วันเวลาปัจจุบัน 15 ก.ค. 2020, 15:55  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 108 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 8  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เลื่อนตัวเองขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง

อาจารย์สอนยูโดชาวญี่ปุ่นอายุปูนปัจฉิมวัยคนหนึ่ง ชวนลูกศิษย์หนุ่มชาวอเมริกันเดิน ทอดน่องไปตามชายหาดยามเย็น
ช่วงหนึ่งของการสนทนา อาจารย์ใช้ไม้เท้าขีดเส้นสองเส้นคู่ขนานลงไปบนผืนทรา ยขาว ละเอียด เส้นหนึ่งยาวประมาณ 5 ฟุต อีกเส้นหนึ่งยาวประมาณ 3 ฟุต

"เธอลองทำให้เส้นที่ยาว 3 ฟุต ยาวกว่าเส้นที่ยาว 5 ฟุต ให้อาจารย์ดูหน่อยสิ"

เสียงอาจารย์บอกเป็นเชิงท้าทายอยู่ในที ลูกศิษย์อเมริกันหยุดคิด พินิจเส้นทั้งสองอยู่ครู่ หนึ่งก็เผยยิ้มที่ริมฝี ปากเหมือนค้นพบคำตอบ เธอบรรจงใช้เท้าข้างหนึ่งค่อยๆ ลบรอย เส้นตรงที่ยาวประมาณ 5 ฟุตนั้นให้สั้น ลงจนเหลือนิดเดียว โดยวิธีนี้เส้นที่ยาวราว 3
ฟุตจึงโดดเด่นขึ้นมาแทน ลบเสร็จเธอเงยหน้าสบตา อาจารย์พลางขอความเห็น

"เช่นนี้ ใช้ได้หรือยัง"

ผู้เป็นอาจารย์ใช้ไม้เท้าเคาะหัวเธอเบาๆ หนึ่งทีก่อนบอกว่า

"ใช้วิธีนี้ ชีวิตเธอก็มีแต่จะล้มเหลว รู้ไหม?
คนที่คิดจะยกตัวเองให้สูงขึ้นโดยการทำร้ายคู่แข่งนั้ น ไม่สู้ ฉลาดเลย ทางทีดี จงยกตัวเอง ขึ้น แต่อย่าลดคนอื่นลง"

ว่าแล้วอาจารย์ก็ขีดเส้นทั้งสองใหม่ แล้วสาธิตให้ดูโดยการปล่อยเส้นที่ยาว
5 ฟุตไว้อย่างเดิม แต่ขีดเส้น ที่ยาว 3 ฟุตให้ยาวขึ้นเป็น 10 ฟุต
ฝ่ายลูกศิษย์ยังคงกังขา

"คู่แข่งของเธอ ไม่ใช่ศัตรู แต่คือครูของเธอ และเขาคือคนสำคัญที่จะทำให้เธอได้ก้าวไป ข้างหน้าอย่างสง่างาม เธอลองคิดดู
หากไร้เสียซึ่งคู่แข่ง เธอจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองมีศักยภาพในการทำงานขนาด ไหน
ไม่มีอัปลักษณ์ เธอจะรู้จักความสวยงามได้อย่างไร
คู่แข่งขันของเรายิ่งเก่ง ยิ่งฉลาดล้ำ ก็จะทำให้ เรารู้จักขยับตัวเองขึ้นไปให้สูงส่งยิ่งขึ้น
นักสู้ที่ดีนั้น เขายืนหยัดอยู่ในสังเวียนได้เพราะมีคู่ต่อสู้ที่เข้ม แข็ง
คู่ต่อสู้ที่อ่อนแออาจทำให้เราเป็นผู้ชนะ แต่ชัยชนะนั้นมักไม่ยืนยง

"คนที่พยายามจะเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยการฆ่าน้อง ฟ้องนาย และขายเพื่อน
ถึงแม้จะทำได้สำเร็จ แต่นั่น ก็เป็นความสำเร็จที่ปราศจากเกียรติคุณ ไม่อาจเอ่ยอ้างได้ อย่างเต็มภาคภูมิ
การเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดย วิธีที่ไม่ชอบธรรม กับการเลื่อนตัวเองขึ้นไปโดยปล่อยให้คนอื่น ได้ก้าวไปตามวิถีทางของเขาอย่างเสรี นั้นมี ผลลัพธ์ต่างกันเพียงไร

"การเลื่อนตัวเองขี้น พร้อมกับลดคนอื่นลง เธออาจชนะ แต่ก็มีศัตรูเป็นของ
แถม การเลื่อนตัวเองขึ้นแต่ ไม่ลดคนอื่นลง เธออาจเป็นผู้ชนะพร้อมกับมีเพื่อนแท้เพิ่มขึ้น มากมาย
วิธีไหนจะดีกว่ากัน?"


แก้ไขล่าสุดโดย หยดย้อย เมื่อ 17 ก.พ. 2010, 03:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..
"ดูไม้ท่อนนี้ซิ สั้นหรือยาว
สมมุติว่า คุณอยากได้ไม้ที่ยาวกว่านี้ ไม้ท่อนนี้มันก็สั้น
แต่ถ้าคุณอยากได้ไม้สั้นกว่านี้ ไม้ท่อนนี้มันก็ยาว
หมายความว่า ตัณหาของคุณต่างหาก ที่ทำให้มีสั้น มียาว
มีดี มีชั่ว มีทุกข์ มีสุข ขึ้นมา"


จากหนังสือ นอกเหตุเหนือผล
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภัทโท)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งมหัศจรรย์ที่สุด


คุณครูให้นักเรียนส่ง list รายการว่า
อะไรที่ทุกคนคิดว่าคือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในปัจจุบัน นี้
ถึงแม้จะมีบางอย่างที่ไม่เป็นเอกฉันท์แต่ก็สามารถสรุ ปได้ดังนี้

1.ปิรามิดแห่งอียิปต์
2.ทัชมาฮาล
3.แกรนแคนย่อน
4.คลองปานามา
5.ตึกเอ็มไพร์สเตท
6.โบสถ์(มหาวิหาร)เซ็นต์ปีเตอร์
7.กำแพงเมืองจีน

ขณะที่กำลังรวบรวมvoteอยู่
คุณครูก็สังเกตเห็นนักเรียนคนหนึ่งยังตอบไม่เสร็จสัก ที
คุณครูจึงถามว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่ากับรายชื่อที่ให ้ทำ
เด็กนักเรียนหญิงคนนั้นตอบว่า
“มีนิดหน่อยค่ะหนูตัดสินใจไม่ถูกเพราะมีมากมายเหลือเ กิน”
คุณครู:“เหรอจ๊ะงั้นหนูลองบอกพวกเราหน่อยสิ
ว่าหนูรวบรวมอะไรได้บ้าง เผื่อพวกเราจะช่วยได้”

เด็กหญิง:“หนูคิดว่าสิ่งมหัศจรรย์ 7 อย่างของโลกคือ.....

1.การมองเห็น
2.การได้ยิน
3.การสัมผัส
4.การรู้รส
5.การรู้สึก
6.การหัวเราะ
7.และ.....รัก!!“

ทั่วทั้งห้องเงียบสงัด
ขนาดว่าสามารถได้ยินแม้แต่เสียงเข็มตกสัมผัสพื้น

สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดที่เรามองข้ามไปนั้น
คือสิ่งที่เรียบง่ายและธรรมดามาก
และเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำแบบสุภาพจึงอาจกล่าวได ้ว่า

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคนเรานั้นไม่สามารถสร้างข ึ้นด้วยมือ
และซื้อไม่ได้โดยมนุษย์”

“โลกมีไว้เหยียบ มิได้มีไว้แบก”

ทรัพยากรในโลกเพียงพอแก่ทุกคนในโลก
แต่ไม่เพียงพอแก่คนโลภเพียงหนึ่งคน
มหาตมคานธี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เพราะไม่วาง...จึงหนัก

นาวาเอกผู้หนึ่งได้เข้าไปกราบสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากร มหลวงวชิรญาณวงศ์
ซึ่งเคยเป็นพระอุปัชฌาย์เขาเมื่อครั้งบวชที่วัดบวรนิ เวศ

หน้าตาของนาวาเอกดูหม่นหมองและอิดโรย ท่าทางอมทุกข์
สมเด็จฯ จึงรับสั่งถามว่า “เป็นไงมั่งพักนี้?”

“หนักครับ” เขาทูล “ช่วงนี้แย่มากเลยครับ”
“หนักอะไร” สมเด็จฯ ถาม

แล้วนาวาเอกก็ทูลเล่าถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ประดังประเดเข้ามาทั้งเรื่องชีวิต
เรื่องการงาน เขาบอกว่าตอนนี้จวนจะแบกไม่ไหวแล้ว
จึงมาเฝ้าสมเด็จฯ ขอบารมีเป็นที่พึ่ง


สมเด็จฯ นั่งสักพัก ก็รับสั่งให้เขานั่งคุกเข่าและยื่นมือทั้งสองออกมาข้ างหน้า
แล้วพระองค์ก็หยิบกระดาษชิ้นหนึ่งมาวางบนฝ่ามือทั้งส องของนาวาเอก
จากนั้นพระองค์ก็เสด็จออกไปจากที่ประทับ
พร้อมกับรับสั่งว่า “นั่งอยู่นี่แหล่ะ อย่าขยับหรือไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา
จะเข้าไปข้างในสักประเดี๋ยว” แล้วจึงเสด็จเข้าไป

นาวาเอกนั่งอยู่ในท่าคุกเข่า และประคองกระดาษทั้งสองมืออยู่เป็นเวลานาน ๑๐ นาทีก็แล้ว
๒๐ นาทีก็แล้ว สมเด็จฯ ก็ยังไม่ออกมา

เขาเริ่มเหนื่อย แขนก็เริ่มเมื่อยล้า กระดาษชิ้นเล็ก ๆ
ซึ่งเบาหวิวดูจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเหงื่อเริ่มออก


ในที่สุด สมเด็จฯ ก็เสด็จเข้ามาประทับที่เดิม ทำทีเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
สักพักก็มองกระดาษที่มือนาวาเอก แล้วทรงถามว่า “เป็นไง?”


“หนักครับ พระเดชพระคุณ เมื่อยจนจะทนไม่ไหว”
“อ้าว ทำไม ไม่วางมันลงเสียละ?” สมเด็จฯ รับสั่ง
“ก็ไปยอมให้มันอยู่อย่างนั้น มันก็หนักอยู่อย่างนั้นนะสิ
มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง”



กระดาษชิ้นเล็ก ๆ ที่เบาหวิว หากถือไปนาน ๆ เข้า ก็ย่อมกลายเป็นของหนัก
ตรงกันข้าม ก้อนหินก้อนใหญ่ ถ้าไม่ไปแบกหรืออุ้มมัน ก็ไม่รู้สึกหนัก
ฉะนั้นถ้าไม่อยากให้ ชีวิตหรือจิตใจหนักอึ้ง ควรรู้จักปล่อยวางเสียบ้าง


แม้แต่ของที่มีประโยชน์ เราควรยึดถือก็ต่อเมื่อถึงเวลาใช้งาน
เมื่อใช้เสร็จ ก็ควรวางลงเสีย นับประสาอะไรกับของที่ไร้ประโยชน์
เช่นความทุกข์ ความห่วงกังวล ยิ่งต้องวางทันที ที่รู้ตัวว่ามาครองใจ
หาไม่แล้วจะกลายเป็นของหนักจนเอาตัวไม่รอด


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พุทโธหาย....?

ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กับพระลูกศิษย์รูปหนึ่ง เที่ยวธุดงค์แสวงหาที่วิเวกตามอำเภอต่าง ๆ
ในเขตเชียงใหม่ ได้เดินธุดงค์ข้ามเขาหลายลูก และไปพักอยู่ชายเขาแห่งหนึ่งอยู่ห่างจาก
หมู่บ้านชาวเขาราวสองกิโลเมตร โดยพักอยู่ใต้ร่มไม้ เวลาฝนตกลงมาก็เปียกโชก
แต่ก็ทนเอาไม่เดือนร้อนไม่สนใจเพราะทนได้


ตอนเช้าพากันเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านชาวเขา พวกชาวเขาเห็นท่านเข้าไปบิณฑบาต
ก็ถามว่า ตุ๊เจ้ามาธุระอะไร?
ท่านบอกว่ามาบิณฑบาต เขาถามว่า มาบิณฑบาตคืออย่างไร? พวกเขาไม่เข้าใจ
เขาเคยรู้จักพระเหมือนกัน แต่ไม่รู้จักขนบธรรมเนียมของพระ ท่านบอกว่าบิณฑบาตก็คือ
พระมาขอแบ่งข้าวจากชาวบ้านไปกิน เขาถามว่าจะเอาข้าวสารหรือข้าวสุก? ท่านตอบว่าข้าวสุก


เขาก็บอกกันต่อ ๆ ไปให้เอาข้าวสุกมาใส่บาตรท่าน เมื่อได้ข้าวแล้วท่านก็พา
พระลูกศิษย์กลับมายังร่มไม้ที่พัก และฉันข้าวเปล่า ๆ อยู่นานวัน ขณะที่ท่านพักอยู่ใต้ร่มไม้
ใกล้หมู่บ้านแห่งนี้พวกเขาใส่บาตรให้ก็จริง แต่พวกเขาไม่มี ความเลื่อมใสและไว้ใจท่านเลย
พอตกกลางคืนหัวหน้าชาวบ้านตีเกาะนัดให้ชาวบ้านมาประชุมกันแล้วประกาศว่า
ขณะนี้มีเสือเย็นสองตัว (หมายถึงพระอาจารย์มั่นและพระลูกศิษย์) มาพักอยู่ที่ป่าใกล้หมู่บ้าน


คำว่า “เสือเย็น” หมายถึง “เสือสมิง” นั่นเอง ขอให้ชาวบ้านทั้งหลายอย่าได้ไว้ใจ
เสือเย็นสองตัวนี้ มันแปลงเป็นพระจะมาจับพวกเราไปกินเป็นอาหารห้ามไม่ให้เด็กและผู้หญิง
เข้าไปในป่าเป็นอันขาด แม้ผู้ชายจะเข้าไปในป่าก็ควรจะมีพรรคพวกเป็นเพื่อนไป
ด้วยหลาย ๆ คนและต้องมีอาวุธป้องกันตัวไปด้วย ไม่ควรเดินป่าตัวคนเดียวเป็นอันขาด
จะมีอันตรายถูกเสือเย็นสองตัวตะครุบกัดกิน


พวกชาวเขาได้จัดเวรยามครั้งละ 3 – 4 คน มีอาวุธมีดพร้าขวานแหละหน้าไม้
ให้มาคอยเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของพระอาจารย์มั่น แหละพระลูกศิษย์อยู่ใกล้ ๆ
ที่พักอยู่ตลอดเวลาทั้งวันและทั้งคืนเป็นผลัด ๆ


ไม่ว่าท่านจะเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิภาวนา พวกเขาจะคอยสอดส่ายสายตาจับตาดู
ความเคลื่อนไหวไม่ยอม ให้คลาดสายตาไปได้เลย ไม่พูดไม่จาไม่ไถ่ถามอะไรทั้งนั้น
เอาแต่จ้องมองทมึงทึงท่าเดียว แต่เวลาเข้าไปบิณฑบาตพวกเขาก็ใส่ให้อย่างเสียไม่ได้
ใส่ให้ด้วยความเกรงกลัวต้องการเอาใจไว้บ้างมากกว่า ถ้าไม่ใส่บาตรให้เสียเลย
เดี๋ยวเสือเย็นจะโกรธใหญ่หาเรื่องทำร้ายเอาได้ง่าย ๆ


เหตุการณ์เป็นไปอย่างนี้อยู่หลายวันทีเดียว บรรยากาศภายในหมู่บ้าน
ตึงเครียดมาก แต่พระอาจารย์มั่นก็หาได้หวั่นไหวไม่ ท่านกำหนดวาระจิตตรวจสอบดูจิตใจชาวบ้านทุกคน
อยู่ทุกระยะ ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็จัดให้มีการประชุมขึ้นอีก ได้มีการปรึกษาพิจารณาสถานการณ์
ของหมู่บ้านอย่างเคร่งเครียดว่าจะเอายังไงกับพระสององค์นี้ต่อไป


พวกเวรยามที่มาคอยเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของพระอาจารย์ มั่นได้รายงานว่า
ไม่เห็นพระสององค์มีอะไรผิดแปลกเลย เห็นแต่ท่านนั่งหลับตาบ้าง เดี๋ยวลุกขึ้นเดินไปเดินมาบ้าง
นอนงีบเดียวแล้วก็ลุกขึ้นมาเดินอีก เดินพักหนึ่งแล้วก็นั่งหลับตา ไม่รู้ว่าท่านนั่งหลับตาทำไม
และเดินกลับไปกลับมาหาอะ ไร จะหาว่าของหายก็ไม่เห็นหาเจอสักที (หมายถึงเห็นท่านเดินจงกรม)


หัวหน้าหมู่บ้านได้ฟังดังนั้นก็นิ่งอึ้ง มีชาวบ้านผู้อาวุโสคนหนึ่งเป็นผู้เฒ่าของหมู่บ้าน
เคยเข้าไปในเมือง รู้ขนบธรรมเนียมประเพณีคนเมืองอยู่บ้าง รู้จักพระสงฆ์องค์เจ้าปฏิบัติธรรมพอสมควร
แกได้พูดขึ้นว่า......


" พระสององค์นี้เห็นจะเป็นพระจริง ๆ ไม่ใช่เสือเย็นปลอมแปลงมาหรอก
พระพวกนี้ชอบท่องเที่ยวอยู่ในป่าปฏิบัติตัวเป็นนักบุญ การที่พวกเราชาวบ้านไปสงสัยและกล่าวหา
พระสององค์นี้ว่าเป็นเสือเป็นสางน่ากลัวจะไม่ถูกต้องเสียแล้ว
จะทำให้พวกเรามีบาปหนักผีป่าผีปู่ย่าตาทวดจะโกรธเอาเปล่า ๆ ทางที่ควรจะพากันไป
พบพระสององค์นี้แล้วไถ่ถามเอาให้รู้ต้นสายปลายเหตุว่า
มานั่งหลับตาทำไม มาเดินไปเดินมาหาอะไร"



พอได้เวลาบ่ายวันนั้น ชาวบ้านก็พากันมาจริง ๆ พวกเขาถามว่า ตุ๊เจ้านั่งหลับตานิ่ง ๆ
และเดินกลับไปกลับมาทั้งกลางวันกลางคืนมาเป็นเวลาหลา ยวันแล้ว ตุ๊เจ้านั่งและเดินหาอะไร

พระอาจารย์มั่นตอบว่า “พุทโธหาย เรานั่งและเดินหาพุทโธ”

“พุทโธ เป็นตัวยังไง รูปร่างสูงต่ำดำขาวยังไงจะให้ชาวบ้านช่วยหาให้ได้ไหม ”
หัวหน้าหมู่บ้านถามด้วยความสงสัย



พระอาจารย์มั่นตอบว่า “ พุทโธ ที่ว่านี้ เป็น ดวงแก้วอันวิเศษ สุดประเสริฐ ใครได้ไว้แล้วจะโชคดี ถ้าพวกสูจะช่วยเราหาให้พบก็ยิ่งดีใหญ่ จะได้เห็นพุทโธเร็ว ๆ


พุทโธ ของตุ๊เจ้าหายมานานแล้วหรือ” ผู้เฒ่าอาวุโสของหมู่บ้านถามบ้าง


“ไม่นานหรอก ถ้าพวกสูช่วยหาให้ยิ่งจะพบเร็วกว่าเราหาเพียงคนเดียว ”
พระอาจารย์มั่นตอบอย่างเป็นปริศนาธรรม



“พุทโธ เป็นดวงแก้วใหญ่ไหม” หัวหน้าหมู่บ้านถาม


“ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดีกับเราและกับพวกสูนั่นแหละ ใครหา พุทโธ
พบคนนั้นจะเป็นผู้ประเสริฐ มีตาทิพย์มองเห็นอะไรได้ตามใจหวัง” พระอาจารย์มั่นตอบ



“มองเห็นนรกสวรรค์ได้ไหมตุ๊เจ้า”


“มองเห็นซิ ถ้ามองไม่เห็นจะเรียกว่าเป็นดวงแก้ววิเศษได้ยังไง”


“ลูกตาย เมียตาย ผัวตาย มองเห็นได้ไหมตุ๊เจ้า”


“เห็นซี เห็นหมดทุกอย่างถ้าต้องการอยากเห็น”


“ดวงแก้วพุทโธนี้สว่างมากไหมตุ๊เจ้า”


“สว่างมาก สว่างยิ่งกว่าพระอาทิตย์ตั้งร้อยดวงพันดวงเพราะพระอาทิตย์ไม่สามารถ
ส่องให้เห็นนรกสวรรค์ได้ แต่ดวงพุทโธสามารถส่องเห็นหมด”
พระอาจารย์มั่นตอบอย่างอารมณ์ดี


“ผู้หญิงช่วยหาดวงแก้วพุทโธได้ไหมตุ๊เจ้า ” เขาถาม


“ได้ซี ผู้หญิงก็หาได้ เด็ก ๆ ก็ช่วยกันหาได้”


“ดวงแก้วพุทโธประเสริฐในทางใดบ้าง กันผีได้ไหม”


“ดวงแก้วพุทโธประเสริฐใช้ได้หลายทางจนนับไม่ถ้วน ผีสางเทวดาต้องยอมกราบพุทโธทั้งนั้น
ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าดวงแก้วพุทโธ ผีกลัวพุทโธมากต้องกราบพุทโธ
ใครหาพุทโธแม้ยังไม่พบ ผีก็เริ่มกลัวแล้ว” พระอาจารย์มั่นตอบยิ้ม ๆ



“พุทโธเป็นดวงแก้วสีอะไรตุ๊เจ้า” หัวหน้าหมู่บ้านถาม


“พุทโธเป็นดวงแก้วสว่างไสว มีหลายสีจนนับไม่ถ้วน พุทโธนี้เป็นสมบัติอันวิเศษของพระพุทธเจ้า
พุทโธเป็นองค์แห่งความรู้สว่างไสวไม่เป็นวัตถุ พระพุทธเจ้าท่านมอบไวให้เราหลายปีแล้ว
แต่เราเองยังหาพุทโธที่ท่านมอบให้ยังไม่เจอ ไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน แต่จะอยู่ที่ไหนไม่สำคัญนัก
ที่สำคัญก็คือ ถ้าพวกสูจะพากันช่วยเราหาพุทโธจริง ๆ ให้พากันนั่งหรือเดินนึกในใจว่าพุทโธ ๆ ๆ
อยู่ภายในใจโดยเฉพาะ ไม่ให้จิตส่งออกนอกกาย ให้รู้อยู่กับคำว่าพุทโธเท่านั้น
ถ้าทำอย่างนี้พวกสูอาจเจอพุทโธก่อนเราก็ได้”




“การนั่งหรือเดินหาพุทโธจะให้นั่งหรือเดินนานเท่าไรถึงจะพบพุทโธแล้วหยุดได้ตุ๊เจ้า”


“ให้นั่งหรือเดินเพียงชั่วหม้อข้าวเดือดจนสุกหรือนาน กว่านั้นก่อน สำหรับผู้ตามหาพุทโธทีแรก
พุทโธท่านยังไม่อยากจะให้เราตามหาท่านนานนัก กลัวจะเหนื่อยแล้วตามพุทโธไม่ทัน
เดี๋ยวจะขี้เกียจเสียก่อน ทีหลังจะอยากตามหาท่านแล้วเลยจะไม่พบท่าน
เอาเพียงเท่านี้ก่อน ถ้าอธิบายมากกว่านี้จะจำวิธีไม่ได้แล้วตามหาพุทโธไม่ พบ”
พระอาจารย์มั่นให้อรรถาธิบาย



พวกชาวป่าได้ฟังแล้วก็ชวนกันกลับไปโดยไม่มีการยกมือไหว้ร่ำลาอะไร
เพราะเป็นนิสัยของชาวป่ายังงั้นเอง เมื่อพวกเขาจะไปก็ลุกไปเฉย ๆ พระอาจารย์มั่นก็กำหนดจิต
ติดตามดูความเคลื่อนไหวต่อไปก็พบว่า เมื่อพวกเขาไปถึงหมู่บ้านแล้ว พวกชาวบ้านทั้งหลาย
ก็แห่กันมารุมซักถามเป็นการใหญ่ หัวหน้าหมู่บ้านก็อธิบายให้ฟังตามที่พระอาจารย์มั่น
สั่งสอนเรื่องดวงแก้วพุทโธ



พวกชาวบ้านต่างก็ตื่นเต้นอยากจะได้ดวงแก้วพุทโธเอะอะ กันใหญ่ เพราะเป็นของดีของวิเศษ
ต่างก็พากันแยกย้ายไปฝึกหัดนึกท่องพุทโธในใจโดยทั่วกันไม่นึกอย่างอื่น นึกแต่คำว่าพุทโธ ๆ ๆ
นับตั้งแต่หัวหน้าหมู่บ้านลงมาถึงผู้หญิงและเด็ก ๆ ที่พอจะรู้วิธีนึกท่องในใจหาพุทโธได้



พวกชาวเขาเป็นคนซื่อโดยกำเนิด ถ้าเชื่อเลื่อมใสศรัทธาอะไรแล้วก็คิดเลื่อมใสเลย
ไม่มีอะไรสงสัยข้องใจ จิตของพวกเขาจึงเข้าถึงสมาธิได้รวดเร็วและเป็นที่อัศจรรย์ด้วยบารมี
ของพระพุทธเจ้า ปรากฏว่าไม่นานนัก ชาวป่าผู้หนึ่งซึ่งเดินท่องพุทโธนั่งท่องพุทโธ
ตามหาดวงแก้วพุทโธนั้นบังเกิดประสบเข้ากับธรรมะ คือความสงบสุขทางใจด้วยอำนาจ
การนึกบริกรรมพุทโธตามวิ ธีสมาธิแยบยลที่พระอาจารย์มั่นใช้อุบายสอน
เขารีบวิ่งออกจากหมู่บ้านมาเล่าให้พระอาจารย์มั่นฟัง ว่าก่อนหน้า 3 – 4
วันที่เขาจะประสบกับดวงแก้วพุทโธนั้น ได้นอนหลับและฝันไป ฝันเห็นพระอาจารย์มั่นเอาเทียนใหญ่
จุดไฟสว่างไสวไปติดไว้บนศีรษะเขา ทำให้ร่างกายของเขาสว่างไสวไปหมดเขาดีใจมาก
มีความสุขทางใจอย่างบอกไม่ถูก




พระอาจารย์มั่นจึงได้เมตตาแนะนำสั่งสอนเพิ่มเติมให้ฝึกขั้นสูงต่อไปโดยลำดับ
ปรากฏว่าเขาไปฝึกอยู่ได้ไม่กี่วันก็เข้าถึงสมาธิขั้น สูงสามารถบังคับดวงแก้วพุทโธให้สว่างไสวใหญ่
และเล็กได้ ให้เป็นไปตามต้องการได้จนเกิดอำนาจจิตอภิญญาสามารถล่วงรู้ใจผู้อื่นได้ว่า
ใจของใครคิดอะไร มีความเศร้าหมองและผ่องใสเพียงใด แถมยังบอกพระอาจารย์มั่นอย่างซื่อ ๆ
ตรงไปตรงมาว่าเขาสามารถรู้เห็นสภาพจิตของพระอาจารย์มั่นและพระที่อยู่ด้วยได้อย่างชัดเจน

พระอาจารย์มั่นหัวเราะชอบใจจึงถามเป็นเชิงเล่น ๆ ว่า " จิตของเราเป็นยังไง มีบาปไหม? "



เขารีบตอบทันทีว่า " จิตของตุ๊เจ้าไม่มีจุดไม่มีดวงเหลืออยู่แล้ว มีแต่ความสว่างไสว
น่าอัศจรรย์เหมือนดาวประกายพรึกลอย สุกปลั่งอยู่ในอก ตุ๊เจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลกไม่มีใครเสมอ
เหมือนเฮาบ่เคยเห็น แหม.....ตุ๊เจ้ามาอยู่ที่นี่นานตั้งร่วมปีแล้ว ทำไมไม่สอนเฮาบ้างก๊าแต่แรกมาอยู่ "

(ก๊า แปลว่า เล่าหรืออะไร ๆ ได้อีกหลายอย่าง เป็นคำเหนือติดท้ายประโยคได้ทั้งคำถามคำตอบ)



พระอาจารย์มั่นตอบว่า "จะให้เราสอนได้อย่างไรก็ไม่เคยเห็นพวกสูมาศึกษาไต่
ถามเรานี่นา เขาตอบว่า เอาบ่ฮู้ก๊าว่าตุ๊เจ้าเป็นผู้วิเศษ ถ้าฮู้ เฮาจะทนอยู่ได้อย่างไร ต้องรีบแล่นมาหาแน่ ๆ
ทีนี้พวกเฮาฮู้แล้วว่าตุ๊เจ้าเป็นคนฉลาดมาก เวลาพวกเฮามาถามว่าตุ๊เจ้านั่งหลับตานิ่ง ๆ
และเดินกลับไปกลับมาทำไม กำลังหาอะไรหรือ ? ตุ๊เจ้าก็บอกพวกเฮาว่า
พุทโธหาย กำลังหาพุทโธ ขอให้พวกเฮาช่วยตามหาที



เมื่อถามถึงพุทโธเป็นลักษณะอย่างไร ตุ๊เจ้าก็บอกว่าเป็นดวงแก้ววิเศษสว่างไสว
ความจริงตุ๊ เจ้าเป็นพุทโธอยู่แล้ว มิได้ทำให้พุทโธสูญหายไปไหน แต่เป็นอุบายอันฉลาดของตุ๊เจ้า
ที่เมตตาสงสารพวกเฮาชาวป่าชาวดอย ให้พวกเฮาภาวนาพุทโธเพื่อให้จิตพวกเฮาสว่างไสวเหมือน
จิตตุ๊เจ้าต่างหาก เฮาฮู้แล้วว่าตุ๊เจ้าเป็นผู้ประเสริฐเฉลียวฉลาด ปรารถนาให้พวกเฮาได้บุญใหญ่
มีความสุข พบพุทโธดวงแก้วประเสริฐที่ใจตัวเอง มิใช่ให้หาพุทโธให้ตุ๊เจ้าเลย !"



อนึ่ง....ที่ชาวป่าผู้บรรลุสมาธิเข้าถึงฌานขั้นสูงนี ้จนเกิดอำนาจจิตอภิญญาสามารถรู้เห็นจิตใจผู้อื่นได้
แต่โดยความเป็นจริงแล้ว เขาไม่สามารถจะรู้เห็นสภาวะจิตใจของผู้ที่มีภูมิธรรม สูงกว่าได้เลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอาจารย์มั่นซึ่งเป็นพระอริยเจ้า ชั้นสูง แต่ที่เขาสามารถเห็นสภาวะจิต
ของพระอาจารย์มั่นเป็นดว งแก้วประกายพรึกได้นั้นเป็นเพราะพระอาจารย์มั่นยินยอมให้เห็นได้




ทีนี้นับตั้งแต่ชาวป่าคนนั้นได้เห็นพุทโธหรือธรรมกาย ในใจตนเองแล้ว
เรื่องก็กระจายไปทั่วหมู่บ้านในไม่ช้า ทำให้ชาวบ้านต่างก็พากันเร่งภาวนาพุทโธไปตาม ๆ กัน
เพราะอยากจะได้ดวงแก้วพุทโธบ้าง เพราะเกิดความเชื่อถือเลื่อมใสพระอาจารย์มั่นมาก
เรื่องที่สงสัยว่าท่านจะเป็นเสือเย็นหรือเสือสมิงก็หายไป ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงอีกเลย



นับแต่นั้นมา เวลาท่านออกบิณฑบาตพวกชาวบ้านต่างก็พากันใส่บาตรเป็นแถว
และติดตามส่งบาตรรพากันขอศึกษาธรรมเพิ่มเติมกับท่านทุกวัน อาหารการขบฉันที่เคยขาดแคลน
ก็กลายเป็นความสมบูรณ์ขึ้น ชาวป่ายังช่วยกันสร้างกระท่อมมุงหลังคาใบไม้ให้เป็นกุฏิที่พักถากถาง
ป่ารกรุงรังให้เป็นที่เดินจงกรม ปัดกวาดคลานกุฏิให้สะอาดกว้างขวางน่าอยู่อาศัยกว่าเดิม



ลงพวกชาวป่าได้เชื่อถือและเคารพศรัทธาเลื่อมใสแล้วเป็นต้องนับถืออย่างถึงใจจริง ๆ
ถึงไหนถึงกัน เป็นก็เป็นด้วยกัน ตายก็ตายด้วยกัน แม้ชีวิตของพวกเขาก็ยอมสละได้
พระอาจารย์มั่นพูดอะไร พวกเขาเชื่อฟังและเคารพอย่างถึงใจ การบริกรรมภาวนาหาพุทโธ
ท่านได้ค่อย ๆ สอนให้เขยิบขึ้นไปตามขั้นตามนิสัยของแต่ละคนซึ่งมีสต ิปัญญาไม่เหมือนกัน
คนไหนฉลาดก็ได้รับการสอนวิปัสสนาสอดแทรกควบคู่ไปด้วย อุบายแปลก ๆ
อันชาญฉลาดแยบยลให้เกิดความรอบรู้ชำนาญขึ้นตามลำดับ



ชั่วเวลาไม่นาน ชาวบ้านหลายคนก็สำเร็จทางในได้พบดวงแก้วพุทโธเพิ่มขึ ้นหลายคน
ปีนั้นท่านเลยต้องจำพรรษาอยู่ที่นั่นไปไหนไม่ได้ เพราะชาวป่าไม่ยอมให้ไป
รวมเวลาแล้วนับปีกว่า จึงได้ลาจากกันในที่สุด


...


แก้ไขล่าสุดโดย หยดย้อย เมื่อ 16 ก.พ. 2010, 22:41, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 10:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระถูกปล้น

ท่านอาจารย์ชิจิริโกชุน เป็นอาจารย์เซ็นที่มีชื่อเสียงมากองค์หนึ่ง วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังนั่งสวดมนต์อยู่ในกุฏิ ก็มีโจรคนหนึ่งย่องเข้ามาพร้อมด้วยดาบยาวในมือ เพื่อจะขโมยเงิน ก็พอดีมาพบท่านอาจารย์เข้า ท่านอาจารย์จึงเอ่ยขึ้นว่า

"พ่อคุณ ฉันกำลังสวดมนต์อยู่ อย่ามากวนฉันเลย เงินอยู่ในลิ้นชักโน่นแน่ะ"

แล้วท่านอาจารย์ก็สวดมนต์ต่อไป หลังจากนั้นชั่วครู่ ท่านนึกขึ้นได้ จึงพูดต่ออีกว่า

"แต่เธออย่าเอาไปหมดนะ เหลือเอาไว้ให้ฉันเสียภาษีในวันพรุ่งนี้บ้าง"

โจรคนนั้นรวบรวมเงินในลิ้นชักเกือบหมด แล้วเตรียมจะหลบหนีไป ท่านอาจารย์จึงกล่าวขึ้นอีกว่า

"นี่เธอ รู้จักขอบใจคนที่ให้ของเธอบ้างซิ"

โจรกล่าวขอบใจท่านอาจารย์ แล้วรีบหลบหนีไป ต่อมาไม่นาน โจรคนนั้นก็ถูกเจ้าหน้าที่จับได้ และสารภาพว่าเคยไปกระทำโจรกรรมในวัดของท่านชิจิริโกช ุน เจ้าหน้าที่จึงได้มานิมนต์ท่านไปให้การในฐานะพยาน ท่านอาจารย์ให้การว่า

"ชายคนนี้ไม่ได้ขโมยเงินของฉันดอก เพราะเมื่อเวลาฉันให้เงินเขาแล้ว เขายังกล่าวขอบคุณฉันเลย"

หลังจากพ้นโทษแล้ว โจรคนนั้นก็ได้ตรงไปหาท่านอาจารย์และขอสมัครตัวเป็นศ ิษย์ของท่าน

เมื่อรู้แจ้งแล้ว ก็ไม่เหลือตัวกู ของกู ให้รกรุงรังอีกต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 11:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


.
หมาโง่

บ่ายวันนี้ วัดเล็กๆที่สงบเงียบแห่งนี้กลับอึกทึกครึกโครมด้วยเสียงเจี๊ยวจ๊าว
เพราะมีรถทัวร์สามคันจากกรุงเทพเดินทางมา เพราะว่าคนหนุ่มสาวที่เดินทางไปทำงานต่างชักชวน
กันตั้งกองผ้าป่าจัดมาทอด หลวงพ่อแม้ต้องการความสงบแต่ก็ไม่อาจขัดแรงศรัทธาได้
จึงเดินทางไปบนศาลาการเปรียญ บุญมี บุญมา สมศรี สมบัติ สมโชค และอื่นๆอีกมากมาย


จากเด็กบ้านนอกไร้เดียงสาเมื่อก่อนบัดนี้ กลับไม่มีกลิ่นอายของเด็กบ้านนอกอยู่เลย
แต่ละคนต่างแต่งตัวกันแปลกๆ ไฮไลท์ผม ย้อมผมบ้าง จากหัวดำ เป็นหัวเหลืองแดง ทำผมหยิก
ใส่แว่นตากันแดด เสื้อผ้าอย่างหรูเพราะบางคนได้สามีที่รวย ใส่ทองเต็มคอ เต็มแขน
กิริยาวาจาดูแตกต่างไปหมด


แต่ละคนเมื่อขึ้นบนศาลาการเปรียญต่างเจี๊ยวจ๊าวกันใหญ่ คงหนีไม่พ้นเรื่องแฟชั่น
มือถือ และสิ่งที่คนเมืองจะแข่งกัน แม้หลวงพ่อจะขึ้นไปนั่งบนศาลาแล้วแต่ละคนก็ไม่ได้ให้
ความสนใจเท่าใดนัก เหมือนกับลืมไปว่าครั้งหนึ่งพ่อกับแม่เคยสั่งสอนให้เ คารพพระและวัด
ให้เงียบเมื่อพระมา


หลวงพ่ออยากจะให้ทุกคนเงียบและสนใจฟัง จึงคิดจะแสดงธรรมให้ทุกๆคนฟัง
แต่วิธีแสดงธรรมของท่านแปลกกว่าองค์อื่น จึงเรียกเด็กวัดมาแล้วกล่าวเบาๆ
เด็กวัดพยักหน้ารับและไหว้ลาลงไปจากศาลา

ครู่หนึ่งเด็กวัดกลับมาพร้อมกับเชือกและก้อนเนื้อ ใต้ถุนศาลามีหมาวัดอยู่หลายตัว
เด็กวัดจัดการเอาเชือกมัดกับก้อนเนื้อและมัดติดกับหล ังหมา หมาได้กลิ่นเนื้อทอดก็หิว
และพยายามจะงับก้อนเนื้อให้ ได้ ยิ่งวิ่งก็ยิ่งวุ่น แต่ก็กินไม่ได้
ทั้งยังต้องหนีหมาตัวอื่นที่ไล่งับก้อนเนื้ออีก

ญาติโยมชาวกรุงที่คุยกันเรื่องมือถือและแฟชั่น ต่างหันมาสนใจหมาที่มีอาการประหลาด
บ้างก็หัวเราะ
ฮ่าๆ ไอ้หมาหน้าโง่ กร๊ากๆๆ
อุ๊ย เธอ ดูสิ หมาน่าขำจัง ฮ่าๆๆๆๆ


ครู่หนึ่งหลวงพ่อจึงบอกให้เด็กวัดแก้เชือกและแบ่งเนื้อให้หมาแต่ละตัวกิน
เสร็จแล้วจึงกล่าวว่า
โยมทั้งหลาย โยมว่าหมาโง่รึเปล่าที่ไล่งับเนื้อบนหลังตัวเอง
ครับ หลวงพ่อ หมามันโง่ รู้ทั้งรู้ว่ากินเนื้อไม่ได้ก็ยังจะไล่งับ ขำดีครับ ฮ่าๆๆๆ ฮิ้ว

โยมทั้งหลาย หมามันก็เหมือนคนเราในสังคมนี่แหละ ส่วนก้อนเนื้อก็เหมือนวัตถุนิยมในสังคม
ที่หลอกให้คนเราหลงไปตาม ยิ่งเราไล่งับมันมันก็ยิ่งหนีห่าง แม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีทางแต่เราก็ยังจะวิ่งไล่จับมัน
ต้องป้องกันคนอื่นจะมาแย่งชิงสิ่งที่ตนเองต้องการด้ว ย แม้จะเหนื่อย แม้จะล้า
แต่เราก็ยังวิ่งไล่มันไปเรื่อยๆ จนสุดท้ายเราเองก็ไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่

หลวงพ่อเทศน์เพียงสั้นๆ แต่เสียงหัวเราะโห่ฮาเมื่อครู่เงียบลงโดยฉับพลัน
แต่ละคนต่างทำหน้าคิด


มือถือ!!!!!!

มอเตอร์ไซค์!!!!!

รถยนต์!!!!!

เงินทอง!!!!

คำยกย่องเชิดชูในสังคม!!!!

มันเหมือนก้อนเนื้อบนหลังหมาจริงๆ


...


แก้ไขล่าสุดโดย หยดย้อย เมื่อ 16 ก.พ. 2010, 22:43, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 11:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


โชคดี

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ประเทศจีน ..ยังมีชาวนาคนหนึ่งเป็นคนที่มีนิสัยขยันขันแข็ง หลังจากทำไร่ไถนาตั้งแต่เช้าจนเที่ยง ทำให้ชาวนารู้สึกเหน็ดเหนื่อย จึงได้เดินไปนอนเล่น พักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มเงาหน้าผาใกล้ ๆ

ขณะนั้นเอง ณ ทุ่งหญ้าบนภูเขา ได้มีกวางหนุ่มตัวหนึ่ง
วิ่งหนีเสือที่ไล่กวดมาอย่างกระชั้นชิด
เจ้ากวางวิ่งหนีจนมาถึงริมหน้าผา และได้พลาดตกจากหน้าผา ร่วงลอยละลิ่วลงมากระแทกพื้นตาย ณ ตรงหน้า ชาวนาที่กำลังนอนหลับ เสียงดังสนั่นจนชาวนาสะดุ้งตื่น

วันนั้นชาวนาผู้โชคดีจึงได้กินเนื้อกวางย่างอันแสนโอ ชะ แถมยังได้แล่เนื้อกลับเอาไปตากแห้ง เก็บไว้กินได้เป็นเดือน ๆ ชาวบ้านต่างลือกันไปทั่วถึงความมีโชคดีของชาวนาคนนี้


ยังมีชาวนาอีกคนหนึ่งได้ยินข่าวลือ ก็นึกอยากจะได้เนื้อกวางแสนอร่อยมากิน เหมือนกับชาวนาคนแรก เขาจึงได้บอกภรรยาว่าต่อไปนี้จะไม่ออกไปทำนา แต่จะไปนอนที่ริมหน้าผาเพื่อรอให้กวางตกลงมาอีก ตนจะได้นำเนื้อกวางมาเลี้ยงครอบครัว และ ถ้าได้กวาง
บ่อยๆ เขาจะได้เลิกอาชีพชาวนาสักที
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชาวนาคนที่สอง ก็ได้แต่ไปนั่งๆ นอนๆ ที่ใต้หน้าผาแห่งนั้น เพื่อรอกวางตกลงมาจากหน้าผา ไม่ยอมทำงานทำการเหมือนอย่างเคย

ชาวนาเฝ้ารออยู่หลายวันหลายคืน แต่กวางก็ไม่ยอมตกลง มาสักที

ด้วยความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชาวนาอุตส่าห์จุดธูปไหว้เจ้าป่าเจ้าเขา อ้อนวอนขอให้ดลบันดาลกวางตกลงมาให้เป็นลาภปาก เขาเฝ้าวิงวอนอยู่เช่นนี้ทั้งวันทั้งคืน จนร่างกายผ่ายผอม แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
จนที่สุดภรรยาของเขาทนไม่ไหว ขู่ว่าจะหอบเสื้อผ้าหนีไป หากยังไม่ยอมไปทำการทำงาน ประกอบกับเพื่อนบ้านพากันหัวเราะเยาะขบขัน ชาวนาจึงจำใจต้องเลิกราความตั้งใจ หันกลับไปทำนาเช่นเดิม

ชีวิตที่ไม่ดิ้นรน ก็ไม่ต่างกับศพที่เดินได้


ภทฺทรวาที


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


.
เศรษฐีเจ้าอารมณ์



ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเศรษฐีคนหนึ่งเป็นคนเจ้าอารมณ์ และมักจะปวดศีรษะอยู่เป็นประจำ

เขาได้ประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงามแก่คนที่สามารถรั กษาอาการปวดศีรษะของเขาได้


หลายคนรวมทั้งหมอที่เชี่ยวชาญต่างก็มาเสนอแนะวิธีรัก ษาโรคปวดศีรษะของเศรษฐีผู้นี้ แต่ไม่มีใครสามารถทำให้เขาดีขึ้นได้

อยู่มาวันหนึ่ง มีฤาษีคนหนึ่งมาเยี่ยมท่านเศรษฐี เศรษฐีได้บอกเกี่ยวกับโรคประจำตัวของเขาให้ฤาษีทราบ ฤาษีจึงบอกกับท่านเศรษฐีว่า " โธ่เอ้ยวิธีรักษาอาการปวดหัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว
นั่นก็คือเจ้าจะต้องมองทุกอย่างให้เป็นสีเขียวตลอดเว ลาแล้วอาการโรคของเจ้าจะหายไป"


เศรษฐีดีใจมากและคิดว่าสิ่งที่ฤาษีแนะนำเขานั้นเป็นส ิ่งที่ทำได้ง่ายมาก
วันรุ่งขึ้นท่านเศรษฐีจึงจ้างช่างทาสี หลายร้อยคน มาช่วยกันทาสีของหมู่บ้านให้เป็นสีเขียวทั้งหมด
นอกจากนี้ด้วยความที่รวยมาก ยังซื้อเสื้อผ้าให้กับคนในหมู่บ้านทุกคนใส่
ในตอนนี้ไม่ว่าท่านเศรษฐีมองไปทางใดก็จะเป็นสีเขียวต ลอดเวลาตามคำแนะนำของฤาษี
อาการปวดศีรษะของเขาก็เริ่มดีขึ้นๆ เขาเริ่มเป็นคนยิ้มง่ายและมีความสุขมากขึ้น


สองสามเดือนถัดมา ท่านฤาษีได้กลับมาเยี่ยมเศรษฐีอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ต้องเผชิญกับช่างทาสีคนหนึ่งซึ่งร้องตะโกนว่า
"หยุด หยุด ท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ในชุดนี้ไม่ได้ เดี๋ยวผมจะทาสีท่านให้เป็นสีเขียวก่อน"
ฤาษีก็รีบวิ่งและหนีเข้าไปในบ้านของเศรษฐีได้ในที่สุ ด
ฤาษีได้พบกับเศรษฐีในบ้านและตำหนิว่า
"ทำไมเจ้าถึงเสียเงินทองและ เวลามากมาย เพื่อเปลี่ยนสิ่งต่างๆรอบตัวเจ้าเล่า
เราไม่ได้บอกให้เจ้าไปเที่ยวทาสีทุกอย่างให้เป็นสีเข ียวเลย
เจ้าเพียงแค่สวมแว่นตาสีเขียวเท่านั้น เจ้าก็จะมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นสีเขียวแล้ว"


หากเราต้องการเปลี่ยนสิ่งแวด ล้อมรอบตัว
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกคนหรือทุกอย่าง
เราเพียงแต่เปลี่ยนตัวของเราเองก่อน
แล้วเราจะพบว่าทุกสิ่งรอบตัวของเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย เช่นกัน

เรื่องจาก การพัฒนาศักยภาพอย่างสมบูรณ์
โดย ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 12:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พระผู้เฒ่ากับคนแบกของ

พระเซนชรารูปหนึ่งในประเทศจีนซึ่งปฏิบัติภาวนาอยู่นา นหลายปี ท่านมีจิตดีและกลายเป็นคนสงบเงียบมาก แต่ก็ยังไม่เคยสัมผัสการสิ้นสุดแห่ง "ฉัน" และ "ผู้อื่น" ภายในใจได้อย่างแท้จริง ท่านไม่เคยบรรลุถึงต้นธารความนิ่งหรือศานติที่สมบูรณ ์ซึ่งเป็นบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้ง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไปขออนุญาตอาจารย์ว่า

"ผมขอออกไปปฏิบัติบนเทือกเขาได้ไหมครับ ผมถือบวชและฝึกฝนมานานหลายปี ไม่ต้องการอื่นใดนอกจากการเข้าใจธรรมชาติแท้ของตนเอง และโลก"

อาจารย์รู้ว่าจิตของพระรูปนี้สุกงอมแล้วจึงอนุญาตให้ ไปได้
ท่านออกจากวัดโดยมีบาตรและบริขารเพียงเล็กน้อยติดตัว ระหว่างทางได้เดินผ่านเมืองต่าง ๆ หลายเมือง

ครั้นออกจากหมู่บ้านสุดท้ายก่อนขึ้นเขา ปรากฎว่ามีชายชราคนหนึ่งเดินสวนทางลงมา

ชายคนนั้นมีห่อใหญ่มากเป้ติดหลังมาด้วย (ชายชราผู้นี้แท้จริงแล้วคือพระมัญชุศรีโพธิสัตว์
ซึ่งพุทธศาสนิกชาวจีนเชื่อกันว่าจะมาปรากฎแก่คนที่มี จิตสุกงอมในจังหวะที่เขาจะบรรลุธรรม
ภาพของพระมัญชุศรีที่มีการบรรยายไว้มาก มักเป็นภาพพระองค์ถือดาบแห่งปรีชาญาณคมกริบที่สามารถ
ตัดความยึดมั่น มายาคติ และความรู้สึกแบ่งแยกได้หมดสิ้น)

ชายชราเอ่ยทักพระว่า
"สหาย ท่านกำลังจะไปไหนหรือ"

พระจึงเล่าเรื่องของตนว่า
"เราปฏิบัติมานานหลายปีแล้ว ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องการคือการได้สัมผัสจุดศูนย์กลางนั้น

คือการรู้สิ่งที่เป็นแก่นแท้แห่งชีวิต บอกเราเถิดผู้เฒ่า ท่านทราบอะไรเกี่ยวกับความรู้แจ้งนี้บ้างไหม"

จังหวะนั้นชายชราเพียงแต่ปลดของที่แบกมาปล่อยให้หล่น ลงพื้น
แล้วพระก็บรรลุธรรมตามแบบฉบับนิทานเซนที่ดี
ความหมายก็คือ เราต้องรู้จักปล่อยวางความทะเยอทะยานและสิ่งที่ยึดมั่นว่าเป็นภารกิจ
ปล่อยวางอดีต อนาคต อัตลักษณ์ ความกลัว ทัศนคติ ความรู้สึกแห่งความเป็น "ตัวฉัน" และ "ของฉัน"
เสียให้สิ้น

มาถึงจุดนี้ พระเพิ่งบรรลุธรรมมองชายชราอย่างสับสนเล็กน้อยว่าควร ทำอย่างไรต่อไป ท่านถามว่า
"แล้วต่อไปล่ะ"

ชายชรายิ้มก่อนก้มลงหยิบห่อของมา เป้ใส่หลังอีกครั้งแล้วเดินเข้าเมืองไป

การจะวางแอกหนักลงได้นั้น ก่อนอื่นเราต้องรับรู้ทุกอย่างที่แบกอยู่
กล่าวคือ เราต้องเห็นความทุกข์โศกของตนเอง เห็นความยึดมั่นและความเจ็บปวด
เห็นความที่เราทั้งหลายต่างก็อยู่ในวังวนนี้ และยอมรับการเกิดและการตาย
หากเราไม่เผชิญหน้า ถ้าเรากลัวตาย กลัวการยอมระวางและไม่อยากมอง
เราไม่อาจเปลื้องความทุกข์โศกไปได้ มีแต่จะผลักไสมันแล้วก็หวนมายึดจับกลับไปกลับมาอยู่

เท่านั้นเอง เราจะปลงภาระได้ก็ต่อเมื่อได้เห็นธรรมชาติของชีวิตอย่างตรงไปตรงมาแล้วเท่านั้น
ครั้นแล้วด้วยปัญญากรุณา เราก็สามารถหยิบมันขึ้นมาใหม่ เมื่อปล่อยวางแล้ว
เราย่อมกระทำการต่าง ๆ ในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือกระทั่งอย่างน่าทึ่ง
โดยไม่รู้สึกขมขื่นหรือเกิดความสำคัญตนแต่อย่างใด.




จากหนังสือ : ปาฏิหาริย์อันเรียบง่าย หลากหลายมิติของการภาวนา
Ordinary Magic
บรรณาธิการภาษาอังกฤษ : จอห์น เวลวู้ด
ผู้แปล : ร. จันเสน
บรรณาธิการ : พจนา จันทรสันติ
สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง

..


แก้ไขล่าสุดโดย หยดย้อย เมื่อ 16 ก.พ. 2010, 22:46, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 14:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หินก้อนใหญ่

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระราชาผู้ปราดเปรื่ององค์หนึ่งต้องการจะออกเดินทางท ่องเที่ยว ไปเยี่ยมประชาชนของพระองค์

เมื่อมาถึงที่กลางตลาดพระองค์ก็เกิดความคิดที่แยบคาย อย่างหนึ่งขึ้น

พระองค์นำหินก้อนใหญ่ มาวางกลางถนนกีดขวางทางเดินของชาวบ้าน และพระองค์ก็ไปซ่อนตัวและ คอยสังเกตอยู่ห่าง ๆ

ชาวนาคนแรกเดินผ่านมาพร้อมทั้งบ่นอย่างไม่พอใจ ว่าใครกันที่เป็นผู้ที่นำหินนี้มากีดขวางทางเดินของเ ขา แต่แล้วเขาก็เดินอ้อมหินนั้นไป พระราชาก็มองดูด้วยความสนใจ

ต่อมามีหญิงเลี้ยงวัวคนหนึ่งเดินจูงวัวของตนมา เมื่อมองเห็นหินก่อนนั้นเธอก็พูดว่าทำไมหินก่อนนี้จึ งมาอยู่ที่นี่ แล้วอย่างนี้เธอจะข้ามมันไปได้อย่างไร
พูดจบหญิงคนนั้นก็จูงวัวของเธอเดินหันหลังกลับไป โดยไม่สนใจที่จะเดินอ้อมมันไปเหมือนชาวนาคนแรก


เวลาผ่านไปไม่นานก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าก้อนหินก้อนใหญ่นั้น เค้าพยายามที่จะผลักหินไปให้พ้นทางแต่เพียงลำพังตัวเ ขาก็ไม่สามารถทำได้ เขาจึงเดินหันหลังกลับไป
แต่เพียงไม่กี่อึดใจเด็กน้อยคนนั้น ก็เดินกลับมาพร้อมกับเพื่อน ๆ ของเขาหลายคน แล้วเด็ก ๆ ก็ช่วยกันผลักหินก้อนนั้นออกไปให้พ้นทางเดิน เมื่อพวกเขาเดินกลับมาที่ถนน พวกเขาก็พบถุงใส่เหรียญทองของพระราชาวางอยู่แทนที่หิ นก้อนนั้น

หินก้อนนั้นได้ให้ข้อคิดที่มีค่าอย่างหนึ่งนั่นก็คือ

อุปสรรคในชีวิตของพวกเรานั้นมีไว้เพื่อพิสูจน์ความกล ้าของเราที่จะเผชิญหน้ากับมัน หากเราหนีปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เราก็ต้องหนีมันไปเรื่อยๆ
หากปัญหานั้นหนักหนาเกินกว่าเราจะฝ่าฟันไปได้
ลองมองไปรอบ ๆ ตัวแล้วเราจะพบว่ายังมีผู้ที่สามารถช่วยเราได้ มากเท่ากับผู้ที่เราสามารถจะช่วยให้เขาฝ่าฟันอุปสรรค ของเขาไปได้ และอุปสรรคที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือ
ความอ่อนแอและความหวาดกลัวของตัวเราเองที่จะเอาชนะปั ญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 14:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงตา ลองของ


สามเณรน้อยรูปหนึ่งเป็นนักเทศน์ เก่งมาก
สามารถนำธรรมะมาประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ ได้อย่างแตกฉาน

เข้าพรรษา...ที่วัดก็มีการจัดพระเณร ผลัดหมุนเวียนกัน ขึ้นเทศน์ แต่เณรน้อยจะเป็นขวัญใจของญาติโยม... ชื่นชอบมากเป็นพิเศษ มากกว่าคนอื่นๆ เพราะฟังแล้วเข้าใจง่าย...ไม่มีภาษาบาลีมากนัก

หลวงตาติดก็เป็นนักเทศน์เหมือนกัน ติดสมชื่อ คือ ติดหมาก ติดบุหรี่ ขณะที่เทศน์ก็สูบบุหรี่ควันโขมง เทศน์สอนว่าเหล้า บุหรี่ ไม่ดี ยาเสพติดไม่ดี... อาตมารู้หมด แต่ อดไม่ได้

วันหนึ่งได้พบหน้ากับเณรน้อย หลวงตาซึ่งไม่ค่อยสบอารมณ์อยู่แล้ว จึงพูดกับเณรว่า
"เณร..ถึงเณรจะเทศน์เก่ง มีคนสนใจมาก..แต่ไม่เห็นมีใครสนใจเอาใจใส่เณรเลยว่าเ ณรต้องการอะไร
ไม่เห็นมีใครเอาอะไรมาถวายเณรเลย สู้อาตมาไม่ได้ มีญาติโยมนำมาติดกันเทศน์เต็มไปหมด
ต้องการอะไรเขาก็เอามาถวายทุกอย่าง ฉันต้องการขวานมาผ่าฟืนต้มน้ำร้อน เขาก็เอามาถวาย ฉันต้องการพัดลมมาแก้ร้อน เขาก็ถวาย พัดลม"

เณรน้อยบอกว่า
"หลวงตา ที่เขาติดกันเทศน์เป็นขวานกับพัดลมน่ะ
มันเป็นปริศนาธรรม เขาติดกันเทศน์เพื่อสอนหลวงตา"

"ไม่จริง..เขาสอนยังไง..??"หลวงตาแย้งถาม

"ที่เขาถวายขวาน เขาสอนว่า หลวงตารู้หมดทุกอย่างว่า เหล้าไม่ดี บุหรี่ไม่ดี ยาเสพติดไม่ดี เทศน์สอนคนทั่วบ้านทั่วเมือง แต่ตัวเองยังสูบ ยังติด มันก็เหมือนกับขวาน ขวานมันถากอะไรได้ทุกอย่าง ยกเว้นด้ามของมันเอง"

หลวงตาโกรธจัด ด่าว่า "ไอ้เด็กเวร ทำเป็นอวดรู้มาสอนกู"

เณรน้อยจึงพูดต่อว่า "หลวงตาโกรธใช่ใหม.??"

"เออ ..ซิวะ.."หลวงตาว่ายังไม่หายฉุน

"เวลาโกรธนี่มันร้อนใจหรือเย็นใจ หลวงตา" เณรถามต่อ

"ร้อนซิวะ ถามได้"

"พัดลมที่เขาติดกันเทศน์น่ะ เขาสอนหลวงตาว่า พัดลมมันเป่าให้คนอื่นเย็นได้ทุกคนแหละ แต่ว่าก้นมันเองร้อน เพราะมันลืมเป่าก้นตัวเอง"

[ธรรมะจากพระพยอมกัลยาโณ ส่งต่อโดย.. รศ.ดร.นวลจันทน์ ชิตตะโสภณ ]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 14:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ชีวิตก็มีเพียงเท่านี้..


Subject: ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน

ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก

เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ มาเรียนที่อเมริกา

เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน

ล้างเสร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
ว่าสะอาดจริงมั้ย

กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย

ต้องให้ดีที่สุด เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ เขียนไว้สามแผน

แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
แกเสนอแผนที่สอง

แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย แกมีบ้าน

มีรถ มีลูก มีภรรยา มีธุรกิจ
มีชื่อเสียงทุกอย่าง แกมีทุกอย่าง

วันหนึ่งแกพักผ่อน
หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย ลุกเมียไปขอพบ

บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป

ภรรยาพาเข้าโรงบาล ตรวจพบมะเร็งลำไส้
พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย จริง ๆ

เค้าก็เตือนตลอด
แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้

แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน บันทึกชีวิตแก

ก่อนจะเสียชีวิต แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว

แกก็บอกว่าสังเวชตัวเองมากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่


กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก

ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอ กว่า


พ่อผมเคยบอกว่าเกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ

ปริญญาใบที่หนึ่ง ปริญญาวิชาชีพ" เราจะต้องทำมาหากินเป็น กินอิ่ม นอนอุ่น

พูดง่าย ๆ ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้ อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง

แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ


แต่"ปริญญาวิชาชีวิต"
ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้

แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก เพราะอะไร เพราะทำงานจนป่วยตาย

ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่า ง บ้าน รถ

มอบมันให้กับลูกและภรรยา แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง

ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา


สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งน ี้


สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูก และเมีย


เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย

นี่คือปริญญาวิชาชีวิต

ธรรมะเราจะต้องมี ถ้าเราไม่มีธรรมะ

เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี

ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ


แต่ละวันควรจะมี ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์

มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า

พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ เพื่อที่ว่าอะไร

เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต หนึ่งปริญญาวิชาชีพ

เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่
แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง คือวิชาธรรมะ

สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป

ทำอะไรให้พอดี พอดีอยู่ดีมีสุข อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว อยากพักให้ได้พัก

อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง

อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี เพราะอะไร

เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา

เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้า
ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่าที่สุด บางคนก็ตอบเงิน

บางคนก็ตอบเพชร บางคนก็ตอบทอง
บางคนก็ตอบอำนาจ บางคนก็ตอบราชบัลลังก์

พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่ สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ

และก็ชีวิตของเรา


------------------------------------------------------------------------

จากนิตยสารรายเดือน ฉบับเดือน มิถุนายน 2549


เรื่อง : บันทึกสุดท้ายของ ดร.วรฑา วัฒนะชยังกูร

(อภิวัฒน์ วัฒนางกูร)


คนเราควรใช้ชิวิตให้คุ้มค่าบนพื้นฐานของความไม่ประมา ท

และหัด balance ความพอดี ระหว่างครอบครัวและ

การทำงาน อาหารการกินต้องควรระวังเอาใจใส่ ลด ละเลิก

อาหารจานเนื้อของโปรด อย่าได้ประมาทซึ่งได้นำมาสู่ความ

เสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งร้าย มาสู่ตัว

หมั่นสะสมทำความดีอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้ง

ควรกตัญญูต่อบุพการีให้มากเข้าไว้ เพราะเราไม่รู้ว่า เวลา

ของเราแต่ละคนจะมีเหลืออยู่เท่าใด อย่าได้ประมาทกับ

วันเวลาที่เหลืออยู่ ไม่มีใครคาดคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในแต่

ละเสี้ยวนาที ทุก ๆ คนบนโลกนี้รอเวลาสุดท้ายแห่งชีวิต

เหมือนกันหมด ไม่ว่ายากดีมีจน อย่าได้ประมาทกับวันเวลา

ชีวิตที่เหลืออยู่ ในแต่ละวันเวลา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 16:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หยดย้อย เขียน:
ชีวิตก็มีเพียงเท่านี้..


Subject: ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน



:b16: :b16:

ขอลอกเอาไปฝากเพื่อน...นะคะ...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.พ. 2010, 16:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 ม.ค. 2010, 12:54
โพสต์: 96

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
หยดย้อย เขียน:
ชีวิตก็มีเพียงเท่านี้..


Subject: ปริญญาสองใบ...น่าอ่าน



:b16: :b16:

ขอลอกเอาไปฝากเพื่อน...นะคะ...


ตามสบายคะ เทกระจาดค่า

เผื่อมีคนอ่าน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 108 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 8  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร