วันเวลาปัจจุบัน 09 ก.ค. 2020, 12:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 เม.ย. 2009, 21:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ธ.ค. 2008, 23:48
โพสต์: 217

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ครอบครัว “สุข” หรือ “ทุกข์” ขึ้นอยู่กับ “ปาก”

คำพูดเปรียบเสมือน “อาญาสิทธิ์” ที่มีอิทธิพลในการกำหนดชีวิตเรา ความสุขหรือความทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับทุกคำพูดที่เรากล่าวออกไป และทุกคำพูดที่เรารับเข้ามาในชีวิต

คำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความตอนหนึ่ง ที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ “สุขวาทะ วาทะสร้างสุขในชีวิต” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคำพูดที่ดี และความร้ายแรงของคำพูดที่ไม่ดี ผมสังเกตว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตครอบครัวในปัจจุบันต้องล่มสลายหรืออยู่ ด้วยกันอย่างไร้ความสุข มาจากการใช้คำพูด “ทุกขวาทะ” ของสามีหรือภรรยา

เมื่อลองสำรวจคำพูดที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวทั่วๆ ไปของสังคมเรา ผมก็พบว่า “ปาก” หรือคำพูดที่สามีภรรยากล่าวออกมานั้นเป็นเหมือน “ศัตรูร้าย” ที่ลักลอบเข้ามาบั่นทอนสัมพันธภาพและบางครั้งถึงขนาดทำลายครอบครัวได้สำเร็จไปเป็นจำนวนไม่น้อย

ครอบครัว? จู้จี้ขี้บ่น

เมื่อภรรยากลับจากไปธุระนอกบ้าน เปิดประตูบ้านเข้ามาเห็นบ้านรกมาก ข้าวของวางเกลื่อนพื้นห้องรับแขก ลูกๆ เล่นของเล่นเสร็จก็ไม่เก็บเข้าที่ โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ซ้ำร้ายสามีสุดที่รักก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างมีความสุข ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้วยความอดรนทนไม่ได้ ภรรยาจึงเริ่ม บ่น บ่น บ่น และบ่นมากขึ้น อีกทั้งพยายามจัดแจงและสั่งการสมาชิกภายในบ้านว่าคนนั้นจะต้องทำสิ่งนั้น คนนี้ต้องทำอย่างนี้ แม้ว่าทุกคนจะทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสียงบ่นก็ยังไม่ได้ยุติลงแต่เริ่มลามไปสู่เรื่องใหม่ในทันทีที่สายตาของเธอกวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยู่ในร่องในรอย

สำหรับสามีแล้ว เสียงบ่นของภรรยาเป็นเหมือนเสียงของผึ้งเป็นฝูงๆ ที่บินมารุมตอมดัง “หึ่ง หึ่ง หึ่ง” และทุกครั้งที่ได้ยิน ก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกผึ้งต่อย เขาเองไม่ชอบอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้เลย และคิดเสมอว่าสักวันจะต้องทนไม่ได้ อาจเกิดการตอบโต้รุนแรงหรือไม่ก็ต่างคนต่างอยู่ไปเสียเลย ในยามว่างเขามักจะหวนคิดถึงภาพภรรยาคนเดิมที่แต่ก่อนไม่จู้จี้ขี้บ่นและอยากให้เธอคนนั้นกลับคืนมา

ครอบครัว? บั่นทอนกำลังใจ

เมื่อสามีคิดจะเริ่มทำธุรกิจใหม่ ภรรยาก็พูดอย่างดูถูกดูแคลนว่า “ยังไม่เข็ดอีกหรือ ทำธุรกิจทีไรขาดทุนทุกที ยังคิดจะเริ่มต้นใหม่อีก ฉันว่าน่าจะไปสมัครทำงานเป็นลูกจ้างเขาจะดีกว่านะ”

คำพูดของภรรยาทำให้สามีรู้สึกเสียใจ หมดกำลังใจ และสูญเสียความมั่นใจที่จะเริ่มต้นสร้างฐานะใหม่ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะยังคงตัดสินใจเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป แต่ก็ทำด้วยความหดหู่หมดกำลังใจ เพราะเขาต้องทนกับคำเยาะเย้ยของภรรยาแทนคำสนับสนุนและให้กำลังใจ

คำพูดของภรรยาทำให้สามีตกอยู่ในสภาพเหมือนคนที่ขับรถในความมืด ซึ่งนอกจากไม่รู้หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไรแล้ว ยังมีคนที่นั่งข้างๆ คอยพูดกรอกหูตลอดเวลาว่ามีเหวลึกอยู่เบื้องหน้า ขับต่อไปรังแต่จะตกเหวตายเท่านั้น เขาจึงขับไปกลัวไป และในที่สุดก็ต้องจอดไม่กล้าขับไปจนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

สามีภรรยานั้นเมื่ออยู่ด้วยกันไปนานวันเข้าย่อมรู้จักนิสัยใจคอกันดีขึ้น สิ่งไม่ดีซึ่งเคยมองข้ามหรือมองไม่เห็นก่อนแต่งงาน กลับค่อยๆ ผุดขึ้นตามวันเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความไม่ชอบ ไม่พอใจ ความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้ถูกสะสมพอกพูนจนกลั่นกรองกลายเป็นคำพูดที่มุ่งส่อเสียด ดูถูกดูแคลน และตอกย้ำข้อบกพร่องผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ

คำพูดที่คอยบั่นทอนกำลังใจเหล่านี้ นอกจากจะทำให้คนในครอบครัวสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว ยังเป็นคำพูดที่ดูถูกศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน ซึ่งไม่มีใครที่รับฟังแล้วจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีกำลังใจและมีความสุขต่อไป

ครอบครัว? ถามคำ-ตอบคำ

สามีและภรรยาเมื่อกลับมาถึงบ้าน ต่างคนก็ต่างทำภารกิจประจำวันของตนตามหน้าที่ไม่ได้มีเรื่องขัดเคืองใจกัน เพียงแต่ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันเท่านั้น เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้ “จิ้งจก” คุยเก่งที่สุดในบ้านเพราะสามีภรรยาแทบจะไม่ได้พูดคุยหรือสื่อสารอะไรกันเลย

สามีภรรยาที่แต่งงานกันไปนานๆ จะพบปัญหาหนึ่งก็คือไม่รู้จะพูดอะไรกันไม่มีเรื่องจะคุยกัน เพราะพบเห็นหน้ากันทุกวัน แต่กิจวัตรประจำวันทั้งในที่ทำงานและที่บ้านต่างคนต่างทำ ไม่เกี่ยวข้องกันและไม่อยากให้เกี่ยวข้องกันด้วย ดังนั้นเรื่องที่จะสนทนากันจึงตื้นเขินและไม่มีสาระเมื่อพูดคุยเพียงไม่กี่ ประโยคก็จบแล้ว ความเงียบจึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของบ้านนี้อยู่เสมอ ในที่สุดก็อาจกลายเป็นความเบื่อหน่ายที่ต้องพบกับความรู้สึกห่างเหิน ซ้ำซากจำเจ ชีวิตครอบครัวไม่ได้นำมาซึ่งความสุขอย่างที่ทั้งสองคนเคยคิด

ครอบครัว? ต่อว่าด่าทอ

เมื่อภรรยารู้ว่าสามีพูดปดหรือทำงานบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร หรือทำบางสิ่งให้ภรรยาโกรธอย่างมาก ภรรยาจึงตรงรี่เข้าไปต่อว่าสามีอย่างเสียๆ หายๆ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เหมือนข้าศึกเข้าจู่โจมศัตรูอย่างไม่มันตั้งตัว โดยใช้ปากเป็นอาวุธสาดกระสุนชุดใหญ่เข้าใส่อีกฝ่ายหนึ่ง

กระสุนแห่งคำผรุสวาท คำหยาบคายที่ออกมาจากปากที่ครั้งหนึ่งเคยโปรยดอกไม้หอมให้แก่กัน เป็นกระสุนที่ทำให้ความรักในชีวิตสมรสถูกทำลาย หัวใจตายด้าน และรุกเร้าอารมณ์โกรธที่รุนแรงให้เกิดขึ้น สามีที่เคยนิ่งสงบอาจจะไม่สามารถทนนิ่งเงียบได้อีกต่อไป และยิ่งกระสุนนั้นรุนแรงและ หยาบคายมากเท่าไร การตอบโต้จะยุ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น อาจถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกันเรียกได้ว่าการต่อว่าด่าทอนี้เป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงของครอบครัวที่น่ากลัวมากที่สุดอันหนึ่ง

ตัวอย่างครอบครัวข้างต้นเป็นเพียงบางตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ครอบครัวล่มสลายได้เพราะคำพูดที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น หากเราต้องการธำรงครอบครัวแห่งความสุขไว้ให้นานๆ จงจำไว้ว่า “อย่าทำลายครอบครัวด้วยปาก”

ผมมีข้อแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องคำพูด สำหรับสามีภรรยาที่ปรารถนาครอบครัวที่มีความสุข อาทิ

คำพูดที่ดีเริ่มต้นจากใจที่ดีที่เต็มด้วยความรัก

คำพูดที่เรากล่าวออกมาจากปากนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา เราจะสามารถมีคำพูดที่ดีและเสริมสร้างครอบครัวได้ต้องเริ่มจากหัวใจที่มี ความรักต่อคนในครอบครัว รักคู่ สมรสของเรา รักลูกๆ ของเรา รักสมาชิกภายในบ้านและที่สำคัญก็คือมีความปรารถนาให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข และยิ่งยืนนาน ความรักที่เรามีจะช่วยทำให้เราแก้ไขนิสัยของตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น จากคนที่พูดจาโผงผาง ไม่ คำนึงถึงจิตใจผู้อื่นความรักก็จะช่วยให้คำนึงถึงจิตใจของผู้ที่เรารัก ทำให้คำพูดนั้นอ่อนหวานและเสริมสร้างมากกว่าที่จะบั่นทอนกัน

คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรัก

น้ำที่เข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองจะบริสุทธิ์กว่าน้ำที่ตักจากแม่น้ำลำคลองฉันใด คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรักย่อมบริสุทธิ์กว่าคำพูดที่ออกมาโดย ไม่ผ่านความคิด แต่หาก เป็นคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์ที่ขุ่นมัว จิตใจที่โกรธและมุ่งร้าย ก็จะเป็นดั่งสายน้ำขุ่นข้นที่ไหลเชี่ยวกรากพัดทำลายสิ่งที่อยู่บนเส้นทางให้จมหรือเสียหายไป

ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่เราจะพูดสิ่งใดในขณะที่มีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ เรายิ่งต้องพยายามคิดทบทวนให้รอบคอบก่อนจะพูด พิจารณาว่าจริงเท็จเพียงใด ควรกล่าวออกไปหรือไม่ กล่าวออกไปแล้วคนรับจะรู้สึกอย่างไร ควรกล่าวเวลาใดจึงดีที่สุด เมื่อกลั่นกรองแล้วเห็นว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อครอบครัวและคนที่เรารักจึงพูดออกไป

เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุมคำพูด ควบคุมลิ้นของเรา ไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ตามใจปากโดยปล่อยให้พูดไปตามความปรารถนาของอารมณ์

ฝึกใช้คำพูดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเสริมคุณภาพครอบครัว

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกคนชอบและปรารถนาจะได้ยินคำพูดที่สะท้อน ว่าผู้พูดคำนึงถึงจิตใจของผู้รับ เช่น คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน คำพูดที่ให้กำลังใจ คำพูดที่แสดงความเข้าใจ คำพูดที่สะท้อนความห่วงใย คำพูดที่มีเหตุผล คำพูดที่ให้อภัย ฯลฯ เพราะจะทำให้คนฟังมีหัวใจแช่มชื่น มีความสุขและมีกำลังใจเปรียบดั่งต้นไม้ที่ได้รับน้ำบริสุทธิ์จากสายฝน ที่ฉ่ำเย็นมาหล่อเลี้ยงรากให้เจริญเติบโต ออกดอกผลงดงาม

ดังนั้น สามีภรรยาจึงควรที่จะฝึกกล่าวคำพูดเหล่านี้ต่อกัน โดยปฏิเสธคำพูดที่เป็น “ทุกขวาทะ” ทุกประเภท เพราะนั่นเปรียบเหมือนน้ำร้อนๆ ที่ราดรดลงมา และไม่มีต้นไม้ใดยืนต้นทนทานอยู่ได้ ในที่สุดต้นไม้นั้นย่อมเหี่ยวเฉาและตายลง

หากเราต้องการสร้างครอบครัวที่มีความสุขตลอดไป เราต้องควบคุมปากของเราไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของความไม่มีเหตุผล หรือเป็นอาวุธที่ใช้ประหัตประหารสมาชิกในครอบครัวที่เรารัก แต่เราต้องมีคำพูดทุกครั้งที่พูดนั้นนำมาซึ่งความชื่นใจ กำลังใจและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว แล้วครอบครัวของเราจะมั่นคงและยั่งยืนได้ด้วยคำพูดของเรานั่นเอง

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์


ขอขอบคุณ
http://www.weddingmind.com/contents/view.php?id=26

.....................................................
พุทโธ ธัมโม สังโฆ
ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2009, 07:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2009, 19:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 พ.ย. 2008, 17:20
โพสต์: 1051

งานอดิเรก: อ่านหนังสือธรรมะ
อายุ: 0
ที่อยู่: Bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


:b32: เราว่าครอบครัวเราก็มีบ้างนะคะ :b21: ต้อง :b4: :b4: :b4: ให้ชนะอารมณ์ให้ได้นะคะ
:b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21: :b21:

.....................................................
    มีสิ่งใด น่าโกรธ อย่าโทษเขา.... ต้องโทษเรา ที่ใจ ไม่เข้มแข็ง
    เรื่องน่าโกรธ แม้ว่า จะมาแรง ....ถ้าใจแข็ง เหนือกว่า ชนะมัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2009, 20:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2009, 16:30
โพสต์: 133

อายุ: 0
ที่อยู่: Uttaradit

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

.....................................................
" สติปัญญา เราใช้ปัญญาอยู่เสมอก็จริง แต่สตินั้นแท้จริงแล้ว เรานำออกมาใช้น้อยนัก ทั้งที่สตินั้นมีคุณค่าแก่ชีวิต มีคุณค่าอย่างเหลือที่จะประมาณ "


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 เม.ย. 2009, 20:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 เม.ย. 2009, 21:03
โพสต์: 24


 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุ :b8: :b8: :b8: ด้วยคะ และคิดว่าครอบครัวใดๆๆเมื่อคิดดี พูดดี ทำดี ครอบครัวนั้นๆๆ ย่อมเกิดสุขคะ :b47: :b47: :b47:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 11:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 9
สมาชิก ระดับ 9
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 เม.ย. 2009, 06:18
โพสต์: 731

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


หลักธรรมที่จะทำให้คู่สมรสมีชีวิตสอดคล้องกลมกลืนกัน เป็นพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทำให้อยู่ครองกันได้ยืดยาว เรียกว่า สมชีวิธรรม 4 ประการ
1.สมสัทธา มีศรัทธาสมกัน มีแนวความคิด ความเชื่อถือ หรือหลักการอย่างเดียวกัน
2.สมสีลา มีศีลสมกัน มีความประพฤต ศีลธรรม จรรยา มารยาท พื้นฐานการอบรมพอเหมาะสอด คล้องไปกันได้
3.สมจาคา มีจาคะสมกัน มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี ความมีใจกว้าง ความเเสยสละ ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น พอกลมกลืนกัน
4.สมปัญญา มีปัญญาสมกัน รู้เหตุรู้ผล เข้าใจกัน อย่างน้อยพูดกันรู้เรื่อง :b35:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 15:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 เม.ย. 2008, 13:18
โพสต์: 1367

ที่อยู่: bangkok

 ข้อมูลส่วนตัว


คิดถึงท่าน Buddha ขึ้นมาเลยหลังจากอ่านกระทู้
หลักธรรม 4 คู่ 8 ข้อที่เขากล่าวถึง เดี๋ยวต้องกลับไปพิจารณาใหม่ซะหน่อย..น่าจะแจ้งมากขึ้น :b13:

.....................................................
ตั้งสติไว้ มองความจริงตามความเป็นจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2009, 16:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 เม.ย. 2009, 13:23
โพสต์: 607


 ข้อมูลส่วนตัว


oreo1234 เขียน:
รูปภาพ

ครอบครัว “สุข” หรือ “ทุกข์” ขึ้นอยู่กับ “ปาก”

คำพูดเปรียบเสมือน “อาญาสิทธิ์” ที่มีอิทธิพลในการกำหนดชีวิตเรา ความสุขหรือความทุกข์ก็ขึ้นอยู่กับทุกคำพูดที่เรากล่าวออกไป และทุกคำพูดที่เรารับเข้ามาในชีวิต

คำกล่าวข้างต้นเป็นข้อความตอนหนึ่ง ที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ “สุขวาทะ วาทะสร้างสุขในชีวิต” สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของคำพูดที่ดี และความร้ายแรงของคำพูดที่ไม่ดี ผมสังเกตว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตครอบครัวในปัจจุบันต้องล่มสลายหรืออยู่ ด้วยกันอย่างไร้ความสุข มาจากการใช้คำพูด “ทุกขวาทะ” ของสามีหรือภรรยา

เมื่อลองสำรวจคำพูดที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวทั่วๆ ไปของสังคมเรา ผมก็พบว่า “ปาก” หรือคำพูดที่สามีภรรยากล่าวออกมานั้นเป็นเหมือน “ศัตรูร้าย” ที่ลักลอบเข้ามาบั่นทอนสัมพันธภาพและบางครั้งถึงขนาดทำลายครอบครัวได้สำเร็จไปเป็นจำนวนไม่น้อย

ครอบครัว? จู้จี้ขี้บ่น

เมื่อภรรยากลับจากไปธุระนอกบ้าน เปิดประตูบ้านเข้ามาเห็นบ้านรกมาก ข้าวของวางเกลื่อนพื้นห้องรับแขก ลูกๆ เล่นของเล่นเสร็จก็ไม่เก็บเข้าที่ โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย ซ้ำร้ายสามีสุดที่รักก็นั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างมีความสุข ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ด้วยความอดรนทนไม่ได้ ภรรยาจึงเริ่ม บ่น บ่น บ่น และบ่นมากขึ้น อีกทั้งพยายามจัดแจงและสั่งการสมาชิกภายในบ้านว่าคนนั้นจะต้องทำสิ่งนั้น คนนี้ต้องทำอย่างนี้ แม้ว่าทุกคนจะทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เสียงบ่นก็ยังไม่ได้ยุติลงแต่เริ่มลามไปสู่เรื่องใหม่ในทันทีที่สายตาของเธอกวาดไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อยู่ในร่องในรอย

สำหรับสามีแล้ว เสียงบ่นของภรรยาเป็นเหมือนเสียงของผึ้งเป็นฝูงๆ ที่บินมารุมตอมดัง “หึ่ง หึ่ง หึ่ง” และทุกครั้งที่ได้ยิน ก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกผึ้งต่อย เขาเองไม่ชอบอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้เลย และคิดเสมอว่าสักวันจะต้องทนไม่ได้ อาจเกิดการตอบโต้รุนแรงหรือไม่ก็ต่างคนต่างอยู่ไปเสียเลย ในยามว่างเขามักจะหวนคิดถึงภาพภรรยาคนเดิมที่แต่ก่อนไม่จู้จี้ขี้บ่นและอยากให้เธอคนนั้นกลับคืนมา

ครอบครัว? บั่นทอนกำลังใจ

เมื่อสามีคิดจะเริ่มทำธุรกิจใหม่ ภรรยาก็พูดอย่างดูถูกดูแคลนว่า “ยังไม่เข็ดอีกหรือ ทำธุรกิจทีไรขาดทุนทุกที ยังคิดจะเริ่มต้นใหม่อีก ฉันว่าน่าจะไปสมัครทำงานเป็นลูกจ้างเขาจะดีกว่านะ”

คำพูดของภรรยาทำให้สามีรู้สึกเสียใจ หมดกำลังใจ และสูญเสียความมั่นใจที่จะเริ่มต้นสร้างฐานะใหม่ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะยังคงตัดสินใจเดินหน้าทำธุรกิจต่อไป แต่ก็ทำด้วยความหดหู่หมดกำลังใจ เพราะเขาต้องทนกับคำเยาะเย้ยของภรรยาแทนคำสนับสนุนและให้กำลังใจ

คำพูดของภรรยาทำให้สามีตกอยู่ในสภาพเหมือนคนที่ขับรถในความมืด ซึ่งนอกจากไม่รู้หนทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไรแล้ว ยังมีคนที่นั่งข้างๆ คอยพูดกรอกหูตลอดเวลาว่ามีเหวลึกอยู่เบื้องหน้า ขับต่อไปรังแต่จะตกเหวตายเท่านั้น เขาจึงขับไปกลัวไป และในที่สุดก็ต้องจอดไม่กล้าขับไปจนถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

สามีภรรยานั้นเมื่ออยู่ด้วยกันไปนานวันเข้าย่อมรู้จักนิสัยใจคอกันดีขึ้น สิ่งไม่ดีซึ่งเคยมองข้ามหรือมองไม่เห็นก่อนแต่งงาน กลับค่อยๆ ผุดขึ้นตามวันเวลาที่ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นเหตุให้เกิดความไม่ชอบ ไม่พอใจ ความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้ถูกสะสมพอกพูนจนกลั่นกรองกลายเป็นคำพูดที่มุ่งส่อเสียด ดูถูกดูแคลน และตอกย้ำข้อบกพร่องผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ

คำพูดที่คอยบั่นทอนกำลังใจเหล่านี้ นอกจากจะทำให้คนในครอบครัวสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองแล้ว ยังเป็นคำพูดที่ดูถูกศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคน ซึ่งไม่มีใครที่รับฟังแล้วจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีกำลังใจและมีความสุขต่อไป

ครอบครัว? ถามคำ-ตอบคำ

สามีและภรรยาเมื่อกลับมาถึงบ้าน ต่างคนก็ต่างทำภารกิจประจำวันของตนตามหน้าที่ไม่ได้มีเรื่องขัดเคืองใจกัน เพียงแต่ไม่มีเรื่องอะไรจะคุยกันเท่านั้น เรียกได้ว่าบ้านหลังนี้ “จิ้งจก” คุยเก่งที่สุดในบ้านเพราะสามีภรรยาแทบจะไม่ได้พูดคุยหรือสื่อสารอะไรกันเลย

สามีภรรยาที่แต่งงานกันไปนานๆ จะพบปัญหาหนึ่งก็คือไม่รู้จะพูดอะไรกันไม่มีเรื่องจะคุยกัน เพราะพบเห็นหน้ากันทุกวัน แต่กิจวัตรประจำวันทั้งในที่ทำงานและที่บ้านต่างคนต่างทำ ไม่เกี่ยวข้องกันและไม่อยากให้เกี่ยวข้องกันด้วย ดังนั้นเรื่องที่จะสนทนากันจึงตื้นเขินและไม่มีสาระเมื่อพูดคุยเพียงไม่กี่ ประโยคก็จบแล้ว ความเงียบจึงเข้าครอบครองเป็นเจ้าของบ้านนี้อยู่เสมอ ในที่สุดก็อาจกลายเป็นความเบื่อหน่ายที่ต้องพบกับความรู้สึกห่างเหิน ซ้ำซากจำเจ ชีวิตครอบครัวไม่ได้นำมาซึ่งความสุขอย่างที่ทั้งสองคนเคยคิด

ครอบครัว? ต่อว่าด่าทอ

เมื่อภรรยารู้ว่าสามีพูดปดหรือทำงานบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร หรือทำบางสิ่งให้ภรรยาโกรธอย่างมาก ภรรยาจึงตรงรี่เข้าไปต่อว่าสามีอย่างเสียๆ หายๆ ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน เหมือนข้าศึกเข้าจู่โจมศัตรูอย่างไม่มันตั้งตัว โดยใช้ปากเป็นอาวุธสาดกระสุนชุดใหญ่เข้าใส่อีกฝ่ายหนึ่ง

กระสุนแห่งคำผรุสวาท คำหยาบคายที่ออกมาจากปากที่ครั้งหนึ่งเคยโปรยดอกไม้หอมให้แก่กัน เป็นกระสุนที่ทำให้ความรักในชีวิตสมรสถูกทำลาย หัวใจตายด้าน และรุกเร้าอารมณ์โกรธที่รุนแรงให้เกิดขึ้น สามีที่เคยนิ่งสงบอาจจะไม่สามารถทนนิ่งเงียบได้อีกต่อไป และยิ่งกระสุนนั้นรุนแรงและ หยาบคายมากเท่าไร การตอบโต้จะยุ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น อาจถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายร่างกายกันเรียกได้ว่าการต่อว่าด่าทอนี้เป็นตัวบ่อนทำลายความมั่นคงของครอบครัวที่น่ากลัวมากที่สุดอันหนึ่ง

ตัวอย่างครอบครัวข้างต้นเป็นเพียงบางตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ครอบครัวล่มสลายได้เพราะคำพูดที่ไม่เหมาะสม ดังนั้น หากเราต้องการธำรงครอบครัวแห่งความสุขไว้ให้นานๆ จงจำไว้ว่า “อย่าทำลายครอบครัวด้วยปาก”

ผมมีข้อแนะนำง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องคำพูด สำหรับสามีภรรยาที่ปรารถนาครอบครัวที่มีความสุข อาทิ

คำพูดที่ดีเริ่มต้นจากใจที่ดีที่เต็มด้วยความรัก

คำพูดที่เรากล่าวออกมาจากปากนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา เราจะสามารถมีคำพูดที่ดีและเสริมสร้างครอบครัวได้ต้องเริ่มจากหัวใจที่มี ความรักต่อคนในครอบครัว รักคู่ สมรสของเรา รักลูกๆ ของเรา รักสมาชิกภายในบ้านและที่สำคัญก็คือมีความปรารถนาให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข และยิ่งยืนนาน ความรักที่เรามีจะช่วยทำให้เราแก้ไขนิสัยของตัวเองได้ง่ายขึ้น เช่น จากคนที่พูดจาโผงผาง ไม่ คำนึงถึงจิตใจผู้อื่นความรักก็จะช่วยให้คำนึงถึงจิตใจของผู้ที่เรารัก ทำให้คำพูดนั้นอ่อนหวานและเสริมสร้างมากกว่าที่จะบั่นทอนกัน

คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรัก

น้ำที่เข้าสู่กระบวนการกลั่นกรองจะบริสุทธิ์กว่าน้ำที่ตักจากแม่น้ำลำคลองฉันใด คำพูดที่กลั่นกรองด้วยเหตุผลและความรักย่อมบริสุทธิ์กว่าคำพูดที่ออกมาโดย ไม่ผ่านความคิด แต่หาก เป็นคำพูดที่ออกมาจากอารมณ์ที่ขุ่นมัว จิตใจที่โกรธและมุ่งร้าย ก็จะเป็นดั่งสายน้ำขุ่นข้นที่ไหลเชี่ยวกรากพัดทำลายสิ่งที่อยู่บนเส้นทางให้จมหรือเสียหายไป

ดังนั้น ทุกครั้งก่อนที่เราจะพูดสิ่งใดในขณะที่มีอารมณ์โกรธหรือไม่พอใจ เรายิ่งต้องพยายามคิดทบทวนให้รอบคอบก่อนจะพูด พิจารณาว่าจริงเท็จเพียงใด ควรกล่าวออกไปหรือไม่ กล่าวออกไปแล้วคนรับจะรู้สึกอย่างไร ควรกล่าวเวลาใดจึงดีที่สุด เมื่อกลั่นกรองแล้วเห็นว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อครอบครัวและคนที่เรารักจึงพูดออกไป

เราควรเรียนรู้ที่จะควบคุมคำพูด ควบคุมลิ้นของเรา ไม่ให้พูดในสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ตามใจปากโดยปล่อยให้พูดไปตามความปรารถนาของอารมณ์

ฝึกใช้คำพูดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างเสริมคุณภาพครอบครัว

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกคนชอบและปรารถนาจะได้ยินคำพูดที่สะท้อน ว่าผู้พูดคำนึงถึงจิตใจของผู้รับ เช่น คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน คำพูดที่ให้กำลังใจ คำพูดที่แสดงความเข้าใจ คำพูดที่สะท้อนความห่วงใย คำพูดที่มีเหตุผล คำพูดที่ให้อภัย ฯลฯ เพราะจะทำให้คนฟังมีหัวใจแช่มชื่น มีความสุขและมีกำลังใจเปรียบดั่งต้นไม้ที่ได้รับน้ำบริสุทธิ์จากสายฝน ที่ฉ่ำเย็นมาหล่อเลี้ยงรากให้เจริญเติบโต ออกดอกผลงดงาม

ดังนั้น สามีภรรยาจึงควรที่จะฝึกกล่าวคำพูดเหล่านี้ต่อกัน โดยปฏิเสธคำพูดที่เป็น “ทุกขวาทะ” ทุกประเภท เพราะนั่นเปรียบเหมือนน้ำร้อนๆ ที่ราดรดลงมา และไม่มีต้นไม้ใดยืนต้นทนทานอยู่ได้ ในที่สุดต้นไม้นั้นย่อมเหี่ยวเฉาและตายลง

หากเราต้องการสร้างครอบครัวที่มีความสุขตลอดไป เราต้องควบคุมปากของเราไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของความไม่มีเหตุผล หรือเป็นอาวุธที่ใช้ประหัตประหารสมาชิกในครอบครัวที่เรารัก แต่เราต้องมีคำพูดทุกครั้งที่พูดนั้นนำมาซึ่งความชื่นใจ กำลังใจและสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัว แล้วครอบครัวของเราจะมั่นคงและยั่งยืนได้ด้วยคำพูดของเรานั่นเอง

ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์


ขอขอบคุณ
http://www.weddingmind.com/contents/view.php?id=26

เหรอ นึกว่าอยู่ที่ใจ ถ้าไม่จู้จี้ขี้บ่นก็ไม่ใช่ครอบครัวสิเราจะรู้ได้ยังไงว่าตัวเราทำอะไรไม่เหมาะสม
(นี่ความคิดผม ผมไม่ได้ขัดนะ) เดี๋ยวบางคนอาจจะไม่ใช่คุณมาว่าผมทีหลัง :b4: :b4:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร