วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 04:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 103 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2014, 09:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33852

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เป็นกำลังให้ครับ

จขกท. จำตกอยู่ในสภาพที่เล่าถึง 11 ปี ช่วงเวลา 11 ปี แม้แต่
อ้างคำพูด:
อาหารสักมื้อ เสื้อผ้าสักชุด ยารักษาโรคสักขวด ดิฉันยังไม่เคยได้รับจากเขาเลย..


ทั้งๆที่ ผช.ร่ำรวยล้นฟ้า :b1:

จขกท. ยังทนอยู่ในสภาพนั้นได้ มีเหตุจำเป็นอะไรให้เราจำทนถึงขนาดนั้น


เท่าที่ดู 5-6 นั่นแล้ว ผช. เห็น จขกท. เป็นเพียงหญิงบำเรอความใคร่เขาเท่านั้น (ขออภัยถ้าคำพูดตรงไป ดูๆแล้วน่าจะรวม ผญ.อีกหลายๆคนนั้นด้วย)


อ้างคำพูด:
5. เขากลับมาหาดิฉัน แต่แล้วเขาก็บอกว่า เขามีผู้หญิงอีกมาก หลายคน รับได้ไหม รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็จบ

6. ดิฉันเหมือนคนโง่ ให้เขามีคนอื่น โดยที่ไม่เข้าไปวุ่นวาย แต่เขาก็ยังไม่เคยช่วยเหลือดิฉันตามเคย
(เขา ร่ำรวย มาก ชาตินี้คงใช้สมบัติไม่หมด)



ดูข้อ 8 นี่

อ้างคำพูด:
8. ทุกวันนี้ ตั้งใจทำดี ไม่รู้หนี้กรรมนี้ จะจบลงเมื่อไหร่ มันนานแสนนานเหลือเกิน ฉันไปไหนไม่ได้ เพราะ เราต้องร่วมงานกัน ไม่มีงานฉันก็ไม่มีเงิน อยู่ทุกวัน เห็นกันทุกวัน มันทรมาณ เหลือเกิน
เพราะ เรารักเขาจน ตาบอดสนิท


คล้ายๆสมภารกินไก่วัดหรือเปล่าครับเีนี่ยะ :b1:

รวมๆแล้วน่าเห็นใจ เรื่องฐานะทางการเงิน (ปัจจัย) ที่จะใช้ในการดำรงชีวิต เงินมีความสำคัญ แต่เงินก็ไม่ใช่ตัวความสุข แต่เงินเป็นปัจจัยให้เกิดความสุข

คำ่ว่า กรรม ถ้ามองตามความหมายพุทธธรรม คือมองจากข้างในออกมาข้างนอก กล่าวคือทาง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม มองที่มโนกรรม เป็นเรื่องยากสำหรับกรณี จขกท. เพราะมาติดที่
อ้างคำพูด:
ฉันไปไหนไม่ได้ เพราะ เราต้องร่วมงานกัน ไม่มีงานฉันก็ไม่มีเงิน
จึงแก้ไขยากพอควร

.....................................................
https://dhammachati.blogspot.com/


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ม.ค. 2014, 16:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ม่านบังตา เขียน:
กำลังใจนั้นสำคัญมาก ในยามนี้ ท้อแท้ จนไม่เหลืออะไร เหลือแต่สติ และยอมรับความจริง
ดิฉันมีความไม่สบายใจ เนื่องจาก ความรัก ซึ่งมันดูแปลกๆ ในวิบากที่เจอ
1. ดิฉันตก เป็น ผู้หญิงอีกคน ของคนที่มีภรรยาแล้ว มานาน แสนนาน 11 ปี ดิฉันอยู่อย่างเจียมตัว ไม่เคยเบียดเบียน ไม่เคยคิดร้าย และไม่เคยได้รับการช่วยเหลือ จากชายคนนั้นเลย ดิฉันทนเพราะคิดว่า เรา ตกเป็นสภาพแบบนี้ มันปาบและผิดอยู่แล้ว
2. 11 ปี ของความทุกข์ทรมาณ จากความไม่เคยใส่ใจ ก็เจ็บที่สุดแล้ว นี่คือผลกรรมของการผิดศีลข้อกาเม
3. ดิฉันตัดใจจากเขา เพราะภรรยาเขาป่วย ดิฉันสำนึกผิด อยากรักษาศีลให้สะอาดเพื่อเปนการขออโหสิกรรมต่อภรรยาของเขา เพราะภรรยาเขาป่วย ดิฉันตัดเขาได้ เกือบปี หลังจากที่ คบกันมานาน 11 ปี
4. ภรรยาเขาเสียชีวิตกระทันหัน ดิฉันเสียใจมาก ที่ไม่ได้มีโอกาส ขออโหสิกรรม หรือ ได้ทำความดี ลบล้างหนี้กรรม
5. เขากับมาหาดิฉัน แต่แล้วเขาก็บอกว่า เขามีผู้หญิงอีกมาก หลายคน รับได้ไหม รับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็จบ
6. ดิฉันเหมือนคนโง่ ให้เขามีคนอื่น โดยที่ไม่เข้าไปวุ่นวาย แต่เขาก็ยังไม่เคยช่วยเหลือดิฉันตามเคย
(เขา ร่ำรวย มาก ชาตินี้คงใช้สมบัติไม่หมด)
7. ดิฉันสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ กรวดน้ำให้เขาทุกคืน ขอให้เขาอย่าได้ จองเวรจองกรรมและอโหสิกรรม ให้ดิฉัน ดิฉันเจ็บปวด จนไม่เหลือความเจ็บ มันกลายเป็นความ ปล่อยวาง

8. ทุกวันนี้ ตั้งใจทำดี ไม่รู้หนี้กรรมนี้ จะจบลงเมื่อไหร่ มันนานแสนนานเหลือเกิน ฉันไปไหนไม่ได้ เพราะ เราต้องร่วมงานกันไม่มีงานฉันก็ไม่มีเงิน อยู่ทุกวัน เห็นกันทุกวัน มันทรมาณ เหลือเกิน
เพราะ เรารักเขาจน ตาบอดสนิท

ดิฉันยอมรับผลของกรรมทุกประการ เจ็บเหมือนตายทั้งเป็น จนหัวใจตอนนี้ มีชีวิตอยู่ด้วยความปล่อยวาง ใครจะตอบดิฉันได้ไหมคะ เมื่อไหร่มันจะจบมันนานแสนนานเหลือเกิน
ชาติก่อน ดิฉันคงกระทำเขาไวเยอะเหลือเกิน ชาตนี้ ถึงต้องมาเจอ เหตุการณ์ แบบนี้

แต่ฉันพยายามคิด ว่า ต้องขอบคุณเขา เพราะเขา เป็น สิ่งที่ทำให้ดิฉันหันชีวิตเข้าหาธรรมะ เพราะ มันเจ็บปวดเหลือเกินในสิ่งที่เจอ.. ต้องใช้ธรรมะ เป็นที่พึ่ง
แปลกใจ ว่าเวลานานแสนนาน ทำไม เขาถึงไม่เคยเห็นคุณค่า เห็นความดี ในตัวดิฉันเลย..
อาหารสักมื้อ เสื้อผ้าสักชุด ยารักษาโรคสักขวด ดิฉันยังไม่เคยได้รับจากเขาเลย..
จึงเชื่อว่านี่คือ วิบากกรรม ซึ่งคนปกติจะไม่ทำกันแบบนี้..
สงสารเขา เขาร่ำรวยเงินทองมหาศาล แต่ทำไม ถึงมีหัวใจ ที่มืดมน ถึงทำกับดิฉันได้แบบนี้
หรือดิฉันกระทำเขาไว้ก่อน เขาจึงมาทวงคืน..
ขอ กำลังใจ ค่ะ


สวัสดีค่ะ

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็ต้องทำใจยอมรับนะคะ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะต้องทำมาหากินด้วยกันกับเค้า

ขอให้ทำจิตใจให้เข้มแข็งไว้ค่ะ เมื่อวิปากส่งผลเราหนีไม่พ้นหรอกค่ะ ถ้ามันทุกข์มาก ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ให้ได้ค่ะ คุณสนใจทำกุศลนั้นเป็นสิ่งที่ดีแล้วค่ะ สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม

สิ่งแรกเลยคือ ขอให้คุณฝึกรักษาสติไว้ค่ะ วันๆ ให้มีสติเกิดให้มากที่สุด
และขอให้ตั้งจิตไว้ว่าเราจะทำแต่กุศล

เมื่อใดรู้สึกน้อยใจเสียใจก็ให้มีสติเกิดไว้ค่ะ และให้นึกว่าเราโชคดีแล้วหนอที่มีร่างกายแข็งแรง
มีร่างกายที่ดีสามารถใช้ร่างกายนี้ทำกุศล ทำบุญทำทานรักษาศีล ปฏิบัติธรรม คนที่ทุกข์และน่าสงสารกว่าเรานั้น
มีอีกจำนวนมาก บางคนนอนพิการ บางคนนอนหลับเป็นผัก บางคนสมองพิการ คนเหล่านี้น่าสงสาร
จะทำกุศลเองได้แทบจะไม่มีเลย

เราโชคดีแล้วหนอที่มีร่างกายแข็งแรง มีร่างกายและจิตใจที่พร้อมจะทำกุศล
แค่ความทุกข์ใจแค่นี้ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ชีวิตนี้น้อยนัก เรามาอยู่ในโลกใบนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ผู้ที่รักตนเองและเป็นผู้ฉลาด ต้องทำกุศลเพื่อให้ตนเองรอดพ้นจากความทุกข์ในวันข้างหน้าทั้งภพชาตินี้
และภพชาติที่จะเกิดขึ้นแก่เราข้างหน้าต่อไป

บอกตนเองไว้ว่า................ชีวิตนี้สั้นนัก มัวเสียใจอยู่ทำไม ให้จิตเศร้าหมองเป็นอกุศลอยู่ทำไม

เมื่อมีเวลาว่างขอให้อ่าน เกี่ยวกับธรรมหมวด สัมมัปปธาน4 ค่ะ

เป็นกำลังใจให้นะคะ :b27:

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.พ. 2014, 10:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ก.ย. 2010, 09:07
โพสต์: 762

แนวปฏิบัติ: อานาปาฯ
งานอดิเรก: ศึกษาพุทธธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม
ชื่อเล่น: ปลีกวิเวก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ม่านบังตา เขียน:
ตอนนี้ วันนี้พยายามจะไม่ฟุ่งซ่าน ไม่คิดถึงแต่เรื่องของเขา
พยายามคิดว่าชดใช้เวรชดใช้กรรม..
ชดใช้หนี้กรรมนี้ วิบากนี้ คงจบสิ้นสักวัน
สวดมนต์ไหวพระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา กรวดน้ำให้แก่เขา
ขอให้ได้รับบุญนี้ อนุโมทนา และอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน

บอกเขาเสมอ เขาจะมีใครฉันไม่ขัดขวาง ไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยหรอก
ความรักของเขา ชีวิตของเขา...
แต่ขออย่างเดียว...อย่าพามาหักหาญน้ำใจกันก็พอ...

เขาบอกว่า เขามีคนอื่น อีกหลายคน...(สงสาร ร่างกายและหัวใจของตนเอง)
ฉันหวังว่าแต่ละคนของเขา คงรักความเป็นตัวเขา
ไม่ใช่รักเพียงแค่ เงินของเขา

ขอให้เขามีความสุข และได้พบกับรักที่แท้จริง
ฉันจะเดินออกมาเองในสักวัน..ที่ฉันเข้มแข็งพอ


tongue

เท่าที่อ่าน จขกท.ยังมีความเข้าใจเรื่อง “กรรม” ไม่ถูกต้อง ควรทำความศึกษาเพิ่มเติมเรื่องกรรม
เมื่อมีความเข้าใจจะได้ปฏิบัติได้ถูกตรงตามหลักพุทธศาสนา ....
ในที่นี้จะแนะนำเรื่อง การไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา เป็นสิ่งที่ดีที่ควรทำเป็นเครื่องมือในการชำระจิต ทำให้จิตใจผ่องใส สงบเย็น จะเห็นว่าเหตุตรงผลตรงเช่นกัน...
แต่การกรวดน้ำหวังให้บุคคลอันเป็นที่รักไม่ว่าใครได้รับบุญ..และหวังให้เกิดการอโหสิกรรมซึ่งกันและกัน...เป็นการสร้างเหตุที่ผลยังไม่เกิด หรือยังไม่อาจหวังผลได้....ยิ่งไปคาดหวังมากเท่าไหร่
และเมื่อผลจากการกระทำของบุคคลนั้นๆ ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง..ยิ่งจะทำให้เราผิดหวังและเป็นทุกข์มากขึ้น...ประเด็นหลังนี้จึงต้องทำด้วยความเข้าใจให้ถูกต้อง...
ในหลักของพุทธศาสนา องค์พระศาสดาท่านทรงเน้นเรื่องการสร้างกรรมใหม่ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เพื่อเป็นการพัฒนาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ การที่ท่านสอนเรื่องกฏแห่งกรรม ก็เพื่อให้เราทราบว่า การกระทำ(กรรม)ของเรานั้นมีผลต่อชีวิตทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว และผู้ทำกรรมก็จะเป็นผู้ที่รับผลจากการกระทำนั้น....
ดังนั้นกรรมเก่า(การกระทำในอดีตที่ผ่านมาแล้ว) มีไว้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นว่าเกิดจากการกระทำที่ดีและไม่ดีของเราเองในอดีต...ดังนั้นกรรมที่ไม่ดีเราต้องแก้ไขโดยการสร้างเหตุที่ดีด้วยการทำกรรมใหม่...สรุปแล้วท่านให้เราแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของเราที่ไม่ดีในปัจจุบันนั่นเอง...
ดังนั้นการสร้างเหตุ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตา ยังผลให้จิตใจผ่องใส สงบเย็น ยังความสุข และบรรเทาจากความทุกข์ได้เป็นการชั่วคราว...
คนทุกคนมีปัญหาและความทุกข์ด้วยกันแทบทั้งนั้น...แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักทุกข์และวิธีการออกจากความทุกข์..ในที่นี้จะแนะนำวิธีการง่ายๆ อะไรที่คิดแล้วจิตใจเศร้าหมอง ร้อนรน กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ก็แสดงว่าใจทุกข์แล้ว เมื่อรู้สึกตัวเองว่าใจกำลังเป็นทุกข์ ก็ให้พาตนเองออกจากความคิดเรื่องทุกข์นั้นเสีย โดยการหยุดคิด หรือเปลี่ยนเรื่องคิด หรือหางานอื่นๆ ที่เราชอบทำเสีย ...อันนี้เป็นวิธีการง่ายๆที่เราจะออกจากความทุกข์ได้บ่อยๆโดยการอาศัย “สติ” ก็คือความรู้สึกตัวว่าเรากำลังทำและคิดอะไรอยู่...เป็นกุศลหรืออกุศล...โดยอาศัย”สติ”เป็นตัวตัดกระแสความคิดนั้นๆเสีย...
ส่วนใหญ่ที่เราต้องเป็นทุกข์กันเพราะ เราจมอยู่ในความคิดที่เป็นอกุศล..ไหลไปตามกระแสความคิดเดิมๆ ที่เคยชินซึ่งส่วนใหญ่ก็ชินเรื่องอกุศลกันแทบทั้งนั้น โลภะ โทสะ โมหะ เค้าเรียกจิตตกร่องเดิมๆที่เคยชินหรือเคยประพฤติกันจนเป็นลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคลนั่นเอง...
ดังนั้น จขกท. อย่ามองกรรมเก่า ด้วยความท้อแท้ สิ้นหวัง บั่นทอนกำลังใจ ให้มองแบบเป็นเครื่องเตือนใจ เพื่อการแก้ไข ปรับปรุง พัฒนาชีวิตทั้งร่างกายและจิตใจ ให้เหมาะสมดีงามในปัจจุบัน
ยกตัวอย่างเช่น การแผ่เมตตาให้คนที่คุณรักนั้นเป็นขั้นการปฏิบัติการทางจิตใจ ก็ให้พัฒนาควบคู่ไปกับขั้นการแสดงออกทางกายและวาจา ช่วยเหลือเกื้อกูล พูดจาด้วยความปรารถนาดี มีความเป็นมิตรไมตรีต่อกัน...แต่ที่สำคัญอย่าหวังผลใดๆ จากการกระทำนั้น..จำไว้ว่าหวังผลเมื่อใด..เมื่อไม่เป็นไปตามหวัง..จะทุกข์ทันที...ในชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าจะทำอะไรเราก็มักจะคาดหวังผลจากการกระทำกันเสียทุกเรื่องว่าต้องได้อย่างนั้น ต้องเป็นอย่างนี้ ...ตั้งแต่นี้ต่อไปลองทำเหตุโดยไม่คาดหวังผลดูบ้าง...ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร...ลองเปลี่ยนวิธีคิด ...คิดแบบเดิมๆ ก็ยังคงทุกข์เหมือนเดิม

:b41: :b41:

.....................................................
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน โส เสฏฺโฐ เทวมานุสเส
ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้คู่ความดี คือผู้ที่ประเสริฐสุดในหมู่มนุษย์และเทวดา
วรรคทอง วรรคธรรม โดยท่าน ว.วชิรเมธี


แก้ไขล่าสุดโดย ปลีกวิเวก เมื่อ 05 ก.พ. 2014, 09:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 ก.พ. 2014, 10:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ก.พ. 2011, 08:23
โพสต์: 1328


 ข้อมูลส่วนตัว


ม่านบังตา เขียน:
ขอบคุณเหลือเกินค่ะ คุณsoamusa

บางครั้งอดน้อยใจ ในวาสนาตัวเอง ที่เขากระทำต่อเรานั้นมันทำให้เรารู้สึกว่าเราด้อยค่า
ในบรรดาขีวิตที่ผ่านมา วิบากตรงนี้ นาน และรุนแรง บางครั้ง ต้องอุเบกขา ปรมัตถบารมี การกระทำทุกอย่าง ต้องใช้ ความเป็น ที่สุดเข้าข่ม
พูดให้ใครฟัง ไม่ได้ ทรมาณ และอึดอัด
พยายาม ปล่อยวาง และยอมรับในผลของวิบาก ด้วยความอดทน จนถึงที่สุด
หวังเพียงแค่ผลบุญ ที่สะสม มา11ปี ส่งผลถึงตัวเขา
ให้ อย่าได้จองเวรจองกรรม กันอีกเลยทุกอย่าง ที่ดิฉันถูกกระทำ เวลานี้ ตอนนี้ ดิฉันอโหสิกรรมต่อเขาทุกประการ บุญใดที่ดิฉันได้รับ ขอให้เขาได้รับเหมือนกับดิฉันทุกประการ

ทุกวันนี้ สวดมนต์ไปด้วย น้ำตามันไหลไปด้วย ไม่เจ็บ ไม่แค้น ไม่หวัง

ขออำนาจแห่งบุญส่งผลให้ดิฉัน หลุดพ้นจาก วิบาก สักวัน


สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตนค่ะ

ก่อนจะปล่อยวางได้ ต้องมีสติเกิดขึ้นก่อนค่ะ จึงสำคัญมากในการฝึกให้มีสติเกิดขึ้นบ่อยๆ ในแต่ละวันก่อนค่ะ การคิดน้อยใจนั้นเป็นการเกิดอกุศลขึ้นในจิตใจค่ะ ก็ขอให้มีสติเกิดแล้วคิดอย่างอื่นดีกว่าค่ะ คิดในสิ่งที่เป็นกุศล กุศลก็เกิดได้ค่ะ หากคิดน้อยใจขึ้นมาก็มีสติแล้วก็ไปคิดถึงกุศลที่เราเคยทำ แล้วก็ชื่นใจในกุศลนั้นก็ได้ค่ะ การแผ่เมตตาก็ดีค่ะ แต่ควรจะแผ่ให้ตนเองก่อนให้จิตใจตนเองอ่อนโยนก่อน แล้วก็แผ่ให้ผู้อื่นค่ะ

น้ำตาไหลขณะสวดมนต์ เป็นน้ำตาเย็นหรือน้ำตาร้อน ดูว่าขณะที่น้ำตาไหลนั้น กายสงบใจสงบหรือไม่ กายเบาใจเบาสบายหรือไม่ ถ้ามีอาการหนักๆ ไม่ได้มีความสุข ก็เป็นน้ำตาร้อนแล้วค่ะ ลองสังเกตุนะคะถ้าเป็นน้ำตาเย็น ปีติจากการสวดมนต์ จะมีความสุข กายใจสงบเบาค่ะ

.....................................................
พระพุทธศาสนามี ๒ นัย ดังนี้...นัยที่ ๑ คือคำสอนของพระพุทธองค์มี ๓ ประการ...เพื่อประโยชน์ในภพนี้ ในภพหน้า เพื่อเข้าถึงความสุขโดยส่วนเดียวคือพระนิพพาน...นัยที่ ๒ คือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาคืออริยสัจจ ๔ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ทำให้ผู้เห็นแจ้ง พ้นทุกข์ทั้งปวงได้ การศึกษาพระอภิธรรมว่าด้วยสภาวะธรรมทั้งสิ้น ผู้เห็นประโยชน์ย่อมได้รับประโยชน์ค่ะ
(เกิดมาไม่ได้เป็นผู้สร้าง ก็จงเป็นผู้ที่รักษา แต่จงอย่าเป็นผู้ที่ทำลาย)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 103 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร