วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 03:46  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=2



กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2013, 17:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกมาประมาณ 1 เดือน เกี่ยวกับการฝึก สมาธิ สติ
ต้องบอกก่อนเลยว่า ไม่ค่อยเข้าใจภาษาธรรมะเลย เพราะชีวิตก่อนหน้านี้ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้ ไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่

ผมเริ่มจาก รู้แบบผิดๆมาตั้งแต่เด็ก ว่าการนั่งสมาธิ คือการนั่งหลับตาเฉยๆแล้วอยู่นิ่งๆ ซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องที่น่าปฏิบัติเลย น่าเบื่อ มองแล้วง่วงแทน ไม่สนใจ ไม่เคยคิดทำตาม

จนกระทั่งอายุใกล้ 30 จึงได้มีโอกาสลองแบบจริงจัง ผมลองนั่งแบบท่ามาตรฐาน ที่ว่า มือขวาทับมือซ้าย ขาขวาทับขาซ้าย แล้วหลับตา ไม่ถึง 5 นาที รู้สึกทรมาณ เลยหยุด แล้วไปค้นข้อมูลใหม่ ทำให้เข้าใจได้ว่า วิธีทำมันมีหลายแบบ ซึ่งผมไม่แน่ใจ ว่าคำเรียก คืออะไร

วิธีทำคือ ผมนั่งบนเก้าอี้ ฟังแต่เพลง ไม่ได้นับลมหายใจ หรือไม่ได้สนใจส่วนอื่นเลย เพลงที่ฟังก็เพลง บรรเลงขลุ่ยจีน ซึ่งผมเองชอบเสียงขลุ่ยจีนอยู่แล้วเลยนั่งฟังไปเรื่อยๆ นั่งหลับตาคิดนั่นโน่นนี่ นานๆเข้าในหัวเริ่มหยุดคิด ฟังแต่เพลง สนใจแต่เพลง จับสังเกตได้ว่า มันฟังได้ละเอียดขึ้น ได้ยินเสียงหนักเบาเสียงเครื่องดนตรีชนิดอื่นประกอบ ทั้งที่เคยฟังบ่อยแต่ไม่เคยละเอียดขนาดนี้ ความละเมียดละไมของเสียงขลุ่ย รู้สึกว่ามันไพเราะกว่าทุกครั้ง ผมเริ่มรู้สึกนิ่งขึ้น ตัวเบาลง กลืนน้ำลายที สะเทือนไปทั้งตัว พอลืมตามา สดชื่นสุดๆ เริ่มติดใจ วันต่อมาก็นั่งอีก คราวนี้เปิดเพลงไว้เบาๆ นั่งมองเปลือกตาตัวเอง เพราะวันแรก รู้สึกว่ามันมีอะไร แต่ไม่ได้สนใจ มองนานๆจน เห็นแสงวูบวาบ สว่างขึ้น แล้วก็ดับ แล้วก็เป็นแบบนั้นเรื่อยๆ สว่างขึ้นเรื่อยๆ ผมดักสังเกตเรื่อยๆ มันมาเป็นจังหวะ แล้วก็หายไปเลย บอกตรงๆเสียดายมาก เป็นแบบนั้นอยู่ 3-4 วัน ไม่มีอะไรเปลี่ยน ผมมานั่งทบทวน ทำไมมันไม่สว่างตลอดไปเลย หรือผมยังไม่เก่ง แล้วต้องทำยังไง ระหว่าง ช่วง 3-4 วันมานั้น มีเห็นภาพแปลกๆ เห็นคนแก่ เหมือนผมเลยพอดีว่า จำปลายจมูกตัวเองได้ แล้วก็เห็นภาพอะไรเต็มไปหมด แต่มองไม่ออกเลย มันไม่ค่อยชัด ผมก็ยังอยากรู้อยากเห็น นั่งต่อไป มันมีอาการแปลกๆมากมาย ทั้งหูอื้อ เหมือนมีมดเข้ามาในตัว รำคาญมาก เลยหยุดไปวันนึง แล้วก็ลองนั่ง ช่วงที่หยุดไป เวลาหลับตา เห็นวงกลมสีขาวทั้งวันเลย พอมาลองนั่งใหม่ ก็เป็นแบบเดิม เห็นแสงวูบวาบ ผมหยุดทันที ลืมตามานั่งคิด หรือว่า ธรรมชาติกำลังสอนเรา ที่เห็นแสงวูบวาบคือธรรมชาติกำลังจะบอกว่า มีเกิดก็มีดับ มีมืดก็มีสว่าง มีผ่านมาก็มีผ่านไป ไม่มีอะไรแน่นอน ตอนคิดนี่ขนลุกเลยนะ มหัศจรรย์มาก ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เหมือนเราเรียนรู้กับธรรมชาติด้วยตัวเอง ผมจึงตั้งต้นใหม่ นั่งหลับตาศึกษาต่อ ดูซิว่าธรรมชาติจะบอกอะไรเราต่อไป

เวลาที่เรามีสมาธิในระดับนึง สิ่งที่เราสนใจอยู่จะชัดเจนมากคือภาพในเปลือกตา อาจหมายถึงว่า เมื่อเรามีสติ เราจะมองสิ่งต่างๆชัดเจนขึ้น ถ้าเป็นปัญหาก็จะเห็นทางแก้ได้ไม่ยากจริงหรือเปล่า
และเมื่อเรามีสมาธิในระดับนึง เวลาที่เราละจากสิ่งที่สนใจอยู่ จะรู้สึกวูบเหมือนจะล้มไปเลย แต่พอดึงตัวเองกลับมาก็นั่งมองเปลือกตาต่อ นั่นหมายถึง ถ้าเราไม่มีสติ เราจะประคองตัวเองยาก จริงหรือเปล่า
เวลาที่เราหูอื้อ นั่นหมายถึง ถ้าเราไม่สนใจฟัง ต่อให้ใครมานั่งพูดอยู่ข้างหู เราก็จะไม่ได้ยิน หรือได้ยินบ้าง แต่จับใจความไม่ได้ จริงหรือเปล่า
เมื่อมาพิจารณาดูแล้วก็จริงนะครับ แต่....
สิ่งที่สอนเราคือใคร ธรรมชาติ? หรือผมคิดไปเอง โยงเรื่องราวเข้าหากันเอง
ตีความไปเอง แต่พอได้ทำทุกวัน เกิดความมั่นใจครับ เจออะไรแปลกๆบ้าง ยอมรับว่ากลัวจนนอนไม่ได้ ต้องรบกวนไปนอนห้องแม่ พยายามหาของมาป้องกัน พระเครื่อง บทสวด เป็นอยู่พักนึง กลัวมาก ไม่เคยเจออะไรแบบนี้
จนได้คิดระหว่างที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่ทำงาน ถ้าเรากลัวก็ต้องกลัวตลอดไป ผมกลับมานอนคนเดียวเหมือนเดิม ได้ยินเสียงอะไร ก็ตีความว่าเป็นไอนั่น ไอนี่ที่เรากลัว นอนไม่หลับเลย จนชิน เริ่มคิดได้ว่า มันอยู่ที่ใจเราแท้ๆ หลายวันแล้ว ไม่เห็นตายเลย ไม่เห็นมีอะไรชัดๆซักที ความมั่นใจเริ่มกลับมา ไม่กลัวอีกแล้ว ผมเข้าใจว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจเราไม่กลัว ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้
บทสวด พระเครื่อง แค่ช่วยให้เรามั่นใจ ไม่กลัว เมื่อไม่กลัว ก็ไม่หลอนไม่คิดไปเอง นอนหลับเป็นปกติเลย จริงๆแล้วไม่มีอะไร คงเป็นจิตเราที่อ่อน จนหลอนไปเอง ผมเข้าใจถูกไหมครับ

จุดเริ่มต้นจริงๆคือ มีคนบอกว่าผมถูกไสยศาสตร์ ผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง และนี่เป็นเหตุให้ผมหาทางแก้
โดยการมาลองฝึกสมาธิ ถึงตอนนี้ก็ไม่สนใจแล้วครับ มีความมั่นใจแล้ว จะโดนหรือไม่ก็ช่างมัน ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย ฝึกสมาธิทุกวัน สบายกาย สบายใจดี

สุดท้ายนี้ อยากรบกวนผู้รู้ ถึงสิ่งที่ผมเข้าใจมานี้ มีตรงไหน ผิด หรือผิดทั้งหมด ยินดีทุกคำแนะนำครับ จะเก็บมาคิดประกอบอีกครั้ง เพียงหวังว่าจะลดความโง่เขลาลงไปบ้าง ขอบคุณล่วงหน้าครับผม...
smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ส.ค. 2013, 21:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


ที่คุณเจอ มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เมื่อเข้าสู่สมาธิครับ บางคนจะเจอมาก บางคนจะเจอน้อย บางคนอาจจะไม่เจอเลยก็มี มันเป็นเรื่องเฉพาะตัว แต่ไม่มีอันตรายอะไรหรอกครับ ถ้าเราไม่ไปสนใจมัน เดี๋ยวคุณเจอมันบ่อยๆ พอทำสมาธิก็เจอ พอเลิกสมาธิก็หาย เหมือนความอร่อยของอาหารไงครับ ตอนกินก็อร่อย พออิ่ม เลิกกินแล้วความอร่อยก็หยุดไปแล้ว เป็นอย่างนี้ไปนานๆเดี๋ยวคุณก็ชินไปเองแหละครับ อย่าไปอยากเห็นอยากเจอ หรือกลัวมันมากเกินไปก็แล้วกัน เพราะถ้าเกิดยังอยากอยู่แบบนี้ ใจจะสงบยาก จะทำสมาธิอีกได้ยากครับ

คิดเสียว่า ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้นครับ

เราอาจจะแค่ยังไม่เคยเจอมาก่อน ยังไม่ชินเท่านั้นเอง

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 04:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 08:10
โพสต์: 2812

แนวปฏิบัติ: ขันธ์5ด้วยการสังเกตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ และอินทรีย์22
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระสุตตันตปิฎก
อายุ: 0
ที่อยู่: ระยอง อุบลราชธานี

 ข้อมูลส่วนตัว


ดีแล้วครับที่มีคำถามเยอะๆ หมั่นตั้งข้อสังเกตุ หากเห็นการเกิดดับ แสดงว่า เป็นผู้ที่มีวิสัยของปัญญาวิมุติครับ

.....................................................
อย่าท้อถอยต่อการปฏิบัติ อย่าปล่อยให้ความขุ่นเคืองเข้าแทรก สร้างพลังด้วยคำสอนของพระพุทธเจ้า รำลึกและตอบแทนพระคุณมารดา และบิดา มองโลกด้วยใจเป็นกลาง ระลึกเสมอว่าเรายังด้อยปัญญาหากยังไม่ได้ปัญญา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 05:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33852

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจเราไม่กลัว ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้



ขออนุญาตให้ข้อคิดตรงที่นำมาหน่อย จะสุดโต่งไป (ตรงอื่นก็เป็นการคิดหาที่มาที่ไปพอใช้ได้)


ชีวิตควรมองทั้งสองส่วน คือ ทั้งกายกับจิตใจ กาย-ใจอาศัยกันและกัน ชีวิตจึงเป็นไปได้อยู่ได้ด้วยดี ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งชีวิตก็ไร้ความหมาย

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ส.ค. 2013, 03:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 ก.พ. 2010, 16:34
โพสต์: 1050

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เคยได้ยินพระอาจารย์ท่านว่า อย่าเพิ่งไปอยากรู้ อยากเห็น อะไร หรือ แม้แต่อยากได้ความสงบ เพราะมันจะเป็น กิเลส วันนี้ ทำได้ ก็อาจจะมี นิมิต เห็น เป็น แสง หรือ รูป พระพุทธรูป หรือ อะไรก็แล้วแต่ บางครั้งเกิด ปิติ จนตัวเบา หรือน้ำตาไหล วันหลัง มานั่งก็อยากจะให้เหมือนเดิม เพราะติดใจ แต่มันอาจจะไม่เหมือนเดิมเพราะอาจไปเพ่ง หรือฝืน หรืออยากจะให้ได้นิมิตเร็วๆ มันก็เป็นการฝึกทำสมาธิ ที่ทำให้เกิด สมาธิได้ระดับนึง ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ขอให้กำลังใจฝึกต่อไป อย่าลดละ ครับ
เจริฐญในธรรม :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ส.ค. 2013, 09:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอขอบพระคุณทุกท่าน และทุกคำแนะนำ

คำชี้แนะที่สอนให้เราคิดได้ด้วยตนเอง

ย่อมละเอียดลึกซึ้งกว่าการรู้จากการบอกโดยตรง

ขอบคุณมากๆครับผม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ส.ค. 2013, 09:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ส.ค. 2010, 18:54
โพสต์: 615

สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฏก อรรถกถา
ชื่อเล่น: พุทธฏีกา
อายุ: 0
ที่อยู่: ดอยสัพพัญญู

 ข้อมูลส่วนตัว www


ผู้โง่เขลา เขียน:
เวลาที่เรามีสมาธิในระดับนึง สิ่งที่เราสนใจอยู่จะชัดเจนมากคือภาพในเปลือกตา อาจหมายถึงว่า เมื่อเรามีสติ เราจะมองสิ่งต่างๆชัดเจนขึ้น ถ้าเป็นปัญหาก็จะเห็นทางแก้ได้ไม่ยากจริงหรือเปล่า

เหมือนเราหยุดเอามือกวนน้ำ แกว่งน้ำ เราก็มองเห็น
สิ่งต่างๆ ใต้ผิวน้ำชัดเจน น้ำไม่ขุ่น ภาพนี้เกิดขึ้นทางใจ
เราไม่ได้กำหนดไว้ว่าจะให้อยู่ตรงไหน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่
กึ่งกลางระหว่างคิ้ว จึงเข้าใจว่าอยู่ภายในเปลือกตา

เมื่อเรามีอารมณ์และจิตที่สงบ เราก็จะมองปัญหาออก
เมื่อทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็รู้ที่มาที่ไปของสิ่งที่เรา
ได้น้อมนำมาพิจารณา


ผู้โง่เขลา เขียน:
และเมื่อเรามีสมาธิในระดับนึง เวลาที่เราละจากสิ่งที่สนใจอยู่ จะรู้สึกวูบเหมือนจะล้มไปเลย แต่พอดึงตัวเองกลับมาก็นั่งมองเปลือกตาต่อ นั่นหมายถึง ถ้าเราไม่มีสติ เราจะประคองตัวเองยาก จริงหรือเปล่า

เรียกว่า อารมณ์หยาบๆ มันเกาะไม่ติด เข้าไม่ถึงใจที่สงบ
อารมณ์ที่ละเอียด จิตที่สงบตั้งมั่น เอาสติมาจดจ่ออยู่ที่
นิมิต มีอารมณ์เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจสงบ เรียกว่า เพ่งอารมณ์
หรือ "อารัมมณูปนิชฌาน" ถ้าไม่มีสติ ไม่มีสมาธิ จิตของเรา
ก็จะถูกอารมณ์หยาบๆ ครอบงำ ประครองตัวเองยาก

ในสมาธิขั้นที่หนึ่ง สอง สาม สี ทุกระดับมีแบบพื้นฐาน
แบบกลางๆ แบบละเอียด

ในระดับแรกขั้นที่หนึ่ง ที่เข้าสู่ความละเอียดแบบพื้นฐาน
ก็จะเกิดปิติขนลุกชูชัน มีเหมือนมดไต่ตามตัว เกิดแสงสว่าง
หรือ "โอภาส" เล็กๆ น้อยๆ เป็นช่วง ระหว่างพื้นฐานไปจนถึง
ระดับกลางๆ เกือบละเอียด ต่อเมื่อจับภาพที่เข้าใจว่าใต้เปลือกตา
ได้มากขึ้น หรือจับนิมิต เพ่งต่ออารมณ์ได้ละเอียดมากขึ้น
สมาธิก็จะเลื่อนเข้าสู่ ระดับแรก ผ่านความละเอียดทั้ง ๓ แบบ
ละเอียดแบบพื้นฐาน ๑ กลางๆ ๑ สู่ละเอียด ๑ จนจิตตั่งมั่นอยู่แต่
นิมิตโอภาส(แสงสว่าง)ที่ปรากฏ

ช่วงอารมณ์แบบกลางๆ เฉียดๆ จะละเอียดใน สมาธิขั้นที่ ๑
จะเกิดอุปกิเลสของสมาธิ ความสงสัย ความกลัว ความอยากรู้

พอหลุดจากความสงสัย ความกลัว อยากรู้อยากได้อยากมี
ก็จะเลื่อนเข้าสู่ สมาธิขั้นที่ ๒ ความคิดความสงสัยต่างๆ ลดลง
ทิ้งความคิดนึกต่างๆ เหลืออยู่แต่ ภาพ หรือนิมิตเกิด "โอภาส"
มีอาการขนลุก ปิติยินดี ทั่วตัว เป็นสมาธิขั้นที่ ๒ และเหมือนเดิม
ก็ยังจะมี ความสงสัย ความกลัว ความอยากรู้ อยากได้อยากมี
คอยสลับเกิดขึ้น เมื่อคุณภาพของสติ ของสมาธิ เริ่มเสื่อมถอย

ที่เข้าใจว่าเกิดๆ ดับๆ ของความมืดความสว่าง ก็เพราะมีความคิด
ความสงสัย ความอยากปรากฏเข้ามา ทำให้คุณภาพของสมาธิ
ในขั้นที่ ๒ เสียไป จะสลับไปสลับมา ระหว่าง สมาธิขั้นที่ ๑ และ
ขั้นที่ ๒ โดยสัมผัสกับสภาวะ ละเอียดแบบพื้นฐาน กลางๆ ตลอด
จนเข้าถึงความละเอียดที่สุดในขั้นนั้นๆ


ผู้โง่เขลา เขียน:
เวลาที่เราหูอื้อ นั่นหมายถึง ถ้าเราไม่สนใจฟัง ต่อให้ใครมานั่งพูดอยู่ข้างหู เราก็จะไม่ได้ยิน หรือได้ยินบ้าง แต่จับใจความไม่ได้ จริงหรือเปล่า

จิตรู้ได้ที่ละอารมณ์ เมื่อเราเอาสติไปจับนิมิต จับ "โอภาส"
แต่ถอยคุณภาพ คือละความสงสัย ความอยากลงไม่ได้(ขาดสัมปชัญญะ)
พอจิตมาจับ สติมาจับตามอวัยวะร่างกาย เช่นอาการหรือ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับหู เช่นหูอื้อ ระหว่างเปลี่ยนเอาสติมาจับ
ตอนจิตเปลี่ยนมาจับที่อาการหูอื้อของหู จิตเขาพึ่งคลาย
ออกมาจากความสงบของ แสงสว่าง ใต้เปลือกตา เลย
ทำให้เกิดลักษณะ หน่วงของ สิ่งรับรู้ คล้ายว่าหูอื้อย่อมได้
หรือเิกิดวาโยธาตุ เกิดลมผ่านช่องหู เกิดสติไปรู้เข้า
เป็นประสบการณ์ใหม่ จึงเข้าใจว่า ไม่ได้ยินเสียงก็ได้ ฯลฯ

ผู้โง่เขลา เขียน:
เมื่อมาพิจารณาดูแล้วก็จริงนะครับ แต่....
สิ่งที่สอนเราคือใคร ธรรมชาติ? หรือผมคิดไปเอง โยงเรื่องราวเข้าหากันเอง
ตีความไปเอง แต่พอได้ทำทุกวัน เกิดความมั่นใจครับ เจออะไรแปลกๆบ้าง ยอมรับว่ากลัวจนนอนไม่ได้ ต้องรบกวนไปนอนห้องแม่ พยายามหาของมาป้องกัน พระเครื่อง บทสวด เป็นอยู่พักนึง กลัวมาก ไม่เคยเจออะไรแบบนี้

ความไม่รู้ ความสงสัย ความกลัว เรียกว่าหลังจากมีสมาธิ
ได้สมาธิในขั้นต้นๆ มีจิตและอารมณ์ละเอียดตามกำลัง
ของสมาธิในขั้นต้น ทีแรกเราเรียกกันว่า เพ่งอารมณ์
ต่อมา เมื่อเรามา พิจารณา เราเีรียกว่า เพ่งลักษณะ
หรือ "ลักขณูปนิชฌาน" คือการพิจารณาทั้งความเกิดดับ
ของแสงสว่างที่ได้ ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางใจ

ถ้าอยู่ในความพอดี ก็ดีไป ถ้ามากไป ก็กลายเป็นฟุ้งซ่าน
เป็นอุปสรรคขัดขวางสมาธิให้ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป

ความสามารถในการพิจารณาจะสูงขึ้น แต่กำลังของสมาธิ
ก็จะค่อยๆ ลดลง ส่วนทางกัน แล้วก็เสียสมาธิไปในที่สุด
เหลือแต่ความฟุ้งซ่านพิจารณาคิดนึกเท่านั้น

ผู้โง่เขลา เขียน:
จนได้คิดระหว่างที่นั่งนิ่งๆอยู่ที่ทำงาน ถ้าเรากลัวก็ต้องกลัวตลอดไป ผมกลับมานอนคนเดียวเหมือนเดิม ได้ยินเสียงอะไร ก็ตีความว่าเป็นไอนั่น ไอนี่ที่เรากลัว นอนไม่หลับเลย จนชิน เริ่มคิดได้ว่า มันอยู่ที่ใจเราแท้ๆ หลายวันแล้ว ไม่เห็นตายเลย ไม่เห็นมีอะไรชัดๆซักที ความมั่นใจเริ่มกลับมา ไม่กลัวอีกแล้ว ผมเข้าใจว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจเราไม่กลัว ใครก็ทำอะไรเราไม่ได้
บทสวด พระเครื่อง แค่ช่วยให้เรามั่นใจ ไม่กลัว เมื่อไม่กลัว ก็ไม่หลอนไม่คิดไปเอง นอนหลับเป็นปกติเลย จริงๆแล้วไม่มีอะไร คงเป็นจิตเราที่อ่อน จนหลอนไปเอง ผมเข้าใจถูกไหมครับ

อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ทุกสิ่งทุกอย่าง
มีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นประธาน "มโนปุพพัง คมา ธัมมา
มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ "


เจริญพร.

.....................................................
39777.กฎกติกา มารยาท และบทลงโทษ ในการใช้บอร์ด

42529.สีลัพพตปรามาส - สีลัพพตุปาทาน (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
44772.e-Book สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 1 (ลานธรรมเสวนา)
พระไตรปิฎกมาแล้ว อรรถกถาอยู่ตรงไหน ตอนที่ 2 (ลานธรรมเสวนา)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ต.ค. 2013, 11:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กลับมารายงานความคืบหน้าน่ะครับ

จะว่าไป นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ แทบไม่ได้คืบหน้าไปไหนเลย แต่ก็อยู่ในระดับที่เราพอใจแล้ว

เพียงแต่มีข้อสงสัยอยู่ 1 จุด คือ

เวลาที่เรานิ่งจนหูดับได้ยินเสียง หวีด และเสียงเครื่องยนต์เก่าๆ เหมือนมีอะไรมาบีบเรารู้สึกแน่นๆ เป็นอยู่ 2-3 ครั้งจนแน่นมาก แล้วก็เมือนเห็นที่ต่างๆ ที่คุ้นเคย แต่จำไม่ได้ ภาพค่อนข้างชัดมากเหมือนเกิดขึ้นจริง ผมพยามโฟกัสตามจุดสังเกตต่างๆ ว่ามันคือที่ไหนบนโลก แต่ทุกครั้งที่พยายามสังเกตภาพจะจางลงจนเลือนลาง แล้วพอจะขยับตัว ก็ขยับไม่ได้ ต้องดิ้นแรงๆ (แรงมาก) มันทำให้ผมปวดเมื่อยตามตัว อยากทราบว่าจะเป็นอันตรายไหม มีวีธี หรือมีคำแนะนำ เมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหมครับ

ยังไงก็ขอรบกวนอีกครั้งครับผม

Kiss


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ต.ค. 2013, 23:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


อยากให้ลองคิดดูเล่นๆว่า สมมุติว่ามียาพิษอยู่ในขวด ยาพิษนั้นมีอันตรายต่อเรา อันนี้จริงหรือไม่จริงอย่างไร

ตัวยาพิษน่ะอันตรายจริง แต่ถ้าเราไม่เอาตัวเราไปถูกต้องพิษ ยาพิษนั้นก็อยู่ในขวดของมันอย่างนั้น มันเดินเข้ามาเทตัวเองใส่เราไม่ได้ มันไม่ได้ทำอะไรเราไม่ใช่หรือ

คุณมีความถนัดในการโฟกัสภาพและเสียง คือโฟกัสในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ซึ่งในความคิดผมเป็นเรื่องที่พบบ่อยในผู้มีความถนัดทำสมาธิ

สิ่งที่คุณต้องการความช่วยเหลือ คือคุณมีความกังวล เมื่อมีอาการแปลกๆเกิดขึ้นในสมาธิ

ผมอยากให้คุณลองคิดถึงอาการพวกนั้นว่าเป็นยาพิษในขวด อาการพวกนั้นแค่ผ่านมาเฉยๆ ตัวมันเองไม่ได้ทำอะไรคุกคามคุณเลย

แต่เป็นใจเราเองที่สร้างความกังวลขึ้นมาต่อเรื่องนั้น ปัญหาของคุณไม่ได้เกิดจากอาการแปลกๆ แต่เกิดจากการที่ใจตัวเองปรุงภาพขึ้นมาว่ายาพิษพวกนั้นอาจจะเข้ามาทำร้ายคุณ

คุณมีความถนัดที่จะโฟกัสในสิ่งที่เป็นรูปธรรม ผมอยากให้คุณลอง เมื่อคุณเห็นภาพหรือเสียง แล้วเกิดความกังวลขึ้น ลองย้ายจุดโฟกัส จากภาพหรือเสียง ไปเป็นอารมณ์ที่ใจคุณสร้างขึ้น

อารมณ์ นามธรรมทั้งหลายก็ไม่ต่างจากภาพหรือเสียงพวกนั้นหรอก คุณตั้งใจดูภาพ คุณก็เห็นภาพละเอียดขึ้น คุณตั้งใจฟังเสียง คุณก็ได้ยินเสียงชัดขึ้น คุณลองดูใจคุณเองว่ากำลังเกิดอะไรกับใจคุณบ้าง คุณก็จะเข้าใจจิตใจคุณเองมากขึ้น

จะมีอะไรชนะความกลัว ความกังวลได้อีก นอกจากความเข้าใจ

:b1:

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ต.ค. 2013, 15:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่าน คนธรรมดาๆ สำหรับคำชี้แนะ

ตัวผมเองมักชอบลองผิดลองถูก เวลาที่เจออะไรใหม่ๆ มักจะไม่คุ้นเคย
อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง เป็นธรรมดา ณ เวลานี้ ชั่วโมงบินยังน้อยอยู่
แต่ความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ยังคงเต็มเปี่ยม หรืออาจจะมากกว่า ช่วงแรกๆด้วยซ้ำ
ยังไงก็ยังไม่ย่อท้อครับ จะเข้ามารายงานผลเรื่อยๆ ครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ต.ค. 2013, 16:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.ย. 2013, 06:03
โพสต์: 95

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สวัสดีครับ คุณผู้โง่เขลา

ในการฝึก สมาธิ หรือ ตบะ มีมาก่อนยุคที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วครับ
ปัจจุบัน การฝึก สมาธิ หรือ ตบะ ยังคงมีอยู่ในศาสนาต่าง ๆ แต่ไม่ใช่แนวทาง
แห่งการพ้นทุกข์ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจสี่ แก่ปัญจวัคคีย์
เป็นเหตุให้ อัญญาโกญฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม

การฝึกปฏิบัติภาวนา ในการเจริญ สติ กับ สมาธิ ตามแนวทางพุทธศาสนา
โดยทั่วไป จึงเริ่มต้นจาก สัมมาทิฏฐิ กล่าวคือ

เมื่อการฝึกปฏิบัติภาวนาเริ่มต้นจาก สัมมาทิฏฐิ จะเป็นการนำไปสู่ สัมมาสติ
และ สัมมาสมาธิ ตามลำดับ

ในกรณีของท่านเจ้าของกระทู้ ได้ศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อธรรม สัมมาทิฏฐิ
บ้างหรือไม่ครับ ลองศึกษาเกี่ยวกับหัวข้อธรรมนี้ดูบ้าง บางทีอาจมีประโยชน์
ในการพัฒนาการฝึก สติ และ สมาธิ ให้เจริญขึ้นไปตามลำดับได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ต.ค. 2013, 14:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณท่าน สัมมาทิฏฐิ ครับ

คำแนะนำของท่านมีประโยชน์กับผมมาก ผมเชื่อว่า มีหลายๆคน ที่อยากศึกษาเรื่องหลักธรรม
คำสอนต่างๆ แต่ติดตรงที่ว่า ไม่รู้จะเริ่มจากอะไร ตรงไหน เยอะแยะไปหมด

ตัวผมเองก็เช่นกัน เห็นคนสนทนาทางธรรม ใช้ภาษาที่ผม บางครั้งอ่านแล้วไม่เข้าใจ
เรียกได้ว่ายังห่างไกลอีกมาก

จะลองดูครับผม

smiley


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2013, 01:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2011, 01:57
โพสต์: 324

แนวปฏิบัติ: อริยสัจ4
อายุ: 27
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้โง่เขลา เขียน:
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่าน คนธรรมดาๆ สำหรับคำชี้แนะ

ตัวผมเองมักชอบลองผิดลองถูก เวลาที่เจออะไรใหม่ๆ มักจะไม่คุ้นเคย
อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง เป็นธรรมดา ณ เวลานี้ ชั่วโมงบินยังน้อยอยู่
แต่ความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ยังคงเต็มเปี่ยม หรืออาจจะมากกว่า ช่วงแรกๆด้วยซ้ำ
ยังไงก็ยังไม่ย่อท้อครับ จะเข้ามารายงานผลเรื่อยๆ ครับ


ถือว่าแลกเปลี่ยนกันครับ

ที่คุณพูด ผมเห็นด้วยทุกอย่าง หลายอย่างที่คุณเล่า ผมก็เคยประสบมา จึงอยากแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน สิ่งที่ผมอยากนำเสนอเพิ่มเติมมีประเด็นเดียว

คืออารมณ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร จะอารมณ์ตื่นเต้น กลัว อยากรู้ อยากเห็น อยากลอง ชอบ ไม่ชอบอารมณ์ไม่อยาก หรืออารมณ์เฉยๆก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถเอามาใช้เป็นจุดสำหรับการ "เพ่ง" ในกรณีที่ต้องการเจริญสมถะ หรือ "ดู" ในกรณีที่ต้องการเจริญวิปัสนาได้ไม่ต่างจากรูป หรือเสียง

ถ้าคุณชอบภาษาธรรมมะ ผมเชื่อว่านี่คือเวทนานุปัสนา, จิตตานุปัสนา และธรรมานุปัสนาสติปัฏฐาน อีกสามฐานที่คุณอาจจะยังไม่เคยลองฝึก

ภาพที่คุณเห็น ไม่น่ากลัว เสียงที่คุณได้ยิน ไม่น่ากลัว แต่อารมณ์ที่ใจเราสร้างขึ้นต่อเรื่องต่างๆที่ผ่านเข้ามาต่างหาก ที่น่ากลัว ที่มีอิทธิพลกำหนดความเป็นไปของเราได้

สมาธิ คือการแยกตัวออกจากสิ่งที่เราอยากจะดู แยกออกมาเป็นผู้ดู หากทำถูกต้อง เราจะเป็นอิสระจากสิ่งที่เราดูทันได้ชั่วคราว ทำให้มีโอกาสมองดู ศึกษาสิ่งนั้น ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจสิ่งที่ดูในแง่มุมใหม่ เมื่อเข้าใจมากขึ้น ก็จะควบคุมตนเองจากอิทธิพลของสิ่งที่ผ่านเข้ามาในใจเราได้ ยิ่งเข้าใจ รู้ทันมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นอิสระจากสิ่งนั้นมากเท่านั้น

วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ผมรู้ว่าจะป้องกันตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดจากการสมาธิได้

.....................................................
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือความจริง การฝืนความจริงทำให้เกิดทุกข์ การเห็นและยอมตามความจริงทำให้หายทุกข์

คนที่รู้ธรรมะ มักจะชอบเอาชนะผู้อื่น แต่คนเข้าใจธรรมะ มักจะเอาชนะใจตนเอง

สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า, ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง,
นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด

.....ติลักขณาทิคาถา.....


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ต.ค. 2013, 11:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ส.ค. 2013, 13:32
โพสต์: 9

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตามที่ท่าน คนธรรมดาๆ บอก การแยกออกมาเป็นผู้ดู สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ไม่ว่าจะเป็น ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยิน สัมผัสทางกาย

ทีแรกผมคิดกังวลว่า จะผิด หรือ ถูก กลัวว่าผิดจะเสียเวลา

แต่มาถึงตอนนี้ เลิกคิดเรื่องถูกผิดไปแล้ว การทำความเข้าใจ
ในเรื่องราวต่างๆ สัมผัสต่างๆ มันอยู่ที่เรามองแล้วคิดยังไง
โชคดีที่ ปัจจุบันมีหลักธรรม คำสอนต่างๆ ซึ่งถ้านำมาประกอบการเรียนรู้
ก็จะทำความเข้าใจได้ไม่ยากเย็นนัก

การเรียน ทำให้เรารู้ แค่รู้ แต่เป็นจริง?
การเรียน และ ปฏิบัติ ทำให้เรา รู้และซึ้ง เข้าใจจนเกิดเป็นความเชื่อ อย่างแท้จริง


ถึงตอนนี้ ผมฝึกเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวิตประจำวัน
ยังไงถ้ามีอะไรติดขัดก็จะมารบกวนแลกเปลี่ยนอีกนะครับ
ขอบคุณมากๆ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร