วันเวลาปัจจุบัน 09 ส.ค. 2020, 22:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ย. 2009, 22:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 มี.ค. 2009, 15:11
โพสต์: 240

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บันทึก "จิตก่อนตาย 4 วัน" โดยผู้ปฏิบัติธรรม มีคุณค่ามากมหาศาล

-------------------------------------------------------------------

บทเรียนก่อนตาย
น้องหมวยนักภาวนานักสู้ ผู้สมเป็นศิษย์มีครู
พฤหัสที่ 3 กันยายน 2552

หมวยลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
อายุ30 กว่าๆ เป็นมะเร็ง มากราบลาหลวงพ่อ
ครั้งสุดท้าย ถวายผ้าไตรสังฆทานและปัจจัย
(หมวยเสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้เอง 7 กันยา)

นาทีที่ 20..............

กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่
หลวงพ่อ ได้กรุณาส่งไฟล์เสียงไปให้ ตอนที่เข้า
ห้อง ICU แล้วได้ส่งอีกหลายๆครั้ง กับความเมตตาที่
หลวงพ่อได้มีให้อีกหลายครั้ง แล้วก็ทางหมวยเอง
ขอโอกาสถามคำถาม เจ็ดข้อสุดท้าย เพราะคิดว่า
หมวยคงไม่มีโอกาสได้มาอีกแล้ว (โดยให้ผมเป็น
ล่ามให้นะครับ)

โยม: สภาวะจิตของหมวยตอนนี้มีโมหะ จิตออกนอก
แล้วก็ไม่ตั้งมั่น แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ

(ลพ ถามว่าอันสุดท้ายอะไรนะ) แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ

(ลพ ตอบว่า อือถูกแล้ว)

ลพ: อย่าไปกังวลนะว่าจิตจะสว่างหรือไม่สว่าง จิตสงบ
หรือจิตฟุ้งซ่าน สภาวะทั้งหลายเนี่ยะ โดยตัวของมันเอง
เท่าเทียมกัน มันไม่เท่าเทียมกันเพราะว่าใจที่ไม่เป็นกลาง
ที่ไปให้ค่า เพราะฉะนั้นเวลาเราภาวนา บางทีเวลาโดน
ยาเข้าไปบ้าง หรือว่าร่างกายทรุดโทรมบ้าง เบลอๆ
อย่าไปตกใจนะ เบลอ รู้ด้วยความเป็นกลางใช้ได้
ตัวสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น ตัวสำคัญ
อยู่ที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนะ อย่ากังวลนะ
อย่ากังวลใจ

โยม: ข้อที่สองครับ ตอนที่หมวยเข้า ICU หมวยเค้าก็
เห็นทุกขเวทนาเยอะมาก ในทุกนาที แต่จิตมีกำลังตั้งมั่น
มีตัวรู้ และก็มีขันธ์ห้ากระจายออก ตอนนั้นหมวยไม่ได้ทำ
สมถะเยอะ ไม่ได้ทำตามรูปแบบเยอะ เพราะว่าเข้าโรง
พยาบาลประมาณเดือนนึงแล้ว คราวนี้หลังจากออกจาก
ICU เห็นแต่ความไม่เป็นกลางของจิต เพราะจิตเกิดโทสะ
เพราะว่ามีแต่ได้รับทุกขเวทนาตลอดเวลา (คนที่เป็นล่าม
ให้เริ่มเสียงเครือ แล้วพูดต่อไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาเป็น
ล่ามแทนให้) .....จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดจากตอนที่ออกจาก
ICU แล้วได้รับทุกขเวทนาเนี่ยะ (ล่ามคนใหม่) ได้รับ
ทุกขเวทนามาก เพราะได้รับยาปฏิชีวนะทุกขนาด
แต่อาการไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุด จนหมอบอกจะอยู่ได้อย่าง
มากก็หนึ่งเดือน
(ลพ แล้วนี่อยู่มาตั้งนานแล้ว)

โยม: ข้อสี่ค่ะ ตอนนี้พักอยู่ที่โรงพยาบาล ด๊อกเตอร์โบว์
ทำงานอยู่ ไปอยู่ตั้งแต่วันที่ 25 เห็นจิตที่ชอบไม่ชอบ
เห็นจิตที่ไม่เป็นกลาง เห็นจิตที่ไม่เป็นกลาง ขณะที่ไป
เห็นการเปรียบเทียบของหมอโรงพยาบาลสองโรงพยาบาล

ลพ: คือการภาวนานะอย่าไปกังวลจนเกินไป อันดับแรก
เจริญเมตตา เมตตาร่างกายเรื่อยๆนะ ร่างกายนี้ได้รับความ
ลำบากน่าสงสาร เพราะฉะนั้น อย่าไปรังเกียจมัน พอ
ใจเราเจริญเมตตา ใจเราก็ร่มเย็น ใจร่มเย็นนะ ก็ค่อยๆ
ดูมันไป ดูมันเจ็บ ดูมันตาย เราก็ทำเป็นแค่คนดูแค่นั้น
แหล่ะ บางครั้ง พอเวลาเวทนารุนแรงเนี่ยะ สติเราตามไม่
ทัน โทสะมันขึ้น พอโทสะเกิดขึ้นมาเนี่ยะ อย่าไปตกใจ
กลัวมัน พยายามเจริญเมตตากับร่างกายมันนะ เป็นกลาง
กับมันนะ ดูไปเรื่อย ตัวสำคัญอยู่ที่ความเป็นกลางแหล่ะนะ
แล้วอย่าไปกังวลกับมัน ถ้าเกิดจะตายจริงๆเนี่ยะ อย่าง
ตอนเรายังไม่ตายโทสะมันขึ้นได้ แต่เกิดนาทีวิกฤติจริงๆ
นะเวลาจะตายเนี่ยะ โทสะมันจะไม่ขึ้นหรอก สติปัญญา
มันจะขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลตรงนั้นหรอก
เพราะจิตที่เราฝึกมาจนถึงขนาดนี้นะ ขันธ์มันแตกตัวออก
ไปหมดแล้ว พอเราฉุกเฉินขึ้นจริงๆ มันจะทำงานอัตโนมัติ
ตอนที่มันทำงานอัตโนมัติเนี่ยะ จะเห็นขันธ์แยกออกไป
นี่บอกล่วงหน้าไว้เลยนะ ขันธ์มันจะแยกออกไป ขันธ์มัน
ตายนะ แต่ใจที่เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเนี่ยะ มันอยู่ต่างหาก
ไม่เสียทีหรอกนะ อย่าไปกังวล อย่างไรก็ไม่เสียทีหรอก
จิตที่ฝึกมาถึงขนาดนี้ เมื่อก่อนมีองค์นึงนะ อาจารย์วันชัย
เจริญรอยเดียวกันเลย นี่ภาวนาแข็งกว่าอาจารย์วันชัยอีก

ล่าม: อยากจะถามอีกนะคะ ข้อห้าค่ะ
หมวย: จะถามว่าเลิกการประคับประคอง คือ ไม่ขอปั้ม
หัวใจ ไม่ขอ...(ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร) ไม่ขอเข้า ICU
และไม่ต้องการยาปฏิชีวนะ เลิกที่จะให้มอร์ฟีน บรรเทา
ความเจ็บปวด แต่อีกอันนึงคือ การเลือกที่หมอเลือกให้
เหมือนตั้งใจจะเริ่มรักษาใหม่ให้ดีที่สุด เผื่อว่าจะสามารถ
แก้ไข สถานการณ์ได้ แต่ว่าต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องเริ่มให้
ยาเคมีบำบัดใหม่หมดเลยค่ะ

ลพ: จุดสำคัญนะ ร่างกายเนี่ยะทิ้งมันไป ให้หมอเค้าดูแล
ไปนะ หน้าที่เรามีอันเดียวคือรักษาใจเราไว้ เอาใจไว้นะ
ร่างกายปล่อยให้หมอเค้าทำหน้าที่ของเค้าไป

หมวย: เพราะฉะนั้นการที่หนูเลือก เลิกการประคับ
ประคองครั้งสุดท้ายไว้ ถือว่าหนูเลือกทำอัตตวิบากหรือ
มีเจตนาฆ่าตัวตายหรือเปล่าคะ

ลพ: ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก มันตายเอง

หมวย: ถ้าอย่างนั้นหนูเลือก เลิกการประคับประคองคือ
หนูเลือกเอง อย่างนี้ได้หรือเปล่าคะ มีเจตนาฆ่าตัวตาย
หรือเปล่าคะ

ลพ: เปล่า ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเลยนะ

หมวย: คือ ไม่อยากรับยาปฏิชีวนะ ยาคีโมค่ะ

ลพ: ได้ เราเลือกวิถีชีวิตเราได้นะ ชีวิตเราเนี่ยะสั้นนิด
เดียวนะ สั้นนิดเดียว ครูบาอาจารย์ท่านก็กลับวัดนะ
ไม่ใช่ว่าท่านกลับมา ฆ่าตัวตายซะที่ไหนแหล่ะ
ตายเอง ครูบาอาจารย์หลายองค์นะ มีองค์หนึ่งชื่อว่า
หลวงปู่จัน เขมมฺปัตโต องค์นี้ภาวนาเก่งนะเพราะว่า
ท่านยังเหลืออีกนิดหน่อย มาไม่สบายอยู่กรุงเทพเนี่ยะ
เสร็จแล้วพอท่านจะตายนะ ท่านกลับหนองคาย
พอไปถึงวัดนะ เดินจงกรมได้ เดินจงกรมนะ ตายกระดูก
เป็นพระธาตุเลย
ไม่ใช่ว่าให้หมอเลิกรักษาแล้ว คือ ฆาตกรรมไม่ใช่
คือดูแล้วมัน รักษาไม่ไหว มันรักษาไม่ได้ เราก็ไป
รักษาจิตของเราไว้ แต่อย่างหมอเนี่ยะ ถ้าเค้าจะช่วย
ได้บ้าง คือ ช่วยบรรเทาทุกขเวทนา ฉีดให้ฉีดมอร์ฟีน
ให้ อย่างเนี่ยะมันก็ไม่เป็นไรหรอก

ล่าม: ขอเมตตา หลวงพ่อให้คำแนะนำอันสุดท้ายว่ามี
อะไรยังติดอยู่หรือเปล่า

ลพ: ไม่มีอะไรน๊า ไม่ต้องไปกังวลอะไรหรอก

ล่าม: ข้อสุดท้ายข้อเจ็ดค่ะ ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ

หมวย: ขอตั้งใจถวายสังฆทาน

ล่าม: ขอกราบถวายสังฆทาน และปัจจัยเข้าวัด เป็น
โอกาสสุดท้ายที่มาที่นี่ ขอกราบอโหสิกรรมหลวงพ่อ

(ลพ อือ อ้าวดูจิตไป) และทุกคนที่นี้ด้วย ถ้ามีการ
ล่วงเกิน แต่ไม่มีเจตนา

ลพ: อ้าวอโหสินะ เอวัง โหตุ เอวัง โหตุ ....รักษาใจ
อย่างเดียวนะ...
.(ถวายสังฆทาน)
เป็นบทเรียนนะ บทเรียนคนพึ่งภาวนา เวลาเจอสภาวะ
อย่างนี้มันสู้ไหวนะ คนที่ไม่ได้ฝึกไว้เนี่ยะ สู้ไม่ไหว
หรอก อย่างบางคนเวลาจะตายนะให้ญาติมาบอกว่า
พระอรหันต์ มันไม่หันหรอกนะ กินแต่หมูหันแทนเนี่ยะ
ถ้าใจเราฝึกเอาไว้ดีแล้วไม่ว่าอะไรเกิด ขึ้นนะ มันจะ
เห็นนะ ขันธ์มันจะแตกออกมา ขันธ์อย่างไงมันก็แตก
อยู่แล้ว เราก็จะเห็นขันธ์ที่มันแตก แต่ใจยังเป็น
กลาง ถ้าใจไม่ยึดกับขันธ์นะใจไม่ทุกข์กับขันธ์นะ
บางคนพ้นไปเลยก็มี


ในสมัยพุทธกาลนะมีพระองค์หนึ่งท่านภาวนา ทำ
อย่างไรก็ไม่สำเร็จ พอวันหนึ่งท่านรู้สึกว่า จิตใจดี
กว่าวันอื่นนะท่านเชือดคอตัวเอง เชือดคอแล้วยืน
พิงฝานะ รู้สึกน้อยใจตัวเอง เราบวชตั้งชาตินึงนะ
แล้วไม่ได้อะไรติดตัว แต่ท่านมานึกได้ว่าตลอด
เวลาเนี่ยะ ท่านรักษาศีลอย่างดี พอคิดว่าเรามี
ศีลที่ดี จิตใจเบิกบานขึ้นมา อย่างของหมวยเนี่ยะ
ถ้าเราจะมองว่าเราได้ภาวนา เราภาวนาได้เต็มที่
แล้ว ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จิตใจจะเบิกบาน

พระองค์เนี่ยะท่านก็มองร่างกายมันตาย เพราะ
ฉะนั้น เวลาที่เราจะตายนะ ต้องตั้งสติไว้ ดูกาย
มันตายลงไป ใจอยู่ต่างหากนะ ฝึกดูอย่างนี้
กายมันตายแล้ว ใจเราอยู่ต่างหาก ใจไม่ทุกข์
ด้วย บางคนก็ได้ธรรมะ

พระองค์ที่ท่านเชือดคอเนียะท่านเป็นพระ
อรหันต์เลย หรือบางคนไม่ได้พระอรหันต์
แต่ได้ธรรมะดีๆไป อยู่ที่นาทีวิกฤติเนียะแหล่ะ

หลวงปู่ดูลย์เคยสอน ตกกระใดพลอยโจน
ท่านสอนสำหรับคนที่ภาวนานะ แต่มันยังไม่จบ
ในนาทีที่มันจะตายนะ เห็นกายมันตายไป ยอม
รับสภาพไป อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียดมันนะ
ดูเฉยๆ เฝ้ารู้เฝ้าดูไป พอมันถึงเวลามันก็ต้อง
ตายไป จิตอยู่ต่างหาก นะจิตไม่เกี่ยวหรอก
-- จบ –

จากใจทีม Wiz: เราหวังว่าเรื่องของน้องหมวย
นักภาวนา นักสู้ผู้ไม่ยอมแพ้ความเจ็บปวด
จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกท่าน เราเชื่อว่า
การไว้อาลัยนั้น ไม่เหมาะสมกับน้องหมวย
ดังนั้นการใช้สีตัวอักษรของเราจึงสดใสเบิกบาน
สำหรับน้องหมวยแล้ว การจากไปของน้องหมวย
นั้นควรที่จะต้องชื่นชมยินดี เราเชื่อว่าน้องหมวย
จากไปอย่างสว่างเบิกบาน ได้ดีและมีความสุข
ไปแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งการภาวนา สมกับเป็น
นักภาวนาผู้เป็นศิษย์มีครู ไม่มีอะไรเหมาะสม
ไปกว่าการชื่นชมด้วยมุทิตาจิต และอนุโมทนา
ในผลของการภาวนาที่เธอได้ทำมา...ทีม wiz
WIZ.WIMUTTI


ที่มา
http://wiz.wimutti.net/dhamma/dheadline ... /B4Die.pdf


แก้ไขล่าสุดโดย webmaster เมื่อ 20 ก.ย. 2009, 19:27, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ย. 2009, 23:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20: :b20: :b20:
:b8: :b8: :b8:

ดึใจแทนคุณหมวย ที่มีหลวงพ่อ"มาส่ง"
บุญวาสนาจริงๆนะครับ


หลวงพ่อเคยเทศน์ว่า (สรุปคร่าวๆจากความจำนะคับ)

หลายคนประมาท คิดว่าการภาวนายังไม่จำเป็น ยังไม่ถึงเวลา
ภาวนาก็เหมือนว่ายน้ำ เราฝึกตอนที่ยังไม่ได้ใช้ ฝึกตอนว่ายไม่เป็น
พอถึงเวลาจวนตัวตกน้ำ จะมาเรียนว่ายน้ำเอาตอนนั้น ก็สายไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้

:b8:


แก้ไขล่าสุดโดย ชาติสยาม เมื่อ 13 ก.ย. 2009, 23:27, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2009, 21:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 มี.ค. 2009, 15:11
โพสต์: 240

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สืบเนื่องจาก บันทึกจิตก่อนตาย 4 วัน พระอ.ปราโมทย์เทศน์ในงานศพหมวย

พระปราโมทย์เทศน์งานฌาปณกิจศพคุณหมวย 11 กันยายน 52


ขออนุโมทนากับคุณหนึ่ง ประเสริฐ ก. ชมรมพัฒนาจิตฯ SCG
น.พัฒนาองค์กร SCG
และคุณหลี (ดวงใจ), คุณป้อม ที่ส่งมาให้ และผู้ที่ทำหน้าที่บันทึกเทป และถอดเทป
และผู้เกี่ยวข้องทุกๆท่านครับ

kaveebsc


หลวงพ่อปราโมทย์
เทศน์งานฌาปณกิจศพคุณหมวย 11 กันยายน 52
ประมาณบ่ายสองโมง

นาทีที่ 22...

ขอกราบท่านอาจารย์...เพื่อนสหธรรมิก ขออนุญาต แสดงธรรมครับผม

แล้วโยมจำนวนมากไม่ทราบจะฟังอะไร เมื่อเช้าก็ฟังไปทีนึงแล้ว (โยมหัวเราะ)
ตอนบ่ายตามมานี่อีก

เรียนมามากแล้วนะ ถึงเวลาที่ต้องลงมือปฏิบัติแล้วเวลามีไม่มากหรอก ดูหมวยสิ
ตายอายุยังไม่มากเท่าไหร่เลย ในชีวิตนะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนเราประมาท
ไมได้หรอก ไม่ใช่ว่าแก่ก่อนถึงจะตาย เด็กก็ตายได้นะ คนตายเต็มบ้านเต็มเมือง
เนี่ยะถ้าเราประมาทอยู่เราคิดว่าเรายังไม่ตายนะ เราปล่อยชีวิตไปวันหนึ่งวันหนึ่ง
ไม่นานก็หมด

พวกเราชาวพุทธ เป็นบุญเป็นวาสนาแล้ว ที่ได้เจอธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะ
ฉะนั้นอย่าละเลยนะ ทิ้งวันล่วงไป ล่วงไปเรื่อยๆ เสียเวลา เอาอะไรมาแลกก็ไม่ได้
เวลาซื้อไม่ได้จริงหรอก

พวกเราต้องดำรงค์ชีวิตด้วยความไม่ประมาท คำว่า "ไม่ประมาท" ก็คือ ต้องมี
สติเรื่อยๆ สติหน่ะจำเป็นในทุกที่ทุกสถานการณ์ ทุกเมื่อ ถ้าขาดสติก็เหมือนว่า
ตายแล้ว ถ้ามีสติอยู่ ก็เรียกว่า ยังมีชีวิตอยู่ เพราะฉะนั้นคนในโลกเนี่ยะตายตั้งแต่
ยังไม่ทันจะตาย เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าทำตัวให้เหลวไหลไปอย่างนั้นนะ
พยายามพัฒนาจิตใจของตนเองให้มันมีสติขึ้นมา เบื้องต้นเราพัฒนาให้มันมีสติ
ต่อไปก็พัฒนาให้มันเกิดปัญญา การจะพัฒนาให้มันมีสติมาเนี่ยะก็ต้องหัดรู้สภาวะ
ไปเรื่อยๆ อย่าไปคิดว่าการปฏิบัติธรรมนั่นยากเหลือเกิน หลวงพ่อไม่เห็นว่ามันจะ
ยากตรงไหนเลย เรียนกับครูบาอาจารย์มา ครูบาอาจารย์สอนง่ายๆ หลวงปู่ดูลย์
ท่านสอนให้หลวงพ่อดูจิตตัวเอง

เมื่ออาทิตย์สองอาทิตย์นี้ก็ไปกราบอาจารย์อนันต์ที่"วัดมาบจันทร์"นะ สาย
หลวงพ่อชา อาจารย์อนันต์ท่านยังเล่าให้ฟังเลยว่า หลวงพ่อชาเคยสั่งนะ
เคยบอกท่านไว้ว่า ต่อไปสอนกรรมฐานให้คนในเมือง สอนดูจิตนะ สอนให้ดูจิตไป
หัดดูจิตด้วยความเป็นกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย เนี่ยะหลักปฏิบัติที่เหมาะสำหรับคน
ในเมือง

คนในเมืองเนี่ยะคิดทั้งวัน เอาอย่างพระไม่ได้หรอก พระมีเวลาเยอะ หมดเวลา
บิณฑบาต นะมาทำสมาธิ มาเดินจงกรม ปฏิบัติได้ทั้งวัน แต่โยมไม่มีเวลาขนาด
นั้นหรอก จะลางานมาปฏิบัติมันก็ได้ปีหนึ่งไม่เท่าไหร่หรอก เพราะฉะนั้นเราจะมา
รอว่าเมื่อไหร่ว่างแล้วจะมาปฏิบัติเนี่ยะ มันไม่ทันกินหรอก

กรรมฐานที่พวกเราจะฝึกให้ได้ง่ายเลยนะ คือ การเจริญสติ ในชีวิตประจำวันไว้นี่แหล่ะ
แล้วก็คอยรู้ไป ว่าสภาวะธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นมาล้วนแต่ดับทั้งสิ้น
เมื่อกี้ใครฟังพระท่านสวด ออกบ้าง ไม่ออกเลย (หัวเราะ) ...เวรกรรม

ธรรมะท่านออกดีนะ ท่านแจกแจงสภวาะธรรมให้ดู แจกแจงธรรมะนะ
ธรรมที่เป็นกุศล ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่เป็นกลางๆ ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เกิดแล้วก็ดับ
ธรรมที่หยาบ ธรรมที่ปานกลาง ธรรมที่ปราณีต ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เกิดแล้วก็ดับ
ธรรมที่เป็นอดีต ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ธรรมที่เป็นอนาคต ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เกิดแล้วก็ดับ
ธรรมทั้งหลายที่เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นกลางๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ เกิดแล้วก็ดับ

ท่านแจกแจงธรรมะให้รู้ตั้งเยอะนะ แต่เราไม่รู้จักฟัง ส่วนท่านท่องชื่อของธรรมะให้ฟังนะ
แต่ถ้าเราเห็นธรรมะที่เกิดขึ้นแต่ละตัว แต่ละตัวนะ เช่น จิตที่ประกอบด้วยปิติ เกิดแล้วก็ดับ
จิตที่ประกอบด้วยความสุข จิตประกอบด้วยความทุกข์ จิตทุกชนิดหน่ะเกิดแล้วดับ
ธรรมะทั้งหลายเกิดแล้วดับ ธรรมะในที่ใกล้ ในที่ไกล ธรรมะในที่หยาบ ที่ละเอียด เกิดแล้วก็ดับ
หน้าที่ของพวกเรานะ หัดเจริญสติ แล้วก็คอยดูสภาวะธรรมทั้งหลายที่เค้าปรากฏอยู่

มีสติรู้สภาวะธรรมด้วยความเป็นกลางนะ อย่าลืมคำว่า ความเป็นกลาง

ถ้าเห็นสภาวะธรรมเกิดขึ้นแล้วไม่เป็นกลางก็ใช้ไมได้นะ ไม่ใช่นักปฏิบัติที่ดีหรอก เช่น
เห็นกิเลสเกิดขึ้นแล้วไปเกลียดมันนะ ก็ไม่ถูกต้อง กิเลสเกิดขึ้น หน้าที่ของเราคือ รู้ว่า
มีกิเลสเกิดขึ้น กุศลเกิดขึ้น รู้ว่ามีกุศลเกิดขึ้น รู้เฉยๆ นะ แล้วมันจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู
ธรรมทั้งหลายล้วนแต่แสดงไตรลักษณ์ทั้งสิ้นไม่ว่าธรรมที่หยาบ ที่ละเอียด ที่ใกล้ ที่ไกล
ที่สุข ที่ทุกข์ ที่ดี ที่ชั่ว ธรรมทั้งหลายเนี่ยะเสมอกันด้วยความเป็นไตรลักษณ์ให้เฝ้ารู้ลงไป
ทุกสิ่งเกิดขึ้นมาแล้วดับไป ดับไป ให้เฝ้ารู้อยู่อย่างนี้นะ เรียกว่า
เรามีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท ถ้าเราไม่ตามรู้ ตามดู เราก็หลง
เราคิดว่าตัวเรามีอยู่จริงๆ แต่จริงๆ แล้วไม่มีหรอก มีแต่รูปธรรมนามธรรม
มีแต่ธรรมะจำนวนมากที่มันมารวมตัวกันอยู่ ชั่วคราวแล้วมันก็แตกสลายออกไป

เนี่ยะคนทั้งหลายเนี่ยะคิดว่ามันมีตัวเราอยู่จริงๆ มีญาติเรามีพี่น้องเรา มีพ่อแม่
มีโน่นมีนี่นะ พอเค้าตายไปเราก็เศร้าโศรก ชาวพุทธหน่ะไม่เศร้าโศกหรอก
เราก็เห็นนะว่ารูปธรรมนามธรรมมา แล้วมันก็ดับไป ถ้าเห็นอย่างนี้นะ ใจก็
ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีความลังเลสงสัยในธรรมะ เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับทั้งสิ้น
ไม่ยากอะไรเลย ฝึกไป มันยากตรงที่เราไม่ยอมปฏิบัติหน่ะ เราชอบคิดเอาเอง
ต้องหัดดูสภาวะให้ได้นะ ให้เห็นตัวสภาวะแท้ๆ เลย สภาวะนั่นแหล่ะจะสอนธรรมะเรา
ไม่มีใครสอนธรรมะเราได้หรอก


วันนี้เอาแค่นี้นะ เทศน์อะไรหนักหนา เสียเวลาฟัง เอาเวลาไปภาวนา หลวงพ่ออยู่
กับครูบาอาจารย์นะ เดินทางไปหาครูบาอาจาราย์ ท่านอยู่อีสานนะ เราเดินทางทั้ง
วันทั้งคืน บางทีตลอดคืนนะยังไม่ถึง ยังไม่ถึงวัด

เป็นอย่างไง จิตหนีไปหมดเลย .... เห็นมั๊ยขาดสติ เห็นมั๊ย ใจฟุ้งซ่านเห็นมั๊ย เห็นมั๊ยว่า
จิตขาดสติ ให้จิตมันมีสติสั่งไม่ได้ เห็นมั๊ยตอนนี้สงบกว่าเมื่อกี้ ดูออกไหม เมื่อกี้ฟุ้งซ่าน
ตอนนี้เริ่มสงบลงมา เห็นมั๊ยจิตจะฟุ้งซ่านจิตจะสงบ สั่งไม่ได้ ล้วนแต่ไม่เที่ยงนะ
ให้หัดดูสภาวะไป

เมื่อก่อนก่อนจะเจอครูบาอาจารย์นะไปไกลมาก เดินทางตั้งนาน ไปถึงท่านไปฟังธรรมะ
ไปส่งการบ้านท่านไปรายงานการปฏิบัติ สิบนาที สิบห้านาที จบแล้วนะ หลวงพ่อก็กลับแล้ว
ไม่เอานะ ไม่เสียเวลาอยู่กับท่านนะ เสียเวลาตั้งเยอะ เราใช้เวลาส่วนมากอยู่กับการปฏิบัติ
หลวงพ่อภาวนาตั้งแต่เป็นโยมนะ ไม่ได้เคยคิดว่าเป็นโยมจะภาวนาไม่ได้ เรามีหน้าที่รู้

สภาวะไป ฉะนั้นเราเฝ้ารู้ เฝ้ารู้ เฝ้ารู้ไป ยิ่งเราขยันรู้เท่าไหร่นะ เท่ากับเราทำการบ้านทั้งวันนะ
สักวันเราก็เก่งไปเอง ถ้านานๆ รู้ทีนึงรู้ไม่เก่งหรอก หรือไม่ยอมรู้เลยหลงไปลูกเดียวใช้ไม่ได้
อย่าใจลอย พยายามรู้สึกตัวอย่าใจลอย ขณะเดียวกันอย่าเพ่งจิตให้นิ่ง อย่าบังคับกายให้นิ่ง
อย่าบังคับใจให้นิ่ง ให้กายมันเคลื่อนไหว ให้จิตมันเคลื่อนไหว แล้วมีสติรู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆ เรา

ภาวนาเพื่อให้เห็นสภาวะทั้งหลายแสดงไตรลักษณ์ ไม่ใช่ภาวนาให้ทุกอย่างนิ่ง เราไม่ได้ภาวนา
เอาความดี ความถูก ความสงบนะ แต่เราภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นว่า

ดีก็ชั่วคราว
ชั่วก็ชั่วคราว
ความสุขก็ชั่วคราว
ทุกข์ก็ชั่วคราว
ความสงบก็ชั่วคราว
ฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว

เนี่ยะภาวนาให้เห็นว่า ทุกอย่างมันเกิดแล้วดับไปหมดเลย แต่จะถามว่าเราจะทำชั่วได้ไหม
ทำชั่วไม่ได้เด็ดขาด เพราะอะไร เพราะเรามีสติ คนที่ทำชั่วได้ ทำผิดศีลผิดธรรมได้
เพราะมันขาดสติ เพราะฉะนั้นพวกเราคอยรู้สึกตัวนะ กิเลสอะไรผ่านเข้ามาคอยรู้ รู้ให้ทัน
กิเลสครอบงำจิตไม่ได้รับรองไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีลได้เพราะว่ากิเลสมันครอบงำจิตใจ
กิเลสมันไม่เข้ามาครอบงำจิตนะ จิตไม่ฟุ้งซ่านหรอก สมาธิเกิดขึ้นเอง ถ้ากิเลส

มันแทรกเข้ามานะ นิวรณ์แทรกเข้ามา จิตก็ไม่สงบจิตก็ฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิ ปัญญานะ
ถ้ามีสติถึงจะมีปัญญา ถ้าไม่มีสติไม่มี ปัญญาหรอก มีสติเห็นคอยรู้กายรู้ใจ เห็นกายเห็นใจ
มันทำงานไปเรื่อย เห็นไตรลักษณ์ของกายของใจเท่าไหร่เรียกว่า ปัญญา

เนี่ยะศีล สมาธิ ปัญญา เราต้องอบรมไปเรื่อย ด้วยการมีสติบ่อยๆ นะ ถึงจุดหนึ่งวิมุติจะเกิดขึ้น
ตอนที่อริยมรรคจะเกิดนะ ไม่ใช่สั่งให้เกิดได้ ถ้ามันเพียงพอแล้วมันจะเกิดของมันเอง
จิตมันจะเข้าอัปนาสมาธินะ เกิดของมันเอง ถึงเราไม่เคยเข้าฌานนะ ถึงวันนั้นมันจะเข้าฌาน
จิตเกิดในฌาน ไม่เกิดข้างนอกอย่างนี้นะ เกิดขึ้นอยู่แว้บเดียวนะ แล้วก็ดับไปพร้อมกับกิเลส
เราค่อยฝึกเอานะ

อย่างหมวยเนี่ยะ ตั้งอกตั้งใจภาวนามากเลย พลาดนิดเดียว ไปหาหลวงพ่อไปลาตายนะ
สุดท้ายเวลาตาย ไปเจอใช่มั้ย... พวกเราไปเจอเยอะเลยนะ ไปลา ทำบุญนะแล้วก็อธิฐานขอให้
ไปเกิดเป็นคน จะได้มาปฏิบัติ ....ผิดตรงไหนรู้มั๊ย ห่วงอนาคต ทิ้งปัจจุบัน

เพราะฉะนั้นเราอยู่กับปัจจุบันไว้เนืองๆ นะ อย่างเราตั้งใจทำความดี ทำบุญทำทานกับครูบาอาจารย์
สร้างความปรารถนาเป็นมนุษย์เราก็เป็นได้นะ เป็นขึ้นมาแล้ว แต่ว่าก็ต้องไปปฏิบัติอีกไปเรียนอีก
เพราะฉะนั้นเราพยายามมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน
วันนั้นบอก..เอ๊ย...อย่าคิดอย่างนั้นสิ ตั้งใจขอมรรคผลสิ
ไม่เอากลัว กลัวว่าเดี๋ยวไปเป็นเทวดาแล้วนานกลัวอย่างนี้ได้นะ พอแล้ว

เทศน์อะไรนักหนา เสียเวลา ไปๆ เผาๆ นิมนต์ท่านอาจารย์เลยครับ


แก้ไขล่าสุดโดย kaveebsc เมื่อ 17 ก.ย. 2009, 21:12, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2009, 21:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ส.ค. 2009, 15:54
โพสต์: 640

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ภาวนาเพื่อให้เห็นสภาวะทั้งหลายแสดงไตรลักษณ์ ไม่ใช่ภาวนาให้ทุกอย่างนิ่ง เราไม่ได้ภาวนา
เอาความดี ความถูก ความสงบนะ แต่เราภาวนาเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นว่า

ดีก็ชั่วคราว
ชั่วก็ชั่วคราว
ความสุขก็ชั่วคราว
ทุกข์ก็ชั่วคราว
ความสงบก็ชั่วคราว
ฟุ้งซ่านก็ชั่วคราว

:b8: :b8: :b8: สา....ธุ

.....................................................
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น


พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่าธรรมชาติของจิตนั้นไหลลงต่ำ
จะขึ้นสูงต้องออกแรงทวนกระแส
เพราะฉะนั้นให้ถามตัวเองว่าเราคิดดีได้เป็นปกติหรือยัง
ถ้ายัง ก็ยอมรับตรงๆ ว่ายัง..
อย่าหลอกตัวเองว่าดีแล้ว
เพราะผลเสียหายไม่ใช่ใครอื่น นอกจากตัวเราเองที่ยังหลงวน
ไม่รู้ตัวว่าขาดเสบียงเพื่อความพร้อมตาย...


แก้ไขล่าสุดโดย ณ มรณา เมื่อ 16 ก.ย. 2009, 10:16, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ย. 2009, 21:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ส.ค. 2009, 20:26
โพสต์: 1589

แนวปฏิบัติ: อรหัตตมัคค
สิ่งที่ชื่นชอบ: พระไตรปิฎก
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




010.jpg
010.jpg [ 47.25 KiB | เปิดดู 1502 ครั้ง ]
ราคะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
ธุลีเป็นชื่อของราคะ
บัณฑิตทั้งหลายละธุลีนี้แล้ว
ย่อมเจริญอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี

โทสะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
ธุลีเป็นชื่อของโทสะ
บัณฑิตทั้งหลายละธุลีนี้แล้ว
ย่อมเจริญอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี

โมหะเรากล่าวว่าเป็นธุลี
มิได้กล่าวละอองว่าเป็นธุลี
ธุลีเป็นชื่อของโมหะ
บัณฑิตทั้งหลายละธุลีนี้แล้ว
ย่อมเจริญอยู่ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี


เจริญในธรรมครับ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2009, 18:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 มี.ค. 2009, 15:11
โพสต์: 240

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตามคำพระพุทธพจน์ที่ว่า (แปลไทย)นะครับ

เมื่อจิตเศร้าหมอง ทุกขคติเป็นที่หวังได้
เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง สุขคติเป็นที่หวังได้

จึงขอนำธรรมะบรรยายย่อ ของ

พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปัญโญ เรื่อง "จิตดวงสุดท้าย"

มาให้อ่านกัน

หวังอย่างยิ่งว่า เรื่องนี้จะมีประโยชน์มากแก่ทุกๆท่านครับ

------------------------------------------------------------------------------------------

เวลาก่อนจะตายมีอยู่สองช่วงด้วยกัน ได้แก่มรณาสันนกาล กับมรณาสันนวิถี
ในช่วงมรณาสันนกาล เป็นเวลาก่อนจะตาย ระยะเวลายาวหน่อย
อาจเป็นเดือนสุดท้ายสำหรับคนนั้น วันสุดท้ายสำหรับคนนั้น
หรือว่าชั่วโมงสุดท้าย กาลเวลาจะยาวหน่อย

แต่ถ้าช่วงมรณาสันนวิถี จะเป็นช่วงที่กระชับสั้นเข้ามา
จะเป็นการทำงานวิถีจิตภายใน มรณาสันนวิถี วิถีจิตก่อนจะตาย
หมายถึงจะตายจริงๆ ในช่วงนี้ ปัญจทวาร จะดับไปก่อน
ระบบประสาทสัมผัส จะตายไปก่อน ได้แก่ ตาจะไม่เห็นรูป
หูจะไม่ได้ยินเสียง จมูกจะไม่รับกลิ่น ลิ้นจะไม่รู้รส
กายไม่รู้สึกถูกต้องสัมผัส กายเบื้องบนจะตายตั้งแต่ศีรษะลงมา
ไล่ลงมาจนถึงคอแล้วหมดความรู้สึกไป
จะเหลือความรู้สึกนึกคิดทางใจอย่างเดียว
ทางมโนทวารเรียกว่า "จิตดวงสุดท้าย"

ทีนี้ จิตดวงสุดท้ายทางมโนทวารนี่แหละ
ที่จะเป็นตัวชี้บ่งบอกให้ทราบว่า จะไปเกิดในภพไหน ภูมิไหนต่อๆ ไป
ถ้ายังไม่นิพพาน ถ้ายังไม่ใช่พระอรหันต์
กฎธรรมชาติที่มีอยู่ว่า สสารและพลังงานไม่เคยสูญสลายไปจากโลก
ไม่อยู่ในสถานะหนึ่ง ก็จะอยู่ในสถานะหนึ่ง
กายก็เป็นสสาร จิตก็เป็นพลังงาน ถ้ายังไม่นิพพาน
ก็ต้องเวียนวนในวัฏสงสารอยู่ดี
ไม่อยู่ในสถานะหนึ่ง ก็ต้องอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง
มีมนุษย์ เดรัจฉาน เปรต เทวดา เป็นต้น

ในช่วงจิตดวงสุดท้าย ไม่มีอะไรจะมาเป็นที่พึ่งที่ระลึกได้จริงๆ
นอกจากกรรม คือการกระทำของเราเอง........

อีกตอนหนึ่ง พระอาจารย์บรรยายไว้ว่า......

ที่ว่า หากก่อนสิ้นลมหายใจสุดท้าย แล้วคิดดี ก็จะได้ไปที่ดี..
แต่บางคนแม้ทำความดีมามาก หากตอนจะสิ้นลม ยังคงห่วงโน่นห่วงนี่
ก็จะไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ไม่ใช่มนุษย์

วิถีจิตขณะตาย เรียกมรณาสัณวิถี จะมีอารมณ์ของจิตที่เรียกเฉพาะ ดังนี้

1.กรรมอารมณ์ การทำดี หรือ ความชั่วที่ทำมาแล้วจะมาเป็นอารมณ์
2.กรรมนิมิต เห็นอุปกรณ์ทำดี ชั่ว เช่น ดอกไม้ หอก ดาบ
3.คตินิมิต เห็นที่ที่จะไป ปฏิสนธิ เช่น นรก สวรรค์

ดังนั้นการมีอารมณ์ที่ดี จึงสำคัญขณะใกล้ ตาย
เพราะกรรมที่เกิดขณะนั้น เป็นกรรมดีมีผลดีนำไปที่ดีได้
กรรมชั่วก็นัยตรงข้าม ดังนั้นขณะใกล้ตายจึงควรคิดแต่สิ่งดี
แต่ถ้าใครคิดที่จะไปทำดีเอาก่อนตาย ก็เรียกว่าประมาท

------------------------------------------------------------------------------

หากท่านใดสนใจอ่านธรรมะบรรยายนี้ โปรดคลิ๊กดูได้ที่
http://www.ybat.org/download/jitdung.pdf

สาธุ............ ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ศึกษาและปฏิบัติธรรมครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร