วันเวลาปัจจุบัน 29 ก.ย. 2020, 22:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2010, 21:14
โพสต์: 15

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b41: อยากจะทราบว่าเขาทั้งสองจะเจอเวรกรรมอะไรบ้างที่เขาได้ทำร่วมกัน ทำให้ตัวเราและเพื่อนของเขามีความทุกข์ ขอความกรุณาช่วยบอกด้วยนะค่ะ :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




64794.jpg
64794.jpg [ 124.74 KiB | เปิดดู 8322 ครั้ง ]
webboard17.jpg
webboard17.jpg [ 23.05 KiB | เปิดดู 8315 ครั้ง ]
๐ กรรมกาเม

เดินไปเห็นห้องๆ หนึ่ง มีนักโทษชายหญิงสองคน

ชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้แก้ผ้าเปลือยกายโดยตลอด ยืนเหยียบอยู่บนเหล็กแหลมแดงๆ เผาไฟเสียบทะลุฝาเท้า ปากอ้ากว้างมีเหล็กเผาไฟแดงเสียบตรึงไว้ในลักษณะคล้ายเอาปากคาบไว้ เบื้องบนศีรษะมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ เสียบตรึงกลางกระหม่อมไว้ รอบๆ ข้างมีเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ ทิ่มแทงร่างกาย

ใบหน้าของหนุ่มสาวทั้งสองบิดเบี้ยว นัยน์ตาเหลือกถลน ส่งเสียงร้องครวญครางอ้อแอ้ บอกถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสสากรรจ์สุดประมาณ กระดิกติงตัวไม่ได้ เพราะเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ ตรึงร่างกายไว้แน่นทุกด้าน จะขาดใจตายก็ไม่ตาย

เพราะการลงโทษในเมืองนรกไม่มีตาย จะมีก็แค่วิสัญญีภาพไปชั่ววูบเดียว แล้วก็ฟื้นขึ้นมารับการทรมานอีกต่อไป หรือร่างกายแหลกสลายไปด้วยอานุภาพของไฟนรก แต่ชั่วพริบตาต่อมาก็จะเกิดร่างใหญ่ขึ้นมาทดแทน เพื่อรับการทรมานต่อไปซ้ำๆ ซากๆ นับพันนับหมื่นปี

หลวงปู่คำคะนิงได้ถามจ่ายมบาลดูว่า หนุ่มสาวทั้งสองนี้ทำผิดสถานใด ถึงต้องมารับโทษหนักหนาสาโหดในเมืองนรกเช่นนี้

จ่ายมบาลกล่าวตอบให้ทราบว่า หนุ่มสาวทั้งสองนี้สมัยยังมีชีวิตอยู่โลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ ฝ่ายหญิงชอบนอกใจผัว คบชู้สู่ชายไม่เลือก ไม่นับถือศาสนาใดๆ ไม่เชื่อถือในศีลธรรมคุณงามความดีใดๆ มีความเชื่ออยู่แต่ว่าเกิดมาเพื่อกิน เพื่อถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ เพื่อสืบพันธุ์ประเวณี และเพื่อนอน เท่านั้น อย่างอื่นไม่สำคัญ ชาตินี้ต้องหาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว ตายแล้วก็หมดกันไม่มีชาติหน้า ไม่ต้องใช้เวรใช้กรรมใดๆ

หญิงสาวผู้นี้เป็นมะเร็งในมดลูกตายเมื่ออายุ ๔๐ ปี เมื่อตายแล้วก็มาที่ศาลาพันห้องนี้ เพื่อรอการพิพากษาตัดสินจากพญายมบาลขั้นสุดท้าย แต่ก่อนตัดสินต้องจำจองทรมานแบบนี้ไว้ก่อน

ฝ่ายชายหนุ่ม เมื่อชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ตลบตะแลงปลิ้นปล้อน นักเลงเหล้า นักเลงผู้หญิง หลอกลวงพร่าพรหมจารีผู้หญิงและปลิ้นปล้อนเอาทรัพย์ เป็นคนไม่มีศีลธรรม ไม่นับถือศาสนาใดๆ

ถือคติว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อขับถ่าย เพื่อเสพกามารมณ์ และเพื่อนอน ตายแล้วก็สูญ ไม่มีชาติหน้าไม่มีนรก สวรรค์ ก่อกรรมใดไว้ ไม่ต้องใช้กรรม เมื่อถูกสามีของหญิงคนหนึ่งแทงตาย จึงมาที่ศาลาพันห้องนี้เพื่อรอการพิพากษาตัดสินขั้นสุดท้ายจากพญายมบาล

หลวงปู่คำคะนิงได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวช โธ่เอ๋ย กรรมของสัตว์หนอ เพราะความโง่ความหลงผิด ความจองหอง หยิ่งทะนง อวดดื้อถือดีแท้ๆ ของมนุษย์ เมื่อตายแล้วจึงต้องมารับกรรม เช่นนี้

ขนาดยังอยู่ในระหว่างรอการตัดสินก็ถกจองจำหนักหนาสาโหดถึงเพียงนี้มิทราบว่า หากได้รับการตัดสินจากยมบาลแล้ว จะได้รับโทษทัณฑ์สถานหนักสักเพียงไหน

หลวงปู่คำคะนิงจึงถามจ่ายมบาลว่า อยากจะสนทนากับหนุ่มสาวทั้งสองที่ถูกจองจำลงโทษนี้จะได้ไหม จ่ายมบาลตอบว่า สำหรับพระคุณเจ้าแล้ว อนุญาตให้ซักถามได้ เมื่อจ่ายมบาลกล่าวอนุญาตแล้ว ทันใด เครื่องจองจำเหล็กแหลมเผาไฟแดงๆ เหล่านั้นก็หลุดออกจากร่างหนุ่มสาวทั้งสองหายวับไป หนุ่มสาวทั้งสองร่างสั่นเทาๆ เหมือนลูกนกตกน้ำ สะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรากอาบหน้าพากันทรุดกายลงกราบเท้าหลวงปู่คำคะนิงอย่างสำนึกในพระคุณ ที่ช่วยให้หลุดจากเครื่องจำจองทรมานอันทารุณหฤโหด

“หลวงพ่อเจ้าขา ช่วยดิฉันด้วย”

หญิงสาวร้องวิงวอนเสียงสั่นระริก สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร หลวงปู่คำคะนิงถามว่า

“สีกาจะให้อาตมาภาพช่วยอย่างไร”

หญิงสาวฟูมฟายน้ำตากล่าวว่า

“ดิฉันยังมีลูกที่จะต้องเลี้ยงดูอายุยังน้อย อยากกลับไปเกิดในโลกมนุษย์อีก หลวงพ่อได้โปรดช่วยให้ดิฉันกลับไปเข้าร่างเดิมที่ยังไม่ได้เผาด้วยเถิดเจ้าค่ะ”

“สีกาตายแล้วยังจำชาติที่แล้วสมัยเป็นมนุษย์ได้ดีอยู่หรือ”

“ยังจำได้ดีทุกอย่าง เหมือนนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นจำตัวเองได้ จำลูกได้ จำญาติพี่น้องมิตรสหายได้หมด แต่พูดจากับพวกเขาไม่ได้ เวลาจะไปไหนต้องมีผู้คุมคอยควบคุมตัวไป ก่อนที่ยังไม่ตายนั้น ดิฉันไม่เคยเชื่อเลยว่าความตายไม่ใช่การสิ้นสูญ”

“แท้ที่จริงตายแล้วเรายังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นอีกชีวิตหนึ่งคือร่างวิญญาณ ยังจำความเดิมได้ทุกอย่าง”

“อาตมาภาพอยากจะช่วยแต่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของท่านพญายมบาล อาตมาภาพจะช่วยสีกาได้อย่างเดียวคือ เมื่อกลับเมืองมนุษย์แล้วจะแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้”

หลวงปู่คำคะนิงกล่าวฉันท์เมตตา หญิงสาวรู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจกลับไปเข้าร่างเดิมในโลกมนุษย์ได้อีก ส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญโศกเศร้าน่าสังเวช หลวงปู่จึงเอ่ยถามชายหนุ่มบ้างว่า

“โยมจะให้อาตมาภาพช่วยอะไรได้บ้าง”

ร่างวิญญาณของชายหนุ่มผู้ถูกแทงตาย เพราะเป็นชู้กับเมียผู้อื่น คลานเข้ามากราบลงบนหลังเท้าหลวงปู่คำคะนิงแล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า

“กระผมผิดไปแล้วพระคุณเจ้า กว่าจะรู้สึกตัวว่าเป็นคนชั่วช้าก่อกรรมทำเวรกับคนอื่นไว้มาก ก็มารู้เอาเมื่อตายแล้ว กระผมไม่ขออะไรมาก ขอให้พระคุณเจ้าแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้กระผมบ้าง เพื่อที่กระผมจะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในยามทุกข์”

“ได้...อาตมาจะแผ่ส่วนกุศลมาให้”

จากนั้นหลวงปู่ก็ออกเดินต่อไป จ่ายมบาลอธิบายให้ฟังว่า ในกรงเหล็กที่เป็นแถวแนวยาวเหยียดนี้ คุมขังพวกนักโทษที่รอการตัดสินทั้งนั้น บ้างก็เคยฆ่าพ่อตีแม่ บ้างก็ปล้น ฆ่า ลักขโมย หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ต้มชาวบ้าน ฉุดคร่าอนาจาร

บ้างที่เป็นหญิงสาวก็เกี้ยวพาราสีพระสงฆ์องค์เจ้า หลอกลวงพระสงฆ์องค์เจ้าให้สึกหาลาเพศมาเป็นผัวแห่งตน และที่ทำให้พระต้องปาราชิกก็มี บ้างก็แย่งผัวเขา วางยาพิษเมียหลวง คดีโทษต่างๆ นับไม่ถ้วน

เพราะมนุษย์ชายหญิงทุกวันนี้พากันไม่เชื่อในบุญในบาป ทำการทุกสิ่งทุกอย่างตามอำเภอไม่มียับยั้งบันยะบันบัง คำนึงถึงศีลธรรมอันดีงาม คนเหล่านี้เมื่อตายแล้ว จึงต้องพากันหลั่งไหลมาสู่ศาลาพันห้องแน่นขนัดทุกวัน



หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี บุกเมืองพญานาคและท่องนรก
โดย สิทธา เชตวัน
หนังสือโลกทิพย์ ฉบับที่ ๑๑ ปีที่ ๒ เดือนมีนาคม ๒๕๒๖

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=24810
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


กรรมที่ทำให้เกิดเป็นเกย์ตุ๊ดกระเทย และวิธีป้องกัน

มานพหนุ่มช่างทอง

กาลต่อมาพระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นบุตรของช่างทองและเป็นมานพหนุ่มช่างทองมีรูปสิริเลิศงดงาม ในเมืองแห่งนั้นมีฝีมือในการทำทองนั้นยอดเยี่ยม ชื่อเสียงในการทำทองขจรไปไกล เพราะความมีฝีมือนี้เองได้มีเศรษฐีของเมืองมาทำการว่าจ้างให้ทำทองรูปพรรณให้บุตรสาวที่จะเข้างานวิวาห์มงคล เมื่อเห็นรูปร่างของหนุ่มช่างทองก็เกิดลังเลแต่ไม่สามารถหาช่างทองที่ฝีมือดีกว่านี้ได้อีกเลย จึงกล่าวกับหนุ่มช่างทองว่าถ้าท่านเห็นมือ และเท้าของบุตรสาวของเราอย่างเดียวท่านสามารถทำทองได้สวยสดงดงามหรือไม่? หนุ่มช่างทองก็บอกว่าทำได้ เหตุผลของท่านเศรษฐีทำแบบนี้เพราะบุตรสาวเป็นหญิงที่สวยสดงดงาม เมื่อเห็นหน้าตากันจะทำให้ทั้งสองเกิดหวั่นไหวมีปัญหาในการแต่งงานของลูกสาวกับบุตรชายของเพื่อนเศรษฐีที่มั้นหมายไว้แล้วเป็นการตัดไฟเสียต้นลม

เมื่อถึงวันที่หนุ่มช่างทองทำการตรวจวัดมือและเท้าของบุตรสาวเศรษฐี ที่บ้านของเศรษฐี ท่านเศรษฐีได้ทำฉากกั่นให้บุตรสาวยืนเฉพาะมือและเท้าออกมาเท่านั้นแต่บุตรสาวเกิดความสงสัยว่าทำไม่บิดาจึงทำอย่างนี้ในขณะที่หนุ่มช่างทองกำลังตรวจวัดอยู่ บุตรสาวเศรษฐี ก็แอบดูตามช่องที่มองเห็นได้เมื่อเห็นรูปร่างหนุ่มช่างทองเกิดหลงรักทันที จึงทำการเขียนอักษรนัดแนะหนุ่มช่างทองทันที่ ว่าในค่ำคืนนี้นัดเจอกันที่ส่วนหลังบ้านที่เป็นต้นไม้ใหญ่ฝ่ายหนุ่มช่างทองเมื่อเสร็จภารกิจ ก็กลับไปยังเรือนของตน ทำงานทำทองตลอด

เมื่อตกค่ำก็อาบน้ำแต่งตัวออกไปตามนัด ที่กาญจนวดีกุมารีบุตรสาวเศรษฐีได้เขียนอกษรไว้แต่มานพหนุ่มช่างทองมาถึงต้นไม้ใหญ่ก่อน นั่งรออยู่ เพราะทำงานมาทั้งวันเมื่อเจอบรรยากาศร่มรื่นจึงเผลอหลับไปเมื่อนางกาญจนวดีกุมารีมาถึงก็เห็นหนุ่มช่างทองหลับไปแล้วซึ่งในสมัยนั้นมีการถือกันว่า ถ้าผู้ใดนอนหลับอยู่ห้ามปลุกขึ้นมาเพราะจะเป็นบาปนางจึงนั่งรอเป็นเวลาพักใหญ่ เห็นว่าไม่ตื่น จึงว่าขันใส่ดอกไม้ไว้แล้วเขียนอักษรไว้ว่า นางได้มาแล้วแต่ท่านหลับอยู่ จึงว่างขันดอกไม้ไว้ให้ทราบและในราตรีต่อไปขอนัดเจอที่เดิม แล้วจากไป เมื่อหนุ่มช่างทองตื่นขึ้นมาเห็นขันดอกไม้จึงรู้ว่านางได้มาแล้วและได้อ่านข้อความที่นางเขียนไว้

ตกค่ำวันต่อมาหนุ่มช่างทองก็ออกไปตามนัดเหมือนเดิมก็ไปถึงต้นไม้ใหญ่ก่อนอีก ด้วยความอ่อนแรงจากการงานจึงเผลอหลับไปอีกนางกาญจนวดีกุมารีเมื่อมาถึงก็เห็นหลับเหมือนเดิม จึงเขียนอักษรนัดแนะเหมือนเดิมหนุ่มช่างทองเมื่อตื่นขึ้นมาก็พบอักษรที่นัดแนะก็ให้นึกโกรธตนเองที่เผลอหลับมาสองวันแล้ว

พอตกค่ำวันที่ 3 ครั้งนี้หนุ่มช่างทองพยายามเตือนตนเองอย่างเต็มที่ไม่ให้เผลอหลับแต่ต้านไว้ไม่อยู่เลยเผลอหลับไปอีก เมือกาญจนวดีกุมารี มาเห็น ก็คิดว่าบุญไม่ต้องกันที่จะได้อยู่ร่วมกัน เพราะตนจะเข้างานวิวาห็นางจึงวางขันดอกไม้ไว้อย่างเดียว ให้รู้ว่านางได้มาตามนัดแล้วแต่ครั้งนี้ไม่ได้เขียนอักษนัดแนะประการใด เมื่อหนุ่มช่างทองตื่นขึ้นมาก็โกรธตนเองที่เผลอหลับจึงกลับบ้านด้วยความผิดหวังที่จะดูหน้าและรูปร่างเพียงสักครั้ง

แล้วนางกาญจนวดีกุมารี ก็เข้าวิวาห์กับบุตรชายเศษรฐี ตามกำหนดการฝ่ายหนุ่มช่างทองก็คล่ำครวญถึงนางกาญจนวดีว่าสมควรจะอยู่ร่วมภิรมณ์กับตนและควรเป็นของเรา เพราะหญิงก็มีใจกับตน จึงคิดหาอุบายได้ทำเครื่องทองที่ดีเลิศขึ้นมาชุดหนึ่ง แล้วนำไปถวาย มหาอุปราชมหาอุปราชทรงพอพระทัย จึงทรงถามหนุ่มช่างทองว่ามีประสงค์อันใดที่นำเครื่องทองอันดีเลิศมาถวาย หนุ่มช่างทองจึงบอกจุดประสงค์มหาอุปราชจึงรับปากและจะออกอุบายช่วยเหลือหลังจากนั้นก็ให้หนุ่มช่างทองแต่ตัวเป็นสตรี ปลอมเป็นน้องหญิงของมหาอุปราชแล้วทรงกระบวนช้างผ่านไปยังบ้านเศรษฐีแล้วตรัสบอกกับท่านเศษรฐีว่าจะเอาน้องหญิงมาฝาก ที่บ้านเศรษฐี เพราะออกไปปราบข้าศึกที่ชายแดนและห็นว่าท่านได้สร้างเรือนใหม่ ที่พอจะฝากน้องหญิงได้

แล้วมหาอุปราชถามอีกว่า "เรือนนั้นเป็นเรื่อนของใครของใครหรือ? "
เศรษฐีจึงตอบว่า "เป็นเรือนของบุตรสาวที่พึ่งแต่งงาน"

มหาอุปราชกล่าว "อย่างนั้นก็ดีสิ ! จะได้ให้น้องหญิงพักอยู่ที่นั้นและจะได้ให้บุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพื่อนของน้องหญิงให้นางงดการอยู่ร่วมกับสามีชั่วคราวห้ามผู้ชายแม้กระทั้งสามีของบุตรสาวท่านเข้าไปในส่วนของชั้นเรือนที่น้องหญิงพักอยู่โดยมีบุตรสาวของท่านอยู่เป็นเพื่อน แล้วเราจะกลับมารับหนึ่งหญิงในภายหลัง"

เศรษฐีด้วยความเกรงในอำนาจของอุปราชและเห็นว่าท่านอุปราชทรงห่วงใยน้องหญิงคนนี้มากจึงรับทำตามที่มหาอุปราชกำชับด้วยความเต็มใจ

หลังจากนั้นหนุ่มช่างทองได้อยู่ร่วมกับนางกาญจนวดี เป็นเวลา 3 เดือนโดยไม่มีใครรู้เรื่องเลย จนมหาอุปราชมารับกลับไป

ด้วยผลกรรมที่พระโพธิสัตว์ผิดลูกผิดเมียของผู้อื่นเมื่อสิ้นอายุขัยของตกนรกทันที่เวียนเกิดตายระหว่างอบายภูมิ(ภพต่ำ)เป็นเวลานาน แล้วเกิดเป็นกระเทยและเป็นผู้หญิงเป็นพันชาติ รวมเวลา ถึง 14 มหากัป

เมื่อทำกรรมหนักเพียงชีวิตเดียวก็ตกลงในภพภูมิที่ต่ำจะทำให้สร้างบุญกุศลนั้นยาก เพราะใจจะตกต่ำไปด้วยย่อมกระทำกรรมเล็กๆ น้อยๆ ไปเรี่อยกว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็ใช้เวลาหลายมหากัปนับประสาอะไรกับผู้ที่ไม่ปรารถนาสร้างบารมี(อย่างใดอย่างหนึ่งในพุทธศาสนา)จะวนเวียนอยู่โดยไม่รู้ทิศรู้ทางเป็นเวลานานนับแสนแสนอสงไขย จนประมาณไม่ได้
.

.
เจ้าหญิงสุมิตตาเทวี (หรือพระนางวิสุทธาเทวี ในหนังสือพระพุทธเจ้าเคยเกิดเป็นผู้หญิง ของ อ.บารมี)

จากกรรมที่พระโพธิสัตว์ทำผิดศีลกาเมมิจฉา แล้วตกนรก เป็นเวลานานแสนนานหลังจากนั้น ถือกำเนิดเป็น ลา เป็นโค เป็นคนพิการ เป็นตาบอด เป็นคนหูหนวกเป็นกระเทย และเป็นสตรี อย่างละ 500 ชาติ เป็นการชี้ให้เห็นว่าเป็นมนุษย์ผิดศีลอย่างเด็ดขาด ด้วยอำนาจแห่ง โทสะ และราคะ อย่างรุนแรงและติดต่อกันเป็นเวลานาน เป็นเดือน หลังจากนั้นไม่ได้สร้างบุญกุศลกรรมที่ประกอบด้วยศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อ ผู้บริสุทธิ์ด้วยศีลพรตหรือต่อธรรมที่กำหนดให้รักษาศีล 5 อย่างศรัทธา ในภายหลังบาปที่ทำไปแล้วนั้นมีกำลังรุนแรง ให้เป็นชนกกรรมคือจะส่งผลทันที่เมื่อได้ตายไปจากภพปัจจุบัน สัตว์ใดที่ทำบาปอย่างรุนแรงเมื่อตกลงเบื้องต่ำอบายภูมิ จะหลุดออกจากอบายภูมิโดยเร็วพลันนั้นอยากยิ่ง

มากล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวยเศษกรรมชาติสุดท้าย ด้วยมีบุญเก่าหนุนนำจึงเกิดเป็นสตรีในวงค์กษัตริย์ ทรงพระนามว่าเจ้าฟ้าหญิงสุมิตตาราชกุมารีเป็นธิดาของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราช และในกัปนั้นเป็นสารกัป เพราะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพียงพระองค์เดียว ทรงพระนามว่าพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า พระองค์เป็นราชบุตรของพระเจ้าสุปปบุตรมหาราชแต่ต่างมารกับเจ้าหญีงสุมิตตาเทวี และพระพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพี่ชายของพระนางเมื่อพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น พระทรงทำให้พระธรรมปรากฏขึ้นทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างได้รับรสพระธรรมนั้น จำนวนมากมายเหลือคณานับ บังเกิดพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นรัตนตรัย กระจรไปทั่วสากลจักรวาล

กล่าวถึงพระนางสุมีตตาเทวี ด้วยความศรัทธาเชื่อมั่นในพระเชษรฐาเป็นทุนเดิมเมื่อพระเชษรฐา ตรัสรู้เป็นพระบุราณทีปังกรพุทธเจ้าความศรัทธาย่อมมีมาขึ้นเป็นทวีคุณ

วันหนึ่งเวลาใกล้คำพระนางยืนอยู่บนปราสาทมองลงมาเบื้องล่างก็เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งมาบิณฑบาต อยู่ที่หน้าราชวังของพระนาง จึงคิดในพระทัยว่า "พระคุณเจ้ามาบิณฑบาตอะไรหนอ ถึงได้มาใกล้ค่ำ"จึงทรงสั่งให้บุรุษรับใช้ไปถามพระภิกษุ พระภิกษุรูปนั้นบอกว่า จะมาบิณฑบาตน้ำมันเมื่อพระนางทรงทราบ จึงได้อาราธนาพระผู้เป็นเจ้าขึ้นมา ณ อาสนะ อันสมควรแล้วพระนางทรงดำรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มีความประสงค์น้ำมันไปเพื่อทำอะไร?" พระผู้เป็นเจ้าตอบว่า

" อาตมา บิณฑบาตน้ำมันเป็นอันมากเพื่อจุดประทีปมากมาย ทำการสักการะบุชาแด่พระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า จนสิ้นราตียันรุ่งสางพร้อมทั้งมีเหล่าพระอริยะสงฆ์มาประชุมพร้อมกัน อาตมารับทำภารกิจนี้เสมอมา"พระนางสุมิตตาเทวีได้รับทราบดังนั้นมีศรัทธาเป็นอันมาก ก็ดำริในพระทัยว่า "พระเชษฐาของเรา ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าทรงทำประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมวลสรรพสัตว์ทั้งหลายในกาลเบื้องหน้าขอให้เราได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าเพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์โลกเหมือนพระองค์"

หลังจากนั้นพระนางทรงเอาน้ำมันถวายพระคุณเจ้า จนเต็มบาตรพร้อมทั้งกล่าววาจาปณิธานว่า

"ด้วยอนิสงส์ผลทานนี้ขอจงเป็นปัจจัยให้ความปรารถนาของข้าพเจ้าจงสำเร็จผลตามที่ปรารถนาและขอให้พระคุณเจ้าจงมีจิตช่วย กราบทูล พระองค์ด้วยว่า พระน้องนาง ของพระพุทธองค์ซึ่งมีนามว่า สุมิตตากุมารี มีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาท พระพุทธองค์และขอตั้งความปารถนาว่า ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคตให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่าสิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อเหมือนพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิด"

หลังจากนั้นพระนางก็ส่งพระคุณเจ้ากลับไป
ผ่ายพระคุณเจ้า ครั้งนี้ได้น้ำมันมากกว่าทุกวันที่แล้วมาจึงจุดประทีปได้สว่างไสว มากกว่าทุกวันครั้นแล้วก็เข้าไปกราบทูลสมเด็จสัมมาพระพุทธเจ้าว่า

" ข้าแต่พระผู้มีพระภาคคืนนี้ข้าพระองค์ได้จุดประทีปบูชาได้มากกว่าคืนก่อนๆด้วยน้ำมันพันธุ์ผักกาดอันพระน้องนางสุมิตตาเทวีของพระองค์ถวายมาและพระนางกล่าววาจาอธิษฐานว่า พระนางมีความศรัทธาเป็นยิ่งนักขอกราบแทบพระบาทพระพุทธองค์ และขอตั้งความปารถนา ด้วยผลบุญนี้จง เป็นปัจจัยในอนาคตให้ได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าสักพระองค์หนึ่ง และขอให้มีพระนามว่าสิทธัตถะเหมือนด้วยชื่อนำมันพันธุ์ผักกาดนี้ด้วยเถิดข้าพระองค์จึงขอโอกาสกราบทูลถามต่อพระองค์ว่าความปารถนาของพระน้องนางจะสำเร็จหรือไม่ พระเจ้าข้า ?"

พระพุทธองค์เมื่อได้สดับฟัง จึงตรัสว่า " พระน้องนาง ยังเป็นสตรีเพศอยู่จึงยังไม่สมควรรับลัทธยาเทศพยากรณ์"

พระคุณเจ้าจึงทูลถามต่อ "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าก็พระน้องนางของพระองค์จักไม่มีโอกาสได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ พระเจ้าข้า"

พระพุทธองค์จึงทรงพิจารณาดูในอดีตภาคของพระน้องนาง ก็ทรงทราบว่าพระน้องนางสุมิตตาเทวี ได้เคยปรารถนาพุทธภูมิไว้นานนักหนา เมือต้นอสงไขยตั้งแต่เป็นมานพแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทร และมีทรงพิจารณาดูไปในอนาคต ก็ทรงทราบว่าพระน้องนาง อาจสำเร็จซึงพุทธภูมิตามความปรารถนา พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า

"กาลข้างหน้า นับจากนี้ไป 16 อสงไขยกับอีกแสนกัป จักมีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าทีปังกรซึ่งมีนามเสมอกับเรานี้ อุบัติขึ้นในโลกแล้วพระน้องนางจะได้รับลัทธยาเทศพยากรณ์ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ นั้น"

เมื่อพระคุณเจ้าได้รับฟังคำตรัสของพระพุทธองค์ก็กราบทูลลา หลังจากนั้นก็ได้ไปยังปราสาท ของพระนางสุมิตตาเทวี แล้วบอกข้อความแก่พระนางตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสทุกประการ นำความปีติแก่พระนางเป็นอย่างยิ่งจึงกล่าวปวารณา ให้พระคุณเจ้า จงมารับน้ำมันในสำนักของพระนางทุกวัน

ในวันถัดมาพระนางสุมิตตาราชกุมารีก็จัดแจงอาหารอย่างประณีตเป็นอันมาพร้อมทั้งเครื่องสักการะบูชาถวายบิณฑบาตแก่หมู่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ด้วยความเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่งและพระนางทรงเบื่อหน่ายเพศสตรีเป็นกำลัง ครั้นสิ้นอายุขัยก็ได้เสวยทิพยสมบัติในดุสิตเทวโลก

http://community.thaiware.com/thai/i...&mode=threaded



กรรมที่ทำให้ชายเกิดเป็นหญิง
โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ

ทีนี้ถ้าผู้ชายต้องการเป็นผู้หญิงไหม มีนะ พวกกระเทยสมัยนี้มันมาจากกฎของกรรมเดิม ถ้าผู้ชายต้องการเป็นหญิงไม่ยาก เป็นชู้กับภรรยาเขา เรื่องเล็กน้อย เป็นคนมีเมตตาสูง เป็นชู้กับเมียเขาส่งเดช
ตายจากความเป็นคนก็ไปลงนรก จากนรกก็มาเป็นเปรตเป็นอสุรกาย จากสุกายเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นสัตว์เดรัจฉานถูกทำลายเพศ ถูกทรมานร้อยชาติ
เกิดเป็นคน บัณเฑาะก์ ต้องถูกทำลายเพศ ถูกทรมานร้อยชาติ ต่อมาเกิดเป็นกระเทยอีกประมาณร้อยชาติจึงมาเป็นหญิง
ท่านจึงได้อ้างอย่าง พระอานนท์ พุทธอนุชา
พระอานนท์เคยเกิดเป็นผู้หญิงเพราะกฎแห่งกรรมแบบนี้ เกิดมาเป็นหญิงตั้งร้อยชาติ นิสัยผู้หญิงมันก็ติด อย่างพระอานนท์เป็นพระที่ละเอียดลออมาก เป็นพุทธอุปัฏฐาก คือพระที่ปฏิบัติพระพุทธเจ้าดีมาก ชั้นเลิศทีเดียว ละเอียดลออทุกอย่าง งานครบถ้วนทุกอย่างเหมือนผู้หญิง เพราะอะไรรู้ไหม ท่านเป็นผู้หญิงมาร้อยชาติ
ท่านพิสูจน์แล้ว ผู้ชายที่ไม่เคยเกิดเป็นหญิงก็หายากและผู้หญิงที่ไม่เคยเกิดเป็นผู้ชายก็หายาก ต่างคนต่างเปลี่ยนกัน ถ้าผู้หญิงเกิดเป็นผู้ชายก็ดูลักษณะในชาติใกล้ๆ จะมีลีลาคล้ายผู้หญิงเสมอ ถ้าหากว่าผู้หญิงมาจากผู้ชายถึงแม้จะเป็นผู้หญิงก็ลีลาคล้ายผู้ชาย

จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ เล่ม 17



เป็นเรื่องบันทึกกรรมของพระนางรุจาราชธิดา ดังนี้ครับ

๘๖๓] แม้กระหม่อมฉันก็ระลึกชาติที่ตนได้ท่องเที่ยวมาแล้วได้ ๗ ชาติ และ
ระลึกชาติที่ตนจุติจากชาตินี้แล้วจักไปเกิดในอนาคตอีก ๗ ชาติ ข้าแต่
พระจอมประชาชน ชาติที่ ๗ ของกระหม่อมฉันในอดีต กระหม่อมฉัน
เกิดเป็นบุตรนายช่างทองในแคว้นมคธราชคฤห์มหานคร กระหม่อมฉัน
ได้คบหาสหายผู้ลามก ทำบาปกรรมไว้มาก เที่ยวคบชู้ภรรยาของชายอื่น
เหมือนจะไม่ตาย กรรมนั้นยังไม่ให้ผล เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดไว้ ใน
กาลต่อมาด้วยกรรมอื่นๆ กระหม่อมฉันนั้น ได้เกิดในวังสรัฐเมือง
โกสัมพี เป็นบุตรเดียวในสกุลเศรษฐีผู้สมบูรณ์ มั่งคั่ง มีทรัพย์มากมาย
คนทั้งหลายสักการะบูชาอยู่เป็นนิตย์ ในชาตินั้น กระหม่อมฉันได้คบหา
สมาคมมิตรสหายผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหูสูต เขา
ได้แนะนำให้กระหม่อมฉันรักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอด
ราตรีเป็นอันมาก กรรมนั้นยังไม่ให้ผล ดังขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ ครั้น
ภายหลังบรรดาบาปกรรมทั้งหลาย ปรทารกกรรมอันใดที่กระหม่อมฉัน
ได้กระทำไว้ในมคธรัฐ ผลแห่งกรรมนั้นมาถึงกระหม่อมฉันแล้ว เหมือน
ดื่มยาพิษอันร้ายแรง ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉัน
จุติจากตระกูลเศรษฐีนั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกสิ้นกาลนาน
เพราะกรรมของตน กระหม่อมฉันระลึกถึงทุกข์ที่ได้เสวยในนรกนั้น
ไม่ได้ความสุขเลย กระหม่อมฉันยังทุกข์เป็นอันมากให้สิ้นไปในนรกนั้น
นานปี แล้วเกิดเป็นลาถูกเขาตอนอยู่ในภินนาคตมหานคร.


[๘๖๔] กระหม่อมฉัน (เมื่อเกิดเป็นลา) ต้องพาลูกผู้ดีทั้งหลายไปด้วยหลังบ้าง
ด้วยรถบ้าง นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยา
ของผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็น
ลานั้นแล้ว ไปบังเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่ ถูกนายฝูงผู้คะนองขบกัดลูก
อัณฑะ นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของ
ผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นลิง
นั้นแล้ว ได้เกิดเป็นโคในทสันนรัฐ ถูกเขาตอน มีกำลังแข็งแรง
กระหม่อมฉันต้องเทียมยานอยู่สิ้นกาลนาน นั่นเป็นผลของกรรม คือ
การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาของผู้อื่น ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ
กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นโคนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นกะเทยในตระกูล
ที่มีโภคสมบัติมากในแคว้นวัชชี จะได้เกิดเป็นมนุษย์ยากจริงๆ นั่น
เป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น ข้าแต่พระ-
องค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากชาติเป็นกะเทยนั้นแล้ว ได้
ไปบังเกิดเป็นนางอัปสรในนันทวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ มีวรรณน่าใคร่ มี
ผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวมกุณฑลแก้วมณี เป็นผู้ฉลาดในการฟ้อนรำ
ขับร้อง เป็นบาทบริจาริกาของท้าวสักกะ ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ
เมื่อกระหม่อมฉันอยู่ในดาวดึงสพิภพนั้น ระลึกชาติแม้ในอนาคตได้อีก
๗ ชาติ ที่กระหม่อมฉันจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว จักไปเกิดต่อไป
กุศลที่กระหม่อมฉันกระทำไว้ในเมืองโกสัมพีตามมาให้ผล กระหม่อมฉัน
จุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ข้าแต่
พระมหาราชา กระหม่อมฉันเป็นผู้อันชนทั้งหลายสักการบูชาแล้วเป็น
นิตย์ตลอด ๗ ชาติ กระหม่อมฉันไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๖ ชาติ
ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ชาติที่ ๗ กระหม่อมฉันจักได้เกิดเป็นเทวดา
ผู้ชาย เป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก เป็นผู้สูงสุดในหมู่เทวดา แม้วันนี้
นางอัปสรทั้งหลายก็ยังร้อยดอกไม้เป็นพวงมาลัยในนันทวัน เทพบุตร
พระนามว่าชวะสามีของกระหม่อมฉัน ยังรับพวงมาลัยอยู่ ๑๖ ปี ใน
มนุษย์นี้ราวครู่หนึ่งของเทวดา ๑๐๐ ปีในมนุษย์เป็นคืนหนึ่งวันหนึ่งของ
เทวดาดังที่ได้กราบทูลให้ทรงทราบมานี้ กรรมทั้งหลายย่อมติดตามไป
ทุกๆ ชาติ แม้ตั้งอสงไขย ด้วยว่ากรรมจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วก็ตาม
(ยังไม่ให้ผลแล้ว) ย่อมไม่พินาศไป.

[๘๖๕] ชายใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือน
บุคคลล้างเท้าสะอาดแล้วเว้นเปือกตม ฉะนั้น หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษ
ทุกๆ ชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสรผู้เป็นบาทบริจาริกา
ยำเกรงพระอินทร์ ฉะนั้น ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุยศและสุขอัน
เป็นทิพย์ ก็พึงเว้นบาปทั้งหลายประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง สตรี
ก็ตาม บุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ มีปัญญา
เครื่องพิจารณาเพื่อประโยชน์ของตน นรชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้
ที่เป็นคนมียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง นรชนเหล่านั้นได้สั่งสม
กรรมดีไว้ในปางก่อนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็น
ของตัว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์ทรงพระราชดำริด้วย
พระองค์เถิด ข้าแต่พระจอมชน พระสนม (ผู้ทรงโฉมงดงาม) ปาน
ดังนางเทพอัปสรผู้ประดับประดาคลุมกายด้วยร่างแหทองเหล่านี้ พระ-
องค์ทรงได้มาเพราะผลแห่งกรรมอะไร พระนางรุจาราชกัญญา ทรงยัง
พระเจ้าอังคติราชพระชนกนาถให้ทรงยินดี พระราชกุมารีผู้มีวัตรอันดีงาม
ทรงกราบทูลทางสุคติแก่พระชนกนาถ ดังหนึ่งบอกทางให้แก่คนหลงทาง
และได้ทรงกราบทูลข้อธรรมถวายโดยนัยต่างๆ ดังนี้แล ฯ.....

ที่มา

http://www.yenta4.com/webboard/viewt...ost_id=1086853



แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 17 มี.ค. 2010, 09:45, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




001Hell.jpg
001Hell.jpg [ 47.11 KiB | เปิดดู 8306 ครั้ง ]
12-55-thickbox.jpg
12-55-thickbox.jpg [ 62.18 KiB | เปิดดู 8299 ครั้ง ]
1228453840626.gif
1228453840626.gif [ 91.85 KiB | เปิดดู 8297 ครั้ง ]
ศีลข้อที่ ๓ เจตนางดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม
กาม ในที่นี้หมายถึงเมถุน คือการส้องเสพระหว่างชายหญิง
การผิดในกาม หมายถึง การเสพเมถุนกับบุคคลที่ต้องห้าม
ผู้ใดเสพเมถุนกับคนที่ต้องห้าม ผู้นั้นทำผิดประเวณี
ศีลข้อนี้ขาด
บุคคลต้องห้ามของศีลข้อนี้ กล่าวรวม โดยสรุป ดังนี้
- สำหรับชายมีภรรยา หรือ หญิงมีสามี,
หญิงอื่นหรือชายอื่นนอกจากภรรยาหรือสามีของตน
เป็นหญิงหรือชายต้องห้ามสมสู่ทั้งหมด
- สำหรับชายไม่มีภรรยา หรือ หญิงไม่มีสามี
ถ้าเป็นคนที่มีผู้ใหญ่ปกครองดูแล มิใช่ผู้เป็นอิสระแก่ตน
หญิงหรือชายทุกคนย่อมเป็นบุคคลต้องห้ามสมสู่ทั้งสิ้น
- สำหรับชายหรือหญิงที่เป็นอิสระแก่ตน
และยังไม่มีภรรยาหรือสามี หญิงหรือชายต้องห้าม คือ
(๑) หญิงมีสามีหรือชายมีภรรยา
(๒) ชายหรือหญิงมีญาติรักษา
คือมีผู้ใหญ่ปกครองไม่เป็นอิสระแก่ตน
(๓) ชายหรือหญิงที่จารีตรักษา คือมีจารีตห้ามมิให้สมสู่
ได้แก่
- ชายหรือหญิงที่เป็นเทือกเถาเหล่ากอของตน
- ชายหรือหญิงหวงห้ามโดยข้อบังคับและอื่น ๆ เช่น ภิกษุ
ภิกษุณี สามเณร สามเณรี ชายหรือ หญิงรักษาอุโบสถศีล
ผู้เยาว์ เป็นต้น
ผู้ใดสมสู่กับหญิงหรือชายต้องห้ามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้
ศีลขาด
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงหลักการ
ในทางปฏิบัติต้องพิจารณาโดยใช้หลักโยนิโสมนสิการ
คือพิจารณาอย่างแยบคาย ร่วมด้วย
ฉายาแห่งกาเมสุมิฉาจาร
โดยที่ศีลข้อนี้มีความมุ่งหมายในการรักษาจารีตประเพณี
ป้องกันการเสียหาย เพราะเรื่องรักๆ ใคร่ ๆ
ผู้รักษาจึงควรงดเว้นจากการกระทำทุกอย่างอันเป็นการลุอำนาจแก่ความรักใคร่ระหว่างเพศ
(ความกำหนัด) เช่น การลวนลามเพศตรงข้าม
การหยอกล้อต่อกระซิกคู่ครองของคนอื่น ฯลฯ
เพราะการทำเช่นนั้นทำให้ศีลเศร้าหมอง ไม่ผ่องใส

ที่มา. http://www.tosdn.com/forum/index.php?topic=1593.msg4642


แก้ไขล่าสุดโดย หลับอยุ่ เมื่อ 17 มี.ค. 2010, 09:52, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33839

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




1%20(502).gif
1%20(502).gif [ 49.8 KiB | เปิดดู 8296 ครั้ง ]
เมื่อสามีหรือผัวของหญิงคนนั้นจับได้ว่าถูกสวมเขา สามี จขกท. กับภรรยาของเขาไม่ตายก็พิการ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 10:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 09:00
โพสต์: 18

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


คิดว่าไม่ใช่เรื่องต้องใส่ใจว่าเขาจะเป็นไง สนใจที่คุณดีกว่าว่าจะทำอย่างไร
ขออภัยที่ตอบไม่ค่อยตรงคำถาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 11:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว




Y5852945-7.gif
Y5852945-7.gif [ 136.67 KiB | เปิดดู 8232 ครั้ง ]
คนเราฆ่ากันได้เพราะผิดกาเมๆ นี่แหละครับ :b7:
คนชั่ว มักจะเป็นโรคจิต คิดผิดเป็นชอบ คงจะคิดว่ามันตื่นเต้น เร้าใจ สะใจ ๆลๆ หารู้ไม่ มันเป็นบาปอันเร่าร้อน

เขาเป็นชู้กับเมียเพื่อนเขาหรือครับ :b10:
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 11:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2010, 21:14
โพสต์: 15

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Onion_L ใช้ค่ะ เขาเป็นชู่กับเมียเพื่อนเขาค่ะ :b41:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 13:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


ในอีกหลายอัตภาพ เขาจะได้ประสบเหตุณ์และทุกข์แบบที่คุณกำลังประสบอยู่นี่แหละ ...เพราะ"ผล"ย่อมมาจาก"เหตุ"เสมอ ไม่ได้เกิดเพราะซวยเป็นต้น...

นี้เป็นแค่เศษกรรมครับ ผลตรงๆก็ไปใช้กรรมในนรก เศษกรรมตามมาให้ผลอีก หลังเกิดเป็นคน...อย่่างที่คุณกำลังรับอยู่ ...

ขอให้เข้าใจไว้เป็นสิ่งแรกว่า กรรมหรือเจตนาทุกชนิด มีผลตามมาเสมอ ดังนั้น พึงเพ่งเล็งมาที่ตนว่า..โอ้หนอ เมื่อก่อนเราได้ทำบาปกรรมเช่นนี้มาแล้ว บัดนี้จึงต้องเสวยผลกรรมอยู่ ตั้งแต่นี้ไปเราจะสำรวมระวังไม่ก่อเวรทำบาปอีกต่อไป เราจะประพฤติศีล เจริญกุศลทั้งหลาย ให้ถึงพร้อม.. แม้โมฆะบุรุษนี้ เราก็จะอภัยไม่คิดแค้นให้ใจเป็นไปกับบาปอีก เพราะชื่อว่าบาปแล้ว ย่อมนำความทุกข์มาให้แต่ถ่ายเดียว...ก็บุญนั้นชื่อว่าย่อมยังความสุขมาให้ หากเราเป็นผู้มากด้วยการทำกุศลกรรม เหตุดีย่อมยังผลอันน่าชื่นชมมาให้..

การปล่อยใจเป็นไปกับความขุ่นแค้น คือการทำบาปที่ต่อเนื่อง เมื่อใจเป็นบาปแล้ว ผลของบุญย่อมไม่อาจแทรกมาให้เสวยได้ง่าย.. แต่ใจที่บาปนั้นย่อมเป็นตัวนำร่องเอาผลของบาปอื่นๆให้ตามมาท่วมทับซ้อนอีก เช่น มีโรคเบียดเบียนทั้งโรคเครียด นอนไม่ได้กินไม่ลง ซึมเศร้าหดหู่ท้อแท้บางคนถึงกับฆ่าตัวตายซึ่งเท่ากับส่งตนไปทุคติก่อนเขาอีก เสียชาติเกิดที่ได้มีบุญได้เป็นมนุษย์แทนที่จะต่อยอดบารมีให้มากขึ้นมีการได้สดับพระธรรมและเจริญศีลภาวนาก็หมดโอกาสเสียแล้ว..นอกจากโรคภัยแล้ว การเสียทรัพย์ย่อมตามมา เพราะต้องรักษาโรคฯลฯ...

โปรดกรุณาตนเองด้วยเถิดครับ ไม่มีใครเลยที่ทำเราให้ทุกข์ได้มากเท่า"จิต"ของตน..เราทั้งนั้นจัดสรรค์ชีวิตตนเองมากับมือตนเอง คนหรือสิ่งอื่นนอกนั้นล้วนเป็นเครื่องมือให้กรรมมาทำหน้าที่อันซื่อตรงเที่ยงธรรมที่สุด :b46: :b47: :b48:

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 13:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 พ.ย. 2009, 10:41
โพสต์: 4463

อายุ: 0
ที่อยู่: วัฏสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว


คุณ กับเพื่อนเขาให้อภัยได้ไหมล่ะครับ แต่มิใช่ว่า คุณไปคบกับเพื่อนเขาผมหมายถึง... :b21:
มิฉะนั้น มันจะไปกันใหญ่ :b5:

หาอ่านเรื่อง การอภัยทาน (เป็นบุญ) :b8:
smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 14:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 มี.ค. 2010, 23:38
โพสต์: 193

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทำไปได้เนอะ... คนเรา... รูปภาพ

.....................................................
หากไม่สนใจหลักธรรมปลีกย่อย แล้วจะบรรลุหลักธรรมใหญ่ได้ยังไง -- กวนอู

"ทรัพยกรมนุษย์หากตายไป บริษัทฯ สามารถหามาแทนได้ แต่ทรัพยากรครอบครัวนั้น ครอบครัวไม่สามารถหามาแทนได้"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 14:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 ก.ย. 2009, 14:32
โพสต์: 874

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อย่าให้เห็นผลกรรมเป็นการผูกพยาบาทละค่ะ
อยากบอกว่า ตอนนี้ขอให้อโหสิกรรมให้เขาทั้งสอง
เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องผูกเวรกรรมต่อเนื่องกันไปอีก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 15:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ย. 2009, 10:42
โพสต์: 454

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นด้วยกับอ้อ (นนนน) นะคะ ...

อย่าไปคิดถึงเลยว่าเขาจะได้รับผลกรรมอะไร ...
เมื่อไรก็ตามที่ใจเราคิดว่าเขาต้องเจอเวรเจอกรรมอะไร ... เราก็คิดถึงเขาในทางลบเกิดความโมโห เคียดแค้น .... ความรู้สึกนั้นเองนั่นแหละค่ะที่ทำร้ายใจเรา ไฟโทสะก็จะไม่ได้ไปไหนเลย ... มันก็จะยังคงตั้งหน้าตั้งตาเผาใจเราเอง :b7:

พิมเองก็เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กับคุณค่ะ... เข้าใจว่ายากที่ปลดปล่อยความรู้สึกให้เบาบางลง
เป็นปีเหมือนกันนะคะที่พิมจมอยู่ในความทุกข์.....พยายามนะคะ... เป็นกำลังใจค่ะ... พิมเองก็กำลังพยายามอยู่เหมือนกัน :b4: :b16: :b16:

พิม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 15:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ม.ค. 2010, 16:32
โพสต์: 323

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เจอแน่นอน มีเหตุ ต้องมีผล

แต่จะเจอเมื่อไร ?

น้อยคนจะรู้

ใยต้องอยากรู้ ใยต้องรอดู

เขาเจอ หรือไม่เจอ จะมีผลดีอะไรกะเราเล่า

สำคัญที่สุด


"เราดีขึ้นหรือต่ำลง เมื่อเขาได้รับผลกรรมที่เขาก่อ"

:b42:

งมงาย ๆ

:b16: :b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มี.ค. 2010, 16:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2010, 21:14
โพสต์: 15

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool ขอบคุณ นะพิม ที่เป็นกำลังใจให้ เราคงมีเวรกรรมกับเขาด้วยมั่งถึงได้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ งัยก็ขอเป็นกำลังใจให้เช่นกันนะค่ะ ขอให้หลุดพ้นจากความทุกข์นี้เร็วๆๆนะค่ะ สู่ๆๆค่ะ:b41: :b4:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 15 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร