วันเวลาปัจจุบัน 15 ส.ค. 2020, 21:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 58 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 21:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


จาก

suthee เขียน:
อริยะสัจจ์ ๔ ของจิต
จิต รู้เกิด-รู้ดับ เป็น สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้เกิด รู้ดับ เป็น ทุกข์
จิต รู้ไม่เกิด ไม่ดับเป็น มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้ไม่เกิด ไม่ดับ เป็น นิโรธความดับทุกข์
อริยะสัจจ์ ๔ ล้วนแล้วแต่เป็นแค่อาการของจิตทั้งนั้น จิตที่พ้นจากอริสัจจ์ ๔ จึงไม่มีอาการของสมมติใดๆทั้งสิ้น การไปการมา การตั้งอยู่หรือการดับไปของจิตจึงไม่มี สิ่ง ต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของสมมติทั้งสิ้น ที่กล่าวกันว่าจิตที่พ้นจากสมมติแล้วเป็นจิตดับความรู้ก็ดับด้วยนั้น เป็นความรู้ความเห็นของนักปฏิบัติธรรมประเภทสุ่มเดาต่อให้ด้นเดาต่อไปอีกนับกัปป์ นับกัลป์ไม่ถ้วนก็ไม่มีโอกาสพบพระนิพพานของจริง ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสเอาไว้ จิตที่พ้นจากอริยะสัจจ์ ๔ นั่นเองท่านให้ชื่อให้นามว่า พระนิพพาน ความจริงแล้วจะเรียกว่าอย่างไรก็ไม่มีปัญหาสำหรับจิตที่พ้นแล้วจากสมมติโดยประการทั้งปวง จิตเป็นอกาลิโกตลอดอนันตกาลท่านเรียกว่า จิต เป็นวิสังขาร สังขารไม่อาจปรุ่งแต่งจิตนั้นได้อีกต่อไป สิ่งใดก็ตามขึ้นชื่อว่าสมมติย่อมตกอยู่ภายใต้กฏอะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา จิตที่อยู่ภายใต้ความเกิดและความดับจึงเป็นจิตที่อยู่กับสมมติของกิเลสดีๆนี่เอง จิตประเภทนี้ย่อมอยู่กับความเกิด-ความดับตลอดอนันตกาลเหมือนกัน เป็นจิตที่อยู่กับความเกิด-ความตายนั่นเอง แล้วจะเสกให้เป็นพระนิพพานได้ยังไง ? ผู้ที่ปัญญาเท่านั้นไม่ไว้วางใจกับจิตประเภทนี้ ยกเว้นพวกที่มีปัญญาอ่อนหรือปัญญาหน่อมแน้มไปหน่อยเท่านั้นเอง จิตที่พ้นจากสมมติเป็นจิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆเป็นวิสุทธิจิต พ้นจากกฏอะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา ตลอดอนันตกาล เมื่อถึงที่สุดของจิตแล้วมันไม่มีชื่อเรียกด้วยซ้ำไป ที่กล่าวกันว่า สิ่งที่ไม่มีชื่อ ไม่มีฉายา ไม่มีการมา ไม่มีการไป ไม่มีการตั้งอยู่ และไม่มีการดับไป ไม่มีร่องรอยให้กล่าวถึง แต่มีอยู่จริง มันเป็นสันติสุขที่รุ่งเรืองและเร้นลับและมีอยู่อย่างสมบูรณ์ภายในจิตใจของทุกๆคนอยู่แล้ว นั่นแหละท่านเรียกว่าที่สุดแห่งทุกข์หรือพระนิพพานนั่นเอง พระนิพพานมีอยู่ตลอดกาล(อะกาลิโก)ไม่เลือกกาลเวลา ปฏิบัติเวลาใหนเห็นเวลานั้นไม่เลือกกาลเวลาและสถานที่ ภิกษุทั้งหลาย อายตนะอันไม่เกิดแล้ว อันปัจจัยไม่ทำแล้วไม่แต่งแล้วมีอยู่ (หมายถึงจิตหรือรู้ที่บริสุทธิ์ล้วนๆนั่นเองคืออายตนะนิพาน )
ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราไม่กลับมาเกิดอีกตลอตอนันตกาล

this nation is last our nation , we don't come back to are born again time stump
suthee


:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 21:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เจ้าบ้าน ก๊อป แปะ แต่ no comment
เช่นนั้น ก็เดินมาดู แล้วก็จากไป เอิ๊กๆๆ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 21:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เช่นนั้น เขียน:
เจ้าบ้าน ก๊อป แปะ แต่ no comment
เช่นนั้น ก็เดินมาดู แล้วก็จากไป เอิ๊กๆๆ


กำลังจะ comment หง่ะ ท่านเช่นนั้นมีกำลังนิ้วในการจิ้มดีดไวกว่า...หง่ะ

อิ อิ เลยลืมไปเลยยยย ว่าจะ comment อะไร...

คือ เสวนาแบบเบา ๆ หง่ะ....

เพราะเอกอน...เห็นว่า เป็นไงมาไง ไหง๋กลับตาลปัดไปได้เล่าท่าน...

อ้า...ใช่....เอกอนนึกออกแล้ว....

มันเป็น ทัศนะแบบ กลับตาลปัด อิ อิ
ไม่รู้ ตาลปัด หรือ ตาลปัตร อิ อิ แบบว่าเอกอนเกือบตกภาษาไทยทุกเทอม... :b9:
แต่ได้ภาษาอังกฤษเกรด 4 อิ อิ น่าตีบบบบออกนอกประเทศ...เน๊อะ...

คือ...จะมีอยู่บ้าง ที่เอกอนเองก็เคยอ่านเจอ
ลักษณะ ความรู้ที่เข้ามาแบบ กลับขั้ว กลับข้างเช่นนี้
และ เท่าที่เคยอ่าน ๆ ประสพการณ์ของพระปฏิบัติ ก็เคยได้ยินเรื่องเล่าในลักษณะนี้บ้าง
และ ก็เคยอ่านเจอใน concept ของนักเขียนท่านหนึ่ง

ซึ่งมาอ่านเจอ ความเห็นของท่านสุธีอีก
ทำให้เอกอน สนใจขึ้นมา...หง่ะ... :b12:

เอกอน comment ง่าย ๆ ไม่ยากหรอก

"เป็นไงมาไงเล่าท่าน จึงได้เป็นเช่นนี้" :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 21:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 เม.ย. 2010, 09:39
โพสต์: 219

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b32:

.....................................................
.................................................ธ ทรงครองแผ่นดินโดยทศพิธราชธรรม
........................................................พระปฐมบรมราชโองการว่า
.......................“ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม “

........................ขอพ่อเจ้าอยู่หัว ทรงพระเจริญ มีพระชนย์มายุ ยิ่งยืนนาน พระพุทธเจ้าข้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 21:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผงธุลีดิน เขียน:
:b32:


ผง ผง เดี๋ยวเตอะ ...

เดี๋ยวเอกอนเอาหนังติ๊กไล่ยิงก้นหรอก...

ไม่ลอยหน้ายิ้ม ก็หัวเราะคิก คิก ...

....


:b12:


เดี๋ยวคอยดูสิ่ พ่อตับหวาน อีกคน...
ดีนะ...ช่วงนี้เงียบ ๆ ไป ไม่เอางูเขียวมาแกล้งเอกอน...
ไม่เอา ไม่พูดถึง เดี๋ยวโผล่.....


:b6:


แก้ไขล่าสุดโดย เอรากอน เมื่อ 05 ก.ย. 2010, 21:58, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ก.ย. 2010, 22:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b6: ยังไม่มีใครมาเล่นกะเอกอนเลยยยย :b2:

อิ อิ ตั้ง comment ใหม่ก็ได้...

จิต รู้เกิด-รู้ดับ เป็น สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้เกิด รู้ดับ เป็น ทุกข์
จิต รู้ไม่เกิด ไม่ดับเป็น มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้ไม่เกิด ไม่ดับ เป็น นิโรธความดับทุกข์


ตรงนี้ ท่านสุธี ท่านพี่เช่นนั้น... หง่ะ....
ตรงนี้ ตรงนี้ ตรงที่ขีดเส้นใต้เอาไว้...หง่ะ

วางผิด วางถูก ลงก่อน... นะคะ...
เอกอนอยาก...ยลทัศนะ...


ซึ่งจริง ๆ ตรงนี้ มันจะมีทัศนะที่มีความหมายใกล้กันอยู่
กับการกล่าวถึง จิตเกิดดับเป็นดวง ๆ ต่อเนื่องกัน
ตรงนั้น ตัดไป เพราะภาษามันใช้คำ ๆ เดียวกัน...
แต่...การกล่าวถึงจิตในมุมนั้น
กับการกล่าวถึงในมุมนี้ มันคนละประเด็นกัน...

เพราะจิต เกิด-ดับ ในประเด็นนั้น มันเป็นสิ่งขมุกขมัว :b12: หมุกมัว

แต่จิตที่แสดงตามทัศนะนี้ มันเป็นจิตที่เหนือไปจากการปนเปื้อนแล้ว :b12:

อิ อิ ท่านพี่เช่นนั้น เริ่มเกาหัวแกรก ๆ อิ อิ :b9:
ก็...เอกอนถนัดใช้คำว่า ปนเปื้อน มากว่าคำว่า อวิชา นี่... :b9:

มันเป็นจิตที่ต้องเห็น การเกิดขึ้น และ ดับไป จนนนนน....
:b6: ....จนนนนน....ก็คือ....ไม่รวยยยย.... :b12: อิ อิ
แหง๋วววว.... อิ อิ
(น่าไล่เตะ... :b9: อิ อิ ก็เก็กงามไม่เป็นนี่...)

คือ...มันต้องเห็นจน คลาย คลาย คลาย
คลายยยย....????
อยากรู้...ตรงที่ตอนคลาย คลาย คลาย หง่ะ...


:b9:

คือ..เอกอนเข้าใจว่า...การคลาย แล้วประจักษ์ กับการน้อมไปเห็นนี่ ไม่เหมือนกันอีกนะ
การน้อมนี่ เอกอนมองเหมือน กับการต้องพยายามกระตุกว่าวให้ติดลมบน
ว่าวมันจะเคลื่อนที่ไปตามการบังคับ ก็คือ น้อมไปเห็นในสิ่งที่เชื่อ
แต่คลายนี่...คือ เมื่อว่าวมันติดลมบนแล้ววววว...
การเห็นจะเป็นการเห็น...ไปตามธรรมชาติของแรงลมมมมมมม...

อิ อิ ว่าแต่...ว่าวอะไรลอยได้สูงที่สุด จุฬา หรือ ปักเป้า... ??? :b12:
แล้ว...จริง ๆ มันมีว่าวกี่ประเภท.... :b12: อิ อิ


แก้ไขล่าสุดโดย เอรากอน เมื่อ 05 ก.ย. 2010, 22:53, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:02 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


พยายามจะมองผิดให้เป็นถูก..หรืองัยเอกอน :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แต่..ก็ทำได้นะ :b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:10 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


แค่..วางจิตในแง่ของดวง ๆ ทั้ง ร้อยกว่าดวง..ลงก่อน
แล้วมาดูแค่ 4..เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แล้วรู้มั้ย..ทั้ง 4 นี้ ทำงานโดยมีเป้าหมายอย่างไร??
:b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
แต่..ก็ทำได้นะ :b32: :b32:


อิ อิ ท่านอ๊บซ์ อ๊บซ์ มาเล่นกับเอกอน แร๊ววววว...

ไม่ใช่ มองผิดเป็นถูก... หรือ มองถูกเป็นผิด...

คือจริง ๆ ก็มีอยู่ที่เอกอนก็เคยมีทัศนะเกิดประมาณนี้ล่ะ
คือ... กลับตาลปัตร

ก็คือ...ก็เดินมาดี ๆ อยู่ ๆ มัน uturn เฉย... เหมือน พลิกไข่เจียว...เลย
เหมือน การดูหนังแบบถอยหลัง ...
เป็น มุมมองที่มองจากอีกทบหนึ่งที่เป็นด้านกลับ...

ก็ยังคิดอยู่ว่า เราคงจะประสาทกลับ... อิ อิ
ก็เลย ไม่ได้คิดอะไร ไงท่าน อ๊บซ์ อ๊บซ์

แต่นี่ เอกอนก็มาเจอ...ท่านสุธี เอกอนก็เลยฉุกคิดถึงเหตุการณ์นั้นขึ้นมา...

:b1:

รอคำชี้แจง...จากผู้ที่มีความเข้าใจ...ดีกว่า เพราะเอกอนก็ ไม่รู้...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กบนอกกะลา เขียน:
แค่..วางจิตในแง่ของดวง ๆ ทั้ง ร้อยกว่าดวง..ลงก่อน
แล้วมาดูแค่ 4..เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

แล้วรู้มั้ย..ทั้ง 4 นี้ ทำงานโดยมีเป้าหมายอย่างไร??
:b12: :b12:


มี ก. ข. ค. ง. มั๊ย...

:b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้..ไปพบของดี..ที่ปราจีณ
วัดนี้ไม่เคยไปมาก่อน..
เจ้าอาวาสก็ไม่เคยเห็น..

เจอปุ๊ปก็ชวนไปนิพพานปั๊ป... :b12:

มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1
กายมี3 ร่างกาย1..ขันธ์5 1..จิต1.. :b16: :b16:
มาแบบไหนละนี้...งงมั้ย??..กบไม่งง :b12: :b12:

(ไม่รู้จะงงอะไร :b22: :b22: )


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 09:34
โพสต์: 1478

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


555555


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ค. 2008, 21:56
โพสต์: 3924

ชื่อเล่น: เช่นนั้น
อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
จิต รู้เกิด-รู้ดับ เป็น สมุทัย เหตุให้เกิดทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้เกิด รู้ดับ เป็น ทุกข์
จิต รู้ไม่เกิด ไม่ดับเป็น มรรค ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
ผลที่เกิดจากจิตที่รู้ไม่เกิด ไม่ดับ เป็น นิโรธความดับทุกข์



ตรงนี้ ท่านสุธี ท่านพี่เช่นนั้น... หง่ะ....
ตรงนี้ ตรงนี้ ตรงที่ขีดเส้นใต้เอาไว้...หง่ะ


สมุทัย เป็นเหตุแห่งทุกข์เสมอ และเป็นการงานของจิตโดยตรง
จะกล่าวว่า จิตรู้เกิด-รู้ดับ เป็นสมุทัยก็็คงไม่ใช่ไปเสียทั้งหมด เพราะในขณะแห่งวิปัสนาจิตทำงาน จิตก็รู้เกิด-รู้ดับเหมือนกัน ถ้าจะแสดงโดยธรรมชาติของจิตเองว่าทำการปรุงแต่งเป็นสมุทัย ก็กล้อมๆแกล้มถูๆไถๆ ไปได้โดยต้องยอมรับว่าเนื้อหานั้นไม่บริบูรณ์

จิตรู้เกิด-รู้ดับ รู้ไม่เกิด-ไม่ดับ เป็นมรรค อย่างนี้น่าจะครอบลงไปเพื่อคลุมทั้งสมถะวิปัสสนาลงไป
ผลที่ได้ จึงเป็นนิโรธ คือไม่กักกั้นอาสวะไว้ในจิต และทำลายทิฏฐิทั้งปวงได้

การแสดงธรรมแบบนี้ ไม่ควรแสดงให้แพร่หลาย ... เพราะพยัญชนะคลุมเคลือ อรรถไม่กระจ่าง
แสดงเฉพาะกลุ่มรู้กันเองภายในก็พอ

.....................................................
ธรรมะอันยิ่งใหญ่ ไม่อาจเอื้อนเอ่ย
บัญญัติ เป็นเพียงสิ่งต่ำต้อยแบกรับความยิ่งใหญ่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ก.ย. 2010, 00:28 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12217


 ข้อมูลส่วนตัว


เอรากอน เขียน:
มี ก. ข. ค. ง. มั๊ย...

:b12:


ไม่มี...
แต่ตอบเลย.. :b12:

..รักษารูป(กาย)..

ทำไมมันถึงคิดรักษารูป(กาย)..ละ???..

..ก็มันรักรูป(กาย)..

อะไรที่รักรูป(กาย)..ละ???

..ก็จิตปนเปื่อน..ของเอกอนนั้นแหละ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 58 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 19 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร