วันเวลาปัจจุบัน 27 พ.ย. 2020, 16:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 09:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3969


 ข้อมูลส่วนตัว


พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 711

๑. ปฐมนิพพานสูตร ว่าด้วยอายตนะ คือ นิพพาน

[๑๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม

ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ก็สมัยนั้นแล พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลายเห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ

ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยนิพพาน ก็ภิกษุเหล่านั้นกระทำ

ให้มั่น มนสิการแล้วน้อมนึกธรรมีกถาด้วยจิตทั้งปวงแล้ว เงี่ยโสตลงฟัง

ธรรม ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว จึง

ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน

น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจาย-

ตนะ อากิญจัญญายตนะ โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์

และพระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้น

ว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการ

จุติ เป็นการอุปบัติ อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้

มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้ นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์.

จบปฐมนิพพานสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อุทาน เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 723

ข้อความบางตอนจาก.. ตติยนิพพานสูตรที่ ๓

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติไม่เกิดแล้ว ไม่

เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว ปรุงแต่งไม่ได้

แล้ว มีอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว

เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำไม่ได้แล้ว ปรุง

แต่งไม่ได้แล้ว จักไม่ได้มีแล้วไซร้ การสลัดออกซึ่งธรรม-

ชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำแล้ว ปรุงแต่ง

แล้ว จะไม่พึงปรากฏในโลกนี้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ก็เพราะธรรมชาติอันไม่เกิดแล้ว ไม่เป็นแล้ว อันปัจจัย

กระทำไม่ได้แล้วปรุงแต่งไม่ได้แล้ว มีอยู่ ฉะนั้น การ

สลัดออกซึ่งธรรมชาติที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว อันปัจจัยกระทำ

แล้วปรุงแต่งแล้วจึงปรากฏ.



จบตติยนิพพานสูตรที่ ๓

เบื้องต้นควรทราบว่า อายุของรูป ๑ ขณะ มีอายุเท่ากับอายุของจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ

รูปที่เกิดขึ้นและกระทบทางปัญจทวารก่อนวิถีจิตทางปัญจทวารจะเกิดขึ้น ๓ ขณะจิต

จากนั้นวิถีทางปัญจทวารจึงเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้น ๑๔ ขณะ เมื่อรวมขณะจิตทั้งหมด

๑๗ ขณะ เท่ากับอายุของรูปเกิดดับ ๑ ขณะ จากนั้นวิถีจิตทางมโนทวารเกิดขึ้นรูปนั้น

ทันที โดยอายุของรูปชื่อว่าดับไปแล้ว แต่ด้วยความรวดเร็วของจิตที่เกิดสืบต่อนั้น

ชื่อว่ามีรูปปรมัตถ์ที่เพิ่งดับไปนั้นเป็นอารมณ์ครับ



ก่อนอื่นต้องทราบก่อนนะครับว่า อารมณ์ของวิถีจิตทางปัญจทวารเป็นปรมัตถ์

เพียงอย่างเดียว ส่วนอารมณ์ทางมโทวาร มีทั้งปรมัตถ์และบัญญัติ มโนทวาร

วิถีที่รู้อารมณ์ต่อจากทางปัญจทวารวาระแรกมีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ ส่วนวาระ

หลังๆ มีบัญญัติเป็นอารมณ์ ครับ

เมื่อวิถีจิตทางปัญจทวาร (ทวารหนึ่งทวารใด) ดับหมดแล้ว ภวังคจิต

เกิดคั่นหลายขณะแล้ว มโนทวารวิถีจิตก็เกิดสืบต่อ มโนทวารวิถีจิตวาระแรกมี

อารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดใน ๕ อารมณ์ที่เพิ่งดับไปทางปัญจทวารนั่นเองเป็น

อารมณ์ มโนทวารวิถีจิตวาระแรกที่เกิดต่อจากปัญจทวารวิถีจิตนั้น ยัง

ไม่มีบัญญัติเป็นอารมณ์
มโนทวารวิถีจิตแต่ละวาระมีวิถีจิต ๒ หรือ ๓ วิถีจิต คือ มโนทวา-

ราวัชชนวิถีจิต ๑ ขณะ ชวนวิถีจิต ๗ ขณะ ตทาลัมพนวิถีจิต ๒ ขณะ (บาง

วาระก็ไม่มีตทาลัมพนวิถีจิต) เมื่อมโนทวารวิถีจิตวาระที่ ๑ ดับไปแล้ว ภวังคจิต

ก็เกิดคั่นหลายขณะ แล้วมโนทวารวิถีจิตวาระที่ ๒ ก็เกิดต่อมีบัญญัติคือ รูปร่าง

สัณฐานของอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดใน ๕ อารมณ์นั้นเป็นอารมณ์ เมื่อมโนทวาร

วิถีจิตวาระที่ ๒ ดับไปแล้วภวังคจิตก็เกิดคั่น แล้วมโนทวารวิถีจิตวาระต่อๆ ไปก็

เกิดขึ้นมีอรรถ คือ ความหมาย หรือคำต่างๆ เป็นอารมณ์ทีละวาระโดยมีภวังคจิต

เกิดคั่น ขณะที่รู้ว่าเป็นคน เป็นวัตถุ เป็นสิ่งต่างๆ ขณะนั้นจิตรู้บัญญัติ ไม่ใช่รู้

ปรมัตถอารมณ์ ปรมัตถอารมณ์ที่ปรากฏทางตาเป็นสีสัณวัณณะต่างๆ เท่านั้น แต่

ขณะที่มโนทวารวิถีจิตรู้ว่าเป็นสัตว์ บุคคล วัตถุ สิ่งต่างๆ ขณะนั้นมโนทวารวิถี

จิตมีบัญญัติเป็นอารมณ์ จึงรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

ฉะนั้น พระธรรมที่ว่า ปรมัตถธรรมไม่ใช่บัญญัติ ก็เพราะปรมัตถ-

ธรรมเป็นสภาพธรรมที่มีจริง แม้จะไม่ใช้คำบัญญัติใดๆ เรียกปรมัตถธรรมเลย

สภาพธรรมที่เกิดขึ้นนั้นก็มีลักษณะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ส่วนบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ-

ธรรม เพราะไม่ใช่สภาพธรรมที่มีจริง และที่ชื่อว่า ปญฺญตฺติ เพราะให้รู้ได้โดย

ประการนั้น ๆ

วิถีจิตทางปัญจทวาร มี ๗ วิถี คือ


.


อาวัชชนวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๑

และถ้าเป็นทางปัญจทวาร คือ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็คือ


ทวิปัญจวิญญาณจิต

ดวงหนึ่งดวงใด ทางปัญจทวาร เป็นวิถีจิตที่ ๒


ได้แก่


จักขุวิญญาณ

โสตวิญญาณ

ฆานวิญญาณ

ชิวหาวิญญาณ

กายวิญญาณ



แล้วแต่ว่าอารมณ์ที่ปรากฏ

ที่กระทบปสาทนั้นๆ เป็นอารมณ์อะไร.



เมื่อวิถีจิตที่ ๒ ดับไปแล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดวิถีจิตต่อไป คือ

สัมปฏิจฉันนจิต เป็นวิถีจิตที่ ๓

ทำกิจรับอารมณ์ต่อจากวิญญาณจิตที่ดับไป.



สันตีรณจิต เป็นวิถีจิตที่ ๔

ทำกิจพิจารณาอารมณ์นั้นๆ แล้วดับไป.



โวฏฐัพพนวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๕

กระทำกิจ กำหนดอารมณ์ที่ปรากฏ

เพื่อกุศลจิต หรือ อกุศลจิต ที่จะเกิดในวิถีจิตต่อไป.


(ต่อไป)...คือ ชวนวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๖


.



"ชวนะ" โดยศัพท์แปลว่า "ไปอย่างเร็ว"

หรือจะใช้คำว่า "แล่นไปในอารมณ์" ก็ได้


ชววิถีจิต เป็นกุศลจิต ก็ได้ เป็นอกุศลจิต ก็ได้

สำหรับ...ผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์.


แต่ผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้ว

ดับกุศลจิต และ อกุศลจิตได้แล้ว

จิตที่ทำ ชวนกิจ (ทั้งทางมโทวารและทางปัญทวาร)

สำหรับพระอรหันต์ คือ กิริยาจิต

กิริยาจิต...ไม่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิด วิบากจิต คือ ผลของกรรม.



.



ตทาลัมมณวิถีจิต หรือ ตทาลัมพณวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๗

จิตดวงนี้ ทำกิจรู้อารมณ์ ต่อจาก ชวนวิถีจิต

เหตุเพราะว่า อารมณ์ของชวนวิถีจิต ยังไม่ดับไป

คือ ถ้านับอายุของรูป ๆ หนึ่ง ที่กระทบกับทวาร

รูป ซึ่งมีอายุ ๑๗ ขณะจิต หมายถึง


ตั้งแต่อตีตภวังค์ เป็นขณะจิตที่ ๑

ภวังคจลลนจิต เป็นขณะจิตที่ ๒

ภวังคุปัจเฉทจิต เป็นขณะจิตที่ ๓

อาวัชชนจิต เป็นขณะจิตที่ ๔

ทวิปัญจวิญญาณจิต เป็นขณะจิตที่ ๕

สัมปฏิจฉันนจิต เป็นขณะจิตที่ ๖

สันตีรณจิต เป็นขณะจิตที่ ๗

โวฏฐัพพนจิต เป็นขณะจิตที่ ๘

ชวนจิต ๗ ขณะ เป็นขณะจิตที่ ๙-๑๕

ตทาลัมพณวิถีจิต เป็นขณจิตที่ ๑๖-๑๗



( รูปที่กระทบปสาท ทางทวารใดทวารหนึ่ง ๑ ครั้ง

จึงมีอายุเท่ากับจิต ๑๗ ขณะจิต ดังนี้ )


.



วิสัยของผู้ที่เป็น "กามบุคคล"

เวลาที่ได้รับอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

แล้วรูปนั้นยังไม่ดับไป

ก็เป็นปัจจัยให้ วิบากจิต คือ ตทาลัมพณวิถีจิต

เกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นๆต่ออีก ๒ ขณะจิต

แล้วจึงจบวิถีจิตทางปัญจทวาร


(ทั้งหมดนี้ คือ การเกิดขึ้นของวิถีจิต ๗ วิถีจิต ทางปัญจทวาร

และอายุของรูป ๆ หนึ่ง ที่ตั้งอยู่เท่ากับ ๑๗ ขณะจิต แล้วจึงดับไป)



.



หลังจากนั้น...ก็เป็น ภวังคจิต ต่อไป...

จนกว่า วิถีจิตต่อไปจะเกิดขึ้น.


ซึ่งอย่าลืมนะคะ ว่าขณะใดที่เป็นภวังคจิตนั้น โลกนี้จะไม่ปรากฏ

ความทรงจำ เกี่ยวกับเรื่องราวของบุคคลต่างๆ


และเหตุการณ์ต่างๆ ในโลกนี้ จะไม่ปรากฏเลย

ขณะที่เป็นภวังคจิต.




เช่น ขณะที่นอนหลับสนิท...

ไม่มีความรู้ ความจำเรื่องใดๆทั้งสิ้น เกี่ยวกับโลกนี้.


แล้วถ้า จุติจิต เกิด...ทำกิจเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้

ปฏิสนธิจิต จะเกิดต่อทันที

และ "วิถีจิตต่อไป" ก็จะเป็น "เรื่องราวของโลกอื่น"


.


เพราะฉะนั้น ก็ให้เห็น "ความเป็นไปของขณะจิต"

ว่า เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย.



.
.
.



(สำหรับทางมโนทวาร...คือ จิตที่รู้อารมณ์ทางใจ)


เมื่อ รูปใด รูปหนึ่ง

ที่กระทบกับวิญญาณจิตทางทวารใดทวารหนึ่งในปัญจทวาร ดับไปแล้ว

ภวังคจิตเกิดคั่น...ต่อจากนั้น มโนทวารวิถีจิต

คือ วิถีจิตทางมโนทวาร... ก็เกิดขึ้น

ทำกิจรู้อารมณ์เดียวกัน ของอารมณ์ที่ปรากฏทางปัญจทวารวิถีจิตที่เพิ่งดับไป.


สำหรับมโนทวารวิถีจิต

มีวิถีจิตไม่มากเท่ากับ วิถีจิตทางปัญจทวารวิถีจิต

เพราะว่า อารมณ์ที่ปรากฏนั้นๆไม่ได้กระทบกับปสาท...จึงไม่มีอตีตภวังค์

แต่ว่า ก่อนที่จิตจะมีการรำพึงถึงอารมณ์ ที่รับมาจากทางปัญจทวารวิถีจิต

ก็จะต้องมี ภวังคจลนจิต ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป

แล้ว ภวังคุปัจเฉทจิต ก็ต้องเกิดขึ้น แล้วดับไป

ต่อจากนั้น........มโนทวาราวัชชนจิต ก็เกิดขึ้น.



สำหรับจิตทางมโนทวารวิถีจิต คือ จิตที่ทำอาวัชชนกิจ มี ๑ ดวง

คือ มโนทวาราวัชชนจิต ทำกิจรำพึงถึงอารมณ์ ทางมโนทวาร

โดยไม่ต้องมีอารมณ์ใดๆ มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย.



ในชีวิตประจำวัน...

เวลาที่เกิดการนึกถึงเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ตาม

ขณะนั้นเกิดจากเหตุ คือ


มโนทวาราวัชชนจิต เกิดก่อน โดยเป็นวิถีจิตทางมโนทวาร

เป็นขณะจิตที่ ๑ ทางมโนทวาร.


ทำกิจรำพึงถึงอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง

และเมื่อ "จิตขณะนี้" ดับไปแล้ว

ก็เป็น "ชวนวิถีจิต" ซึ่ง เป็นวิถีจิตทางมโนทวาร

เป็นขณะจิตที่ ๒ ทางมโนทวาร.


สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์

จะนึกถึงอารมณ์นั้น ด้วยกุศลจิต หรือ อกุศลจิต

ถ้าเป็นอกุศลจิต เช่น โลภมูลจิต หรือ โทสมูลจิต

อกุศลจิตนั้นก็จะเกิดขึ้น และดับไป ๗ ขณะจิต.


ต่อจากนั้น...ถ้าเป็นอารมณ์ที่แรง

ตทาลัมพณจิตก็เกิดต่อ เป็นวิถีจิตทางมโนทวาร ขณะจิตที่ ๓


ฉะนั้น สำหรับทางมโนทวารวิถีจิต

จะมีวิถีจิตเกิดขึ้น ๓ วิถีจิต คือ


อาวัชชนวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๑

ชวนวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๒

ตทาลัมพณวิถีจิต เป็นวิถีจิตที่ ๓


เอาบุญมาฝากได้ถวายสังฆทาน
ได้อนุโมทนาบุญกับผู้ใส่บาตรตามถนนหนทาง กรวดน้ำอุทิศบุญ
เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน
รักษาศีล อาราธนาศีล เจริญวิปัสสนา ได้ปฏิบัติธรรม
ได้ถวายข้าวพระพุทธรูป สักการะพระธาตุ
ทำงานบ้านช่วยพ่อแม่ทุกวัน
และเจริญอาโปกสิน
ฟังธรรมศึกษาธรรม
ศึกษาการรักษาโรค
วันนี้มีงานบุญนิมนต์พระที่หมู่บ้านที่ศาลปู่ตามี
ผู้คนไปทำบุญทั้งหมู้บ้าน
และสร้างบารมีครบทั้ง 10 อย่าง ขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญร่วมบุญแกะสลักพระนอนบนหินทราย
โทร.089 8354072

ขอให้สรรพสัตว์ทั้ง 31 ภพภูมิจงบรรลุมรรคผลนิพพานเทอญ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 เม.ย. 2010, 14:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
:b8: ขออนุโมทนาในกุศลทั้งมวลค่ะ :b8:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 08:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาสาธุคร๊าบบ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร