วันเวลาปัจจุบัน 26 ก.พ. 2024, 23:39  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2016, 17:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2740


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่ศรี มหาวีโร
พระผู้มากล้นด้วยบุญบารมี


วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด

:b49: :b50: รวมคำสอน “หลวงปู่ศรี มหาวีโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=50228

:b50: งานพระราชเพลิงสรีระสังขาร “หลวงปู่ศรี มหาวีโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=41937

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:b50: :b49: :b50:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2016, 17:11 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2740


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:b50: :b49: :b50:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2016, 17:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2740


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:b50: :b49: :b50:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2016, 17:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2740


 ข้อมูลส่วนตัว


พระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร)
วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง)
บ้านป่ากุง ต.ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด


รูปภาพ

ความนำ
สิ่งที่ควรเข้าใจก่อนอ่าน

หนังสือ “หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระผู้มากล้นด้วยบุญบารมี” นี้ จัดทำขึ้นเนื่องในวาระพิเศษตามโอวาทของท่านที่ว่า

“เหตุน้อย ผลน้อย...เหตุมาก ผลมาก...เหตุพิเศษ ผลก็พิเศษ”

๑. เหตุพิเศษ...เพราะความลึกซึ้งเคารพเลื่อมใสในองค์หลวงปู่ศรี ผู้เป็นพระมหาเถระผู้เฒ่าปูนปลายปัจฉิมวัย รูปร่างสันทัด ผิวดำแดง เป็นคณาจารย์ผู้ทรงไว้ซึ่งวัตรปฏิบัติอันงดงามยิ่ง มีสานุศิษย์มากมาย มีวัดสาขากว่า ๑๔๕ วัด ศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต จะมีอายุครบ ๙๐ ปี

๒. เหตุพิเศษ...เนื่องในวาระฉลองพระเจดีย์หิน รูปแบบจำลองจากเจดีย์บูโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งคณะศิษย์ยานุศิษย์สร้างถวายหลวงปู่ศรี มหาวีโร

๓. เหตุพิเศษ....เพราะประวัติของท่านถูกทับถมด้วยกาลเวลาอันยาวนาน ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ทางด้านศีลธรรมและจิตใจไว้มากมาย เช่น มหาเจดีย์ชัยมงคล เป็นต้น

ดังนั้นเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติคุณอริยสาวกและเพื่อความรุ่งโรจน์โชตนาการแห่งพระพุทธศาสนา จึงเป็นวาระพิเศษอย่างยิ่งที่จะนำชีวประวัติอันสมบูรณ์งดงามออกสู่สาธารณชนเพื่อเป็นทิฏฐานุคติ* ที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ถือปฏิบัติตาม

----------------------------------------------------------
* ทิฏฐานุคติ คือ การดำเนินตามสิ่งที่ได้เห็นแบบอย่าง, ตัวอย่าง, การทำตามอย่าง, ทางดำเนินที่ได้มองเห็น เช่น พระผู้ใหญ่ประพฤติตนชอบ ก็เป็นทิฏฐานุคติของพระผู้น้อย



ดินแดนภาคอีสานนับได้ว่าเป็นดินแดนพุทธธรรมตำนานพระอริยเจ้าผู้ทรงคุณประเสริฐอย่างแท้จริง ผืนแผ่นดินแห่งนี้มีตำนาน ประเพณี วัฒนธรรม สถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่ามากมาย แต่ทั้งหมดนี้ล้วนมีแนวโน้มมาจากพระพุทธศาสนาและพระกรรมฐานสายป่ามีส่วนช่วยในการหล่อหลอม

รูปภาพ

รูปภาพ
จากซ้าย : ๑. ญาท่านพันธุโล (ดี) ๒. ท่านเจ้าคุณอริยกวี (อ่อน ธมฺมรกฺขิโต)
๓. ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
๔. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) ๕. พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
๖. ท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ)


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระผู้ทรงสถาปนาคณะธรรมยุติกา ขณะยังทรงผนวชอยู่ออกแสวงหาวิเวกบำเพ็ญสมณธรรมได้สัทธิวิหาริกเป็นชาวอีสานที่สำคัญยิ่ง ๒ รูปคือ ญาท่านพันธุโล (ดี) และญาท่านเทวธัมมี (ม้าว) ตั้งวงกรรมฐานที่วัดสุปัฏนารามและวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) จังหวัดอุบลราชธานี

สมัยต่อมา ญาท่านเทวธัมมี (ม้าว) ได้สัทธิวิหาริกคือ ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) นักปราชญ์เมืองอุบลฯ

สมัยต่อมาอีก ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย็ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้ศิษย์สืบทอดวิปัสสนาธุระคือ สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส) พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล และท่านเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ)

เมื่อถึงสมัยท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านได้ศิษย์องค์สำคัญอย่างยิ่งคือ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ทำให้กำลังในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาฝ่ายวิปัสสนาธุระกว้างขวางยิ่งขึ้น

ท่านพระอาจารย์มั่นนี้เองได้ศิษย์สำคัญองค์หนึ่งคือ พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตฺยาคโม สืบทอดสายทางธรรมปฏิบัติกรรมฐานมาเรื่อยจนถึงยุคพระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน) และจนมาถึงพระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) อันนับได้ว่าเป็นกรรมฐานร่วมสมัยในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙


ถิ่นอีสานเป็นสถานที่แห้งแล้งอดอยากกันดาร จึงทำให้คนอีสานดิ้นรนต่อสู้และอดทน แต่ด้วยอาศัยพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีพระอริยสงฆ์ธุดงค์ธรรมยาตราโปรดเทศนาสั่งสอนนั่นเอง จึงทำให้แผ่นดินอีสานที่เคยแห้งแล้งกลับชุ่มเย็นขึ้นและน่าอยู่น่าอาศัยมากขึ้น ซึ่งมีคำกล่าวจากคนที่มายังอีสานว่า “แม้อีสานจะแห้งแล้ง แต่คนอีสานไม่เคยแล้งน้ำใจ”

พระอริยสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เคร่งพระธรรมวินัย อาศัยอยู่ตามป่าตามเขา มักจะเกิดและพำนักอยู่ในผืนแผ่นดินถิ่นแดนอีสานนี้แทบทั้งนั้น

เดิมทีโคตรเหง้าเหล่ากอของคนอีสานนับถือผี บวงสรวงบูชายัญเป็นอาจิณ ไม่ใส่ใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต นี้เอง ได้นำกองทัพธรรมกรรมฐานเที่ยวจาริกเทศน์อบรมสั่งสอนให้ผู้คนหายจากความหลงงมงาย ละทิ้งจารีตประเพณีที่ผิดๆ หาเหตุผลมิได้ หันหน้าเข้าหาพระธรรมคำสอนอันเป็นทางดำเนินสู่แก่นแท้ความจริงแห่งชีวิต

หลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านเป็นพระอริยสาวกอีกรูปหนึ่งที่ก้าวเดินตามรอยบาทพระศาสดาและพระบูรพาจารย์โดยไม่ย่อท้อ เมื่อท่านสอนตนเองได้ดีเยี่ยมแล้ว ก็ออกเที่ยวธรรมยาตรากรีฑาทัพธรรมออกอบรมสั่งสอนประชาชนชาวอีสานที่หลงงมงาย ให้คลายความหลงงมงาย หันหน้าเข้าหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ อันเป็นสรณะที่พึ่งที่แน่นอน ดังพระพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

“ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงจาริกไป เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพ และมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลาย! จงแสดงธรรมให้งดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ทั้งถ้อยคำและความหมายให้บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีคือกิเลสน้อยก็มีอยู่ สัตว์พวกนี้ หากไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อมจากคุณที่ควรได้รับ ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักรมีเป็นแน่”

เดิมทีศาลเจ้าพ่อ ผีปู่ตา ผีฟ้า ผีไทย ผีแถน ผีปอบ ผีเทวดา เป็นต้น ที่มีอยู่มากมายตามหัวไร่ปลายนา คุ้งน้ำ ชายป่า เชิงเขา เงื้อมถ้ำริมผา ที่ชาวอีสานเคารพนับถือ ถูกทำลายศรัทธาลงด้วยพลังจิตและธรรมอันแกร่งกล้าของพระกรรมฐาน กลิ่นธูปควันเทียนของบุคคลผู้ลุ่มหลง ที่เคยพวยพุ่งกรุ่นไหม้นบไหว้ผีมาเป็นเวลายาวนาน บัดนี้ดับมอดศรัทธาลงแล้ว

จากถิ่นฐานบ้านของผีได้กลายเป็นวัดวาอารามกรรมฐาน ผู้คนที่เคยหวาดผวากลัวในอำนาจแห่งผี บัดนี้ได้กลัวบาปกลัวกรรมชั่วแล้ว มือที่เคยนบไหว้ผี มาบัดนี้ได้นบไหว้ยึดมั่นในคุณพระรัตนตรัยแล้ว แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งกลับเจริญงอกงามมีสง่าราศี ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้นี้ ส่วนหนึ่งมาจากความดีของพระกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านพาคณะธุดงค์ธรรมยาตรายกพลธรรมไปทั่วทุกหัวระแหงที่ว่าผีดุดุ!!! ท่านได้ชัยชนะในสิ่งเร้นลับเหล่านี้ จนได้ชื่อลือกระฉ่อนภาคอีสานว่า “หลวงปู่ศรีผีย้าน” ท่านได้สละในสิ่งที่ชาวโลกสละได้โดยยากคือ บุตร ภรรยา ทรัพย์สมบัติ ออกบวชตามเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ใจจะยังอาลัยเสียดายอยู่ แต่ด้วยบุญญาบารมี น้ำใจของท่านจึงปล้ำ เป็นที่สุด นี้อาจเรียกได้ว่า “ใจถึงปรมัตถ์”

ที่ผู้เขียนยกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมากล่าวก็ด้วยเห็นว่า ลูกหลานอีสานอยู่ดีมีสุขขึ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็ด้วยอาศัยธรรมะจากพระป่าเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงกายและใจมาโดยตลอด

ภาคอีสานจึงเป็นภาคที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ กลิ่นไอของพระธรรมแผ่ปกคลุมไปโดยทั่ว ซึ่งภาคอื่นๆ ประเทศอื่นๆ เขาไม่มี ชนทั้งหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศจึงต้องมาแสวงบุญยังภาคอีสาน คนอีสานจึงควรมีมโนสำนึกรักหวงแหน วัดวาอาราม เสนาสนะป่า คำสอนของครูบาอาจารย์ วัฒนธรรม สถาปัตยกรรม และควรร่วมมือร่วมใจกันเชิดชูบูชา ถนอมรักษาพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในภาคอีสานเอาไว้ให้จงได้

หนังสือเล่มนี้นอกจากจะนำเสนอ ประวัติ คติธรรม ปฏิปทา พระธรรมเทศนาของหลวงปู่ศรี มหาวีโร แล้ว มองอีกด้านหนึ่งที่ซ่อนลึกอยู่ภายในนั้นก็คือ จิตวิญญาณแห่งความเป็นคนภาคอีสานที่มีอารยธรรมเป็นปัจเจกะในศาสตร์และศิลป์ อันเป็นจินตลีลาแห่งความดีงาม แผ่นดินอีสานจึงเป็นปฏิรูปเทศ ที่บุพเพกตบุญญตาชน ได้ร่วมกันสรรค์สร้างเป็นมรดกตกทอดจนถึงพวกเราผู้เป็นลูกหลานเหลน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ย่อมสรุปได้ว่า เป็นเพราะพระธรรมเทศนาของพระป่ากรรมฐานอันเป็นธรรมของจริงบริสุทธิ์สุดส่วนนี้เอง ได้แผ่ไปจารึกฝังลึกหล่อหลอมจิตใจให้คนอีสานมีแนวโน้มเป็นเช่นนั้น

คณะผู้จัดทำ
๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๘


----------------------------------------------------------
๑. “ใจปล้ำ” ภาษาอีสาน หมายถึง ผู้เป็นนักเสียสละ กล้าได้ กล้าเสีย
๒. “ใจถืงปรมัตถ์” หมายถึง ใจถึงพระนิพพาน
๓. ธรรมชาติ คือ ที่เกิดแห่งกรรมหรือสภาพที่ทรงไว้ซึ่งความจริง
๔. ปฏิรูปเทศ คือ สถานที่หรือทำเลเหมาะแก่การสร้างคุณงามความดี
๕. บุพเพกตบุญญตาชน คือ ชนผู้เคยสร้างคุณความดีมาในกาลก่อน


รูปภาพ

ปฐมบท
ความเป็นมาในการจัดทำประวัติ

เมื่อต้นปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ คณะศิษย์ของพระเดชพระคุณพระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) นำโดยหลวงพ่อทองอินทร์ กตปุญโญ และคณะศรัทธาที่มีความเคารพบูชา เลื่อมใสในมรรคปฏิปทาของหลวงปู่ศรี มหาวีโร มีความประสงค์ในการจัดทำหนังสือ ชีวประวัติ คติธรรม ปฏิปทา จุดประสงค์เพื่อเป็น “อาจาริยบูชา” เนื่องในวาระฉลองอายุครบ ๙๐ ปี และพิธีเปิดเจดีย์หินที่สร้างถวายบูชาคุณหลวงปู่ศรี มหาวีโร ณ วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง)

...จุดประสงค์เพื่อจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาในเมืองสยาม ที่พระอริยสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้ารูปหนึ่ง ดำรงรักษาไว้ซึ่งพระธรรมวินัย มีประวัติอันเลิศล้ำ

...เพื่อเป็นเนติแบบอย่างแก่อนุชนรุ่นหลัง ได้ประพฤติปฏิบัติตาม อันจะยังประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นให้สำเร็จ

...เพื่อเป็นทางเกษมจากโยคะ เพราะว่าปฏิปทาของหลวงปู่ศรี มหาวีโร นั้นบ่งชี้ให้เห็นว่า ผู้ใดก็ตามพากเพียรพยายามประพฤติปฏิบัติตามธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนอยู่ โลกก็ไม่พึงว่างจากพระอรหันต์

...เพื่อเป็นมรดกอีสานและยังเป็นการจรรโลงสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

คณะศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงปู่ศรี ที่ได้กล่าวไว้ในเบื้องต้น ได้มาอาราธนานิมนต์ข้าพเจ้า และบอกถึงเจตนาในการจัดทำชีวประวัติ คติธรรมและปฏิปทาของท่าน อันจะเป็นการจารึกเกียรติคุณและความดีงามของท่าน เพราะองค์ท่านเองก็เป็นหนึ่งในศิษย์สายกรรมฐานของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ที่ทรงคุณธรรม จริยธรรม และทรงคุณค่าหาได้ยากยิ่งในแผ่นดินสยาม

ข้าพเจ้าจึงเดินทางไปที่นัดหมาย ณ วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๔๖ พร้อมด้วยคณะดำเนินงาน เพื่อกราบคารวะและขออนุญาตจากท่านอย่างเป็นทางการด้วยตนเอง และสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามเหตุสมควรเท่าที่จะหาได้ เมื่อถึงที่วัดป่ากุง ท่านเจ้าคุณพระราชธรรมานุวัตร ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นต้นๆ ขององค์หลวงปู่ ได้นำเข้าไปกราบท่านในห้องนอนที่จัดไว้ด้านศาลาปฏิคม ท่านเจ้าคุณได้กราบเรียนขอโอกาสท่านว่า

“หลวงปู่ ตอนนี้ก็อายุมากแล้ว ลูกหลานอยากจัดทำชีวประวัติเอาไว้ศึกษา เพื่อเป็นคติธรรมเป็นแบบอย่างแก่กุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ครั้นเมื่อธาตุขันธ์แตกดับไปแล้ว โอวาทธรรมคำสั่งสอน ข้อวัตรปฏิบัติ ของดีๆ ที่ควรจะได้จารึกจดจำเป็นแบบอย่าง เพื่อความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ก็จะถูกทอดทิ้งไป ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ไปหาที่ไหนก็ไม่มี จะได้สมบูรณ์ดี ก็ในคราวที่หลวงปู่ยังมีธาตุมีขันธ์อยู่บริบูรณ์เท่านั้น กราบขอหลวงปู่จะอนุญาตให้เขาจัดทำได้หรือไม่ครับ”

หลวงปู่ศรี ท่านตอบเพียงสั้นๆ ว่า “อื้อ”

ท่านเจ้าคุณกราบเรียนย้ำถามท่านว่า “อื้อ หมายความว่าให้ทำใช่ไหม?”

หลวงปู่ศรีท่านก็ตอบสั้นๆ อย่างเดิม แต่เพิ่มคำที่ตรงความหมายว่า “อื้อ...เฮ็ดได้ (ทำได้)”

เมื่อท่านอนุญาตแล้ว ท่านเจ้าคุณฯ ก็หันมาพูดกับข้าพเจ้าว่า “คราวนี้สำเร็จเสียที พยายามทำกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ก็ล้มเหลวกันไป ทำมาไม่รู้กี่รุ่นก็ไม่สำเร็จซักที เพราะทุกอย่างของหลวงปู่ ถ้าไม่อนุญาต ไม่มีทางทำสำเร็จได้” แล้วท่านก็ย้ำว่า “ผมว่าคราวนี้ต้องสำเร็จแน่ๆ”

เนื่องจากหลวงปู่ท่านสุขภาพไม่สู้จะดีนัก ครั้นเมื่อจะสัมภาษณ์ท่านก็เห็นว่าจะเป็นการรบกวนธาตุขันธ์ที่ชราภาพ ทั้งๆ ที่พระอาจารย์ทองอินทร์ซึ่งเป็นพระที่หลวงปู่ไว้ใจในกิจการงานทุกอย่าง พระอาจารย์วิกรม (เฒ่า) ซึ่งเป็นพระเลขา พระอาจารย์ถาวรซึ่งเป็นพระอุปัฏฐาก และศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ให้โอกาสเข้าหาท่านในเวลาสมควรได้เสมอ แต่โอกาสนั้นก็ไม่อำนวยเพราะว่าท่านชราภาพ คณะทำงานจึงตั้งการทำงานไว้ ๔ แนวทาง

๑. นำแถบเสียงเทศน์และหนังสือของท่านทั้งหมดมาศึกษา
๒. นำบันทึกของท่านที่เป็นลายมือ บทความ บทกลอน มาเทียบศึกษา
๓. เมื่อสรุปออกมาทั้งหมดแล้วยังไม่ได้เรื่อง วิธีสุดท้ายก็จะเข้าไปกราบเรียนถามท่านโดยตรง
๔. เดินทางไปสถานที่จริงทุกแห่งที่หลวงปู่เคยไป เพื่อศึกษาข้อมูลและสืบค้นให้ตรงตามความเป็นจริงให้มากที่สุด

ครั้นเมื่อข้าพเจ้าได้ฟังแถบเสียงของท่านเป็นภาษาอีสานทั้งหมดจำนวนหลายร้อยม้วน โดยเฉพาะแถบเสียงพระธรรมเทศนาที่ท่านแสดงเป็นภาษาอีสานโบราณล้วนๆ หาฟังได้ยากยิ่งนัก สำนวนโวหารใช้ภาษาไพเราะจับจิตจับใจ แสดงเรื่องแก่นแท้ของจิต การดักจิต มีเอกลักษณ์เฉพาะองค์ท่านเอง และอ่านบันทึกที่มีทั้งหมด จึงเป็นที่เบาใจว่าท่านได้จดบันทึกและเล่าเรื่องเก่าๆ ของท่านแทรกไว้ในขณะที่เทศน์เป็นอย่างดี จึงคิดว่าของดีมีคุณค่าอย่างนี้ ต้องรีบนำมาบันทึกไว้เป็นมรดก อันจะก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและกุลบุตรสุดท้ายภายหลัง ธรรมสมบัติอันล้ำค่าของพระผู้ทรงคุณค่านี้ ธรรมแท้จากพระแท้ ก็จะไม่สิ้นสูญหายวับไปกับกาลเวลา

จึงมีความมั่นใจว่าชีวประวัติ คดีธรรม และปฏิปทา อันน่าเลื่อมใสของท่าน ทางคณะทำงานน่าจะจัดทำได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลานานพอสมควรก็ตาม ย่อมเป็นสุดยอดแห่งความคุ้มค่า เพราะองค์ท่านก็คือ “เพชรน้ำงาม” ศิษย์รุ่นสุดท้ายในวงศ์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

...นี้เองคือปฐมบทแห่งการจัดทำหนังสือ “หลวงปู่ศรี มหาวีโร พระผู้มากล้นด้วยบุญบารมี”



บทนำ

มนุษย์บุคคลผู้มีบุญอุบัติขึ้นแล้วในถิ่นชนบท...
...เป็นผู้อันสาวกบารมีญาณ กระตุ้นเตือนแล้วในเนกขัมมะ...
มรรค ๘ อริยสัจจ์ ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
มีบุคคลเห็นตามได้แล้ว...
ความจริงแห่งชีวิตที่เร้นลับมายาวนาน ถูกเปิดเผยแล้ว...
ธรรมเภรีกึกก้องไปทั่วทุกทิศแล้ว...
พระมหาชัยมงคลเจดีย์อันยิ่งใหญ่ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายถูกสร้างขึ้นแล้ว
บุคคลผู้หลับใหลด้วยกิเลสนิทรา ถูกปลุกให้ตื่นแล้ว...
กลิ่นธูปควันเทียนที่เคยพวยพุ่งเพราะการนับถือภูตผี
บัดนี้ได้ดับมอดลงแล้ว
ดวงใจสาธุชนเบิกบานแล้วเพราะได้รับแสงสูรย์แห่งพระสัทธรรม...
กงล้อแห่งวัฏจักร วัฏจิต อันพาโลดแล่นไปในภพชาติน้อยใหญ่
บัดนี้ ถูกทำลายลงแล้ว...
พระผู้มีฉายานามว่า “เป็นผู้มากล้นด้วยบุญบารมี”
ศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ปรากฏแล้ว...


:b50: :b49: :b50:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2016, 17:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2740


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่ศรีเล่าประวัติ

ถิ่นฐานบ้านเกิด

รูปภาพ
ภาพบน : พระหลวงพ่ออ่อนสี กิจฺจญฺาโณ
บิดาของหลวงปู่ศรี
ภาพล่าง : แม่ชีเปี่ยง ไขสังเกต
พี่สาวของหลวงปู่ศรี


พระเทพวิสุทธิมงคล หรือหลวงปู่ศรี มหาวีโร ท่านเกิดในตระกูล “ปักกะสีนัง” เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๐ ตรงกันแรม ๘ ค่ำ เดือนหก ปีมะเมีย ณ บ้านขามป้อม ตำบลขามป้อม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เป็นบุตรของ นายอ่อนสี และ นางทุมจ้อย ปักกะสีนัง มีอาชีพทำนา ทำสวน ทำไร่ มีพี่น้องรวมกัน ๑๑ คน ดังนี้

๑. ด.ช.ค่าง ปักกะสีนัง
๒. แม่ชีเปี่ยง ไขสังเกต
๓. นางเมือง ปักกะสีนัง
๔. ด.ช.ทา ปักกะสีนัง
๕. ด.ช.บุญจันทร์ ปักกะสีนัง
๖. พระเทพวิสุทธิมงคล (ศรี มหาวีโร)
๗. ด.ญ.เสาร์ ปักกะสีนัง
๘. แม่ชีผัน ประจักโก
๙. อาจารย์หล้า ปักกะสีนัง
๑๐. จ.ส.ต.สอน ปักกะสีนัง
๑๑. นายพร ปักกะสีนัง


บรรพบุรุษเมืองวาปีปทุม

หลวงปู่ศรีเล่าเรื่องวาปีปทุมว่า “วาปีปทุมไม่มีภูเขาเลากา ไม่มีทิวผาเหวถ้ำ คนถิ่นแถวนี้เดิมย้ายถิ่นฐานมาจากทางย่านดอนมดแดง นครจำปาศักดิ์ พากันหอบลูกหอบหลานหนีภัยสงคราม ราชภัย และทุพภิกขภัยคือความอดอยากแร้นแค้น มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองวาปีปทุม

ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอพยัคฆภูมิ ดินแดนเสือโคร่งเสือเหลือง มีป่าดงตลอดแนว คือ ดงบัง, กุดอ้อ, นาเชือก, ทอดยาวไปถึงนาดูน

ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นป่าดงครั่ง, ดงไม้ล่าว, ดงป่าแดง, ดงขมิ้น

ด้านตะวันออก เป็นป่าดงไม้เค็ง (ไม้นางดำ) ซึ่งเป็นพันธุไม้งาม

ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ของวาปีปทุมเป็นป่าดง โคกโจด, หวายาว, แดงเงาะ, โคกใหญ่ เป็นป่าดงดิบติดเขตเสือโก้ก ซึ่งเคยเป็นทางเสึอผ่าน คือระหว่างทางจากตำบลหนองไฮ ถึงตำบลเสือโก้กในปัจจุบัน

ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีป่าดงตลอดแนวคือ ดงเค็ง, ดงหนองแคนจรดดงใหญ่, โคกสีทองหลาง, โคกเท่อเล่อ, ดงขามป้อม (บ้านเกิดหลวงปู่ศรี)

ในสมัยเราเป็นเด็ก ตามลำห้วยหรือหนองบึงใหญ่ๆ ใกล้ๆ ราวป่า แถวถิ่นบ้านขามป้อม ในเวลาเช้าเย็นมักจะเห็นฝูงสัตว์ป่า ลิงค่าง บ่างชะนี หรือสัตว์ประเภทอื่นๆ พากันลงมากินน้ำกันเป็นประจำ”

รูปภาพ
บริเวณที่ตั้งบ้านเก่าของหลวงปู่ศรี

รูปภาพ
ยุ้งฉางบ้านเก่าของหลวงปู่ศรี

รูปภาพ
ผืนที่นาของหลวงปู่ศรี

รูปภาพ
วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวอีสาน
จากซ้าย : อิ้วฝ้าย, ขิดฝ้าย, กวักไหมใส่เชิงอัก, ฟืมต่ำหูก



บ้านขามป้อมถิ่นมาตุภูมิ

บ้านขามป้อมบ้านเกิดของเรา...ก็เหมือนบ้านชาวอีสานทั่วไป ตั้งอยู่ท่ามกลางท้องทุ่ง หน้านาปลูกข้าว หน้าหนาวปลูกผัก เสร็จจากฤดูทำนาก็ทำไร่ ทำไร่ฝ้าย ไร่ข้าวฟ่าง ถั่ว เผือก ปอ มัน นอกจากนั้นยังปลูกผักสวนครัวนานาชนิด สำหรับบิดาของเราทำงานหนักเอาเบาสู้ ปฏิบัติตามคำสอนบุรพชนอีสานที่ว่า “ลุกแต่ดึก ไปไฮ่ก่อนกา ไปนาก่อนไก่” ส่วนมารดานั้นก็เช่นเดียวกัน เป็นคนขยันไม่เกียจคร้าน เป็นแม่ศรีเรือน เมื่อว่างจากหน้านาท่านจะอิ้วฝ้าย ขิดฝ้าย กวักไหมใส่เชิงอัก ติดตั้งฟืม แล้วจึงต่ำหูก พ่อแม่ของเราเข้าลักษณะที่โบราณท่านว่า “ผัวถ่อเมียพาย ผัวหาบเมียหาม” ท่านทั้งสองทำงานทำบุญ “หัวเพรียงกัน” หมายความว่า หัวใจและหัวคิดพร้อมเพรียงกันในการทำหน้าที่การงาน ไม่เกี่ยงงอน แม้การบุญการกุศลก็ทำพร้อมเพรียงกันทำ ไม่เคยขัดข้องหรือหมองใจกัน

----------------------------------------------------------
๑. หมายความว่า ตื่นแต่เช้ามืด ไปทำไร่ก่อนที่กาจะออกจากรวงรัง ไปทำนาก่อนที่ไก่จะขัน
๒. อิ้วฝ้าย คือ การแยกฝ้ายออกจากเมล็ด
๓. อัก คือ โครงไม้โปร่งสำหรับม้วนเส้นไหม
๔. ฟืม คือ ไม้กระแทกมีซี่
๕. ต่ำหูก คือ ทอผ้า


รูปภาพ
แผ่นหินทรายแกะสลักที่เจดีย์หิน กล่าวถึงมารดาหลวงปู่ศรีสุบินนิมิต


มารดาสุบินนิมิต

พุทธศักราช ๒๔๕๙ ก่อนที่เราจะมาเกิด โยมมารดาของเราได้สุบินนิมิต (ฝัน) ว่า....

“ในราตรีดึกสงัด ได้ฝันเห็นดาวดวงหนึ่งมีแสงรัศมีเปล่งสุกสกาวโชติช่วงลอยเด่น ประหนึ่งว่าอยู่ในเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ อร่ามงามยิ่ง หาที่ต้องติมิได้เลย

ในภาพแห่งความฝันนั้นยังเห็นเหล่าท่านผู้มีบุญประพฤติศีลธรรมอันดีงาม สงบเยือกเย็น ปรากฏเห็นเหล่าทวยเทพเหาะรายล้อมคารวะ เวียนไหว้ดวงดาวจรัสแสง งามเด่นนั้น

แล้วอีกไม่นานนักดาวดวงงามเด่นนั้นก็ลอยหมุนวนลงมาจากสรวงสวรรค์ มาสู่ท้องฟ้านภากาศ และลงสู่พื้นแผ่นดิน หล่นร่วงลงมาอยู่ตรงเบื้องหน้า สวยงามสดใสเกินที่จะกล่าว มารดาจึงรีบเอากระพุ่มมือทั้งสองยื่นออกรับ

ในฝันนั้นได้เกิดความปีติยินดียิ่งกว่าได้สมบัติใดๆ แม้ตื่นจากฝันปีตินั้นก็ยังคงปรากฏอยู่ ประหนึ่งว่าความฝันนั้นเป็นความจริง”



โหรผูกดวงทำนายชะตาชีวิต

เมื่อโยมแม่ฝันอย่างนั้น ด้วยความตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงนำความฝันอันเป็นมงคลนั้นไปเล่าให้ตากัญชากับยายแกะ ปู่สมบัติกับย่าแฮดฟัง และบอกเรื่องราวที่ตนตั้งครรภ์ ท่านเหล่านั้นจึงปรึกษากันเพื่อจะทำนายฝัน โดยตามหมอโหรในหมู่บ้านมาผูกดวง หมอโหรได้ทายชะตาราศีไว้ว่า

“ความฝันนี้เป็นฝันดีวิเศษนัก ไม่พึงปรากฏแก่ใครได้ง่าย ชะรอยจะเป็นบุญบันดาล พวกท่านจะได้คนเอกเป็นมิ่งมงคลมาเกิดในตระกูล “ปักกะสีนัง” จะต้องเป็นบุรุษรัตน์ชายชาติอาชาไนยเป็นแน่แท้ และจะได้ออกบวชมีชื่อเสียงโด่งดังกระฉ่อนไปทั่วทุกทิศ มีคนนับถือมากมาย ได้ก้าวเดินตามรอยบาทพระศาสดาสมกับเป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส และได้สร้างขอบเขตสีมาอารามใหญ่โต”

และหมอโหรได้ทำนายต่อไปอีกนัยหนึ่งว่า

“อีก ๙ เดือนข้างหน้าตรงกับเดือนพฤษภาฯ เดือนหก ปีมะเมียมันเป็นปีม้า เด็กคนนี้จะตกคลอดออกจากครรภ์ ตามโหราศาสตร์โบราณ ท่านถือว่าขี่ม้ามาเกิด อันเป็นม้าอัศวเทพ มีนิสัยปรับตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เวลาดื้อจะดื้อสุดพรรณนา จะทำอะไรจะต้องทำให้ได้ เข้าใจคนเก่ง สุภาพเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือคนอื่น ชอบทำอะไรที่ท้าทาย เป็นคนระห่ำ มักมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเพื่อนมาก เกลียดคนไม่ตรงเวลาและไม่รักษาคำพูด เป็นคนซื่อสัตย์แต่ไม่ยอมเสียเปรียบ มีไหวพริบในการตกลงหรือเปลี่ยนใจในพริบตา”


คนมีบุญจะมาเกิด

ปู่ย่าตายายและญาติพี่น้องเหล่านั้น เมื่อได้ทราบคำทำนายเช่นนั้น ก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าโยมแม่ของเราได้เคยคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายหลายคน แต่ว่าตายหมด ท่านจึงคิดว่า “คราวนี้จะได้คนบุญมาเกิด จะต้องดูแลรักษาถนอมเลี้ยงระมัดระวังเป็นอย่างดี ในขณะตั้งครรภ์ต้องรักษาศีล ๕ ไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญทำทานอย่าให้ขาด” แม้ขณะที่อยู่ในครรภ์ ญาติพี่น้องชาวบ้านต่างให้ความนับถือ โดยถือเหตุว่า “คนมีบุญจะมาเกิด”

หลวงปู่ศรีท่านกล่าวเน้นย้ำในเรื่องนี้ว่า “ด้วยเหตุนี้เมื่อเราเกิดแล้ว บิดามารดาและญาติฯ จึงรักเรามาก ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวด้วยคำพูดอันหยาบ ตามใจทุกอย่าง เราทำอะไรผิดนิดผิดหน่อยคำน้อยก็ไม่เคยบ่น อยากได้อะไรบิดามารดาสรรหามาให้จนหมด ถึงวันพระวันสำคัญ ญาติพี่น้องชาวบ้านต่างหาดอกไม้มาบูชาเรา โดยถือเหตุว่า “คนมีบุญได้มาเกิดแล้ว”

รูปภาพ
แผ่นหินทรายแกะสลักที่เจดีย์หิน กล่าวถึงมารดาหลวงปู่ศรีนั่งสมาธิในป่าช้า


แม่นั่งสมาธิในป่าช้า

นี่เป็นเรื่องแปลกที่น่าคิดน่าพิจารณา ทางโลกอาจจะว่าแปลกประหลาดผิดเพี้ยนไปก็ได้ แต่ในทางธรรมเป็นเรื่องที่ชวนคิดพิจารณา ดังพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในหลักอิทัปปัจจยตาว่า

“เพราะมีเหตุอย่างนี้ จึงต้องมีผลอย่างนั้น หรือเมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น”

ในขณะที่โยมแม่กำลังนอนอยู่กรรม (อยู่ไฟ) นั้น ในยามค่ำคืนดึกสงัดเดือนมืดสนิทไม่ทราบว่ามีอะไรมาดลจิตดลใจท่านให้เดินเข้าไปในป่าช้าเพียงคนเดียว พอถึงเวลารุ่งสาง โยมพ่อ ญาติพี่น้อง ตลอดจนชาวบ้านเกิดการโกลาหลกันใหญ่ว่า อีทุมจ้อย มันหายไปไส (หายไปไหน) ในห้องอยู่ไฟก็ไม่มี จะมีก็เพียงแต่ทารกตัวน้อยๆ นอนนิ่งอยู่ไม่ร้องไห้ ส่วนแม่ของมันหายไปไหน ต่างคนก็ต่างถามหา เที่ยวถามและค้นหากันจ้าละหวั่น มีบางคนเก่งในการสะกดรอยสัตว์ป่า จึงชี้ทางบอกว่า รอยเท้าอีทุมจ้อยมันไปทางป่าช้าอันเป็นป่าดงดิบโน้น คนทั้งหลายก็แห่กันเดินเป็นขบวนไปทางป่าช้าที่เผาศพ

เมื่อคนทั้งหลายพากันติดตามไป ภาพที่ปรากฏในป่าช้าเบื้องหน้านั้นคือ นางทุมจ้อย กำลังนั่งสมาธิอยู่ต่อหน้ากองฟอนที่เผาศพใหม่ๆ กลิ่นไอแห่งศพยังคุกรุ่นอยู่ กิริยาของนางสงบนิ่ง หน้าตาผ่องใส เหมือนไม่ใช่คนอยู่ไฟหรือคลอดมาใหม่ๆ โยมพ่อและญาติๆ จึงนำโยมแม่กลับบ้าน พร้อมกับคำถามที่เกิดขึ้นกับหัวใจทุกๆ คนว่า มันเกิดอะไรขึ้น ธรรมบันดลหรือ หรือว่าเทพบันดาล หรือว่าผีห่าซาตานดลใจ

...ถ้าหากธรรมบันดล ทำไมต้องมาในที่ชาวโลกเขาว่าเป็นอัปมงคล

...ถ้าหากว่าผีห่าซาตานนำไป ทำไมจึงไปนั่งสมาธิ

...ถ้าเป็นเทวดาดลใจ ทำไมต้องพามาป่าช้า อันเป็นป่าหนาทึบน่าสะพรึงกลัว มีสัตว์ร้ายๆ อาศัยอยู่ ซึ่งเป็นที่ผู้คนไม่สัญจรไปมา

“แล้วเกิดอะไรขึ้น” ต่างคนต่างซุบซิบซักถามโต้ตอบซึ่งกันและกันวุ่นวาย

เมื่อมีคนถามโยมแม่ทุมจ้อยท่านก็ไม่พูดว่าอะไร เพียงแต่บอกว่า

“กูก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าพวกมึงอยากรู้ก็ไปถามผีป่าเทวดาเอาเด้อ”

เมื่อโยมแม่พูดอย่างนั้น ผู้คนก็เลิกถามกันไปเอง ด้วยเหตุนี้หลวงปู่ศรี มหาวีโร ในสมัยเป็นเด็กนั้น ท่านจึงเป็นที่พิศวง และเป็นที่จับตามองจากญาติพี่น้องและชาวบ้านที่มีความเชื่อนับถือเป็นประดุจเทพเจ้า ท่านจึงเป็นเด็กที่พิเศษที่สุดในหมู่บ้านนั้น แม้ท่านจะเจริญวัยเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับ แต่ความเชื่อของชาวบ้านที่ว่า “ท่านเป็นผู้มีบุญมาเกิด” นั้นก็ยังไม่จางหายไป

ทุกๆ คนต่างจับจ้องตาดูทารกน้อย เด็กน้อย เด็กชาย และนายศรีคนนี้มาโดยตลอดว่า อนาคตกาลข้างหน้าจะเป็นอย่างที่ปู่ย่าตายาย