วันเวลาปัจจุบัน 20 มี.ค. 2026, 15:58  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 มี.ค. 2026, 10:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5525


 ข้อมูลส่วนตัว


“จิตกระเพื่อม”

ถ้าไม่มองจะไม่รู้ จะไม่รู้สึกตัวว่าอึดอัด จะรีบระบายความรู้สึกนั้นทันที ถ้านั่งอยู่ก็ต้องลุกไป นั่งฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ พอนึกขึ้นได้ว่าลืมกุญแจไว้ในรถ กลัวรถหาย ก็จะนั่งไม่ได้แล้ว ต้องรีบลุกไปแล้ว เพราะเกิดความกลัว ความเสียดาย ความหวงรถของตน กลัวรถจะหายไป เป็นความทุกข์แล้ว เป็นความอยากขึ้นมา แต่เราไม่รู้หรอก แต่ถ้าเราคิดว่าการฟังธรรมสำคัญกว่ารถยนต์ ถ้ามันจะหายก็ให้มันหายไป ใจเราก็สงบ เราก็ฟังธรรมต่อได้ ดับด้วยปัญญา มันจะไปก็ไป หาใหม่ก็ได้ ได้รถใหม่ดีกว่ารถเก่า แต่ส่วนใหญ่เราจะไม่ได้ดูที่ใจเราเป็นหลัก พอใจเป็นอะไรมันจะสั่งการออกมาทันที เราจะไหลไปตามคำสั่งทันทีโดยไม่รู้สึกตัว มารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อเกิดเรื่องเกิดราวแล้ว มาเสียอกเสียใจ ที่ไปทะเลาะวิวาทไปทุบไปตีกันก็ไปแบบไม่มีสติพาไป ถ้ามีสติก็จะหยุด รู้ว่าไปแล้วมันเสียมากกว่าได้ สิ่งที่ได้คือความสะใจความพอใจ แต่ผลเสียก็คือการมีเวรกรรมกัน มีเรื่องมีราวกัน

แต่ถ้าเรามีสติ พอเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาปั๊บ เราก็บอกตัวเราเองว่า กำลังโกรธแล้วนะ กำลังไม่พอใจแล้ว และถ้าเคยฝึกสอนใจอยู่เรื่อยๆจะรู้ว่า จะนำพาไปสู่ปัญหาต่างๆ พอรู้เราก็ระงับความอยากนี้ได้ ถ้าเจริญสติอยู่เรื่อยๆ บำเพ็ญภาวนาอยู่เรื่อยๆ จะเห็นอาการต่างๆภายในใจ เวลาที่ปรากฏขึ้นมา เวลาโลภก็เห็น เวลาโกรธก็เห็น แล้วถ้าเราเจริญปัญญา พิจารณาถึงโทษถึงคุณของการกระทำที่จะตามมา เราจะรู้ว่าควรจะเลือกทางใด ถ้าออกไปตอบโต้เรื่องก็จะยาวไม่จบ เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ถ้านิ่งเฉยได้ ปล่อยไป เรื่องก็จะจบ แต่ถ้าไม่ได้ฝึกสติจะไม่มีทางรู้เลย ก็จะไปโดยอัตโนมัติ พอใครมาสร้างปัญหาปั๊บ ก็จะไปจัดการกับคนนั้นทันที ไปคุยไปทำอะไรต่างๆ แทนที่จะมาแก้ปัญหาที่แท้จริงที่อยู่ในใจเรา คือความรำคาญใจ ความไม่พอใจ เรากลับไปแก้ที่คนจุดชนวน เรามีเชื้ออยู่แล้วในใจของเรา ถ้าเราทำลายเชื้อแล้ว ต่อให้ใครมาจุดชนวนอย่างไรมันก็ไม่ติด ถ้าไม่มีเชื้อไฟแล้วจะเอาไม้ขีดไฟมาจุดอย่างไรมันก็ไม่ติด แต่ถ้ามีเชื้อไฟอยู่แล้ว พอเอาไม้ขีดไฟมาจุดปั๊บมันก็จะติดทันที ใจเรามันมีเชื้อ ความโลภความโกรธความหลงนี่แหละที่เป็นเชื้อไฟ เชื้อของความทุกข์ ถ้าไม่มีความโลภความโกรธความหลงแล้ว ต่อให้ด่าเราอย่างไร ก็จะไม่เกิดความรู้สึกอะไร ต่อให้เอาของดีขนาดไหนมาล่อก็ไม่เกิดความโลภ เพราะไม่อยากได้อะไร เอาเพชรมาให้สัก ๑๐๐ กะรัต ดูแล้วก็เฉยๆ เป็นก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้นเอง เอาไปทำอะไรได้ แต่ถ้ามีเชื้อนี่ พอมาสะกิดหน่อยปั๊บก็ลุกขึ้นมาทันที พอใครพูดไม่ดีหน่อยก็โกรธขึ้นมาทันที พอใครเสนออะไรที่น่าสนใจหน่อยก็รีบคว้ามับเลย

สิ่งที่เราจะต้องแก้ไม่ได้อยู่ที่ภายนอก เราต้องแก้ที่ภายใน ต้องทำลายเชื้อต่างๆให้หมดไป เชื้อของความโลภความโกรธความหลง อย่าให้มีหลงเหลืออยู่ในใจ ถ้าไม่มีแล้วเราจะอยู่อย่างปกติสุข จะไม่อยากได้อะไร เมื่อไม่อยากได้อะไรก็ไม่ต้องไปทำอะไรแบบลับๆล่อๆ ไม่ถูกต้องตามหลักศีลธรรมหรือกฎหมาย แต่ถ้าอยากแล้วบางทีเราก็ต้องไปทำในสิ่งที่เสียหาย ถ้าไม่มีเชื้อแห่งความโกรธอยู่แล้ว ใครจะด่าอย่างไร ใครจะทำอย่างไร ก็จะไม่โกรธ แต่จะทำอะไรกับเขาหรือไม่ก็อยู่ที่เหตุผล ถ้าทำผิดกฎหมายก็แจ้งตำรวจได้ ถ้าเห็นว่าถ้าปล่อยให้เขาทำไป จะไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น ถ้าคิดว่าถ้าไปแจ้งแล้ว จะเป็นพิษเป็นภัยกับเรา จะไม่แจ้งก็ได้ ก็ปล่อยไป แล้วแต่เหตุผลที่จะทำหรือไม่ทำ โดยหลักใหญ่แล้วก็คือไม่ทำอะไรก็ได้ ไม่รำคาญใจกับการกระทำของเขา เขาทำอย่างไรก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน เป้าใหญ่ก็คือความสงบของใจเรา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าใจสงบไม่วุ่นวายเราก็สบาย.

จุลธรรมนำใจ ๑๔ กัณฑ์ที่ ๓๘๔
วันที่ ๑๓ กรกฎาคม ๒๕๕๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





ท่านพ่อลี สอนว่า ....

"ราคัคคินา โทสัคคินา และโมหัคคินา คือไฟ ๓ กอง ตอนแรก ๆ ไฟนี้จะให้ความอบอุ่นสบาย เหมือนกับคนนั่งผิงไฟในฤดูหนาว ผิงไป ๆ ก็เพลินไปทุกที พอเผลอตัวก็ไหม้มือไหม้เท้าพองไม่รู้สึก ในที่สุดก็จะคะมําลงในกองเพลิงทั้งตัวเลย"





แล้วใครเป็นลูกศิษย์อาตมามีไหม?
โยมอย่าเพิ่งนะ...คำว่าเป็นศิษย์
โยมต้องฟังธรรมะก่อน ฟังเข้าใจแล้วถึงมาเป็นศิษย์
ถ้าเป็นศิษย์แบบไม่เข้าใจนี่...เขาเรียกขาดสตินะ
ต้องเข้าใจ...เข้าใจลึกซึ้งเมื่อไหร่
มาเป็นศิษย์หลวงตาเยื้อนได้

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
เทศนาในหัวข้อภาวนาเพื่อไปหาจิต
ในรายการดวงใจในดวงธรรม
ณ บริษัท เคพีเอ็มจี กรุงเทพฯ
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๘





จิตตรงนี้มันคิดอะไรไม่ได้เลย
มันเป็นความว่าง ปราศจากสังขารการปรุงแต่งบางคนเจอ............
แต่ไฟรู้ว่าจิตที่เจอนั้นคืออะไรนึกว่าจิตที่เจอนั้น
มันไม่ทำงาน มันไม่มีปัญญา มันวางเฉย
จิตวางเฉยน่ะถูกแล้ว ถ้าไม่ถูกมันก็เฉยไม่ได้
เราไม่ยอมวางอะไรสักอย่าง ถึงเราต้องมาภาวมากัน
ญาติโยมทำให้เกิดความลึกซึ้งไปอยู่ตรงนั้น ให้มีความศรัทธาเลื่อมใส
ในการระลึกรู้อยู่ในความว่าง สุดท้ายเราระลึกรู้จนเป็นอัต โนมัติ
เป็นทาสของความว่างไปเลย ร่างกายยังอยู่
แต่ความว่างเกิดขึ้นที่ใจเรา..ปรุงแต่งไม่ได้คิดจะปรุงก็ปรุงไม่ได้
เพราะจิตมันเกิดความว่างไปแล้ว
#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร
ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์






ก้อนหินบนยอดเขาขรุขระแหลมคม
เพราะไม่มีใครไปแตะต้องรบกวน

ก้อนหินในลำธารกลมเกลี้ยงงดงาม
เพราะสายน้ำพัดพาให้เสียดสีกัน
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การอยู่ร่วมกับคนอื่นอาจไม่สงบเท่าการ
อยู่ตามลำพัง แต่จะช่วยขัดเกลาเหลี่ยมคม
ในใจเรา อย่าไปรังเกียจความรู้สึกอึดอัด
เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่น หากเรามีปัญญา
จะสามารถอาศัยแรงเสียดทานนี้ขัดเกลา
ความหลงตน ให้จิตเกลี้ยงจากกิเลส
ดั่งก้อนหินในลำธารที่กลมเกลี้ยงงดงาม
...
พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา






เวลานั่งภาวนาหายใจเข้า พุท หายใจออก โธ พุทโธ อย่าให้เผลอ ถ้าเผลอให้กลับมาให้อยู่กับพุทโธ เวลาเราเดินไปที่ไหน เดินจงกรมขาขวา พุท ขาซ้าย โธ ขาขวา พุท ขาซ้าย โธ พุทโธ พุทโธ เดินจงกรม เวลาปัดกวาดก็เหมือนกัน เหวี่ยงขวา พุท เหวี่ยงซ้าย โธ เวลาเดินไป ณ สถานที่ใดมีสติสัมปชัญญะอยู่กับตัวเองอยู่ตลอด อันนี้แหละคือภาวนา ให้สติอยู่กับตนเอง

เมื่อเรามีสติอยู่กับตัวเองอยู่สม่ำเสมอ ใจของเราก็จะได้รับความสงบเยือกเย็น จิตใจนิ่ง จิตใจสงบ อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่มันปรุงฟุ้งมาตลอดทั้งภพทั้งชาติ ตั้งแต่เกิดมามันคิดอยู่ตลอด มันก็จะรวมเข้ามาเป็นหนึ่ง จิตใจรวมสงบลงเป็นหนึ่ง นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสุขอื่นยิ่งกว่าจิตใจสงบไม่มี มันจะเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติทั้งหลายจะได้เห็นจะได้รู้ จิตใจสงบมีความสุขอย่างไร จากนั้นก็นำมาพิจารณาเดินทางวิปัสสนาปัญญาต่อไป

อันนี้ก็ให้พวกเราทุกๆ ท่าน ถึงยังไงก็ให้จิตใจสงบเป็นพื้นฐานก่อน ให้ภาวนาพุทโธเป็นหลัก หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ ไม่ต้องคิดอย่างอื่น คิดถึงบ้านคิดถึงเรือน คิดถึงญาติโกโหติกา เราคิดมาพอแรงแล้วล่ะ มันได้อะไร มันไม่ได้อะไร หยุดคิด ให้อยู่กับพุทโธ ให้จิตใจพักผ่อน จิตใจมันคิดปรุงฟุ้ง มันคิดมาพอแรงแล้ว มันได้อะไร มีแต่ปวดหัวเป็นประสาทอีกต่างหาก ไม่รู้จักปล่อยวาง มันได้อะไร

ที่เขาตายไปแล้ว ปู่ย่า ตาทวด เขาตายไปแล้วก็คิดอย่างเรานี่แหละ แล้วได้อะไร ทิ้งไป บัดนี้เราปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้อยู่กับพุทโธ ให้จิตใจพักผ่อน ให้จิตใจนิ่ง ให้มโนมันนิ่ง ให้มโนมันหยุดคิด พระพุทธเจ้ารับรอง นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ จิตใจเข้าพักผ่อนในความสงบจะมีความสุข เรายังไม่เคย เราเห็นแต่ความปรุงฟุ้งอยู่ตลอดเวลา มีแต่คิดมากๆ ตาแดงเข้าเรื่อยๆ มันจะเป็นประสาทเอา นอนไม่หลับเอา เพราะฉะนั้น ให้จิตพักผ่อน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ผู้มีปัญญาย่อมรู้คุณคน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๖๘






ก้อนหินบนยอดเขาขรุขระแหลมคม
เพราะไม่มีใครไปแตะต้องรบกวน

ก้อนหินในลำธารกลมเกลี้ยงงดงาม
เพราะสายน้ำพัดพาให้เสียดสีกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

การอยู่ร่วมกับคนอื่นอาจไม่สงบ
เท่าการอยู่ตามลำพัง
แต่จะช่วยขัดเกลาเหลี่ยมคมในใจเรา

อย่าไปรังเกียจความรู้สึกอึดอัด
เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่น หากเรามีปัญญา
จะสามารถอาศัยแรงเสียดทานนี้
ขัดเกลาความหลงตน ให้จิตเกลี้ยงจากกิเลส
ดั่งก้อนหินในลำธารที่กลมเกลี้ยงงดงาม
.
--- คำสอน พระอาจารย์ชยสาโร
สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี นครราชสีมา





“..ภาวนา เป็นยอดของบุญ คนมีศีลแต่ไม่มีภาวนาก็ไปนิพพานไม่ได้ การภาวนาเป็นบุญอย่างยอด เราไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงแต่นั่งให้สบาย จะขัดสมาธิหรือพับเพียบก็ได้ แล้วแต่จะเหมาะแก่สถานที่และสังคม มือขวาวางทับมือซ้าย แล้วก็ตั้งใจหายใจเข้าออกด้วยการระลึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ภาวนาไม่ใช่เป็นเรื่องของพระธุดงค์ หรือเป็นของพระของเณร ของคนโง่คนฉลาด หรือคนมีคนจน แต่เป็นของซึ่งทุกคน ทุกเพศ ทุกชั้น ทุกวัย จะทำได้ คนเจ็บคนไข้นั่งนอนอยู่กับบ้านก็ทำได้ และทำได้ไม่เลือกกาลเลือกเวลา..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






วัดจะดีไม่ใช่ดีเพราะโบสถ์สวย
หรือร่ำรวยด้วยทรัพย์อสงไขย
แต่วัดดีเพราะพระเณรเก่งเคร่งมีวินัย
ยึดหลักชัย " อรหันต์เป็น " สันดาน

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน







“..มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป เมื่อทำแล้ว ก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ นี่เป็นสัจจะความจริงอย่างเด็ดขาด พ่อแม่ของเราทำกรรมมา เราเกิดมาก็ทำกรรมไป ทำไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คนทำบาปจึงมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทำบาปย่อมได้บาป ทำบุญย่อมได้บุญ

มีบางคนชอบพูดคะนองปากว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พูดอย่างนี้ผิด พูดไม่รู้จริง เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ เราต้องใจเย็นคอยดูผลตลอดชีวิต อย่าดูในระยะสั้นๆ ต้องดูไปเรื่อยๆ ในระยะยาว อย่าใจร้อนอยากจะเห็นผลดี ในเวลาอันรวดเร็วนัก

ทำดียังไม่ได้ดี เราต้องรอคอยผลดีได้ การทำดีเพื่อจะให้ดีนั้น เราต้องทำให้ถูกหลักคือ ทำให้ถูกดี ทำให้ถึงดี ทำให้พอดี อย่าทำเกินพอดี ทำให้ถูกบุคคล ทำให้ถูกกาลเทศะ การต้องการผลดีตอบแทนนั้น อย่าหวังผลแต่ด้านวัตถุท่าเดียว ต้องหวังผลทางใจคือ ความสบายใจ ความสุขใจด้วย..”

พระธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๑๗)






“ขอจากตนเอง คือ ขอให้ตนเอง
เว้นความประพฤติต่าง ๆ ที่ชั่วร้าย
ขอให้ตนเอง สร้างคุณความดี
ขอให้ตนเอง ระงับใจจากความโลภ
โกรธหลง พรเหล่านี้ ตนเองเท่านั้น
ที่จะให้ได้ ใครอื่นจะขอหรือแนะนำ
ตักเตือนสักเท่าไร ถ้าตนเองไม่ทำแล้ว
ก็ไม่สำเร็จประโยชน์ ”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร






"...ธรรมนั้นไม่ได้อยู่ที่เพศหญิงเพศชาย
ธรรมอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติของผู้นั้น
ความเป็นพระอยู่ที่ภูมิธรรมในใจของคนปฏิบัติ
ไม่ได้อยู่ที่คนห่มเหลืองหรือว่าห่มลาย
ผ้าเหลืองผ้าลายเป็นเพียงเครื่องห่มกาย
ให้โลกรู้ฐานะเท่านั้น
ธรรมจริงๆ อยู่ที่ใจของผู้ประพฤติปฏิบัติ..."

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม







“..มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป เมื่อทำแล้ว ก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ นี่เป็นสัจจะความจริงอย่างเด็ดขาด พ่อแม่ของเราทำกรรมมา เราเกิดมาก็ทำกรรมไป ทำไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คนทำบาปจึงมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทำบาปย่อมได้บาป ทำบุญย่อมได้บุญ

มีบางคนชอบพูดคะนองปากว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พูดอย่างนี้ผิด พูดไม่รู้จริง เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ เราต้องใจเย็นคอยดูผลตลอดชีวิต อย่าดูในระยะสั้นๆ ต้องดูไปเรื่อยๆ ในระยะยาว อย่าใจร้อนอยากจะเห็นผลดี ในเวลาอันรวดเร็วนัก

ทำดียังไม่ได้ดี เราต้องรอคอยผลดีได้ การทำดีเพื่อจะให้ดีนั้น เราต้องทำให้ถูกหลักคือ ทำให้ถูกดี ทำให้ถึงดี ทำให้พอดี อย่าทำเกินพอดี ทำให้ถูกบุคคล ทำให้ถูกกาลเทศะ การต้องการผลดีตอบแทนนั้น อย่าหวังผลแต่ด้านวัตถุท่าเดียว ต้องหวังผลทางใจคือ ความสบายใจ ความสุขใจด้วย..”

พระธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๑๗)







งานที่หนักมากที่สุด คืองานฆ่ากิเลส พี่น้องทั้งหลายจำไว้นะ ที่เป็นภัยต่อโลกมากก็คือเรื่องของกิเลส ความโลภ คือความอยากได้ไม่พอ พาให้ดีดให้ดิ้นให้ทะเยอทะยานไม่มีวันอิ่มพอ ได้มาเท่าไรยิ่งเพิ่มเชื้อไฟมากเข้า ให้ความอยากความดิ้นรนดีดขึ้นไปเรื่อย ๆ ได้เท่าไรยิ่งอยากได้ ๆ ยิ่งดีด คือกิเลสตัวหนึ่ง เอาคนให้ตายได้ ความโลภเมื่อไม่สมใจก็โกรธเคียดแค้น หรือทะเลาะเบาะแว้งกันก็เรื่องของกิเลส ราคะตัณหาก็เหมือนกันตัวนี้ก็รุนแรงมากทีเดียว ดูซีตามวัดตามวาเราเวลานี้ไก่กำลังคึกคะนอง เที่ยวจิกเที่ยวตีกันทุกแห่งทุกหน เราต้องตามไล่หลงทิศหลงทาง ไปเดินจงกรมก็สังเกตสัตว์ อย่างนั้นนะ ไม่ให้มันรังแกกัน

นี่เรื่องราคะตัณหา สามตัวนี้เป็นตัวรุนแรงมากที่สุด ที่เป็นเครื่องหนุนจริง ๆ ก็คือเรื่องราคะ ราคะตัณหานี้เป็นเครื่องหนุนให้โลภมาก โกรธมาก ตัวนี้เป็นตัวหนุนเลย ไม่มีอะไรหนุนยิ่งกว่าตัวนี้บรรดากิเลสในหัวใจของสัตว์ ตัวนี้หนุนมากดีดมาก แล้วเป็นความทุกข์ก็ทุกข์มาก แต่สัตวโลกชอบมาก มันเคลือบน้ำตาลไว้อย่างหนา ๆ กิเลสประเภทนี้เป็นกิเลสประเภทที่เคลือบน้ำตาลไว้อย่างหนา ไม่ให้โลกทั้งหลายได้รู้ได้เห็นเลยนะ

หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
๖ ธันวาคม ๒๕๔๓







“..#มนุษย์เราเกิดมาก็ต้องทำบาป เมื่อทำแล้ว ก็ต้องได้รับผลกรรมที่เราทำไว้ นี่เป็นสัจจะความจริงอย่างเด็ดขาด พ่อแม่ของเราทำกรรมมา เราเกิดมาก็ทำกรรมไป ทำไปทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว คนทำบาปจึงมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ทำบาปย่อมได้บาป ทำบุญย่อมได้บุญ

#มีบางคนชอบพูดคะนองปากว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป พูดอย่างนี้ผิด พูดไม่รู้จริง เรื่องทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วนี้ เราต้องใจเย็นคอยดูผลตลอดชีวิต อย่าดูในระยะสั้นๆ ต้องดูไปเรื่อยๆ ในระยะยาว อย่าใจร้อนอยากจะเห็นผลดี ในเวลาอันรวดเร็วนัก

#ทำดียังไม่ได้ดี เราต้องรอคอยผลดีได้ การทำดีเพื่อจะให้ดีนั้น เราต้องทำให้ถูกหลักคือ ทำให้ถูกดี ทำให้ถึงดี ทำให้พอดี อย่าทำเกินพอดี ทำให้ถูกบุคคล ทำให้ถูกกาลเทศะ การต้องการผลดีตอบแทนนั้น อย่าหวังผลแต่ด้านวัตถุท่าเดียว ต้องหวังผลทางใจคือ ความสบายใจ ความสุขใจด้วย..”

#พระธรรมคำสอน
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
วัดอรัญญวิเวก ต.บ้านข่า อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๑๗)








ปัญญาคือยาใจ
...
พระพุทธศาสนามีลักษณะเป็นวิชาความดับ
ทุกข์ของมนุษย์ และตั้งอยู่บนพื้นฐานคือความ
เชื่อมั่นว่า มนุษย์เรารับผิดชอบชีวิตของตนได้
พุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มองมนุษย์ในแง่ดี
ต่างกับศาสนาส่วนใหญ่ ซึ่งมักจะมองมนุษย์ว่า
เป็นสัตว์อ่อนแอ ทำอะไรโดยลำพังไม่ได้
ต้องพึ่งเทวดา พระเจ้า หรือสิ่งเหนือธรรมชาติ
ตลอด สามารถพัฒนาตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
เท่านั้น ถ้าจะให้ถึงที่สุดแล้ว ต้องอาศัยความ
เมตตาหรือการดลบันดาลจากสิ่งนอกตัวเรา

พุทธศาสนาเป็นศาสนาเดียวในโลกที่ยืนยัน
อย่างไม่หวั่นไหวว่า มนุษย์สามารถพัฒนาตน
ให้ถึงจุดสมบูรณ์โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งนอกตัว
ทั้งสิ้น เราเองก็มีศักยภาพ มีความสามารถ
ที่จะพัฒนาตัวเองให้ถึงจุดสูงสุดได้
พุทธศาสนาสอนให้เราเชื่อมั่นในตัวเอง
แต่ความเชื่อมั่นในตัวเองนั้น คือความเชื่อมั่น
ในธรรม เช่น ในพุทธพจน์ที่ว่า ต้องเอาตน
เป็นที่พึ่ง อย่าพึ่งสิ่งอื่นเลย คำว่าตนนั้นไม่ได้
หมายถึงอัตตาตัวตนเพราะมันไม่มี
แต่หมายถึงคุณธรรม เอาคุณธรรมที่มีอยู่
ในใจเราเป็นที่พึ่ง อย่าไปเอากิเลสเป็นที่พึ่ง
อย่าเอาทิฏฐิมานะของตนเป็นที่พึ่ง ...
...
พระพรหมพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




#อานิสงส์แห่งบุญและแรงอธิษฐาน
โยมผู้หญิงเคยไปภาวนาที่วัด แต่เกิดกลัวผีเพราะที่วัดเป็นป่าช้า

มีการเผาศพเป็นประจำ เลยมากราบเรียนหลวงปู่ตรงๆ

ปุจฉา : หนูกลัวผีเจ้าค่ะหลวงปู่ หลวงปู่มีคาถากันผีไหมเจ้าคะ ขอให้หนูด้วย

วิสัชนา : สุขัง สุปะติ
(เป็นคาถาแผ่เมตตา นิสังสะสตตะปาโฐ คาถาเต็มบท สุขัง สุปะติ สุขัง ปฏิพุชฌะติ นะปาปะกัง สุปินัง ปัสสะติฯ มนุสสานัง ปิโย โหติ อะมะนุสสานัง ปิโย โหติ)

ปุจฉา :หลวงปู่เจ้าคะพวกเราเคารพเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่กันมากที่สุด อยากบำเพ็ญบุญ ทำกุศลถวายหลวงปู่เท่าใดก็ไม่อิ่ม

หลวงปู่บำเพ็ญบารมีทำบุญอะไรไว้ในชาติก่อนเจ้าคะจึงได้บวชมาเป็นหลวงปู่ ให้พวกเราได้กราบไหว้เคารพบูชาอย่างนี้

วิสัชนา :ไปธาตุพนม สร้างธาตุพนม ไปกับพ่อเชียงหมุน (ชาติก่อนซึ่งเป็นสหายกัน) ช่วยกันสร้างธาตุพนม
เอาเงิน ๕๐ สตางค์กับผ้าขาววาหนึ่งเอาไปทานกับเพิ่น

ปุจฉา : หลวงปู่ทำบุญแล้วอธิษฐานหรือเปล่าเจ้าคะ อธิษฐานว่าอย่างไร ตอนให้ทานเงิน ๕๐ สตางค์

วิสัชนา : อธิษฐานว่าให้ได้บวช ให้พ้นทุกข์ว่าอย่างนี้แหละ

ปุจฉา : เงิน ๕๐ สตางค์สมัยโน้นคงจะมากนะหลวงปู่

วิสัชนา : มากอยู่

ปุจฉา : สร้างตั้งแต่ทีแรกเลยหรือคะหลวงปู่

วิสัชนา : อือ..
-------------------------------------
#หลวงปู่ชอบ_ฐานะสโม
วัดป่าสัมมานุสรณ์ บ้านโคกมน ต.ผาน้อย
อ.วังสะพุง จ.เลย (พ.ศ.๒๔๔๔ - ๒๕๓๘)







“การให้วัตถุสิ่งของ อาจช่วยเพียงให้ชีวิต
อยู่รอดได้ ทำให้อยู่ดีมีสุขขึ้นบ้าง แต่ยัง
ไม่สามารถทำให้เกิดความดับทุกข์ได้
การรอดชีวิตอยู่แล้ว แต่กลับยังคงมี
ความทุกข์ด้วยตลอดเวลา ย่อมไม่อาจ
เทียบได้กับคุณค่าของการมีชีวิตอยู่แล้ว
ได้เรียนรู้ธรรมะจนทำให้เกิดความคิดชอบ
การพูดชอบ และการกระทำชอบ
อันจักทำให้ไม่มีความทุกข์”
...
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก






..พระพุทธศาสนานี้จะตั้งอยู่ได้ก็อาศัยซึ่งพระภิกษุสงฆ์ ภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกา พุทธบริษัททั้งหลาย ที่มีศรัทธาเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็เลยสร้างความดี เรียกว่าเชิดชูพระพุทธศาสนา ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปจนถึงลูกถึงหลาน ชักจูงให้เขาเข้าวัดเข้าวารู้จักกราบจักไหว้ ทุกวันนี้ก็มีมากขึ้น เด็กเล็กๆก็ดี บอกให้กราบให้ไหว้ก็ไหว้ได้ แม้ยังยืนไม่ได้เดินไม่ได้ก็กราบไหว้เป็น เขาเรียกว่าพวกนี้มาจากคุณงามความดีมาจากสวรรค์บ้าง มาจากมนุษย์ที่สมบูรณ์บ้าง มาเกิดใหม่มาเกิดด้วยคุณงามความดีของตนที่ได้สร้างเอาไว้เป็นทุนบ้าง เรียกว่าเป็นกรรมที่ได้สร้างเอาไว้ ..วันนี้พวกเราทั้งหลายก็เหมือนกัน ในสมัยนี้การคมนาคมไปที่โน่นที่นี่ก็สะดวกสบาย มีรถมีเรือไปมาสะดวกสบาย ก็มีความต่างกัน บางคนก็นั่งเครื่องบินมาจากกรุงเทพ บางคนก็นั่งรถนั่งเรือมาตามศรัทธาของตนเอง ถ้าเป็นผู้อยู่ใกล้ๆก็เดินมาด้วยเท้าก็มี ทำไมคนเราจึงเป็นอย่างนี้ ก็อาศัยที่ว่าเมื่อมีศรัทธาอยู่ในใจแล้ว ท่านเรียกว่ามีปรมัตถ์ทาน คืออะไร คือมีจิตใจเลื่อมใสที่จะเอาของนั้นมาทำบุญทำทานการกุศล ตามการทำมาหาได้ของตน เรียกว่าปรมัตถ์ทาน เป็นทานที่เกิดขึ้นจากใจ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..






#กายนี้คือรังของโรค_เราเป็นแค่ผู้มาอาศัยรังของเขาเท่านั้น

"กายเป็นบ้านของโรคทุกชนิด ไม่ทราบว่าจะขับไล่เขาไปอยู่ที่ไหน ถ้าออกจากกายคน กายสัตว์แล้ว เขาก็ไม่มีที่อยู่เช่นเดียวกับเราอยู่ในบ้านของเรา คิดดูแล้วก็น่าเห็นใจเขาอย่างยิ่ง

ร่างกายเราถือว่าของเรา แต่ก็เป็นบ้านของเขา ถ้ามีการฟ้องร้องกันขึ้น เราต้องเป็นฝ่ายแพ้วันยังค่ำ เรื่องคติธรรมดาเป็นฝ่ายพยานของเขาทั้งนั้น แม้พระพุทธเจ้ราและธรรมของพระพุทธเจ้าก็เห็นตามเขาด้วย ธรรมแปดหมื่นสี่พันล้วนเป็นหลักฐานพยานของเขาทั้งนั้น เราไม่มีทางสู้ นอกจากจะขออาศัยเขาอยู่ไปเป็นวันๆ พอถึงวันเขาขับไล่อย่างจริงจังเท่านั้น

ฉะนั้น เราควรจะหาอุบายรู้ทางของคติธรรมดาที่เขาเดินอยู่ประจำวัฏฏะนี้ จะเป็นความเบาใจ ไม่มีห่วงใยอะไร ไปก็เป็นสุข อยู่ก็สบายใจ ไม่ข้องแวะกับสิ่งใด"

โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






หลวงพ่อว่าศีล ๕ ของพุทธศาสนานี่คือประชาธิปไตย คือเอาหัวใจเขามาใส่ใจเรา เอาใจเราไปใส่ใจเขา ถ้าเราไปทำให้กับเขาตั้ง ๕ ข้อนี่ ไปคิดฆ่าเขา ไปขโมยเขา ไปผิดลูกเมียเขา โกหกต้มตุ๋นหลอกลวงเขา ไปดื่มสุราขาดสติแล้วทำร้ายทำลายคนอื่นเขาอย่างนี้เขาเดือดร้อนไหมเดือดร้อน ถ้าเขาไม่มีศีล ๕ ทั้ง ๕ ข้อ มาทำให้กับเรา เราเดือดร้อนไหม เดือดร้อน ถ้าหากว่าต่างคนต่างเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน ต่างคนก็ต่างมีศีล ๕ เคารพสิทธิซึ่งกันและกันดีไหม ดี เพราะเหตุไร โลกยุคใดสมัยใดก็ตามถ้ามีศีล ๕ โลกยุคนั้นสมัยนั้นก็จะร่มเย็นเป็นสุข

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 70 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร