วันเวลาปัจจุบัน 18 ส.ค. 2022, 09:15  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 152 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 00:08 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
:b1:

:b32: เออ นั่นจิ่ :b32: :b32:

อืมมมม :b39: :b39: :b39:
แจ่ม :b39: :b39: :b39:


คนบ้าอะไร..เข้าใจเรื่องต๊อง ๆ..ได้
:b12: :b12: :b12:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 09:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


Quote Tipitaka:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการดังนี้ การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ การฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ ย่อมยังศรัทธาให้บริบูรณ์ ศรัทธาที่บริบูรณ์ ย่อมยังการทำไว้ในใจโดยแยบคายให้บริบูรณ์ การทำไว้ในใจโดยแยบคายที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ สติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ ย่อมยังการสำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การสำรวมอินทรีย์ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ สุจริต ๓ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังสติปัฏฐาน ๔ ให้บริบูรณ์ สติปัฏฐาน ๔ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังโพชฌงค์ ๗ ให้บริบูรณ์ โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฯ


๑) ได้พบผู้รู้
๒) ถึงจะได้ได้ฟังความจริงจากผู้รู้
๓) ได้ฟังแล้วถึงจะทำให้เกิดความน้อมเชื่อ
๔) ทำให้เกิดมีความจริงเก็บไว้ในใจ
๕) ทำให้ระลึกถึงความจริงเสมอ
๖) จึงสามารถจะเอาความจริงมาตั้งรับกระทบสัมผัส
๗) มีผลทำให้ พูดดี ทำดี เลี้ยงชีพในทางที่ดี
๘) และจะทำให้มองโลกและชีวิตตามความเป็นจริงเป็นปกติวิสัย
๙) ทำให้รู้ธรรมชาติตามความเป็นจริง
๑๐) ถึงจะหลุดพ้นในที่สุด

ไม่ได้พบผู้รู้ ไม่มีทางได้รู้ความจริง เมื่อไม่มีความจริงในใจ จึงไม่มีโอกาศเลยที่จะหลุดพ้น

Quote Tipitaka:
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนเมื่อฝนเม็ดหยาบตกลงเบื้องบนภูเขา เมื่อฝนตกหนักๆ อยู่ น้ำนั้นไหลไปตามที่ลุ่ม ย่อมยังซอกเขา ลำธารและห้วยให้เต็ม ซอกเขา ลำธารและห้วยที่เต็มย่อมยังหนองให้เต็ม หนองที่เต็มย่อมยังบึงให้เต็ม บึงที่เต็มย่อมยังแม่น้ำน้อยให้เต็ม แม่น้ำน้อยที่เต็ม ย่อมยังแม่น้ำใหญ่ให้เต็ม แม่น้ำใหญ่ที่เต็ม ย่อมยังมหาสมุทรสาครให้เต็ม มหาสมุทรสาครนั้นมีอาหารอย่างนี้ และเต็มเปี่ยมอย่างนี้ แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย การคบสัปบุรุษที่บริบูรณ์ ย่อมยังการฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ ... โพชฌงค์ ๗ ที่บริบูรณ์ ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์ วิชชาและวิมุตตินี้มีอาหารอย่างนี้ และบริบูรณ์อย่างนี้ ฉันนั้นเหมือนกันแล ฯ

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 10:45 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


"Supareak Mulpong"
๑) ได้พบผู้รู้
- ใครคือผู้รู้ที่ต้องได้พบ ?
๒) ถึงจะได้ฟังความจริงจากผู้รู้
- ความจริงอะไรที่ผู้รู้กล่าว ?
๓) ได้ฟังแล้วถึงจะทำให้เกิดความน้อมเชื่อ
- น้อมเชื่อว่ายังไง ?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 19:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:
"Supareak Mulpong"
๑) ได้พบผู้รู้
- ใครคือผู้รู้ที่ต้องได้พบ ?
๒) ถึงจะได้ฟังความจริงจากผู้รู้
- ความจริงอะไรที่ผู้รู้กล่าว ?
๓) ได้ฟังแล้วถึงจะทำให้เกิดความน้อมเชื่อ
- น้อมเชื่อว่ายังไง ?

๑) อริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สัปปบุรุษ
๒) ความจริงเรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงที่แท้จริงของโลกและชีวิตที่สรุปออกมาเป็นกฏธรรมชาติ ๒ กฏ และึความจริงที่ประเสริฐ เรื่องเหตุของการเวียนว่ายตายเกิดและการปฏิบัติเพื่อออกจากวัฏสงสาร
๓) เชื่อว่า เพราะทุกข์ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้ เชื่อว่า ธรรมชาติทั้งปวง ขึ้นอยู่กับกฏธรรมชาติ ๒ กฏ

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ค. 2011, 21:01 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
eragon_joe เขียน:
"Supareak Mulpong"
๑) ได้พบผู้รู้
- ใครคือผู้รู้ที่ต้องได้พบ ?
๒) ถึงจะได้ฟังความจริงจากผู้รู้
- ความจริงอะไรที่ผู้รู้กล่าว ?
๓) ได้ฟังแล้วถึงจะทำให้เกิดความน้อมเชื่อ
- น้อมเชื่อว่ายังไง ?


๑) อริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สัปปบุรุษ

เช่นท่านผู้ใดบ้างล่ะ ที่จะให้ความจริงได้ฟังน่ะ
...

๓) เชื่อว่า เพราะทุกข์ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด
ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้
เชื่อว่า ธรรมชาติทั้งปวง ขึ้นอยู่กับกฏธรรมชาติ ๒ กฏ

:b6: อันนี้ใครสอนมา



โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2011, 02:03 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


กำลังจะว่าอยู่..ว่าใครสอนมา.. :b32: :b32:

ทุกข์..มันเป็นผล...ต้องดับที่สมุทัยที่เป็นเหตุ...ไม่ใช่รึ??

ปฏิจจะทั้งสาย..นั้นแหละสมุทัยทั้งแท่ง

เห็นออกบ่อยที่ท่านซุปฯมักกล่าวว่า....ทำเหตุให้ตรง..ผลย่อมตรง..อะไรทำนองนี้..นี่นา??

ครานี้...ทำไมรวน ๆ เสียละนี่ :b10:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2011, 21:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมของสัปปบุรุษ ก็ต้องมาจากสัปปบุรุษ สัปปบุรุษก็คือผู้ที่ฝึกตนเองจนเป็นสัปปบุรุษ

อ้างคำพูด:
เห็นออกบ่อยที่ท่านซุปฯมักกล่าวว่า....ทำเหตุให้ตรง..ผลย่อมตรง..อะไรทำนองนี้..นี่นา??

ถ้ามีไฟใหม้บ้าน คนเขาจะตะโกนว่า "ไฟใหม้ ช่วยมาดับไฟหน่อย" คนดับไฟก็สาดน้ำเข้าที่ต้นเพลิง เปลวไฟก็หายไป คงมีคนไม่รู้ไม่กี่คนที่สาดน้ำไปที่เปลวไฟ

จะมีใครที่ใหนบอกว่า "ไฟใหม้ ช่วยมาดับต้นเหตุของไฟหน่อย"

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2011, 21:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


ก็ต้นเพลิงนั้นแหละ...คือต้นเหตุของเปลวไฟ...

แต่..ไม่ทราบว่านี้..คืออะไร??
อ้างคำพูด:
เพราะทุกข์ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด ..
ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้ ..


มันตีลังกากลับหัว..แล่ว..ละท่าน :b9: :b9:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2011, 21:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
ธรรมของสัปปบุรุษ ก็ต้องมาจากสัปปบุรุษ สัปปบุรุษก็คือผู้ที่ฝึกตนเองจนเป็นสัปปบุรุษ

อ้างคำพูด:
เห็นออกบ่อยที่ท่านซุปฯมักกล่าวว่า....ทำเหตุให้ตรง..ผลย่อมตรง..อะไรทำนองนี้..นี่นา??

ถ้ามีไฟใหม้บ้าน คนเขาจะตะโกนว่า "ไฟใหม้ ช่วยมาดับไฟหน่อย" คนดับไฟก็สาดน้ำเข้าที่ต้นเพลิง เปลวไฟก็หายไป คงมีคนไม่รู้ไม่กี่คนที่สาดน้ำไปที่เปลวไฟ

จะมีใครที่ใหนบอกว่า "ไฟใหม้ ช่วยมาดับต้นเหตุของไฟหน่อย"


:b13: ฮ๊าฮา ท่านซุปฯ อุปมา ดั่ง บุรุษผู้มีไฟไหม้ อยู่บนศีรษะ
ก็ต้อง ตัดหัวทิ้ง ซะ เพราะว่ามันเป็น ต้นเหตุแห่ง ทุกข์ ละเจ้าข๊า s007

rolleyes :b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2011, 21:59 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มี.ค. 2011, 21:46
โพสต์: 373

ชื่อเล่น: ฮานะ ธรรมอาสา
อายุ: 28

 ข้อมูลส่วนตัว


eragon_joe เขียน:

๑) อริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ สัปปบุรุษ

เช่นท่านผู้ใดบ้างล่ะ ที่จะให้ความจริงได้ฟังน่ะ
...

๓) เชื่อว่า เพราะทุกข์ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด
ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้
เชื่อว่า ธรรมชาติทั้งปวง ขึ้นอยู่กับกฏธรรมชาติ ๒ กฏ

:b6: อันนี้ใครสอนมา



rolleyes ฮ๊าฮา แสดงว่า ปัญญา ท่านซุปฯ ยังเห็นได้แค่ ทุกข์ ละเจ้าข๊า
ยังไม่เห็นถึง อวิชชา เหตุแห่ง ทุกข์ ทั้งหลายทั้งปวง เลยละ เจ้าข๊าาาาาาา :b13: rolleyes

:b4:

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 07:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมด สรุปลงอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์ หรือ อริยสัจสี่ พระพุทธงค์แสดงความจริงอันประเสริฐนี้ ตามหลักของไตรลักษณ์และอิทัปปัจจยตาปกิจจสมุปปาท

ผู้ที่มีดวงตามเห็นธรรม หรือเห็นอิทัปปัจจยตาปกิจจสมุปปาท ย่อมรู้แจงแทงตลอดในอริยสัจสี่ได้โดยง่าย


ตามประสาของนักดับเพลิง เมื่อพูดคำว่า ดับไฟ ก็เป็นที่รู้กันว่า ต้องดับที่ต้นเพลิง เพราะได้เรียนรู้มาดีแล้ว เป็นลักษณะของภาษาที่ไช้ในการสื่อสารในกลุ่มผู้รู้ หรือเป็นการละไว้ในฐานที่เข้าใจ ลักษณะการสื่อสารแบบนี้ พบมากในพระไตรปิฏก เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ดูละเอียดว่า ใครพูดกับใคร พูดเป็นคำเต็มหรือคำย่อ จะทำให้หลงได้โดยง่าย เหมือนชาวนาไปฟังหมอคุยกับพยาบาล

... เพราะมีทุกข์จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะทุกข์ไม่มีหรือทุกข์ดับลงไปได้จึงไม่เกิดชาติภพ ... คำว่าทุกข์ในที่นี้หมายถึงทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาเองทางตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือกิเลสตัณหาที่เกิดแผ่ซ่านไปในอารมณ์อันเป็นผลให้เกิดทุกขอริยสัจจ์ คำว่าชาติภพหมายถึงชาติใหม่ภพใหม่ การทำให้ทุกข์ดับคือการดับที่เหตุ

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ... ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้ ...




เว้นจากความเชื่อที่เชื่อตามกันมา เว้นจากที่ได้ฟังกันต่อๆ มา ปุถุชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือสัปปบุรุษ?

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 10:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ต.ค. 2010, 12:11
โพสต์: 4990


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมด สรุปลงอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องทุกข์ กับการดับทุกข์ หรือ อริยสัจสี่ พระพุทธงค์แสดงความจริงอันประเสริฐนี้ ตามหลักของไตรลักษณ์และอิทัปปัจจยตาปกิจจสมุปปาท

ผู้ที่มีดวงตามเห็นธรรม หรือเห็นอิทัปปัจจยตาปกิจจสมุปปาท ย่อมรู้แจงแทงตลอดในอริยสัจสี่ได้โดยง่าย

ตามประสาของนักดับเพลิง เมื่อพูดคำว่า ดับไฟ ก็เป็นที่รู้กันว่า ต้องดับที่ต้นเพลิง เพราะได้เรียนรู้มาดีแล้ว เป็นลักษณะของภาษาที่ไช้ในการสื่อสารในกลุ่มผู้รู้ หรือเป็นการละไว้ในฐานที่เข้าใจ ลักษณะการสื่อสารแบบนี้ พบมากในพระไตรปิฏก เพราะฉะนั้น ถ้าไม่ดูละเอียดว่า ใครพูดกับใคร พูดเป็นคำเต็มหรือคำย่อ จะทำให้หลงได้โดยง่าย เหมือนชาวนาไปฟังหมอคุยกับพยาบาล

... เพราะมีทุกข์จึงต้องเวียนว่ายตายเกิด เพราะทุกข์ไม่มีหรือทุกข์ดับลงไปได้จึงไม่เกิดชาติภพ ... คำว่าทุกข์ในที่นี้หมายถึงทุกข์ที่เราสร้างขึ้นมาเองทางตาหูจมูกลิ้นกายใจหรือกิเลสตัณหาที่เกิดแผ่ซ่านไปในอารมณ์อันเป็นผลให้เกิดทุกขอริยสัจจ์ คำว่าชาติภพหมายถึงชาติใหม่ภพใหม่ การทำให้ทุกข์ดับคือการดับที่เหตุ

เพราะฉะนั้น จึงกล่าวโดยสรุปได้ว่า ... ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้ ...

เว้นจากความเชื่อที่เชื่อตามกันมา เว้นจากที่ได้ฟังกันต่อๆ มา ปุถุชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือสัปปบุรุษ?

พบมากนั้น พบยังไง พบตรงไหน พบอย่างไร และ ยกตัวอย่างด้วย ว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ละ
กับสิ่งที่ท่านละ มันออกแนวเดียวกันรึเปล่า
ละแบบ ตรงตามแนวทาง ผู้อ่านมาแม้จะเป็นใครก็สามารถขยายความเทียบตามได้ตรงตามสัจจะ

กะละแบบตัดตอน และแถมตีลังกาอีกต่างหาก
มัน คือซะที่ไหนล่ะ :b6: :b6:

อ้างคำพูด:
เว้นจากความเชื่อที่เชื่อตามกันมา เว้นจากที่ได้ฟังกันต่อๆ มา ปุถุชนจะรู้ได้อย่างไรว่า ใครคือสัปปบุรุษ?


ก็มีระหว่างคำพระพุทธเจ้า กับ คำสัปปบุรุษ ว่างอยู่ข้างหน้า
ก็จะเลือกศึกษาธรรมตามคำใครล่ะ

FLAME เขียน:
....
อริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมมนสิการปฏิจจสมุปบาทนั้นแหละโดยแยบคาย ในกายและจิตนั้นว่า ‘เพราะเหตุนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้นสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ มีได้ด้วยประการฉะนี้

นิพพานนั้นปราศจากปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอสังขตะ
แต่อิทัปปัจจยตาเป็นเรื่องของสังขตธรรม ซึ่งสังขตธรรมทั้งหลายก็สิ้นสุดที่นิพพาน ดับสนิทที่นิพพาน
ไม่ว่าสังขตะ หรือ อสังขตะ ก็ล้วนสุญญตา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 20:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ค. 2009, 09:26
โพสต์: 1517

แนวปฏิบัติ: วิปัสสนาภาวนา
อายุ: 39
ที่อยู่: ลำพูน

 ข้อมูลส่วนตัว


พระพุทธเจ้าเป็นสัปปบุรุษ เราเรียกว่าสัปปบุรุษที่ยิ่งกว่าสัปปบุรุษ อริยสาวกก็เป็นสัปปบุรุษ

เมื่อพระอินทร์ถามพระพุทธเจ้าเรื่องนิพพาน พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า ละการยึดมั่นถือมั่นได้ก็นิพพาน กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ท่านก็สรุปเอามาแต่ยอด ไม่ได้ลงรายละเอียด

เมื่อท่านแสดงมรรคแก่อริยสาวก ท่านก็ตรัสบอก สัมมาทิฐิ ไปจนถึง สัมมาสมาธิ ท่านไม่ได้ตรัสเรื่องเหตุของสัมมาทิฐิ หรือ วิธีปฏบัติเพื่อทำให้เกิดสัมมาทิฐิ เพราะภิกษุในธรรมวินัยนี้ล้วนมีดวงตาเห็นธรรม ฯ

เมื่อพระอานนท์ตรัสถามเรื่องอานิสงค์ของการมีศีล ท่านก็แสดงจั้งแต่การมีศีลไปจนถึงนิพพาน ท่านก็ไม่ได้แสดงเหตุของการมีศีล

ท่านแสดงแก่พระอริยะเรื่องการเจริญสติปัฏฐาน ท่านไม่ได้ตรัสแสดงเหตุของการเกิดสติปัฏฐาน เพราะภิกษุที่ฟังเป็นพระอริยะ มีสติปัฏฐานแล้ว ฯ

.....................................................
"ธรรมและวินัยอันใด เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา..."
"... ไม่เที่ยง เกิดดับ ..."


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 20:55 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
....
๓) เชื่อว่า เพราะทุกข์ทำให้คนเราต้องเวียนว่ายตายเกิด ดับทุกข์ได้ ก็ดับชาติดับภพได้ เชื่อว่า ธรรมชาติทั้งปวง ขึ้นอยู่กับกฏธรรมชาติ ๒ กฏ


ธรรมของพระพุทธเจ้า..จะกล่าวโดยนัยไหน..ก็ไม่ขัดกัน

ที่ท่านซุปฯ เขียนมา...กล่าวแบบตรงกันข้าม...กับพระธรรม..แน่ชัดอยู่แล้ว...
ไม่ว่าท่านซุปฯ..จะเป็นหมอหรือพยาบาล...เมื่อผิดก็คือผิด...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ก.ค. 2011, 21:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12224


 ข้อมูลส่วนตัว


Supareak Mulpong เขียน:
.....
เมื่อท่านแสดงมรรคแก่อริยสาวก ท่านก็ตรัสบอก สัมมาทิฐิ ไปจนถึง สัมมาสมาธิ ท่านไม่ได้ตรัสเรื่องเหตุของสัมมาทิฐิ หรือ วิธีปฏบัติเพื่อทำให้เกิดสัมมาทิฐิ เพราะภิกษุในธรรมวินัยนี้ล้วนมีดวงตาเห็นธรรม ฯ



เมื่อไร...จะเอาความเห็นผิดออกจากหัวเสียที...

ตอนที่พระพุทธเจ้าเอาผ้าขาวให้ท่านจูฬปันถกลูบผ้าแล้วพิจารณาผ้า...พร้อมภาวนาว่า..รโชหรณํ ๆ

ตอนนั้น..ท่านจูฬปันถก...เป็นผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วรึ??

นี้งัย..วิธีปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดสัมมาทิฐิ...จนถึงกับมีดวงตามเห็นธรรม

เพียงแต่...กลอุบายนี้ใช้ได้ก็เพราะท่านมีสายบุญสายกรรมมาทางนี้...ท่านได้อนิจลักษณ์สัญญาเพราะการพิจารณาผ้าเปื้อนเหงื่อมาก่อน...

พวกเรา ๆ ท่าน ๆ ก็มีจุดที่คลิ๊ก..นี้เหมือนกัน....แต่บุญมีไม่พอให้เกิดมาทันพระพุทธเจ้า..เท่านั้นเอง..
เลยต้องมา...หลับตาคลำกันอยู่นี้งัย..

แต่ก็ต้องคลำหาแต่ในสติปัฏฐานที่ท่านสอนมานั้นเอง.... :b12:

ท่านซุปฯ เลิกเสียทีเถอะในความเห็นผิดของท่าน...ชอบบอกแต่ชาวบ้านว่า...การทำตามที่พระพระพุทธเจ้าสอน..เป็นการทำไม่ตรงเหตุ..เพราะคำสอนนั้นท่านสอนแต่พระอริยะเจ้าเท่านั้น..

เลิกกล่าวอย่างนี้เสียที...บาปมากเลยรู้มั้ย???


แก้ไขล่าสุดโดย กบนอกกะลา เมื่อ 09 ก.ค. 2011, 21:31, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 152 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1 ... 6, 7, 8, 9, 10, 11  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 23 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร