วันเวลาปัจจุบัน 21 เม.ย. 2021, 23:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 01:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 13:35
โพสต์: 355

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เห็นกายไม่ใช่เรา เห็นจิตไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะที่ใช่เรา


นี่เป็นปริศนาธรรมสูงสุดทีเดียว บทความนี้คงจะขัดแย้งกับความคิดของคนส่วนมาก ที่เรียนทางดานปริยัติ ทำให้ความเข้าใจของท่านแตกต่างจากผมมาก ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นกาย? อะไรเป็นจิต?

กาย = ขันธ์ 5(รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์)

กาย = ร่างกาย(ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) ความคิด ความจำ ความรู้สึกสุขทุกข์ ความรัก ความเจ็บปวด ความรู้สึกประสาททั้ง 6 ในร่างกาย (วิญญาณขันธ์)

จิต = อทิสมานกาย หรือกายทิพย์ หรือวิญญาณธาตุ หรือเปรต สัมภเวสี เทวดา พรหม ฯลฯ

จิตซ่อนอยู่ในกาย และจิตเป็นผู้บังคับกายให้ทำงาน โดยจิตหรือวิญญาณธาตุ พอมันเข้าไปในร่างทารกแรกเกิด จิตหรือวิญญาณธาตุตัวนี้ มันได้สร้างวิญญาณขันธ์หรือนามขึ้นมาให้ทำงานร่วมกับรูป พระพุทธองค์จึงเรียกว่า "นามรูป"

พอเราตายลง กาย(ขันธ์ 5)นั้นตายหรือดับไป แต่ไอ้ตัวที่ไม่ตายคือจิต(อทิสมานกาย, กายทิพย์, วิญญาณธาตุ มันได้ออกจากกายหรือขันธ์ 5 ของมนุษย์ ไปชดใช้เวรกรรมในปรโลก

พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อเราตาย วิญญาณ(จิต)ของเรา จะออกจากร่างหรือกายเก่า ไปสู่ร่างหรือกายใหม่ เหมือนกับเราถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าสวมชุดใหม่ เสื้อผ้านี้ = กาย นั่นเอง จิตทำดีมามาก ก็ได้กายใหม่เป็นนางฟ้าเทวดา หรือพรหม ทำชั่วก็ได้กายใหม่เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่ ก็ได้กายตามผลบุญผลกรรมที่ทำมา

แล้วอะไรล่ะที่ใช่เรา

ในเมื่อกายก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา พึงระลึกว่า กายและจิตที่ไม่ใช่เรานั้นเป็นกายและจิตภายนอกเท่านั้น เพราะมันเป็นอนัตตา มันจึงไม่ใช่เรา แต่มันมีกายและจิตที่อยู่ภายในสุดด้วย ในสติปัฏฐาน 4 พระพุทธองค์เรียกว่า กายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม ตัวนี้แหละที่เป็นตัวเรา เป็นอัตตาของเรา เป็นสิ่งที่เที่ยง เป็นอมตะ ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเจ็บตาย

(บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓)

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 21:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"



อัตตาที่พึ่งเกาะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 22:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2008, 09:18
โพสต์: 635

อายุ: 0
ที่อยู่: กองทุกข์

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
"ผู้ที่ฝึกจิต ย่อมนำความสุขมาให้"
คิดเท่าไหรก็ไม่รู้ หยุดคิดจึงจะรู้

http://www.luangta.com
รูปภาพ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 22:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


คนดีที่โลกลืม เขียน:
เห็นกายไม่ใช่เรา เห็นจิตไม่ใช่เรา แล้วอะไรล่ะที่ใช่เรา


นี่เป็นปริศนาธรรมสูงสุดทีเดียว บทความนี้คงจะขัดแย้งกับความคิดของคนส่วนมาก ที่เรียนทางดานปริยัติ ทำให้ความเข้าใจของท่านแตกต่างจากผมมาก ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่า อะไรเป็นกาย? อะไรเป็นจิต?

กาย = ขันธ์ 5(รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์)

กาย = ร่างกาย(ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) ความคิด ความจำ ความรู้สึกสุขทุกข์ ความรัก ความเจ็บปวด ความรู้สึกประสาททั้ง 6 ในร่างกาย (วิญญาณขันธ์)

จิต = อทิสมานกาย หรือกายทิพย์ หรือวิญญาณธาตุ หรือเปรต สัมภเวสี เทวดา พรหม ฯลฯ

จิตซ่อนอยู่ในกาย และจิตเป็นผู้บังคับกายให้ทำงาน โดยจิตหรือวิญญาณธาตุ พอมันเข้าไปในร่างทารกแรกเกิด จิตหรือวิญญาณธาตุตัวนี้ มันได้สร้างวิญญาณขันธ์หรือนามขึ้นมาให้ทำงานร่วมกับรูป พระพุทธองค์จึงเรียกว่า "นามรูป"

พอเราตายลง กาย(ขันธ์ 5)นั้นตายหรือดับไป แต่ไอ้ตัวที่ไม่ตายคือจิต(อทิสมานกาย, กายทิพย์, วิญญาณธาตุ มันได้ออกจากกายหรือขันธ์ 5 ของมนุษย์ ไปชดใช้เวรกรรมในปรโลก

พูดอีกนัยหนึ่ง เมื่อเราตาย วิญญาณ(จิต)ของเรา จะออกจากร่างหรือกายเก่า ไปสู่ร่างหรือกายใหม่ เหมือนกับเราถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าสวมชุดใหม่ เสื้อผ้านี้ = กาย นั่นเอง จิตทำดีมามาก ก็ได้กายใหม่เป็นนางฟ้าเทวดา หรือพรหม ทำชั่วก็ได้กายใหม่เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก ถ้าเกิดมาเป็นมนุษย์ใหม่ ก็ได้กายตามผลบุญผลกรรมที่ทำมา

แล้วอะไรล่ะที่ใช่เรา

ในเมื่อกายก็ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา พึงระลึกว่า กายและจิตที่ไม่ใช่เรานั้นเป็นกายและจิตภายนอกเท่านั้น เพราะมันเป็นอนัตตา มันจึงไม่ใช่เรา แต่มันมีกายและจิตที่อยู่ภายในสุดด้วย ในสติปัฏฐาน 4 พระพุทธองค์เรียกว่า กายในกาย จิตในจิต ธรรมในธรรม ตัวนี้แหละที่เป็นตัวเรา เป็นอัตตาของเรา เป็นสิ่งที่เที่ยง เป็นอมตะ ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเจ็บตาย

(บาลี มหา.ที. ๑๐/๑๑๘ /๙๓) (บาลี มหาวาร สํ. ๑๙/๒๐๕/ ๗๑๒-๓)

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"





ทำไมนำมาปนเปกันไปหมดเลยคะ พระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า


"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"


ตรงนี้หมายถึง อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
คือ เป็นผู้ที่มีที่พึ่งแห่งตนแล้ว ได้แก่ สติ สัมปชัญญะค่ะ หมายถึงแบบนี้

หมายถึงว่า ให้เรามีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ไปพึ่งสิ่งต่างๆนอกตัว

ขันธ์ 5 ก็ส่วนขันธ์ 5 นั่นเป็นเรื่องของรูป,นาม คนละเรื่องกันเลยนะคะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 08 เม.ย. 2010, 22:29, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 22:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 07 เม.ย. 2010, 21:37
โพสต์: 54

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


enlighted เขียน:
"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"



อัตตาที่พึ่งเกาะ


:b17: :b17: :b17:

เหมือนกาฝาก ที่เกาะอยู่บนไม้ใหญ่เลย :b20:

เฉิ่ม เข้าใจสิ่งที่ท่านหมายความ ผิดไปรึเปล่าคะ

ถ้าผิดพลาดไม่สมบูรณ์อย่างไร ชี้แนะ เฉิ่มด้วย... :b20: :b20:


แก้ไขล่าสุดโดย Kamonchanok เมื่อ 09 เม.ย. 2010, 18:17, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 23:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 13:35
โพสต์: 355

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


walaiporn เขียน:


1. ทำไมนำมาปนเปกันไปหมดเลยคะ พระพุทธพจน์ที่ตรัสไว้ว่า
1.

"อานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ตามเห็นซึ่ง กายในกาย มีความเพียร มีสัมปชัญญะ... มีสติ.... เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรม ฯลฯ

อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"


2. ตรงนี้หมายถึง อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
คือ เป็นผู้ที่มีที่พึ่งแห่งตนแล้ว ได้แก่ สติ สัมปชัญญะค่ะ หมายถึงแบบนี้

หมายถึงว่า ให้เรามีสติ สัมปชัญญะเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่ไปพึ่งสิ่งต่างๆนอกตัว

ขันธ์ 5 ก็ส่วนขันธ์ 5 นั่นเป็นเรื่องของรูป,นาม คนละเรื่องกันเลยนะคะ


1. พระพุทธเจ้าไม่ได้นำมาปนกันครับ คุณตีความไม่ออกเอง เลยไม่รู้ว่า คุณมีกายในที่เป็นแก่น เป็นพุทธะ ที่เรียกว่า กายธรรม หรือ ธรรมกายอยู่

2. "อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน" ผู้ที่ไม่รู้เรื่อง ก็ตีความแบบไม่รู้เรื่อง แล้วเอามาบอกคุณให้เชื่อตาม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 00:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว



งั้นหรือคุณพล
ตามสบายนะคะ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 00:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 13:35
โพสต์: 355

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กายมี 3 กาย
1. กายเนื้อ = ขันธ์ 5
2. กายทิพย์ = จิต หรือกายทิพย์ หรือ อทิสมานกาย
3. กายธรรม = ธรรมกาย หรือ อายตนะนิพพาน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 21:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2010, 15:07
โพสต์: 313

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b22: เกาะอัตตาไว้ให้แน่นๆ นะน้อง :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 เม.ย. 2010, 22:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2010, 13:35
โพสต์: 355

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


noohmairu เขียน:
:b22: เกาะอัตตาไว้ให้แน่นๆ นะน้อง :b4:


เกาะอัตตาไว้แน่น ย่อมไม่มีทางห็นอัตตาแท้จริง เห็นแต่อัตตาทิฏฐิ หรืออัตตาอุปทาน
เมื่อไม่เกาะอัตตาทิฏฐิ ย่อมเห็นอนัตตา เมื่อเห็นอนัตตา สุดท้ายก็เห็นอัตตาแท้จริง

ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน (อัตตา)ของเรา = อนัตตลักขณสูตร

หมายความว่า ก็สิ่งใดเที่ยง ไม่เป็นทุกข์ ไม่มีความแปรปรวรนเป็นธรรมดา ต้องเห็นตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตน (อัตตา)ของเรา

"อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"

"....อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"


พระพุทธองค์ตรัสเองว่า ให้เกาะอัตตาเป็นที่พึ่งแห่งตนไว้ให้แน่นๆ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นที่พึ่งไม่ใช่หรือ


แก้ไขล่าสุดโดย คนดีที่โลกลืม เมื่อ 09 เม.ย. 2010, 22:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 เม.ย. 2010, 00:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


กุ้มใจแทนตานี้จริง ๆ ..ตาคุณคนดีฯ เอ๋ย.. :b16: :b16:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 เม.ย. 2010, 09:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


"อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"

"....อานนท์ อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า มี อัตตา เป็นเกาะ มี อัตตา เป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ไม่มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง"

พระพุทธองค์ตรัสเองว่า ให้เกาะอัตตาเป็นที่พึ่งแห่งตนไว้ให้แน่นๆ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นที่พึ่งไม่ใช่หรือ



ไตรสรณะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 เม.ย. 2010, 13:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 เม.ย. 2010, 11:19
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กายก็เรา จิตก็เรา แต่ไม่ใช่เรา แต่เป็นเรา แต่ไม่ใช่เรา
ตรงไม่ใช่เรานี้หละสำคัญว่าเพราะเหตุใดจึงว่าไม่ใช่เราแล้วผลของการรู้ว่าไม่ใช่เรานี้ มีหรือไม่มี ถ้าผลของการรู้ว่าไม่ใช่เรามีผลที่เกิดนั้นจะทำให้ผู้เห็นเกิดความรู้สึกที่ไม่ธรรมดา...

เหตุผลของการเห็นว่า กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรานี้ในแต่ละคนอาจไม่เหมือนกันคือไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องตรงตำรา เพราะธรรมะเป็นปัจจัตตัง รู้เฉพาะตน แต่ผลของการเห็นนั้นเหมือนกันทั้งหมดคือ รู้ชัดว่าไม่ใช่เรา

มีเรา แต่ไม่ใช่เราเพราะ...แต่มีเราเพราะ...
cool


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 เม.ย. 2010, 14:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 พ.ย. 2009, 18:14
โพสต์: 435

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




untitled.bmp
untitled.bmp [ 24.1 KiB | เปิดดู 3032 ครั้ง ]
กบนอกกะลา เขียน:
กุ้มใจแทนตานี้จริง ๆ ..ตาคุณคนดีฯ เอ๋ย.. :b16: :b16:


:b32: :b32: :b32: ต่างคน...ต่างกลุ้มใจ...ต่างอัตตา... :b13: :b13: :b13:

.....................................................
สรุปคำสอนของสมเด็จองค์ปฐม
"ท่านทั้งหลาย การหลบหลีกไม่ต้องตกอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น เป็นของ ไม่ยาก
1. ขอทุกท่านจงอย่าลืมความตาย จงคิดว่าความตาย อาจจะมีกับเราเดี๋ยวนี้ไว้เสมอๆ
2. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ด้วยศรัทธาแท้ (ด้วยความจริงใจ)
3. มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ และ
4. เป็นกรณีพิเศษ ปฏิเสธการเกิดเป็นมนุษย์ เทวดา นางฟ้า และพรหม ในชาติต่อไป ทุกท่านเห็นนิพพาน แล้วตั้งใจไปพระนิพพานได้ในที่สุด"
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 เม.ย. 2010, 17:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 เม.ย. 2010, 19:23
โพสต์: 8

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


382 อัตตาที่เป็นอมตะมีหรือไม่

ปัญหา ในตัวเรานี้ มีอัตตาที่เป็นอมตะ เที่ยงแท้ถาวรหรือไม่ ?

พระอานนท์ตอบ “ดูก่อนท่านอุทายี บุรุษต้องการแก่นไม้ เที่ยวเสาะแสวงหาแก่นไม้ ถือเอาขวานอันคมเข้าไปสู่ป่า พบต้นกล้วยใหญ่ มีลำต้นทรงยังใหม่ ไม่รุงรังในป่านั้น พึงตัดที่โคนต้นแล้วตัดที่ปลาย ครั้นแล้วลอกกาบออก แม้กระพี้ที่ต้นกล้วยนั้นก็ไม่พบที่ไหนจะพบแก่นได้ฉันใด ดูก่อนท่านอุทายี ภิกษุจะพิจารณาหาตัวตนหรือสิ่งที่เป็นตัวตน หรือสิ่งที่เนื่องด้วยตนในผัสสายตะ ๖ ไม่ได้ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อเล็งเห็นอยู่อย่างนี้ ก็ไม่ยึดถือสิ่งใดในโลก เมื่อไม่ยึดถือก็ไม่ดิ้นรน เมื่อไม่ดิ้นรน ก็ปรินิพพานโดยแท้”


อุทายีสูตร สฬา. สํ. (๓๐๒)
ตบ. ๑๘ : ๒๐๙-๒๑๐ ตท. ๑๘ : ๒๐๒
ตอ. K.S. ๔ : ๑๐๔


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 19 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 10 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร