนประนมมือไหว้พระสาวก

หลังออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระสาวกรูปหนึ่งที่ได้ตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปกติอยู่ด้วยการเข้าฌานและเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา กล่าวอนุโมทนาทานของฤาษีนันทะและศิษย์ จากนั้นพระพุทธเจ้าจึง ทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง ผลปรากฏว่าเมื่อฟังธรรมแล้วฤาษีศิษย์ทั้งหลายได้บรรลุอรหัตผลแล้วทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา ส่วนฤาษีนันทะไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดเลย ทั้งนี้เพราะมัวแต่ตั้งจิตปรารถนาจะเป็นเหมือนพระสาวกที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต จนลืมพิจารณาธรรม พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน จึงตรัสพยากรณ์ทำนองเดียวกัน คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปกติอยู่ด้วยการเข้าฌานและเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาและมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม ท่านบำเพ็ญคตปัจจาคติกวัตรตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่ว่าท่านบิณฑบาตถึงบ้านใดก็จะเข้าฌาน แผ่เมตตาให้แก่เจ้าของบ้านและสรรพสัตว์ก่อนเป็นปกติแล้วจึงรับบิณฑบาตจากบ้านนั้น ซึ่งยังผลให้การทำบุญนั้นมีผลมาก พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีปกติอยู่ด้วยการเข้าฌาน และเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาดังกล่าวมาแล้ว

พระกังขาเรวตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์เมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อม กับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในการเข้าฌาน แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง


ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยวิธีการอย่างที่พระวักกลิ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระวังคีสะ พระลกุณฑกภัททิยะ และพระกุมารกัสสปะทำ คือ ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างที่พระวักกลิ พระกุณฑธานะ พระปิลินทวัจฉะ พระมหาโกฏฐิตะ พระโสภิตะ พระสาคตะ พระวังคีสะ พระลกุณฑกภัททิยะ พระกุมารกัสสปะ พระนันทกะ และพระสุภูติได้รับมาแล้ว คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในการเข้าฌาน

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่ท่านมีความสามารถชำนาญในการเข้าฌานเสมอด้วยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านชำนาญในการเข้าฌานดังกล่าวมาแล้ว

ได้กล่าวถึงอดีตชาติของพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นโกศล ที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะมาแล้ว ต่อไปนี้จักได้กล่าวถึง อดีตชาติของพระอสีติมหาสาวกชาวแคว้นโกศล ที่ไม่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ซึ่งมีอยู่ ๔ รูป คือ พระยโสชะ พระอุปวาณะ พระองคุลิมาล และพระเสละ


พระอสีติมหาสาวก ๔ รูปนี้ แม้จะไม่ได้ตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะไว้เหมือนพระอสีติมหาสาวก ๑๒ รูปนั้น แต่ก็ได้ตั้งจิตปรารถนาเพื่อเป็นพระมหาสาวก และได้บรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต ซึ่งแต่ละรูปต่างก็ได้รับพุทธพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าในอดีตทำนองเดียวกัน คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักได้บรรลุอรหัตผล ดังมีรายละเอียดดังนี้

พระยโสชะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นชาวสวนเมืองพันธุมดี วันหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้าทรงเหาะอยู่กลางอากาศแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธานุภาพ และตั้งจิตปรารถนาเพื่อบรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล ต่อมาพบพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จบิณฑบาต จึงถวายขนุนสำมะลอให้พระพุทธเจ้าเสวย พระพุทธเจ้าทรงทราบความปรารถนาของท่าน ครั้นเสวยแล้วจึงตรัสพยากรณ์ว่า ท่านจักได้บรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดม เป็นเหตุให้ท่านเกิดปีติโสมนัสอย่างยิ่ง จึงได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเป็นหัวหน้าโจร มีบริวาร ๕๐๐ คน วันหนึ่ง ออกปล้นแล้วถูกชาวบ้านไล่ตาม จึงพากันหนีเข้าป่ามาพบพระป่ารูปหนึ่งกำลังบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ เลยขอให้ท่านช่วยเหลือ ท่านจึงช่วยเหลือด้วยการให้พวกโจรถือศีล ๕ แล้วสอนว่า

“อุบาสกทั้งหลาย บัดนี้พวกท่านถือศีล ๕ แล้ว ซึ่งก็หมายความว่า พวกท่านจักไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมาอีกต่อไป ฉะนั้น ขอให้พวกท่านถือศีลไว้ให้มั่นคง อย่ายอมเสียศีลแม้ว่าจะต้องเสียชีวิตก็ตาม”


พวกโจรต่างรับคำหนักแน่น ครั้นเมื่อพวกชาวบ้านตามมาทัน พวกเขาก็มิได้คิดต่อสู้หรือป้องกันตัว จึงถูกพวกชาวบ้านฆ่าตายหมด แต่ตายแล้วก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ เพราะผลบุญที่ได้รักษาศีลด้วยจิตเลื่อมใสก่อนตายนั้นเอง โดยหัวหน้าโจรได้เกิดเป็นหัวหน้าเทพบุตร ส่วนบริวารทั้ง ๕๐๐ ก็ได้เกิดเป็นเทพบุตรบริวาร

หัวหน้าโจรกับโจรบริวารเวียนว่ายตาย เกิดในสุคติภพต่างๆ อยู่พุทธันดร ๑ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน หัวหน้าเทพบุตรจึงได้มาเกิดเป็นบุตรหัวหน้าชาวประมง โดยมีเทพบุตรบริวารทั้ง ๕๐๐ มาเกิดเป็นบริวาร ท่านและบริวารครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผลสมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว

พระอุปวาณะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นคนเข็ญใจ คราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านได้ไปร่วมงานฉลองพระบรมสารีริกธาตุด้วย ขณะที่รำลึกถึงพระพุทธคุณอยู่นั้น ท่านเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าถึงขั้นยอมสละผ้าห่ม ซึ่งมีอยู่ผืนเดียวนั้นทำเป็นธงปักถวายเป็นพุทธบูชาบนยอดพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ครั้นแล้วได้เข้าไปหาพระอรหันตสาวกรูปหนึ่งซึ่งได้อภิญญา พระอรหันตสาวกรูปนั้นได้พยากรณ์ถึงผลบุญของท่านว่าจะให้ผลยิ่งใหญ่และจะส่งผลให้ท่านได้ออกบวชเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม


ท่านได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นอารักขเทวดารักษาพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ


ชาติที่พบศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นอารักขเทวดาอีกเช่นเคย ทำหน้าที่รักษาพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์มหาศาลชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชแล้วก็ได้บรรลุอรหัตผลสมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว

พระเสละ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองหงสวดี เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้ทำบุญสำคัญไว้ คือ ชักชวนบุรุษ ๓๐๐ นายช่วยกันสร้างพระคันธกุฎีถวายพระพุทธเจ้า ครั้นสร้างพระคันธกุฎีเสร็จแล้วก็ได้ถวายพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก และวันสุดท้ายได้ถวายผ้าไตรจีวรแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกได้ครอง พระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ถึงผลบุญของท่าน อย่างที่พระอุปวาณะได้ รับพยากรณ์จากพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้ากัสสปะ คือ จะให้ผลยิ่งใหญ่และจะส่งผลให้ท่านได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม ท่านเป็นเช่นเดียวกับพระอุปวาณะได้ฟังคำพยากรณ์นั้นแล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง จึงได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรพราหมณ์วาเสฎฐะชาวเมืองสาวัตถี ครั้นออกบวชแล้วก็ได้บรรลุอรหัตผลสมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว

พระองคุลิมาล นอกจากตั้งจิตปราถนาไว้กับพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์แล้ว คราวที่โลกว่างพระพุทธเจ้าคราวหนึ่ง ท่านได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นชาวนา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเดินตากฝนผ่านมายังโรงนา แล้วเกิดความสงสารและเลื่อมใส จึงก่อไฟผิงถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าผิงไฟแล้วหายหนาวกลับมีกำลังแข็งแรง ท่านเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามีอาการดีขึ้นจึงเกิดปีติโสมนัส บุญครั้งนั้นส่งผลให้ท่านเกิดมามีกำลังกายแข็งแรงเท่าช้าง ๗ เชือกในทุกชาติ


ความแข็งแรงดังกล่าวมานี้ นอกจากจะเห็นได้ชัดในชาตินี้แล้ว ในชาติที่เกิดพบศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะก็มีเรื่องให้เห็นชัดเจน กล่าวคือ ในชาตินั้นท่านเกิดเป็นพระเจ้าพรหมทัต แห่งเมืองพาราณสี ทรงเสวยเนื้อคนเป็นอาหาร จนมีชื่อเรียกว่า ‘โปริสาท’ แปลว่า ‘คนกินคน’ หลังจากทรงถูกเทรเทศให้ออกไปอยู่นอกเมืองแล้ว ก็เสด็จออกล่าคนเสวยทุกวัน ครั้งสุดท้ายทรงล่าพระราชาทั่วชมพูทวีปได้ ๑๐๐ พระองค์ มาทำพลีกรรมถวายรุกขเทวดา เป็นการแก้บนที่ได้บนบานไว้ขอให้ช่วยรักษาบาดแผลที่พระบาทซึ่งเกิดจากถูกตอไม้ตำให้จนหายสนิท แต่ยังมิทันจะได้ทำพลีกรรม พระเจ้ามหาสุตโสม พระสหายเก่าที่เคยศึกษาศิลปวิทยาร่วมสำนักกันมา ก็เสด็จมาตรัสเตือนให้ได้สติ จนพระเจ้าโปริสาทยอมเลิกทำพลีกรรม แล้วปล่อยพระราชาทั้ง ๑๐๐ พระองค์นั้นให้เป็นอิสระ ท่านเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ภัคควะ ปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล กับนางมันตานี ครั้นออกบวชแล้วก็ได้บรรลุอรหัตผลสมตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ดังกล่าวมาแล้ว

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 17:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ วาจานุสรณ์

พระวักกลิ คราวหนึ่งขณะพักอยู่ในป่าใหญ่ใกล้เขาคิฌชกูฏ เกิดเป็นลมขึ้นเพราะความหิว เนื่องจากไม่ได้ฉันอาหาร พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเสด็จมาเยี่ยมแล้วตรัสถาม

ภิกษุ ป่าใหญ่ที่เธอมาพักอยู่นี้แห้งแล้ง ไม่มีหมู่บ้านอยู่ใกล้ ขณะนี้เธอก็อาพาธด้วยโรคลมแล้ว จักช่วยตัวเองอย่างไร

พระวักกลิกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักแผ่ปีติและสุขให้ซาบซ่านไปทั่วร่างกาย แล้วปีติและสุขนั้นจักข่มความหิวให้ระงับลงได้ ข้าพระองค์ก็จักสามารถอยู่ในป่าใหญ่ที่แห้งแล้งเช่นนี้ได้


พระยโสชะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ได้สมาทานธุดงค์หมดทั้ง ๑๓ ข้อ ท่านปฏิบัติโดยเคร่งครัดจนร่างกายซูบผอม ผิวพรรณไม่ผ่องใส พระพุทธเจ้าทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้มักน้อย แม้จะซูบผอมเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น แต่ก็ยังรู้จักฉันอาหารแต่พอดีและไม่ท้อแท้ สมควรที่จะยึดถือเป็นแบบอย่างพระทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชน ได้รับคำแนะนำจากพระพุทธเจ้าเช่นนี้ จึงพากันมาหาท่าน ท่านจึงสอนพระเหล่านั้นว่า

ภิกษุอยู่ในป่าใหญ่ย่อมถูกเหลือบยุงกัด
ต้องมีสติ อดทน จึงจะอยู่ได้
คล้ายช้างอาชาไนย อดทนอยู่ในสนามรบ
จะอยู่อย่างพรหมก็ต้องอยู่รูปเดียว เพราะสงบสงัด
จะอยู่อย่างเทวดาก็ต้องอยู่ ๒ รูป เพราะจะขัดแย้งกันเป็นครั้งคราว
จะอยู่อย่างชาวบ้านก็ต้องอยู่ ๓ รูป เพราะจะวุ่นวายไม่สิ้นสุด

พระกุณฑธานะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว โดยพระพุทธานุญาต ท่านได้เหาะขึ้นไปกลางอากาศแล้วแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ จากนั้นจึงกล่าวแก่พระที่ยังเป็นปุถุชนว่า

กิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพขั้นหยาบ ๕ อย่าง คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ และปฏิฆะ ภิกษุต้องตัดให้ได้

กิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพขั้นละเอียด ๕ อย่าง คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ภิกษุต้องละให้ได้

อินทรีย์ธรรม ๕ อย่าง คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ภิกษุต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้

เพราะภิกษุที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า ข้ามโอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ได้นั้น ต้องล่วงพ้นกิเลสเครื่องทำให้ข้องติด ๕ อย่าง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ

พระปิลันทวิจฉะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว วันหนึ่งขณะนั่งอยู่กับพระจำนวนมาก ท่านพิจารณาถึงผลสำเร็จแห่งการฏิบัติที่ได้รับว่า เนื่องมาจากได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า จึงกล่าวขึ้นท่ามกลางที่ประชุมว่า

การที่ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นการมาดีแล้ว
การที่คิดไว้ว่าจักฟังธรรมในสำนักของพระพุทธเจ้าแล้วบวช
มิใช่ความคิดที่เลว
เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลายอยู่นั้น
เราก็ได้บรรลุโลกุตตรธรรมอันประเสริฐ

พระมหาโกฏฐิตะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว เกิดความสุขใจอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน คราวหนึ่งท่านต้องการจะประกาศให้ทราบว่า ความสงบก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบรรลุธรรม จึงกล่าวว่า

ภิกษุผู้สงบระงับไม่ฟุ้งซ่าน
คิดรอบคอบก่อนแล้วจึงพูดเสมอ
ย่อมปลิดบาปธรรมออกไปจากจิตได้
คล้ายลมปลิดใบไม้แก่หลุดจากขั้ว

พระโสภิตะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว คราวหนึ่งท่านนั่งพิจารณาการระลึกชาติได้ของท่าน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสยกย่องว่าเสมอด้วยพระองค์ และพิจารณาถึงวิธีปฏิบัติจนเกิดการระลึกชาติได้มากมายนั้นแล้วเกิดปีติ จึงกล่าวว่า

เราผู้เป็นภิกษุ มีสติและปัญญา ปรารถนาความเพียรเป็นกำลัง
จึงระลึกชาติก่อนๆ ถึง ๕๐๐ กัป ได้อย่างรวดเร็ว
เหมือนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนเดียว
เพราะเจริญ สติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ และมรรคมีองค์ ๘
เราระลึกชาติก่อนๆ ถึง ๕๐๐ กัป ได้อย่างรวดเร็ว
เหมือนนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในคืนเดียว

พระอุปวาณะ ทำหน้าที่ถวายการอุปัฏฐากแก่พระพุทธเจ้ามาก่อนพระอานนท์ คราวหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเมืองสาวัตถี ทรงประชวรด้วยพระโรคลม ท่านได้เข้าไปหาพราหมณ์เทวหิตะสหายเก่า เพื่อขอน้ำร้อนและยาแก้โรคลมตามที่เคยปวารณาไว้ คัมภีร์บันทึกคำขอของท่านไว้ว่า

ท่านพราหมณ์ พระมุนีพระศาสดาของอาตมา
ทรงประชวรด้วยพระโรคลม พระองค์เป็นพระอรหันต์
เสด็จไปดีในที่ทุกแห่งในโลก
ถ้าท่านมีน้ำร้อนก็จงถวายแด่พระองค์เถิด
พระศาสดาของอาตมานั้น
บรรดาทวยเทพที่ควรบูชา พระองค์ได้รับการบูชามากกว่า
บรรดาอิสรชนที่ควรสักการะ พระองค์ได้รับการสักการะมากกว่า
บรรดาพระขีณาสพที่ควรนอบน้อม พระองค์ได้รับการนอบน้อมมากกว่า
อาตมาปรารถนาจะนำน้ำร้อนและยาไปถวายพระองค์

พราหมณ์เทวหิตะ เมื่อทราบความต้องการของท่าน จึงได้จัดยาและน้ำร้อนถวายตามที่ขอ พระพุทธเจ้าครั้นได้เสวยยาที่ท่านปรุงถวายแล้วไม่นานก็ทรงหายประชวร

พระองคุลิมาล หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ขณะเสวยวิมุติสุขอยู่นั้นเกิดปีติโสมนัส ท่านจึงได้กล่าวแสดงความรู้สึกว่า

ผู้ใด เคยประมาทมาก่อนแล้วเลิกประมาทเสียได้ภายหลัง
ผู้นั้น ย่อมเป็นเหมือนพระจันทร์ที่โผล่พ้นเมฆหมอก
คือทำโลกนี้ให้สว่างไสวได้
ผู้ใด ทำบาปกรรมไว้แล้ว ละได้ด้วยกุศล (มรรคจิต)
ผู้นั้น ย่อมเป็นเหมือนพระจันทร์ที่โผล่พ้นเมฆหมอก
คือทำโลกนี้ให้สว่างไสวได้
ภิกษุใด แม้จะยังหนุ่ม แต่หมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ภิกษุนั้น ย่อมเป็นเหมือนพระจันทร์ที่โผล่พ้นเมฆหมอก
คือทำโลกนี้ให้สว่างไสวได้

ต่อมาท่านออกบิณฑบาต แต่กลับถูกขว้างปาด้วยก้อนดินและท่อนไม้จนบาตรแตก ตัวท่านเองก็บาดเจ็บ จึงจำต้องกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน พระพุทธเจ้าทรงสอนท่านให้อดทนและทรงสอนว่าท่านกำลังได้รับผลกรรมที่ทำไว้ ท่านจึงแผ่เมตตาจิตไปในสรรพสัตว์แล้วกล่าวว่า

ขอศัตรูทั้งหลายของเรา จงฟังธรรมกถาของพระศาสดา
ขอศัตรูทั้งหลายของเรา จงหมั่นปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ขอศัตรูทั้งหลายของเรา จงคบกัลยาณมิตรและยึดถือแต่ธรรม
ขอศัตรูทั้งหลายของเรา จงฟังธรรมของท่านผู้สอนให้มีความอดทนไม่โกรธ
ตามกาลอันสมควรเถิด
และขอให้ปฏิบัติตามธรรมนั้นด้วย
ขอย่าได้เบียดเบียนเราหรือใครๆ เลย
ขอให้ได้บรรลุถึงสันติภาพที่ยวดยิ่งคือนิพพาน
ขอให้ช่วยคุ้มครองสัตว์ทั้งหลายให้ปลอดภัย
คล้ายบิดามารดาคุ้มครองบุตร

ต่อมาท่านได้พูดถึงวิธีปฏิบัติธรรมของท่าน รวมทั้งสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณฝึกท่านให้ละความเห็นผิดได้ ความว่า

คนบางพวกฝึกสัตว์ด้วยท่อนไม้ ตาขอ และแส้
แต่พระพุทธเจ้าทรงฝึกเรา โดยมิได้ใช้ท่อนไม้และศัตราเลย
เมื่อก่อนเรามีชื่อว่า “อหิงสกะ” หมายถึงไม่เบียดเบียนใคร
เมื่อก่อนเราเป็นโจร ใครต่อใครเรียกเราว่า “องคุลิมาล”
เราถูกห้วงน้ำใหญ่คือกิเลสพัดไป จนได้มาพบพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
เมื่อก่อนเรามีมือเปื้อนเลือด ใครต่อใครเรียกเราว่า “องคุลิมาล”
มาบัดนี้ เชิญท่านดูเถิด การถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งมีผลมาก
เพราะทำให้เราถอนตัณหาตัวนำให้ไปเกิดได้หมดสิ้นแล้ว
เราทำกรรมที่นำไปให้เกิดในทุคติไว้มาก
มาบัดนี้ ได้รับผลกรรมนั้นแล้ว
เรากำลังบริโภคอาหารอย่างคนไม่มีหนี้

ต่อมาท่านต้องการจะให้กำลังใจพระทั้งหมดที่ยังเป็นปุถุชน ให้เกิดอุตสาหะในการปฏิบัติธรรม จึงกล่าวถึงการทำตัวไม่ประมาทพร้อมทั้งกล่าวถึงความรู้สึกของท่านหลังได้บรรลุอรหัตผลว่า

คนโง่มัวแต่ประมาท แต่คนฉลาดจะรักษาความไม่ประมาทไว้
ให้เป็นเหมือนทรัพย์อันมีค่า
ท่านทั้งหลายอย่าประมาทเลย อย่าสนิทสนมกับความยินดีในกามเลย
เพราะคนไม่ประมาท เพ่งพินิจอยู่ ย่อมจะบรรลุถึงบรมสุขได้
เรามาดีแล้วที่ได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้า
เราคิดดีแล้วที่ได้คิดบวชเป็นสาวกของพระองค์
เพราะทำให้ได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ
นับว่าได้ทำตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว
เมื่อก่อน เราอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นป่า โคนไม้
ภูเขา หรือในถ้ำ ก็อยู่อย่างหวาดเสียว
มาบัดนี้เราอยู่อย่างเป็นสุข ทั้งยามยืน เดิน นั่ง นอน
เพราะพระพุทธเจ้าทรงช่วยเหลือเราให้พ้นแล้วจากมือมาร
เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์อุภโตสุชาต (มีชาติกำเนิดดีทั้งฝ่ายบิดามารดา)
มาบัดนี้ ได้มาเป็นโอรสของพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชา

พระเสละ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว พาพระบริวาร ๓๐๐ รูปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้เป็นดวงตาของโลก
นับแต่วันที่ข้าพระองค์ได้ถึงพระองค์เป็นที่พึ่งมา วันนี้เป็นวันที่ ๘ แล้ว
๗ วันที่ผ่านมานั้น ข้าพระองค์ทั้งหลายถูกฝึกฝนอย่างหนัก
จนประสบผลสำเร็จในศาสนาของพระองค์
ข้าแต่พระผู้เป็นดวงตาของโลก พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า
คือตื่นจากหลับด้วยอำนาจกิเลสเองแล้ว ยังปลุกผู้อื่นให้ตื่นตามด้วย
พระองค์เป็นพระศาสดา คือ สอนทั้งเทวดาและมนุษย์
พระองค์เป็นพระมุนีผู้มีอำนาจเหนือมาร
ทรงตัดกิเลสที่นอนเนื่องในพระทัยมานานแสนนานได้แล้ว
ทรงข้ามพ้นการเวียนว่ายตายเกิดได้ด้วยพระองค์เอง
แล้วยังช่วยส่งหมู่สัตว์ให้ข้ามพ้นตามด้วย
พระองค์เป็นเหมือนพญาราชสีห์ เพราะไม่ทรงกลัวภัยอันใด
ทรงทำลายอาสวะ ละความยึดมั่นได้หมด

หลังจากกราบทูลถึงการบรรลุอรหัตผลของท่านและบริวารแล้ว ท่านได้ทูลขอโอกาสถวายบังคมพระบาทของพระพุทธเจ้าว่า

ข้าแต่พระผู้ยอดกล้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้
ยืนประคองอัญชลีอยู่พร้อมหน้า
ขอพระองค์ทรงเหยียดพระบาทออกมาเถิด
ภิกษุทั้งหมดนี้จะถวายบังคมพระบาทของพระศาสดาของพวกเขา

ครั้นพระพุทธเจ้าทรงเหยียดพระบาทออกมาแล้ว ท่านพร้อมด้วยพระ ๓๐๐ รูป ก็พร้อมกันถวายบังคม

พระวังคีสะ ตอนบวชใหม่ๆ เห็นผู้หญิงหลายคนแต่งตัวสวยงามมาที่วัดแล้วเกิดกำหนัด หลังจากข่มความกำหนัดได้แล้ว ท่านได้สอนตนเองว่า

ความคิดเลวทรามเช่นนี้พรั่งพรูครอบงำเรา
เหมือนลูกธนูที่คนแม่นธนูยิงใส่ศัตรูพรั่งพรูนับพันลูก จนหลบหลีกไม่ทัน
หญิงเอ๋ย แม้หล่อนจะมามากกว่านี้
ก็ทำอันตรายอันใดแก่เราไม่ได้หรอก
เพราะเรามั่นคงอยู่ในธรรมแล้ว

ท่านต้องต่อสู้กับกามราคะอย่างหนัก คราวหนึ่งได้สารภาพกับพระอานนท์ว่า

กามราคะแผดเผากระผมให้เร่าร้อน
กามราคะแผดเผาจิตของกระผมให้เร่าร้อน
ข้าแต่ท่านผู้เป็นพุทธสาวก
ขอได้โปรดบอกธรรมเครื่องดับความเร่าร้อนด้วยเถิด

ต่อมา หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านได้กล่าวรำพึงกับตนเองว่า

เมื่อก่อน เราตระเวนไปบ้านโน้นเมืองนี้ มีคนเคารพมาก
แต่เดี๋ยวนี้มาได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้สำเร็จสรรพธรรมแล้ว (จึงได้หยุดตระเวน)
พระองค์ทรงแสดงแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา
เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วจึงรู้แจ้งเรื่องขันธ์ อายตนะและธาตุ
อย่างตรงตามเป็นจริง เป็นเหตุให้ต้องออกบวช
พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมาก็เพื่อช่วยเหลือ
ผู้ที่พร้อมทำตามคำสอนของพระองค์ไม่ว่าหญิงหรือชาย
การที่เราได้มาเฝ้าพระองค์จนถึงสำนัก
นับว่าเป็นการมาดี เพราะทำให้ได้บรรลุธรรมอันประเสริฐ

พระลกุณฑกภัททิยะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านยังพักอยู่ในวัดอัมพาฏการาม ซึ่งอยู่กลางป่า ว่ากันว่าวัดอัมพาฏการามนั้นน่ารื่นรมย์สวยงามด้วยแนวป่า มีเงาไม้ร่มรื่นสมบูรณ์ด้วยน้ำฉันน้ำใช้ ขณะพักอยู่ ณ ที่นั้น ท่านได้ยินเสียงดนตรีบรรเลงแว่วมาแต่ไกล จึงกล่าวว่า

เราผู้ชื่อว่า “ภัททิยะ” อยู่ในอัมพาฏการาม ที่สวยงามร่มรื่นกลางป่า
เราเพ่งพิจารณาอย่างระมัดระวังอยู่กลางป่านั้น
จนสามารถถอนตัณหาพร้อมทั้งรากเหง้าได้หมดสิ้น
ยามนี้ คนบางพวกเขาสนุกสนานอยู่กับเสียงตะโพน เสียงพิณและเสียงบัณเฑาะว์
แต่เรากลับสนุกสนานอยู่กับคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ที่โคนต้นไม้
หากพระพุทธเจ้าจะพึงประทานพรแก่เรา
เราขอเลือกรับพร คือ กายคตาสติ
เพราะกายคตาสติเหมาะนักสำหรับชาวโลก

ท่านเป็นคนร่างเตี้ยเล็ก แต่มีเสียงไพเราะ จึงมีคนเป็นจำนวนมากหลงใหลในเสียงของท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกขบขันเมื่อเห็นตัวท่าน เพื่อเป็นการเตือนสติคนเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า

คนที่หมิ่นเราเรื่องรูปร่าง กับคนที่หลงใหลในเสียงของเรา
มีสภาพไม่ต่างกัน คือตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ
พวกเขาไม่รู้จักเราจริง

พระกุมารกัสสปะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านประสงค์จะสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย จึงกล่าวว่า

น่าอัศจรรย์จริง พระพุทธเจ้า
น่าอัศจรรย์จริง พระธรรม
น่าอัศจรรย์จริง พระคุณสมบัติของพระพุทธเจ้า
ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแหล่งที่พระสาวกได้อาศัยประพฤติพรหมจรรย์
จนทำให้รู้แจ้งซึ่งธรรม

พระนันทกะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว วันหนึ่งภริยาเก่าเห็นท่านเที่ยวบิณฑบาต นางมองดูท่านด้วยความเสน่หาแล้วหัวเราะ ท่านได้กล่าวแก่นางว่า

น่าเกลียดจริงหนอ ร่างกายที่เต็มด้วยของไม่สะอาด
มีกลิ่นเหม็น ชุ่มด้วยกิเลส ส่งเสริมมารให้กำเริบ
น่าเกลียดจริงหนอ ร่างกายนี้มีช่อง ๙ ช่อง
มีของไม่สะอาดไหลออกเนืองนิตย์
น้องหญิง เธออย่าคิดถึงเรื่องเก่าๆ
อย่าเล้าโลมอริยสาวกของพระพุทธเจ้า
ให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลสเลย
เพราะอริยสาวกเหล่านั้นไม่ยินดีกามคุณแม้ในสวรรค์
จะป่วยการกล่าวไปใยถึงกามคุณของมนุษย์เล่า

พระสุภูติ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว วันหนึ่งท่านนั่งขัดสมาธิอยู่บนหญ้าแห้งในกระท่อม ขณะนั้นมีฝนตกลงมาโปรยปราย ไม่เพียงพอจะใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกอย่างที่ชาวบ้านต้องการ ท่านต้องการจะช่วยบรรเทาภัยที่เกิดจากความแห้งแล้งให้ชาวบ้าน ท่านจึงกล่าวเป็นเชิงปรารภว่า

กระท่อมของเรามุงมิดชิดแล้ว
หน้าต่างก็ปิดสนิทแล้ว
ตกมาตามสบายเถิดฝนเอ๋ย
จิตของเรามั่นคง หลุดพ้นหมดแล้ว
เราบำเพ็ญเพียรอยู่
ฝนเอ๋ย ตกมาเถิด

พระกังขาเรวตะ ดังได้กล่าวแล้วว่าเป็นคนชอบสงสัย และพระพุทธเจ้าทรงช่วยเปลื้องความสงสัยของท่านได้ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อได้บรรลุอรหัตผลแล้ว วันหนึ่งหลังจากฉันอาหารแล้วท่านมาหวนพิจารณาถึงพระปัญญาของพระพุทธเจ้าแล้ว มีความประสงค์จะสรรเสริญพระปัญญาคุณนั้น จึงกล่าวว่า

เชิญดูพระปัญญาของพระพุทธเจ้าเถิด
เป็นดุจดังไฟสว่างไสวในเวลาเที่ยงคืน
พระพุทธเจ้าทรงสามารถกำจัดความสงสัย
ของเวไนยสัตว์ทั้งหลายผู้มาถึงสำนักพระองค์ได้
จึงชื่อว่าเป็นผู้ให้ดวงตาและแสงสว่าง

พระสาคตะ ไม่พบหลักฐานว่าท่านได้กล่าววาจาอันใดไว้เป็นอนุสรณ์

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


กลุ่มพระชาวแคว้นสักกะ

กลุ่มพระชาวแคว้นสักกะ คือ กลุ่มพระที่เป็นชาวแคว้นสักกะโดยกำเนิด นอกจากกลุ่มพระปัญจวัคคีย์และพระนาลกะแล้ว ก็ยังมีพระสาวกที่เป็นชาวแคว้นสักกะอื่นๆ อีก ๑๔ รูป คือ พระนันทะ พระราหุล พระภัททิยะ (กาฬิโคธาบุตร) พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภคุ พระกิมพิละ พระอุบาลี พระเมฆิยะ พระนาคิตะ พระสีวลี พระปุณณมันตานีบุตร พระมหาอุทายี และพระกาฬุทายี ซึ่งแต่ละรูปมีประวัติที่น่าศึกษา ดังนี้

๏ สถานะเดิม

พระนันทะ เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระน้านาง) ว่าโดยศักดิ์แล้ว จึงเป็นพุทธอนุชาและมีพระขนิษฐาร่วมพระมารดา คือ เจ้าหญิงรูปนันทา และเหตุที่มีชื่อว่านันทะ แปลว่า ผู้ทำให้พระญาติบันเทิงพระทัย เพราะในวันที่ท่านเกิดพระญาติต่างบันเทิงพระทัย

พระราหุล เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะ (พระพุทธเจ้า) กับพระนางยโสธรา เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าสุทโธทนะ

พระภัททิยะ (กาฬิโคธาบุตร) เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นโอรสของพระนางกาฬิโคธา ผู้เป็นธิดาของเจ้าศากยะพระองค์หนึ่ง

พระอนุรุทธะ เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นโอรสของเจ้าชายสุกโกทนะ พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ มีพระเชษฐาร่วมสายโลหิต คือ เจ้าชายมหานามะ ซึ่งต่อมาได้ครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าสุทโธทนะ

พระอานนท์ เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ เป็นโอรสของเจ้าชายอมิโตทนะ พระอนุชาอีกพระองค์หนึ่งของพระเจ้าสุทโธทนะกับพระนางกีสาโคตมี

พระภคุ เกิดในวรรณะกษัตริย์

พระกิมพิละ เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ

พระอุบาลี เกิดในวรรณะหีนชาติ (วรรณะชั้นต่ำ) ในตระกูลช่างกัลบก เป็นช่างกัลบกประจำพระองค์เจ้าชายศากยะ

พระเมฆิยะ เกิดในวรรณะกษัตริย์

พระนาคิตะ เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ

พระสีวลี เกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา เป็นชาวเมืองกุณฑโกลิยนคร ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งของกษัตริย์โกลิยวงศ์ อันเป็นพระญาติข้างฝ่ายพุทธมารดา

พระปุณณมันตานีบุตร เกิดในวรรณะพราหมณ์ เป็นบุตรของน้องสาวของพระอัญญาโกณฑัญญะ เกิดที่หมู่บ้านโทณวัตถุ ซึ่งเป็นหมู่บ้านพราหมณ์

พระมหาอุทายี เกิดในวรรณะพราหมณ์
รับราชการในตำแหน่งปุโรหิตของพระเจ้าสุทโธทนะ

พระกาฬุทายี เกิดในวรรณะกษัตริย์
รับราชการในตำแหน่งมหาอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ


๏ ชีวิตฆราวาส

พระนันทะ โดยเหตุที่เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ จึงได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับเจ้าชายสิทธัตถะผู้เป็นพระเชษฐา พระราชบิดาทรงหวังอย่างยิ่งที่จะให้สืบราชสมบัติ จึงทรงจัดให้อภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณี (หญิงงามประจำแคว้น) ขึ้นในคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปเยี่ยมเมืองกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก

งานอภิเษกสมรสของท่านจัดพร้อมกับงานขึ้นปราสาทใหม่ ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ ๓ นับจากวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์ และพระราชบิดาได้ทูลอาราธนาพระองค์ให้เสด็จไปในงานนั้นด้วย พร้อมกับพระสาวกที่ตามเสด็จมาทั้งหมด เพื่อเสวยพระกระยาหาร

พระราหุล หากจะว่าตามภาษาสามัญแล้วท่านเป็นลูกกำพร้ามาตั้งแต่เกิด เนื่องจากพระบิดาได้เสด็จออกผนวชตั้งแต่วันที่ท่านเกิด ท่านจึงรู้จักและคุ้นเคยอยู่กับแต่พระมารดาเท่านั้น หาได้รู้จักพระบิดาไม่

วันที่ ๗ นับจากวันที่เสด็จถึงเมืองกบิลพัสดุ์ พระพุทธเจ้าได้พบกับท่าน กล่าวคือ พระนางยโสธราพระมารดาได้ส่งท่านเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะเสวยพระกระยาหารอยู่ในพระราชวัง โดยก่อนส่งไปนั้น พระมารดาทรงชี้ให้ท่านดูพระบิดาแล้วตรัสบอกว่า “ลูกรัก ลูกเห็นพระสมณะรูปนั้นไหมซึ่งมีพระ ๒๐,๐๐๐ รูปแวดล้อม มีพระฉวีวรรณงดงามดังทอง มีพระรูปงามดังรูปพรหม พระสมณะรูปนั้นแหละคือพระบิดาของลูกที่จากไปตั้งแต่วันที่ลูกเกิด”

วันนั้นจึงเป็นวันแรกที่ท่านได้เห็นพระบิดา จากนั้นพระมารดาตรัสบอกให้ทูลขอทรัพย์สมบัติจากพระบิดา ท่านทำตามที่พระมารดาตรัสบอกเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า และอาศัยความสัมพันธ์ทางสายเลือด ท่านรู้สึกอบอุ่นใจเป็นที่สุด แสดงท่าร่าเริงเบิกบานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าแต่พระบิดา ร่มเงาของพระองค์ดูช่างร่มรื่น” ท่านกราบทูลขณะเข้าไปถวายบังคม พระพุทธเจ้าทรงมองดูพระปิโยรสด้วยพระเนตรอ่อนโยน แต่มิได้ตรัสอะไร พอเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว หลังจากตรัสอนุโมทนาก็เสด็จกลับนิโครธาราม ฝ่ายพระปิโยรสก็ ตามเสด็จมาด้วยติดๆ พลางทูลฉอเลาะ

“ข้าแต่พระบิดา โปรดประทานสมบัติให้แก่ลูกเถิด” ท่านตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปจนกระทั่งถึงนิโครธาราม และวันนั้นเป็นวันที่ชีวิตฆราวาสของท่านสิ้นสุดลง ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุประมาณ ๗ ขวบ

พระภัททิยะ (กาฬิโคธาบุตร) เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะพระองค์หนึ่ง มีพระสหายสนิทคือ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคุ และเจ้าชายกิมพิละ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวทหะด้วย โดยเฉพาะกับเจ้าชายอนุรุทธะนั้นสนิทกันมาก

พระอนุรุทธะ เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะพระองค์หนึ่ง มีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคุ และเจ้าชายกิมพิละ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวหะด้วย โดยเฉพาะกับเจ้าชายภัททิยะนั้นสนิทกันมาก โดยฐานะที่เป็นเจ้าชายท่านได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ปรารถนาสิ่งใดจะได้สมปรารถนา ท่านไม่เคยไม่ได้อะไรที่ปรารถนา แม้กระทั่งคำว่า “ไม่มี” ก็ไม่เคยได้ยิน ชีวิตฆราวาสของท่านเต็มไปด้วยความอบอุ่น เนื่องจากพระมารดาทรงดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี คราวหนึ่งท่านเคยทูลถามพระมารดาว่า รักท่านหรือไม่ พระมารดาตรัสตอบว่า รักมากดังแก้วตาดวงใจ นอกจากนั้นท่านกับพระเชษฐาก็สนิทกันเป็นพิเศษถึงขึ้นสามารถปรับทุกข์กันได้


พระอานนท์ เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะพระองค์หนึ่ง มีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวหะด้วย แต่ท่านมีพิเศษกว่าเจ้าชายพระองค์อื่นๆ ตรงที่เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า ดังนั้น จึงจัดเป็นสหชาต (ผู้เกิดพร้อมกัน) ของพระพุทธเจ้า

พระภคุ เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะพระองค์หนึ่ง มีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายกิมพิละ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวทหะด้วย แต่ดูเหมือนว่าท่านจะสนิทสนมเป็นพิเศษกับเจ้าชายกิมพิละ

พระกิมพิละ เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะพระองค์หนึ่ง มีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายอานนท์ เจ้าชายภคุ รวมทั้งเจ้าชายเทวทัตแห่งเมืองเทวทหะด้วย แต่ดูเหมือนท่านจะสนิทสนมเป็นพิเศษกับเจ้าชายภคุ

พระอุบาลี เป็นช่างกัลบก ทำหน้าที่แต่งพระเกศาถวายเจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอานนท์ และมีความจงรักภักดีต่อเจ้าชายทุกพระองค์

พระเมฆิยะ พระนาคิยะ ทั้ง ๒ ท่านเป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะ สันนิษฐานว่าจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันและอาจเป็นเพื่อนที่สนิทกัน ท่านมีความเป็นอยู่สุขสบายตามฐานะของเจ้าชาย

พระสีวลี อยู่ในท้องของพระมารดานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน และ ๗ วัน ดังนั้น ท่านจึงแปลกพิเศษ กว่าเด็กอื่นๆ กล่าวคือ เมื่อประสูติจากครรภ์พระมารดาแล้วสามารถทำงานได้เลย เพราะวันที่ประสูติท่านนั้น พระบิดาพระมารดาได้นิมนต์พระพุทธเจ้ามาเสวยพระกระยาหารในวังพร้อมด้วยพระสาวกรูปสำคัญ เช่น พระสารีบุตร ท่านมีโอกาสใช้ชีวิตฆราวาสเพียง ๗ วัน

พระปุณณมันตานีบุตร เป็นบุตรพราหมณ์ตระกูลสูง สันนิษฐานว่าจะได้รับการศึกษาสูงด้วย เนื่องจากท่านเป็นหลานของพระอัญญาโกณฑัญญะผู้เชี่ยวชาญในตำราดูลักษณะคน ซึ่งศึกษาจบพระเวท โดยเหตุที่เกิดในตระกูลสูงและมีฐานะดี ชีวิตฆราวาสของท่านจึงสุขสบายตามสมควรแก่ฐานะ

พระมหาอุทายี เป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองกบิลพัสดุ์ สันนิษฐานว่าท่านจะเกิดที่หมู่บ้านโทณวัตถุซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะและพระปุณณมันตานีบุตร เหตุที่สันนิษฐานเช่นนั้นก็เพราะหมู่บ้านโทณวัตถุเป็นหมู่บ้านที่พวกพราหมณ์ตระกูลต่างๆ ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ และตระกูลของพระมหาอุทายีน่าจะรวมอยู่ในตระกูลพราหมณ์เหล่านั้นด้วย

พระกาฬุทายี เป็นบุตรอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ ต่อมาท่านได้เข้ารับราชการและก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ จนได้รับตำแหน่งมหาอำมาตย์ ท่านเป็นสหชาต (ผู้เกิดพร้อมกัน) ของพระพุทธเจ้าเช่นเดียวกับพระอานนท์


๏ การออกบวช

พระนันทะ ออกบวชในวันเดียวกับวันที่ท่านอภิเษกสมรส กล่าวคือ หลังจากเสวยพระกระยาหารแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสอนุโมทนา จากนั้นทรงส่งบาตรให้ท่านถือทำนองจะบอกให้รู้ว่าพระองค์จะเสด็จกลับนิโครธาราม ขณะที่พระองค์เสด็จออกมาจากพระราชวังพร้อมด้วยพระสาวกนั้น เจ้าชายนันทะพระอนุชาก็ทรงถือบาตรตามเสด็จมาด้วย ระหว่างนั้นพระนางชนบทกัลยาณีคู่อภิเษกสมรสในชุดเจ้าสาวก็เสด็จมาร้องบอกให้เจ้าชายรีบเสด็จกลับพระตำหนัก

เจ้าชายนันทะทรงหวังอยู่เสมอว่าถึงที่ตรงนั้นๆ พระพุทธเจ้าก็คงจะทรงรับเอาบาตรคืนไป แต่แล้วก็ผิดหวัง เพราะพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงท่าทีจะรับเอาบาตรไปจากพระองค์เลย เจ้าชายตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปจนถึงนิโครธาราม ณ ที่นั้นเอง พระพุทธเจ้าได้ตรัสถาม

“นันทะ เธอจักบวชหรือ”

เจ้าชายนันทะทรงคาดไม่ถึงว่าจะได้ยินพระพุทธดำรัสตรัสถามเช่นนี้ ไม่ทันได้ตั้งสติ ประกอบกับมีความเคารพในพระพุทธเจ้า จึงเกรงพระทัยและทูลตอบรับคำ

“จักบวช พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าจึงทรงรับสั่งให้พระสาวกช่วยกันจัดการบวชให้เจ้าชายนันทะ ตามหลักฐานปรากฏว่าเจ้าชายบวชหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ได้ ๔ วัน โดยที่เพียงแต่ได้อภิเษกสมรสเท่านั้น แต่มิทันได้อยู่ร่วมหอกับคู่อภิเษกก็ออกบวชเสียก่อน

พระราหุล ออกบวชเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา โดยออกบวชหลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงเมืองกบิลพัสดุ์ได้ ๗ วัน เหตุการณ์ที่นำท่านให้ได้บวชนั้นสรุปได้ว่าท่านเข้าไปทูลขอราชสมบัติจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบิดาตามคำชี้แนะของพระนางยโสธราพระมารดา พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าท่านขอทรัพย์สมบัติที่เป็นโลกิยะ ซึ่งจะทำให้ต้องประสบกับความคับแค้นไม่สิ้นสุด จึงทรงจะให้ท่านได้ทรัพย์สมบัติที่เป็นโลกุตตระ ซึ่งเที่ยงแท้ยั่งยืนและทำให้ประสบกับความสุข ดังนั้น จึงทรงมอบหมายให้พระสารีบุตรบวชให้ท่านด้วยวิธีบวชแบบติสรณคมนูปสัมปทา

พระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภคุ พระกิมพิละ และพระอุบาลี ออกบวชในคราวเดียวกัน กล่าวคือ หลังจากเสด็จโปรดพระประยุรญาติแล้ว พระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวกเสด็จไปประทับที่อนุปิยอัมพวัน ซึ่งเป็นนิคมของพวกมัลละ ครั้งนั้นเจ้าชายศากยะซึ่งนำโดยภัททิยะ ได้ชวนกันเดินทางไปเฝ้าเพื่อทูลขอบวชโดยมีช่างกัลบกประจำพระองค์ติดตามไปด้วย คือ อุบาลี

มูลเหตุที่ทำให้ท่านออกบวชนั้น สืบเนื่องมาจากคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปโปรดพระประยุรญาติ ได้มีพระประยุรญาติ ออกบวชตามเสด็จกันเป็นจำนวนมาก พระประยุรญาติผู้ใหญ่ครั้นเห็นเจ้าชายที่กล่าวพระนามมานี้ไม่ได้ออกบวชเหมือนเจ้าชายพระองค์อื่นๆ จึงสงสัยและตรัสถามถึงสาเหตุซึ่งเจ้าชายเหล่านั้นไม่สามารถให้คำตอบได้ จึงรู้สึกละอายพระทัยและปรึกษากัน

เดิมทีเดียวในกลุ่มพระสหายที่จะออกบวชด้วยกันนั้นไม่มีเจ้าชายอนุรุทธะ แต่มีเจ้าชายมหานามะรวมอยู่ด้วย เจ้าชายมหานามะเป็นพระเชษฐาของเจ้าชายอนุรุทธะ เมื่อทรงปรึกษากับเจ้าชายที่เอ่ยพระนามมาแล้วนั้น เจ้าชายมหานามะจึงทรงปรึกษากับเจ้าชายอนุรุทธะเป็นการส่วนพระองค์ว่าใครจะออกบวช

เจ้าชายอนุรุทธะไม่สามารถตัดสินพระทัยได้ ด้วยไม่ทราบว่าการออกบวชคืออะไร เจ้าชายมหานามะจึงตรัสอธิบายให้ทราบว่า การออกบวช คือ การสละบ้านเรือน สละยศ ตำแหน่งและโลกิยสุขทั้งมวล ผู้ออกบวชจะต้องอยู่คนเดียว กินอาหารมื้อเดียวและนอนคนเดียว ต้องโกนผมและหนวดให้เกลี้ยง นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด เลี้ยงชีวิตด้วย อาหารที่ตามแต่จะได้ คำอธิบายของเจ้าชาย มหานามะชัดเจนจนทำให้เจ้าชายอนุรุทธะตัดสินพระทัยได้ทันที

“เสด็จพี่ หม่อมฉันเป็นคนอ่อนแอ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็บวชไม่ได้หรอก”

เจ้าชายมหานามะ จึงรับสั่งต่อไป

“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องเรียนรู้การงานซึ่งคนอยู่ครองเรือนจำต้องทำ”

จากนั้นเจ้าชายมหานามะก็ตรัสอธิบายถึงวิธีทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักที่กษัตริย์ศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ยึดประกอบมาแต่บรรพบุรุษ โดยทรงอธิบายว่าคนครองเรือน ต้องทำนาทุกปี เพื่อจะได้มีข้าวไว้บริโภค การทำนาต้องเริ่มต้นด้วยการไถ ไถแล้วจึงคราด คราดแล้วจึงหว่านหรือปลูกข้าวกล้า ครั้นข้าวสุกแล้วก็ต้องเก็บเกี่ยวและหอบเข้าลานเพื่อนวด

วิธีการทำนาทั้งหมดที่เจ้าชายมหานามะตรัสบอกมานี้ เจ้าชายอนุรุทธะไม่เคยได้ทราบมาก่อน เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ไม่เคยทอดพระเนตรเห็นคนตำข้าว ไม่เคยทอดพระเนตรเห็นคนหุงข้าว และไม่เคยทอดพระเนตรเห็นแม้แต่คนคดข้าว เคยเห็นก็แต่ข้าวที่คนคดใส่จานไว้แล้ว ฉะนั้น จึงรู้จักข้าวว่าเกิดในถาดทองคำเท่า นั้น หารู้จักว่าข้าวเกิดในนาไม่ เช่นเดียวกับเจ้าชายอีก ๒ พระองค์ คือ เจ้าชายกิมพิละ และเจ้าชายภัททิยะ ที่ไม่ทรงทราบว่าข้าวเกิดในนา เจ้าชายกิมพิละทรงทราบแต่ว่าข้าวเกิดในฉาง เพราะทรงเห็นคนขนข้าวเข้า ฉาง ส่วนเจ้าชายภัททิยะทรงทราบแต่ว่าข้าวเกิดในหม้อ เพราะทรงเคยเห็นคนหุงข้าว

เจ้าชายอนุรุทธะทรงพิจารณาตามที่พระเชษฐาตรัสบอก ทรงเห็นว่าถ้าอยู่ครองเรือนจะต้องทำมาหากินเพื่อเลี้ยงชีวิตไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งดูแล้วจำเจและซ้ำซาก จึงตัดสินพระทัยใหม่

“เสด็จพี่ ถ้าเป็นฆราวาสต้องทำงานหนักอย่างเสด็จพี่ว่ามา หม่อมฉันก็ขอลาบวชดีกว่า เนื่องจากหม่อมฉันเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากจำเจ”

เจ้าชายมหานามะไม่ทรงขัดข้อง เจ้าชายอนุรุทธะจึงเข้าเฝ้าพระมารดาเพื่อทูลขอพระราชานุญาต พระมารดาไม่ทรงประสงค์ให้พระโอรสออกบวช จึงทรงบ่ายเบี่ยงให้เจ้าชายอนุรุทธะไปชวนเจ้าชายภัททิยะ ซึ่งหมายความว่าหากเจ้าชายภัททิยะยินดีออกบวช เจ้าชายอนุรุทธะก็ออกบวชได้ด้วย แต่แรกนั้นเจ้าชายภัททิยะไม่ประสงค์จะออกบวช ด้วยได้รับราชาภิเษกให้เป็นกษัตริย์ของเจ้าชายศากยะอีกกลุ่มหนึ่งแล้ว แต่เป็นด้วยบุญบารมีที่จะได้บรรลุมรรคผล จึงทำให้ทนการชักชวนของเจ้าชายอนุรุทธะไม่ได้ จึงตรัสตอบตกลง และหลังจากนั้นอีก ๗ วัน เจ้าชายที่กล่าวพระนามมาทั้งหมดก็ได้เสด็จออกบวช โดยมีเจ้าชายภัททิยะเป็นผู้นำ ณ อนุปิยอัมพวันดังกล่าวมาแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ทุกพระองค์ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

ส่วนพระอุบาลี ในฐานะเป็นช่างกัลบกประจำพระองค์ของเจ้าชายทั้ง ๕ คราวที่เจ้าชายศากยะเหล่านั้นออกบวชก็ตามเสด็จออกบวชด้วย ตามหลักฐานระบุว่าแรกทีเดียวนั้น เจ้าชายศากยะทรงคิดไม่ถึงว่าท่านจะออกบวชด้วย ทุกพระองค์ครั้นเสด็จเลยเขตแดนแคว้นสักกะแล้วก็ทรงเปลื้องเครื่องประดับออกแล้วห่อมอบให้พร้อมทั้งรับสั่งว่า

“กลับได้แล้วอุบาลี เครื่องประดับที่มอบให้นี้พอเลี้ยงตัวไปได้ตลอดชีวิตเทียวนะ”

แต่แล้วเจ้าชายทุกพระองค์ก็ต้องตกตะลึง เพราะอุบาลีไม่ยอมรับของที่ทรงมอบให้ ตรงกันข้ามกลับทิ้งตัวลงเกลือกกลิ้งร้องไห้อยู่แทบพระบาท ส่วนเจ้าชายศากยะเหล่านั้นก็หาได้ยินยอมไม่ อุบาลีเมื่อเห็นว่าไม่สามารถขัดขืนคำสั่งได้ จึงลุกขึ้นถือห่อของกลับเมืองกบิลพัสดุ์อย่างไม่สู้เต็มใจนัก ขณะที่เดินกลับนั้นอุบาลีก็ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา เขาคิดว่าจะทูลอย่างไรเมื่อไปเผชิญหน้ากับเจ้าศากยะทั้งหลาย ในที่สุดก็สรุปได้ว่า

“พวกเจ้าศากยะถึงคราวดุร้ายก็ร้ายนักเหลือ เห็นเราถือเครื่องประดับของเจ้าชายศากยะกลับไป จะมีใครเชื่อว่าเจ้าชายศากยะได้ออกบวชหมดแล้ว ดีไม่ดีจะเข้าใจว่าเราฆ่าเจ้าชายศากยะทิ้งแล้วชิงเอาเครื่องประดับมา แล้วอาจจะฆ่าเราเสียก็ได้ เมื่อเจ้าชายศากยะเหล่านี้ยังทิ้งสมบัติทิ้งเครื่องประดับเหมือนบ้วนน้ำลายทิ้ง ออกบวชได้ แล้วไฉน เราจะทิ้งบ้างไม่ได้เล่า”


ครั้นคิดได้อย่างนี้ อุบาลีก็แก้ห่อเครื่องประดับออกแล้วเอาแขวนไว้ที่ต้นไม้ โดยตั้งใจให้เป็นทานแก่ผู้พบเห็น จากนั้นจึงรีบเดินย้อนกลับไปหาเจ้าชายศากยะเหล่านั้น แล้วบอกความประสงค์ของตนเองให้ทราบ ฝ่ายเจ้าชายศากยะเหล่านั้นเมื่อทรงเห็นว่าไม่สามารถทัดทานได้ จึงให้อุบาลีตามเสด็จไปเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วย เจ้าชายศากยะเหล่านั้นพร้อมใจกันกราบทูลพระพุทธเจ้าให้บวชให้อุบาลีก่อน โดยให้เหตุผลว่า

“พวกข้าพระองค์เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะถือตัวจัด อุบาลีนี้ก็รับใช้พวกข้าพระองค์มานาน ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดบวชให้เขาก่อนเถิด พวกข้าพระองค์จักได้ไหว้เขาได้ ด้วยวิธีการอย่างนี้จะช่วยให้พวกข้าพระองค์ลดความถือตัวลง พระเจ้าข้า”

พระพุทธเจ้าทรงทำตามที่เจ้าชายศากยะเหล่านั้นทูลขอ พระองค์ทรงบวชให้อุบาลีก่อนด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา จากนั้นจึงทรงบวชให้เจ้าชายศากยะทีหลัง

พระเมฆิยะ พระนาคิตะ สันนิษฐานว่า จะออกบวชเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จเมืองกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ทั้งนี้เพราะทั้ง ๒ ท่านเป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะที่อยู่ในกลุ่มเจ้าชายที่พระบิดาพระมารดาเคยถวายตัวคราวที่พระพุทธเจ้าประสูติว่า จักให้เป็นบริวารตามเสด็จเมื่อพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พันธสัญญาข้อนี้ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่งโดยพระเจ้าสุทโธทนะ ซึ่งพระองค์ทรงกล่าวเตือนว่า แม้ลูกชายของเราจะมิได้เป็นพระเจ้าจักพรรดิ แต่ก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงสมควรที่เจ้าชายทั้งหลายที่เคยถวายตัวไว้จะได้ออกบวชตามเสด็จเป็นพุทธบริวาร ปรากฏว่าจากพระราชปรารภของพระเจ้าสุทโธทนะในครั้งนั้น พระประยุรญาติต่างอนุญาตให้โอรสออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้าเป็นจำนวนมาก เจ้าชายเมฆิยะและเจ้าชายนาคิตะก็น่าจะอยู่ในหมู่เจ้าชายที่ออกบวชตามเสด็จครั้งนั้นด้วย

มีหลักฐานปรากฏชัดอยู่ว่า ก่อนออกบวชนั้น เจ้าชายนาคิตะได้ทรงสดับมธุปิณฑิกสูตรที่พระพุทธเจ้าแสดงความว่า

ส่วนแห่งสัญญาเครื่องเนิ่นช้า ย่อมครอบงำบุรุษเพราะเหตุใด
ถ้าในเหตุนั้นไม่มีสิ่งที่จะพึงเพลิดเพลินชื่นชมสยบไชร้
อันนี้แหละเป็นที่สุดแห่งอนุสัย (กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน)
คือ ราคะ ปฏิฆะ ทิฐิ วิจิกิจฉา ภวราคะ อวิชชา
เป็นที่สุดแห่งการจับท่อนไม้ การจับศัตรา การทะเลาะ การถือผิด
การโต้เถียงกัน การด่าว่ากัน การส่อเสียดยุยง และการ กล่าวเท็จ
อกุศลกรรมอันลามกเหล่านั้น ย่อมดับไปไม่เหลือในเพราะเหตุนั้น

ส่วนเจ้าชายเมฆิยะไม่มีระบุไว้ว่า ท่านได้ฟังธรรมะอะไรหรือไม่

พระสีวลี ออกบวชในวันที่ ๗ หลังจากที่ประสูติจากครรภ์พระมารดา โดยพระบิดาและพระมารดาได้มอบถวายให้พระสารีบุตร

เรื่องมีอยู่ว่า นับแต่วันประสูติจากครรภ์พระมารดา พระบิดาและพระประยุรญาติได้นิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกมาฉันภัตตาหารที่พระตำหนัก เจ้าชายสีวลีโดยเหตุที่อยู่ในครรภ์พระมารดานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน เมื่อประสูติออกมาจึงทรงทำงานได้เลย ดังนั้นจึงได้ช่วยเลี้ยงพระด้วย พระสารีบุตรจับตาดูเจ้าชายพระองค์น้อยมาแต่วันแรก ครั้นถึงวันที่ ๗ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่รับนิมนต์ไว้ จึงได้สนทนากับเจ้าชายเพื่อสร้างความคุ้นเคย

เมื่อเสร็จภัตกิจ พระพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนา จากนั้นพระสารีบุตรได้สนทนากับเจ้าชายน้อย

“เธอทุกข์ทรมานอยู่ในท้องแม่มานานขนาดนี้ ออกบวชไม่ดีกว่าหรือ”

เจ้าชายน้อยตรัสตอบว่า “ถ้าบวชได้ก็จะบวช”

ขณะนั้นเองพระนางสุปปวาสาทอดพระเนตรเห็นเจ้าชายน้อยสนทนาอยู่กับพระสารีบุตร จึงเสด็จเข้าไปใกล้ พระสารีบุตรได้ถวายพระพรให้ทราบว่ากำลังชวนเจ้าชายออกบวช และเจ้าชายน้อยก็สนพระทัย พระนางสุปปวาสาทรงดีพระทัยเป็นอย่างมาก จึงตรัสอนุญาตให้พระเถระช่วยจัดการบวชให้ตามที่เจ้าชายประสงค์

เมื่อพระนางสุปปวาสาและพระประยุรญาติ รวมทั้งพระบิดาอนุญาตแล้ว พระสารีบุตรก็นำเจ้าชายน้อยไปวัด แล้วจัดการบวชให้เป็นสามเณร และนับแต่วันที่ท่านบวช ลาภสักการะก็เกิดขึ้นเป็นอย่างมากแก่ภิกษุสงฆ์ที่รวมในวัดนั้น

พระปุณณมันตานีบุตร ออกบวชเมื่อคราวที่พระอัญญาโกณฑัญญะเดินทางกลับมาบ้านเกิด กล่าวคือหลังจากจำพรรษาแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้ว พระพุทธเจ้าทรงส่งพระสาวก ๖๐ รูปออกไปประกาศพระพุทธศาสนา หนึ่งในจำนวนนั้นมีพระอัญญาโกณฑัญญะรวมอยู่ด้วย ท่านได้เดินทางกลับไปบ้านเกิดและได้แสดงธรรมโปรดบรรดาญาติ ปุณณมันตานีบุตรสังเกตดูกิริยาอาการของหลวงลุงอยู่ตลอดเวลา รู้สึกเลื่อมใสจึงได้ขอบวช พระอัญญาโกณฑัญญะได้บวชให้ท่านตามประสงค์

พระมหาอุทายี ออกบวชเมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปเมืองกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เพื่อโปรดพระประยุรญาติ กล่าวคือ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ด้วยการทำให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา และทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ เพื่อให้พระประยุรญาติเหล่านั้นคลายทิฐิมานะ แล้วก็เลื่อมใสในพุทธานุภาพ ดังนั้น เมื่อได้โอกาสที่เหมาะสมจึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ท่านตามที่ทูลขอ


พระกาฬุทายี ออกบวชเมื่อคราวที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงแต่งตั้งให้ท่านเป็นทูต แล้วส่งไปนิมนต์พระพุทธเจ้าให้เสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์ กล่าวคือ ก่อนพาบริวาร ๑,๐๐๐ คนเดินทางมายังเมืองราชคฤห์ตามที่พระเจ้าสุทโธทนะทรงส่งมานั้น ท่านได้ขอพระราชานุญาตเพื่อออกบวชไว้ด้วย ซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะก็ทรงอนุญาต ทั้งนี้เป็นด้วยพระเจ้าสุทโธทนะทรงเพียรพยายามส่งทูตไปทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าให้ เสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์ถึง ๙ คณะแล้ว คณะทูตเหล่านั้นครั้นไปถึงได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วเกิดศรัทธาทูลขอบวช โดยที่มิได้ทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงพระประสงค์ของพระเจ้าสุทโธทนะ คณะของพระกาฬุทายีเป็นคณะที่ ๑๐ ขณะที่ท่านพาบริวารเดินทางไปถึงวัดเวฬุวันนั้น พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยู่ หลังจากพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบ ท่านได้พาบริวารเข้าเฝ้าแล้วทูลขอบวช ต่อมาได้กราบทูลให้ทรงทราบถึงพระประสงค์ของพระเจ้าสุทโธทนะ และพระพุทธเจ้าก็ทรงรับนิมนต์เสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 20:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ การบรรลุอรหัตผล

พระนันทะ โดยเหตุที่ออกบวชด้วยความไม่เต็มใจ ใจของท่านยังกังวลอยู่กับคู่อภิเษกสมรส คำร้องวิงวอนให้รีบกลับของนางยังคงดังก้องหูอยู่ แม้ว่าบัดนี้จะจากมาอยู่ห่างไกลถึงวัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี แล้วก็ตาม ก็หาได้ลดความคิดถึงลงไปได้ไม่ ตรงกันข้ามกลับทวีความคิดถึงมากยิ่งขึ้น จนไม่มีแก่ใจที่จะบำเพ็ญสมณธรรม และวันหนึ่งท่านได้บอกแก่เพื่อนพระว่า “ผมจะสึก”

พระพุทธเจ้าทรงทราบความข้อนั้น จึงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าแล้วตรัสถามถึงเหตุผล ท่านได้กราบทูลโดยไม่ปิดบังว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วันที่พระองค์ทรงพาข้าพระองค์ออกจากพระตำหนักนั้น นางชนบทกัลยาณีคู่อภิเษกของข้าพระองค์เห็น ทั้งๆ ที่นางกำลังเกล้าผมได้เพียงครึ่งเดียว แต่ด้วยความห่วงใย จึงรีบวิ่งกลับมาร้องบอกข้าพระองค์ให้รีบกลับ ภาพของนางติดตาตรึงใจของข้าพระองค์มาตลอดเวลา จึงทำให้ข้าพระองค์ไม่สงบพอที่จะบำเพ็ญสมณธรรมได้ ด้วยเหตุนี้แหละพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์จึงอยากสึก”

พระพุทธเจ้าทรงเข้าใจความรู้สึกของท่านได้ดี พระองค์มิได้ตรัสอะไร แต่จับแขนท่านแล้วใช้พลังฤทธิ์นำท่านเหาะไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ระหว่างทางที่เสด็จไปนั้นพระองค์ทรงชี้ให้ท่านดูนางลิงตัวหนึ่ง ซึ่งมีหูแหว่งจมูกวิ่นและหางด้วน กำลังนั่งจับเจ่าอยู่บนตอไม้ที่ถูกไฟไหม้เกรียมอยู่ในนาแห่งหนึ่ง จากนั้นเมื่อเสด็จถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ทรงชี้ให้ท่านดูนางฟ้า ๕๐๐ นาง ผู้มีเท้าแดงดุจนกพิราบที่กำลัง มาเข้าเฝ้าท้าวสักกะ พระนันทะมองดูนางฟ้าเหล่านั้นด้วยความสนใจ พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูความคิดของท่านตลอดเวลา เมื่อทรงเห็นเป็นโอกาสอันเหมาะจึงตรัสถาม

“นันทะ ระหว่างนางชนบทกัลยาณีกับนางฟ้าทั้ง ๕๐๐ นาง ที่เธอเห็นเมื่อสักครูนี้ ใครสวยกว่ากัน”

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” ท่านกราบทูล “ระหว่างนางชนบทกัลยาณีกับนางฟ้า ๕๐๐ นางเมื่อเทียบกันแล้ว นางชนบทกัลยาณีของข้าพระองค์ก็ไม่ต่างอะไรจากนางลิงบนตอไม้”

คำตอบนี้แสดงให้เห็นว่า บัดนี้พระนันทะคลายความคิดถึงนางชนบทกัลยาณีไปได้แล้ว โดยขณะนี้ความสนใจมาจับอยู่ที่นางฟ้า ๕๐๐ นางแทน พระพุทธเจ้าทรงทราบดีถึงความรู้สึกของท่าน จึงตรัสแบบให้ความหวังว่า

“นันทะ เชิญสำราญให้เต็มที่เถิด ตถาคตขอรับประกันว่า เธอจะได้นางฟ้าเหล่านั้นแน่ แต่ขอให้ตั้งใจปฏิบัติธรรมให้ได้ก่อน”

ข้อเสนอของพระพุทธเจ้าแม้จะมีเงื่อนไข แต่พระนันทะก็เต็มใจรับ ทั้งนี้เป็นด้วยความหวังว่าจะได้นางฟ้ามาเชยชม ดังนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพาท่านกลับลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านจึงขะมักเขม้นบำเพ็ญสมณธรรม

พระในวัดเชตวัน ทราบถึงการบำเพ็ญสมณธรรมอย่างเอาจริงเอาจังของท่านว่ามีเงื่อนไขที่จะได้นางฟ้าเป็นข้อผูกพัน จึงพากันเรียกท่านเชิงสัพยอกว่า “คนรับจ้าง” บ้าง “คนมีค่าไถ่” บ้าง เมื่อถูกเรียกบ่อยๆ เข้า ท่านรู้สึกละอายใจ จึงหลีกออกจากหมู่คณะไปอยู่ตามลำพัง

ท่านคิดอยู่เสมอที่จะเปลื้องตนไปจากคำเรียกเป็นเชิงสัพยอกนั้น จึงเร่งบำเพ็ญเพียร และไม่ช้านักก็ได้บรรลุอรหัตผล และทันทีที่ได้บรรลุอรหัตผลนั้นท่านก็รู้แจ้งว่า ท่านได้เปลื้องตนให้พ้นไปจากวาทะว่า “คนรับจ้าง” และ “คนมีค่าไถ่” ได้แล้วโดยสิ้นเชิง

พระราหุล เป็นผู้ที่ใคร่ต่อการศึกษาอย่างมากนับตั้งแต่วันที่บวช ท่านจะลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ กอบทรายมาเต็มกำมือแล้วตั้งจิตปรารถนา ขอให้ได้รับคำแนะนำพร่ำสอนมากเท่าเมล็ดทรายจากพระพุทธเจ้าและจากพระอุปัชฌาย์อาจารย์ ตามหลักฐานระบุว่า ก่อนบรรลุอรหัตผล ท่านยังเป็นเด็กชอบพูดเล่น พระพุทธองค์จึงทรงสอนท่านให้สำรวมในการพูด ความว่า

บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการพูดเท็จทั้งที่รู้ตัวอยู่
ย่อมทำบาปกรรมได้ทุกอย่าง
ฉะนั้น ต้องสำเหนียกเสมอว่า
จักไม่กล่าวเท็จ แม้เพียงประสงค์จะให้หัวเราะเล่น

ครั้งที่ ๒ เมื่อท่านอายุได้ ๑๘ ปี พระพุทธเจ้าทรงมีพระประสงค์จะบ่มปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์ของท่านให้แก่กล้า จึงตรัสสอน ความว่า

รูปทุกชนิดทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน
ทั้งที่มีอยู่ภายในหรือภายนอก ทั้งที่หยาบหรือละเอียด
ทั้งที่ทรามหรือประณีต ทั้งที่อยู่ใกล้หรือไกล
เธอพึงพิจารณารูปทั้งหมดนั้น ด้วยปัญญาชอบ
ตามความเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา
เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา

ครั้งที่ ๓ เมื่อท่านมีอายุ ๒๐ ปี พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ปัญญาของท่านแก่กล้าแล้ว จึงตรัสเตือนให้ท่านทำทุกข์ให้หมดสิ้นให้ได้ ความว่า

เธอละกามคุณ ๕ ที่น่ารักใคร่ชอบใจ
ออกจากเรือนมาด้วยศรัทธา จงทำทุกข์ให้สิ้นไปให้ได้
จงคบกัลยาณมิตร จงอยู่ในเสนาสนะที่สงบสงัด
ปราศจากเสียงอึกทึกครึกโครม
จงรู้จักฉันอาหารแต่พอประมาณ
อย่าติดใจในจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ
จงอย่ากลับมาสู่โลกนี้อีก
จงสำรวมในพระปาฏิโมกข์และในอินทรีย์ ๕
จงมีสติอยู่กับตัว จงมากด้วยความเบื่อหน่าย
จงเว้นนิมิตรอันสวยงามที่ประกอบด้วยราคะ
จงอบรมจิตให้มั่นคง
แน่วแน่ในความสำคัญว่าไม่สวยไม่งาม
จงอบรมจิตให้ไม่มีนิมิตร
จงถอนความถือตัว อันเป็นกิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานให้ได้
เพราะเมื่อละความถือตัวได้แล้ว เธอจักจาริกไปอย่างสงบ

พระราหุลฟังพระพุทธเจ้าสอนพลางพิจารณาตามพลาง เมื่อจบพระธรรมเทศนาท่านก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระภัททิยะ ได้บรรลุอรหัตผลในปีที่บวชนั้นเอง โดยเมื่อบวชและได้ฟังพระพุทธเจ้าสั่งสอนแล้ว ท่านก็ปลีกตนจากหมู่คณะ เข้าอยู่ป่าตามลำพังตั้งมั่นอยู่ในศีล อบรมจิตและปัญญาจนเกิดความรู้แจ้ง ได้บรรลุอรหัตผลสมตามที่ปรารถนา


พระอนุรุทธะ ในพรรษาที่บวชนั้นเองก็ได้ทิพจักขุญาณ (ความรู้ที่ทำให้เกิดตาทิพย์) จากนั้นท่านก็ได้เรียนกรรมฐานจากพระสารีบุตร แล้วลาไปบำเพ็ญสมณธรรมที่ป่าปาจีนวังสทายวัน ในแคว้นเจตี (หรือเจติยะ) ขณะที่บำเพ็ญเพียรอยู่ในป่า ท่านตรึกมหาปุริสวิตก (ความตรึกของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่) ได้ ๗ ข้อ ดังนี้

๑. ธรรมนี้ (ศาสนานี้) เป็นของผู้มักน้อยไม่ใช่ของผู้มักมาก

๒. ธรรมนี้เป็นของผู้สันโดษ ไม่ใช่ของผู้ไม่สันโดษ

๓. ธรรมนี้เป็นของผู้สงัด ไม่ใช่ของผู้คลุกคลีด้วยหมู่คณะ

๔. ธรรมนี้เป็นของผู้ปรารภความเพียร ไม่ใช่ของผู้เกียจคร้าน

๕. ธรรมนี้เป็นของผู้มีสติมั่นคง ไม่ใช่ของผู้หลงลืมสติ

๖. ธรรมนี้เป็นของผู้มีจิตมั่นคง ไม่ใช่ของผู้มีจิตไม่มั่นคง

๗. ธรรมนี้เป็นของผู้มีปัญญา ไม่ใช่ของผู้ทรามปัญญา

ขณะที่ท่านกำลังตรึกมหาปุริสวิตก ๗ ข้ออยู่นั้น พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูวาระจิตของท่าน เห็นว่ามีคุณธรรมแก่กล้า สามารถจะบรรลุอรหัตผลได้หากได้ฟังข้อแนะนำเพิ่มเติม จึงเสด็จมาตรัสบอกให้ท่านตรึกมหาปุริสวิตกต่อไปเป็นข้อที่ ๘ ว่า

๘. ธรรมนี้เป็นของผู้ยินดีในธรรมไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่ของผู้ยินดีในธรรมที่เนิ่นช้า

พระอนุรุทธะพิจารณาตามแนวเทศนาที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

พระอานนท์ บรรลุโสดาปัตติผลหลังจากบวชไม่นาน แต่มาบรรลุอรหัตผลภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือน รวมเวลาที่ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันอยู่นานถึง ๔๒ ปี และได้บรรลุอรหัตผลเมื่ออายุได้ ๘๐ ปี

การที่ท่านได้บรรลุอรหัตผลช้ากว่าพระชาวกบิลพัสดุ์รูปอื่นๆ โดยเฉพาะพระอดีตเจ้าชายศากยะที่ออกบวชพร้อมกันนั้น เป็นเพราะว่าท่านไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เนื่องจากต้องขวนขวายอยู่กับการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ท่านได้บรรลุอรหัตผลก่อนมีการทำปฐมสังคายนา (สังคายนาครั้งที่ ๑) เพียงไม่กี่ชั่วโมง มีเรื่องเล่าว่า คราวทำปฐมสังคายนานั้นพระมหากัสสปะและพระมหาเถระรูปอื่นๆ อาทิ พระอนุรุทธะ ได้ร่วมกันคัดเลือกพระเข้าร่วมทำปฐมสังคายนาได้ครบจำนวน ๕๐๐ รูป ซึ่งทั้ง ๔๙๙ รูปต่างล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้วิชชา ๓ บรรลุอภิญญา ๖ แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ และเชี่ยวชาญด้านพระปริยัติธรรม มีพระอานนท์อยู่เพียงรูปเดียวที่เป็นพระอริยะชั้นโสดาบัน ซึ่งยังจะเข้าร่วมประชุมด้วยไม่ได้ เพราะคุณสมบัติยังไม่ครบถ้วน แต่ในการทำปฐมสังคายนานั้นจะขาดท่านก็ไม่ได้ เพราะท่านเป็นผู้เดียวที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาทุกกัณฑ์จากพระพุทธเจ้า ดังนั้น คณะสงฆ์ซึ่งมีพระมหากัสสปะเป็นประธาน จึงมีมติเลือกให้ท่านเป็น ๑ ในพระจำนวน ๕๐๐ รูป ที่จะเข้าร่วมทำปฐมสังคายนา แต่มีเงื่อนไขว่า ท่านต้องเร่งบำเพ็ญเพียรให้ได้บรรลุอรหัตผลเสียก่อน

หลังจากได้รับทราบมติของคณะสงฆ์แล้ว พระอานนท์ก็เร่งบำเพ็ญเพียรอย่างหนักด้วยการเจริญกายคตาสติ คือ ตั้งสติกำหนดอาการ ๓๒ ในร่างกาย รวมทั้งการเคลื่อนไหวอิริยาบถขณะเดินจงกรม แต่แล้วก็ไม่ได้บรรลุอรหัตผลหรือแม้แต่มรรคผลขั้นต่อไปใดๆ เลย ทั้งนี้เป็นเพราะท่านปฏิบัติเคร่งเครียดเกินไปจนจิตฟุ้งซ่าน คืนจะบรรลุอรหัตผลนั้น ท่านมาคิดได้ว่าปฏิบัติไม่ถูก จึงคิดบำเพ็ญเพียรแต่พอเหมาะ จากนั้นจึงลงจากที่จงกรมเข้าที่พัก

ท่านนั่งอยู่บนเตียงสักครู่หนึ่ง ครั้นแล้วจึงเอนกายลงด้วยตั้งใจว่า จักนอนพักผ่อนสักครู่หนึ่ง พอยกเท้าพ้นจากพื้นแต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ระหว่างนี้เองจิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะคลายความยึดมั่นลงได้

ท่านเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าเพียงรูปเดียวที่บรรลุอรหัตผลโดยไม่อยู่ในอิริยาบถ ๔ คือ ยืน นั่ง เดิน นอน และหลังจากบรรลุอรหัตผลได้ไม่นานก็รุ่งเช้า เมื่อฉันภัตตาหารเช้าแล้ว ขณะที่พระสงฆ์ ๔๙๙ รูป เข้าไปนั่งคอยท่านอยู่ในมณฑปที่ถ้ำสัตตบรรณ ข้างภูเขาเวภาระ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนั้น ท่านก็ได้แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏ เพื่อประกาศให้คณะสงฆ์ได้ทราบว่า ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ด้วยการดำดินแล้วไปโผล่ขึ้นตรงอาสนะที่จัดเตรียมไว้ให้ท่านนั่ง จากนั้นการปฐมสังคายนาจึงได้เริ่มขึ้น

พระภคุ กับ พระกิมพิละ ได้บรรลุอรหัตผลในเวลาใกล้เคียงกัน โดยวันที่จะบรรลุอรหัตผลนั้น พระภคุปฏิบัติธรรมอยู่ตามลำพัง ขณะนั่งปฏิบัติธรรมอยู่นั้นท่านถูกความง่วงครอบงำ จึงลุกออกจากเสนาสนะเดินไปยังที่จงกรม เกิดพลาดหกล้มลงคลุกฝุ่นบนพื้นดินใกล้กับบันไดขึ้นที่จงกรม ท่านไม่ท้อถอย ลุกขึ้นปัดฝุ่นแล้วเดินไปขึ้นที่จงกรม ก่อนเดินจงกรมท่านได้ยืนข่มความง่วงจนจิตเป็นสมาธิแล้วจึงออกเดิน ขณะเดินอยู่นั้นท่านเจริญวิปัสสนาไปด้วย โดยกำหนดเอาการเคลื่อนไหวอิริยาบถเป็นอารมณ์จนเกิดวิปัสสนาญาณ ท่านเห็นโทษของสังขารอย่างแจ้งชัด จึงเกิดความเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้วได้บรรลุอรหัตผล ส่วนพระกิมพิละมีกล่าวไว้แต่เพียงว่าท่านได้บรรลุอรหัตผล แต่ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของท่าน

พระอุบาลี ครั้นบวชแล้วท่านได้อยู่เรียนกรรมฐานกับพระพุทธเจ้า วันหนึ่งท่านประสงค์จะอยู่ตามลำพังจึงเข้าไปทูลลาพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตโดยให้เหตุผลว่า

“อุบาลี หากไปอยู่ตามลำพัง เธอก็จักเจริญด้านเดียวเท่านั้น คือ ด้านวิปัสสนาธุระ แต่ถ้าอยู่ในสำนักของตถาคต เธอจักเจริญทั้ง ๒ ด้าน คือ ทั้งด้านวิปัสสนาธุระและด้านคันถธุระ”

การที่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ก็เพราะทรงเห็นว่า ในอนาคตท่านจักได้รับภาระสำคัญอย่างหนึ่งคือร่วมทำสังคายนา ฉะนั้น จึงทรงมีพระประสงค์ให้ท่านได้เรียนรู้พระพุทธพจน์อย่างกว้างขวาง จะได้เป็นประโยชน์แก่ภาระสำคัญนั้น

พระอุบาลีปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำ คือ ศึกษาพระพุทธพจน์ควบคู่ไปกับการเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระเมฆิยะ ครั้นบวชแล้ว ท่านก็อยู่ถวายการรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเวลานั้นพระพุทธเจ้ายังไม่มีพระพุทธอุปัฏฐากประจำ พระสาวกต่างผลัดเปลี่ยนกันถวายการรับใช้ และท่านก็เป็นรูปหนึ่งที่ทำหน้าที่อยู่ด้วย

คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับอยู่ที่เขตเมืองชาลิกา (จาลิกาบรรพต) พระเมฆิยะในฐานะพระพุทธอุปัฏฐาก (ชั่วคราว) ก็ได้ตามเสด็จไปด้วย ที่เขตเมืองชาลิกานั้นมีป่ามะม่วงอยู่แห่งหนึ่งน่ารื่นรมย์เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความสงบ จะไปอยู่ตามลำพัง ป่ามะม่วงแห่งนั้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกิมิกาลา พระเมฆิยะเห็นแล้วคิดอยากจะไปอยู่ จึงเข้าไปทูลลาพระพุทธเจ้า

“อย่าเลย เมฆิยะ เธออย่าเพิ่งไปอยู่ตามลำพังเลย”

พระพุทธเจ้าตรัสห้าม พระเมฆิยะไม่เชื่อ ยังคงทูลลาและยืนยันจะไปอยู่ป่ามะม่วงนั้นให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสห้ามถึง ๓ ครั้ง เมื่อทรงเห็นว่าห้ามพระเมฆิยะไม่ได้แน่ พระองค์จึงทรงอนุญาต ท่านดีใจมาก รีบกราบลาพระพุทธเจ้า แล้วเดินทางไปอยู่ป่ามะม่วงนั้นทันที

ป่ามะม่วงเงียบสงบ แต่จิตของพระเมฆิยะกลับไม่สงบ ท่านคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ โดยเฉพาะคิดถึงความ สุขสบายครั้งยังเป็นเจ้าชาย เมื่อไม่สามารถจะควบคุมให้สงบลงได้ จึงเดินทางกลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลความจริงให้ทรงทราบ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกให้ท่านทราบถึงเหตุผล ที่ทรงทัดทานไว้แต่ตอนแรกว่า สภาพจิตของท่านยังไม่พร้อมที่จะอยู่ตามลำพัง จากนั้นจึงตรัสสอนถึงวิธีอบรมจิตให้สงบ ๕ วิธี

ประเด็นสำคัญทรงสอนให้อยู่ใกล้กัลยาณมิตร ท่านยอมปฏิบัติตาม ต่อมาพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าจิตของท่านสงบแล้ว จึงตรัสสอนให้เจริญวิปัสสนาต่อไป โดยทรงสอนให้ท่านเห็นว่า “ความสำคัญว่าไม่มีอัตตา คือตัวตน ย่อมปรากฏแก่ภิกษุผู้มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ภิกษุผู้สำคัญว่าไม่มีอัตตาคือตัวตนจึงบรรลุนิพพาน อันเป็นสภาพเพิกถอนความรู้สึกว่าเรามีเรา เป็นได้ในปัจจุบันนี้เอง”

ท่านปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระนาคิตะ ครั้นบวชแล้วก็ได้เจริญวิปัสสนาตามแนวมธุปิณฑิกสูตรที่ท่านได้ฟังมา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระสีวลี ได้ฟังตจปัญจกกรรมฐานจากพระสารีบุตร ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์เป็นอันดับแรก โดยพระอุปัชฌาย์สอนให้ท่านกำหนดส่วนของร่างกายที่เห็นได้ง่ายก่อน ๕ ส่วน คือ เกสา (ผม) โลมา (ขน) นขา (เล็บ) ทันตา (ฟัน) ตโจ (หนัง) จากนั้นพระอุปัชฌาย์ได้สอนให้ท่านพิจารณาถึงความทุกข์ทรมานขณะอยู่ในครรภ์พระมารดานานถึง ๗ ปี ท่านบรรลุอรหัตผลเวลาปลง ผมเสร็จพอดี มีหลักฐานเกี่ยวกับการบรรลุธรรมของท่านว่า ท่านได้บรรลุโสดาปัตติผลเวลาปลงผมจุกที่ ๑ เสร็จ บรรลุสกิทาคามิผลเวลาปลงผมจุกที่ ๒ เสร็จ บรรลุอนาคามิผลเวลาปลงผมจุกที่ ๓ เสร็จ และบรรลุอรหัตผลเวลาปลงผมจุกที่ ๔ ซึ่งเป็นจุกสุดท้ายเสร็จ

พระปุณณมันตานีบุตร ครั้นบวชแล้วได้เรียนกรรมฐานจากพระอัญญาโกณฑัญญะ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านบำเพ็ญเพียรพิจารณาตามที่พระอุปัชฌาย์สอนไม่นานก็บรรลุอรหัตผล


พระกาฬุทายี บรรลุอรหัตผลก่อนบวช เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อทูลลาพระเจ้าสุทโธทนะแล้ว ท่านพร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน ก็รีบเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวันทันที และมาถึงเวลาเย็นซึ่งเป็นเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ท่านพร้อมด้วยบริวารจึงถือโอกาสยืนฟังอยู่ท้ายสุดพร้อมกับพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จนเกิดความรู้แจ้งได้บรรลุอรหัตผลพร้อมกับเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมจบพอดี จากนั้นจึงทูลขอบวช แล้วนิมนต์พระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ตามที่พระพุทธบิดาประสงค์

พระมหาอุทายี ครั้นบวชแล้วท่านได้เจริญวิปัสสนาตามแนวมธุปิณฑิกสูตรที่ได้ฟังมา ก่อนบวชไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 20:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ งานสำคัญ

พระปุณณมันตานีบุตร เมื่อศึกษาดูแล้วจะพบว่าในบรรดาพระกลุ่มเมืองแคว้นสักกะ ซึ่งนอกจากพระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิแล้ว ท่านบวชก่อนพระกลุ่มแคว้นสักกะรูปอื่นๆ ต่อจากนั้นก็คือ พระกาฬุทายี พระนันทะ พระราหุล พระเมฆิยะ พระนาคิตะ พระมหาอุทายี ตามลำดับ สุดท้ายก็คือ พระอุบาลี พระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระภคุ พระกิมพิละ ส่วนพระสีวลี ยังไม่สามารถระบุให้แน่ชัดลงไปได้ว่าบวชก่อนหรือหลังพระสาวกรูปใด

การกล่าวถึงว่า พระสาวกรูปใดบวชก่อนนั้น ก็เพื่อประโยชน์ในการกล่าวถึงงานเผย แพร่พระพุทธศาสนาของท่านไปตามลำดับอาวุโสที่บวช

พระปุณณมันตานีบุตร หลังจากได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านได้เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนามาตลอดเวลา ผลงานชิ้นสำคัญของท่านคือ ท่านได้สอนกถาวัตถุ ๑๐ ประการ ให้พระอานนท์ฟัง คราวที่พระอานนท์บวชใหม่ๆ จนพระอานนท์ได้บรรลุโสดาปัตติผลกถาวัตถุ คือ เรื่องที่ควรพูดมี ๑๐ อย่าง ได้แก่

๑. อัปปิจฉกถา เรื่องความมักน้อย
๒. สันตุฏฐิกถา เรื่องความสันโดษ
๓. ปวิเวกกถา เรื่องความสงัด
๔. อสังสัคคสถา เรื่องความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๕. วิริยารัมภกถา เรื่องการปรารภ ความเพียร
๖. สีลกถา เรื่องศีล
๗. สมาธิกถา เรื่องสมาธิ
๘. ปัญญากถา เรื่องปัญญา
๙. วิมุตติกถา เรื่องความหลุดพ้น
๑๐. วิมุตติญาณทัสสนกถาเรื่องความรู้ความเห็นว่าหลุดพ้น

พระปุณณมันตานีบุตร ได้สอนเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา นอกจากสอนพระอานนท์ให้ได้บรรลุโสดาปัตติผล ต่อมายังได้สอนกุลบุตรชาวเมืองกบิลพัสดุ์อีก ๕๐๐ คนจนเลื่อมใสแล้วมาขอบวชในสำนักของท่าน


ท่านได้แสดงกถาวัตถุ ๑๐ ประการนี้ให้ปฏิบัติ ไม่นานพระเหล่านั้นก็ได้บรรลุอรหัตผล อยู่มาวันหนึ่งพระสัทธิวิหาริกทั้งหมดนั้นประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เนื่องจากยังไม่เคยเห็นพระองค์จริง ท่านจึงได้ส่งพระเหล่านั้นมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวัน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกบิลพัสดุ์ที่ท่านจำพรรษาอยู่ถึง ๖๐ โยชน์ (ประมาณ ๙๖๐ กิโลเมตร) ครั้นไปถึงวัดเวฬุวันแล้ว พระ ๕๐๐ รูปนั้นก็พร้อมกันเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

“ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากไหน”

พระพุทธเจ้าตรัสปฏิสันถาร

“มาจากเมืองชาติภูมิ (เมืองกบิลพัสดุ์) พระเจ้าข้า” พระ ๕๐๐ รูป กราบทูล

“ในแคว้นแดนนั้น เพื่อนพรหมจรรย์ยกย่องใครว่ากล่าวกถาวัตถุ ๑๐ ประการ”

“ยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร พระอุปัชฌาย์ของเหล่าข้าพระองค์ พระเจ้าข้า”

ขณะนั้น พระสารีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ด้วย ได้ยินพระพุทธเจ้าตรัสสนทนากับพระสัทธิวิหาริกของพระปุณณมันตานีบุตรแล้ว ประสงค์จะรู้จักกับพระปุณณมันตานีบุตร จึงตั้งความหวังว่าท่านคงได้พบและสนทนากับพระปุณณมันตานีบุตรสักวันหนึ่งเป็นแน่

พระสารีบุตรหวังอยู่เช่นนั้น จนต่อมาพระพุทธเจ้าพาพระสาวกเสด็จมาประทับที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ซึ่งอยู่ใกล้กับเมืองกบิลพัสดุ์กว่าวัดเวฬุวัน พระปุณณมันตานีบุตรทราบข่าว จึงเดินทางมาเฝ้า พระพุทธเจ้าตรัสธรรมปฏิสันถารต้อนรับท่าน ครั้นแล้วทรงอนุญาตให้ท่าน เลือกพักได้ตามอัธยาศัย ท่านถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้วไปพักกลางวันอยู่ในป่าอันธวัน

พระสารีบุตร ได้ทราบจากพระรูปหนึ่งว่าพระปุณณมันตานีบุตรมาเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขณะนี้กำลังไปพักผ่อนอยู่ ณ โคนต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งในป่าอันธวัน จึงเดินทางไปหาท่าน โดยเหตุที่พระเถระทั้ง ๒ ไม่เคยเห็นกันมาก่อน พระสารีบุตรจึงทักท่านว่า

“ผู้มีอายุ ท่านเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าหรือ”

“ใช่ ท่านผู้เจริญ”

พระปุณณมันตานีบุตรตอบ

“ผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้ศีลบริสุทธิ์หรือ”

“ไม่ใช่ ท่านผู้เจริญ”


“ผู้มีอายุ ถ้าอย่างนั้นท่านประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้ปัญญาบริสุทธิ์หรือ เพื่อให้ข้ามความสงสัยได้อย่างบริสุทธิ์หรือ เพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นว่าอย่างใดเป็นทางไม่เป็นทางอย่างบริสุทธิ์หรือ เพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นในข้อปฏิบัติอย่างบริสุทธิ์หรือ และเพื่อให้เกิดความรู้ความเห็นธรรมอย่างบริสุทธิ์หรือ”

“ไม่ใช่ ท่านผู้เจริญ แต่ข้าพเจ้าประพฤติพรหมจรรย์เพื่อต้องการอนุปาทาปรินิพพาน”

เมื่อได้ทราบความประสงค์ในการออกบวชของพระปุณณมันตานีบุตรแล้ว พระสารีบุตรก็สนทนาธรรมต่อไปถึงเรื่องว่า อะไรคือ อนุปาทาปรินิพพาน ซึ่งพระปุณณมันตานีบุตรก็ได้ตอบให้ทราบอย่างแจ่มชัดว่า


“อนุปาทาปรินิพพานไม่ใช่ความบริสุทธิ์ ๗ อย่าง คือ ไม่ใช่การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไม่ใช่การรักษาจิตให้บริสุทธิ์ ไม่ใช่การอบรมปัญญาให้บริสุทธิ์ ไม่ใช่การข้ามความสงสัยได้อย่างบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความรู้ความเห็นว่าอันใดเป็นทางหรือไม่ใช่ทางบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความรู้ความเห็นถึงข้อปฏิบัติอย่างบริสุทธิ์ และไม่ใช่ความรู้ความเห็นธรรมที่บริสุทธิ์ เพราะธรรมที่ว่ามานี้ทั้งหมดถึงอย่างไรก็ยังมีอุปาทานคือความยึดมั่นเกาะเกี่ยวอยู่ แต่ธรรมทั้งหมดนี้เป็นธรรมช่วยส่งไปถึงอนุปาทาปรินิพพานตามลำดับ เปรียบเหมือนรถ ๗ ผลัด”

จากนั้นพระปุณณมันตานีบุตรได้ยกอุปมาให้พระสารีบุตรฟังว่า

“ระยะทางระหว่างเมืองสาวัตถีกับเมืองสาเกตจะไปถึงด้วยรถ ๗ ผลัด พระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อจะเสด็จจากเมืองสาวัตถีไปเมืองสาเกตก็ต้องเสด็จไปด้วยรถ ๗ ผลัดนั้น โดยขึ้น ประทับราชรถผลัดแรกที่ประตูราชวัง จนกระทั่งเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๒ จึงทรงสละราชรถ ผลัดแรกแล้วขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๒ นั้นไป เวลาเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๓ ก็ทรงสละราชรถผลัดที่ ๒ ขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๓ เวลาเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๔ ก็ทรงสละราชรถผลัดที่ ๓ ขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๔ เวลาเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๕ ก็ทรงสละราชรถผลัดที่ ๔ ขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๕ เวลาเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๖ ก็ทรงสละราชรถผลัดที่ ๕ ขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๖ เวลาเสด็จถึงราชรถผลัดที่ ๗ ก็ทรงสละราชรถผลัดที่ ๖ ขึ้นประทับราชรถผลัดที่ ๗ ไปจนถึงประตูพระราชวังเมืองสาเกต เมื่อเสด็จถึงเมืองสาเกตแล้วเมื่อหมู่อำมาตย์หรือพระประยูรญาติทูลถามว่าเสด็จมาด้วยราชรถคันนี้หรือ พระเจ้าปเสนทิโกศล หากจะตรัสตอบให้ถูกต้องตามเป็นจริงก็จะต้องตรัสตอบว่า พระองค์เสด็จมาด้วยราชรถ ตามลำดับดังที่เสด็จมานั้น อุปมานี้เป็นฉันใด ความบริสุทธิ์ ๗ อย่างที่ว่ามานั้นก็เป็นฉันนั้น ทุกข้อไม่ใช่อนุปาทาปรินิพพาน แต่เป็นธรรมส่งไปถึงอนุปาทาปรินิพพาน คือ ความดับสนิทแห่งขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่กิเลสตัณหาเข้าไปเจือจับไม่ได้อีก”

เมื่อพระเถระทั้ง ๒ สนทนากันแล้ว ต่างก็ได้ถามชื่อของกันและกัน

“ผมชื่อปุณณะ แต่เพื่อนพรหมจารีมักเรียกผมว่า มันตานีบุตร”

“ผมชื่ออุปติสสะ แต่เพื่อนพรหมจารีมักเรียกผมว่า สารีบุตร”

ก่อนจากกันพระเถระทั้ง ๒ ยังได้กล่าวชื่นชมกันและกันอีก โดยพระสารีบุตรกล่าวชื่นชมพระปุณณมันตานีบุตรว่า

“น่าอัศจรรย์ พระปุณณมันตานีบุตรเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ดี ปัญหาอันลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องอยู่ในกถาวัตถุ ๑๐ ประการท่านกล่าวแก้ได้แล้ว นับเป็นลาภที่เพื่อนพรหมจารีได้เห็นได้ใกล้ชิดท่าน แม้พวกผมก็ต้องถือว่าเป็นลาภที่ได้เห็นและได้ใกล้ชิดท่าน”

พระปุณณมันตานีบุตรก็ได้กล่าวชื่นชมพระสารีบุตรว่า

“ท่านสารีบุตร เมื่อผมได้สนทนากับพระสาวกผู้คล้ายกับพระบรมศาสดาเช่นนี้ก็ยังไม่รู้จักเลยว่าท่านคือพระสารีบุตร ถ้าผมรู้คงจะตอบโต้กับท่านได้ไม่ถึงเพียงนี้หรืออาจจะพูดไม่ออกก็ได้”


บทสนทนาของพระเถระทั้ง ๒ แม้จะถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ใช่งานเผยแผ่ธรรมะ แต่ก็ถือเป็นแบบอย่างได้ว่า ผู้ที่จะเผยแพร่ธรรมะนั้นต้องขวนขวายเข้าหาบัณฑิตและเปิดใจกว้าง ยอมรับความรู้จากคู่สนทนาเสมอ

พระกาฬุทายี ได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการทำให้พวกเจ้าศากยะเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา โดยที่เมื่อบวชแล้วหลังจากทูลนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าเสด็จมาเมืองกบิลพัสดุ์ได้แล้ว ก็เหาะล่วงหน้ามายังเมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อแจ้งข่าวให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบก่อน พระเจ้าสุทโธทนะทอดพระเนตรเห็นท่านยืนอยู่ในอากาศ จำไม่ได้จึงตรัสถาม “ท่านเป็นใคร มาจากไหน”

“ขอถวายพระพร มหาบพิตร” พระกาฬุทายีถวายพระพร “อาตมาเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า พระบิดาของอาตมาไม่มีใครเอาชนะได้ ทรงมีพระรัศมี ๖ ประการแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย ทรงหาใครเปรียบมิได้ มหาบพิตร พระองค์เองนั่นแหละเป็นพระบิดาของพระบิดาของอาตมา ฉะนั้นเมื่อว่าโดยศักดิ์แล้ว พระองค์จึงเป็นพระอัยกา (พระเจ้าปู่) ของอาตมา และอาตมาก็คือ พระนัดดา (หลาน) ของพระองค์”

คำถวายพระพรเป็นนัยๆ ของพระกาฬุทายีทำให้พระเจ้าสุทโธทนะจำได้ พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่อดีตราชทูตของพระองค์รักษาสัญญา โดยได้กลับมาแจ้งข่าวที่พระองค์ทรงประสงค์ให้ทรงทราบจึงตรัสนิมนต์ให้ลงมานั่งบนตั่งในพระราชวัง จากนั้นทรงรับสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดภัตตาหารมาใส่บาตร พระกาฬุทายีครั้นรับประเคนภัตตาหารนั้นแล้วก็แสดงท่าจะทูลลา พระเจ้าสุทโธทนะทรงเห็นพระกาฬุทายีแสดงอาการดังนั้น ก็ทรงทราบได้ทันทีว่าพระเถระจะไปฉันภัตตาหารที่อื่น จึงตรัสถามถึงที่ที่จะไป

“ขอถวายพระพร มหาบพิตร” พระกาฬุทายีถวายพระพร

“อาตมาประสงค์จะไปฉันภัตตาหารในสำนักของพระพุทธเจ้า”

“พระพุทธเจ้าที่อยู่ที่ไหน พระคุณเจ้า” พระเจ้าสุทโธทนะตรัสถาม

“ขอถวายพระพร มหาบพิตร ขณะนี้พระพุทธเจ้ากำลังเสด็จพุทธดำเนินมาตามเส้นทางจากแคว้นมคธสู่เมืองกบิลพัสดุ์ เพื่อทรงเยี่ยมมหาบพิตร”

ระยะทางจากเมืองราชคฤห์ถึงเมืองกบิลพัสุดุ์ไกลได้ ๖๐ โยชน์ พระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวก ๒๐,๐๐๐ รูป เดินทางได้วันละ ๑ โยชน์ (ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร) และวันนี้นับเป็นวันแรกที่พระองค์ทรงพาพระสาวกออกเดินทาง

ฝ่ายพระเจ้าสุทโธทนะ เมื่อทรงทราบว่าพระกาฬุทายีจะนำภัตตาหารไปถวายพระพุทธเจ้า จึงตรัสบอกให้ท่านฉันภัตตาหารนั้นก่อน พระกาฬุทายีทำตามพระราชประสงค์ จากนั้นพระเจ้าสุทโธทนะได้รับสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดภัตตาหารอีกชุดหนึ่งถวายให้พระกาฬุทายีนำไปถวายพระพุทธเจ้า


“ตราบใดที่พระลูกเจ้าของโยมยังเสด็จมาไม่ถึง ขอพระคุณเจ้าจงนำอาหารจากพระราชวังนี้ไปถวายได้ทุกวัน”

พระเจ้าสุทโธทนะตรัสปวารณา ฝ่ายพระกาฬุทายีหลังจากฉันภัตตาหารแล้วก็แสดงธรรมโปรดพระเจ้าสุทโธทนะ และบรรดาข้าราชบริพาร คำสอนของท่านส่งผลให้พระเจ้าสุทโธทนะและบรรดาข้าราชบริพารเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ก่อนที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้า พระกาฬุทายียังได้แสดงปาฏิหาริย์อีกส่วนหนึ่ง โดยตั้งจิตอธิษฐานให้บาตรที่มีอาหารเต็มอยู่นั้นลอยขึ้นไปในอากาศ แล้วท่านก็เหาะตามขึ้นไปรับบาตรนั้นแล้วนำไปถวายพระพุทธเจ้า พระกาฬุทายีนำอาหารไปถวายพระพุทธเจ้าด้วยวิธีนี้ทุกวัน พระเจ้าสุทโธทนะพร้อมด้วยข้าราชบริพารเห็นเหตุการณ์นี้ตลอด จึงยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยมากยิ่งขึ้น และพระพุทธเจ้าก็ทรงเสวยพระกระยาหารที่พระกาฬุทายีนำมาถวายจากเมืองกบิลพัสดุ์ทุกวัน

จนกระทั่งเสด็จพุทธดำเนินถึงซึ่งกินเวลา ๖๐ วันพอดี ณ เมืองกบิลพัสดุ์ นั่นเอง พระเจ้าสุทโธทนะและพระประยุรญาติทรงถวายการต้อนรับพระพุทธเจ้าและพระสาวกอย่างสมพระเกียรติ โดยทรงนิมนต์ให้เสด็จเข้าประทับ ณ อุทยานอันรื่นรมย์ ซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะและพระประยุรญาติทรงตั้งพระทัยมอบถวายให้เป็นวัดสำหรับพระพุทธเจ้าประทับอยู่กับพระสาวก และมีชื่อปรากฏว่า “นิโครธาราม” (สวนของพระเจ้านิโครธ)

ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่เพื่อโปรดพระประยุรญาติเป็นครั้งแรกนั้น ได้มีเหตุการณ์สำคัญๆ เกิดขึ้นดังนี้

๑. พระพุทธเจ้าทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยครั้งแรกแสดงยมกปาฎิหาริย์ เพื่อเป็นการปราบทิฐิมานะของพระประยูรญาติผู้ใหญ่ที่ยังกระด้างกระเดื่อง ด้วยเห็นว่าพระองค์เป็นลูกหลานซึ่งยิ่งใหญ่ไปกว่าตนนั้นไม่ได้ ต่อมาทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ โดยทรงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา ปาฏิหาริย์ทั้ง ๒ นี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงขณะที่พระประยุรญาติเสด็จมาชุมนุมต้อนรับพระองค์และพระสาวกอยู่ที่วัดนิโครธาราม

กล่าวถึงฝนโบกขรพรรษ ตามรูปศัพท์ชวนให้สันนิษฐานว่า ฝนที่ตกลงมาเหมือนน้ำบนใบบัวคือ ไม่เปียกผู้ไม่ประสงค์จะให้เปียก เหมือนใบบัวไม่มีน้ำเปียกติดอยู่ ท่านพรรณนาลักษณะไว้ ๔ ประการ คือ

๑. มีสีแดงดังเท้านกพิราบ
๒. เปียกเฉพาะผู้ที่ต้องการให้เปียก
๓. เม็ดฝนนี้ไม่ติดกาย เมื่อถูกกายแล้วก็หล่นลงพื้นดิน
๔. ไม่เจิ่งนองอยู่บนพื้นดิน เมื่อตกลงมาแล้วก็ซึมหายไปในแผ่นดินทันที

๒. พระพุทธเจ้าทรงแสดงมหาเวสสันดรชาดก โดยทรงแสดงหลังจากทรงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกแล้ว เพราะฝนโบกขรพรรษมีหยาดน้ำเย็นซึ่งทำให้พระประยูรญาติต่างชุ่มชื่นพระทัย เพื่อเป็นการสนับสนุนความรู้สึกของพระประยุรญาติ พระองค์จึงทรงแสดงเวสสันดรชาดกขึ้นตามลำดับและจบด้วยยกเหตุการณ์ตอนที่กษัตริย์ ๖ พระองค์ได้กลับมาพบกันเมื่อครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรมาตรัสเล่า ซึ่งกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้น คือ พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระกุมารีกัณหา พระกุมารชาลี พระราชบิดา พระราชมารดา ซึ่งได้พลัดพรากจากกันแล้วได้กลับมาพบอีก ทุกพระองค์ทรงดีพระทัยมากจนถึงวิสัญญีภาพ (สลบ) ทรงฟื้นรู้สึกพระองค์ต่อเมื่อได้มีฝนโบกขรพรรษตกลงมาต้องพระวรกาย

๓. พระเจ้าสุทโธทนะทรงบรรลุอนาคามิผล โดยหลังจากทรงแสดงเวสสันดรชาดกโปรดพระพุทธบิดาและพระประยุรญาติแล้ว รุ่งขึ้นเช้า พระพุทธเจ้าก็เสด็จออกบิณฑบาตไปตามถนนในเมืองกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบจึงรีบเสด็จไปห้าม โดยทรงอ้างว่าไม่ใช่ประเพณี ไม่ใช่วัตรปฏิบัติของบรรดาเจ้าศากยะที่ต้องออกมาขอเขากิน แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ไม่ใช่ประเพณีของบรรดาเจ้าศากยะก็จริง แต่ว่าเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าที่ต้องออกบิณฑบาต จากนั้นได้ตรัสธรรมโปรดพระพุทธบิดาว่า

ภิกษุไม่พึงประมาทในการลุกขึ้นรับอาหารที่ประตูบ้าน
พึงประพฤติหน้าที่ (ธรรม) ให้สุจริต
ไม่พึงประพฤติหน้าที่ให้ทุจริต
เพราะผู้ที่ประพฤติหน้าที่ได้สุจริตเป็นปรกติ
ย่อมอยู่เป็นสุข ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

พระเจ้าสุทโธทนะทรงตั้งพระทัยสดับธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงนั้น ทรงพิจารณาตามอย่างพินิจพิเคราะห์ จนเกิดความรู้แจ้ง ละความถือพระองค์ลงได้ จึงได้บรรลุโสดาปัตติผล บัดนี้ พระองค์ทรงหมดความสงสัยในพระรัตนตรัย ตรงกันข้ามทรงเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ประเสริฐจริง ควรแก่สักการะ จึงทูลนิมนต์พระพุทธเจ้าและพระสาวกให้รับภัตตาหารในพระราชวังในวันรุ่งขึ้น ซึ่งเป็นวันที่ ๒ ที่ได้เสด็จมาถึงเมืองกบิลพัสดุ์

วันที่ ๒ นั้นเอง เมื่อเสวยพระกระยาหารแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมโปรดอีก จากการที่ทรงสดับพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ พระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระน้านาง) ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล ส่วนพระเจ้าสุทโธทนะทรงบรรลุสกทาคามิผล วันที่ ๔ พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมปาลชาดกโปรดอีก พระเจ้าสุทโธทนะทรงสดับพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ก็ได้บรรลุอนาคามิผล และการบรรลุอนาคามิผลนี้ได้เป็นปัจจัยให้พระองค์ได้บรรลุอรหัตผลคราวจะสวรรคตในเวลาต่อมา

๔. พระนางยโสธราทรงบรรลุโสดาปัตติผล ในวันที่ ๔ อันเป็นวันเดียวกับที่ทรงโปรดพระพุทธบิดาให้ได้บรรลุอนาคามิผลนั้น พระพุทธเจ้าทรงโปรดพระนางยโสธราให้ได้บรรลุโสดาปัตติผลด้วย โดยได้เสด็จไปยังปราสาทของพระนาง แล้วตรัสจันทกินนรีชาดกให้ได้สดับจนพระนางคลายความเศร้าโศกจากการที่ถูกทอดทิ้ง และเกิดความเข้าพระทัยว่าความพลัดพรากจากกันเป็นของธรรมดา พระนางเข้าพระทัยได้ดังนี้ จึงได้บรรลุโสดาปัตติผล

๕. วันที่ ๕ พระพุทธเจ้าเสด็จไปงานอภิเษกสมรสของเจ้าชายนันทะกับเจ้าหญิงชนบทกัลยาณีและทรงนำเจ้าชายนันทะออกผนวช

๖. วันที่ ๗ ทรงให้พระสารีบุตรบวชให้เจ้าชายราหุล

๗. ขณะที่ประทับอยู่ที่นิโครธารามนั้น พระพุทธเจ้าทรงบวชให้เจ้าชายศากยะพระองค์อื่น ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าพระเมฆิยะกับพระนาคิตะน่าจะได้บวชในครั้งนั้น รวมทั้งพระมหาอุทายีซึ่งเป็นคนวรรณะพราหมณ์ด้วย เหตุการณ์ทั้งหมดดังว่ามานี้ นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงของพระพุทธเจ้า ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ต่อไปแล้วจะเห็นว่าพระสาวกที่มีบทบาทสำคัญช่วยให้ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นได้ก็คือ พระกาฬุทายี นั่นเอง


พระนันทะ ไม่มีกล่าวไว้แน่ชัดว่าท่านได้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่น่าสังเกตว่า ท่านรูปร่างคล้ายพระพุทธเจ้า เตี้ยกว่าพระพุทธองค์เพียง ๔ นิ้วเท่านั้น และใช้จีวรขนาดเท่ากับจีวรของพระพุทธเจ้า ด้วยเวลาพระสาวกรูปอื่นๆ เห็นท่านเดินมาแต่ไกลจะรีบเตรียมต้อนรับและปูลาดอาสนะไว้ถวายเหมือนอย่างต้อนรับพระพุทธเจ้า ด้วยสำคัญผิดคิดว่าท่านคือพระพุทธเจ้า

จากข้อสังเกตนี้ชี้ให้เห็นว่าท่านคงมีบุคลิกสง่างาม เป็นที่น่าเลื่อมใสแก่ผู้ที่พบเห็น


พระราหุล ไม่มีกล่าวไว้แน่ชัดว่าท่านได้มีบทบาทอย่างไรในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา แต่มีวัตรปฏิบัติส่วนตัวของท่านที่น่าเผยแพร่ในที่นี้ ๒ ประการ ซึ่งนอกเหนือจากความเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาแล้วก็มีดังนี้

๑. ความเป็นผู้ว่าง่าย เรื่องมีอยู่ว่า คราวหนึ่งมีการฟังธรรมะกันตอนกลางคืน โดยพระผู้ใหญ่ต่างผลัดกันแสดง เมื่อเลิกฟังธรรมแล้ว พระผู้ใหญ่ต่างกลับที่อยู่ของตน คงมีแต่พระผู้น้อย สามเณร และคณะอุบาสกเหลืออยู่ในโรงฟังธรรมเท่านั้น เนื่องจากเป็นเวลาค่ำคืน การเดินทางลำบาก พระผู้น้อย สามเณร และคณะอุบาสกเหล่านั้นจึงพักรวมกันในที่นั้นเอง พระและสามเณรไม่ระวัง นอนปล่อยตัวตามสบาย มีทั้งกรน ทั้งละเมอ ทั้งนอนดิ้นและน้ำลายไหล คณะอุบาสกเห็นอาการดังนั้นแล้ว พากันตำหนิและนำความกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทราบ พระพุทธเจ้าเจ้าจึงตรัสสั่งให้ประชุมสงฆ์ แล้วบัญญัติสิกขาบทห้ามไม่ให้พระนอนร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่พระ (คือ สามเณร และคณะอุบาสก รวมทั้งนักบวชอื่นๆ นอกพระพุทธศาสนาด้วย)


พระราหุล ขณะนั้นยังเป็นสามเณรและรวมอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มาร่วมฟังธรรมด้วย ดังนั้นเมื่อมีพุทธบัญญัติ นี้ พระจึงให้ท่านแยกออกไปนอนต่างหากนอกโรงฟังธรรม ท่านปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เมื่อออกมาหาที่นอนไม่ได้ ท่านจึงหลบไปนอนในวัจกุฎี (ส้วม) ของพระพุทธเจ้า เช้ามืดพระพุทธเจ้าเสด็จมาหมายจะเข้าวัจกุฎีพระราหุลได้ยินเสียงกระแอมของพระพุทธเจ้า จึงรีบออกมาถวายบังคม พระพุทธเจ้าได้ตรัสถามว่า

“ราหุล ทำไมเธอจึงมานอนที่นี่”

พระราหุลจึงได้กราบทูลให้ทราบ พระพุทธเจ้าทรงสลดพระทัยโดยทรงดำริว่า หากเป็นเช่นนี้ในภายภาคหน้าพวกสามเณรจะลำบาก จะถูกทอดทิ้งไม่มีใครสนใจ ต่อมาจึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์แล้วตรัสถามพระสารีบุตร

“สารีบุตร เธอรู้ไหมว่า เมื่อคืนนี้ราหุลนอนที่ไหน”

“ไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า” พระสารีบุตรทูลตอบ

พระพุทธเจ้าจึงตรัสเล่าให้ฟัง แล้วตรัสตำหนิพระสาวกในที่ประชุมสงฆ์ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ขนาดตถาคตยังอยู่ พวกเธอยังพากันทอดทิ้งสามเณรกันถึงขนาดนี้แล้ว ต่อไปภายหน้าเล่า เมื่อตถาคตนิพพานแล้วจะมีใครดูแลสามเณร”

จากนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเพิ่มเติมต่อจากที่ได้ทรงบัญญัติแล้ว โดยทรงอนุญาตว่า “ภิกษุนอนร่วมกับผู้ที่ไม่ใช่พระได้ ๓ คืน ถ้าเกินจากนั้นไปต้องอาบัติปาจิตตีย์”

พระพุทธพจน์นี้มีความหมายว่า ให้พระนอนร่วมกับผู้ที่มิใช่พระได้เพียง ๓ คืนพอถึงคืนที่ ๔ ให้เว้นเสียคืนหนึ่ง จากนั้นให้กลับมานอนร่วมกันได้อีก และให้นับเป็นคืนที่ ๑ ใหม่ ไปจนถึงคืนที่ ๓ พอคืนที่ ๔ ก็ให้เว้นเสียคืนหนึ่ง ทำอย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะแยกกันนอนได้โดยเด็ดขาด

ความเป็นผู้ว่าง่ายของพระราหุลครั้งนี้เป็นที่เลื่องลือไปทั่ว พระสาวกได้นำมาพูดคุยกันในโรงฟังธรรม เป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงอดีตชาติของท่าน

๒. ความกตัญญู เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งที่ท่านยังเป็นสามเณรอยู่นั้น พระมารดา คือ พระนางยโสธรา ซึ่งบัดนี้ได้ออกบวชเป็นภิกษุณีแล้วเกิดประชวรด้วยพระโรคลม พระราหุลได้ไปเยี่ยมพระมารดา ครั้นได้ทราบว่าประชวรก็ห่วงใย ยิ่งได้ทราบว่าพระมารดาประชวรถึงขั้นไม่สามารถลุกขึ้นได้ ยิ่งทำให้ใจเสีย เกรงว่าพระมารดาจะสิ้นพระชนม์

พระราหุลเมื่อไปเยี่ยมพระมารดาแล้ว ทราบว่าพระโรคลมจะสงบได้ด้วยการได้เสวยน้ำมะม่วงผสมน้ำตาลกรวด จึงรับอาสาจะหามาถวาย พระราหุลรู้สึกหนักใจมาก เพราะไม่รู้วาจะหายาดังกล่าวมาถวายพระมารดาได้แต่ไหน แต่ที่รับปากจะหามานั้นก็เป็นด้วยความรักความห่วงใยในพระมารดา ตามปกติเมื่อมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ พระราหุลจะระลึกถึงบุคคลสำคัญ ๔ คน คือ พระสารีบุตร (พระอุปัชฌาย์) พระมหาโมคคัลลานะ (พระอาจารย์) พระอานนท์ (พระเจ้าอา) และพระพุทธเจ้า (พระพุทธบิดา) ครั้นระลึกได้ดังนี้ ท่านจึงไปหาพระสารีบุตร แล้วแจ้งความประสงค์ให้ทราบ

พระสารีบุตรมองดูสัทธิวิหาริกด้วยความกรุณา แล้วปลอบใจว่า

“ราหุล อย่าวิตกไปเลย รอไว้พรุ่งนี้ก่อน คงจะหาได้”


รุ่งเช้า ท่านได้พาพระราหุลเข้าไปในเมืองสาวัตถีแล้วให้ท่านพักอยู่ ณ โรงฉันแห่งหนึ่ง ส่วนตัวพระเถระเองได้เข้าไปในพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล และโดยที่ยังมิทันได้ถวายพระพรให้ทรงทราบถึงเหตุที่มา พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงปรุงน้ำมะม่วงผสมน้ำตาลกรวดถวาย เมื่อได้น้ำมะม่วงผสมน้ำตาลกรวดนั้นแล้ว พระเถระก็ถวายพระพรลากลับออกมาหาพระราหุลซึ่งนั่งคอยอยู่ด้วยความวิตกกังวล

“ราหุล นี่น้ำมะม่วงผสมน้ำตาลกรวดที่เธอต้องการ” พระสารีบุตรบอกพร้อมกับส่งให้

ครั้นได้แล้ว พระราหุลก็รีบนำไปถวายพระมารดา พระมารดาได้เสวยแล้วไม่นานนักก็หายประชวร ซึ่งทำให้พระราหุลพระปิโยรสสบายพระทัยขึ้น

วัตรปฏิบัติของพระราหุลดังกล่าวมานี้ แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็เป็นเรื่องที่นักศึกษาธรรมะควรให้ความสนใจ และนำไปเผยแพร่ เพราะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เยาวชน จึงถือเป็นการเผยแพร่พระศาสนาส่วนหนึ่งที่ได้จากวัตรปฏิบัติของพระราหุล


พระเมฆิยะ พระนาคิตะ พระมหาอุทายี ไม่มีกล่าวไว้แน่ชัดว่าท่านได้มีบทบาทสำคัญอย่างไรในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา มีกล่าวได้แต่ว่าในระยะเวลาช่วงปฐมโพธิกาล (๒๐ พรรษาแรกของพระพุทธเจ้า) พระพุทธเจ้าไม่มีพระอุปัฏฐากประจำ พระสาวกต่างผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ถวายการอุปัฏฐาก ซึ่งในจำนวนนี้ก็มีพระเมฆิยะ พระนาคิตะ รวมอยู่ด้วย

พระอุบาลี มีกล่าวไว้แน่ชัดว่าท่านได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเผยแพร่พระพุทธศาสนาและรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ ดังได้กล่าวไว้แล้วว่า ท่านศึกษาพระพุทธพจน์ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าตลอดเวลา จนกระทั่งบรรลุอรหัตผล ท่านมีความชำนาญเป็นพิเศษในพระวินัย และมีผลงานที่เกี่ยวกับความชำนาญของท่านที่ควรนำมากล่าวถึง ๓ ประการคือ

๑. การวินิจฉัยอธิกรณ์ พระพุทธเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านวินิจฉัยอธิกรณ์ (ตัดสินคดี) ๓ เรื่อง คือ เรื่องของพระภารุกัจฉกะ ๑ เรื่องของพระอัชชุกะ ๑ เรื่องของภิกษุณีมารดาของพระกุมารกัสสปะ ๑

๒. การวิสัชนาพระวินัยในคราวทำปฐมสังคายนา คราวที่พระมหากัสสปะได้เสนอให้มีการทำปฐมสังคายนาขึ้น หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานได้ ๓ เดือนนั้น ที่ประชุมสงฆ์ได้มีมติคัดเลือกพระอุบาลีให้ทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัย ซึ่งท่านเองก็รับหน้าที่นั้นโดยรวบรวมพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ในที่ต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ มาจัดไว้เป็นหมวดหมู่จนปรากฏเป็น “พระวินัยปิฎก” ให้เราได้ศึกษามาจนถึงทุกวันนี้

๓. การสร้างผู้สืบต่อ ในครั้งพุทธกาลพระพุทธเจ้า ทรงมอบหมายให้พระสาวกผู้ใหญ่อย่างเช่น พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหาโกฏฐิตะ พระมหากัปปินะ พระมหาจุนทะ พระเรวตะ พระอานนท์ และพระมหาสาวกรูปอื่นๆ เป็นหัวหน้าของหมู่คณะอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิก ซึ่งปรากฏว่าพระสาวกผู้ใหญ่แต่ละท่านต่างก็มีพระเป็นศิษย์ท่านละหลายสิบหรือหลายร้อยรูป

พระอุบาลีก็เช่นกัน ท่านได้สอนพระวินัยให้บรรดาสัทธิวิหาริกของท่านทรงจำสืบต่อมาจนเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาที่เห็นได้ชัด คือ ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๓ สำเร็จลงได้โดยการนำของพระโมคคลีบุตรติสสเถระ พระเถระรูปนี้เมื่อศึกษาดูแล้วพบว่า ท่านเป็นสัทธิวิหาริกของพระสิคควะ พระสิคควะเป็นสัทธิวิหาริกของพระโสณกะ พระโสณกะเป็นสัทธิวิหาริกของพระทาสกะ และพระทาสกะเป็นสัทธิวิหาริกของพระอุบาลี ได้รับการถ่ายทอดพระวินัยมาโดยตรงจากพระอุปัชฌาย์

การที่พระพุทธศาสนาคงอยู่ได้จนตราบเท่าทุกวันนี้ นับได้ว่า พระอุบาลีมีบทบาทสำคัญอย่างมาก ทั้งท่านได้ทำเองและอบรมสั่งสอนศิษย์ให้รับภาระสืบทอดสายพระวินัย จนได้มาทำหน้าที่สำคัญอันเป็นการรักษาพระพุทธศาสนา คือ การสังคายนา


พระอนุรุทธะ มีกล่าวไว้แน่ชัดว่าท่านได้มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนา ท่านเป็นพระที่เทวดาเคารพเนื่องจากได้ทิพยจักขุ (ตาทิพย์) มีการติดต่อเทวดาอยู่เนืองๆ ท่านได้เป็นอาจารย์ของหมู่คณะ มีสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับพระมหาสาวกรูปอื่นๆ ท่านมีบทบาทสำคัญในการช่วยรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่เช่นเดียวกับพระอุบาลี โดยได้ร่วมกันทำสังคายนาครั้งที่ ๑ และในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒ ซึ่งเกิดขึ้นหลังทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ประมาณ ๑๐๐ ปีเศษ ก็มีศิษย์ที่สืบสายมากจากท่านเข้าร่วมด้วย ดังที่ปรากฏชื่อมีอยู่ ๒ รูป คือ พระวาสภคามี กับพระสุมนะ ท่านมีวัตรปฏิบัติที่นักเผยแผ่ธรรมะรุ่นหลังน่าศึกษา คือ ความมักน้อย

เรื่องมีอยู่ว่าขณะจำพรรษาอยู่ที่วัดเวฬุวัน ท่านได้แสวงหาผ้าบังสุกุล (ผ้าเปื้อนฝุ่น) ตามกองขยะมาทำจีวร เนื่องจากจีวรที่ใช้อยู่ประจำนั้นขาดแล้ว เทพธิดาแห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นางหนึ่งชื่อ “ชาลีนี” เห็นท่านแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงนำผ้าทิพย์มาทอดเป็นผ้าบังสุกุลไว้ที่กองขยะที่พระเถระกำลังมุ่งหน้าไปแสวงหา ครั้นได้ผ้าครบตามต้องการแล้ว พระเถระได้เริ่มทำพิธีเย็บจีวร ซึ่งปรากฏว่าการเย็บจีวรของท่านครั้งนั้นเป็นงานใหญ่มาก พระพุทธเจ้าทรงพาพระมหาสาวกรูปอื่นๆ อาทิ พระมหากัสสปะ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ และพระอานนท์มาช่วย พร้อมด้วยพระตามเสด็จอีก ๕๐๐ รูป

ในการเย็บจีวรนั้น พระมหากัสสปะนั่งอยู่ช่วงต้นพระสารีบุตรนั่งอยู่ช่วงกลาง และพระอานนท์นั่งอยู่ช่วงปลาย พระสาวกที่เหลือช่วยกันกรอด้าย ฝ่ายพระพุทธเจ้าทรงช่วยสนเข็ม สำหรับพระมหาโมคคัลลานะทำหน้าที่บอกบุญนำภัตตาหารมาถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกจากตระกูลอุปัฏฐาก การเย็บจีวรให้ท่านเสร็จเรียบร้อยในวันนั้นเอง

เทพธิดาชาลินีนางนี้แหละคราวที่พระเถระจำพรรษาอยู่ในป่าแห่งหนึ่งในแคว้นโกศล ได้มาหาท่านและนิมนต์ให้ท่านตั้งจิตปรารถนาไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยนางได้อ้างถึงความสวยงามของสวนนันทวันให้พระเถระฟัง ท่านได้ตอบไปว่าท่านไม่มีโอกาสได้เกิดในหมู่เทวดาอีกแล้ว เนื่องจากทำลายการเวียนว่ายตายเกิดได้หมดสิ้น

การที่นางเทพธิดากล้ากล่าวเช่นนั้นแก่ท่าน ก็เพราะว่าใน ๓ ชาติที่แล้ว นางได้เกิดเป็นภรรยาของท่านในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นเอง นางจำท่านได้และความรักอาลัยยังมีอยู่ จึงกล่าวไปตามความรู้สึก โดยหารู้ไม่ว่า บัดนี้ท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ธรรมกถาเรื่อง “เจโตวิมุติ” (เจโตวิมุตติ) ของท่านนับว่าเป็นธรรมถาที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง ที่ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับความหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจสมาธิ พระไตรปิฎกบันทึกเรื่องนี้ไว้ว่า

ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวนาราม เมืองสาวัตถีนั้น พระอนุรุทธะได้ตามเสด็จไปด้วย วันหนึ่งหัวหน้าช่างไม้คนหนึ่งชื่อ “ปัญจังคะ” ส่งคนให้มานิมนต์พระเถระไปฉันภัตตาหารที่บ้านพร้อมด้วยพระรูปอื่นอีก ๓ รูป หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ช่างไม้ได้สนทนากับท่านดังนี้

ช่างไม้ : เจโตวิมุติอันไม่มีประมาณ กับเจโตวิมุติอันมีอารมณ์ใหญ่ ต่างกันหรือเหมือนกันอย่างไร

พระเถระ : แล้วท่านเข้าใจว่าอย่างไร

ช่างไม้ : โยมเข้าใจว่า วิมุติทั้ง ๒ นี้มีความหมายเหมือนกัน ต่างกันเฉพาะตัวหนังสือเท่านั้น

พระเถระ : เจโตวิมุติทั้ง ๒ นี้ต่างกันทั้งความหมายและตัวหนังสือ เจโตวิมุติอันไม่มีประมาณ คือ ภิกษุแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไปตลอดทั้งโลก แล้วมีจิตเพียบพร้อมด้วยพรหมวิหารธรรมอยู่อย่างไม่มีประมาณ คือ ไม่มีขอบเขตจำกัดในผู้ใดผู้หนึ่งในที่ใดที่หนึ่ง แผ่ไปอย่างไพบูลย์กว้างขวาง ทั้งในสัตว์ทุกประเภทและในโลกทั้งปวง เจโตวิมุติอันมีอารมณ์ใหญ่ คือ ภิกษุแผ่นิมิตกสิณไปครอบโคนต้นไม้ ๑ ต้นบ้าง ๒ ต้นบ้าง ๓ ต้นบ้าง จากนั้นแผ่ขยายไปครอบเขต ๑ เขตบ้าง ๒ เขตบ้าง ๓ เขตบ้าง จากนั้นก็แผ่ขยายออกไปครอบคลุมประเทศ ๑ บ้าง ๒ ประเทศบ้าง ๓ ประเทศบ้าง จนกระทั่งแผ่ขยายไปครอบคลุมถึงแผ่นดิน คือโลกที่มีมหาสมุทรเป็นที่สุด แล้วนึกอยู่ในใจว่าใหญ่ๆ

ช่างไม้ได้ฟังพระเถระตอบแล้วก็เข้าใจความหมายของเจโตวิมุติทั้ง ๒ ได้ดี ซึ่งนับได้ว่างานเผยแผ่พระพุทธศาสนาของท่านประสบผลสำเร็จ

พระเถระยังได้กล่าวธรรมกถาอีกในโอกาสต่างๆ ที่สำคัญ คือ ในวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน มีเรื่องเล่าไว้ว่า

ก่อนที่จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติ คือ ทรงเข้าฌานไปตามลำดับ เริ่มตั้งแต่ปฐมฌานไปจนถึงนิโรธสมาบัติ พระอานนท์เห็นพระพุทธองค์ทรงบรรทมสงบนิ่งไม่ทรงหายใจเข้าออก จึงถามพระอนุรุทธะว่า พระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วหรือ พระอนุรุทธะเข้าฌานตามพระพุทธองค์อยู่ตลอดเวลา และทราบว่าพระพุทธองค์กำลังเข้านิโรธสมาบัติ จึงตอบว่า ยัง จนกระทั่งเมื่อพระพุทธองค์ทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้วลงสู่ภวังค์ พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานในขณะลงสู่ภวังค์นั้น พระอนุรุทธเถระทราบ จึงออกจากสมาบัติแล้วแจ้งให้พระอานนท์ทราบ

ทันทีพระอานนท์ทราบ ได้แจ้งให้พระรูปอื่นๆ ที่ประชุมเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่นั้นได้ทราบด้วย พระสาวกอริยะก็ปลงธรรมสังเวชว่า “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง”

ส่วนพระสาวกที่ยังเป็นปุถุชนต่างเสียใจร้องไห้คร่ำครวญ ด้วยความอาลัยรักในพระพุธเจ้า พระอนุรุทธะเห็นเหตุการณ์นั้นจึงเข้ามาปลอบ โดยกล่าวข้อความทำนองเตือนใจว่า

ท่านทั้งหลาย อย่าได้เสียใจไปเลย
อย่าคร่ำครวญไปเลย
พระศาสดาเคยตรัสไว้แล้วมิใช่หรือว่า
ความพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งหมดนั้น
ย่อมมีเป็นธรรมดา
สิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่ง
มีความแตกสลายไปเป็นธรรมดา
ไม่มีใครจะบังคับได้หรอกว่า จงอย่าแตกสลาย

ขณะนั้นถือได้ว่าท่านเป็นพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งอยู่ในที่นั้น พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานในตอนกลางคืนตลอดคืนวันนั้นท่านกับพระอานนท์จึงได้ทำหน้าที่กล่าวธรรมกถาปลอบโยนพระสาวกที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ตลอดคืนจนกระทั่งรุ่งเช้า ท่านจึงมอบหมายให้พระอานนท์ไปแจ้งข่าวให้เหล่ามัลลกษัตริย์ได้ทราบ


ท่านเป็นคนแจ้งเหล่ามัลลกษัตริย์ให้อัญเชิญพระบรมศพของพระพุทธองค์เข้าเมืองทางประตูเมืองทิศอุดร (เหนือ) ผ่านกลางเมืองแล้วไปออกทางประตูเมืองด้านทิศบูรพา (ตะวันออก) ก่อนนำไปถวายพระเพลิง ณ มกุฎพันธนเจดีย์ ทั้งนี้เป็นไปตามประสงค์ของเทวดาที่ต้องการจะบูชาพระบรมศพของพระพุทธเจ้า

พระอานนท์ เป็นที่แน่นอนว่าท่านได้มีบทบาทอย่างมากในการช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาและรักษาพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ ผลงานของท่านสามารถประมวลกล่าวได้ดังนี้

๑. ทรงจำธรรมไว้ได้มาก พระอานนท์ได้รับยกย่องว่าเป็นพหูสูต ทั้งนี้มิใช่เพียงเพราะได้ศึกษาธรรมมากเท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าท่านทรงจำธรรมไว้ได้มากด้วย ครั้งหนึ่งโคปกโมคคัลลานพราหมณ์ได้เคยเข้าไปหาท่าน ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว และได้ถามว่า

“ข้าแต่พระคุณเจ้า ข่าวว่าท่านเป็นพหูสูตทรงจำคำสอนของพระพุทธเจ้าไว้ได้หมด ท่านบอกได้ไหมว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่านจำนวนเท่าไร”

ท่านตอบว่า “พราหมณ์ อาตมาศึกษาธรรมจากพระพุทธเจ้าโดยตรง ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่เหลืออีก ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ศึกษาจากพระสาวกผู้ใหญ่ อาทิ พระสารีบุตร”

ท่านยังได้กล่าวต่อไปทำนองว่า ท่านทรงจำธรรมเหล่านั้นไว้ได้ทุกพระธรรมขันธ์ อย่างที่เรียกว่าคล่องปากพลิกพริ้วอยู่ที่ปลายลิ้นนี่เอง

มูลเหตุที่ทำให้ท่านได้ชื่อว่าเป็นพหูสูต ก็เพราะพร ๑ ใน ๘ ข้อที่ท่านได้ทูลขอต่อพระพุทธเจ้า ก่อนเข้ารับตำแหน่งพุทธอุปัฏฐาก ความว่า “ถ้าพระองค์ทรงแสดงธรรมเรื่องใดในที่ลับหลังข้าพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์อีกครั้งหนึ่ง”

พระพุทธเจ้าทรงรับพรของท่าน ดังนั้น เมื่อทรงแสดงธรรมในที่ใดที่หนึ่งซึ่งไม่มีพระอานนท์ฟังอยู่ด้วย พระองค์ก็จะทรงแสดงให้ท่านฟังภายหลัง เรื่องการขอพรแต่ละข้อนั้นพระอานนท์ได้ทูลบอกเหตุผลไว้ด้วยหมด แม้พรข้อที่ยกมานี้ก็เช่นกัน ท่านให้เหตุผลไว้ต่อพระพุทธเจ้าว่า “ที่ต้องทูลขอพรข้อนี้ไว้ด้วย ก็เพื่อป้องกันการครหา เพราะแน่นอนว่าต่อไปจะต้องมีผู้มาถามว่าคาถานี้ สูตรนี้ ชาดกนี้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ที่ไหน และทรงปรารภเหตุอะไร ถ้าหากข้าพระองค์ตอบไม่ได้ ก็จะมีเสียงครหาเกิดขึ้นว่า สู้อุตส่าห์เสียเวลาติดตามพระพุทธเจ้าอยู่เหมือนเงาตามตัว แต่กับเรื่องแค่นี้ก็ไม่รู้ แล้วอย่างนี้จะติดตามไปทำไม”

การทรงจำธรรมไว้ได้มากของท่านนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการดำรงอยู่ของพระพุทธศาสนา ซึ่งได้กล่าวต่อไป

๒. การขวนขวายเพื่อสิทธิสตรี แต่ก่อนนั้น คือ ในช่วงพรรษาแรกๆ นับแต่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ยังไม่มีสตรีมาบวชเป็นภิกษุณี จนต่อมาหลังตรัสรู้ได้ ๕ พรรษา พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระน้านาง ได้พาเจ้าหญิงศากยะจำนวน ๕๐๐ นางมาทูลขอบวช ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่กูฎาคารศาลาป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ซึ่งมีพระอานนท์เป็นพุทธอุปัฏฐาก ครั้งนั้นพระอานนท์ได้มีบทบาทอย่างสำคัญในการช่วยเหลือให้พระน้านางและเจ้าหญิงศากยะบวชได้สำเร็จ พระไตรปิฎกได้บันทึกคำตอบโต้ระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระอานนท์ไว้ดังนี้

พระพุทธเจ้า : อย่าเลยอานนท์ เธออย่าพอใจกับการขวนขวายให้สตรีได้บวชในธรรมวินัยนี้เลย

พระอานนท์ : ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สตรีออกบวชแล้วสามารถบรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผล ได้หรือไม่

พระพุทธเจ้า : สามารถ อานนท์

พระอานนท์ : ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าสตรีออกบวชแล้วสามารถบรรลุโสดาปัตติผล สกทามิผล อนาคามิผล และอรหัตผลได้ ไฉนพระองค์จึงไม่ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีได้บวชเล่า พระนางทรงเลี้ยงดูพระองค์มา ทั้งยังได้ถวายน้ำนมให้ได้เสวย


พระพุทธเจ้า : อานนท์ ถ้าพระน้านางจะทรงสามารถรับครุธรรม ๘ ประการไปปฏิบัติได้ ก็เป็นอันว่าบวชได้

ข้อเสนอของพระพุทธเจ้าดังที่ว่ามานี้ เมื่อพระอานนท์นำไปบอกพระนางมหาปชาบดี พระนางรีบรับรองว่าปฏิบัติได้ทันที จึงเป็นอันว่าจาการขวนขวายของพระอานนท์นี้เองทำให้สตรีมีโอกาสได้บวชในพระพุทธศาสนา

พระอานนท์ได้ชื่อว่าเป็นผู้พิทักษ์สิทธิของสตรีผู้หนึ่ง นอกจากการได้ขวยขวายให้พระนางมหาปชาบดีและเจ้าหญิงศากยะทั้งหลายได้บวชในพระพุทธศาสนาแล้ว คราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ท่านมีหน้าที่จัดพุทธบริษัทให้เข้าถวายความเคารพพระบรมศพ และได้จัดให้สตรีเข้าถวายความเคารพก่อน โดยท่านให้เหตุผลว่า สตรีเหล่านี้ถ้าหากให้เข้าถวายความเคารพพระบรมศพภายหลัง พวกเธอจะลำบากเกี่ยวกับการเดินทางกลับบ้านเนื่องจากมืดค่ำเสียก่อน

๓. การช่วยระงับความแตกร้าวในพุทธจักร คราวที่พระชาวเมืองโกสัมพีเกิดวิวาทกันจนถึงขั้นแตกร้าวนั้น ทำให้พวกอุบาสกอุบาสิกาของพระเหล่านั้นเกิดแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปด้วย พระพุทธเจ้าทรงเคยตักเตือน แต่ไม่สามารถจะเกลี้ยกล่อมพระเหล่านั้นให้คลายทิฐิมานะลงได้ จึงได้เสด็จหลีกไปประทับอยู่กับลิงและช้าง ณ ป่าปาริเลยยกะ ต่อมาพระเหล่านั้นเกิดสำนึกถึงความดื้อรั้นของตนขึ้นมาได้แล้วรู้สึกละอาย จึงเข้าไปหาพระอานนท์พร้อมทั้งขอร้องให้ท่านพาพวกตนไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอขมา พระอานนท์ทำตามที่พระเหล่านั้นขอร้อง จนสามารถระงับความแตกร้าวให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้ นับเป็นการช่วยลบรอยมลทินของพระพุทธศาสนาโดยแท้

๔. การวิสัชนาพระธรรมในคราวทำปฐมสังคายนา คราวที่พระมหากัสสปะได้เสนอให้มีการทำปฐมสังคายนาขึ้นหลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน โดยที่ประชุมสงฆ์ได้มีมติคัดเลือกพระอุบาลีให้ทำหน้าที่วิสัชนาพระวินัยนั้น ในขณะเดียวกันก็ได้คัดเลือกพระอานนท์ทำหน้าที่วิสัชนาพระธรรมอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ท่านได้รับคัดเลือกขณะที่ยังเป็นพระโสดาบัน แต่ด้วยผลแห่งการบำเพ็ญเพียร ท่านจึงได้บรรลุอรหัตผลในเช้ามืดของวันที่จะทำสังคายนา ท่านได้ทำหน้าที่อย่างดียิ่งโดยรวบรวมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้มาเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ เพื่อให้ช่วยกันจัดหมวดหมู่ จนปรากฏเป็น “พระสุตตันตปิฎก” และ “พระอภิธรรมปิฎก” ให้เราได้ศึกษามาจนทุกวันนี้

๕. การสร้างผู้สืบต่อ ท่านก็เป็นเช่นเดียวกับพระสาวกผู้ใหญ่รูปอื่นๆ อาทิ พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระอุบาลีที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้เป็นหัวหน้าหมู่คณะอบรมสั่งสอนสัทธิวิหาริก และอันเตวาสิก และมีศิษย์ศึกษาธรรมต่อจากท่านที่ปรากฏชื่อ คือ พระสัพพกามี พระยสกากัณฑบุตร พระสาฬหะ พระเรวตะ พระขุชชโสภิตตะ พระสาณวาสีสัมภูตะ ซึ่งศิษย์ทั้งหมดของท่านนี้ ได้มามีบทบาทสำคัญมากในการทำสังคายนาครั้งที่ ๒

๖. การเดินทางออกเยี่ยมพระสงฆ์ในวัดต่างๆ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พุทธบริษัทก็ถือพระอานนท์ว่าเป็นเหมือนตัวแทนของพระพุทธเจ้า เนื่องจากครั้งที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่นั้น เวลาเสด็จไปในที่ใดก็มีพระอานนท์ตามเสด็จไปด้วยดุจเงา กล่าวตามภาษาสามัญก็ว่า เห็นพระพุทธเจ้า ณ ที่ใดก็เห็นพระอานนท์ ณ ที่นั้น ดังนั้นหลังจากทำปฐมสังคายนาแล้ว ท่านจึงออกจาริกไปตามวัดต่างๆ เพื่อเยี่ยมเยียนพระสงฆ์ทำนองที่ว่าเพื่อเตือนให้เกิดพุทธานุสสติ ระลึกถึงพระพุทธเจ้า อันเป็นทางปลูกสร้างความสามัคคีไว้เพื่อความไพบูลย์ของพระพุทธศาสนา

วัดแรกที่ผ่านไป คือ วัดโฆสิตาราม เมืองโกสัมพี แคว้นวังสะ ดินแดนของพระเจ้าอุเทน การไปเมืองโกสัมพีครั้งนี้ แม้พระไตรปิฎกจะกล่าวว่าไปเพื่อแจ้งข่าวแก่พระฉันนะ ว่าสงฆ์ได้ลงพรหมทัณฑ์แก่ท่านก็จริง แต่สิ่งที่นอกเหนือไปจากนั้นก็คือการได้พบพระเจ้าอุเทน และได้สนทนากันจนพระเจ้าอุเทนเลื่อมใสยิ่งขึ้น

สาเหตุที่จะทำให้ท่านได้พบกับพระเจ้าอุเทน สืบเนื่องมาจากนางสนมของพระเจ้าอุเทนได้ถวายผ้าห่ม ๕๐๐ ผืนแก่ท่านหลังจากได้ฟังธรรมแล้ว พระเจ้าอุเทนทรงสงสัยว่าท่านจะนำผ้าเหล่านั้นไปทำอะไร จึงเข้าไปหาแล้วตรัสถาม ซึ่งพระเถระก็ถวายพระพรให้ทราบ พระไตรปิฎกได้บันทึกคำสนทนาไว้ดังนี้

พระเจ้าอุเทน : พระคุณเจ้า ผ้าตั้ง ๕๐๐ ผืน พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : อาตมาภาพ จักแบ่งปันให้แก่พระที่มีจีวรเก่า

พระเจ้าอุเทน : จีวรเก่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปทำผ้าปูนอน

พระเจ้าอุเทน : ผ้าปูนอนเก่าเล่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปทำเป็นผ้ากั้นเพดาน

พระเจ้าอุเทน : ผ้ากั้นเพดานเก่าเล่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปทำผ้าปูพื้น

พระเจ้าอุเทน : ผ้าปูพื้นเก่าเล่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปทำเป็นผ้าเช็ดเท้า

พระเจ้าอุเทน : ผ้าเช็ดเท้าเก่าเล่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปทำผ้าขี้ริ้ว

พระเจ้าอุเทน : ผ้าขี้ริ้วเก่าเล่า พระคุณเจ้าจักเอาไปทำอะไร

พระอานนท์ : ปวงอาตมาภาพ จักเอาไปโขลกเคล้ากับดินเหนียวแล้วนำไปฉาบกุฏิ

พระเจ้าอุเทนครั้นได้สดับคำตอบจากท่านแล้วก็เกิดศรัทธา จึงทรงรับสั่งให้ถวายผ้าเพิ่มเติมอีก

การได้สนทนากับพระเจ้าอุเทนครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่อภารกิจของท่านมาก ประการแรกเป็นประโยชน์ตรงที่ทำให้พระเจ้าอุเทนเลื่อมใสมั่นคงในพระพุทธศาสนา อันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนแถบนั้น เพราะยุคนั้นแคว้นวังสะถือเป็นแคว้นมหาอำนาจแคว้นหนึ่ง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่ได้อำนาจรัฐสนับสนุนย่อมประสบผลสำเร็จรวดเร็ว ประการสุดท้ายเป็นประโยชน์ต่อการเดินทางไปเยี่ยมพระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ในแคว้นต่างๆ โดยได้นำผ้าที่นางสนมและพระเจ้าอุเทนถวายไปแบ่งถวายเป็นการสงเคราะห์และยึดเหนี่ยวน้ำใจให้เกิดความระลึกและตระหนักในความเป็นพุทธสาวกด้วยกัน

การที่พระพุทธศาสนามั่นคงและรุ่งเรืองสืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้ ถือได้ว่าพระอานนท์ได้มีบทบาทสำคัญมากรูปหนึ่งทีเดียว


พระนาคิตะ เคยถวายการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าขณะอยู่ที่หมู่บ้านพราหมณ์อิจฉานังคละ แคว้นโกศล พระพุทธเจ้าเคยปฏิเสธผ่านทางท่านไม่ขอรับลาภสักการะที่พราหมณ์และคหบดีชาวอิจฉานังคละจัดทำมาถวายเพราะมาส่งเสียงอื้ออึงอยู่ที่หน้าซุ้มประตูที่ประทับ

พระภคุ มีกล่าวไว้ว่าคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จออกจากเมืองโกสัมพี เพื่อไปประทับ ณ ป่าปาริเลยยกะ นั้นได้เสด็จผ่านมาทางพาลกโลณการาม ทรงพบพระภคุซึ่งอยู่ตามลำพัง จึงทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระที่อยู่รูปเดียวให้ฟังแล้วเสด็จเลยไป จากนั้นก็ไม่มีกล่าวถึงบทบาทของท่านอีกเลย

พระกิมพิละ มีกล่าวไว้ว่าท่านทูลถามถึงเหตุปัจจัยที่ทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่นานหลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสตอบว่าเป็นเพราะพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่เคารพ ไม่เชื่อฟังพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ไม่เคารพในการศึกษา ในความไม่ประมาท และในการปฏิสันถาร

พระสีวลี ไม่มีระบุไว้แน่ชัดถึงบทบาทของท่านเช่นรูปอื่นๆ มีแต่กล่าวไว้ว่าท่านเป็นพระที่มีลาภมาก ไม่ว่าจะอยู่ในถิ่นทุรกันดารอย่างใดก็ไม่เคยลำบากเรื่องอาหาร คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองสาวัตถี พระสีวลีเข้าไปกราบแล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าขออนุญาตพาพระ ๕๐๐ รูปไปเพื่อทดลองบุญของท่าน เมื่อพระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแล้วท่านจึงพาพระทั้ง ๕๐๐ รูปเดินป่าบ่ายหน้าไปทางป่าหิมพานต์ ท่านเดินทางผ่านสถานที่กันดาร ๗ แห่ง และพักอยู่แห่งละ ๗ วัน ซึ่งในแต่ละวันนั้นเทวดาและอมนุษย์อื่นๆ ได้ถวายทานแก่ท่านและพระ ๕๐๐ รูป สถานที่กันดาร ๗ แห่ง คือสถานที่ที่มีต้นไทรขึ้นอยู่ภูเขาปัณฑวะ แม่น้ำอจิรวดี สาครใหญ่ ป่าหิมพานต์ สระฉัททันต์ ภูเขาคันธมาทน์ และภูเขาเรวตะ โดยเฉพาะขณะอยู่ที่ภูเขาคันธมาทน์ เทวดาชื่อนาคทัตตะได้ถวายทาน ๗ วัน โดยถวายข้าวปรุงด้วยนมสดกับข้าวปรุงด้วยเนยใส สลับอย่างละวัน พระที่ร่วมเดินทางจึงถามเทวดาชื่อนาคทัตตะนั้น เทวดานั้นกล่าวว่านี้เป็นผลที่ได้ถวายสลากภัตรที่ปรุงด้วยน้ำนมสดแก่พระพุทธเจ้ากัสสปะ อีกคราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าเคยพาพระ ๕๐๐ รูปเดินทางไกลผ่านถิ่นทุรกันดารไปเยี่ยมพระขทิรวนิยเรวตะ โดยมีพระสีวลีตามเสด็จอยู่ในจำนวนนั้นด้วย ผลปรากฎว่าพระทั้งหมดนั้นไม่ลำบากด้วยอาหาร เหตุการณ์ทำนองนี้ยังเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นด้วยผลบุญของพระสีวลีที่ทำไว้แต่อดีตชาติ

เหตุการณ์ที่กล่าวมานี้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับการเผยแพร่พระพุทธศาสนาโดยตรง แต่เป็นเหตุการณ์สนับสนุนที่พอกล่าวอ้างได้ว่ามีส่วนส่งเสริมต่อการปฏิบัติธรรมของพระสาวกรูปอื่นๆ เพราะอาหารถือเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่งต่อการปฏิบัติธรรม

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 20:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ บั้นปลายชีวิต

พระกาฬุทายี พระนันทะ พระเมฆิยะ พระนาคิตะ พระมหาอุทายี พระภัททิยะ พระภคุ พระกิมพิละ และพระสีวลี ไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับบั้นปลายชีวิตของท่าน

พระราหุล นิพพานก่อนพระพุทธเจ้าและก่อนพระอัครสาวกโดยท่านได้ทูลลาพระพุทธเจ้าไปนิพพานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนพระอุบาลี พระอนุรุทธะ พระอานนท์ และพระปุณณมันตานีบุตร มีกล่าวไว้ชัดเจนว่านิพพานภายหลังพระพุทธเจ้า

พระอานนท์ นิพพานเมื่ออายุได้ ๑๒๐ ปี หลังพุทธปรินิพพาน ๔๐ ปี มีเรื่องเล่าว่าท่านนิพพานกลางอากาศ ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ โดยเข้าเตโชสมาบัติอธิษฐานจิตให้เกิดไฟลุกไหม้ร่างกายของท่าน แล้วกระดูกแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งไปตกที่เมืองกบิลพัสดุ์ อีกส่วนหนึ่งไปตกที่เมืองเทวทหะ ทั้งนี้เพื่อมิให้พระญาติต้องทะเลาะกันเพราะแย่งกระดูก

พระอนุรุทธะ นิพพานที่ใต้กอไผ่ในหมู่บ้านเวฬุวะ แคว้นวัชชี ขณะนั้นท่านมีอายุใกล้เคียงกับพระอานนท์ จะอ่อนกว่าเพียงเล็กน้อย

พระอุบาลี และพระปุณณมันตานีบุตร ยังไม่พบหลักฐานว่าท่านนิพพานที่ไหน เวลาใด แต่สันนิษฐานว่าขณะนั้นท่านคงมีอายุใกล้เคียงกับพระอนุรุทธะและพระอานนท์


๏ เอตทัคคะ-อดีตชาติ

บรรดาพระสาวกชาวแคว้นสักกะที่กล่าวมานี้ มีที่ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้วยกัน ๙ รูป คือ พระกาฬุทายี พระนันทะ พระราหุล พระอุบาลี พระภัททิยะ พระอนุรุทธะ พระอานนท์ พระปุณณมันตานีบุตร และพระสีวลี

พระกาฬุทายี พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทำให้ตระกูลเลื่อมใส

พระนันทะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสำรวมอินทรีย์

พระราหุล พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสนใจการศึกษา

พระอุบาลี พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทรงจำพระวินัย

พระภัททิยะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีตระกูลสูง

พระอนุรุทธะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทิพยจักขุ (ตาทิพย์)

พระอานนท์ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ๕ ด้าน คือ มีสติ ๑ มีคติ ๑ มีความเพียร ๑ เป็นพหูสูตร ๑ เป็นพุทธอุปัฏฐาก ๑

พระปุณณมันตานีบุตร พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรม

พระสีวลี พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีลาภมาก

พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวก ๙ รูปนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามความสามารถในชาติปัจจุบัน และตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้แต่อดีตชาติ


พระกาฬุทายี ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดีวันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม ได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทำตระกูลให้เลื่อมใส แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการเข้าเฝ้าพระพุธเจ้า แล้วกราบทูลให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของตน พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูความเป็นไปในอนาคตของท่านด้วยพระญาณแล้วทรงเห็นว่า ความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผลและได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านทำให้ตระกูลเลื่อมใส”

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับปัจจุบันชาติที่เมื่อบวชแล้วสามารถแสดงฤทธิ์ทำให้พวกศากยะทั้งตระกูลเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทำให้ตระกูลเลื่อมใสดังกล่าวมาแล้ว


พระนันทะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสำรวมอินทรีย์ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้ถวายผ้าทำจากเปลือกไม้ให้พระพุทธเจ้าและพระสาวกครอง พร้อมทั้งกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์อย่างพระอสีติมหาสาวกรูปอื่นๆ คือ ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านการสำรวมอินทรีย์

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นเต่าใหญ่อยู่ในแม่น้ำคงคาด้วยผลบาปกรรมเก่าบางอย่าง แต่กรรมดีก็ส่งผลให้เป็นเต่าแสนรู้ วันหนึ่งขณะแหวกว่ายอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เห็นพระพุทธเจ้าประทับยืนอยู่บนฝั่งด้วยทรงมีพระประสงค์จะเสด็จข้ามฝั่ง จึงลอยตัวขึ้นมาให้พระพุทธเจ้าประทับยืน แล้วแหวกว่ายพาพระพุทธเจ้ามาส่งอีกฝั่งหนึ่ง จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นพระอนุชาต่างพระมารดา ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติที่รู้จักสำรวมอินทรีย์จนได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสำรวมอินทรีย์


พระราหุล ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรของคฤหบดีผู้มั่งคั่งตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี เป็นพี่น้องกับพระรัฐบาล แต่ไม่ระบุว่าใครเป็นพี่หรือน้อง ครั้นบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ท่านทั้ง ๒ ก็ทำหน้าที่ดูแลทรัพย์สมบัติสืบต่อมา

๒ พี่น้องเป็นคนใจบุญ ต่อมาได้รับอุปัฏฐากฤาษีคนละ ๑ องค์ ฤาษีทั้ง ๒ นั้นเป็นเพื่อนกัน มีฤทธิ์เหาะเหินเดินหาวได้ แม้จะเป็นเพื่อนกันแต่ก็แยกกันอยู่และต่างมีที่พักกลางวันคนละแห่ง ฤาษีที่พระรัฐบาลรับอุปัฏฐากมักไปพักกลางวันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ส่วนฤาษีที่พระราหุลรับอุปัฏฐากมักไปพักกลางวันในนาคพิภพ ดังนั้นหลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ฤาษีทั้ง ๒ จึงต่างรูปต่างอนุโมทนาไปตามประสบการณ์ของตน

ฤาษีของพระรัฐบาลอนุโมทนาว่า “ขอให้ท่านจงมีที่อยู่ดุจวิมานของท้าวสักกเทวราช”

ส่วนฤาษีของพระราหุลอนุโมทนาว่า “ขอให้ท่านจงมีที่อยู่ดุจภพของพญานาคปฐวินธรเถิด”

สองพี่น้องต่างสงสัยในคำอนุโมทนาของฤาษีทั้ง ๒ เป็นอย่างมาก วันหนึ่งเมื่อได้โอกาสจึงถามถึงเหตุผลที่อนุโมทนาอย่างนั้น ฤาษีทั้ง ๒ จึงได้โอกาสพรรณนาที่พักกลางวันของตนให้ ๒ พี่น้องฟังจนเกิดความปรารถนาที่จะไปเกิดอยู่ในสถานที่ทั้ง ๒ แห่งนั้นบ้าง

ครั้นแล้ว ๒ พี่น้องนั้นก็ได้สมปรารถนา เนื่องจากหลังสิ้นอายุแล้ว พระรัฐบาลได้ไปเกิดเป็นท้าวสักกะ ฝ่ายพระราหุลได้ไปเกิดเป็นพญานาคชื่อว่า “ปฐวินธร”

พญานาคปฐวินธร เมื่อมาเกิดอยู่ในนาคพิภพแล้วก็รู้สึกไม่พอใจกับกำเนิดของตน เนื่องจากต้องเลื้อยไป จึงรู้สึกเสียใจและนึกตำหนิฤาษีที่ตนอุปัฎฐากว่าไม่น่าพรรณนาให้ตนยินดีในทุคติภูมิเช่นนี้เลย อย่างไรก็ตามพญานาคปฐวินธรยังคงกลายร่างเป็นคนได้ในบางโอกาส แต่ก็อยู่ได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็จะคืนร่างกลับเป็นนาคดุจเดิม

ตามปรกติเมื่อว่าโดยกำเนิดแล้ว พญานาคก็จัดเป็นงูตระกูลหนึ่ง ซึ่งเป็นบริวารของท้าววิรูปักษ์ ท้าวมหาราชองค์หนึ่งในท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นไปเฝ้าท้าวสักกะในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยพาบริวารไปด้วยเพื่อถวายรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ให้ทรงทราบ ดังนั้นเมื่อท้าววิรูปักษ์ขึ้นไปเฝ้าท้าวสักกะ จึงพาพญานาคปฐวินธรไปด้วย และทันทีที่ทอดพระเนตรเห็นพญานาคปฐวินธรนั้น ท้าวสักกะก็ทรงจำได้ จึงตรัสทักทายด้วยความสนิทสนม ฝ่ายพญานาคปฐวินธรเองก็จำได้เช่นกัน หลังจากสนทนากันแล้ว ท้าวสักกะทรงทราบว่าพญานาคปฐวินธรเสียใจเรื่องที่ต้องมาเกิดเป็นนาค ก็ปลอบโยนโดยแนะนำให้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ทำบุญแล้วตั้งจิตปรารถนามาเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นี้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกันอีกเหมือนชาติที่แล้ว พญานาคปฐวินธรเห็นด้วย ดังนั้น ครั้นกลับมายังนาคพิภพแล้ว จึงเตรียมการถวายทานแด่พระพุทธเจ้า พญานาคปฐวินธรขึ้นจากนาคพิภพมานิมนต์พระพุทธเจ้าปทุมุตตระด้วยตนเอง เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับนิมนต์แล้วจึงกลับไปเตรียมการถวายการต้อนรับเป็นการใหญ่


วันรุ่งขึ้น พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงพาพระสาวก ๑๐๐,๐๐๐ รูปไปยังนาคพิภพ ซึ่งพระสาวกที่ตามเสด็จไปด้วยนั้นล้วนแต่บรรลุอภิญญา ๖ และแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ มีความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฎก และในจำนวนพระสาวกที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้าไปยังนาคพิภพนั้นมีสามเณรน้อยอยู่ด้วยรูปหนึ่งชื่อ “อุปเรวตะ”

พญานาคปฐวินธรเห็นสามเณรอุปเรวตะแล้วเกิดความ เลื่อมใส เนื่องจากสามเณรนั้นมีรูปร่างน่ารักและดูละม้ายคล้ายพระพุทธเจ้ามาก เมื่อได้ทราบจากพระสาวกรูปหนึ่งว่า สามเณรเป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น ดังนั้นเมื่อถวายทานครบ ๗ วันแล้วจึงตั้งจิตปรารถนาต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าและพระสาวกว่า

“ด้วยผลบุญนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงตรวจดูด้วยพระญาณแล้ว ทรงทราบว่าความปรารถนาของพญานาคปฐวินธรสำเร็จได้แน่จึงทรงรับรอง จากนั้นจึงได้เสด็จกลับจากนาคพิภพ

ฝ่ายพญานาคปฐวินธร เมื่อครบกำหนดครึ่งเดือนแล้วก็ไปเฝ้าท้าวสักกะ พร้อมทั้งกราบทูลให้ทราบถึงความ ปรารถนาของตน พญานาคขอให้ท้าวสักกะปรารถนาเพื่อจะได้เกิดร่วมกันอีก ท้าวสักกะรับคำ ต่อมาได้เห็นพระสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้าปทุมุตตะแล้วเกิดความเลื่อมใส โดยพระองค์ได้ทราบว่าพระสาวกรูปนี้มาจากตระกูลที่เก่งกล้า ซึ่งสามารถกู้บ้านเมืองที่ถูกข้าศึกทำลายให้กลับคืนมาเป็นปกติได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ทราบอีกว่า ก่อนจะออกบวช พระสาวกรูปนี้มีศรัทธามากถึงขึ้นยอมอดอาหารนานถึง ๑๕ วัน เพื่อให้บิดามารดาอนุญาตให้ออกบวชด้วยความเลื่อมใส ดังนั้นหลังจากทำสักการะพระพุทธเจ้าอยู่นานถึง ๗ วันแล้ว จึงได้ตั้งพระทัยปรารถนาต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้าปทุมุตตระว่า

“ด้วยผลบุญนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นผู้เลิศกว่าพระสาวกทั้งหลายผู้บวชด้วยศรัทธาในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนพระสาวกรูปนี้เถิด”


พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงตรัสพยากรณ์ว่า “มหาบพิตร พระองค์จะได้สมปรารถนาในศาสนาของพระพุทธเจ้าโคดม ซึ่งจะเสด็จอุบัติในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า”

พญานาคปฐวินธรและท้าวสักกะ หลังจากชาตินั้นแล้วก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าปุสสะ ชาติที่พบพระพุทธเจ้าปุสสะนั้นท้าวสักกะได้มาเกิดเป็นไวยาวัจกร ทำหน้าที่จัดเตรียมไทยธรรมถวายพระสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ในคราวที่พระราชโอรสของพระเจ้ามหินทะทั้ง ๓ พระองค์ได้ทรงร่วมกันรักษาศีล ๑๐ และทรงบริจาคทาน

ส่วนพญานาคปฐวินธรในพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ ได้มาเกิดเป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ของพระเจ้ากิงกิสสะและมีพระขนิษฐา ๗ พระองค์ พระขนิษฐาทั้ง ๗ พระองค์นั้นเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และได้พร้อมใจกันสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้ากัสสปะและพระสาวก กำหนดให้เป็นวัดประจำพระองค์ พระองค์ละ ๑ วัด

พระเชษฐาเห็นพระขนิษฐาสร้างวัดประจำพระองค์ถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกแล้วก็เกิดศรัทธา เมื่อทรงได้รับตำแหน่งอุปราชแล้วก็ทรงสร้างวัดประจำพระองค์ ถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกบ้างตามคำทูลแนะนำของพระขนิษฐา วัดที่พระอุปราชทรงสร้างขึ้นนี้นับว่าใหญ่กว่าวัดที่พระขนิษฐาทรงสร้างขึ้น เพราะมีกุฎิถึง ๕๐๐ หลัง นอกจากสร้างวัดถวายแล้ว พระอุปราชยังทรงถวายอุปถัมภ์พระพุทธเจ้าและพระสาวกด้วยปัจจัย ๔ พร้อมทั้งทำบุญอื่นๆ อีกจนตลอดพระชนมชีพ

จากชาตินั้นบุญส่งผลให้ทั้ง ๒ เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท้าวสักกะได้มาเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในแคว้นกุรุ มีชื่อว่า “รัฐบาล” ส่วนพญานาคปฐวินธรได้มาเกิดเป็นพระโอรสของเจ้าชายสิทธัตถะกับพระนางยโสธรา มีชื่อว่า “ราหุล” ทั้ง ๒ ท่าน ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล พระราหุลอาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับปัจจุบันชาติที่เมื่อบวชแล้วสนใจในการแสวงหาความรู้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านสนใจการศึกษา


พระอุบาลี ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ “สุชาตะ” มีทรัพย์สมบัติถึง ๘๐ โกฎิ อยู่ในเมืองหงสวดี อดีตชาติของท่านสัมพันธ์อยู่กับอดีตชาติของพระปุณณมันตานีบุตร โดยที่ในครั้งนั้นพระปุณณมันตานีบุตรเกิดเป็นฤาษีสุนันทะหรือฤาษีโคดม ซึ่งได้บรรลุฌานและมีฤทธิ์

วันหนึ่ง ทั้งฤาษีสุนันทะและพราหมณ์สุชาตะได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าปทุมุตตระด้วยกัน เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาและประชาชนจำนวนมากซึ่งเข้าเฝ้า ฤาษีสุนันทะเห็นประชาชนจำนวนมากนั่งฟังพระพุทธเจ้าแสดงธรรมก็เกิดศรัทธา จึงเนรมิต ปะรำดอกไม้ขึ้นบังแดดบังลมให้แด่พระพุทธเจ้า พระพุทธบิดา และประชาชน จากนั้นก็ได้ร่วมฟังธรรมอยู่ด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงแสดงติดต่อกันนาน ๗ วัน ๗ คืน ขณะฟังธรรมอยู่นั้นฤาษีสุนันทะก็ได้ตั้งจิตปรารถนาขอให้ได้บรรลุธรรม และเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งในอนาคตกาล ซึ่งก็ได้รับพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าปทุมุตตระว่า ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักมีชื่อว่า “ปุณณมันตานีบุตร”

ส่วนพราหมณ์สุชาตะ ครั้นได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์ฤาษีสุนันทะแล้วก็เกิดศรัทธา ยิ่งได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทรงจำพระวินัยในวันนั้นด้วย ก็ยิ่งเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

พราหมณ์สุชาตะแสดงศรัทธาให้ปรากฎด้วยการสร้างโสภณารามถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก หลังจากทำพิธีฉลองโดยนิมนต์พระพุทธเจ้ามาเสวยพระกระยาหารพร้อมด้วยพระสาวกแล้ว ก็เข้าเฝ้าพร้อมทั้งกราบทูลให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับการพยากรณ์เช่นเดียวกันคือในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้ออกบวชเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม เช่นเดียวกับฤาษีสุนันทะ และจักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทรงจำพระวินัย และจักมีชื่อว่า “อุบาลี”

พราหมณ์สุชาตะได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ มีอยู่ชาติหนึ่งได้เกิดเป็นพระราชกุมาร พระนามว่า “จันทนะ” พระราชโอรสของพระเจ้าจักรพรรดิอัญชนะ


เจ้าชายจันทนะเป็นคนกระด้างเพราะถือตัวว่าเป็นพระราชโอรสสูงส่งด้วยพระอิสริยยศ และพระชาติกำเนิด เจ้าชายจันทนะใช่แต่จะถือตัวกับพสกนิกรเท่านั้น แม้แต่สมณพราหมณ์ก็ไม่ละเว้น มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง ขณะทรงช้างประพาสอุทยาน ได้พบพระเทวละเดินผ่านขบวนเสด็จแล้วทรงพิโรธ จึงทรงไสช้างขับไล่พระเทวละ แต่ด้วยเมตตานุภาพของพระเทวละ ช้างจึงไม่อาจขยับเขยื้อนกายได้ คงยืนนิ่งเหมือนถูกตรึง

เมื่อไม่สามารถไสช้างเข้าทำร้ายพระเทวละได้ เจ้าชายจันทนะก็ยิ่งทรงพิโรธและตรัสบริภาษด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก่อนที่จะเสด็จต่อไปยังพระอุทยานหลวง พระเทวละเป็นพระที่บริสุทธิ์สำรวมอินทรีย์ การประทุษร้ายท่านจึงถือเป็นบาปกรรมหนัก เจ้าชายจันทนะทรงประจักษ์แจ้งในความจริงข้อนี้ได้ดี เพราะหลังจากนั้นแล้วไม่นานพระองค์ก็ทรงเร่าร้อนพระทัยคล้ายถูกไฟสุม จึงด่วนเสด็จกลับพระราชวัง แล้วทูลเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดถวายพระราชบิดา พระราชบิดาครั้นทรงสดับความจริงแล้ว ก็ตรัสบอกพระราชโอรสให้ไปขอขมาพระเทวละด้วยพระองค์เอง เจ้าชายจันทนะทรงทำตามที่พระราชบิดาตรัสแนะนำ พระเทวละได้ยกโทษให้ โดยได้กล่าวปลอบพระทัยเจ้าชายจันทนะ ความว่า

ไฟย่อมไม่ลุกไหม้ในน้ำ
เมล็ดพืชย่อมไม่งอกในหิน
หนอนย่อมไม่เกิดในตัวยา
เช่นเดียวกับความโกรธ
ย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเหมือนผืนแผ่นดิน
นั่นคือใครๆ จะทำให้หวั่นไหวไม่ได้
พระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนฝึกตนมาดี
มีความกล้าและอดทน
จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจความโกรธ


เจ้าชายจันทนะทรงสบายพระทัยขึ้นเมื่อได้ฟังคำปลอบโยน จากชาตินั้นพระองค์ได้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ได้มาเกิดในตระกูลชั้นต่ำ (หีนชาติ) คือตระกูลช่างตัดผม ด้วยอำนาจเศษของบาปกรรมนั้น แต่ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับความสามารถในปัจจุบันชาติที่ได้วินิจฉัยอธิกรณ์ได้เรียบร้อยโดยยึดพระวินัยเป็นหลัก พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทรงจำพระวินัย

พระภัททิยะ (กาฬิโคธาบุตร) ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่งในเมืองหงสวดี วันหนึ่งท่านได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม ได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีตระกูลสูง จึงเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์คือในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า ท่านจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีตระกูลสูง

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ท่านยังได้ทำบุญสนับสนุนให้เกิดในตระกูลสูงอย่างต่อเนื่อง ด้วยการถวายอาสนะและพัดประจำธรรมาสน์ (ที่สำหรับพระนั่งแสดงธรรม) ด้วยการถวายที่ประทับนั่งราคาแพงแด่พระพุทธเจ้า และด้วยการจุดประทีปไว้ในสถานที่ต่างๆ มีโรงอุโบสถเป็นต้น จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธันดรหนึ่ง

ชาติหนึ่งในพุทธันดรนั้น ท่านเกิดเป็นกฎมพีชาวเมืองพาราณสี วันหนึ่งได้มาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา และเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายรูปกำลังฉันภัตตาหารอยู่จึงเกิดศรัทธา จัดหาแผ่นหินมาวางเป็นที่นั่งถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พร้อมทั้งคอยปรนนิบัติด้วยการถวายน้ำฉันน้ำใช้และไม้สีฟัน กฎมพีได้ปฏิบัติอย่างนี้เรื่อยมาทุกวันจนตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นโอรสของพระนางกาฬิโคธา พระญาติของพระพุทธเจ้า ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติประกอบกับปัจจุบันชาติที่เมื่อก่อนออกบวชอยู่ในวาระที่จะได้รับอภิเษกให้เป็นกษัตริย์ฝ่ายศากยวงศ์ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีตระกูลสูงดังกล่าวมาแล้ว


พระอนุรุทธะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกฎมพีชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทิพยจักษุ (มีตาทิพย์) แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายถวายผ้าเนื้อดีพร้อมทั้งเครื่องเย็บและเครื่องย้อม แล้วกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์คือในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทิพยจักษุ

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พุทธบริษัทต่างร่วมมือกันสร้างพระสุวรรณเจดีย์ (พระเจดีย์ทอง) สูง ๗ โยชน์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ท่านก็ได้ร่วมงานทำบุญครั้งสำคัญนี้ด้วย โดยได้รับคำแนะนำจากพระสงฆ์ให้ทำบุญสนับสนุนเพื่อให้ได้มีตาทิพย์สมตามที่ปรารถนา นั่นคือถวายประทีปบูชาพระสุวรรณเจดีย์ จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าสุเมธะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าสุเมธะนั้น ท่านเกิดเป็นชาวเมืองสุทัสสนะ ได้ทำบุญสำคัญคือจุดประทีปถวายเป็นพุทธบูชา ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่โคนต้นไม้นาน ๗ วัน จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นกฎมพีผู้มั่งคั่ง ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากัสสปะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พุทธบริษัทต่างร่วมกันสร้างพระเจดีย์ทองสูง ๑ โยชน์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ครั้นสร้างเสร็จแล้วก็ได้ร่วมกันสร้างถาดสัมฤทธิ์จำนวน มากใส่เนยใสจนเต็ม พร้อมกับมีไส้ซึ่งลักษณะคล้ายตะเกียง แล้วจุดถวายเป็นพุทธบูชาไว้รอบพระเจดีย์ทองนั้น ท่านเห็นแล้วเกิดศรัทธาอยากทำพุทธบูชานั้นบ้าง จึงให้ช่างทำถาดสัมฤทธิ์ใบใหญ่กว่าใบอื่นๆ ทั้งหมดที่วางรอบพระเจดีย์ทอง จากนั้นก็ให้ทำไส้ใหญ่ไว้ตรงกลางถาดและทำไส้เล็กๆ พันไว้รอบขอบปากถาด แล้วจุดสว่างไสวถวายเป็นพุทธบูชา จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธันดรหนึ่ง

ในพุทธันดรนั้นท่านมาเกิดเป็นคนยากจน มารับใช้เป็นคนหาบหญ้าอยู่ในเรือนของเศรษฐีสุมนะ โดยที่มาทำหน้าที่หาบหญ้านั้นเองจึงทำให้มีชื่อว่า “อันนภาระ” (ผู้หาบของกิน) แม้จะเกิดในตระกูลยากจน แต่ท่านก็เป็นคนใจบุญ มักทำบุญอยู่เนืองๆ เมื่อมีโอกาส วันหนึ่งพระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะออกจากนิโรธสมาบัติ ตรวจดูคนที่ควรจะอนุเคราะห์ให้พ้นจากความจน ก็เห็นว่านายอันนภาระสมควรจะได้รับการอนุเคราะห์ เมื่อได้เวลาเหมาะสมจึงครองจีวรอุ้มบาตร เหาะจากภูเขาคันธมาทน์ตรงมายังประตูเรือนของนายอันนภาระ นายอันนภาระเห็นแล้วเกิดศรัทธา จึงได้ชวนภรรยาถวายอาหารบิณฑบาตให้พระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะฉัน และเมื่อฉันแล้วพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ได้กล่าวอนุโมทนาทานว่า ขอให้สิ่งที่ปรารถนาจงสำเร็จ และสิ่งที่นายอันนภาระปรารถนาก็คือ ขอให้ได้พ้นจากความยากจนในชาตินี้

นายอันนภาระทำบุญด้วยจิตเป็นมหากุศล คือ มีศรัทธา มีปัญญา มีความยินดี เกิดขึ้นมาเองโดยไม่ต้องมีใครมาชักนำ ประกอบกับของที่ถวายทานก็บริสุทธิ์เกิดจากหยาดเหงื่อแรงงานของตนเอง และพระปัจเจกพุทธเจ้าที่มารับทานก็เป็นผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นเหตุให้บุญส่งผลให้เกิดขึ้นเร็ว นั่นคือเทวดากล่าวคำอนุโมทนา เศรษฐีสุมนะได้ยินเทวดากล่าวคำอนุโมทนา จึงขอให้นายอันนภาระแบ่งส่วนบุญให้บ้าง จากนั้นเศรษฐีสุมนะก็มอบทรัพย์สมบัติให้เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการตอบแทนความเสียสละของเขา เศรษฐียังเข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสีขอพระราชทานทรัพย์ให้นายอันนภาระด้วย พระเจ้าพาราณสีทรงพระกรุณาตามที่เศรษฐีสุมนะทูลขอ พร้อมทั้งรับสั่งให้เจ้าหน้าที่จัดหาที่สร้างบ้านเรือนให้แก่นายอันนภาระ เพื่อให้เหมาะสมกับความดีของเขา ขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังถากถางอยู่นั้น ปรากฏว่ามีขุมทรัพย์จำนวนมากปรากฏขึ้นมาให้เห็น พระเจ้าพาราณสีทรงเข้าพระทัยได้ดีว่าเป็นขุมทรัพย์ที่เกิดมาด้วยบุญของนายอันนภาระ จึงพระราชทานตำแหน่งเศรษฐีให้

ว่ากันว่าการที่นายอันนภาระชวนภรรยาถวายบิณฑบาตแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งถือว่าเป็นความเสียสละอันสำคัญนั้น ก็เพราะว่าเมื่อถวายพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว นายอันนภาระกับภรรยาก็ไม่มีอาหารจะทานในวันนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะเองก็ทราบเรื่องนี้ดี แต่เป็นด้วยทราบดีว่าการทำบุญครั้งสำคัญครั้งนี้จะช่วยให้นายอันนภาระและภรรยาได้พ้นจากความยากจนทันตาเห็น ดังนั้น ท่านจึงมาเพื่ออนุเคราะห์เขา และเหตุการณ์ก็เป็นไปตามที่ท่านให้พร คือ นายอันนภาระและภรรยาพ้นจากความยากจนหลังจากถวายทานไม่ทันข้ามวัน

เศรษฐีอันนภาระไม่ประมาทยังคงทำความดีอยู่อย่างต่อเนื่องจนสิ้นอายุ บุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าสุกโกทนะ พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับความสามารถในชาติปัจจุบัน ที่เมื่อออกบวชบำเพ็ญสมณธรรมแล้วมีตาทิพย์ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านทิพจักขุดังกล่าวมาแล้ว


พระอานนท์ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นเจ้าชายสุมนะ พระอนุชาต่างพระมารดาของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระนั้นเอง เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุนันทะกับพระนางสุชาดา

ต่อมาเมื่อพระเชษฐาเสด็จออกบวชและได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เจ้าชายสุมนะในฐานะรัชทายาท ทรงได้รับมอบหมายจากพระราชบิดาให้เสด็จไปครองเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหงสวดีประมาณ ๑๒๐ โยชน์ (๑,๙๒๐ กิโลเมตร) คราวหนึ่งที่เมืองชายแดนนั้นเกิดจลาจลขึ้น เจ้าชายสุมนะทรงปราบจลาจลนั้นได้สำเร็จ ความสามารถครั้งนั้นทำให้พระเจ้าสุนันทะพระราชบิดาทรงโปรดปรานมาก ถึงขนาดรับสั่งให้เข้าเฝ้าโดยด่วน

พระเจ้าสุนันทะพระราชทานพรให้พระราชโอรสทรงเลือกเอารางวัล ซึ่งพระองค์จะพระราชทานให้เป็นการตอบแทนความสามารถ เจ้าชายสุมนะทรงคิดเตรียมไว้พร้อมแล้วว่าจะทรงเลือกสิ่งใด ดังนั้นเมื่อพระราชบิดาทรงเปิดโอกาสให้ทรงเลือก จึงกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันไม่ปรารถนารางวัลอย่างอื่น นอกจากจะทูลขอโอกาสอุปัฏฐากพระเจ้าพี่กับพระสาวกด้วยปัจจัยสี่สัก ๓ เดือน”

พระเจ้าสุนันทะนิ่งอึ้งด้วยทรงนึกไม่ถึงว่า พระราชโอรสจะทูลขออย่างนี้ เนื่องจากตลอดเวลาที่ผ่านมาพระองค์ทรงถวายอุปัฏฐากพระพุทธเจ้ามาตลอด พระองค์ไม่เต็มพระทัยที่จะให้ใครทูลขอโอกาสอย่างนี้ต่อพระองค์ แต่ครั้งนี้ทรงอ้ำอึ้ง ครั้นจะตรัสปฏิเสธก็เกรงจะทำให้พระราชโอรสเสียพระทัย จึงทรงบ่ายเบี่ยงให้พระราชโอรสไปทูลขอโอกาสจากพระพุทธเจ้าเอง

เจ้าชายสุมนะจึงกราบทูลลาไปเฝ้าพระเชษฐา ขณะนั้นพระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับอยู่ในพระคันธกุฎี เจ้าชายสุมนะจึงไม่ได้โอกาสเข้าเฝ้าทันที จนเมื่อได้รับการช่วยเหลือจากพระพุทธอุปัฏฐากชื่อ “พระสุมนะ” จึงสามารถเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้

พระสุมนะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก ทำหน้าที่ถวายการรับใช้พระพุทธเจ้าเป็นการส่วนพระองค์ ทำนองเป็นต้นห้องหรือเลขานุการ ใครก็ตามที่ต้องการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ในพระคันธกุฎีหรือในที่หลีกเร้น ต้องแจ้งให้พระสุมนะทราบก่อน เพื่อท่านจะได้พิจารณาความเหมาะสม แล้วนำเข้ากราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ ส่วนการจะได้เข้าเฝ้าหรือไม่นั้นต้องอยู่ที่พระพุทธวินิจฉัย

ในกรณีของเจ้าชายสุมนะพระอนุชาก็เช่นกัน พระสุมนะได้รับเรื่องนำเข้าไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบ พระพุทธเจ้าทรงตอบรับที่จะเสด็จออกมาพบ

เจ้าชายสุมนะทรงดีพระทัยมากที่ได้เข้าเฝ้าพระเชษฐา ในขณะเดียวกันก็ทรงเลื่อมใสในตัวพระสุมนะที่เป็นพระใกล้ชิดพระพุทธเจ้า และทรงเลื่อมใสในวิธีการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าของท่าน กล่าวคือพระสุมนะได้แสดงฤทธิ์ดำดินเข้าไปภายในพระคันธกุฎี และเวลากลับออกมาก็แสดงฤทธิ์เช่นเดียวกันดังนั้น เมื่อทูลนิมนต์ให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่เมืองชายแดนของตนตลอด ๓ เดือนได้แล้ว จึงทูลถามวิธีที่จะได้เป็นพระพุทธอุปัฏฐากอย่างพระสุมนะ ซึ่งทรงได้รับคำตอบว่าต้องให้ทานและรักษาศีล แล้วก็ทำบุญอย่างอื่นสนับสนุนจึงจะได้สมปรารถนา

เจ้าชายสุมนะ หลังจากเสด็จกลับไปเมืองชายแดนของพระองค์แล้ว ก็ทรงรับสั่งให้เตรียมการต้อนรับเสด็จพระพุทธเจ้าและพระสาวก พระองค์ทรงซื้ออุทยานของกฎุมพีโสภะมาสร้างเป็นวัดไว้ถวาย ในบริเวณวัดนั้นทรงรับสั่งให้สร้างพระคันธกุฎีสำหรับพระพุทธเจ้า และสร้างกุฎี โรงปะรำ พร้อมทั้งที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันสำหรับพระสาวก ครั้นงานก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงส่งสารไปถวายพระราชบิดาให้ทูลนิมนต์พระเชษฐาเสด็จมาได้

ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงพร้อมกับพระสาวกแล้ว เจ้าชายสุมนะทรงถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ จากนั้นจึงกราบทูลถวายวัด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงรับและเสด็จเข้าไปประทับพร้อมด้วยพระสาวกแล้ว เจ้าชายสุมนะก็ถวายการอุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔

วันเข้าพรรษา หลังจากทรงชักชวนพระชายาและพระโอรส พระธิดา และบรรดาอำมาตย์ทำบุญแล้ว เจ้าชายสุมนะก็ได้ตรัสว่า

“ท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงสรรเสริญปฏิบัติบูชามากว่าอามิสบูชา ตลอด ๓ เดือนนี้ ฉันจะสละสมบัติทุกสิ่งแล้วถือศีล ๑๐ มีเพียงผ้านุ่งผ้าห่มติดตัว ขอท่านทั้งหลายช่วยกันถวายการอุปัฏฐากแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกอย่างที่ฉันทำนี้ด้วย”

เมื่อทรงมอบหมายภารกิจแด่ผู้ใกล้ชิดแล้ว เจ้าชายสุมนะก็ทรงเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มอย่างธรรมดา แล้วสมาทานรักษาศีล ๑๐ และประทับอยู่ในวัดนั้นเอง พระองค์ทรงใกล้ชิดกับพระสุมนะ ทรงเห็นวัตรปฏิบัติต่างๆ ของท่านที่ทำถวายพระพุทธเจ้าแล้วก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใส และเพิ่มศรัทธาปรารถนาที่จะได้เป็นเช่นพระสุมนะนั้นบ้าง


เจ้าชายสุมนะทรงเก็บความปรารถนาไว้ในพระทัยตลอดเวลา ๓ เดือน ออกพรรษาแล้วจึงทรงแสดงศรัทธาให้ปรากฏด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายหลังจากพระพุทธเจ้าและพระสาวกฉันเสร็จแล้ว พระองค์ได้ถวายผ้าไตรอีกรูปละ ๑ ชุด จากนั้นจึงกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความปรารถนาที่มีอยู่ และได้รับพุทธพยากรณ์คล้ายกับที่พระอสีติมหาสาวกรูปอื่นๆ ได้รับ คือ จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดมในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านพุทธอุปัฏฐาก

เจ้าชายสุมนะได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้ว เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นคนสามัญได้ถวายผ้ารองบาตรแด่พระเถระรูปหนึ่งด้วยจิตเลื่อมใส จากชาตินั้นบุญส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์จนมาถึงพุทธันดรหนึ่ง


ชาติหนึ่งในพุทธันดรนั้นท่านเกิดเป็นพระเจ้าพาราณสี ได้ทำบุญสำคัญคือสร้างศาลา ๘ หลังถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ รูป พร้อมทั้งถวายการอุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔ อย่างดีจนตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะกับพระนางกีสาโคตมี ผู้เป็นพระญาติใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า ครั้นออกบวชแล้วประมาณ ๔๕ ปี จึงได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับปัจจุบันชาติที่ทำหน้าที่พุทธอุปัฏฐากได้ดียิ่ง แม้จะเป็นเพียงแค่พระโสดาบัน พระพุทธเจ้าก็ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านพุทธอุปัฏฐาก และอีก ๔ เอตทัคคะ คือ พหูสูต มีสติ (รอบคอบ) มีคติ (มีความเข้าใจได้หลายทางจากหลักอ้างอิงเพียงหลักเดียว) และมีธิติ (อดทน)

พระปุณณมันตานีบุตร ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เมืองหงสวดี มีชื่อว่า “โคตมะ” ศึกษาจบไตรเพท และตั้งสำนักสอนศิษย์จำนวน ๕๐๐ คน ต่อมาพิจารณาเห็นว่าไตรเพทเป็นวิชาความรู้ที่ไม่ช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง จึงชวนศิษย์ทั้งหมดออกบวชเป็นฤาษีอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง

ฤาษีโคตมะและศิษย์ต่างมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร จนได้บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ กล่าวคือ ได้บรรลุสมาธิขั้นสูง จนเป็นพื้นฐานให้เกิดคุณวิเศษต่างๆ คือ มีตาทิพย์ หูทิพย์ แสดงฤทธิ์ได้รู้ใจผู้อื่น และระลึกชาติได้ แต่ก็รู้ดีว่ายังไม่พ้นจากทุกข์ได้อย่างแท้จริงเพราะยังไม่หมดกิเลส จนกระทั่งต่อมาพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ซึ่งระยะเวลานั้นฤาษีโคตมะแก่มากแล้ว


ใกล้รุ่งวันหนึ่ง ขณะที่ทรงตรวจดูสัตว์โลกที่จะเสด็จไปโปรดนั้น พระพุทธเจ้าปทุมุตตระได้ทอดพระเนตรเห็นบรรดาฤาษีศิษย์โคตมะปรากฏอยู่ในข่ายพระญาณ แม้ฤาษีโคตมะนั้นก็ปรากฏด้วยเช่นกัน แต่พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยของฤาษีทั้งหมดแล้วทรงทราบว่า ฤาษีศิษย์เท่านั้นจะได้บรรลุอรหัตผลหลังจากฟังธรรมของพระองค์ ส่วนฤาษีโคตมะผู้อาจารย์จะยังไม่ได้บรรลุมรรคผลขั้นใดเลย แต่จะเกิดศรัทธาตั้งจิตปรารถนาตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรม และบรรลุอรหัตผลในศาสนาของพระพุทธเจ้าในอนาคต

รุ่งเช้าขณะที่บรรดาศิษย์ของฤาษีโคตมะออกแสวงหาผลไม้อยู่นั้น พระพุทธเจ้าปทุมุตตระก็ได้เสด็จออกบิณฑบาตตามลำพัง พระองค์เสด็จตรงไปยังอาศรมของฤาษีโคตมะ ซึ่งเวลานั้นกำลังนั่งอยู่ตามลำพัง

ฤาษีโคตมะเห็นมีนักบวชมายืนอยู่ที่ประตูอาศรม แม้จะยังไม่รู้ว่ามีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก แต่ทันทีที่เห็นพระมหาปุริสลักษณะบางประการ ก็ทราบได้ว่าพระรูปนี้คือพระพุทธเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสและกองทุกข์ จึงทูลอาราธนาให้ประทับนั่งบนอาสนะที่สูงกว่าอาสนะของตน

ฝ่ายบรรดาฤาษีศิษย์ของฤาษีโคตมะกลับมาจากหาผลไม้ เห็นมีนักบวชนั่งบนอาสนะสูงกว่า คุยอยู่กับอาจารย์ของตนก็รู้สึกแปลกใจ ฤาษีโคตมะเข้าใจความรู้สึกของบรรดาฤาษีศิษย์ได้ดี จึงรีบกล่าวแนะนำว่านักบวชรูปนี้คือ พระพุทธเจ้า จากนั้นได้กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศทั้งในมนุษยโลกและเทวโลก และเมื่อบรรดาฤาษีศิษย์ถวายบังคมพระพุทธเจ้าแล้ว ฤาษีโคตมะจึงแนะนำให้จัดผลไม้ถวาย ครั้นพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสวยผลไม้แล้ว พระมหาวิมละและพระเทวะ คู่พระอัครสาวก ได้พาพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธเจ้าตามพระพุทธดำริให้มา ฝ่ายฤาษีโคตมะเห็นพระมามากเช่นนั้น ก็สั่งบรรดาฤาษีศิษย์ให้ถวายการต้อนรับอย่างเต็มที่ ให้นำดอกไม้นานาชนิดมาทำเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหมด ชั่วเวลาไม่นานฤาษีศิษย์เหล่านั้นก็จัดอาสนะดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวกได้เสร็จเรียบร้อยตามคำสั่งของอาจารย์ ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพวกตน

จากนั้นฤาษีโคตมะก็ลุกขึ้นยืนประนมมือกราบ ทูลพระพุทธเจ้าให้ขึ้นประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นประทับนั่งแล้ว คู่พระอัครสาวกก็ได้นำบรรดาพระสาวกขึ้นนั่งบนอาสนะดอกไม้ตามที่ฤาษีโคตมะนิมนต์

พระพุทธเจ้าทรงประสงค์จะให้สักการะของฤาษีโคตมะและบรรดาศิษย์มีผลมาก จึงทรงเข้านิโรธสมาบัติ คู่พระอัครสาวกเห็นดังนั้นจึงเข้านิโรธสมาบัติตาม พระสาวกที่เหลือก็เข้านิโรธสมาบัติตามด้วย ขณะที่พระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติอยู่นั้น ฤาษีโคตมะก็ได้ยืนกั้นร่มดอกไม้ถวาย ฝ่ายบรรดาฤาษีศิษย์ก็ได้ยืนประนมมือถวายความเคารพแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก จนกระทั่งเวลารุ่งเช้าจึงออกไปหาผลไม้ และเมื่อบริโภคแล้วก็กลับมายืนประนมมือถวายความเคารพดุจเดิม

ฤาษีโคตมะได้ยืนกั้นร่มดอกไม้ถวายพระพุทธเจ้าตลอด ๗ วัน โดยที่ไม่ยอมไปไหนเลย และเมื่อทรงออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งกับพระสาวก ผู้เป็นเลิศทางแสดงธรรมให้กล่าวอนุโมทนาทาน คือ การถวายอาสนะดอกไม้ ขณะที่พระสาวกรูปนั้นกล่าวอนุโมทนาอยู่นั้น ฤาษีโคตมะตั้งใจฟังด้วยความเลื่อมใสในพระสาวกรูปนั้นมาก พร้อมทั้งคิดปรารถนาจะได้เป็นเลิศเช่นพระสาวกรูปนั้น ในศาสนาของพระพุทธเจ้าในอนาคตสักพระองค์หนึ่ง จึงกราบทูลถึงความปรารถนาของตน โดยอ้างถึงบุญสำคัญที่ตนทำเป็นเวลา ๗ วันนั้นเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูแล้วเห็นว่าความปรารถนาของฤาษีโคตมะนั้นสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า

“อีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรม”

ฤาษีโคตมะได้ฟังพุทธพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้มาเกิดเป็นหลานพระอัญญาโกณฑัญญะ ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับปัจจุบันชาติที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วมีความชำนาญในการแสดงธรรม พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านแสดงธรรมดังกล่าวมาแล้ว


พระสีวลี ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมกับชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีลาภมาก แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏ ด้วยการถวายมหาทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกติดต่อกัน ๗ วัน วันสุดท้ายท่านได้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน และได้รับพุทธพยากรณ์คล้ายๆ กับพระอสีติมหาสาวกรูปอื่นๆ คือ ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า ท่านจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม จักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีลาภมาก

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นคนบ้านนอก อยู่ไม่ไกลจากเมืองพันธุมดี วันหนึ่งได้เข้าร่วมกับพวกชาวเมืองถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก โดยท่านได้บริจาครวงผึ้งชนิดที่ไม่มีตัวและเนยแข็งเข้าโรงครัว ซึ่งผลปรากฏว่ารวงผึ้งกับเนยแข็งของท่านนั้น เป็นส่วนที่ทำให้งานบุญครั้งนี้สมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากของ ๒ สิ่งนี้กำลังเป็นที่ต้องการในการจัดเตรียมอาหาร

ความจริงแล้ว วันนั้นท่านเป็นคนบ้านนอกเพียงคนเดียว ที่ได้มีส่วนร่วมในงานบุญครั้งนี้ เนื่องจากมีสิ่งที่ชาวเมืองต้องการคือรวงผึ้งและเนยแข็งดังกล่าว เดิมทีเดียวพวกชาวเมืองต้องการซื้อ แต่เมื่อท่านทราบว่าจะนำไปถวายพระพุทธเจ้าและพระสาวก จึงไม่ยอมขาย แต่ขอมีส่วนร่วมในงานบุญครั้งนี้ด้วย โดยขอถวายน้ำผึ้งจากรวงที่ตนนำมาพร้อมกับเนยแข็งด้วยมือตนเอง ซึ่งพวกชาวเมืองก็ตกลง

เมื่อตกลงกันได้ดังนี้ ท่านก็แสดงฝีมือในการปรุงอาหาร ด้วยการซื้อเม็ดดีปลีมาบดใส่ลงในเนยแข็งแล้วกวนเข้าด้วยกัน จากนั้นก็บีบน้ำผึ้งผสม ครั้นได้ที่แล้วจึงใส่ลงในใบบัว แล้วนำไปยังที่ที่จะถวายทาน เมื่อถึงเวลาพวกชาวเมืองต่างเข้าถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวกด้วยมือตนเองอย่างเป็นระเบียบ ท่านได้ทำอย่างนั้นบ้างเมื่อถึงวาระของตน โดยเริ่มต้นถวายพระพุทธเจ้าก่อน แต่ก่อนที่จะถวายนั้นท่านได้กราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็นคนยากจนมาจากบ้านนอก ของถวายมีอยู่เพียงสิ่งนี้เท่านั้น ขอพระองค์ทรงพระกรุณารับเครื่องบรรณาการของคนยากนี้ด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรดูชายบ้านนอกด้วยพระเนตรที่ฉายแววพระกรุณา ทรงรับน้ำผึ้งผสมเนยแข็งกับเม็ดดีปลีแล้ว ทรงอธิษฐานให้น้ำผึ้งนั้นมีพอถวายพระได้ทั่วถึง ด้วยพระฤทธิ์ของพระพุทธเจ้า ผลปรากฏว่าน้ำผึ้งผสมเนยแข็งกับเม็ดดีปลีของชายบ้านนอกนั้นมีมากพอถวายพระได้ทั่วถึง

พระพุทธเจ้าวิปัสสี ทรงทราบดีว่าชายบ้านนอกนั้นเป็นใคร มีอดีตชาติและอนาคตชาติเป็นเช่นไร จึงทรงให้ความคุ้นเคยเป็นพิเศษ ส่วนชายบ้านนอกหลังจากถวายพระจนทั่วถึงแล้ว ก็นั่งอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งไม่ไกลไม่ใกล้พระพุทธเจ้า จนเมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว จึงเข้าไปใกล้แล้วกราบทูลว่า “ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า วันนี้ข้าพระองค์มาจากบ้านนอก เห็นพวกชาวเมืองนำเครื่องสักการะมาถวายแด่พระองค์แล้วเกิดศรัทธาจึงขอร่วมบุญด้วย ด้วยผลบุญนี้ของข้าพระองค์ จงเลิศด้วยลาภและยศในอนาคตกาลด้วยเถิด”

พระพุทธเจ้าวิปัสสี ทรงทราบดีเกี่ยวกับอดีตชาติและอนาคตชาติของท่านดังกล่าวแล้ว จึงทรงพยากรณ์อย่างที่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงพยากรณ์ และมีผลทำให้ชายบ้านนอกเกิดปีติโสมนัสอย่างยิ่ง ท่านได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนกระทั่งได้มาเกิดเป็นพระราชา ในชาตินั้นท่านเกิดเป็นพระเจ้ากรุงพาราณสี คราวหนึ่งทรงมีพระประสงค์จะได้เมืองเมืองหนึ่งเป็นเมืองขึ้น จึงทรงยกทัพไปล้อมไว้ แล้วได้ส่งพระราชสารไปถึงเจ้าผู้ครองเมืองนั้นเป็นการเตือนว่า ให้เลือกเอาระหว่างสงครามกับสันติภาพ โดยทรงเน้นว่าหากต้องการสันติภาพ ต้องยอมเป็นเมืองขึ้นแต่โดยดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องทำสงครามกัน


เจ้าผู้ครองเมืองนั้นไม่ใส่พระทัยในพระราชสาร โดยทรงเห็นว่าทุกวันนี้บ้านเมืองของพระองค์ปกติสุขอยู่แล้ว ทรงบอกให้ชาวเมืองดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ต้องหวาดกลัวและไม่ต้องเตรียมตัวทำสงคราม และเมื่อประตูเมืองประตูใหญ่ถูกล้อม ก็บอกให้ชาวเมืองออกทางประตูเล็ก ซึ่งข้าศึกยังมิได้ล้อมเนื่องจากยังไม่ทราบ

เวลาล่วงเลยไปนานถึง ๗ ปี ๗ เดือนที่เมืองนั้นถูกล้อมอยู่ แต่ชาวเมืองก็ยังดำเนินชีวิตอย่างปกติ ฝ่ายพระเจ้ากรุงพาราณสีเองก็ไม่ทรงมีพระประสงค์จะทำสงครามจริง ทรงหวังอยู่ว่าด้วยวิธีอย่างนี้จะทำให้เมืองนั้นเดือดร้อน ชาวเมืองจะฝืดเคือง วิธีนี้เองจะบีบบังคับเจ้าเมืองให้ต้องยอมจำนน และพระองค์ก็จะได้เมืองนั้นมาเป็นเมืองขึ้นโดยไม่ต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ ดังนั้น จึงทรงบัญชาการให้กองทัพของพระองค์ล้อมอยู่อย่างนั้น

แผนยึดเมืองแบบสันติของพระองค์มาสัมฤทธิ์ผลเอาเมื่อ ๗ วันหลังจากนั้น โดยการช่วยเหลือของพระมารดาของพระองค์เอง กล่าวคือ พระมารดาทรงทราบว่า ชาวเมืองสามารถเข้าเมืองออกเมืองได้ทางประตูเล็ก ฉะนั้น จึงไม่ลำบากในเรื่องการทำมาหากิน พระนางจึงตรัสแนะพระโอรสให้ล้อมที่ประตูเล็กด้วย เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงทำตามที่พระมารดาตรัสแนะ ผลที่ได้คือชาวเมืองนั้นเริ่มเดือดร้อน อาหารการกินเริ่มขาดแคลน ชาวเมืองเริ่มรวมกลุ่มเข้าเฝ้าเจ้าเมือง และทูลขอร้องให้ยอมจำนน แต่ก็ถูกปฏิเสธ ด้วยเจ้าเมืองทรงเห็นว่าพระองค์ไม่ได้เป็นต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน พระองค์ไม่ได้ทำผิด แต่ศัตรูต่างหากที่ทำผิด ขัตติยมานะจึงทำให้พระองค์ยอมไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่ได้คิดหาทางต่อสู้หรือแก้ไข ชาวเมืองต่างไม่พอใจเจ้าเมืองของตนเป็นอย่างมาก และในที่สุดก็พร้อมใจกันปฏิวัติจับเจ้าเมืองของตนฆ่า แล้วประกาศยอมแพ้แก่พระเจ้ากรุงพาราณสี โดยยอมตกเป็นเมืองขึ้น

บาปกรรมครั้งนั้นส่งผลให้ท่านตายไปเกิดอยู่ในอเวจีมหานรกอยู่นานแสนนาน จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านพ้นจากอเวจีมหานรกนั้นแล้วได้มาเกิดเป็นโอรสของพระนางสุปปวาสา ซึ่งก็คือพระมารดาในอดีตชาตินั้นเอง เศษบาปกรรมที่ยังเหลืออยู่ส่งผลให้ทั้ง ๒ ต้องรับทุกขเวทนาร่วมกันเป็นเวลานานถึง ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน ซึ่งเท่ากับระยะเวลาที่ล้อมเมืองในอดีตชาตินั้นพอดี แต่ด้วยอำนาจบุญบารมีที่จะได้บรรลุอรหัตผล ครั้นปลงผมเสร็จก็ได้บรรลุอรหัตผลแล้วได้บวช อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับความสามารถในปัจจุบันชาติที่เมื่อบวชแล้วมีลาภมาก ช่วยให้พระที่ร่วมเดินทางด้วยไม่ลำบาก พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านมีลาภมากดังกล่าวมาแล้ว

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ธ.ค. 2008, 20:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ วาจานุสรณ์

พระนันทะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ก็ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวท่าน นับตั้งแต่คราวที่พระพุทธเจ้าทรงใช้วิธีการอันชาญฉลาดชวนท่านให้บวช แล้วทรงอนุเคราะห์จนได้บรรลุอรหัตผล ท่านพิจารณาดูกิเลสที่ละได้หมดแล้ว และพิจารณาดูความสุขที่ได้รับจากการที่ละกิเลสได้หมดนั้นก็เกิดปีติโสมนัส ท่านได้กล่าววาจาแสดงปีติโสมนัสว่า

เพราะไม่คิดให้ลึกซึ้ง
เราจึงมัวมาหลงแต่แต่งตัวให้สวยงาม
(เราไม่รู้หรอกว่า) การที่ต้องมาเป็นคนฟุ้งซ่าน
และวุ่นวายขวนขวายในการแต่งตัวนี้
เพราะถูกความยินดีในกามบีบคั้น
พระพุทธเจ้าทรงฉลาดในวิธีการสอน
เราปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างถ้วนถี่
จึงยกจิตที่ผูกพันอยู่ในภพให้พ้นขึ้นมาได้


พระราหุล หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ได้กล่าววาจาเปิดเผยความเป็นจริงในตัวท่านว่า

คนทั้งหลายรู้จักเราว่า ราหุลผู้เจริญ
เพราะคุณสมบัติ ๒ ประการ
คือ เป็นพระโอรสของพระพุทธเจ้าและมีดวงตาเห็นธรรม
เราเป็นอมตธรรม กิเลสจึงหมดไปและไม่ต้องเกิดใหม่อีก
เราจึงเป็นพระอรหันต์ไตรวิชชา
ควรแก่ทักษิณาของคนทั้งหลาย
กามทำให้สัตว์มืดบอด กามเป็นตาข่ายปกคลุมสัตว์ไว้
ความอยากในกามเป็นเครื่องปิดบังสัตว์ไว้
สัตว์ทั้งหลายถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูกคือกาม
จึงเป็นเหมือนปลาเข้าปากไซ
กามดังว่ามานั้นอันเป็นเครื่องผูกของมาร เราละและตัดได้แล้ว
(ต้นไม้คือ) ตัณหาอันมีอวิชชาเป็นราก เราก็ถอนขึ้นได้แล้ว
เราดับความเร่าร้อนได้สิ้น จึงอยู่อย่างสงบเยือกเย็น


พระภัททิยะ (กาฬิโคธาบุตร) หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม ท่านจะอุทานออกมาเสมอว่า “สุขหนอ สุขหนอ” พระสาวกที่ยังเป็นปุถุชนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า ท่านอุทานเพราะหวนระลึกถึงความสุขในราชสมบัติ พระพุทธเจ้าทรงทราบจึงรับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามถึงเหตุที่ทำให้ท่านอุทาน

พระภัททิยะ จึงได้กล่าวถ้อยคำแสดงความรู้สึกต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งประทับนั่งอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัทว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อก่อนนั้นข้าพระองค์ (เป็นกษัตริย์) นั่งคอช้างไปไหนมาไหน
สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อละเอียดที่มาจากแคว้นกาสี
บริโภคข้าวสุกที่หุงจากข้าวสาลี ปรุงด้วยเนื้อที่สะอาด
แม้กระนั้นความสุขนั้น
ก็สู้ความสุขที่เกิดจากการอยู่อย่างสงัดนี้ไม่ได้
เพราะไม่ทำให้ใจของข้าพระองค์เบิกบาน
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่า “ภัททิยะ”
โอรสของพระนางกาฬิโคธา เจริญด้วยสีลาทิคุณ
บำเพ็ญเพียรอย่างต่อเนื่อง
ยินดีในอาหารที่บิณฑบาตได้มา
ไม่ยึดมั่น เพ่งพินิจอยู่
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่า “ภัททิยะ”
โอรสของพระนางกาฬิโคธา ถือปฏิบัติวัตรต่างๆที่สมควรแก่สมณะ
คือ การนุ่งห่มผ้าบังสุกุล โดยใช้เพียง ๓ ผืน
เลี้ยงชีพด้วยการเที่ยวบิณฑบาตไปตามลำดับบ้าน
ฉันอาหารในบาตร และฉันเพียงมื้อเดียว
เมื่ออิ่มแล้ว ใครจะนำมาถวายอีกก็ไม่รับ
ผลัดเปลี่ยนอิริยาบถโดยไม่ยอมนอน อยู่ตามโคนต้นไม้ในป่า
ซึ่งไม่มีเครื่องมุงบัง หรือ บางทีก็อยู่ตามป่าช้า
หากจำจะต้องอยู่ในเสนาสนะ
ก็แล้วแต่เขาจะจัดให้ ไม่เลือก ไม่เรียกร้อง
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่า “ภัททิยะ”
โอรสของพระนางกาฬิโคธา เป็นผู้มักน้อยสันโดษ
ชอบสงัด ไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้ ข้าพระองค์ละทิ้งเครื่องราชูปโภค
คือจานทองคำราคา ๑๐๐ ตำลึง
ซึ่งมีลวดลายงดงามวิจิตรไปด้วยภาพ
ทั้งภายในและภายนอก นับได้ตั้ง ๑๐๐ ภาพ
มาใช้บาตรดินใบนี้ นับว่าได้อภิเษกครั้งที่ ๒
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อก่อน บนกำแพงเมืองที่สูง (สามารถมองเห็นได้ไกล)
และที่ซุ้มประตูเมืองซึ่งแข็งแรง
จะมีทหารถือดาบอารักขาข้าพระองค์
แต่ข้าพระองค์ก็ยังอยู่อย่างหวาดเสียว
มาบัดนี้สิ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่า “ภัททิยะ”
โอรสของพระนางกาฬิโคธา เจริญด้วยสีลาทิคุณ
มาอยู่ป่าอย่างไม่หวาดสะดุ้งขลาดกลัว เพ่งพินิจธรรมอยู่
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ตั้งมั่นอยู่ในศีล
บำเพ็ญสติและปัญญาอยู่ จึงละกิเลสได้หมดตามลำดับ


จากคำกล่าวของพระภัททิยะนี้ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า การที่ท่านกล่าวว่า “สุขหนอ สุขหนอ” นั้น ท่านหมายถึงความสุขที่ได้อยู่อย่างสงบสงัด มิได้หมายถึงความสุขในราชสมบัติอย่างที่พระทั้งหลายเข้าใจกัน


พระอนุรุทธะ เป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่กล่าวถ้อยคำไว้มากตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น พระสังคีติกาจารย์ได้รวบรวมไว้ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวดังต่อไปนี้

พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว
เสด็จมาหาเราด้วยกายทิพย์ที่ทรงเนรมิตขึ้น
ทรงแสดงธรรมขั้นสูงให้เราฟัง
พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมไม่ทำให้เนิ่นช้า
ทรงแสดงธรรมไม่ทำให้เนิ่นช้านั้นแก่เรา
ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงนั้น
เราเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว จึงทำให้ยินดีในพระศาสนา
เราปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอนจนได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ
คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำตามเสร็จสิ้นแล้ว


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ เพื่อเป็นการปรารภถึงการปฏิบัติธรรมของท่านที่ปาจีนวังสมิคทายวัน ในแคว้นเจตี

เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๒๕ ปีแล้ว
และ ๒๕ ปีแรกนั้นเราไม่ยอมหลับเลย


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ เพื่อเป็นการอ้างถึงการบำเพ็ญเพียรของท่านให้บรรดาศิษย์ได้ทราบ พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า พระเถระถือการนั่งอย่างเดียวไม่ยอมนอน และไม่ยอมเอนกายพิงอะไรเลยมาเป็นเวลา ๕๕ ปี นับแต่วันบวชและ ๒๕ ปีแรกนั้นท่านจะไม่ยอมงีบหลับแม้แต่น้อย แต่มา ๒๕ ปีหลังท่านจะหลับบ้างในยามสุดท้าย เพราะร่างกายเหนื่อยอ่อนมากเนื่องจากชรา

ขณะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหยุดหายใจแล้ว
แต่ยังไม่เสด็จดับขันธปรินิพพาน
เพราะทรงตั้งพระทัยกำหนดนิพพานเป็นอารมณ์
ต่อจากนี้จึงจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ ณ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา อันเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน เนื่องจากมีพระถามว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วหรือยัง ท่านเข้าผลสมาบัติตามพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าทรงหยุดหายใจนั้น เป็นช่วงเวลาที่พระองค์ทรงเข้าจตุตถฌานแล้ว ทันทีที่ทรงออกจากจตุตถฌานก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน และเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระเถระก็ได้กล่าวว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดกลั้นทุกขเวทนาด้วยพระทัยเบิกบาน
พระผู้มีพระภาคเจ้านิพพาน ก็เหมือนกับดวงไฟดับ
พระทัยก็หลุดพ้นอย่างวิเศษ
เจตสิกธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าดับลงแล้วในบัดนี้เอง
และเมื่อพระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว
เจตสิกธรรมเหล่าอื่นก็จักไม่มีอีกต่อไป


คราวหนึ่งเทพธิดาชื่อ “ชาลินี” เข้ามาหาท่าน แล้วเชิญชวนให้ท่านกลับไปเกิดเป็นเทวาอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อีก ว่ากันว่านางเทพธิดานี้เคยเป็นบาทบริจาริกเก่าของท่าน ครั้งที่ท่านเกิดเป็นเทวดา เมื่อมาเกิดเป็นมนุษย์ นางจำได้และเห็นว่าท่านชรามากแล้ว จึงมาหาแล้วเชิญชวนให้ท่านกลับไปเกิดที่เก่าด้วยความรัก พระเถระจึงกล่าวตอบไปว่า “ชาลินี นับแต่นี้ไป อาตมาจะไม่กลับไปเกิดอยู่ในหมู่เทวดาอีกแล้ว อาตมาละการเวียนว่ายตายเกิดได้แล้ว การเกิดใหม่จะไม่มีอีกต่อไป”

เทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้วรู้สึกผิดหวังจึงกลับไป

มนุษย์โลก เทวโลกพร้อมทั้งพรหมโลก มีเป็นพัน
ภิกษุใดรู้แจ้งได้ชั่วเวลาครู่เดียว
ภิกษุนั้นถือว่าเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์
รู้แจ้งการเกิด การตาย ของสัตว์ทั้งหลาย
ย่อมจะเห็นเทวดาได้ทุกเมื่อ


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ต่อจากเมื่อกล่าวแก่เทพธิดา เพื่อขจัดความสงสัยของบรรดาศิษย์ที่ไม่เห็นเทพธิดา และคิดว่าท่านกล่าวเพ้อเจ้อ

จากนั้นพระเถระได้กล่าวถึงอดีตชาติของท่านหลายต่อหลายชาติ นับตั้งแต่เกิดเป็นคนหาบหญ้าชื่อ อันนภาระ ซึ่งได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้าอุปริฏฐะ รวมทั้งการเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ สุดท้ายพระเถระได้กล่าวถึงการนิพพานของท่านว่า

เราผู้ไม่มีอาสนะ ถึงคราวสิ้นชีวิตก็จักนิพพาน
ณ ใต้กอไผ่ ใกล้หมู่บ้านเวฬุวะแคว้นวัชชี


พระอานนท์ ได้กล่าวถ้อยคำไว้ตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกับพระอนุรุทธะ พระสังคีตีกาจารย์ได้รวบรวมไว้ดังจะเห็นได้จากเรื่องราวต่อไปนี้

คนพูดจายุแหย่ มักโกรธ ตระหนี่ และคิดแต่ให้คนอื่นพินาศ
ไม่มีคนฉลาดคนใดเขาคบด้วยหรอก
เพราะการคบกับคนเลว จะทำให้เลวไปด้วย
แต่คนฉลาดเขาจะคบกับคนที่มีศรัทธา มีศีล
มีปัญญา และมีการศึกษามามาก
เพราะการคบกับคนดี มีแต่จะทำให้เจริญรุ่งเรือง


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นการเตือนพระฉัพพัคคีย์ คือพระอัสสชิ พระปุนัพพสุกะ พระเมตติยะ พระภุมมชกะ พระปัณฑุกะ และพระโลหิตกะ ในโอกาสที่เห็นพระเหล่านั้นไปคลุกคลีอยู่กับพวกพระที่เป็นฝ่ายพระเทวทัต

ดูซี่ ดูร่างกายที่มีกระดูก ๓๐๐ ท่อนเป็นโครงร่าง
ถูกตบแต่งให้สวยงาม แต่ก็มีแผลอยู่ทั่ว ช่างน่ารังเกียจ
แต่คนโง่จำนวนมากก็ยังอยากได้ มันช่างไม่มีความยั่งยืนเอาเสียเลย
ดูซี่ ดูร่างกายที่ถูกตบแต่งให้สวยงามด้วยแก้วมณี และต่างหู
แต่ส่วนลึกแล้วคือหนังหุ้มกระดูกที่งดงาม อยู่ได้ด้วยเครื่องพัสตราภรณ์
ดูซี่ ดูเจ้าของร่าง หล่อนมีเท้าลูบไล้ด้วยเครื่องน้ำครั่ง
มีหน้านวลเนียน เนื่องจากลูบไล้ด้วยจุรณ์จันทน์
จึงดูสวยงามพอที่จะหลอกให้คนโง่หลงได้
แต่จะให้คนที่แสวงหานิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก
เส้นผมของหล่อนเป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก
ดวงตาหยาดเยิ้มด้วยยาหยอด
จึงดูสวยงามพอที่จะหลอกให้คนโง่หลงได้
แต่จะให้คนที่แสวงหานิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก
กล่องยาหยอดตาใหม่มีลวดลายสวยงาม
ก็เหมือนกับร่างกายที่เน่าใน แต่ภายนอกถูกตกแต่งให้สวยงาม
พอที่จะหลอกคนโง่ให้หลงได้
แต่จะให้คนที่แสวงหานิพพานหลงนั้น ไม่มีทางสำเร็จหรอก


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นการเตือนพระทั้งหลายที่หลงใหลในรูปโฉมของนางอุตตรา ผู้เป็นหญิงนครโสภิณี แห่งแคว้นมคธ

พระอานนท์ผู้โคตมะโคตร ศึกษามามาก
พูดจาไพเราะ ถวายการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า (มานาน)
บัดนี้ หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องเกี่ยวเกาะทั้งมวล
ปลงภาระได้แล้ว จะขอนอน


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นเชิงอุทานหลังจากได้บรรลุอรหัตผลแล้ว พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า ครั้นบรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านก็นอนพักผ่อนทันที เนื่องจากคร่ำเคร่งอยู่กับการปฏิบัติธรรม เพื่อให้บรรลุอรหัตผลเกือบตลอดทั้งคืน อีกทั้งในวันรุ่งขึ้นท่านยังจะต้องเข้าร่วมงานสำคัญ คือ การทำปฐมสังคายนา

ทั่วทุกทิศดูมืดมัว ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้งแก่เรา
คราวที่พระสารีบุตรผู้เป็นกัลยาณมิตรจากไป
โลกทั้งโลกดูเหมือนจะมืดมิด


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ด้วยความอาลัยรักในพระสารีบุตร เมื่อได้ทราบว่าพระสารีบุตรนิพพานแล้ว พระเถระมิได้ถือว่าพระสารีบุตรเป็นกัลยาณมิตรแต่เฉพาะกับท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นกัลยาณมิตรของคนทั่วไป รวมทั้งเทวดาด้วย

ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรล่วงลับไป
และมีพระศาสดานิพพานไปแล้ว
ย่อมไม่มีใครหรืออะไรมาเป็นมิตรที่ดีได้เท่ากายคตาสติ
มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว
จิตของเราไม่ยินดีจะสมาคมกับมิตรใหม่
วันนี้เราจะเพ่งพินิจธรรมอยู่คนเดียว
ให้เหมือนนกที่อยู่ในรังยามฝนตก


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เพื่อยกย่องการเจริญกายคตาสติว่ามีค่าเท่ากับกัลยาณมิตร เพราะท่านบรรลุอรหัตผลได้ด้วยการเจริญกายคตาสติ ดังนั้น เมื่อมิตรเก่าอย่างพระสารีบุตรนิพพานไปก่อน ท่านก็ไม่แสวงหามิตรใหม่เนื่องจากวัยต่างกัน ท่านจึงอยู่คนเดียวด้วยการเจริญกายคตาสตินั้น

เราตามเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าเสมือนเงา
ติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี
ตลอดเวลาเท่านี้ เราอุปัฏฐากพระองค์ด้วย
เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม และเมตตามโนกรรม


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้แสดงถึงความรักความผูกพันในพระพุทธเจ้า พระอรรถกถาจารย์อธิบายว่า พระเถระแสดงเมตตากายกรรมให้ปรากฏ ด้วยการทำความสะอาดพระคันธกุฎีที่ประทับและทำการรับใช้ต่างๆ แสดงเมตตาวจีกรรมให้ปรากฏ ด้วยการพูดเชิญเสด็จทูลบอกเวลาแสดงธรรม และทูลบอกเรื่องราวต่างๆ ที่มีผู้มาติดต่อ แสดงเมตตามโนกรรมให้ปรากฏ ด้วยการคิดที่จะถวายการอุปัฏฐากให้พระพุทธเจ้าทรงสำราญ

คราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ
เสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น ได้มีสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้น ทำให้ขนชูชัน


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้นเอง เนื่องจากทันทีที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้เกิดมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นต่างๆ อาทิ เกิดแผ่นดินไหว ดนตรีทิพย์บรรเลงลั่น ซึ่งล้วนแต่ชวนให้น่าสะพรึงกลัวสำหรับบุคคลทั่วไป


พระภคุ

ข้าพระองค์รู้สึกง่วง จึงออกจากที่อยู่ไป หมายจะเดินจงกรม
แต่ก็หกล้มกองกับพื้นดินเสียก่อนขณะย่างเท้าขึ้นที่จงกรม
หลังจากลุกขึ้นปัดเนื้อตัวให้สะอาดแล้ว ข้าพระองค์ก็ขึ้นที่จงกรมอีก
คราวนี้มีจิตเป็นสมาธิ เดินจงกลมได้สำเร็จ
ขณะเดินจงกรมอยู่นั้น ข้าพระองค์พิจารณารูปอย่างลึกซึ้ง
จนเห็นโทษปรากฏชัดเจน ความเบื่อหน่ายจึงเกิดขึ้น
ทันใดนั้นเอง จิตของข้าพระองค์ก็หลุดพ้นจากกิเลส
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดทอดพระเนตร
ดูความล้ำเลิศของพระธรรมเถิด ข้าพระองค์ได้บรรลุวิชชา ๓
นับว่าได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ในโอกาสที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปเยี่ยม หลังจากท่านได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ณ หมู่บ้านพาลกโลณกะ ในแคว้นวังสะ โดยกราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงการปฏิบัติธรรมของท่าน


พระกิมพิละ

พระทั้งหลายในปาจีนวังสทายวันนี้
ต่างล้วนเป็นโอรสของเจ้าศากยะ และเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน
ได้ชวนกันละทรัพย์สมบัติจำนวนมาก มายินดีในการเที่ยวบิณฑบาต
พระเหล่านี้มีใจแน่วแน่ มุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร
ละความยินดีในโลก มายินดีอยู่ในธรรม


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ที่ปาจีนวังสทายวัน แคว้นเจตี อันเป็นที่ที่ท่านอยู่ร่วมกับพระเถระหลายรูปด้วยกัน อาทิ พระอนุรุทธะ และพระนันทิยะ ซึ่งพระเถระเหล่านั้นต่างล้วนเป็นโอรสของเจ้าศากยะเหมือนกับท่าน โดยแสดงให้เห็นว่า การจะบรรลุดธรรมได้นั้นต้องละทรัพย์สมบัติ และความยินดีแบบโลกเสียให้สิ้น


พระอุบาลี

พระใหม่ออกบวชด้วยศรัทธา ควรคบกับกัลยาณมิตร
ผู้ไม่เกียจคร้าน เลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์
พระใหม่ที่ฉลาด ควรอยู่ศึกษาวินัยในสงฆ์
ควรรู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร
ควรอยู่เหนือกิเลสให้ได้


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้คราวแสดงปาฏิโมกข์ให้พระใหม่ฟังในวันอุโบสถวันหนึ่ง


พระเมฆิยะ

พระมหาวีระเจ้า ผู้ทรงเจนจบสรรพธรรม ได้สั่งสอนเรา
จนเรายินดีอยู่ใกล้พระองค์ และได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ
บัดนี้ เราทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้แล้ว


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้หลังจากได้บรรลุอรหัตผลแล้ว โดยมีจุดมุ่งหมายสรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่ทรงเป็นกัลยาณมิตรผู้ยอดเยี่ยม


พระนาคิตะ

ทางไปสู่นิพพานอย่างมรรคมีองค์ ๘ นี้
ไม่มีในศาสนาอื่นนอกจากพระพุทธศาสนานี้
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพร่ำสอนหมู่พระสาวก
ให้ดำเนินตามทางนี้ได้ชัดเจน
คล้ายทรงบอกให้ดูผลมะขามป้อมบนฝ่าพระหัตถ์


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงแท้ไม่แปรผัน และสามารถทำให้พ้นทุกข์ได้จริงดังที่ท่านแจ้งประจักษ์ชัดด้วยตนเอง


พระสีวลี

เราเข้ากุฎีเจริญวิปัสสนา เพื่อประโยชน์ใดๆ
พระโยชน์นั้นๆ ก็สำเร็จแล้ว
เพราะเมื่อแสวงหาวิชชาและวิมุติอยู่นั้น
เราก็ถอนความถือตัวที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานเสียได้
จึงได้สำเร็จสมคิด


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นการเปล่งอุท่าน ด้วยความปีติโสมนัสหลังจากได้บรรลุอรหัตผล


พระปุณณมันตานีบุตร

บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษผู้ฉลาด
ชี้แจงให้ทำแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เท่านั้น
เพราะนักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่ประมาท เห็นแจ้งด้วยปัญญา
จึงได้บรรลุถึงประโยชน์อันใหญ่หลวง ลึกซึ้ง ละเอียด สุขุม เห็นได้ยาก


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้ด้วยความปีติโสมนัส หลังจากได้พิจารณาเห็นว่าตัวท่านเองและคนอื่นๆ พ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้ก็เพราะได้อาศัยพระพุทธเจ้า ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวให้เห็นคุณค่าของการสมาคมกับสัตบุรุษ

พระมหาอุทายี

พระอรหันต์เคยบอกเราว่า
มนุษย์คนใดฝึกตน มีจิตมั่นคงดำเนินไปในทางอันประเสริฐ
ยินดีในธรรมที่ทำให้จิตสงบ
มนุษย์คนนั้น คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้รู้แจ้งสรรพธรรม
ซึ่งทั้งมนุษย์และเทวดาพากันนอบน้อม
พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงข้ามพ้นกิเลสเครื่องร้อยรัดได้ทั้งหมด
ทรงออกจากป่าคือกิเลสมาสู่นิพพาน
ทรงออกจากกามมายินดีในเนกขัมมะ
ทรงบริสุทธิ์เหมือนทองคำที่หลุดจากหิน
ซึ่งทั้งมนุษย์และเทวดาพากันนอบน้อม
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นเหมือนช้างตัวประเสิรฐ
งดงามเกินใครในมนุษย์โลกและเทวโลก
ได้ชื่อว่าเป็น “นาค” จริง ยอดเยี่ยมกว่าผู้ที่ชื่อว่า “นาค” ทั้งมวล
เหมือนภูเขาหิมพานต์งดงามกว่าภูเขาอื่นทั้งหมด
เราจักแสดงช้างต้วประเสริฐที่ได้ชื่อว่าเป็น “นาค” อย่างแท้จริง
ยอดเยี่ยมกว่าผู้ที่มีชื่อว่า “นาค” ทั้งมวล แก่ท่านทั้งหลาย
ผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่า “นาค”
ความสงบเสงี่ยม และความไม่เบียดเบียน ๒ อย่างนี้
เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาคนั้น สติและสัมปชัญญะเป็นเท้าหลัง
ศรัทธาเป็นงวง อุเบกขาเป็นงาอันขาว สติเป็นคอ
ปัญญาเครื่องพิจารณาค้นคว้าธรรม เป็นศีรษะ
สมถะและวิปัสสนาเป็นท้อง วิเวกเป็นหาง
ช้างตัวประเสริฐนั้น เพ่งพินิจธรรมอยู่เป็นนิจ ยินดีในนิพพาน
มีจิตเป็นสมาธิในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเดินยืนนั่งนอน
ช้างตัวประเสริฐนั้น กินของไม่มีโทษ แต่จะไม่กินของที่มีโทษ
ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มมา ก็ไม่เก็บสะสมไว้
ตัดเครื่องผูกพันทั้งเล็กทั้งใหญ่ได้หมด
จึงเที่ยวไปอย่างไม่มีความห่วงใย
ดอกบัวขาวเกิดเติบโตอยู่ในน้ำ ส่งกลิ่นหอม ชวนให้รื่นรมย์
แต่ก็ไม่ติดด้วยน้ำ (น้ำไม่ติดดอก) ฉันใด
ช้างตัวประเสริฐ คือ พระพุทธเจ้านั้นก็เป็นฉันนั้น
กล่าวคือ พระองค์อยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลก
ไฟกองใหญ่ลุกโชน เมื่อหมดเชื้อก็ดับไป
แม้จะเหลือเถ้าอยู่ เขาก็เรียกกันว่า ไฟดับ
ช้างตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า
ไม่มีอาสวะ หมดราคะ โทสะ และโมหะ
เมื่อละร่างกายก็จักดับสนิทไป
แม้ร่างกายจะเหลืออยู่ แต่ก็ชื่อว่าดับสนิท
เพราะดับอาสวะได้สิ้น


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้สรรเสริญพระคุณของพระพุทธเจ้า ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากในวันหนึ่งท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าแสดงนาโคปมสูตร (พระสูตรอุปมาด้วยช้าง) โดยพระองค์ทรงยกช้างเผือกตัวที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพซึ่งชาวโลกนิยมยกย่องว่าสวยงาม ขึ้นเป็นตัวนำเรื่อง พระเถระฟังธรรมเทศนาพลางระลึกถึงพระพุทธคุณไปพลางจนเกิดปีติ ท่านคิดว่าชาวโลกจำนวนมากนิยมยกย่องแต่ช้างที่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน แต่หามีใครนิยมยกย่องช้างคือพระพุทธเจ้าไม่ ท่านจึงกล่าวถ้อยคำนี้ออกมาเพื่อเป็นการประกาศพระคุณของช้างตัวประเสริฐ คือ พระพุทธเจ้า ให้ปรากฏ


พระกาฬุทายี

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้หมู่ไม้ทั้งหลายผลัดใบแล้ว
บางพันธุ์แตกหน่อและใบอ่อน บางพันธุ์ออกผล
ขณะที่บางพันธุ์กำลังผลิดอกแดงอร่าม
หมู่ไม้เหล่านั้น มองดูแล้วสวยงามเหมือนเปลวเพลิง
ข้าแต่พระมหาวีระ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระองค์
จะเสด็จไปแจกจ่ายรสพระธรรมแก่พระประยุรญาติ
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ไม้ทั้งหลายที่ผลัดใบเก่าแล้ว
ต่างออกผล ผลิดอกบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วทิศ
ข้าแต่พระมหาวีระ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พระองค์
จะเสด็จออกจากเมืองราชคฤห์นี้ ไปยังเมืองกบิลพัสดุ์
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หน้านี้อากาศไม่หนาวนัก
ไม่ร้อนนัก กำลังสบายเหมาะที่จะเดินทางไกล
ขอเถิดพระพุทธเจ้าข้า ขอให้เหล่าพระประยุรญาติ
ทั้งฝ่ายศากยวงศ์และโกลิยวงศ์ ได้ทอดพระเนตร
เห็นพระองค์เสด็จข้ามแม่น้ำโรหิณีเถิด


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เพื่อทูลธารธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จไปยงเมืองกบิลพัสดุ์ ตามที่ได้รับข้อตกลงไว้กับพระเจ้าสุทโธทนะ ท่านรอเวลาที่จะกราบทูลนานจนกระทั่งใกล้จะสิ้นฤดูหนาวอันเป็นช่วงเวลาที่ไม้ป่าทั้งหลายผลิดอกออกใบงามสะพรั่ง พื้นดินเขียวขจีด้วยหญ้าสด เมื่อเห็นเป็นเวลาเหมาะสมที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จได้โดยสะดวก จึงกราบทูลพรรณนาถึงความสวยงามของเส้นทางที่จะเสด็จ นอกจากกราบทูลพรรณนาถึงความสวยงามของเส้นทางนั้นแล้ว พระเถระยังได้กราบทูลอีกว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ชาวนาหวังผลจึงไถนาหว่านพืช
พ่อค้าหวังผลจึงออกทะเลหาทรัพย์
ข้าพระองค์เองก็หวังผลจึงมาอยู่ ณ ที่นี้
ขอความหวังผลนั้นของข้าพระองค์จงสัมฤทธิ์ด้วยเถิด
ชาวนาหมั่นหว่านพืช ฝนหมั่นตก ชาวนาหมั่นไถนา
แว่นแคว้นก็จะสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อยๆ
คนขอเที่ยวขออยู่บ่อยๆ คนให้ให้อยู่บ่อยๆ
ครั้นให้บ่อยๆ เข้าก็ย่อมขึ้นสวรรค์บ่อยๆ


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นเชิงทูลวิงวอนพระพุทธเจ้า โดยกราบทูลให้ทรงเห็นว่า ไม่ว่าชาววนาหรือพ่อค้าต่างหวังผลในกิจกรรมของตนทั้งสิ้น ท่านเองมาเมืองราชคฤห์นี้นอกจากหวังผลเพื่อออกบวชและบรรลุธรรมแล้ว ก็ยังหวังผลคือทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าให้เสด็จกลับเมืองกบิลพัสดุ์เพื่อโปรดพระประยุรญาติ พระเถระได้กราบทูลต่อไปอีกว่า

บุรุษที่มีความเพียร มีปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน
เกิดในสกุลใด ย่อมทำให้สกุลนั้นบริสุทธิ์ตลอด ๗ ชั่วคน
ข้าพระองค์รู้ดีว่า พระองค์คือเทพของเทพทั้งหลาย
ย่อมสามารถชำระสกุลให้บริสุทธิ์ได้
เพราะพระองค์เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้สัจนามว่า “มุนี”
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าสุทโธทนะ คือ พระบิดาของพระองค์
พระนางมายา คือ พระมารดาของพระองค์
พระนางทรงครรภ์พระองค์ผู้เป็นพระโพธิ์สัตว์มา
ครั้นสิ้นพระชนม์แล้วก็ไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ (สวรรค์ชั้นดุสิต)
ทรงมีหมู่นางฟ้าห้อมล้อมพรั่งพร้อม
บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์


พระเถระกล่าวถ้อยคำนี้เป็นตอนสุดท้าย โดยกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณเป็นเบื้องต้น จากนั้นจึงกล่าวถึงความสัมพันธ์โดยสายเลือดระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระบิดาและพระมารดา

คำกล่าวของพระเถระทั้งหมดนี้ นับว่าสำคัญมากต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองกบิลพัสดุ์ตามที่ท่านกราบทูลแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพระประยุรญาติให้ได้บรรลุธรรมจำนวนมาก ในเวลาเดียวกันนั้นพระประยุรญาติจำนวนหนึ่งก็ได้ออกบวชตามเสด็จ จนกลายมาเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนาในเวลาต่อมา

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 08:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


กลุ่มพระมาณพ ๑๖

กลุ่มพระมาณพ ๑๖ คือ กลุ่มพระที่ก่อนออกบวชในพระพุทธศาสนา ได้ออกบวชเป็นฤาษีศิษย์ของฤาษีพาวรีมาก่อน และต่อมาฤาษีพาวรีได้ส่งมาทูลถามปัญหาต่อพระพุทธเจ้า ครั้นได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสเฉลยปัญหาแล้วก็ได้บรรลุธรรมแล้วทูลขอบวช มี ๑๖ รูป คือ พระอชิตะ พระติสสเมตเตยยะ พระปุณณกะ พระเมตตคู พระโธตกะ พระอุปสีวะ พระนันทะ พระเหมกะ พระโตเทยยะ พระกัปปะ พระชตุกัณณี พระภัทราวุธ พระอุทยะ พระโปสาละ พระโมฆราช และพระปิงคิยะ ซึ่งแต่ละรูปมีประวัติที่น่าศึกษา ดังนี้

๏ สถานะเดิม

พระ ๑๖ รูปนี้เกิดในวรรณะพราหมณ์ ที่เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล ศึกษาจบศิลปวิทยาในสำนักของฤาษีพาวรี

๏ ชีวิตฆราวาส

แต่ละท่านเมื่อเจริญวัยได้ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักของฤาษีพาวรี ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้ามหาปเสนทิโกศล พระราชบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ศึกษาจบแล้วก็ได้รับมอบหมายจากฤาษีพาวรีให้ช่วยสอนศิลปวิทยาแก่นักศึกษารุ่นหลัง แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้สอนศิษย์ท่านละ ๑,๐๐๐ คน จึงทำให้มองเห็นว่าสำนักสอนศิลปวิทยาของฤาษีพาวรีนั้นใหญ่โตมาก เพราะมีศิษย์เข้าศึกษาในเวลาเดียวกันถึง ๑๖,๐๐๐ คน รวมทั้งศิษย์ที่จบการศึกษาแล้วด้วยอีก ๑๖ คน เป็น ๑๖,๐๑๖ คน

เมื่อพระเจ้ามหาปเสนทิโกศลสวรรคตแล้ว ฤาษีพาวรี (ครั้งยังไม่ได้บวช) ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้สืบทอดราชสมบัติเป็นกษัตริย์ครองแคว้นโกศลต่อมา

ฤาษีพาวรี ผู้ซึ่งบัดนี้ย่างเข้าวัยชราแล้ว รับราชการสนองพระเดชพระคุณได้ไม่นานก็เกิดความเบื่อหน่ายเพศฆราวาส ประสงค์จะสละยศ ตำแหน่ง และทรัพย์สินทั้งหมดออกบวชเป็นฤาษี จึงเข้าไปทูลลาพระเจ้าปเสนทิโกศล

“ท่านอาจารย์” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทัดทาน “เมื่อสิ้นพระราชบิดา ข้าพเจ้าก็ได้ท่านเสมอด้วยพระองค์ ฉะนั้นขออย่าออกบวชเลย”

“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า” ฤาษีพาวรีกราบทูล “ข้าพระพุทธเจ้าตั้งใจไว้นานแล้ว ขอพระกรุณามีพระราชานุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าได้ออกบวชตามปรารถนาด้วยเถิด”

พระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อทรงเห็นว่าจะไม่สามารถทัดทานฤาษีพาวรีได้ จึงจำพระทัยอนุญาต โดยทรงมีเงื่อนไขให้ฤาษีพาวรี เมื่อบวชแล้วต้องอยู่ในพระอุทยานหลวง เพื่อพระองค์จะได้เสด็จไปหาให้อบอุ่นพระทัยได้ทั้งเช้าและเย็น ฤาษีพาวรีทูลรับเงื่อนไขดังกล่าว

ครั้นฤาษีพาวรีออกบวชแล้ว ศิษย์ผู้ใหญ่ของท่าน ๑๖ คน พร้อมด้วยศิษย์รุ่นน้องจำนวน ๑๖,๐๐๐ คน ก็ได้ออกบวชเป็นฤาษีตาม และพักอยู่ในอุทยานหลวงนั้นด้วยกัน


๏ การออกบวชในพระพุทธศาสนา

ศิษย์ผู้ใหญ่ของฤาษีพาวรี ๑๖ ท่าน ซึ่งมีฤาษีอชิตะเป็นหัวหน้า พร้อมด้วยฤาษีบริวารอีก ๑๖,๐๐๐ คน ได้ออกบวชในพระพุทธศาสนา คราวที่ฤาษีพาวรีผู้เป็นอาจารย์ส่งไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่ปาสาณเจดีย์ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศลนั้นเอง ดังมีเรื่องเล่าว่า ฤาษีพาวรีกับฤาษีผู้เป็นศิษย์ทั้งหมดนั้น อยู่อย่างผาสุกในอุทยานหลวง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงถวายการบำรุงด้วยปัจจัยสี่เป็นอย่างดี แต่เป็นด้วยต้องการความสงบยิ่งขึ้น วันหนึ่งฤาษีพาวรีจึงทูลขอพระราชานุญาตพาฤาษีผู้เป็นศิษย์ทั้งหมดไปอยู่ ณ ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างแคว้นอัสสกะกับแคว้นมละ สถานที่แห่งใหม่นี้อยู่ถัดลงมาด้านใต้ของแคว้นโกศล

บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโคธาวรีเคยเป็นที่อยู่ของฤาษีรุ่นเก่า เช่น ฤาษีสรภังคะ มาก่อน แม่น้ำในโคธาวรีแยกออกเป็น ๒ สาย โดยตรงกลางเป็นเกาะกว้างใหญ่ประมาณ ๓ โยชน์ (๔๕ กิโลเมตร) และบนเกาะนั้นมีป่ามะขวิดขึ้นเต็มไปหมด ฤาษีพาวรีได้พาฤาษีทั้งหมดไปอยู่บนเกาะนั้น ทั้งนี้อยู่ในพระราชูปถัมภ์ของพระเจ้าปเสนทิโกศลตลอดมา โดยทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อที่ดินจากพระเจ้าอัสสกะและพระเจ้ามละแล้ว ทรงรับสั่งให้บรรดาเสนามาตย์จัดสร้างบรรณศาลาถวายฤาษีพาวรีและฤาษีผู้เป็นศิษย์

ต่อมาได้มีผู้คนอพยพมาอยู่ในป่ามะขวิดนั้นด้วย แต่ปลูกบ้านเรือนอยู่ห่างๆ ชาวบ้านกลุ่มนี้เมื่อมาอยู่แล้วก็ตั้งหน้าทำมาหากินและเป็นอยู่อย่างสงบสุข พวกเขาตระหนักอยู่เสมอว่า แผ่นดินที่พวกตนอาศัยอยู่นี้ เป็นแผ่นดินของเหล่าฤาษีผู้มุ่งแสวงหาความสงบ อยู่มาวันหนึ่งจึงได้นำเงินและทองไปถวายฤาษีพาวรีผู้เป็นใหญ่ในที่นั้น เพื่อเป็นค่าปฏิการคุณ

“นำมาให้อาตมาทำไม” ฤาษีพาวรีถาม

“นำมาให้พระคุณเจ้านำไปใช้ประโยชน์ เพื่อจะได้อยู่ให้สุขสบาย” ชาวบ้านตอบ

“อาตมาเป็นอยู่สุขสบายแล้ว” ฤาษีพาวรียืนยัน “ความสุขสบายของอาตมาไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง เพราะถ้าต้องใช้เงินใช้ทอง อาตมาคงไม่บวช รับกลับไปเถิด”

เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนใจชาวบ้านได้ ฤาษีพาวรีก็รับไว้ ครั้นถึงเวลาอันเหมาะสมก็นำออกมาแจกจ่ายให้คนยากจนต่อไป


ข่าวฤาษีพาวรีให้ทานคนยากจนเลื่องลือไปไกลถึงแคว้นกลิงคะ ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของแคว้นอัสสกะ และอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นโกศล พราหมณีนางหนึ่งในหมู่บ้านทุนนิวัฏฐะแห่งแคว้นกลิงคะนั้นได้ทราบข่าวเข้า ก็บอกพราหมณ์แก่ผู้เป็นสามีให้เดินทางไปรับทานจากฤาษีพาวรี พราหมณ์แก่ทำตามที่ภรรยาแนะนำ ได้รีบออกเดินทางไปหาฤาษีพาวรีทันที ครั้นไปถึงแล้วก็ออกปากขอเงิน ๕๐๐ กหาปณะ แต่ไม่ได้ตามที่ขอเนื่องจากฤาษีพาวรีได้ให้ทานหมดแล้ว พราหมณ์แก่โกรธมาก ดังนั้น ก่อนจะจากไปจึงได้ทำพิธีสาปแช่งฤาษีพาวรี โดยได้ก่อกองทรายเป็นจอมไว้ที่ประตูบรรณศาลา โปรยดอกไม้สีแดงไว้รอบกองทรายนั้น แล้วทำปากขมุบขมิบเหมือนร่ายมนตร์ สุดท้ายได้กล่าวสาปแช่งว่า

“วันที่ ๗ จากวันนี้ หัวแกจะต้องแตกเป็น ๗ เสี่ยง”

ฤาษีพาวรี แม้จะเป็นอาจารย์สอนศิษย์จำนวนมาก แต่เพราะเหตุที่ยังเป็นปุถุชน เมื่อถึงคราวคับขันก็รู้สึกกลัวเป็นกำลังในท่าทางของพราหมณ์แก่ผู้ละโมบ โดยท่านเข้าใจว่าพราหมณ์นั้นเป็นพราหมณ์พเนจรคงจะมีตบะแรงกล้า จึงทำให้สรุปและเชื่อมั่นว่าทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามที่พราหมณ์แก่สาปแช่ง

ฤาษีพาวรีหวาดวิตกอยู่จนถึงกลางคืน ตกดึกเทวดาตนหนึ่งได้มาบอกให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า แล้วถามว่าศีรษะจะแตกหรือไม่แตกจะได้สิ้นสงสัย

เทวดาตนนั้น ตามประวัติว่าเคยเป็นมารดาในอดีตชาติของฤาษีพาวรีที่ยังรักห่วงใย และเฝ้าคุ้มครองฤาษีพาวรีอยู่ตลอดเวลา คำแนะนำของเทวดามีผลทำให้ฤาษีพาวรีรู้สึกสบายใจขึ้น มองเห็นทางแก้ปัญหา และที่สำคัญที่สุดท่านรู้สึกประทับใจกับคำว่า “พระพุทธเจ้า” ที่เป็นเหมือนว่าเคยได้ยินมานานแสนนาน ดังนั้น วันรุ่งขึ้นฤาษีพาวรีจึงได้เรียกฤาษีผู้เป็นศิษย์ให้มาหา แล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง เริ่มตั้งแต่ถูกพราหมณ์แก่ทำพิธีสาปแช่ง จนถึงเทวดาบอกให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า

“เธอทั้งหลาย” ฤาษีพาวรีเน้นเสียง “บัดนี้มีข่าวว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ขอให้เธอทั้งหลายไปสืบดูซิว่าจริงหรือไม่ แล้วกลับมาบอกฉันด้วย”

ขณะที่บอกบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์อยู่นั้น ฤาษีพาวรีก็อดคิดไม่ได้ว่า ตนเองแก่แล้ว จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่ทราบได้ ท่านไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้าหรือไม่ จึงได้ผูกปัญหามอบให้ผู้ใหญ่ ๑๖ คน คนละ ๑ ข้อ เพื่อนำไปทูลถามพระพุทธเจ้า

ฤาษีพาวรียังคิดต่อไปอีกว่า ฤาษีศิษย์ทั้ง ๑๖ นั้นต่างล้วนเป็นคนฉลาด ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วจะต้องได้บรรลุธรรมแน่นอน จึงไม่แน่ใจว่าจะมีใครกลับมาหาตนหรือไม่ เพื่อเป็นการเตือนความทรงจำ ฤาษีพาวรีจึงบอกฤาษีอชิตะผู้เป็นหลานชาย ให้กลับมาหาตนให้ได้หลังจากได้พบพระพุทธเจ้า

ฤาษีพาวรีเป็นห่วงบรรดาฤาษีผู้เป็นศิษย์ เกรงว่าเมื่อไปพบพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้า จึงบอกให้ใช้วิธีตรวจดูมหาปุริสลักษณะ (ลักษณะของคนสำคัญ) ๓๒ ประการ โดยบอกว่า บุคคลที่มีมหาปุริสลักษณะครบทั้ง ๓๒ ประการ ย่อมมีคติเป็น ๒ เสมอ คือ ถ้าอยู่ครองเพศฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หรือถ้าออกบวชจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อได้พบนักบวชรูปใดรูปหนึ่งเข้า ก็ขอให้ตรวจดูว่ามีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนี้หรือไม่ หากมีก็ขอให้รู้ว่านั่นคือพระพุทธเจ้า

นอกจากให้ตรวจดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการแล้ว ฤาษีพาวรียังแนะนำให้คิดถามปัญหาในใจ ซึ่งถ้าหากนักบวชรูปนั้นเป็นพระพุทธเจ้าจริง พระองค์ก็จะตรัสตอบด้วยพระวาจา


ครั้นได้รับคำแนะนำอย่างนี้แล้ว ฤาษีศิษย์ผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖ ก็ได้พาฤาษีศิษย์รุ่นน้องทั้งหมดกราบลาฤาษีพาวรีผู้อาจารย์ แล้วออกเดินทางบ่ายหน้าขึ้นเหนือ เพื่อแสวงหาพระพุทธเจ้าต่อไปตามที่ฤาษีพาวรีแนะนำ ฤาษีเหล่านั้นได้เดินทางรอนแรมผ่านเมืองต่างๆ จนในที่สุดได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ปาสาณเจดีย์ แคว้นมคธ

ปาสาณเจดีย์ เดิมเป็นเทวสถาน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าประกาศพระพุทธศาสนา มีผู้คนเลื่อมใสมากขึ้น ผู้คนเหล่านั้นนอกจากจะได้เปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว ยังได้เปลี่ยนเทวสถานแห่งนั้นมาเป็นวัดในพระพุทธศาสนาอีกด้วย แต่ยังคงเรียกตามชื่อเดิม ทั้งนี้เพราะเทวสถานที่เปลี่ยนสภาพมาเป็นวัดนั้นตั้งอยู่บนหินแผ่นใหญ่ พระพุทธเจ้าทรงเห็นว่าปาสาณเจดีย์เป็นที่เหมาะสมจะใช้สนทนาธรรมกับฤาษีผู้เป็นศิษย์ฤาษีพาวรี จึงเสด็จไปต้อนรับฤาษีเหล่านั้นอยู่ ณ ที่นั้น

ทันทีที่ไปถึงปาสาณเจดีย์ ฤาษีทั้งหมดก็ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่บนลานหิน พระวรกายสง่างามด้วยพระมหาปุริสลักษณะ แต่เป็นด้วยยังไม่มั่นใจว่าจะใช่พระพุทธเจ้าหรือไม่ ฤาษีอชิตะในฐานะหัวหน้าคณะ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ทดสอบบุคคลผู้ที่ตนคิดว่าเป็นพระพุทธเจ้าจากฤาษีพาวรีผู้เป็นอาจารย์ จึงเริ่มทดสอบตามวิธีที่อาจารย์กำหนดให้ นั่นคือคิดถามปัญหาในใจ

อชิตะ : หากท่านคือพระพุทธเจ้า ขอได้โปรดบอกด้วยว่า ฤาษีพาวรีมีอายุเท่าไร เชื้อสายเป็นอย่างไร มีลักษณะทางร่างกายเป็นอย่างไร และมีศิษย์ที่สั่งสอนอยู่เท่าไร

พระพุทธเจ้า : (ตรัสตอบเสียงดัง) ฤาษีพาวรีมีอายุ ๑๒๐ ปี เกิดในตระกูลฤาษีพาวรีวงศ์ มีมหาปุริสลักษณะ ๓ อย่างอยู่ในตัว ศึกษาจบไตรเพทและวิชาสำคัญต่างๆ คือ ลักษณศาสตร์ คัมภร์อิติหาสะ คัมภีร์นิฆัณฑุ และคัมภีร์สเกฏกะ และมีศิษย์ประจำสำนักอยู่ ๕๐๐ คน

อชิตะ : ที่พระองค์ตรัสว่าฤาษีพาวรีมีมหาปุริสลักษณะ ๓ อย่างอยู่ในตัวนั้น ขอได้โปรดตรัสบอกด้วยว่า มหาปุริสลักษณะ ๓ ประการนั้น คืออะไรบ้าง

พระพุทธเจ้า : มหาปุริสลักษณะ ๓ อย่างในตัวฤาษีพาวรี คือ ลักษณะที่ ๑ มีลิ้นยาวใหญ่ถึงขนาดแลบปิดหน้าได้มิด ลักษณะที่ ๒ มีขนขาวยาวละเอียดอ่อนม้วนขดเป็นก้นหอยอยู่ระหว่างคิ้ว ลักษณะที่ ๓ มีอวัยวะเพศอยู่ในฝัก

อชิตะ : (เริ่มเชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า) ฤาษีพาวรีฝากมาทูลถามว่า ศีรษะคืออะไร จะทำลายได้ด้วยอะไร


พระพุทธเจ้า : ศีรษะคืออวิชชา จะทำลายได้ด้วยวิชชา ซึ่งประดับด้วยสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และฉันทะ

ครั้นถึงตอนนี้ฤาษีอชิตะเกิดปีติโสมนัสยิ่งนัก เพราะมั่นใจแล้วว่าผู้ที่ตนกำลังสนทนาด้วยนี้คือพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน จึงห่มผ้าลดไหล่แล้วหมอบกราบลงแทบพระบาทของพระพุทธเจ้า ฝ่ายฤาษีที่มาด้วยเมื่อเห็นฤาษีอชิตะทำดังนั้น ก็เข้าใจได้ทันทีเช่นกันว่านี่คือพระพุทธเจ้า จึงพร้อมกันหมอบกราบลงแทบพระบาทด้วยความรู้สึกปีติโสมนัสเป็นกำลัง

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า” ฤาษีอชิตะกราบทูลขณะหมอบกราบ “ข้าพระองค์ในนามของฤาษีพาวรีและมวลศิษย์ ขอถวายบังคมพระบรมบาท”

พระพุทธจ้าทรงมองดูฤาษีทั้งหมดด้วยสายพระเนตรอ่อนโยน แล้วตรัสประทานพร

“ขอฤาษีพาวรีพร้อมด้วยมวลศิษย์ จงมีความสุขเถิดอชิตะ ตัวเธอเองก็ขอให้มีความสุขและมีอายุยืนนะ”

จากนั้นพระพุทธเจ้าทรงให้โอกาสฤาษีผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖ ทูลถามปัญหาตามที่ฤาษีพาวรีผูกมาให้ หลังจากทูลถามปัญหาและได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสตอบแล้ว ฤาษีทั้ง ๑๖ พร้อมด้วยฤาษีบริวารทั้ง ๑๖,๐๐๐ ก็ได้ทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.ย. 2009, 11:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ การบรรลุอรหัตผล

ตามที่พระพุทธเจ้าทรงให้โอกาสฤาษีผู้ใหญ่ทั้ง ๑๖ ทูลถามปัญหานั้น ฤาษีทั้งหมดได้ทูลถามปัญหาตามลำดับดังนี้

๑. ฤาษีอชิตะ ทูลถามว่า
อะไรหุ้มห่อโลกไว้ อะไรทำให้โลกมืดมิด อะไรฉาบทาโลกไว้ อะไรเป็นภัยใหญ่ของโลก

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
อวิชชา หุ้มห่อโลกไว้ ความตระหนี่ ทำให้โลกมืดมิด ตัณหา ฉาบทาโลกไว้ทุกข์ เป็นภัยใหญ่ของโลก

ฤาษีอชิตะ ทูลถามว่า
กระนั้นน้ำ (คือตัณหา) ไหลไปทั่ว อะไรจะกั้นกระแสน้ำนั้นได้ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องกั้นกระแสน้ำนั้นด้วย และขอได้โปรดตรัสบอกด้วยว่า อะไรเป็นตัวตัดกระแสน้ำนั้นได้

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
สติ กั้นกระแสน้ำนั้นได้ ตถาคตขอบอกว่า สติ เป็นธรรมเครื่องกั้นกระแสน้ำ และปัญญา เป็นตัวตัด

ฤาษีอชิตะ ทูลถามว่า
ขอได้โปรดตรัสบอกทางปฏิบัติเป็นพระอรหันต์และเสขะด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ภิกษุไม่พึงติดใจในกามทั้งหลาย ไม่พึงมีจิตขุ่นมัว พึงฉลาดในสรรพธรรม มีสติละเว้นให้หมด

ฤาษีอชิตะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๒. ฤาษีติสสเมตเตยยะ ทูลถามว่า
ในโลกนี้ ใครชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ ใครไม่มีความหวั่นไหว ใครรู้จักที่สุดทั้ง ๒ แล้วไม่ติดอยู่ตรงกลาง ใครเป็นมหาบุรุษ ในทัศนะของพระองค์ ใครข้ามเครื่องผูกมัดในโลกนี้ได้

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หมดความอยากได้กามทั้งหลาย มีสติตลอดเวลา พิจารณาเห็นธรรมะได้แยบคาย ดับกิเลสได้หมดสิ้น จึงชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ เธอย่อมไม่มีความหวั่นไหว รู้ที่สุดทั้ง ๒ คือ อดีตและอนาคตด้วยปัญญาแล้ว ย่อมไม่ติดอยู่ตรงกลาง คือปัจจุบัน เธอย่อมเป็นมหาบุรุษในทัศนะของตถาคต เธอข้ามเครื่องผูกมัดคือตัณหาในโลกนี้ได้สิ้น

ฤาษีติสสเมตเตยยะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๓. ฤาษีปุณณกะ ทูลถามว่า
อะไรทำให้ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พากันบูชายัญบวงสรวงต่อเทวดา

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ความอยากได้ของที่น่าปรารถนา ทำให้ฤาษี มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ พากันบูชายัญบวงสรวงต่อเทวดา แต่ของที่เขาปรารถนานั้น ล้วนแต่จะต้องชราทรุดโทรม

ฤาษีปุณณกะ ทูลถามว่า
มนุษย์ กษัตริย์ พราหมณ์ ฤาษี เหล่านั้น หากบูชายัญไม่ให้ขาดตกบกพร่อง จะพ้นเกิด แก่ ได้หรือไม่

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ไม่ได้หรอก เพราะเขาเหล่านั้น ยังหวังจะได้ลาภอยู่ และบูชายัญก็เพราะหวังจะได้นั้น

ฤาษีปุณณกะ ทูลถามว่า
ถ้าผู้บูชายัญถึงขนาดนี้ยังไม่พ้นเกิด ไม่พ้นแก่ แล้วใครเล่าจะพ้นได้

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ผู้ใด ไม่มีความหวั่นไหวดิ้นรน เพราะได้พิจารณาเห็นธรรมทั้งที่ยากและที่ง่าย มีใจสงบ ไม่มีควันไฟคือความชั่วมาทำให้มัวหมอง ไม่มีสิ่งกระทบจิตใจคือกิเลส หมดความอยาก ผู้นั้นแหละจึงจะพ้นเกิด พ้นแก่

ฤาษีปุณณกะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๔. ฤาษีเมตตคู ทูลถามว่า
ในโลกนี้ มีทุกข์หลากหลาย ทุกข์ทั้งหมดนั้น เกิดมาจากอะไร

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ทุกข์เกิดมาจากอุปธิ คือความยึดมั่น

ฤาษีเมตตคู ทูลถามว่า
ผู้มีปัญญา ข้ามห้วงน้ำคือ เกิด แก่ ความเสียใจ ความพิไรรำพัน ได้อย่างไร

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เบื้องบน คืออนาคต เบื้องล่าง คืออดีต และท่ามกลาง คือปัจจุบัน เธอรู้ทันทั้งหมดแล้ว จงขจัดความเพลิดเพลิน ความยึดมั่นในส่วนเหล่านั้น แล้ววิญญาณของเธอก็จะไม่อยู่ในภพ (ไม่เกิดอีก) ภิกษุผู้มีสติ ไม่ประมาทอยู่อย่างนี้ ย่อมรู้แจ้ง ไม่ยึดถือว่าเป็นเราของเรา ก็จะข้ามห้วงน้ำ คือ เกิด แก่ ความเสียใจ ความพิไรรำพันเสียได้

ฤาษีเมตตคู ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระดำรัสของพระองค์จับใจเหลือเกิน ธรรมะที่ไม่มีความยึดมั่นพระองค์ก็ตรัสดีแล้ว ข้าพระองค์เชื่อแล้วว่า พระองค์ละทุกข์ได้แน่ เพราะทรงทราบธรรมะนี้อย่างแจ่มแจ้ง ผู้ที่พระองค์ทรงสอน ก็จะต้องละทุกข์ได้เช่นกัน ฉะนั้น ขอได้โปรดสอนข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ผู้ใด เป็นพราหมณ์ ผู้ถึงเวท คือ นิพพาน ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจ ไม่ข้องอยู่ในกามภพ ผู้นั้นข้ามพ้นเหตุแห่งทุกข์ไปได้คล้ายข้ามพ้นห้วงน้ำใหญ่ ครั้นข้ามพ้นถึงฝั่งได้แล้ว ก็จะหมดความสงสัย ไม่มีตะปู คือกิเลสตรึงจิต ผู้ใดในศาสนานี้ มีความรู้ บรรลุถึงเวท คือ นิพพาน สลัดบาปธรรมตัวการทำให้ติดในภพเสียได้สิ้น ผู้นั้นหมดความทะยานอยาก หมดความหวัง ไม่มีทุกข์ ตถาคตกล่าวว่า ผู้นั้นแหละข้ามพ้นห้วงน้ำ คือ เกิด แก่ ได้

ฤาษีเมตตคูพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๕. ฤาษีโธตกะ ทูลว่า
ข้าพระองค์ตั้งใจจะฟังพระดำรัสของพระองค์ ข้าพระองค์ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จะได้ศึกษาข้อปฏิบัติซึ่งจะช่วยดับกิเลสของตนได้

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เธอจงบำเพ็ญเพียรในศาสนานี้ให้ได้ เพื่อจะได้มีสติปัญญา เมื่อได้ฟังคำของตถาคตแล้ว เธอต้องศึกษาข้อปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยดับกิเลสของตนต่อไป

ฤาษีโธตกะ ทูลว่า
พระองค์เป็นพราหมณ์ ไม่มีกิเลสทำให้กังวลใจ เสด็จจาริกไปทั่วทั้งในเทวโลกและมนุษย์โลก ข้าพระองค์เห็นพระองค์เป็นอยู่อย่างนี้ จึงขอถวายบังคม ขอพระองค์ได้โปรดเปลื้องข้าพระองค์ จากความสงสัยด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
เมื่อได้รู้ธรรมอันประเสริฐ เธอก็จะข้ามห้วงน้ำคือกิเลสได้เอง เพราะตถาคตช่วยคนที่ยังสงสัย ให้พ้นสงสัยไม่ได้หรอก (หากเขาไม่ช่วยตัวเอง)

ฤาษีโธตกะ ทูลว่า
ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมอันสงัดจากกิเลส ที่ข้าพระองค์ควรจะรู้ด้วยเถิด ขอพระองค์ได้โปรดสอนข้าพระองค์ให้โปร่งใจ ไม่ขัดข้องดุจอากาศด้วยเถิด เพื่อข้าพระองค์จะได้ดับกิเลส และจาริกไปในโลกนี้ โดยไม่ต้องอิงอาศัยสิ่งใดให้เป็นภาระ

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
ตถาคตจะบอกวิธีระงับกิเลสให้ ตามวิธีนี้เธอจะเห็นได้เอง โดยไม่ต้องเชื่อตามเขาว่า วิธีระงับกิเลสนั้น เมื่อใครได้รู้แล้วก็จะมีสติ ข้ามความอยากที่ตรึงใจให้ติดอยู่ในโลกเสียได้

ฤาษีโธตกะ ทูลว่า
ข้าพระองค์ชอบใจวิธีระงับกิเลสชนิดสูงสุด

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
เมื่อรู้ว่า ความอยากทั้งในเบื้องบนคืออนาคต เบื้องล่างคืออดีต ท่ามกลางคือปัจจุบัน เป็นเหตุให้ติดข้องอยู่ในโลก เธอก็อย่าสร้างความอยาก เพื่อเกิดในภพน้อย ภพใหญ่อีกต่อไป

ฤาษีโธตกะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๖. ฤาษีอุปสีวะ ทูลว่า
ทะเลใหญ่ คือ กิเลส ลำพังข้าพระองค์ผู้เดียวไม่สามารถข้ามได้แน่ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเครื่องหน่วงเหนี่ยว ที่จะให้ข้าพระองค์ได้อาศัยหน่วงเหนี่ยว ข้ามทะเลใหญ่ คือกิเลสนี้ด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสว่า
ขอเธอจงมีสติ เพ่งอากิญจัญญายตนฌาน กำหนดความไม่มีเป็นอารมณ์ อย่างนี้แล้วก็จะข้ามทะเลคือกิเลสได้แน่ เธอจงละกาม จงหมดความสงสัย จงเห็นธรรมะที่ทำให้ตัณหาสิ้นไปให้ชัดแจ้ง ให้ได้ทั้งกลางคืนและกลางวันเถิด

ฤาษีอุปสีวะ ทูลถามว่า
ผู้ใด ไม่มีความกำหนัดยินดีในกามทั้งหลาย อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์ ผู้นั้น จะดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น โดยไม่รู้จักเสื่อมบ้างหรือ

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เป็นเช่นนั้น เขาจะไม่รู้จักเสื่อม

ฤาษีอุปสีวะ ทูลถามว่า
ผู้ดำรงอยู่ในอากิญจัญญายตนฌานนั้น จะอยู่อย่างนั้นตลอดไป หรือว่าจะนิพพาน แล้ววิญญาณของเขาจะเป็นเช่นไร

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เปลวไฟที่ถูกลมพัดดับ ย่อมบอกไม่ได้ว่าหายไปไหน เช่นเดียวกับมุนีที่พ้นจากนามรูป ดับโดยไม่มีเชื้อเหลือ จึงบอกไม่ได้ว่า จะเกิดได้อย่างไร

ฤาษีอุปสีวะ ทูลถามว่า
ท่านผู้ดับไปแล้วนั้น เป็นแต่ไม่มีตัวตนให้เห็น หรือว่าเป็นผู้เที่ยงแท้ ไม่มีโรคภัย

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ท่านผู้ดับไปแล้ว ใครๆ จะกำหนดไม่ได้ เพราะในท่านผู้นั้นไม่มีกิเลส ไม่มีการเกิดเป็นอะไรต่อไป เมื่อท่านถอนธรรมะได้หมดแล้ว ก็เท่ากับตัดทางที่จะพูดถึงท่านว่า เป็นอะไรไปเสียทั้งหมด

ฤาษีอุปสีวะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๗. ฤาษีนันทะ ทูลถามว่า
คนทั้งหลายพูดกันว่า มีมุนีอยู่ในโลกนี้ ผู้ที่เขาเรียกว่ามุนีนั้น เพราะประกอบด้วยความรู้ หรือประกอบด้วยอาชีพ

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
บัณฑิตทั้งหลายไม่เรียกบุคคลว่าเป็นมุนี เพียงแค่ได้เห็น ได้ยิน หรือเพียงแค่ว่าเขามีความรู้ ผู้ใดทำตนให้หมดกิเลส ไม่มีทุกข์ จาริกไปอย่างคนไม่มีความอยาก ผู้นั้นแหละ ที่ตถาคตเรียกว่า มุนี

ฤาษีนันทะ ทูลถามว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใดกล่าวว่า ความบริสุทธิ์ มีได้ด้วยการได้เห็น ได้ฟัง ด้วยศีลพรต และด้วยมงคลต่างๆ มากมาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีบ้างไหมที่พ้นเกิดพ้นแก่ไปได้

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ไม่มีเลย

ฤาษีนันทะ ทูลถามว่า
ถ้าอย่างนั้น ใครเล่าจะพ้นเกิดพ้นตาย

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใดละได้ทั้งหมด ทั้งรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน กลิ่น รส และสัมผัสที่ได้ทราบ รวมทั้งศีลพรตและมงคลต่างๆ ด้วย กำหนดรู้ตัณหาว่าควรละ ไม่มีอาสวะ ตถาคตเรียกสมณพราหมณ์เหล่านั้นว่า ข้ามห้วงน้ำ คือ กิเลสได้

ฤาษีนันทะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๘. ฤาษีเหมกะ ทูลว่า
ตัณหา คือ ความอยากที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นตัวการทำให้ติดอยู่ในโลก ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอก ธรรมะเครื่องกำจัดตัณหา แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
บท คือ นิพพาน อันเป็นเครื่องกำจัดความใคร่ ความพอใจในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในกลิ่นที่ได้ดม ในรสที่ได้ลิ้ม ในสิ่งสัมผัสที่ได้ถูกต้อง

บท คือ นิพพาน เป็นธรรมไม่เปลี่ยนแปลง พระอรหันตขีณาสพเหล่าใด รู้แจ้งบทคือนิพพานนั้นแล้ว มีสติ เห็นธรรม ดับสนิท พระอรหันตขีณาสพเหล่านั้น สงบอยู่เสมอ ย่อมข้ามพ้นตัณหา คือ ความอยากที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ เป็นตัวการทำให้ติดอยู่ในโลก

ฤาษีเหมกะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๙. ฤาษีโตเทยยะ ทูลถามว่า
ผู้ที่ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา ไม่มีความสงสัย ความหลุดพ้นของท่านเป็นอย่างไร

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ผู้ที่ไม่มีกาม ไม่มีตัณหา ไม่มีความสงสัย ความหลุดพ้นของท่านย่อมไม่ผันแปรเป็นอย่างอื่น

ฤาษีโตเทยยะ ทูลถามว่า
ท่านผู้นั้นหมดความปรารถนา หรือยังมีความปรารถนาอยู่ มีปัญญาแท้ หรือแสดงท่าสักแต่ว่ามีปัญญา ข้าพระองค์จักรู้จักผู้เป็นมุนีได้อย่างไร ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกความรู้นั้นแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ท่านผู้นั้นหมดความปรารถนาแล้ว จะยังมีความปรารถนาอยู่หามิได้ ท่านมีปัญญาแท้ จะแสดงท่าสักแต่ว่ามีปัญญาหามิได้ เธอจงรู้เถิดว่า มุนีนั้นเป็นคนไม่มีกังวล ไม่ติดอยู่ทั้งในกามและภพ

ฤาษีโตเทยยะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๐. ฤาษีกัปปะ ทูลว่า
สัตว์ทั้งหลายอยู่ท่ามกลางทะเล คือ สังสารวัฏ ต้องเผชิญกับคลื่นใหญ่ คือความแก่และความตาย ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกเกาะให้สัตว์ทั้งหลายด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
นิพพาน คือ เกาะของสัตว์ทั้งหลายนั้น เพราะไม่มีกิเลสเหตุให้กังวลใจ ไม่มีตัณหาเหตุให้ยึดมั่น ความแก่และความตายจึงไปไม่ถึง คนที่รู้แจ้งนิพพาน ย่อมมีสติ เห็นธรรม ดับกิเลสได้ จึงไม่ตกอยู่ในอำนาจมาร ไม่ต้องเดินไปในทางของมาร

ฤาษีกัปปะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๑. ฤาษีชตุกัณณี ทูลว่า
พระอาทิตย์สาดแสงส่องแผ่นดินให้แห้งผาก เฉกเช่นพระองค์ทรงสาดแสงคือพระปัญญา ส่องกิเลสจนเหือดแห้ง พระองค์ทรงมีพระปัญญากว้างขวางดุจแผ่นดิน ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรมเครื่องละความเกิด และความแก่ในชาตินี้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เธอเห็นแล้วว่า เนกขัมมะ คือการออกบวช เป็นทางปลอดภัย ความกำหนัดในกาม เธอจงกำจัดเสีย กิเลสเหตุให้กังวลใจที่ยึดถือไว้ เธอควรสลัดทิ้งเสีย กิเลสเหตุให้ระลึกถึงอดีต เธอจงเผาเสียให้เหือดแห้ง กิเลสเหตุให้ห่วงอนาคต เธอจงอย่าให้มีได้ กิเลสเหตุให้ยึดถือปัจจุบัน หากเธอจักไม่มี เธอก็จักจาริกไปได้อย่างสงบ

ฤาษีชตุกัณณีพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๒. ฤาษีภัทราวุธ ทูลว่า
ผู้คนที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ ต่างมุ่งหวังจะได้ฟังพระดำรัสของพระองค์ ขอพระองค์ตรัสสอนด้วยเถิด ตามที่พระองค์ทรงรู้แจ้ง

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ตัณหา คือความอยากเป็นเหตุให้ยึดมั่น ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน คนทั้งหลายควรกำจัดตัณหานั้นเสีย อภิสังขาร คือ กรรม เกิดมาจากความยึดถือเบญจขันธ์ มารย่อมตามผู้คนไปตามรอยแห่งอภิสังขารนั้น ภิกษุ เมื่อมองเห็นว่าหมู่สัตว์ติดอยู่ในบ่วงแห่งความตาย เพราะเหตุติดอยู่ในเบญจขันธ์ จึงควรมีสติ ไม่ยึดถืออะไรในโลกทั้งปวง

ฤาษีภัทราวุธพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๓. ฤาษีอุทยะ ทูลว่า
ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกอัญญาวิโมกข์ ที่เป็นเครื่องทำลายอวิชชาด้วยเถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
อัญญาวิโมกข์ คือความหลุดพ้นด้วยความรู้แจ้ง เป็นธรรมละความพอใจในกาม และความเสียใจ เป็นธรรมบรรเทาความหดหู่ท้อแท้ และเป็นธรรมกั้นความรำคาญใจ อัญญาวิโมกข์ คือความหลุดพ้นด้วยความรู้แจ้ง บริสุทธิ์ได้ด้วยความปล่อยวาง และความมีสติ มีความนึกคิดที่เป็นธรรมอยู่ว่า จักทำลายอวิชชา คือ ความไม่รู้

ฤาษีอุทยะ ทูลถามว่า
อะไรผูกโลกไว้ อะไรทำให้โลกเที่ยวไป เพราะละอะไรได้ จึงนิพพาน

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ความเพลิดเพลินผูกโลกไว้ วิตก คือความนึกคิดต่างๆ ทำให้โลกเที่ยวไป เพราะละตัณหาได้จึงนิพพาน

ฤาษีอุทยะ ทูลถามว่า
บุคคลมีสติระลึกอย่างไร วิญญาณจึงดับ

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
บุคคลมีสติระลึกโดยที่จะไม่เพลิดเพลิน ต่อเวทนาทั้งภายในและภายนอก วิญญาณจึงดับ

ฤาษีอุทยะพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๔. ฤาษีโปสาละ ทูลถามว่า
บุคคลผู้ล่วงเลยรูปสัญญา คือ ความกำหนดในรูปฌานแล้ว ละกายได้ทั้งหมด ไม่เห็นว่ามีอะไรทั้งภายในและภายนอกแม้น้อยหนึ่ง บุคคลอย่างนั้นควรแนะนำอย่างไร

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
ตถาคต รู้แจ้งถึงภพเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณทั้งหมด รู้จักบุคคลผู้ล่วงเลยรูปสัญญานั้นแม้ยังอยู่ในโลกนี้ ซึ่งหลุดพ้นแล้ว มีสมาบัติไปในเบื้องหน้า บุคคลนั้น รู้จักกรรมเป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพ ที่ประกอบด้วยความยินดีเพลิดเพลิน ครั้นรู้จักกรรมอย่างนี้แล้ว ต่อมาเขาก็พิจารณาเห็นธรรมในอากิญจัญญายตนฌานนั้น อย่างแจ้งชัดว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน ข้อนี้แหละ คือญาณอันถ่องแท้ของบุคคลนั้น ผู้เป็นพราหมณ์อยู่จบพรหมจรรย์

ฤาษีโปสาละพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล


รูปภาพ

๑๕. ฤาษีโมฆราช ทูลถามว่า
ข้าพระองค์จะมองดูโลกอย่างไรดี พญามฤตยูจึงจะมองไม่เห็น

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เธอจงมีสติมองดูโลกให้เห็นเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นว่าตัวเราออกให้ได้ทุกเมื่อ เมื่อเธอเห็นโลกได้อย่างนี้ พญามฤตยูก็จะมองไม่เห็น

ฤาษีโมฆราชพร้อมด้วยฤาษีบริวาร ๑,๐๐๐ พิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอรหัตผล

๑๖. ฤาษีปิงคิยะ ทูลถามว่า
ข้าพระองค์แก่แล้ว กำลังเหลือน้อย ผิวพรรณหมดความสวยงาม นัยน์ตาฝ้าฟาง หูฟังไม่ชัดเจน ขอข้าพระองค์อย่าได้พินาศก่อนได้บรรลุอมตธรรมเลย ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรมที่ควรรู้ ซึ่งเมื่อรู้แล้วจะทำให้ละความเกิด และความแก่ ในชาตินี้เถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
คนที่ประมาทมัวเมาย่อมเดือดร้อนเพราะรูปเป็นเหตุ เธอจงอย่าประมาท จงละความพอใจในรูปเสีย จะได้ไม่ต้องเกิดอีกต่อไป

ฤาษีปิงคิยะ ทูลว่า
ทิศทั้ง ๑๐ คือ ทิศใหญ่ ๔ ทิศเฉียง ๔ ทิศเบื้องบนและทิศเบื้องล่าง พระองค์ไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่ทรงยินดีแล้ว ไม่ทรงทราบแล้ว หรือไม่ทรงรู้แจ้ง แม้เพียงน้อยหนึ่งมิได้มี ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรมที่ควรรู้ ซึ่งเมื่อรู้แล้วจะทำให้ละความเกิดและความแก่ในชาตินี้เถิด

พระพุทธเจ้า ตรัสตอบว่า
เมื่อเธอเห็นหมู่มนุษย์ ถูกตัณหาครอบงำ เกิดความเดือดร้อน ถูกความแก่บีฑา มารอบด้าน ก็จงอย่าประมาท ละความอยากให้ได้ จะได้ไม่ต้องเกิดอีก

ฤาษีปิงคิยะพิจารณาตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนจนเกิดความรู้แจ้ง และได้บรรลุอนาคามิผล ส่วนฤาษีบริวารได้บรรลุโสดาปัตติผล

ในการบรรลุธรรมของฤาษีทั้ง ๑๖ นี้ มีข้อที่ควรศึกษาวิเคราะห์เพิ่มเติม ๒ ประการ คือ เรื่องของฤาษีโมฆราชและเรื่องของฤาษีปิงคิยะ

ฤาษีโมฆราช เป็นคนถือตัวสูง สำคัญอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองมีความรู้เหนือกว่าคนอื่น จึงพยายามจะขอพุทธานุญาตเข้าทูลถามพระพุทธเจ้าก่อนถึง ๒ ครั้ง ครั้งแรกหลังจากฤาษีอชิตะได้รับพุทธานุญาตให้ทูลถามแล้ว ฤาษีโมฆราชก็รีบเข้าไปทูลถามก่อน แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต โดยทรงให้ฤาษีติสสเมตเตยยะทูลถามก่อน ครั้นหลังฤาษีนันทะได้รับพุทธานุญาตให้ทูลถามแล้ว ฤาษีโมฆราชก็แทรกเข้าไปอีก แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตเช่นกัน โดยทรงให้ฤาษีเหมกะทูลถามก่อน

ต่อมาเมื่อถึงลำดับที่ ๑๕ จึงทรงอนุญาตให้ฤาษีโมฆราชทูลถาม แม้จะไม่เข้ามาทูลขอพระพุทธานุญาตเหมือนเมื่อก่อนก็ตาม เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทรงเห็นว่าตอนแรกนั้นฤาษีโมฆราชยังมีอัตตทิฏฐิ คือความยึดมั่นในตัวเองสูงมาก ความยึดมั่นเช่นนี้เป็นอุปสรรคอย่างสำคัญต่อการเข้าใจคำสอน ฉะนั้น จึงทรงยับยั้งเพื่อให้ฤาษีโมฆราชคลายความถือตัวลงก่อน จนกระทั่งเห็นว่าท่านคลายความถือตัวลงได้แล้ว จึงทรงให้โอกาสได้ทูลถาม

ฤาษีปิงคิยะ เป็นคนแก่ที่สุดในบรรดาฤาษีทั้ง ๑๖ พระพุทธเจ้าทรงทิ้งช่วงให้ท่านทูลถามปัญหาเป็นคนสุดท้าย ก็ด้วยทรงเห็นว่าท่านชรามาก เดินทางมาไกลเหน็ดเหนื่อย จึงทรงให้โอกาสท่านได้พักผ่อนให้พอเพียงเสียก่อน เพราะพระพุทธเจ้าทรงทราบดีว่า ความเหน็ดเหนื่อยและความอ่อนเพลียเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้อีกเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อทรงเห็นว่าท่านพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะเรียนรู้คำสอนของพระองค์ได้ จึงทรงให้โอกาสท่านได้ทูลถามปัญหา

ขณะที่ฤาษีท่านอื่นๆ ได้บรรลุอรหัตผลหลังจากฟังพระพุทธเจ้าเฉลยปัญหาแล้ว แต่ฤาษีปิงคิยะได้บรรลุเพียงอนาคามิผล ทั้งนี้เป็นเพราะขณะฟังพระพุทธเจ้าอยู่นั้น จิตของท่านเกิดวิตกกังวลเป็นขณะๆ โดยคิดถึงฤาษีพาวรีผู้เป็นอาจารย์และเสียดายแทนที่อาจารย์ไม่ได้มาฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยตนเอง ความวิตกกังวลนี้จึงเป็นอุปสรรคให้ท่านบรรลุได้ไม่ถึงอรหัตผล

อย่างไรก็ตามฤาษีทั้ง ๑๖ แต่ละท่านพร้อมด้วยบริวาร เมื่อได้บรรลุธรรมหลังจากฟังพระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาแล้วก็ทูลขอบวชทั้งหมด พระพุทธเจ้าก็ทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทาดังกล่าวมาแล้ว

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ต.ค. 2009, 07:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ งานสำคัญ

หลังจากทรงบวชให้แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพาพระสาวกทั้งหมดนั้นจำนวน ๑๖,๐๑๖ รูป ไปเมืองสาวัตถี และที่เมืองสาวัตถีนี้เอง พระปิงคิยะได้ทูลลาพระพุทธเจ้ากลับไปหาฤาษีพาวรีตามที่ได้รับปากไว้

พระปิงคิยะ เดินทางกลับไปตามลำพัง โดยอาศัยไปกับขบวนยานพาหนะที่เดินทางลงไปถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ครั้นถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรีแล้ว ก็ลงเดินตรงไปยังอาศรมของฤาษีพาวรี ฤาษีพาวรีเห็นพระปิงคิยะแต่ไกลก็จำได้และเชื่อมั่นว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วอย่างแน่นอน เพราะเห็นท่านแต่งกายแปลกไปกว่าแต่ก่อน กล่าวคือศีรษะโกนเกลี้ยง ไม่ได้ไว้ผมเป็นมวยอย่างแต่ก่อน ไม่มีบริขารของดาบส เครื่องนุ่งห่มแทนที่จะเป็นหนังเสืออย่างแต่ก่อน ก็กลายเป็นผ้าย้อมน้ำฝาด

“ท่านปิงคิยะ” ฤาษีพาวรีถามขึ้นเมื่อพระปิงคิยะเข้ามาใกล้ “พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วหรือ”

“ท่านพราหมณ์” พระปิงคิยะตอบอย่างสำรวม “ใช่แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ประทับนั่งแสดงธรรมแก่พวกอาตมาที่ปาสาณเจดีย์ อาตมามานี้ก็เพื่อจะแสดงธรรมที่ได้ฟังมานั้นให้ท่านฟัง”

ฤาษีพาวรี เกิดปีติใจเป็นอย่างยิ่ง จึงพร้อมด้วยศิษย์ ๕๐๐ คนร่วมกันบูชาพระปิงคิยะ จากนั้นได้นิมนต์ท่านขึ้นนั่งบนอาสนะ แล้วอาราธนาให้แสดงธรรม พระปิงคิยะได้แสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาจากพระพุทธเจ้าแก่ฤาษีพาวรีและศิษย์ แล้วกล่าวสรุปว่า

พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้เอง
ธรรมนั้นไม่จำกัดเวลา ขจัดตัณหาให้หมดสิ้น ไม่มีอันตราย
นิพพานจะเปรียบเทียบกับอะไรไม่ได้


ฤาษีพาวรีสังเกตเห็นพระปิงคิยะศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก จึงถามขึ้นทันทีหลังจากท่านแสดงธรรมจบ

“ท่านปิงคิยะ ทำไมท่านจึงยอมจากพระสมณโคดมมาเล่า”

พระปิงคิยะ ตอบว่า

“ท่านพราหมณ์ อาตมาไม่ได้จากพระสมณโคดมมาหรอก
อาตมาอยู่กับพระองค์เสมอ เพราะอาตมาเห็นพระองค์ด้วยใจ
แจ่มชัดเหมือนเห็นด้วยตา
อาตมานอบน้อมพระองค์อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน
ท่านพราหมณ์ ศรัทธา คือ ความเชื่อ
ปีติ คือ ความอิ่มใจ สติ คือความระลึกถึง
ธรรมดังกล่าวของอาตมาอยู่กับพระสมณโคดมเสมอ
ไม่ว่าพระองค์จะเสด็จไปยังทิศใดๆ
อาตมาก็น้อมใจบูชาไปทางทิศนั้นๆ
ท่านพราหมณ์ ร่างกายของอาตมาแก่แล้ว
เรี่ยวแรงอ่อนล้า ไม่ได้ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า
แต่ว่าใจของอาตมาไปอยู่กับพระองค์เสมอในทุกทิศ
ท่านพราหมณ์ อาตมานอนดิ้นอยู่ในเปือกตม (เสียนาน)
บัดนี้ได้พบเกาะคือที่พึ่ง
ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว”


นับตั้งแต่พระปิงคิยะทูลลากลับมาหาฤาษีพาวรีนั้น พระพุทธเจ้าทรงติดตามดูงานของท่านอยู่ตลอดเวลา ครั้นท่านแสดงธรรมแก่ฤาษีพาวรีแล้ว พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยพระญาณว่า อินทรีย์ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา ของท่านแก่กล้า จึงทรงเปล่งพระรัศมีไปจากวัดพระเชตวันเมืองสาวัตถี แสดงพระรูปกายให้ปรากฎอยู่เบื้องหน้าเสมือนหนึ่งว่าพระองค์เสด็จไปด้วยพระองค์เอง พระปิงคิยะเห็นพระรูปกายนั้นแล้วก็บอกฤาษีพาวรีว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ยังผลให้ฤาษีพาวรีและศิษย์รีบลุกขึ้นยืนประนมมือถวายบังคม พระพุทธเจ้าถือโอกาสนั้นตรัสสอนพระปิงคิยะความว่า

“วักกลิ ภัทราวุธ และอาฬวิโคดม มีศรัทธาเป็นอย่างไร
ปิงคิยะ ขอเธอจงเพิ่มพูนศรัทธาขึ้นให้มากเป็นอย่างนั้น
แล้วเมื่อเป็นเช่นนั้น เธอก็จักถึงฝั่ง คือพระนิพพานที่พญามฤตยูอยู่ไม่ได้”


พระปิงคิยะทำตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนและได้บรรลุอรหัตผลที่นั้นเอง ผลของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้ส่งถึงฤาษีพาวรีและศิษย์ด้วย ฤาษีพาวรีได้บรรลุอนาคามิผล และศิษย์ทั้ง ๕๐๐ ได้บรรลุโสดาปัตติผล


พระปิงคิยะเป็นพระสาวกรูปแรกที่นำพระพุทธศาสนามาเผยแผ่ถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ซึ่งเป็นดินแดนตอนใต้ของอินเดีย แม้ท่านจะไม่ได้สอนฤาษีพาวรีและศิษย์ให้ได้บรรลุมรรคผล แต่การแสดงธรรมของท่านก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฤาษีพาวรีและศิษย์ได้รู้แจ้งธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน

นอกจากพระปิงคิยะแล้ว พระสาวกรูปอื่นๆ ก็ได้ช่วยพระพุทธเจ้าเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่มีกล่าวไว้เป็นหลักฐานเหมือนอย่างงานเผยแผ่ของพระปิงคิยะ

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 18:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


๏ เอตทัคคะ-อดีตชาติ

บรรดาพระสาวกทั้ง ๑๖ รูปนั้น มีพระโมฆราชเพียงรูปเดียวเท่านั้นที่พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง (เก่า) ตามเหตุการณ์ในชาติปัจจุบันและตามที่ตั้งจิตปรารถนาไว้ในอดีตชาติ ส่วนพระสาวกที่เหลือคงปรารถนาเพียงได้เป็นพระมหาสาวกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พระสาวกทั้งหมดนั้นต่างเวียนว่ายตายเกิดมานับชาติไม่ถ้วน และต่างได้ตั้งจิตปรารถนาบำเพ็ญบารมีมาเพื่อการบรรลุธรรมไม่ต่ำกว่ารูปละ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ดังนี้

พระอชิตะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านได้ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าหิมพานต์ วันหนึ่งขณะออกเก็บผลไม้ป่าอยู่นั้น ได้พบพระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับนั่งอยู่ ก็รู้ได้ว่าพระองค์คือพระพุทธเจ้า เนื่องจากมีความชำนาญในการตรวจดูมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ

ท่านเกิดความเลื่อมใส จึงรีบกลับไปอาศรม แล้วนำเอากระบอกน้ำผึ้งและน้ำมันมาถวายพระพุทธเจ้า ครั้นทรงรับแล้ว ฤาษีก็นำไม้ฟืน ๓ ท่อนมาจุดต่างประทีปถวายพระพุทธเจ้า จากนั้นได้ก้มลงกราบถึง ๘ ครั้ง ฝ่ายพระพุทธเจ้าทรงเข้านิโรสมาบัติ ตลอด ๗ วัน อยู่ ณ ที่นั้น ส่วนฤาษีก็ได้ตามประทีปถวายเป็นพุทธบูชาด้วยความเลื่อมใสยิ่งตลอดทั้ง ๗ วันนั้น

วันที่ ๘ พระพุทธเจ้าทรงออกจากนิโรธสมาบัติ พระเทวลเถระ พระอัครสาวกรูปหนึ่ง ได้พาพระ ๑๐๐,๐๐๐ รูปมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสถึงผลแห่งกุศลกรรมของฤาษีที่ทำในครั้งนี้ว่ายิ่งใหญ่มาก เพราะจะส่งผลให้เกิดในสุคติ (เกิดเป็นเทวดาหรือมนุษย์) และมีตาทิพย์ทุกชาติที่เกิดเป็นมนุษย์ จะสามารถมองได้ไกลถึง ๒๕๐ ชั่วธนู


พระพุทธเจ้าทรงทราบว่า ฤาษีกำลังตั้งจิตปรารถนาบรรลุธรรม ครั้นตรวจดูอุปนิสัยแล้วจึงตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นชาวเมืองพันธุมดี วันหนึ่งเห็นพระพุทธเจ้าวิปัสสีเสด็จบิณฑบาตอยู่ เกิดความเลื่อมใส จึงนำผลมะขวิดไปใส่บาตร พระพุทธเจ้าวิปัสสีทรงอนุโมทนาและตรัสพยากรณ์อย่างที่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระตรัสพยากรณ์ไว้ ซึ่งทำให้ท่านเกิดปีติใจเป็นอย่างมาก

พระติสสเมตเตยยะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี ต่อมาได้ออกบวชเป็นฤาษีฝากตัวเป็นศิษย์ของฤาษีโสภิตะ บำเพ็ญพรตอยู่ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ท่านมีความเชื่อว่า การบูชาไฟย่อมสงผลให้ไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก จึงได้นำฟืนมาก่อไฟบูชายัญอยู่สม่ำเสมอ

วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จมาหาถึงอาศรม แล้วตรัสสนทนากับท่านเรื่องการบูชาไฟ

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ” ฤาษีกราบทูล “ข้าพระองค์เข้าใจว่า การบูชาไฟจะทำให้บริสุทธิ์ได้ จึงบูชาไฟอย่างที่พระองค์เห็น”

“เธอมีเจตนาดี” พระพุทธเจ้าตรัส “เธอจงบูชาไฟต่อไปเถิด นี่ไม้สำหรับบูชาไฟของเธอ”

ฤาษีรับไม้จากพระหัตถ์ของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระแล้วใส่ไฟทันที แต่ปรากฏว่าไฟไม่ติดไม้นั้น ทั้งนี้เป็นด้วยพระพุทธานุภาพ

“ครั้งนี้ เธอจุดไฟไม่ติด” พระพุทธเจ้าตรัสขึ้น “ก็หมายความว่า ไม่มีผู้รับการบูชาของเธอ ฉะนั้น การบูชาไฟที่เธอทำจึงไร้ประโยชน์ แต่จงบูชาไฟของตถาคตเถิด”

ฤาษีสนใจการบูชาไฟที่พระพุทธเจ้าตรัสเสนอ จึงทูลขอให้ตรัสบอกให้ชัดเจน ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า

“การบูชาไฟของตถาคต คือการดับเหตุแห่งกรรม การเผากิเลส การละความริษยาและความตระหนี่”

จากนั้นพระพุทธเจ้าปทุมุตตระได้ตรัสสนทนากับฤาษีถึงพระชาติกำเนิดของพระองค์ และตรัสบอกว่า พระองค์คือพระพุทธเจ้า ฤาษีเชื่อตามที่พระพุทธเจ้าปทุมุตตระตรัสบอก และยิ่งเกิดความเลื่อมใสมากขึ้น จึงปูลาดหนังเสือถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ครั้นแล้วก็รีบนำผลมะพลับมาผสมน้ำผึ้งถวายให้พระพุทธเจ้าเสวย

พระพุทธเจ้าตรัสอนุโมทนาทานครั้งนี้ของท่าน และตรัสถึงอานิสงส์แห่งกุศลธรรมของท่านไว้มากมาย ท้ายที่สุดตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ท่านทำความดีสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์

พระปุณณกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ในพระพุทธเจ้าในอดีตหลายพระองค์ ในพุทธันดรหนึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายองค์อุบัติขึ้น ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นมนุษย์และออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่าเดียวกับพระปัจเจก พุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ณ บรรณศาลาระหว่างภูเขา ส่วนท่านอยู่ ณ บรรณศาลาอีกแห่งหนึ่งแต่ไม่ไกลกันนัก

วันหนึ่งป่าที่เคยเงียบสงบส่งเสียงบันลือลั่นคล้ายเสียงโอดครวญแสดงความอาลัย เนื่องจากพระปัจเจกพุทธเจ้าอาพาธหนัก ต่อมาไม่นานนักก็มีแสงสว่างเกิดขึ้น พร้อมกันนั้นบรรดาสัตว์ป่า อาทิ หมี หมาป่า เสือ และราชสีห์ ต่างก็ส่งเสียงร้องดังกึกก้อง

ฤาษีไปยังบรรณศาลาก็พบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานแล้ว จึงเตรียมการถวายเพลิงโดยนำหญ้าและไม้แห้งมาสุมทำเชิงตะกอน แล้วได้อัญเชิญศพขึ้นสู่เชิงตะกอนแล้วถวายเพลิง เมื่อศพไหม้เหลือเป็นอัฐิธาตุ (กระดูก) ท่านได้นำน้ำหอมมาพรมอัฐิธาตุนั้น ผลบุญครั้งนั้นส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระเมตตคู ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าสุเมธะ ครั้งนั้นท่านได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตอยู่ในอาศรม ณ อโสกบรรพต ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากป่าหิมพานต์ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จไปบิณฑบาตที่อาศรมของท่าน ท่านเห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสอย่างแรงกล้า จึงขอรับบาตรจากพระองค์มาใส่เนยใสและน้ำมันจนเต็ม ครั้นแล้วจึงนำกลับไปถวายพร้อมทั้งประนมมือเปล่งวาจาปรารถนาว่า

“ด้วยผลบุญแห่งการถวายเนยใสน้ำมันและตั้งจิตไว้ดีนี้ เมื่อได้เกิดเป็นเทวาหรือมนุษย์ ขอให้ข้าพระองค์ได้พบความสุขอันยิ่งใหญ่ ตราบใดที่ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ ก็ขอให้ข้าพระองค์พบแต่ความสุข อย่าต้องประสบทุกข์ในอบายทุคติวินิบาตหรือในนรกเลย”

พระพุทธเจ้าสุเมธะทอดพระเนตรดูการกระทำของท่านแล้วตรัสว่า

“พราหมณ์ นับว่าเป็นลาภของเธอที่ได้พบตถาคต เพราะใครก็ตามที่ได้พบตถาคต จะได้รับผลถึงบรรลุอรหัตผล จงเบาใจเถิด อย่ากลัวเลย เธอจะได้ได้ยศใหญ่ จะได้เกิดในตระกูลที่สูงส่ง”

นับแต่วันนั้นก็ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระโธตกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อ “ฉฬังคะ” ตั้งสำนักสอนมนต์อยู่ในเมืองหงสวดี มีศิษย์ ๑,๘๐๐ คน ส่วนพระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับอยู่ในโสภิตาราม ใกล้ฝั่งแม่น้ำภาคีรถี (สาขาหนึ่งของแม่น้ำคงคาอยู่แถบปัญจาป)

ท่านเห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าข้ามแม่น้ำภาคีรถีด้วยความยากลำบาก รู้สึกสงสารจึงชวนบรรดาศิษย์ช่วยกันสละทรัพย์สร้างสะพานถวาย โดยท่านให้เหตุผลว่า

“สะพานที่สร้างถวายพระสาวกของพระพุทธเจ้าครั้งนี้ จะได้เป็นสะพานให้เธอทั้งหลายได้ข้ามพ้นทะเล คือ การเวียนว่ายตายเกิดในอนาคต”

หลังจากสร้างสะพานเสร็จแล้วท่านได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลให้ทรงทราบแล้วมอบถวายสะพาน พระพุทธเจ้าปทุมุตตระประทับนั่งอยู่ท่ามกลางสงฆ์ ทรงรับสะพานแล้วตรัสอนุโมทนาว่า

“ผู้ที่สร้างสะพานถวายตถาคต ย่อมได้รับอานิสงส์ต่างๆ คือ เมื่อตกลงไปในเหว ตกลงจากภูเขาหรือตกจากต้นไม้ ย่อมไม่ตาย จะได้ที่ให้ยึดอาศัย ศัตรูทำร้ายไม่ได้ พวกโจรข่มเหงไม่ได้ กษัตริย์ทั้งหลายย่อมไม่ดูหมิ่น”

พระพุทธเจ้าปทุมุตตระยังตรัสอีกว่า ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีแต่ความสุข มีพาหนะให้ขับขี่ได้สะดวกสบาย ท้ายสุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระอุปสีวะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านออกบวชเป็นฤาษีตั้งอาศรมอยู่ใกล้อโนมบรรพต ณ บริเวณป่าหิมพานต์ สถานที่ตั้งอาศรมนั้นเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์และมีแม่น้ำไหลผ่าน แม่น้ำสายนั้นสวยงามเพราะมีบัวออกดอกสล้าง และมีหมู่ปลานานาชนิดแหวกว่ายไปมา

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จไปหาถึงอาศรม ฤาษีเห็นพระองค์แล้วเกิดความเลื่อมใส รีบมาเฝ้ารับเสด็จด้วยการนำใบไม้มาลาดเป็นอาสนะ และนำดอกรังมาโปรยบนอาสนะนั้นแล้ว กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ขึ้นประทับนั่ง จากนั้นฤาษีได้รีบขึ้นไปบนภูเขานำผลขนุนใบใหญ่ขนาดเท่าหม้อซึ่งมีรสอร่อย มาแกะถวายพระพุทธเจ้าให้เสวย ครั้นเสวยแล้ว พระพุทธเจ้าปทุมุตตระได้ตรัสอนุโมทนาทานของฤาษี และตรัสถึงอานิสงส์ ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ท่านทำความดีอื่นๆสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระนันทะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าอนุรุทธะ ครั้งนั้น ท่านเกิดเป็นนายพรานเนื้อออกป่าล่าสัตว์ทุกวัน วันหนึ่งขณะกำลังออกล่าสัตว์อยู่นั้น ท่านได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งสงบอยู่ในป่านั้นแล้วเกิดความเลื่อมใส

ท่านได้สร้างปะรำมุงด้วยดอกบัวถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่ง ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าประทับนั่งแล้ว ท่านยิ่งเกิดศรัทธาแรงกล้า ทิ้งธนูแล้วเข้าไปกราบพระพุทธเจ้าเพื่อทูลขอบวช ครั้นบวชแล้วได้ไม่นานก็อาพาธหนัก และมรณภาพลงในที่สุด ขณะที่จะมรณภาพนั้นท่านระลึกถึงความดีที่ทำไว้ คือ สร้างปะรำถวายพระพุทธเจ้า จิตของท่านผ่องใส เมื่อมรณภาพแล้วบุญส่งผลให้ท่านไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต


หลังจากชาติที่เกิดในสวรค์ชั้นดุสิตแล้ว บุญยังคงส่งผลให้ท่านเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระเหมกะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปิยทัสสี ครั้งนั้น ท่านออกบวชเป็นฤาษีชื่อ “อโนม” ตั้งอาศรมอยู่ใกล้เงื้อมเขาลูกหนึ่งบริเวณป่าหิมพานต์ ท่านเป็นอยู่อย่างสุขสงบในอาศรมนั้น

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปิยทัสสีเสด็จไปหาถึงอาศรม ท่านเห็นพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส จึงรีบถวายการต้อนรับโดยการกราบทูลให้ประทับนั่งบนตั่งแก้วที่ท่านเนรมิตขึ้นในขณะนั้น จากนั้นท่านได้น้อมผลหว้าใบโตขนาดเท่าหม้อข้าว เข้าไปถวายพระพุทธเจ้าให้เสวย

ครั้นเสวยแล้ว พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานของท่านและตรัสถึงอานิสงส์ต่างๆ ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”


ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระโตเทยยะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าสุเมธะ ครั้งนั้น ท่านเกิดเป็นพระเจ้าแผ่นดินทรงพระนามว่า “วิชิตชยะ” และต่อมาได้สละราชสมบัติออกบวชเป็นฤาษี ตั้งอาศรมอยู่ริมฝั่งแม่น้ำภาคีรถี

มูลเหตุที่ทำให้ออกบวช คือ ความกลัวว่าจะตกนรก เพราะในชาตินั้นขณะที่ครองราชสมบัติอยู่ เกิดจลาจลในแว่นแคว้น พระเจ้าวิชิตชยะทรงนำทัพออกไปปราบด้วยพระองค์เอง และทรงรับสั่งให้ประหารชีวิตผู้ก่อจลาจลจำนวนนับหมื่น ด้วยการจับเสียบหลาวทั้งเป็น

พระเจ้าวิชิตชยะทรงปราบจลาจลได้สำเร็จ แต่พระองค์กลับไม่มีความสุข เพราะพระทัยเร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา บรรทมไม่หลับเลยทั้งกลางวันและกลางคืน เนื่องจากทรงเห็นภาพอันน่าสยดสยองที่เกิดจากพระองค์ทรงสั่งให้ทำ ที่ผุดขึ้นหลอกหลอนไม่ขาดระยะ ในที่สุดทรงแน่พระทัยว่าบาปกรรมครั้งนี้จะส่งผลให้พระองค์ตกนรกแน่ ดังนั้น จึงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติออกบวชเป็นฤาษี แสวงหาหนทางพ้นจากนรกในเวลาต่อมา


ในชาตินั้นท่านถือลัทธิบูชาไฟ ดังนั้น เมื่อบวชแล้วจึงสร้างโรงบูชาไฟขึ้นใกล้อาศรม และบูชาอยู่สม่ำเสมอจนจิตสงบขึ้น วันหนึ่งขณะทำพิธีบูชาไฟอยู่นั้น ท่านได้ทราบจากเทวดาตนหนึ่งว่า พระพุทธเจ้าสุเมธะเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว เกิดความเลื่อมใสจึงละทิ้งอาศรมออกจากป่า เที่ยวตามหาพระพุทธเจ้า และมาพบขณะที่พระองค์กำลังแสดงอริยสัจ ๔ ให้ประชาชนหมู่หนึ่งฟัง จึงเข้าไปนมัสการแล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ดอกไม้จะส่งกลิ่นหอมตลบไปได้ก็แต่เฉพาะตามลมเท่านั้น หาหอมทวนลมไปไม่ แต่พระองค์ทรงมีกลิ่นหอมทวนลม ข้าพระองค์ได้กลิ่นคือพระเกียรติคุณของพระองค์ จึงดั้นด้นมาเฝ้าจากป่าหิมพานต์ บัดนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้บูชาพระองค์ด้วยเครื่องจันทน์หอมนี้เถิด”

ว่าแล้วก็น้อมผงจันทน์หอมเข้าไปลูบไล้พระวรกายของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงยอมให้ท่านลูบไล้ก็ด้วยทรงมีพระประสงค์จะรักษาศรัทธาของท่านไว้ พระองค์ได้ตรัสอนุโมทนาทานและตรัสถึงอานิสงส์ต่างๆ ที่ท่านจะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ฤาษีได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระกัปปะ มีกล่าวไว้เฉพาะชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

พระชตุกัณณี ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นเศรษฐีในเมืองหงสวดี มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายทุกประการในปราสาท ๓ ฤดู ท่านกับครอบครัวเป็นคนใจบุญ ให้การช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากเสมอ และสงเคราะห์สมณพราหมณ์มิได้ขาด ท่านดูแลทาสและบริวารเป็นอย่างดี

วันหนึ่งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระเสด็จผ่านมาทางปราสาทของท่านพร้อมด้วยพระสาวก ๑๐๐,๐๐๐ รูป พระพุทธเจ้าปทุมุตตระมีพระรัศมีเปล่งออกจากพระวรกายสว่างไสวไปทั่วบริเวณสถานที่พระองค์เสด็จผ่าน ท่านทราบว่าพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จมา เพราะสังเกตจากแสงสว่างนั้น ครั้นแล้วจึงรีบลงจากปราสาทไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งกราบทูลให้พระองค์เสด็จเข้ามาเสวยพระกระยาหารในปราสาทของท่าน พร้อมด้วยพระสาวกทั้งหมดนั้น

ขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังเสวยพระกระยาหารอยู่พร้อมกับพระสาวกนั้น ท่านให้พวกนักดนตรีประจำตัวของท่านประโคมดนตรีถวายเป็นพุทธบูชา จนถึงเวลาเสวยพระกระยาหารเสร็จ ก่อนเสด็จจากไป พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานและการประโคมดนตรีถวายเป็นพุทธบูชาของท่าน และอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน

พระภัทราวุธ พระอุทยะ พระโปสาละ พระปิงคิยะ ทั้งหมด ๔ รูปนี้ก็เช่นเดียวกัน คือ มีกล่าวไว้แต่เฉพาะชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะ ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า

พระโมฆราช ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นบุตรเศรษฐีชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง พระพุทธเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล พระพุทธเจ้าโคดมจักตั้งเธอไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำความดีอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมินับชาติไม่ถ้วน จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าอัตถทัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าอัตถทัสสีนั้น ท่านเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ชาวเมืองโสภิตะ ศึกษาจบไตรเพท วันหนึ่งได้พบพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระพุทธลักษณะและพระจริยาวัตร จึงเข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลว่า

“บรรดาสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลก ไม่ว่าจะมีรูปร่างหรือไม่มีก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่บนบกหรือในน้ำก็ตาม ไม่มีใครเลยที่ประเสริฐกว่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเท่านั้นประเสริฐกว่าสรรพสัตว์ในโลก”

ครั้นแล้วได้น้อมนำน้ำผึ้งเข้าไปถวาย พระพุทธเจ้าได้ตรัสอนุโมทนาทานของท่านและอานิสงส์ต่างๆ ที่จะได้รับแล้ว ท้ายที่สุดได้ตรัสพยากรณ์ว่า

“ในชาติสุดท้าย เธอจักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าโคดม และจักได้บรรลุอรหัตผล”

ท่านได้ฟังพุทธพยากรณ์ซ้ำจากพระพุทธเจ้าอีกพระองค์หนึ่งในช่วงเวลาต่อมา ท่านเกิดความรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำให้มั่นคงในการตั้งจิตปรารถนาเพื่อให้ได้บรรลุอรหัตผล และได้รับตำแหน่งเอตทัคคะด้านนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง

พระสาวกทั้ง ๑๖ นี้ แม้ว่าจะไม่มีกล่าวว่าได้เกิดร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ที่กล่าวมา แต่ก็มีระบุว่าท่านพร้อมด้วยพระบริวาร รูปละ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ได้มาเกิดร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะ โดยในชาตินั้นฤาษีพาวรีเกิดเป็นพระเจ้ากัฎฐวาหนะ ดังมีเรื่องเล่าว่า

ในเมืองพาราณสี มีช่างไม้ที่มีความสามารถมากอยู่คนหนึ่ง ช่างไม้คนนี้มีศิษย์เอกอยู่ ๑๖ คน และศิษย์เอกแต่ละคนนั้นต่างมีศิษย์อีกคนละ ๑,๐๐๐ คน เป็นอันว่า เมื่อรวมทั้งอาจารย์ศิษย์เอกและศิษย์บริวารแล้ว ช่างไม้ทั้งคณะนี้ก็มีถึง ๑๖,๐๑๗ คน ช่างไม้คณะนี้ทำมาหากินร่วมกันด้วยการขึ้นไปนำไม้จากภูเขามาสร้างเป็นบ้านหรือปราสาท แล้วขายให้แก่เศรษฐีหรือพระราชา ซึ่งรายได้จากการขายบ้านหรือปราสาทแต่ละหลังนั้นเพียงพอที่จะแบ่งปันกันเลี้ยงชีวิต

วันหนึ่งช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์พิจารณาเห็นว่า อาชีพช่างไม้แม้จะมีรายได้ดีในตอนนี้ แต่ถ้าแก่ตัวไปแล้วจะลำบากเพราะรายได้ขึ้นอยู่กับการทำงาน ถ้าทำงานไม่ได้ก็ไม่มีรายได้ และเมื่อแก่ตัวไปแล้วก็คงทำงานนี้ไม่ไหว

ครั้นคิดได้อย่างนี้แล้ว ช่างไม้จึงออกปากชวนบรรดาศิษย์ให้ออกไปหาเมืองครองสักเมืองหนึ่ง ศิษย์เหล่านั้นเห็นด้วย จึงพร้อมกันตกลงใจไปอยู่ ณ บริเวณใกล้ป่าหิมพานต์

เมื่อตกลงใจกันได้อย่างนี้ ทั้งหมดก็ช่วยกันสร้างพาหนะที่จะพาพวกเขาเล็ดลอดออกไปจากเมืองพาราณสีโดยไม่มีใครจับได้ พาหนะที่สร้างขึ้นนั้น คือ นกใหญ่ทำด้วยไม้แล้วใส่เครื่องยนต์ไว้ข้างใน ซึ่งเมื่อติดเครื่องยนต์ นกไม้นั้นก็จะเหิรขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วพาไปยังที่หมาย

ช่างไม้เหล่านั้นเมื่อสร้างนกใหญ่เสร็จแล้ว ก็ขนย้ายครอบครัวให้เข้าไปอยู่ในนกนั้นพร้อมทั้งพวกตน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ติดเครื่องยนต์ทันที จากนั้นไม่นานนกไม้ก็พาทุกชีวิตเหิรฟ้าไปส่งที่ป่าหิมพานต์

ที่ป่าหิมพานต์นี้เอง พวกเขาได้ครองเมืองเมืองหนึ่ง โดยอภิเษกช่างไม้ผู้เป็นอาจารย์ให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระนามว่า “กัฎฐวาหนะ” (พระเจ้าแผ่นดินผู้มีพาหนะทำด้วยไม้) และเมืองนั้นก็มีชื่อว่า “กัฏฐวาหนะ” ตามพระนามของพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนศิษย์เอก ๑๖ คนเป็นอำมาตย์

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเป็นชาวเมืองพาราณสีมาแต่กำเนิดดังกล่าวมาแล้ว ดังนั้น เมื่อมาประทับอยู่ห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ยังคงผูกสัมพันธ์กับพระเจ้าพาราณสี พ่อค้าเมืองพาราณสีเดินทางขึ้นไปค้าขายยังเมืองกัฎฐวาหนะอยู่บ่อยๆ ในขณะเดียวกันพ่อค้าจากเมืองกัฎฐวาหนะก็เดินทางลงมาค้าขายยังเมืองพาราณสีด้วยเช่นกัน

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงต้อนรับพ่อค้าจากเมืองพาราณสีเป็นอย่างดี ทรงประกาศให้ยกเว้นการเก็บภาษีจากพ่อค้าเหล่านั้น และเมื่อพ่อค้าเหล่านั้นทูลลาเดินทางกลับ ก็ทรงส่งบรรณาการมากับพ่อค้าเหล่านั้น เพื่อถวายแด่พระเจ้าพาราณสี พระเจ้าพาราณสีก็เช่นกัน ทรงต้อนรับพ่อค้าจากเมืองกัฎฐวาหนะเป็นอย่างดี และทรงส่งพระราชสารไปถวายพระเจ้ากัฎฐวาหนะ โดยทรงระบุว่า

“ถ้าในบ้านเมืองของพระองค์เกิดมีสิ่งอัศจรรย์ที่สมควรดูหรือสมควรได้ยิน ขอทรงพระกรุณาให้หม่อมฉันได้ดูหรือได้ยินด้วย”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะก็ทูลตอบพระราชสารไปในลักษณะเดียวกัน

อยู่มาคราวหนึ่งพระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงได้ผ้ากัมพลมาผืนหนึ่ง ผ้ากัมพลผืนนี้เนื้อละเอียดสีสวยสดคล้ายแสงอาทิตย์แรกอุทัย พระองค์ทรงเห็นว่าเป็นของมีค่าจึงทรงส่งมาถวายพระเจ้าพาราณสี เพื่อให้ได้ทอดพระเนตรตามที่ตกลงกันไว้

ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีทรงดีพระทัยมากและทรงคิดถึงบรรณาการที่จะส่งไปถวาย พระเจ้ากัฎฐวาหนะเป็นการตอบแทน ขณะที่ทรงพิจารณาอยู่นั้นก็ทรงเห็นว่า ขณะนี้พระรัตนตรัยอุบัติขึ้นแล้วในโลก สิ่งใดจะมีค่ามากไปกว่าพระรัตนตรัยย่อมไม่มี ดังนั้น จึงทรงส่งพระราชสารไปว่า

พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อเกื้อกูลสรรพสัตว์
พระธรรมอุบัติขึ้นแล้วในโลก เพื่อความสุขของสรรพสัตว์
พระสงฆ์อุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม


พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงดีพระทัยมากที่ได้รับพระราชสารฉบับนี้ ทรงบูชาด้วยเครื่องสักการะราคาแพง พระองค์รับสั่งให้บรรดาอำมาตย์และพสกนิกรมาชุมนุมกันที่พระลานหลวง แล้วทรงประกาศให้ทราบถึงเนื้อหาของพระราชสารจากพระเจ้าพาราณสี

“สิ่งมีค่า คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี” พระเจ้ากัฎฐวาหนะตรัสปรึกษา

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า” อำมาตย์คนหนึ่งกราบทูล “ขอให้พระองค์ประทับอยู่ที่นี้แหละ ส่วนพวกข้าพระพุทธเจ้าจะสืบดูให้รู้แน่ แล้วจะกลับมาถวายรายงานให้ทรงทราบ”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเห็นด้วย จึงทรงอนุญาตให้อำมาตย์ ๑๖ คนพร้อมด้วยบริวาร เดินทางไปเมืองพาราณสี แต่ขณะที่อำมาตย์เหล่านั้นกำลังอยู่ระหว่างเดินทาง พระพุทธเจ้ากัสสปะได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปก่อน ดังนั้น เมื่อไปถึงเมืองพาราณสีจึงมิได้พบพระพุทธเจ้า คงได้พบแต่พระสงฆ์สาวก และเมื่อได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปริพิพานแล้วก็เสียใจเป็นกำลัง แต่ก็ยังมีสติข่มความเสียใจลงได้ จากนั้นได้ขอให้พระสงฆ์สาวกนั้นแสดงธรรมที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ฟัง ซึ่งท่านได้แสดงว่า

“พระพุทธเจ้าประทานพระโอวาทไว้ว่า บุคคลควรถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ควรรักษาศีล ๕ ควรสมาทานอุโบสถมีองค์ ๘ ควรให้ทาน และควรออกบวช”

อำมาตย์ทั้งหมดนั้น ครั้นได้ฟังพระพุทธโอวาทแล้วก็เกิดความเลื่อมใส จึงต่างขอบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา เหลืออยู่ก็แต่อำมาตย์ผู้เป็นพระราชนัดดาของพระเจ้ากัฏฐวาหนะเท่านั้นที่มิได้ขอบวช เนื่องจากทูลรับปฏิญญาจากพระเจ้ากัฏฐวาหนะ ว่าจะกลับมาทูลข่าวคราวเรื่องพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ให้ทรงทราบ อำมาตย์นั้นได้เดินทางกลับไปยังแคว้นกัฎฐวาหนะ โดยได้นำกระบอกกรองน้ำของพระพุทธเจ้าไปด้วย พร้อมทั้งได้นิมนต์พระสงฆ์ ๒ รูป คือ พระวินัยธรและพระธรรมธรไปด้วยกับตน เมื่อไปถึงแคว้นกัฏฐวาหนะและได้เข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินแล้วก็กราบทูลว่า

“ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกจริง แต่ว่าบัดนี้พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว คงเหลืออยู่ก็แต่พระธรรมและพระสงฆ์เท่านั้น”

พระเจ้ากัฎฐวาหนะทรงเกิดปีติโสมนัสยิ่งนักที่ได้ทราบว่า พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ อุบัติขึ้นในโลกจริง แต่ก็ทรงรู้สึกเสียดายที่ไม่ทันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ยังทรงอุ่นพระทัยว่าได้เกิดทันพระพุทธศาสนา และหลังจากได้ฟังธรรมจากพระวินัยธรและพระธรรมธรแล้ว ก็ประกาศพระองค์นับถือพระรัตนตรัย สมาทานศีล ๕ ครั้นถึงวันอุโบสถก็ทรงรับศีล ๘ พร้อมทั้งทรงถวายทานตลอดพระชนมายุ

พระเจ้ากัฎฐวาหนะ อำมาตย์เอก ๑๖ คน พร้อมด้วยบริวาร ๑๖,๐๐๐ คน ได้เกิดร่วมกันและทำบุญร่วมกันในศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสปะด้วยประการฉะนี้ ผลบุญในชาตินั้นส่งให้ท่านเหล่านั้นไปเกิดในเทวโลก จนกระทั่งถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ทั้งหมดนั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ พระเจ้ากัฎฐวาหนะมาเกิดเป็นพาวรี บุตรพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้ามหาปเสนทิโกศล พระราชบิดาของพระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนอำมาตย์เอก ๑๖ คน พร้อมด้วยบริวาร ๑๖,๐๐๐ คน ได้เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ในเมืองสาวัตถีดังกล่าวมาแล้ว


๏ วาจานุสรณ์

หลังจากได้บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาแล้ว พระสาวกทั้งหมดนั้นก็ดำเนินชีวิตตามรูปแบบของพระ นั่นคือ อยู่โคนต้นไม้ เที่ยวบิณฑบาตเลี้ยงชีวิต นุ่งห่มผ้าเพียงแค่ ๓ ผืน แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้มีการบันทึกเรื่องราวและคำพูดแสดงความรู้สึกของท่านไว้ มีบันทึกก็แต่เฉพาะของพระโมฆราชเท่านั้น

ดังได้กล่าวไว้แล้วว่าพระพุทธเจ้าทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านครองผ้าเศร้าหมอง ไม่ยอมรับผ้าใหม่ แม้ได้มาก็พยายามทำลายให้หมดความใหม่ หมดความสวยงามเสียก่อนจึงจะยอมนุ่งห่ม เพราะเหตุที่ชอบนุ่งห่มผ้าเก่าประกอบกับกรรมในอดีตชาติส่งผล จึงทำให้ท่านเกิดมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย ซึ่งทำให้ต้องรับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัสโดยเฉพาะเวลาจำวัด แต่ท่านก็ไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าทรงทราบถึงความลำบากของท่านตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อฤดูหนาวมาถึงจึงเสด็จไปเยี่ยมแล้วตรัสถามว่า

“โมฆราช ผิวหนังเธอเลวร้าย แต่ใจของเธอสิงามนัก เธอช่างมีใจมั่นคง แต่บัดนี้ฤดูหนาวมาเยือนแล้ว ท่ามกลางราตรีที่หนาวเหน็บ เธอจักทำอย่างไร”

พระโมฆราชก้มลงกราบพระพุทธเจ้า แล้วกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แคว้นมคธสมบูรณ์ด้วยข้าวกล้า หนาวนี้ข้าพระองค์จะใช้ฟางต่างฟูกและผ้าห่ม เมื่อข้าพระองค์นอนอย่างนี้ก็คงจะมีความสุขได้ไม่แพ้คนที่เขานอนบนที่นอนชนิดเลิศและห่มด้วยผ้าห่มชนิดดี”

พระพุทธเจ้าทรงมองท่านด้วยพระเนตรอ่อนโยน พระพักตร์ยิ้มละไมคล้ายจะตรัสว่า นี่แหละจิตของพระอรหันต์ และคำพูดของท่านนับเป็นวาจานุสรณ์สำหรับเตือนใจให้พุทธบริษัทรุ่นหลังระลึกถึงยถาลาภสันโดษ (ความยินดีตามที่ได้)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 มี.ค. 2010, 20:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1785


 ข้อมูลส่วนตัว www


กลุ่มพระชาวแคว้นวังสะ

กลุ่มพระชาวแคว้นวังสะ คือ กลุ่มพระที่เป็นชาวแคว้นวังสะโดยกำเนิดมี ๒ รูป คือ พระพากุละ และพระปิณโฑลภารทวาชะ แต่ละรูปมีประวัติน่าศึกษา ดังนี้

๏ สถานะเดิม

พระพากุละ เกิดในวรรณะไวศยะ ตระกูลคหบดี

พระปิณโฑลภารทวาชะ เกิดในวรรณพราหมณ์ เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าอุเทน มีชื่อเดิมว่า “ภารทวาชะ”


๏ ชีวิตฆราวาส

พระพากุละ หลังจากเกิดได้ ๕ วัน พวกพี่เลี้ยงได้นำไปอาบน้ำในแม่น้ำยมุนา เพื่อความเป็นสิริมงคลและความไม่มีโรค ขณะที่พี่เลี้ยงกำลังอาบน้ำให้ท่านอยู่นั้น ปลาใหญ่ตัวหนึ่งได้มาฮุบท่านไปจากมือพี่เลี้ยง ครั้นฮุบเข้าไปแล้ว ปลาใหญ่ตัวนั้นก็เกิดอาการเร่าร้อนทุรนทุราย แหวกว่ายลงมาทางใต้จนมาถึงแม่น้ำคงคาแล้วถูกชาวประมงจับได้ และขาดใจตายในเวลาต่อมาไม่นาน หัวหน้าชาวประมงเห็นว่าเป็นปลาใหญ่จึงนำไปขายให้แก่ภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี โดยหวังจะได้ราคาดี ภริยาเศรษฐีให้ชำแหละปลา ทันทีที่ผ่าท้องปลา ทุกคนในที่นั้นก็ต้องตกตะลึงเพราะเห็นเด็กชายตัวน้อยนอนอยู่ในท้องปลา ผิวพรรณผุดผ่องน่ารักและยังมีชีวิตอยู่ ภริยาเศรษฐีเห็นแล้วก็เกิดความรักจึงรับเป็นลูกและเลี้ยงดูเป็นอย่างดี

ข่าวคราวเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีได้เด็กจากท้องปลาแพร่สะพัดไปทั่ว มารดาบิดาที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่เมืองโกสัมพีได้ทราบข่าวก็ดีใจมาก จึงรีบเดินทางมาพบภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสี ครั้นสอบถามถึงรายละเอียดแล้วจึงแจ้งว่า นั่นคือลูกชายของตนและจะขอรับกลับไปเลี้ยงดู

ฝ่ายภริยาเศรษฐีชาวเมืองพาราณสีก็ไม่ยอมให้ เพราะเกิดความรักใคร่ในตัวเด็ก ในที่สุดเมื่อตกลงกันไม่ได้ ทั้งสองฝ่ายจึงพากันไปเฝ้าพระเจ้าพาราณสี แล้วกราบทูลให้ช่วยตัดสิน พระเจ้าพาราณสีทรงวินิจฉัยแล้ว จึงตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิ์เท่ากันในตัวเด็ก เป็นเหตุให้ทั้งสองฝ่ายตกลงใจผลัดเปลี่ยนกันเลี้ยงดูเด็ก เพราะเหตุที่เติบโตอยู่ใน ๒ ตระกูล ต่อมาเด็กนั้นจึงชื่อว่า “พากุละ” แปลว่า “คน ๒ ตระกูล”

ท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง ๒ อย่างมีความสุขจนกระทั่งอายุถึง ๘๐ ปี

พระปิณโฑลภารทวาชะ เมื่อเจริญวัยได้ศึกษาจบไตรเพท เป็นอาจารย์สอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน แต่ต่อมาถูกมาณพเหล่านั้นทอดทิ้งเพราะเป็นคนกินจุ จึงไปเมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ และสอนมนต์อยู่ที่นั่น เนื่องจากเมืองราชคฤห์มีเจ้าลัทธิมาก ท่านในฐานะเป็นเจ้าลัทธิใหม่จึงไม่ใคร่ได้รับความนับถือ เป็นเหตุให้ได้ลาภสักการะน้อยและเลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง


๏ การออกบวช

พระพากุละ ออกบวชเมื่ออายุได้ ๘๐ ปี เนื่องจากได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใส

พระปิณโฑลภารทวาชะ เมื่อไปอยู่ในเมืองราชคฤห์แล้ว เห็นว่าพระพุทธเจ้าและพระสาวกมีลาภสักการะเกิดขึ้นมาก มีความประสงค์จะได้ลาภสักการะเช่นนั้นบ้าง จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วทูลขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยวิธีบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา


๏ การบรรลุอรหัตผล

พระพากุละ ครั้นบวชแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ ๗ วัน รุ่งเช้าของวันที่ ๘ ก็ได้บรรลุอรหัตผล

พระปิณโฑลภารทวาชะ เนื่องจากฉันอาหารจุอันเป็นเหตุให้ได้ชื่อว่า “ปิณโฑลภารทวาชะ” (ภารทวาชะ ผู้แสวงหาก้อนข้าว) ในเวลาต่อมาท่านได้เที่ยวบิณฑบาตโดยไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริง จึงทรงใช้อุบายแนะนำให้ท่านรู้จักประมาณในการเที่ยวบิณฑบาต และการฉันอาหาร ท่านเข้าใจตามที่พระพุทธเจ้าตรัสแนะนำแล้วเกิดความสลดใจ จึงเริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็ได้บรรลุอรหัตผล

๏ งานสำคัญ

พระพากุละ เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งใน ๕๐๐ รูปที่ร่วมทำปฐมสังคายนา

พระปิณโฑลภารทวาชะ หลังจากบรรลุอรหัตผลแล้ว ได้ทำงานสำคัญไว้หลายอย่างด้วยกัน เท่าที่ปรากฏหลักฐาน คือ รับคำท้าประลองฤทธิ์ ช่วยเพื่อนให้เป็นสัมมาทิฎฐิ และแสดงธรรมโปรดพระเจ้าอุเทน

- รับคำท้าประลองฤทธิ์ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองราชคฤห์ เศรษฐีคนหนึ่งมีความประสงค์จะทราบว่า มีพระอรหันต์อยู่ในโลกหรือไม่ จึงนำบาตรไม้จันทน์ไปแขวนไว้ในที่สูงแล้วท้าว่า หากพระอรหันต์มีอยู่ในโลกจริง ให้เหาะขึ้นไปเอาบาตรไม้จันทน์นั้นลงมา เศรษฐีเมืองราชคฤห์กำหนดเวลาไว้ ๗ วัน พระมหาโมคคัลลานะเห็นว่า ๖ วันแล้ว ยังไม่มีใครเหาะขึ้นไปนำบาตรลงมาตามคำท้า ท่านเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อพระพุทธศาสนา ด้วยโดยคนทั่วไปจะเข้าใจผิดได้ว่าไม่มีพระอรหันต์อยู่ในโลกจริง และวันนั้นเป็นวันที่ ๗ ซึ่งครบกำหนดตามที่เศรษฐีเมืองราชคฤห์ขีดเส้นตายไว้ จึงบอกพระปิณโฑลภารทวาชะซึ่งกำลังยืนห่มจีวรอยู่ด้วยกันเพื่อออกบิณฑบาต ให้เหาะขึ้นไปนำบาตรไม้จันทน์ลงมา พระปิณโฑลภารทวาชะทำตามที่พระมหาโมคคัลลานะบอก โดยท่านได้เข้าจตุตถฌาน พอออกจากฌานแล้วก็อธิษฐานให้ตัวเบาจนเหาะได้ ท่านเอานิ้วเท้าคีบหินแผ่นใหญ่เหาะเวียนรอบเหนือเมืองราชคฤห์ ๓ รอบ จากนั้นจึงทำลายก้อนหินให้แหลกละเอียด แล้วไปยืนอยู่บนยอดเรือนของเศรษฐีเมืองราชคฤห์ เศรษฐีเห็นแล้วเกิดศรัทธายอมรับว่า ท่านเป็นพระอรหันต์จริง จึงคว่ำหน้านอนราบกับพื้น แล้วอ้อนวอนให้ท่านลงมาจากยอดเรือน ผลของการแสดงฤทธิ์ของท่านครั้งนั้น ทำให้เศรษฐีเมืองราชคฤห์เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ประกาศตนนับถือพระรัตนตรัย

- ช่วยเพื่อนให้เป็นสัมมาทิฏฐิ เรื่องนี้เกิดขึ้นขณะที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่เช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า พระปิณโฑลภารทวาชะมีความประสงค์จะช่วยเพื่อนผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้เห็นประโยชน์ของการให้ทาน จึงกล่าวแนะนำ ครั้งแรกเพื่อนของท่านไม่เห็นด้วย เพราะสำคัญไปว่าท่านต้องการจะให้ตนเสียทรัพย์ ท่านเองก็ไม่ละความพยายามที่จะอธิบายให้เพื่อนเข้าใจ เหตุที่เพื่อนของท่านไม่ยอมเข้าใจเพราะยังฝังใจอยู่กับความรู้สึกเก่าๆ ที่ว่าท่านเป็นคนกินจุ จึงทำให้เขาเห็นไปว่า การที่ท่านมาบอกให้เขาให้ทาน ก็เพราะเพื่อประโยชน์แก่ตัวท่านเอง แต่ในที่สุดด้วยความปรารถนาดีของท่าน จึงทำให้เพื่อนเข้าใจ เกิดความเลื่อมใส คลายจากความเห็นผิด ประกาศตนนับถือพระรัตนตรัย

- แสดงธรรมโปรดพระเจ้าอุเทน เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เมืองโกสัมพี หลังจากพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า ในฤดูร้อนวันหนึ่ง พระปิณโฑลภารทวาชะได้ไปพักกลางวันที่โคนต้นไม้ในพระราชอุทยานของพระเจ้าอุเทน พระเจ้าอุเทนได้เสด็จมาพบและได้ตรัสสนทนากับท่านดังนี้

พระเจ้าอุเทน : พระคุณเจ้าภารทวาชะ เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนองจึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรัก

พระปิณโฑลภารทวาชะ : เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้มองดูหญิงเป็นเหมือนมารดา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว

พระเจ้าอุเทน : ขึ้นชื่อว่า จิตเป็นธรรมชาติโลเล แม้จะมองดูหญิงเป็นเหมือนมารดา พี่สาว น้องสาว ลูกสาว แต่บางครั้งเราก็ยังรัก แต่เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนองจึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์ตลอดชีวิต โดยไม่เกี่ยวข้องกับความรัก

พระปิณโฑลภารทวาชะ : เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้พิจารณาดูร่างกายเป็นของไม่สะอาด

พระเจ้าอุเทน : พระคุณเจ้าภารทวาชะ พระที่อบรมกาย จิต และปัญญามาดีแล้ว จึงจะนึกตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนได้ แต่พระที่ไม่ได้อบรมกาย จิต และปัญญา ยากที่จะนึกตามได้ เพราะบางคราวเราอยากนึกว่าไม่สวย แต่กลับเห็นไปว่าสวย แต่เหตุใดพระหนุ่มๆ ที่อยู่ในวัยคะนอง จึงประพฤติพรหมจรรย์ได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ตลอดชีวิต

พระปิณโฑลภารทวาชะ : ขอถวายพระพร เพราะพระเหล่านั้นปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ระวังตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในคราวที่เห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องสิ่งสัมผัสทางกายและนึกคิดเรื่องราวต่างๆ โดยมิให้ยึดถือ มิให้กำหนดหมาย มิให้เกิดความยินดียินร้าย

คำสอนนั้นมีผลทำให้พระเจ้าอุเทนเข้าใจถึงชีวิตของพระในพระพุทธศาสนา แล้วเกิดความเลื่อมใสประกาศพระองค์นับถือพระรัตนตรัย


๏ บั้นปลายชีวิต

พระพากุละ แม้จะบวชเมื่ออายุได้ ๘๐ ปี ท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อมาอีก ๘๐ ปี รวมอายุได้ ๑๖๐ ปี วันนิพพาน ท่านนั่งเข้าเตโชสมาบัติท่ามกลางพระสงฆ์ แล้วอธิษฐานให้เกิดไฟลุกไหม้ร่างกายของท่านหลังจากนิพพานแล้ว เพื่อศพของท่านจะได้ไม่เป็นภาระแก่บุคคลอื่นต่อไป

พระปิณโฑลภารทวาชะ แม้จะไม่มีกล่าวถึงบั้นปลายชีวิตของท่าน แต่ก็สันนิษฐานได้ว่า ท่านคงจะมีชีวิตอยู่จนถึงช่วงหลังพุทธปรินิพพาน


๏ เอตทัคคะ-อดีตชาติ

พระพากุละ และพระปิณโฑลภารทวาชระ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะทั้ง ๒ รูป พระพากุละ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านไม่มีอาพาธ ส่วนพระปิณโฑลภารทวาชะ พระพุทธเจ้าทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านบันลือสีหนาท

พระพุทธเจ้าทรงตั้งพระอสีติมหาสาวก ๒ รูปนี้ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ตามความสามารถในชาติปัจจุบัน และตามที่ท่านตั้งจิตปรารถนาไว้ในอดีตชาติ

พระพากุละ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองจันทวดี เมื่อเจริญวัยแล้วได้ศึกษาไตรเพท ครั้นจบแล้วเห็นว่าไม่มีสาระพอที่จะเปลื้องตนให้พ้นทุกข์ได้ จึงสละเพศฆราวาสออกบวชเป็นฤาษี บำเพ็ญฌานจนได้บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ต่อมาได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอโนมทัสสี และฟังธรรมจากพระองค์ คราวหนึ่งพระพุทธเจ้า ทรงประชวรด้วยพระโรคลม ท่านทราบแล้วจึงไปยังเชิงเขา เก็บเอาพันธุ์ไม้ต่างๆ มาปรุงเป็นพระโอสถถวาย ครั้นพระพุทธเจ้าเสวยแล้วพระโรคลมก็สงบ

ท่านเกิดปีติโสมนัส จึงตั้งความปรารถนาว่า ไม่ว่าจะเกิดในชาติใด ขออย่าได้เป็นโรคแม้แต่เพียงปวดศีรษะ จากชาตินั้นท่านไปเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก ครั้นจุติจากพรหมโลก ก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าปทุมุตตระนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี วันหนึ่งได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับพวกชาวเมืองเพื่อฟังธรรม เห็นพระพุทธเจ้าทรงตั้งพระสาวกรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านไม่มีอาพาธ แล้วเกิดศรัทธาปรารถนาจะได้เป็นเช่นพระสาวกรูปนั้นบ้าง

ท่านแสดงศรัทธาให้ปรากฏ ด้วยการถวายทานแด่พระพุทธเจ้าและพระสาวก แล้วกราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบถึงความปรารถนาของท่าน พระพุทธเจ้าทรงตรวจดูความเป็นไปในอนาคตของท่านด้วยพระญาณ แล้วทรงเห็นว่าความปรารถนาของท่านสำเร็จได้แน่ จึงทรงพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ จักได้บรรลุอรหัตผล และจักได้รับเอตทัคคะด้านไม่มีอาพาธ”

ท่านได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัสพยากรณ์แล้วเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าวิปัสสี

ชาติที่พบพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้น ท่านออกบวชเป็นฤาษีและได้บำเพ็ญฌานจนได้บรรลุสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ต่อมาได้เฝ้าพระพุทธเจ้าและฟังธรรมอยู่เนืองๆ และนับถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ คราวหนึ่งเห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าอาพาธด้วยโรคปวดศีรษะ อันเนื่องมาจากละอองเกสรดอกไม้พิษ ซึ่งปลิวมาจากป่าหิมพานต์ จึงออกไปรวบรวมพันธุ์ไม้ต่างๆ มาปรุงเป็นยาถวายพระสาวกเหล่านั้น

พระสาวกทั้งหลายฉันแล้วก็หายจากโรคปวดศีรษะอย่างฉับพลัน จากชาตินั้นท่านไปเกิดเป็นพรหมอยู่พรหมโลก ครั้นจุติจากพรหมโลกก็เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้ากัสสปะ


ชาติที่พบพระพุทธเจ้ากัสสปะนั้น ท่านเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองพาราณสี ได้ทำบุญสำคัญคือสร้างวัดให้พระได้อยู่ปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งจัดหายามาไว้ให้พระยามเจ็บป่วย ท่านยังได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านมาเกิดเป็นบุตรของเศรษฐีเมืองโกสัมพี ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ ในปัจจุบันชาติที่แม้จะมีอายุ ๘๐ ปีแล้วก็ยังไม่เคยเจ็บป่วย พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านไม่มีอาพาธดังกล่าวมาแล้ว

พระปิณโฑลภารทวาชะ ตั้งจิตปรารถนาไว้ตั้งแต่ครั้งพระพุทธเจ้าปทุมุตตระ ครั้งนั้นท่านเกิดเป็นราชสีห์อยู่ที่ภูเขาจิตรกูฎ ซึ่งอยู่ด้านหน้าป่าหิมพานต์ วันหนึ่งพระพุทธเจ้าตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยสัตว์ ทรงเห็นว่าราชสีห์มีอุปนิสัยสมควรโปรด จึงได้เสด็จไปยังถ้ำของราชสีห์ เวลาที่ราชสีห์ออกไปหากิน ก็เสด็จเข้าไปในถ้ำ แล้วประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่กลางอากาศภายในถ้ำนั้น พระรัศมีแผ่ซ่านออกมาจากพระวรกาย

ราชสีห์กลับจากหากิน เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ แผ่พระรัศมีอยู่ภายในถ้ำแล้วเกิดความเลื่อมใส กุศลวิบากที่สะสมไว้แต่อดีตชาติกระตุ้นเตือนให้ปรารถนาจะทำพุทธบูชา จึงออกไปคาบดอกกรรณิกามาปูเป็นอาสนะถวายพระพุทธเจ้า โดยเริ่มปูจากพื้นดินให้สูงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึงช่วงที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งในอากาศนั้น จากนั้นราชสีห์ก็ได้ยืนกระโหย่งประคองดอกบัวบูชาพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดคืน ครั้นรุ่งเช้าก็คาบดอกไม้เก่าทิ้ง แล้วนำดอกไม้ใหม่มาปูเป็นอาสนะถวายอีก ราชสีห์ทำอยู่อย่างนี้ตลอด ๗ วัน วันสุดท้ายพระพุทธเจ้าปทุมุตตระทรงออกจากนิโรธสมาบัติ มาประทับอยู่ที่ประตูถ้ำ ราชสีห์ทำประทักษิณ (เดินเวียนขวา) ถวายพระพุทธเจ้า ๓ รอบแล้วบันลือสีหนาท พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า

“ในอีก ๑๐๐,๐๐๐ กัปข้างหน้า พระพุทธเจ้าโคดมจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เจ้าซึ่งเกิดเป็นคนแล้ว จักได้ออกบวชเป็นสาวกของพระองค์ และจักได้บรรลุอรหัตผล ได้รับเอตทัคคะด้านบันลือสีหนาท”

ครั้นตรัสพยากรณ์แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จจากไป ราชสีห์มองตามพระพุทธเจ้าเสด็จด้วยความรักและอาลัยอย่างสุดซึ้ง จนไม่สามารถจะข่มไว้ได้ จึงหัวใจแตกตายในที่สุด ด้วยจิตที่ยังผูกพันในพระพุทธเจ้า ตายจากชาตินั้นแล้วก็กลับมาเกิดเป็นกุลบุตรชาวเมืองหงสวดี เมื่อเจริญวัยได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรมเนืองๆ และได้ทำบุญอื่นๆ สนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต จากชาตินั้นบุญส่งผลให้เวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆ จนมาถึงพุทธุปบาทกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน ท่านได้เกิดเป็นบุตรปุโรหิตของพระเจ้าอุเทน ครั้นออกบวชก็ได้บรรลุอรหัตผล อาศัยเหตุที่ตั้งจิตปรารถนามาแต่อดีตชาติ ประกอบกับเหตุการณ์ในปัจจุบันชาติ ที่เมื่อบรรลุอรหัตผลแล้วได้บันลือสีหนาท คือ ประกาศให้ผู้ที่ยังมีความสงสัยในมรรคและผลถามท่านได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะด้านบันลือสีหนาทดังกล่าวมาแล้ว

๏ วาจานุสรณ์

พระพากุละ วันที่จะนิพพาน พระจำนวนมากมาประชุมกันเพื่อเยี่ยมท่านและถวายสักการะ ท่านได้ให้โอวาทพระเหล่านั้นว่า

ผู้ใดเอางานที่ควรทำก่อนมาทำทีหลัง
ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะที่จะนำสุขมาให้
และย่อมเดือดร้อนภายหลัง
บุคคลควรพูดอย่างที่ทำ แต่ไม่ควรพูดโดยยังมิได้ทำ
บุคคลที่พูดแต่ไม่ทำ บัณฑิตย่อมกำหนดได้ว่ามีมาก


พระปิณโฑลภารทวาชะ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า ท่านมีความประสงค์จะช่วยเพื่อน ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้รู้จักให้ทานเป็นการเสียสละ แต่เพื่อนไม่เข้าใจ กลับคิดว่าท่านทำเพื่อตัวท่านเอง เพื่อให้เพื่อนเข้าใจที่ถูกต้อง ท่านจึงกล่าวว่า

ชีวิตของเรานี้ เป็นอยู่อย่างเหมาะสม
อาหารอย่างเดียว ไม่ทำให้จิตสงบได้
เมื่อก่อนนี้เราเห็นแต่เพียงว่า ร่างกายอยู่ได้ด้วยอาหาร
จึงออกแสวงหาการไหว้ การบูชา จากตระกูลทั้งหลายนั้น
ซึ่งผู้รู้ทั้งหลาย เรียกกันว่า เปือกตม
มันเป็นลูกศรที่แหลมลึก ถอนออกยาก
คนต่ำช้าเท่านั้นจึงจะละสักการะได้ยาก


คำพูดนี้ทำให้เพื่อนผู้เป็นมัจฉาทิฏฐิเข้าใจท่านได้ถูกต้อง เขากลายเป็นสัมมาทิฎฐินับแต่วันนั้น

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 39 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร