วันเวลาปัจจุบัน 14 ม.ค. 2026, 01:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 11:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5460


 ข้อมูลส่วนตัว


"...การปฏิบัติธรรมนั้น ไม่มีโทษ มีแต่คุณ
คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส จิตเบิกบาน
จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุข ไม่มีความทุกข์ จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ
การทำความเพียร เมื่อสมาธิเกิดมีขึ้นแล้วจะไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความเกียจคร้านต่อการงาน ทั้งทางโลกทั้งทางธรรม

จากนั้นก็เป็นปัญญาที่จะมาเป็นกำลัง เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์
จะเรียนทางโลกก็สำเร็จ จะเรียนทางธรรมก็สำเร็จ พระพุทธเจ้าท่านจึงสั่งสอนอบรม ให้เกิดให้มีขึ้นมาในเบื้องต้นตั้งแต่ศีล ศีลเป็นที่ตั้งของสมาธิ สมาธิเป็นที่ตั้งของปัญญา ไม่ว่าศีล สมาธิ ปัญญา เป็นทางแห่งวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยกัน..."

หลวงปู่ขาว อนาลโย






...พินัยธรรมหลวงปู่โต๊ะ...
อานิสงส์ ในการเผยแพร่ธรรมะ
จะอายุ ยืน ๑
กิจการ ราบรื่น สำเร็จ ๑
กรรมหนักเป็นเบา ๑
พ้นจากทุกข์ได้ ๑
พ้นจากโรคภัย ๑
สามีภรรยา ดีต่อกัน ๑
วิญญาณ ไม่ รบกวน ๑
บุตร หลาน เฉลียวฉลาด ๑
บุญนี้จะคุ้มครอง ลูกหลาน ๑
ทุกคน อยู่เย็น เป็นสุข ๑
วิญญาณ และ ทุกข์
ของ บรรพบุรุษ
เมื่อรับรู้ จะอนุโมทนา
และจะได้ พ้นจากทุกข์ ๑

เหล่านี้ เป็นต้น

(หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี)








“..โลกอยู่ได้ด้วยเมตตา คือความเอ็นดูสงสารกันทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่ ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกันด้วยความโกรธแค้น หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอและไม่มีทางสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมันด้วยพระปัญญาอันแหลมคมไม่มีทางสงสัย และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า เป็นธรรมอ่อนโยนและสมัครสมานรักใคร่ไมตรีต่อกันระหว่างสัตว์โลกทุกชั้นทุกภูมิ ซึ่งมีความรักสุขเกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคงแห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน หากเมตตาธรรมยังมีอยู่ในใจของสัตว์โลกอยู่ตราบใด โลกยังจะมีหวังความสุขความสมหวังอยู่ตราบนั้น แต่ถ้าเมตตาได้ห่างเหินจากใจของสัตว์โลกกาลใด กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิดอย่างพึงพอใจก็ตาม แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้างอยู่ในวงสัตว์โลกนั้น ๆ เลย ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคืองไปทุกหย่อมหญ้า..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






ล้างบาปด้วยการฝึก

ในทางพระพุทธศาสนาเราถือว่า
เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นกายเห็นใจ
ตามความเป็นจริง กิเลสทั้งหลายย่อมหาย
เพราะว่าไม่มีที่ตั้ง เพราะฉะนั้นในทาง
พระพุทธศาสนาของเราเน้นปัญญา
ปัญญาดับทุกข์ เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริง
ทุกข์เกิดเพราะกิเลส กิเลสเกิดเพราะไม่เห็น
ตามความเป็นจริง พุทธศาสตร์ศาสนา จึงเป็น
ศาสนาแห่งปัญญา ปัญญาเกิดจากอะไร
โอ้ย ... ต้องฝึกคุณธรรมหลายอย่าง เริ่มด้วย
การควบคุม การบริหาร การแสดงออกทาง
กายทางวาจา เพราะถ้าเราไม่ดูแล ไม่รักษา
สิ่งที่ทำที่พูด ให้อยู่ในขอบเขตของความ
ถูกต้องดีงาม ก็สร้างปัญหากับคนรอบข้าง
และทุกครั้งที่เราผิดศีล เราผิดศีลด้วยเจตนา
มีเจตนาที่เศร้าหมอง ถ้าเราไม่รักษาศีล
กลายเป็นว่าเรามีการกระทำและการพูด
ด้วยพลังของกิเลส กลายเป็นการส่งเสริม
กิเลส เวลานั่งหลับตาจะทำสมาธิภาวนา
มุ่งที่จะระงับกิเลสปล่อยวางกิเลส แต่ในชีวิต
ประจำวันทำตามกิเลส มันก็มีความขัดแย้ง
อยู่ในตัว เพราะการปฏิบัติเป็นระบบองค์รวม
กายวาจาใจต้องสอดคล้องกัน ไปทางเดียวกัน
เมื่อเราบริหารกายวาจาของตนได้ เราก็จะ
มีความรู้สึกที่ดีกับตัวเอง เป็นเพื่อนกับตัวเอง
เคารพนับถือตัวเอง หวังดีต่อตัวเอง กำลังใจ
ที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในการพัฒนาจิตในชั้นสูง
จะเกิดจากความหวังดีต่อตัวเอง ...
...
พระอาจารย์ชยสาโร






ความหลุดพ้น
ที่มนุษย์ทุกคนพึงหานั้น อยู่ที่ตนเอง
หากตนเองมุ่งปฏิบัติตาม
คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็จะได้พบไม่ยาก
ขอให้มุ่งปฏิบัติเถิด อาตมามุ่งปฏิบัติ
จึงได้ค้นพบทางที่จะเดินไปสู่ทางดับ
อาตมามาสู่ชั้นพรหมโลกนี้ ได้พบกับโยมชายผู้นี้
ได้ขอให้อาตมาแสดงธรรมโปรดให้กับมนุษย์ได้รู้
ธรรมะที่อาตมาจะสอนนั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า
แสดงไว้ อาตมาเป็นศิษย์ มีความรู้เพียงน้อย ได้แต่
ฟังและนำมาบอกเล่าต่อให้ได้รู้
การหลุดพ้นนั้น จะต้องทำจิตของตนให้หมดกิเลส
หมดสิ้นจากทุกข์ทุกอย่าง หมดสิ้นจากราคะ
หมดสิ้นจากสิ่งที่อยากจะได้
สิ่งที่เรียกว่า โลภ โกรธ หลง (โลภะ โทสะ โมหะ)
ตัดสิ่งนี้ให้หมดสิ้น และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน
จึงได้พบทางหลุดพ้น
อาตมาทำตามวิธีนี้ จึงได้พบกับสิ่งที่พระพุทธเจ้า
ทรงค้นพบว่า เป็นทางดับที่แท้จริง "
อาตมาขอแสดงธรรมเพียงเท่านี้
เจริญพร

หลวงพ่อเกษม เขมโก
สุสานไตรลักษณ์ จ.ลำปาง







"โลกไม่ได้วุ่นวายหรอก_ใจต่างหากที่วุ่นวาย”

จิตตั้งมั่น คือ ไม่หลงไปกับอารมณ์

อารมณ์เป็นอารมณ์ จิตเป็นจิต
ที่จิต เป็นสุข_เป็นทุกข์ เป็นดี_เป็นชั่ว
เพราะจิตหลงอารมณ์
ถ้าไม่หลงอารมณ์แล้ว
ไม่เป็นอะไร จิตนี้ไม่ได้หวั่นไหว
สภาวะอันนี้ เรียกว่า เป็นสภาพรู้อันหนึ่ง .

พระโพธิญาณเถร
( หลวงปู่ชา สุภัทโท )
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี






อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์ ๗ ประการ

ชีวิตของมนุษย์เมื่อเกิดมาแล้วก็ย่อมต้องตาย เหมือนสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก
เมื่อมีการเกิดแล้ว ก็ย่อมมีการตายติดตามมาเป็นของคู่กัน
ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย คือ การเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
การตายจึงเป็นสภาพที่ใครๆ ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้
ในปฏิจจสมุปบาท พระพุทธองค์ทรงแสดงว่า สาเหตุหรือปัจจัยแห่งการเกิด คือ อวิชชา
และปัจจัยให้เกิดการตาย ก็คือ การเกิด นั่นเอง
เพราะการเกิดเป็นบทเริ่มต้นแห่งชีวิต และในเวลาเดียวกัน การเกิดก็นำไปสู่ความตาย
โดยผ่านความแก่ ความเจ็บ ซึ่งเป็นปัจจยาการปรากฏต่อเนื่องกันไปโดยไม่ขาดตอนของชีวิต

ในอังคุตรนิกาย ท่านได้อุปมาเปรียบชีวิตมนุษย์ไว้ ๗ ประการ
ซึ่งแสดงให้เห็นความจริงของชีวิต ที่จะต้องเกิด-ดับ เกิดมาแล้วย่อมต้องตาย
ช่วงแห่งการมีชีวิตอยู่นั้นสั้นนัก และเป็นของเล็กน้อย
นิดหน่อยในปัจจยาการที่ชีวิตจะต้องผ่านวัฏวนต่อไป

๑. เปรียบด้วยน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาแล้ว
น้ำค้างย่อมแห้งหายไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน
ชีวิตมนุษย์ก็เปรียบเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้าง เป็นชีวิตที่แสนสั้น
มีประมาณนิดหน่อย เปลี่ยนแปลงเร็ว มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก

๒. เปรียบด้วยฟองน้ำเมื่อฝนตกหนักหนาเม็ด ฟองน้ำที่เกิดขึ้นจากหยาดฝน
ย่อมตั้งขึ้น แต่ก็แตกกระจายไปอย่างรวดเร็ว ชีวิตก็เปรียบเป็นเช่นฟองน้ำ
ไม่อาจตั้งอยู่ได้นาน เป็นชีวิตที่สั้น แตกดับง่าย
มีประมาณนิดหน่อย มีความทุกข์มาก คับแค้นมาก

๓. เปรียบด้วยรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ เมื่อเราขีดไม้ลงไปในน้ำ
รอยนั้นย่อมกลับเข้ามาหากันอย่างรวดเร็วในพริบตา ไม่ตั้งอยู่นาน
เฉกเช่นชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย อุปมาเปรียบได้เหมือนกับรอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉะนั้น

๔. เปรียบด้วยน้ำที่ไหลลงภูเขา น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ย่อมมีกระแสเชี่ยวกราก
พัดสรรพสิ่งที่พอจะพัดพาไปได้ ไม่มีเวลาแม้แต่ขณะจิตเดียวที่กระแสน้ำจากภูเขาจะหยุดชะงัก
มีแต่จะไหลเรื่อยลงไปแต่ถ่ายเดียวไม่เคยหยุดยั้ง เหมือนชีวิตมนุษย์ที่จะล่วงไปทุกนาที
เช่นเดียวกับน้ำที่ไหลลงจากภูเขาฉะนั้น

๕. เปรียบเหมือนน้ำลายที่ถูกถ่มไป เมื่อบุรุษผู้มีกำลังอมก้อนน้ำลายไว้ที่ปลายลิ้น
ความที่มีแรงกำลัง ทำให้เขาสามารถถ่มน้ำลายไปได้โดยง่าย
ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนก้อนน้ำลายที่จะพึงถ่มไปได้โดยง่าย เพราะตายง่ายดับง่าย

๖. เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอด ชิ้นเนื้อที่ใส่ลงนาบในกระทะเหล็ก
ถูกไฟเผาลนอยู่ตลอดวัน ย่อมจะถึงความย่อยยับแตกทำลายไปโดยเร็ว
ไม่อาจจะตั้งอยู่ได้นาน ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย
จึงมีอุปมาเปรียบเหมือนกับเนื้อที่ถูกไฟเผาอยู่ตลอดวันตลอดคืนเช่นกัน

๗. เปรียบด้วยแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่า แม่โคที่จะถูกเชือด
ย่อมถูกปฏักนายโคบาลไล่ต้อนให้ก้าวเท้าเดินเข้าไปสู่ที่ฆ่า ใกล้ความตายเข้าไปทุกขณะ
ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย ก็มีอุปมาเหมือนแม่โคที่ถูกเขาต้อนไปสู่ที่ฆ่าฉันนั้น

: จาก..หนังสือฐานสโมบูชา หน้า ๒๓๘-๒๓๙
คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต ผู้เขียนและเรียบเรียง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 24 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร