วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 02:11  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 18:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 17:59
โพสต์: 3

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผมเป็นสมาชิกใหม่ครับ พอดีเจอบทความที่หน้าสนใจ เลยนำมาแบ่งปันให้อ่านกันครับ

-------------------------------------------------------------------------------------------



การปฏิบัติดูจิตจนถึงจิต
การดูจิตนับแต่เบื้องต้นจนสุดสายการปฏิบัติมีเพียงหลักเดียวคือมีสติสัมปชัญญะเห็นไตรลักษณ์ของจิตด้วยความไม่หวั่นไหว ทว่านับแต่เริ่มการปฏิบัติจิตจะดิ้นรนค้นคว้า แสวงหาธรรมไม่สิ้นสุด เพราะจิตไม่เข้าใจว่าธรรมตั้งอยู่ที่ใด จิตจึงมีปกติขวนขวายควานหาสภาวธรรมบ้าง จับจดกับสภาวธรรมบ้าง แก้ไขหรือรักษาสภาวธรรมบ้าง จิตจึงมักจับเอาสภาวธรรมหนึ่งๆมาเกาะเกี่ยวอยู่อย่างสะเปะสะปะเรื่อยๆไป ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องสำรวมจิตด้วยศีลและสมาธิ กล่าวคือหาฐานที่มั่นให้จิตเสียก่อน อาจเป็นคำบริกรรมบทใดก็ได้ เช่น พุทโธๆ เป็นต้น หรือใช้การอาการทางกาย เช่น ลมหายใจและอิริยาบถ เป็นต้น ผู้ปฏิบัติที่มีจริตน้อมเข้าสู่ความสงบประณีต อาจให้จิตดำรงในฐานจนมั่นคงคือรวมลงเป็นหนึ่ง มีกำลังตั้งมั่น และมีความอิ่มเต็มในตัวจนจิตเพียงพอ เมื่อจิตถอยออกจากความสงบแล้ว มีความไม่หวั่นไหวเป็นกำลังอยู่ ให้ออกเจริญปัญญา สังเกตความเปลี่ยนแปลงในจิตเรื่อยไป ความปรุงแต่ง การทำงานใดของจิตเกิดขึ้น ให้มีสติสัมปชัญญะกำชับเข้าไปไม่ให้ขาดเพื่อให้เห็นชัดว่าสภาวธรรมในจิตเป็นไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อจิตหมดกำลัง ให้น้อมเข้าสู่สมาธิธรรมใหม่และทำงานเข้า-ออกๆเช่นนี้ซ้ำๆเรื่อยๆไป หากจิตแนบอยู่กับสมาธิไม่ออกเจริญปัญญาหรือจิตน้อมเข้าสู่สมาธิเนื่องๆ ให้ยกข้อธรรมขึ้นพิจารณา เพื่อน้อมให้จิตออกทำงาน หรือถอยออกมาระลึกอยู่ที่กายนี้ให้ชัดแทน

สำหรับผู้ปฏิบัติที่จิตไม่สามารถเข้าสู่สมาธิละเอียดและไม่สามารถทำจิตให้พ้นนิวรณ์กิเลสได้ ให้ระลึกรู้ด้วยสติสัมปชัญญะถึงความเปลี่ยนแปลงในจิตเรื่อยๆโดยมีหลักมีฐานของคำบริกรรมหรืออาการทางกายกำกับไว้ไม่ให้ขาด ครั้นเมื่อจิตทำงานด้วยกิเลสนิวรณ์เป็นความมัวหมองในจิตขึ้นมา ให้ใช้สติสัมปชัญญะระลึกรู้เท่าทันนิวรณ์นั้น จิตจะแยกออกจากนิวรณ์และมีกำลังไม่หวั่นไหวชั่วขณะ จิตที่แยกจากนิวรณ์ได้นี้เป็นสมถธรรม แต่จิตที่ย้อนเข้ามาเห็นเท่าทันไตรลักษณ์ของสภาวธรรมนั้นเป็นการเจริญปัญญา เช่น เห็นชัดว่าทั้งนิวรณ์และจิตนั้นไม่ใช่ตัวตน จิตที่มีนิวรณ์อาศัยก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ฯลฯ แต่หากจิตหวั่นไหวปรุงแต่งไปตามแรงกิเลสนั้นจนไม่อาจมีสติสัมปชัญญะได้ ให้น้อมนำธรรมบทที่เป็นอริแก่กันมาแก้ไขให้สงบลงเป็นครั้งคราว เช่น เมื่อมีพยาบาทวิตกเกิดขึ้น จิตไม่มีกำลังของสติสัมปชัญญะรู้เท่าทัน ให้น้อมจิตพิจารณาถึงโทษของโทสะนั้นบ้าง พิจารณาถึงความตายบ้าง แผ่เมตตาบ้าง เป็นต้น เมื่อแก้อาการของจิตนั้นแล้ว ให้กำชับสติสัมปชัญญะเข้าไปที่จิตเช่นเดิม เมื่อถึงระยะหนึ่ง จิตจะพร้อมที่จะน้อมเข้าสู่ความสงบ จึงย้อนกลับมาทำสมถะให้เป็นกำลังแก่สติสัมปชัญญะอีกชั้นหนึ่ง

อนึ่งเมื่อจิตพ้นธรรมชาติที่หยาบและพบธรรมชาติที่ละเอียดกว่า มักสำคัญผิดว่าธรรมชาตินั้นเป็นที่พึ่งที่อาศัย จิตจะไม่สามารถพัฒนาไปต่อได้ ผู้ปฏิบัติต้องไม่ให้จิตหยุดที่สมถธรรมหรือเพียงสมาธิเท่านั้น แต่ต้องรู้เท่าทันด้วยสัมปชัญญะและมีความแยบคายไม่ให้จิตเกาะเกี่ยวสภาวธรรมใดเสมอๆ จิตที่มีกำลังไม่หวั่นไหวย่อมเห็นสภาวธรรมในจิตทุกชนิดแยกออกจากกัน แต่ทำงานสืบเนื่องกัน เช่น เมื่อสัญญาคือความจำได้หมายรู้เกิดขึ้น สังขารและเวทนาคือความปรุงแต่งของจิตจะทำงาน กิเลสจะย้อมจิตและเกิดความหวั่นไหว ยั่วเย้าให้กระทำกรรมทางใจและทางกายอื่นๆขึ้นมาอีก เป็นต้น แต่จิตที่กำลังไม่หวั่นไหวนั้นไม่เกาะเกี่ยวกับสภาวธรรมใดๆที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเห็นชัดว่าจิตที่เนื่องกับสภาวธรรมนั้นเกิด-ดับไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้จิตย่อมฉลาดว่าอะไรเป็นเหตุและลักษณะของสภาวธรรมและจิตที่มีสภาวธรรมนั้นอาศัย เกิดเป็นถิรสัญญาหรือความแม่นยำว่องไวในการรู้เท่าทันด้วยสัมปชัญญะ ย่อมฉลาดว่าอะไรเป็นคุณเป็นโทษของสภาวธรรมและจิตที่มีสภาวธรรมนั้นอาศัย เกิดเป็นหิริโอตัปปะ อินทรียสังวรศีลและสมาธิ ทั้งยังฉลาดว่าอะไรเป็นสัจธรรมของสภาวธรรมและจิตที่มีสภาวธรรมนั้นอาศัย เกิดเป็นปัญญา ไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวกับสภาวธรรม มีความเข้าใจอย่างชัดแจ้งขึ้นเป็นลำดับ สติสัมปชัญญะหรือความรู้สึกตัวแผ่กว้างขึ้นเป็นปฏิภาคกับกิเลสและความหลงซึ่งหดสั้นลง ยังศีลและสมาธิให้มั่นคงแนบเป็นเนื้อเดียวกับจิต ไม่ได้แยกจากกันอีก

เมื่อถึงขณะหนึ่งจิตที่ศีลและสมาธิแนบแน่นอยู่จะตื่นรู้อยู่ในจิตถึงสภาวธรรมต่างๆที่เกิดขึ้นและดับไปต่อเนื่องเป็นสาย รู้โดยเป็นธรรมชาติอยู่ รู้อยู่แต่ไม่ดิ้นรนรักษา จิตที่ฉลาดเพราะแม่นยำในสภาวะและมีปัญญาแน่นแฟ้นขึ้นทุกขณะๆ ว่าธรรมชาติใดๆที่ปรากฏแก่จิตมีความเสมอภาคแก่กันคือไม่เที่ยง คงทนอยู่ไม่ได้และไม่ใช่ตัวตน จิตจึงไม่เกาะเกี่ยวกับธรรมหยาบหรือละเอียดใดๆ การดูจิตเมื่อถึงจิตเพราะขันติและอุเบกขาเป็นตัวนำ ความเข้าใจจะเกิดมีขึ้นในชั่วขณะนั้น หากแต่ความเข้าใจนั้นไม่ใช่ธรรมอันพิเศษพิสดาร ธรรมนั้นเป็นเพียงการที่จิตเข้าใจความเป็นธรรมดานั้นถึงจิตถึงใจอย่างแท้จริงว่าธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในกายนี้ใจนี้ไม่ใช่ที่อาศัยของความเป็นตัวตนและนอกจากกายนี้ใจนี้ก็ไม่ได้มีธรรมชาติใดเป็นที่ตั้งของตัวตนอีก เมื่อความเข้าใจที่แท้จริงนี้ปรากฏแก่จิตเพราะย้อนเข้าถึงจิต จิตจะทิ้งความหลงผิดลงทันที มายาของตัวตนที่เคยยึดไว้ให้เป็นทุกข์ย่อมหมดไปสิ้นเชิง จิตจึงพบธรรมอันเป็นสุขและว่างจากตัวตนอีกอย่างหนึ่งเข้า ก่อนจะเห็นชัดได้ว่าธรรมเป็นอย่างนี้ ไม่มีความเข้าใจแท้จริงเกิดขึ้นแม้เพียงขณะเดียวที่ปฏิบัติดิ้นรนค้นคว้าอยู่ ต่อเมื่อความเข้าใจไล่ต้อนเข้ามาถึงจิต จนลงที่จิต ความเห็นผิดถึงหมดไป ธรรมบทใดที่กว้างขวางด้วยอรรถาธิบายของครูอาจารย์ได้รวมลงที่ความเข้าใจจนถึงจิตนี้เอง ไม่ใช่ที่อื่นใด

ที่มา http://www.meditation-watmahadhat.com/w ... -190-.html


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 18:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: เขียนดีครับ

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 19:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 เม.ย. 2010, 08:14
โพสต์: 829

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


อนุโมทนาคร๊าบ

จิตทำงานกระจ้อยร่อยไร้เีดียงสาจริงๆ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 เม.ย. 2010, 21:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 เม.ย. 2010, 15:07
โพสต์: 313

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดูจิตจนทิ้งจิต


อนุโมทนาสาธุจ้า
:b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร