วันเวลาปัจจุบัน 04 ก.ค. 2020, 09:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ค. 2012, 08:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3823


 ข้อมูลส่วนตัว


มิลินทปัญหา

นมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ สัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้น.
อารัมภคาถา
พระเจ้าแผ่นดินในสาคลราชธานี อันทรงพระนามว่ามิลินท์ ได้เสด็จไป
หาพระนาคเสน, เหมือนน้ำในคงคาไหลไปสู่มหาสมุทร ฉะนั้น. ครั้นพระองค์
เสด็จถึงแล้วได้ตรัสถามปัญหาอันละเอียด ในเหตุที่ควรและไม่ควรเป็นอัน
มาก กะพระนาคเสน ซึ่งเป็นผู้กล่าวแก้ไพเราะ มีปัญญาสามารถที่จะบรรเทา
ความหลง ดุจส่องคบเพลิงบรรเทามืดเสียฉะนั้น ทั้งคำปุจฉาและวิสัชนาล้วน
อาศัยอรรถอันลึกซึ้ง น่าเป็นที่พึงใจและให้เกิดสุขแก่โสตประสาท เป็น
อัศจรรย์ให้ชูชันโลมชาติของผู้สดับ. ถ้อยคำของพระนาคเสนเถรเจ้าไพเราะ
โดยอุปมาและนัย หยั่งลงในพระอภิธรรมและพระวินัย ประกอบด้วยพระสูตร.
ขอท่านทั้งหลายจงส่งญาณไปทำอัธยาศัยให้ร่าเริงยินดี ในกถามรรค
นั้นแล้ว, จงสดับปัญหาซึ่งเป็นเครื่องทำลายเหตุที่ตั้งแห่งความสงสัย อย่าง
ละเอียดนี้เทอญ.
พาหิรกถา
คำที่ได้กล่าวนั้นเป็นฉันใด ? ดังได้สดับสืบ ๆ กันมาว่า ยังมีราชธานี
หนึ่งชื่อว่าสาคลนคร เป็นที่ประชุมแห่งการค้าขาย, เป็นที่เปิดห่อหีบสินค้า
ต่าง ๆ ออกจำหน่ายของชนชาวโยนก, เป็นภูมิประเทศที่น่าสนุกยินดี, มีแม่น้ำ
และภูเขาประดับให้งดงาม, สมบูรณ์ด้วยสวนไม้มีผล ไม้มีดอก, ป่าละเมาะ
คลองน้ำและสระโบกขรณี, เป็นที่น่าสนุกด้วยแม่น้ำ ภูเขาและป่าไม้ อัน

พระเจ้าสุตวันต์บรมราชทรงสร้างไว้เป็นที่ป้องกันหมู่ปัจจามิตรไม่ให้เข้าไป
เบียดเบียนได้; มีป้อมปราการมั่นวิจิตรอย่างต่าง ๆ, มีหอรบและประตูอันมั่น
คง, มีคูลึก, มีกำแพงโบกปูนขาวล้อมรอบพระราชวัง, มีถนนหลวงและสนาม,
ทางสี่แยก สามแยก, จำแนกปันเป็นระยะพอเหมาะดี; มีตลาดเต็มด้วยสิ่งของ
//page2//
เครื่องใช้อย่างดีหลายอย่างต่าง ๆ ที่ตั้งขาย, มีโรงทานต่าง ๆ อย่างหลายร้อย
หลังประดับให้งดงาม; อร่ามด้วยยอดเรือนหลายแสนหลังดังยอดแห่งเขา
หิมาลัยประดับแล้ว, เกลื่อนกล่นด้วยพลช้างม้ารถและทหารเดินเท้า, มีหมู่
ชายหญิงที่มีรูปงามเที่ยวเดินสลอน, เกลื่อนกล่นด้วยหมู่คน, มีชนที่เป็น
ชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์ ชาติแพศย์ ชาติศูทร เป็นอันมากหลายชนิด, มีหมู่
สมณพราหมณ์ต่าง ๆ เพศต่าง ๆ วงศ์เบียดเสียดกัน, เป็นที่อันคนมีวิชชา
ความรู้และผู้กล้าหาญ อยู่อาศัยแล้วเป็นอันมาก; สมบูรณ์ด้วยร้านขายผ้า
อย่างต่าง ๆ : มีผ้าที่ทอในเมืองกาสีและผ้าที่ทอในเมืองกุฏุมพรเป็นต้น, หอม
ตลบด้วยกลิ่นหอม ที่ฟุ้งไปจากร้านขายดอกไม้หอมและเครื่องหอมหลาย
อย่างที่งดงาม และออกเป็นระยะอันดี; บริบูรณ์ด้วยรัตนะที่คนปรารถนาเป็น
อันมาก, มีหมู่พ่อค้าที่มั่งคั่งซึ่งตั้งห้างขายของในประเทศใหญ่ในทิศนั้น ๆ
เที่ยวอยู่สลอน, บริบูรณ์ด้วยกหาปณะเงินทองโลหะและเพชรพลอย, เป็นที่อยู่
แห่งแร่ซึ่งเป็นขุมทรัพย์อันสุกใส มีธัญญาหารและเครื่องมือสำหรับที่เป็น
อุปการให้เกิดทรัพย์สมบัติ เป็นอันมาก, มีคลังและฉางเต็มบริบูรณ์, มีข้าวน้ำ
และขัชชะโภชชาหารของควรดื่มของควรจิบควรลิ้มมากอย่าง, สมบูรณ์ด้วย
ธัญญาหารดุจกุรุทวีป, (ประกอบด้วยสมบัติเห็นป่านนี้) เหมือนเมืองสวรรค์
อันมีนามว่า อาฬกมันทาเทพนคร.
ควรหยุดไว้เพียงเท่านี้ แล้วกล่าวบุรพกรรมของพระเจ้ามิลินท์และพระ
นาคเสนก่อน, ก็เมื่อกล่าวควรแบ่งกล่าวเป็นหกภาค: คือ บุรพกรรมหนึ่ง, มิลิ
นทปัญหาหนึ่ง, ลักขณปัญหาหนึ่ง, เมณฑกปัญหาหนึ่ง, อนุมานปัญหาหนึ่ง,
โอปัมมกถาปัญหาหนึ่ง.
ในปัญหาเหล่านั้น: มิลินทปัญหามีสองอย่าง: คือ ลักขณปัญหาหนึ่ง,
วิมติจเฉทนปัญหาหนึ่ง แม้เมณฑกปัญหาก็มีสองอย่าง: คือ มหาวรรคหนึ่ง,
โยคิกถาปัญหาหนึ่ง


//page3//
บุรพกรรมของพระเจ้ามิลินท์และพระนาคเสนนั้น ดังนี้: ดังได้สดับมา
ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระศาสนาแห่งพระกัสสปผู้มีพระภาคเจ้ายังเป็นไปอยู่,
ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ได้อาศัยอยู่ในอาวาสใกล้แม่น้ำคงคาแห่งหนึ่ง. ในภิกษุสงฆ์
หมู่นั้น ภิกษุที่ถึงพร้อมด้วยวัตรและศีลลุกขึ้นแต่เช้าแล้ว, ถือไม้กราดไปกวาด
ลานอาวาสพลาง ระลึกถึงพุทธคุณพลาง กวาดหยากเยื่อรวมไว้เป็นกองแล้ว;
ภิกษุรูปหนึ่งใช้สามเณรรูปหนึ่งว่า "ท่านจงมานำหยากเยื่อนี้ไปทิ้งเสีย."
สามเณรรูปนั้นแกล้งทำไม่ได้ยินเดินเฉยไปเสีย, แม้ภิกษุนั้นร้องเรียกถึงสอง
ครั้งสามครั้ง ก็แกล้งทำไม่ได้ยินเดินเฉยไปเสีย เหมือนอย่างนั้น. ภิกษุนั้นขัด
ใจว่า "สามเณรผู้นี้ว่ายาก." จึงเอาคันกราดตีสามเณรนั้น. สามเณรนั้น
มีความกลัว, ร้องไห้พลางขนหยากเยื่อไปทิ้งพลาง, ได้ตั้งความปรารถนาเป็น
ประถมว่า "ด้วยบุญกรรมที่เราได้กระทำเพราะทิ้งหยากเยื่อนี้ ขอเรามีศักดา
เดชานุภาพใหญ่ เหมือนดวงอาทิตย์ในเวลาตะวันเที่ยง ในสถานที่เราเกิด
แล้ว ๆ กว่าจะบรรลุพระนิพพานเถิด." ครั้นทิ้งหยากเยื่อเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำที่
ท่าน้ำ, เห็นกระแสคลื่นในแม่น้ำคงคาไหลเชี่ยวเสียงดังดุจสูบ, จึงตั้งความ
ปรารถนาเป็นครั้งที่สองว่า "ขอเรามีปัญญาว่องไวไม่สิ้นสุดดุจกระแสคลื่นแห่ง
แม่น้ำคงคานี้ ในสถานที่เราเกิดแล้ว ๆ กว่าจะบรรลุพระนิพพานเถิด."
ฝ่ายพระภิกษุนั้น เก็บกราดไว้ในศาลาสำหรับเก็บกราดแล้ว, เมื่อไป
อาบน้ำที่ท่าน้ำ, ได้ฟังความปรารถนาของสามเณรแล้ว, คิดว่า "สามเณรนั่น
เราใช้แล้วยังปรารถนาถึงเพียงนี้ก่อน, ถ้าเราตั้งความปรารถนาบ้าง เหตุไฉน
ความปรารถนานั้นจักไม่สำเร็จแก่เรา;" จึงตั้งความปรารถนาบ้างว่า "ขอเรามี
ปัญญาไม่สิ้นสุดดุจกระแสคลื่นแห่งแม่น้ำคงคานี้, ขอเราสามารถจะแก้ไข
ปัญหาที่สามเณรผู้นี้ถามแล้ว ๆ ทุกอย่าง, ในสถานที่เราเกิดแล้ว ๆ กว่าจะ
บรรลุถึงพระนิพพานเถิด."



//page4//
ภิกษุและสามเณรสองรูปนั้น ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์สิ้น
พุทธันดรหนึ่งแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้ทอดพระเนตร
เห็นด้วยพระญาณ, เหมือนได้ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ,
ได้ทรงพยากรณ์ไว้ว่า "เมื่อเราปรินิพพานล่วงไปได้ห้าร้อยปี ภิกษุสามเณรสอง
รูปนั้นจักเกิดขึ้นแล้ว, จักจำแนกธรรมวินัยที่เราได้แสดงให้สุขุมละเอียดแล้ว,
กระทำให้เป็นศาสนธรรมอันตนสะสางไม่ให้ฟั่นเฝือแล้ว ด้วยอำนาจถาม
ปัญหาและประกอบอุปมา."
ในภิกษุสามเณรสองรูปนั้น สามเณรได้มาเกิดเป็นพระเจ้ามิลินท์ใน
สาคลราชธานี ในชมพูทวีป, เป็นปราชญ์เฉียบแหลม มีพระปัญญาสามารถ,
ทราบเหตุผลทั้งที่ลวงไปแล้ว ทั้งที่ยังไม่มาถึง ทั้งที่เป็นอยู่ในบัดนั้น; ในกาล
เป็นที่จะทรงทำราชกิจน้อยใหญ่ ได้ทรงใคร่ครวญโดยรอบคอบ, แล้วจึงได้ทรง
ประกอบราชกิจ ที่จะต้องประกอบ จะต้องจัด จะต้องกระทำ; และได้ทรง
ศึกษาตำหรับวิทยาเป็นอันมาก ถึงสิบเก้าอย่าง: คือไตรเพทคัมภีร์พราหมณ์
วิทยาในกายตัว วิทยานับ วิทยาทำใจให้เป็นสมาธิ พระราชกำหนดกฎหมาย
วิทยาที่รู้ธรรมดาที่แปลกกันแห่งสภาพนั้น ๆ วิทยาทำนายร้ายและดี วิทยา
ดนตรีขับร้อง วิทยาแพทย์ วิทยาศาสนา ตำหรับพงศาวดาร โหราศาสตร์
วิทยาทำเล่ห์กล วิทยารู้จักกำหนดเหตุผล วิทยาคิด ตำหรับพิชัยสงคราม
ตำรากาพย์ วิทยาทายลักษณะในกาย และภาษาต่าง ๆ, พอพระหฤทัยในการ
ตรัสไล่เลียงในลัทธิต่าง ๆ ใคร ๆ จะโต้เถียงได้โดยยาก ใคร ๆ จะข่มให้แพ้ได้
โดยยาก ปรากฏเป็นยอดของเหล่าเดียรถีย์เป็นอันมาก. ในชมพูทวีปไม่มีใคร
เสมอด้วยพระเจ้ามิลินท์ ด้วยเรี่ยวแรงกาย ด้วยกำลังความคิด ด้วยความกล้า
หาญ ด้วยปัญญา. พระเจ้ามิลินท์นั้น ทรงมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยราชสมบูรณ์, มี
พระราชทรัพย์และเครื่องราชูปโภคเป็นอันมากพ้นที่จะนับคณนา, มีพล
พาหนะหาที่สุดมิได้.


//page5//
วันหนึ่ง พระเจ้ามิลินท์เสด็จพระราชดำเนินออกนอกพระนครด้วยพระ
ราชประสงค์จะทอดพระเนครขบวนจตุรงคินีเสนา อันมีพลพาหนะหาที่สุด
มิได้ ในสนามที่ฝึกซ้อม, โปรดเกล้า ฯ ให้จัดการฝึกซ้อมหมู่เสนาที่ภายนอก
พระนครเสร็จแล้ว, พระองค์พอพระหฤทัยในการตรัสสังสนทนาด้วยลัทธิ
นั้น ๆ , ทรงนิยมในถ้อยคำของมหาชนที่เจรจากัน ซึ่งอ้างคัมภีร์โลกายต
ศาสตร์และวิตัณฑศาสตร์, ทอดพระเนตรดวงอาทิตย์แล้ว, ตรัสแก่หมู่อมาตย์
ว่า "วันยังเหลืออยู่มาก, เดี๋ยวนี้ ถ้าเรากลับเข้าเมืองจะไปทำอะไร; มีใครที่เป็น
บัณฑิตจะเป็นสมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม ที่เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะเป็น
คณาจารย์ แม้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ผู้รู้ชอบเอง ที่อาจสังสนทนากับ
เราบรรเทาความสงสัยเสียได้บ้างหรือ ?" เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามอย่างนี้
แล้ว, โยนกอมาตย์ห้าร้อยได้กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาราชเจ้า, มี
ศาสดาอยู่หกท่าน: คือ ปูรณกัสสป, มักขลิโคศาล, นิครนถนาฏบุตร, สัญชัย
เวลัฏฐบุตร, อชิตเกสกัมพล, ปกุธกัจจายนะ, ได้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็น
คณาจารย์ เป็นคนมีชื่อเสียงปรากฏ มีเกียรติยศว่าเป็นดิตถกร คือ ผู้สอนลัทธิ
แก่ประชุมชน; คนเป็นอันมากนับถือว่ามีลัทธิอันดี. ขอพระองค์เสด็จพระราช
ดำเนินไปสู่สำนักของท่านทั้งหกนั้นแล้วตรัสถามปัญหาบรรเทากังขาเ
สียเถิด."
ครั้นพระองค์ได้ทรงสดับอย่างนี้แล้ว จึงพร้อมด้วยโยนกอมาตย์ห้าร้อย
ห้อมล้อมเป็นราชบริวาร ทรงรถพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนัก
ปูรณกัสสป, ทรงปฏิสันถารปราศรัยกับปูรณกัสสปพอให้เกิดความยินดีแล้ว,
ประทับ ณ สถานที่ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ตรัสถามว่า "ท่านกัสสป, อะไรรักษาโลก
อยู่ ?"
ปูรณกัสสปทูลตอบว่า "แผ่นดินแล, มหาราชเจ้า, รักษาโลกอยู่."
พระเจ้ามิลินท์จึงทรงย้อนถามว่า "ถ้าแผ่นดินรักษาโลกอยู่, เหตุไฉน สัตว์ที่ไป


//page6//
สู่อเวจีนรกจึงล่วงแผ่นดินไปเล่า ?" เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามอย่างนี้แล้ว;
ปูรณกัสสปไม่อาจฝืนคำนั้นและไม่อาจคืนคำนั้น, นั่งก้มหน้านิ่งหงอยเหงา
อยู่.
ลำดับนั้น จึงเสด็จพระราชดำเนินไปยังสำนักมักขลิโคศาลแล้ว, ตรัส
ถามว่า "ท่านโคศาล, กุศลกรรมและอกุศาลกรรมมีหรือ, ผลวิบากแห่งกรรมที่
สัตว์ทำดีแล้วและทำชั่วแล้วมีหรือ ?"
มักขลิโคศาลทูลตอบว่า "ไม่มี, มหาราชเจ้า. ชนเหล่าใดเคยเป็น
กษัตริย์อยู่ในโลกนี้, ชนเหล่านั้นแม้ไปสู่ปรโลกแล้วก็จักเป็นกษัตริย์อีกเทียว;
ชนเหล่าใดเคยเป็นพราหมณ์, เป็นแพศย์, เป็นศูทร, เป็นจัณฑาล, เป็นปุกกุ
สะ, อยู่ในโลกนี้, ชนเหล่านั้นแม้ไปสู่ปรโลกแล้วก็จักเป็นเหมือนเช่นนั้นอีก: จะ
ต้องการอะไรด้วยกุศลกรรมและอกุศลกรรม."
พระเจ้ามิลินท์ทรงย้อนถามว่า "ถ้าใครเคยเป็นอะไรในโลกนี้ แม้ไป
สู่ปรโลกแล้วก็จักเป็นเหมือนเช่นนั้นอีก, ไม่มีกิจที่จะต้องทำด้วยกุศลกรรม
และอกุศลกรรม; ถ้าอย่างนั้น ชนเหล่าใดเป็นคนมีมือขาดก็ดี มีเท้าขาดก็ดี มี
หูและจมูกขาดก็ดี ในโลกนี้, ชนเหล่านั้นแม้ไปปรโลกแล้วก็จักต้องเป็นเหมือน
เช่นนั้นอีกนะซิ ?" เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสถามอย่างนี้แล้ว มักขลิโคศาลก็นิ่ง
อั้น.
ครั้งนั้น พระเจ้ามิลินท์ทรงพระราชดำริว่า "ชมพูทวีปนี้ว่างเปล่าทีเดียว
หนอ, ไม่มีสมณะพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทา
ความสงสัยเสียได้" คืนวันหนึ่ง ตรัสถามอมาตย์ทั้งหลายว่า "คืนวันนี้เดือน
หงายน่าสบายนัก, เราจะไปหาสมณะหรือพราหมณ์ผู้ไรดีหนอ เพื่อจะได้ถาม
ปัญหา ? ใครหนอสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้ ?" เมื่อ
พระเจ้ามิลินท์ตรัสอย่างนี้แล้วอมาตย์ทั้งหลายได้ยืนนิ่งแลดูพระพักตร์อยู่.



//page7//
สมัยนั้น สาคลราชธานีได้ว่างเปล่าจากสมณะพราหมณ์ และคฤหบดี
ที่เป็นปราชญ์ถึงสิบสองปี เพราะพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงสดับว่าในที่ใดมีสมณะ
พราหมณ์หรือคฤบดีที่เป็นปราชญ์, ก็เสด็จพระราชดำเนินไป, ตรัสถามปัญหา
กับหมู่ปราชญ์ในที่นั้น; หมู่ปราชญ์ทั้งปวงนั้นไม่สามารถจะวิสัชนาปัญหา
ถวายให้ทรงยินดีได้, ต่างคนก็หลีกหนีไปในที่ใดที่หนึ่ง, ผู้ที่ไม่หลีกไปสู่ทิศอื่น
ต่างคนก็อยู่นิ่ง ๆ. ส่วนภิกษุทั้งหลายไปสู่ประเทศหิมพานต์เสียโดยมาก.
สมัยนั้น พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ (?) อาศัยอยู่ที่พื้นถ้ำรักขิตคุหา ณ
เขาหิมพานต์. ในกาลนั้น พระอัสสคุตตเถรเจ้าได้สดับพระวาจาแห่งพระเจ้า
มิลินท์ด้วยทิพยโสต (คือ หูที่ได้ยินเสียงไกลได้ดุจหูเทวดา) แล้ว, จึงนัดให้
ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน ณ ยอดเขายุคันธรแล้ว, ถามภิกษุทั้งหลายว่า "อาวุโส, มี
ภิกษุองค์ไดสามารถจะสังสนทนากับพระเจ้ามิลินท์ นำความสงสัยของเธอ
เสียได้บ้างหรือไม่ ?" เมื่อพระเถรเจ้ากล่าวถามอย่างนี้แล้ว พระอรหันต์เจ้า
ร้อยโกฏินั้นก็พากันนิ่งอยู่. พระเถรเจ้าถามอย่างนั้นถึงสองครั้ง สามครั้ง ต่าง
องค์ก็นิ่งเสียเหมือนอย่างนั้น.
พระเถรเจ้าจึงกล่าวว่า "อาวุโส, ในดาวดึงสพิภพพิมานชื่อเกตุมดีมีอยู่
ข้างปราจีนทิศ (ตะวันออก) แห่งไพชยันตปราสาท, เทพบุตรชื่อมหาเสนได้
อาศัยอยู่ในทิพยพิมานนั้น, เธอสามารถจะสังสนทนากับพระเจ้ามิลินท์นำ
ความสงสัยของเธอเสียได้."
ลำดับนั้น พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏินั้น จึงหายพระองค์จากเขายุคันธร
ไปปรากฏขึ้นในดาวดึงสพิภพ.
ท้าวศักรินทรเทวราช ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุทั้งหลายนั้นมาอยู่แต่
ไกล, จึงเสด็จเข้าไปใกล้, ทรงถวายอภิวาทพระอัสสคุตตเถรเจ้าแล้ว, ประทับ
ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นการแสดงความเคารพแล้ว, ตรัสถามว่า "พระ
ภิกษุสงฆ์พากันมาถึงที่นี่เป็นหมู่ใหญ่. ข้าพเจ้าได้ถวายตัวเป็นอารามิกบุรุษ
(คนกระทำกิจธุระในพระอาราม) ของพระภิกษุสงฆ์ไว้แล้ว. ท่านจะประสงค์
ให้ข้าพเจ้ากระทำกิจอะไรหรือ ?"

//page8//
พระเถรเจ้าจึงถวายพระพรว่า "ดูก่อนมหาราช, ในชมพูทวีปมีพระเจ้า
แผ่นดินในสาคลราชธานีพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าพระเจ้ามิลินท์, เป็นคน
ช่างตรัสซักถามด้วยข้อความในลัทธินั้น ๆ, อันใคร ๆ จะโต้ตอบครอบงำให้
ชำนะได้โดยยาก; เขากล่าวยกว่าเป็นยอดของเดียรถีย์เจ้าลัทธิเป็นอันมาก.
เธอเสด็จเข้าไปหาภิกษุสงฆ์แล้ว, ตรัสถามปัญหาด้วยวาทะปรารภทิฏฐิ
นั้น ๆ, เบียดเบียนภิกษุสงฆ์ให้ลำบาก."
ท้าวศักรินทรเทวราช ตรัสบอกพระเถรเจ้าว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า,
พระเจ้ามิลินท์นั้นจุติไปเกิดในมนุษยโลกจากที่นี้เอง. เทพบุตรชื่อมหาเสนซึ่ง
อยู่ในพิมานชื่อเกตุมดีนั่นแน่ สามารถจะสังสนทนากับพระเจ้ามิลินท์นั้น นำ
ความสงสัยของเธอเสียได้. เราจงมาพากันไปอ้อนวอนขอให้เธอไปเกิดใน
มนุษยโลกเถิด." ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว, เสด็จตามพระภิกษุสงฆ์ไปถึงเกตุมดี
พิมานแล้ว, ทรงสวมกอดมหาเสนเทพบุตรแล้ว, ตรัสว่า "แน่ะเจ้าผู้นิรทุกข์,
พระภิกษุสงฆ์ท่านอ้อนวอนขอให้เจ้าลงไปเกิดในมนุษยโลก."
มหาเสนเทพบุตรทูลว่า "ข้าพระองค์ไม่พอใจมนุษยโลกที่มีการงาน
มากนัก, มนุษยโลกนั้นเข้มงวดนัก. ข้าพระองค์จะเกิดสืบ ๆ ไปในเทวโลกนี้
เท่านั้น กว่าจะปรินิพพาน."
ท้าวศักรินทรเทวราชตรัสอ้อนวอนถึงสองครั้ง สามครั้ง; เธอก็มิได้ทูล
รับเหมือนดังนั้น.
พระอัสสคุตตเถรเจ้าจึงกล่าวกะมหาเสนเทพบุตรว่า "ดูก่อนท่านผู้
นิรทุกข์, เราทั้งหลายได้เลือกตรวจดูตลอดทั่วมนุษยโลก ทั้งเทวโลก; นอกจาก
ท่านแล้วไม่เห็นใครอื่น ที่สามารถจะทำลายล้างทิฏฐิของพระเจ้ามิลินท์แล้ว
ยกย่องพระศาสนาไว้ได้. ภิกษุสงฆ์จึงได้อ้อนวอนท่าน. ขอท่านผู้สัตบุรุษ จง
ยอมไปเกิดในมนุษยโลกแล้ว, ยกย่องพระศาสนาของพระทศพลเจ้าไว้เถิด."
เมื่อพระเถรเจ้ากล่าวอ้อนวอนอย่างนี้แล้ว; มหาเสนเทพบุตรทราบว่าเธอผู้
เดียวเท่านั้น จักสามารถทำลายล้างทิฏฐิของพระเจ้ามิลินท์แล้ว, ยกย่อง

//page9//
พระศาสนาไว้ได้; จึงมีใจยินดีชื่นบาน, ได้ถวายปฏิญาณรับว่าจะลงไปเกิดใน
มนุษยโลก.
ครั้นภิกษุทั้งหลายนั้น จัดกิจที่จะต้องทำนั้นในเทวโลกเสร็จแล้ว, จึง
อันตรธานจากดาวดึงสพิภพ มาปรากฏ ณ พื้นถ้ำรักขิตคูหาที่เขาหิมพานต์
แล้ว; พระอัสสคุตตเถรเจ้าจึงถามพระภิกษุสงฆ์ว่า "อาวุโส, ในภิกษุสงฆ์หมู่นี้
มีภิกษุองค์ใดไม่ได้มาประชุมบ้าง."
ภิกษุองค์หนึ่งเรียนพระเถรเจ้าว่า "ภิกษุที่ไม่ได้มาประชุมมีอยู่ คือ พระ
โรหณะผู้มีอายุไปสู่เขาหิมพานต์ เข้านิโรธสมาบัติได้เจ็ดวันเข้าวันนี้แล้ว. ขอ
พระเถรเจ้าจงใช้ทูตไปเรียกเธอมาเถิด."
ขณะนั้นพระโรหณะผู้มีอายุออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว, ทราบว่าพระ
สงฆ์ให้หาท่าน, จึงอันตรธานจากเขาหิมพานต์, มาปรากฏข้างหน้าแห่งพระ
อรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ ณ พื้นถ้ำรักขิตคูหา.
พระอัสสคุตตเถรเจ้าจึงมีวาจาถามว่า "ดูก่อนโรหณะผู้มีอายุ, เหตุไฉน
เมื่อพระพุทธศาสนาทรุดโทรมลงถึงเพียงนี้, ท่านจึงไม่ช่วยดูแลกิจที่สงฆ์จะ
ต้องทำ ?"
ท่านเรียนตอบว่า "ข้าแต่พระเถรเจ้า, ข้อนั้นเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ได้
มนสิการทำในใจ."
จึงพระเถรเจ้าปรับโทษว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านจงทำทัณฑกรรมรับปรับ
โทษเสียเถิด."
ท่านเรียนถามว่า "ข้าแต่พระเถรเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องทำทัณฑกรรม
อะไร ?"
พระเถรเจ้าจึงบังคับว่า "มีบ้านพราหมณ์อยู่ข้างเขาหิมพานต์แห่งหนึ่ง
ชื่อกชังคลคาม. มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง ชื่อโสณุตตระอาศัยอยู่ในบ้านนั้น. บุตรของ
โสณุตตรพราหมณ์นั้น จักเกิดขึ้นคนหนึ่ง คือ ทารกชื่อนาคเสน. ท่านจงไป
บิณฑบาตที่ตระกูลนั้น ให้ครบเจ็ดปีกับสิบเดือนแล้ว, จงนำเอาทารกชื่อ




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ค. 2012, 08:54 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 18 ก.ย. 2011, 21:51
โพสต์: 4939


 ข้อมูลส่วนตัว


:b27: :b27:
สาธุอนุโมทนาบุญด้วยครับ ที่ยกเอามิลินทปัญหา มากระตุ้นเตือนความจำ และทำให้ซาบซึ้งในปัญญาอันเฉียบแหลมของพระนาคเสน ยิ่งๆขึ้นไปรีบนำตอนต่อไปมาโพสต์เร็วๆนะครับ
:b8:
เจริญสุข เจริญธรรมครับ
tongue tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ค. 2012, 10:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


.. :b8:
อนุโมทนาแล้วๆๆ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2012, 08:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3823


 ข้อมูลส่วนตัว


//page10//
นาคเสนนั้นมาบวช. เมื่อนาคเสนนั้นบวชแล้ว ท่านจงพ้นจากทัณฑกรรม."
พระโรหณะผู้มีอายุก็รับคำของพระเถรเจ้าแล้ว.
ฝ่ายมหาเสนเทพบุตร ได้จุติจากเทวโลก, ถือปฏิสนธิในครรภ์
แห่งภริยาของโสณุตตรพราหมณ์. ขณะถือปฏิสนธินั้นได้มีอัศจรรย์ปรากฏ
สามประการ: คือเครื่องอาวุธทั้งหลายส่องแสงโพลงขึ้นประการหนึ่ง, ข้าวกล้า
ที่ยังไม่ออกรวงก็ออกรวงสุกประการหนึ่ง, มหาเมฆบันดาลเมฆให้ฝนห่าใหญ่
ตกลงมาประการหนึ่ง.
ฝ่ายพระโรหณะผู้มีอายุ จำเดิมแต่มหาเสนเทพบุตรถือปฏิสนธิมาได้
เข้าไปบิณฑบาตที่ตระกูลนั้นมิได้ขาด ถึงเจ็ดปีกับสิบเดือน, ก็ไม่ได้ข้าวสวย
แม้สักทรพีหนึ่ง, ไม่ได้ข้าวต้มแม้สักกระบวยหนึ่ง, ไม่ได้รับใครไหว้ใครประณม
มือหรือแสดงอาการเคารพอย่างอื่น แม้สักวันเดียว; กลับได้แต่คำด่าว่าเสียดสี
ไม่มีใครที่จะกล่าวโดยดี แม้แต่เพียงว่าโปรดสัตว์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า ดังนี้ ใน
วันหนึ่ง. วันนั้นโสณุตตรพราหมณ์กลับมาจากที่ทำงานภายนอกบ้าน, พบ
พระเถรเจ้าเดินสวนทางมาจึงถามว่า "บรรพชิต, วันนี้ท่านได้ไปเรือนของเรา
แล้วหรือ ?"
ท่านตอบว่า "เออ พราหมณ์, วันนี้เราได้ไปเรือนของท่านแล้ว."
พราหมณ์ถามว่า "ท่านได้อะไร ๆ บ้างหรือเปล่า ?"-
ท่านตอบว่า "เออ พราหมณ์, วันนี้เราได้."
พราหมณ์ได้ยินท่านบอกว่าได้ ดังนั้น, สำคัญว่าท่านได้อะไรไปจาก
เรือนของตน, มีความเสียใจ, กลับไปถึงเรือนถามว่า "วันนี้เจ้าได้ให้อะไร ๆ แก่
บรรพชิตนั้นหรือ ?"
คนในเรือนตอบว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้ให้อะไรเลย." ครั้นวันรุ่งขึ้นพราหมณ์
นั่งคอยอยู่ที่ประตูเรือน ด้วยหวังจะยกโทษพระเถรเจ้าด้วยมุสาวาท, พอเห็น
พระเถรเจ้าไปถึง, จึงกล่าวท้วงว่า "เมื่อวานนี้ท่านไม่ได้อะไรในเรือนของเรา
สักหน่อย พูดได้ว่าตัวได้. การพูดมุสาควรแก่ท่านหรือ ?"

//page11//
พระเถรเจ้าตอบว่า "ดูก่อนพราหมณ์ เราไม่ได้แม้แต่เพียงคำว่า 'โปรด
สัตว์ข้างหน้าเถิดเจ้าข้า' ดังนี้ ในเรือนของท่านถึงเจ็ดปีกับสิบเดือนแล้ว พึ่งได้
คำเช่นนั้นเมื่อวานนี้เอง; เช่นนี้ เราจึงได้บอกแก่ท่านว่าเราได้ ด้วยหมายเอา
การกล่าวปราศรัยด้วยวาจานั้น."
พราหมณ์นึกว่า "บรรพชิตพวกนี้ได้รับแต่เพียงการกล่าวปราศรัยด้วย
วาจา ยังพูดสรรเสริญในท่ามกลางประชาชนว่าตนได้รับ, ถ้าได้ของเคี้ยวของ
กินอะไร ๆ อย่างอื่นอีกแล้ว, เหตุไฉนจะไม่พูดสรรเสริญ?" จึงมีความเลื่อมใส
สั่งคนให้แบ่งข้าวที่จัดไว้เพื่อตัว ถวายพระเถรเจ้าทรพีหนึ่ง ทั้งกับข้าวพอสม
ควรกันแล้ว, ได้พูดว่า "ท่านจักได้อาหารนี้เสมอเป็นนิตย์ จำเดิมแต่วันรุ่งขึ้น."
เมื่อพระเถรเจ้าไปถึง; พราหมณ์ได้เห็นอาการสงบเสงี่ยมเรียบร้อยของท่าน
เข้า, ก็ยิ่งเลื่อมใสมากขึ้น, จึงอาราธนาพระเถรเจ้าให้ทำภัตกิจในเรือนของตน
เป็นนิตย์. พระเถรเจ้ารับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ (นิ่งอยู่) แล้ว; ตั้งแต่นั้นมา
ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว, เมื่อจะไป, ได้กล่าวพระพุทธวจนะน้อยหนึ่ง ๆ แล้ว
จึงไปเสมอทุกวัน ๆ.
ฝ่ายนางพราหมณี ครั้นล่วงสิบเดือนคลอดบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อนาค
เสน. นาคเสนนั้นเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับกาล จนมีอายุได้เจ็ดขวบ; บิดาจึง
กล่าวกะเขาว่า "พ่อนาคเสน, บัดนี้เจ้าควรจะเรียนวิทยาในตระกูลพราหมณ์นี้
แล้ว."
นาคเสนถามว่า "วิทยาอะไรพ่อ ชื่อว่าวิทยาในตระกูลพราหมณ์นี้ ?"
บิดาบอกว่า "ไตรเพทแล, พ่อนาคเสน, ชื่อว่าวิทยา; ศิลปศาสตร์ที่
เหลือจากนั้น ชื่อว่าศิลปศาสตร์." นาคเสนก็รับว่าจะเรียน. โสณุตตรพราหมณ์
จึงให้ทรัพย์พันกษาปณ์แก่พราหมณ์ผู้จะเป็นครู เป็นส่วนสำหรับบูชาครูแล้ว,
ให้ตั้งเตียงสองตัวให้ชิดกัน ในห้องภายในปราสาทแห่งหนึ่งแล้ว กำชับสั่ง
พราหมณ์ผู้เป็นครูว่า "ขอท่านจงให้เด็กผู้นี้ท่องมนต์เถิด"


//page12//
พราหมณ์ผู้เป็นครูพูดว่า "ถ้าอย่างนั้น พ่อหนูเรียนมนต์เถิด;" ดังนี้แล้ว,
ก็สาธยายขึ้น. นาคเสนว่าตามครั้งเดียว, ไตรเพทก็ขึ้นใจขึ้นปากกำหนดจำได้
แม่นยำ, ทำในใจตรึกตรองได้ดีโดยคล่องแคล่ว, เกิดปัญญาดุจดวงตาเห็นใน
ไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิคัณฑุศาสตร์และ' คัมภีร์เกฏุภศาสตร์ พร้อมทั้ง
อักษรประเภท พร้อมทั้งคัมภีร์อิติหาสศาสตร์ครบทั้งห้าอย่าง, ว่าขึ้นอย่างหนึ่ง
แล้วก็เข้าใจความแห่งพากย์นั้น ๆ พร้อมทั้งไวยากรณ์. ชำนิชำนาญในคัมภีร์
โลกายตศาสตร์ และมหาปุริสลักษณพยากรณศาสตร์ ครบทุกอย่างแล้ว, จึง
ถามบิดาว่า "พ่อ, ในตระกูลพราหมณ์นี้ ยังมีข้อที่จะต้องศึกษายิ่งกว่านี้อีก
หรือมีแต่เพียงเท่านี้." เมื่อบิดาบอกว่า "ข้อที่จะต้องศึกษายิ่งกว่านี้อีกไม่มี
แล้ว ข้อที่ต้องศึกษานั้นมีเพียงเท่านี้," แล้วจึงสอบความรู้ต่ออาจารย์เสร็จ
แล้ว, กลับลงมาจากปราสาท, อันวาสนาคือกุศลที่ได้เคยอบรมมาแต่ปางก่อน
เข้าเตือนใจบันดาลให้หลีกเข้าไปอยู่ ณ ที่สงัดแล้ว, พิจารณาดูเบื้องต้น
ท่ามกลางที่สุดแห่งศิลปศาสตร์ของตน, ไม่แลเห็นแก่นสารในเบื้องต้น
ในท่ามกลางหรือในที่สุดนั้น แม้สักหน่อยหนึ่งแล้ว, จึงมีความเดือดร้อนเสียใจ
ว่า "ไตรเพทเหล่านี้เปล่าจากประโยชน์เทียวหนอ, ไตรเพทเหล่านี้เป็นแต่ของ
จะต้องท่องเพ้อเปล่า ๆ เทียวหนอไม่มีแก่นสาร หาแก่นสารมิได้เลย."
ในสมัยนั้น พระโรหณะผู้มีอายุนั่งอยู่ที่วัตตนิยเสนาสน์ ทราบปริวิตก
แห่งจิตของนาคเสนด้วยวารจิตของตนแล้ว, ครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว, ถือ
บาตรจีวรอันตรธานจากวัตตนิยเสนาสน์, มาปรากฏที่หน้าบ้านกชังคลคาม.
นาคเสนยืนอยู่ที่ซุ้มประตูแลเห็นพระเถรเจ้ามาอยู่แต่ไกล, ก็มีใจยินดี
ร่าเริงบันเทิงปีติโสมนัส, ดำรงว่า "บางทีบรรพชิตรูปนี้จะรู้วิทยาที่เป็นแก่นสาร
บ้างกระมัง," จึงเข้าไปใกล้แล้ว, ถามว่า "ท่านผู้นิรทุกข์, ท่านเป็นอะไร จึงโกน
ศีรษะและนุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาดเช่นนี้ ?"
ร. "เราเป็นบรรพชิต."
น. "ท่านเป็นบรรพชิต. ด้วยเหตุอย่างไร ?"

//page13//
น. "เราเว้นจากกิจการบ้านเรือน เพื่อจะละมลทินที่ลามกเสียแล้ว, เรา
จึงชื่อว่าเป็นบรรพชิต."
น. "เหตุไฉน ผมของท่านจึงไม่เหมือนของเขาอื่นเล่า ?"
ร. "เราเห็นเหตุเครื่องกังวลสิบหกอย่าง เราจึงโกนเสีย. เหตุเครื่องกังวล
สิบหกอย่างนั้น คือ กังวลด้วยต้องหาเครื่องประดับหนึ่ง กังวลด้วยต้องแต่ง
หนึ่ง, กังวลด้วยต้องทาน้ำมันหนึ่ง, กังวลด้วยต้องสระหนึ่ง, กังวลด้วยต้อง
ประดับดอกไม้หนึ่ง, กังวลด้วยต้องทาของหอมหนึ่ง, กังวลด้วยต้องอบกลิ่น
หนึ่ง, กังวลด้วยต้องหาสมอ (สำหรับสระ) หนึ่ง, กังวลด้วยต้องหามะขามป้อม
(สำหรับสระ) หนึ่ง, กังวลด้วยจับเขม่าหนึ่ง, กังวลด้วยต้องเกล้าหนึ่ง, กังวล
ด้วยต้องหวีหนึ่ง, กังวลด้วยต้องตัดหนึ่ง, กังวลด้วยต้องสางหนึ่ง, กังวลด้วย
ต้องหาเหาหนึ่ง, และเมื่อผมร่วงโกรน เจ้าของย่อมเสียดายหนึ่ง: รวมเป็นเหตุ
เครื่องกังวลสิบหกอย่าง. คนที่กังวลอยู่ในเหตุสิบหกอย่างนี้ ย่อมทำศิลปที่
สุขุมยิ่งนักให้ฉิบหายเสียทั้งหมด."
น. "เหตุไฉน ผ้านุ่งผ้าห่มของท่าน จึงไม่เหมือนของเขาอื่นเล่า ?"
ร. "ผ้าที่กิเลสกามอิงอาศัย เป็นที่ใคร่ของคน เป็นเครื่องหมายเพศ
คฤหัสถ์; ภัยอันตรายอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นเพราะผ้า, ภัยนั้นมิได้มีแก่
ผู้ที่นุ่งห่มผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด; เหตุนั้น ผ้านุ่งห่มของเราจึงไม่เหมือนของเขา
อื่น."
น. "ท่านรู้ศิลปศาสตร์อยู่บ้างหรือ ?"-
ร. "เออ เรารู้, แม้มนต์ที่สูงสุดในโลกเราก็รู้."
น. "ท่านจะให้มนต์นั้นแก่ข้าพเจ้าได้หรือ ?"
ร. "เออ เราจะให้ได้."
น. "ถ้าอย่างนั้น ท่านให้เถิด."
ร. "เวลานี้ยังไม่เป็นกาล เพราะเรายังกำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่."


//page14//
ลำดับนั้น นาคเสนรับบาตรจากหัตถ์พระเถรเจ้าแล้ว, นิมนต์ให้เข้าไป
ในเรือนแล้ว, อังคาสด้วยขัชชะโภชชาหารอันประณีต ด้วยมือของตนจนอิ่ม
แล้ว, พูดเตือนว่า "เวลานี้ท่านให้มนต์นั้นเถิด."
พระเถรเจ้าตอบว่า "ท่านจะขอให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ถือเพศ
บรรพชิตที่เราถืออยู่นี้ เป็นคนไม่มีกังวลได้เมื่อใด, เราจะให้แก่ท่านเมื่อนั้น."
นาคเสนจึงไปหามารดาบิดาบอกว่า "บรรพชิตรูปนี้พูดอยู่ว่า 'รู้มนต์ที่
สูงสุดในโลก' ก็แต่ไม่ยอมให้แก่ผู้ที่ไม่ได้บวชในสำนักของตน ฉันจะขอบวช
เรียนมนต์นั้นในสำนักของบรรพชิตผู้นี้."
มารดาบิดาสำคัญใจว่า ลูกของตนบวชเรียนมนต์นั้นแล้ว จักกลับมา
จึงอนุญาตว่า "เรียนเถิดลูก." ครั้นมารดาบิดาอนุญาตให้นาคเสนบวชแล้ว
พระโรหณะผู้มีอายุก็พานาคเสนไปสู่วัตตนิยเสนาสน์และวิชัมภวัตถุเสนาสน์
แล้ว พักอยู่ที่วิชัมภวัตถุเสนาสน์ราตรีหนึ่งแล้วไปสู่พื้นถ้ำรักขิตคูหา
แล้ว บวชนาคเสนในท่ามกลางพระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ ณ ที่นั้น.
พอบวชแล้วสามเณรนาคเสนก็เตือนพระเถรเจ้าว่า "ข้าพเจ้าได้ถือเพศ
ของท่านแล้ว, ขอท่านให้มนต์นั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด."
พระเถรเจ้าตรองว่า "เราจะแนะนาคเสนในอะไรก่อนดีหนอ จะแนะใน
พระสุตตันปิฎกก่อนดี หรือจะแนะในพระอภิธรรมปิฏกก่อนดี," ครั้นตรองอยู่
อย่างนี้ ได้สันนิษฐานลงว่า "นาคเสนผู้นี้ มีปัญญาสามารถจะเรียนพระ
อภิธรรมปิฎกได้โดยง่าย," จึงได้แนะให้เรียนพระอภิธรรมปิฏกก่อน.
สามเณรนาคเสนสาธยายหนเดียว ก็จำพระอภิธรรมปิฏกได้คล่องทั้ง
หมดแล้ว จึงบอกพระเถรเจ้าว่า "ขอท่านหยุดอย่าสวดต่อไปเลย; ข้าพเจ้าจัก
สาธยายแต่เพียงเท่านี้ก่อน." แล้วเข้าไปหาพระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิแล้ว กล่าว
ว่า "ข้าพเจ้าจะสวดพระอภิธรรมปิฎกทั้งหมดถวายโดยพิสดาร."
พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏินั้นตอบว่า "ดีละ นาคเสน ท่านสวดเถิด."


//page15//
สามเณรนาคเสนก็สวดพระธรรมเจ็ดคัมภีร์นั้นโดยพิสดาร ถึงเจ็ด
เดือนจึงจบ มหาปฐพีบันลือเสียงลั่น, เทวดาถวายสาธุการ, มหาพรหมตบ
พระหัตถ์, เทพเจ้าทั้งหลายบันดาลจุรณ์จันทน์และดอกมัณฑทารพอันเป็น
ของทิพย์ให้ตกลง ดุจห่าฝนแล้ว. ครั้นสามเณรนาคเสนมีอายุได้ยี่สิบปี
บริบูรณ์แล้ว. พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ ก็ประชุมกันที่พื้นถ้ำรักขิตคูหา ให้
สามเณรนาคเสนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ, ครั้นรุ่งเช้าพระนาคเสนเข้าไป
บิณฑบาตในบ้านกับพระอุปัชฌาย์ดำริแต่ในจิตว่า "พระอุปัชฌาย์ของเรา
เป็นคนไม่รู้จักอะไรหนอ, พระอุปัชฌาย์ของเราเป็นคนเขลาหนอ, เพราะ
ท่านสอนให้เราศึกษาพระอภิธรรมปิฎกก่อนกว่าพระพุทธวจนะอื่น ๆ.
พระโรหณะผู้มีอายุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ทราบความดำริในจิตของ
พระนาคเสนแล้ว กล่าวว่า "นาคเสน ท่านดำริไม่สมควร, ความดำริเช่นนี้สม
ควรแก่ท่านก็หามิได้."
พระนาคเสนนึกในใจว่า "น่าอัศจรรย์หนอ ! พระอุปัชฌาย์ของเรา
ท่านมาทราบความดำริในจิตของเรา ด้วยวารจิตของท่าน, พระอุปัชฌาย์ของ
เรา ท่านมีปัญญาแท้ ๆ, ถ้าอย่างไร เราจะขอขมาให้ท่านอดโทษเสีย." ครั้นคิด
อย่างนี้แล้ว จึงขอขมาโทษว่า "ขอท่านจงอดโทษให้แก่ข้าพเจ้า ต่อไปข้าพเจ้า
จักไม่คิดเช่นนี้อีก."
พระเถรเจ้าตอบว่า "เราไม่ยอมอดโทษด้วยเพียงแต่สักว่าขอขมาเท่านี้.
ก็แต่ว่ามีราชธานีหนึ่ง ชื่อว่าสาคลนคร, พระเจ้าแผ่นดินผู้ครองราชสมบัติใน
ราชธานีนั้น ทรงพระนามว่าพระเจ้ามิลินท์, เธอโปรดตรัสถามปัญหาปรารภ
ทิฏฐิลัทธิต่าง ๆ ทำพระภิกษุสงฆ์ให้ได้ความลำบาก ในการที่จะกล่าวแก้
ปัญหา ซึ่งเธอตรัสถาม, ถ้าว่าท่านจะไปทรมานเธอให้เลื่อมใสได้แล้ว เราจึง
จะยอมอดโทษให้."



//page16//
พระนาคเสนเรียนตอบว่า "อย่าว่าแต่พระเจ้ามิลินท์องค์เดียวเลย, ให้
พระเจ้าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมด มาถามปัญหาข้าพเจ้า ๆ จะแก้ปัญหานั้น
ทำลายล้างเสียให้หมด, ขอท่านอดโทษให้แก่ข้าพเจ้าเถิด" เมื่อพระเถรเจ้ายัง
ไม่ยอมอดให้ จึงเรียนถามว่า "ถ้าอย่างนั้นในไตรมาสนี้ ข้าพเจ้าจะไปอยู่ใน
สำนักของใครเล่า ?"
พระเถรเจ้าตอบว่า "พระอัสสคุตตเถระผู้มีอายุ ท่านอยู่ที่วัตตนิย
เสนาสน์, ท่านจงไปหาท่านแล้ว กราบเรียนตามคำของเราว่า "พระอุปัชฌาย์
ของข้าพเจ้าให้มากราบเท้าท่าน และเรียนถามว่า "ท่านไม่มีอาพาธเจ็บไข้ ยัง
มีกำลังลุกคล่องแคล่วอยู่ผาสุกหรือ, และส่งข้าพเจ้ามาด้วยปรารถนาจะให้อยู่
ในสำนักของท่าน สิ้นไตรมาสนี้; และเมื่อท่านจะถามว่า "พระอุปัชฌาย์ของ
ท่านชื่อไร" ดังนี้แล้ว, ก็เรียนท่านว่า "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าชื่อโรหณ
เถระ," และเมื่อท่านจะถามว่า "เราชื่อไรเล่า" ก็เรียนท่านว่า "พระอุปัชฌาย์
ของข้าพเจ้าทราบชื่อของท่าน."
พระนาคเสนรับคำของพระเถรเจ้าแล้วกราบลา ทำประทักษิณแล้ว ถือ
บาตรจีวรหลีกจาริกไปโดยลำดับ ถึงวัตตนิยเสนาสน์แล้วเข้าไปหาพระอัสส
คุตตเถรเจ้า กราบท่านแล้วยืน ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งเรียนตามคำซึ่งพระ
อุปัชฌาย์ของตนสั่งมาทุกประการ.
พระอัสสคุตตเถรเจ้าถามว่า "ท่านชื่อไร ?"
น. "ข้าพเจ้าชื่อนาคเสน."
อ. "พระอุปัชฌาย์ของท่านชื่อไร ?"
น. "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้า ชื่อโรหณเถระ."
อ. "เราชื่อไรเล่า ?"-
น. "พระอุปัชฌาย์ของข้าพเจ้าทราบชื่อของท่าน."
อ. "ดีละ นาคเสน ท่านเก็บบาตรจีวรเถิด."
พระนาคเสนเก็บบาตรจีวรไว้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น ได้กวาดบริเวณตั้งน้ำ
บ้วนปากและไม้สีฟันไว้ถวาย.
//page17//
พระเถรเจ้ากลับกวาดที่ซึ่งพระนาคเสนกวาดแล้วเสียใหม่, เทน้ำนั้นเสียแล้ว
ตักน้ำอื่นมา, หยิบไม้สีฟันนั้นออกเสียแล้ว หยิบไม้สีฟันอันอื่นใช้, ไม่ได้เจรจา
ปราศรัยแม้สักหน่อยเลย. พระเถรเจ้าทำดังนี้ถึงเจ็ดวัน ต่อถึงวันที่เจ็ดจึงถาม
อย่างนั้นอีก. พระนาคเสนก็เรียนตอบเหมือนนั้น. ท่านจึงอนุญาตให้อยู่จำ
พรรษาในที่นั้น.
ในสมัยนั้น มีมหาอุบาสิกาผู้หนึ่ง ซึ่งได้อุปฐากพระเถรเจ้ามาถึง
สามสิบพรรษาแล้ว เมื่อล่วงไตรมาสนั้นแล้ว มาหาพระเถรเจ้าเรียนถามว่า "มี
ภิกษุอื่นมาจำพรรษาอยู่ในสำนักของท่านบ้างหรือไม่ ?"
ท่านตอบว่า "มีพระนาคเสนองค์หนึ่ง."
มหาอุบาสิกานั้นจึงนิมนต์พระเถรเจ้ากับพระนาคเสนไปฉันที่เรือนใน
วันรุ่งขึ้น. พระเถรเจ้ารับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพแล้ว ครั้นล่วงราตรีนั้นถึงเวลา
เช้าแล้ว ท่านครองผ้าตามสมณวัตรแล้ว ถือบาตรจีวรไปกับพระนาคเสนเป็น
ปัจฉาสมณะตามหลังถึงเรือนมหาอุบาสิกานั้นแล้ว นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้
ถวาย. มหาอุบาสิกานั้นจึงอังคาสพระเถรเจ้ากับพระนาคเสนด้วยของเคี้ยว
ของฉันอันประณีต ด้วยมือของตน. ครั้นฉันเสร็จแล้ว พระเถรเจ้าสั่งพระนาค
เสนว่า "ท่านทำอนุโมทนาแก่มหาอุบาสิกาเถิด." ครั้นสั่งดังนั้นแล้ว ลุกจาก
อาสนะหลีกไป.
ส่วนมหาอุบาสิกานั้นกล่าวขอกะพระนาคเสนว่า "ตนเป็นคนแก่แล้ว
ขอให้พระนาคเสนทำอนุโมทนาแก่ตนด้วยธรรมีกถาที่ลึกสุขุมเถิด" พระ
นาคเสนก็ทำอนุโมทนาแก่มหาอุบาสิกานั้นด้วยอภิธรรมกถาอันลึกละเอียด
แสดงโลกุตตรธรรมปฏิสังยุตด้วยสุญญตานุปัสสนา ขณะนั้น มหาอุบาสิกา
นั้นได้ธรรมจักษุคือปัญญาที่เห็นธรรมปราศจากธุลีปราศจากมลทินคือกิเลส
ในที่นั่งนั้นเองว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งปวงนั้นมี
ความดับเป็นธรรมดา" ดังนี้. แม้พระนาคเสนเอง ทำอนุโมทนาแก่อุบาสิกา
นั้นแล้ว พิจารณาธรรมที่ตนแสดงอยู่ นั่งเจริญวิปัสสนาอยู่ที่อาสนะนั้นก็ได้
บรรลุโสดาปัตติผล.
//page18//
เวลานั้น พระอัสสคุตตเถรเจ้านั่งที่วิหาร ทราบว่าพระนาคเสนและ
มหาอุบาสิกา ได้ธรรมจักษุบรรลุโสดาปัตติผลทั้งสองคน จึงให้สาธุการว่า "ดี
ละ ๆ นาคเสน ท่านยิงศรเล่มเดียว ทำลายกองสักกายทิฏฐิอันใหญ่ได้ถึงสอง
กอง." แม้เทวดาทั้งหลายก็ได้ถวายสาธุการหลายพันองค์. พระนาคเสนลุก
จากอาสนะกลับมาหาพระอัสสคุตตเถรเจ้า อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง. พระเถรเจ้าจึงสั่งว่า "ท่านจงไปสู่เมืองปาฏลิบุตร, เรียนพระพุทธวจนะ
ในสำนักแห่งพระธรรมรักขิตเถระผู้มีอายุ ซึ่งอยู่ในอโสการามเถิด."
น. "เมืองปาฏลิบุตร แต่ที่นี้ไปไกลกี่มากน้อย ?"-
อ. "ไกลร้อยโยชน์."
น. "หนทางไกลนัก, ในกลางทางอาหารก็หาได้ยาก, ข้าพเจ้าจะไป
อย่างไรได้ ?"
อ. "ไปเถิดนาคเสน, ในกลางทางท่านจักได้บิณฑบาตข้าวสาลีที่
บริสุทธิ์และแกงกับเป็นอันมาก."
พระนาคเสนรับคำของพระเถรเจ้าแล้ว กราบลาทำประทักษิณแล้ว ถือ
บาตรจีวรจาริกไปเมืองปรากฏลิบุตร.
ในสมัยนั้น เศรษฐีชาวเมืองปาฎลิบุตรพร้อมด้วยเกวียนห้าร้อยกำลัง
เดินทางจะไปเมืองปาฎลิบุตรอยู่. ได้เห็นพระนาคเสนเดินทางมาแต่ไกล, จึง
สั่งให้กลับเกวียนห้าร้อยนั้นแล้ว ไปหาพระนาคเสนถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าจัก
ไปข้างไหน ?"
พระนาคเสนตอบว่า "จะไปเมืองปาฏลิบุตร."
เศรษฐีชวนว่า "ดีละ ข้าพเจ้าก็จะไปเมืองปาฏลิบุตร เหมือนกัน, พระผู้
เป็นเจ้าจงไปกับข้าพเจ้าเถิด จะได้ไปเป็นสุข" ดังนี้, แล้วเลื่อมใสในอิริยาบถ
ของพระนาคเสน แล้วอังคาสท่านด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต ด้วยมือ
ของตนจนอิ่มเสร็จแล้ว นั่ง ณ ที่อาสนะต่ำแห่งหนึ่งแล้วถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า
ชื่อไร ?"






เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2012, 13:31 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


.. :b8:
อนุโมทนาแล้วๆๆ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2012, 06:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3823


 ข้อมูลส่วนตัว


//page19//
น. "เราชื่อนาคเสน."
ศ. "พระผู้เป็นเจ้าทราบพระพุทธวจนะบ้างหรือ ?"
น. "เราทราบพระอภิธรรมอยู่บ้าง.
ศ. "เป็นลาภของข้าพเจ้าที่ได้พบกับพระผู้เป็นเจ้า, เพราะข้าพเจ้าก็
เป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรม พระผู้เป็นเจ้าก็เป็นผู้ศึกษาพระอภิธรรม, ขอพระผู้
เป็นเจ้าจงแสดงพระอภิธรรมแก่ข้าพเจ้า." พระนาคเสนก็แสดงพระอภิธรรมให้
เศรษฐีฟัง, เมื่อกำลังแสดงอยู่นั้น เศรษฐีได้ธรรมจักษุบรรลุโสดาปัตติผล, แล้ว
จึงสั่งให้เกวียนห้าร้อยนั้นล่วงหน้าไปก่อนแล้ว ส่วนตัวเองมากับพระนาคเสน
ข้างหลัง ถึงทางสองแยกใกล้เมืองปาฏลิบุตร ก็หยุดยืนชี้บอกหนทางที่จะไป
อโสการาม แล้วถวายผ้ารัตตกัมพลของตน ยาวสิบหกศอกกว้างแปดศอกแก่
พระนาคเสน แล้วเดินแยกทางไป.
ส่วนพระนาคเสนอไปถึงอโสการามแล้ว เข้าไปหาพระธรรมรักขิตเถร
เจ้าแล้ว กราบเรียนเหตุที่ตนมาแล้ว ขอเรียนพระพุทธวจนะไตรปิฎกธรรมใน
สำนักแห่งพระเถรเจ้า เป็นแต่เพียงสาธยายพยัญชนะคราวละหนเท่านั้นถึง
สามเดือนจึงจบ ยังซ้ำพิจารณาอรรถแห่งพระพุทธวจนะที่ได้เรียนแล้วอีกสาม
เดือนจึงตลอด. พระธรรมรักขิตเถรเจ้าเห็นพระนาคเสนแม่นยำชำนาญในพระ
พุทธวจนะไตรปิฎกธรรมแล้ว จึงกล่าวเตือนให้สติว่า "ดูก่อนนาคเสน ถึงว่า
ท่านทรงพระพุทธวจนะไตรปิฎกได้แล้ว ก็ยังไม่ได้ผลแห่งสมณปฏิบัติ, เหมือน
นายโคบาลถึงเลี้ยงโคก็มิได้บริโภคโครสเหมือนคนอื่นฉะนั้น"
พระนาคเสนเรียนตอบพระเถรเจ้าว่า "กล่าวเตือนด้วยวาจาเพียงเท่านี้
พอแล้ว" ในวันนั้น บำเพ็ญเพียรก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลพร้อมด้วยพระจตุ
ปฏิสัมภิทาญาณ. ขณะนั้น เทวดาได้ถวายสาธุการ, มหาปฐพีบันลือเสียงลั่น,
มหาพรหมตบพระหัตถ์, เทพเจ้าทั้งหลายบันดาลจุรณ์จันทน์และดอกมัณฑา
รพอันเปนของทิพย์ให้ตกลง ดุลห่าฝน เป็นมหัศจรรย์.


//page20//
ครั้นพระนาคเสนได้บรรลุพระอาหัตตผลแล้ว พระอรหันต์เจ้าร้อยโกฏิ
ก็ประชุมกันที่พื้นถ้ำรักขิตคูหา ณ เขาหิมพานต์ ส่งทูตให้นำศาสน์ไปยังสำนัก
พระนาคเสนว่า "ขอพระนาคเสนอจงมาหา เราทั้งหลายปรารถนาจะพบ" ดัง
นี้. พระนาคเสนได้ฟังทูตบอกดังนั้นแล้วจึงอันตรธานจากอโสการาม มา
ปรากฏที่เฉพาะหน้าแห่งพระอรหันต์เจ้าทั้งหลายนั้น. พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย
จึงมีคำสั่งว่า "นั่นแน่ะ นาคเสน พระเจ้ามิลินท์ตรัสถามปัญหาโต้ตอบถ้อยคำ
ทำภิกษุสงฆ์ให้ได้ความลำบากยิ่งนัก, ขอท่านไปทรมานพระเจ้ามิลินท์เถิด."
พระนาคเสน ตอบว่า "ข้าแต่พระเถรเจ้าทั้งหลาย อย่าว่าแต่เจ้ามิลินท์
พระองค์เดียวเลย, ให้พระเจ้าแผ่นดินในชมพูทวีปทั้งหมดมาถามปัญหา
ข้าพเจ้า ๆ จะวิสัชนาแก้ทำลายล้างเสียให้หมด, ขอท่านทั้งหลายอย่าได้กลัว
เลย จงไปสู่สาคลราชธานีเถิด." พระเถรเจ้าทั้งหลายก็พากันไปสู่สาคลราช
ธานี ทำพระนครนั้นให้เหลืองอร่ามด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ มีสมณบริษัทเดินไป
มาไม่ขาด.
ในสมัยนั้น พระอายุปาลเถรเจ้าผู้มีอายุ อาศัยอยู่ที่สังเขยยบริเวณครั้ง
นั้น พระเจ้ามิลินท์ตรัสปรึกษาราชอมาตย์ทั้งหลายว่า "คืนวันนี้เดือนหงายน่า
สบายนัก, เราจะไปสากัจฉาถามปัญหากะสมณะหรือพราหมณ์ผู้ไหนดีหนอ,
ใครจะสามารถเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้ ?"
ราชอมาตย์เหล่านั้นกราบทูลว่า "มีพระเถระรูปหนึ่งชื่ออายุปาละได้
เล่าเรียนพระคัมภีร์แตกฉาน เป็นพหุสุตทรงพระไตรปิฎก, ในเวลานี้ท่านอยู่ที่
สังเขยยบริเวณ, ขอพระองค์เสด็จไปถามปัญหากะพระอายุปาลเถระนั้นเถิด"
พระเจ้ามิลินทร์รับสั่งว่า "ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งหลายจงไปแจ้งความแก่
ท่านให้ทราบก่อน"
เนมิตติกอมาตย์รับสั่งแล้วจึงใช้ทูตไปแจ้งแก่พระ อายุปาลเถรเจ้าว่า "
พระราชามีพระประสงค์จะใคร่เสด็จพระราชดำเนินมาพบพระเถรเจ้า." พระ
เถรเจ้าก็ถวายโอกาสว่า "เชิญเสด็จมาเถิด."

//page21//
จึงพระเจ้ามิลินท์เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง พร้อมด้วยอมาตย์ชาติโยนก
ห้าร้อยห้อมล้อมเป็นราชบริวาร เสด็จพระราชดำเนินมาถึงสังเขยยบริเวณ
วิหารแล้ว เสด็จไปยังสำนักพระอายุปาลเถรเจ้า ทรงพระราชปฏิสันถาร
ปราศรัยกับพระเถรเจ้าพอสมควรแล้ว เสด็จประทับ ณ ส่วนข้างหนึ่ง จึง
ตรัสถามปัญหากะพระเถรเจ้า ดังนี้:
มิ. "บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้า มีประโยชน์อย่างไร, และอะไรเป็น
ประโยชน์ที่พระผู้เป็นเจ้าประสงค์เป็นอย่างยิ่ง ?"
อา. "บรรพชามีประโยชน์ที่จะได้ประพฤติให้เป็นธรรม ประพฤติให้
เสมอ."
มิ. "ใคร ๆ แม้เป็นคฤหัสถ์ที่ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติเสมอได้ มีอยู่
บ้างหรือไม่ ?"
อา. "ขอถวายพระพร มีอยู่, คือเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระ
ธรรมจักร ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ใกล้กรุงพาราณสี, ครั้งนั้น พรหมได้บรรลุ
ธรรมาภิสมัยถึงสิบแปดโกฏิ, ส่วนเทวดาซึ่งได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอันมาก
พ้นที่จะนับได้; พรหมและเทวดาเหล่านั้นล้วนเป็นคฤหัสถ์ มิใช่บรรพชิต อนึ่ง
เมื่อทรงแสดงมหาสมยสูตร มงคลสูตร สมจิตตปริยายสูตร ราหุโลวาทสูตร
และปราภวสูตรเทวดาได้บรรลุธรรมาภิสมัยเป็นอันมากเหลือที่จะนับได้;
เทวดาเหล่านี้ล้วนเป็นคฤหัสถ์ มิใช่บรรพชิต."
มิ. "ถ้าอย่างนั้น บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้าก็ไม่มีประโยชน์อะไร, ตกลง
เป็นพระสมณะเหล่าศากยบุตร บวชและสมาทานธุดงค์ เพราะผลวิบากแห่ง
บาปกรรมที่ตนทำไว้แต่ปางก่อน คือ ภิกษุใด ถือเอกาสนิกธุดงค์, ชะรอยใน
ปางก่อนภิกษุนั้น จะเป็นโจรลักโภคสมบัติของคนอื่นเป็นแน่; เพราะโทษที่แย่ง
ชิงโภคสมบัติของเขา เดี๋ยวนี้จึงต้องนั่งฉันอาหารในที่อันเดียว ไมได้ฉันตาม
สบาย ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น.


//page22//
อนึ่ง ภิกษุใด ถืออัพโภกาสิกาธุดงค์, ชะรอยในปางก่อนภิกษุนั้นจะ
เป็นโจรปล้นบ้านเขาเป็นแน่; เพราะโทษที่ทำเรือนเขาให้ฉิบหาย เดี๋ยวนี้จึง
ต้องอยู่แต่ในที่แจ้ง ไม่ได้อาศัยในเสนาสนะ ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น.
อนึ่ง ภิกษุใด ถือเนสัชชิกธุดงค์, ชะรอยในปางก่อนภิกษุนั้น จะเป็นโจร
ปล้นในหนทางเปลี่ยวเป็นแน่; เพราะโทษที่จับคนเดินทางมาผูกมัดให้นั่งแกร่ว
อยู่ เดี๋ยวนี้จึงต้องนั่งแกร่วไม่ได้นอน ด้วยผลวิบากแห่งกรรมอันนั้น; ศีลของ
เธอไม่มี ความเพียร (ทรมานกิเลส) ของเธอไม่มี พรหมจรรย์ของเธอไม่มี."
เมื่อพระเจ้ามิลินท์ตรัสเช่นนี้ พระเถรเจ้าก็นิ่งอั้น ไม่ทูลถวายวิสัชนา
อย่างไรอีกได้. ราชอมาตย์ทั้งหลายนั้นจึงกราบทูลว่า "พระเถรเจ้าเป็นคนมี
ปัญญา, แต่ไม่กล้า จึงมิได้ทูลถวายวิสัชนาอย่างไรอีกได้." ครั้นพระเจ้ามิลินท์
ทอดพระเนตรเห็นพระเถรเจ้านิ่งอั้น ก็ตบพระหัตถ์ ทรงพระสรวลแล้ว ตรัสกะ
อมาตย์ทั้งหลายว่า "ชมพูทวีปนี้ว่างเปล่าทีเดียวหนอ, ไม่มีสมณะพราหมณ์ผู้
ไหน สามารถจะเจรจากับเรา บรรเทาความสงสัยเสียได้" ดังนี้แล้ว, เหลียว
ทอดพระเนตรเห็นหมู่อมาตย์มิได้หวาดหวั่นครั่นคร้าม มิได้เก้อเขิน จึงทรง
พระราชดำริว่า "ชะรอยจะมีภิกษุอะไรอื่น ๆ ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากับเรา
อีกเป็นแม่นมั่น, ชาวโยนกเหล่านี้จึงไม่เก้อเขิน" ดังนี้แล้ว, ตรัสถามอมาตย์
ทั้งหลายนั้นว่า "ยังมีภิกษุอะไรอื่น ที่ฉลาดสามารถจะเจรจากับเรา บรรเทา
ความสงสัยเสียได้ อีกบ้างหรือ ?"
ในกาลนั้น พระนาคเสนเถรเจ้าอยู่ที่สังเขยยบริเวณนั้น กับภิกษุสงฆ์
แปดหมื่นรูป, เทวมันติยอมาตย์จึงกราบทูลว่า "ขอพระองค์ทรงรอก่อน ยังมี
พระเถระอีกรูปหนึ่งชื่อว่านาคเสน เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉียบแหลมว่องไว
กล้าหาญ เป็นพหุสุต พูดไพเราะ มีความคิดดี บรรลุบารมีธรรม แตกฉานใน
พระจตุปฏิสัมภิทา สามารถทราบเหตุผล ฉลาดในโวหาร มีปฏิภาณคล่องแค
ล่ว, บัดนี้ท่านอยู่สังเขยยบริเวณ, พระองค์เสด็จไปถามปัญหากะท่านเถิด,
ท่านสามารถจะเจรจากับพระองค์บรรเทาความสงสัยเสียได้."

//page23//
พอพระเจ้ามิลินท์ได้ทรงสดับเสียงออกชื่อว่า นาคเสน ดังนั้น ให้ทรง
กลัวครั่นคร้ามสยดสยอง (แข็งพระหฤทัย) ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "
ท่านสามารถจะเจรจากับเราได้หรือไม่ ?"
เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "หากว่าจะเจรจากับเทพเจ้าซึ่งมีฤทธิ
อำนาจ มีท้าวโกสีย์เป็นต้นหรือกับท้าวมหาพรหม ท่านยังสามารถ, เหตุไฉน
จักไม่อาจเจรจากับมนุษย์ได้เล่า."
พระเจ้ามิลินท์จึงรับสั่งให้เทวมันติยอมาตย์ใช้ทูตไปแจ้งแก่ท่าน, ครั้น
ท่านถวายโอกาสแล้ว, ก็เสด็จไปสู่สังเขยยบริเวณ.
เวลานั้น พระนาคเสนเถรเจ้าพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แปดหมื่นรูปนั่งอยู่ที่
มณฑลมาลก (วิหารกลม) พระเจ้ามิลินท์ได้ทอดพระเนตรเห็นบริษัทของพระ
เถรเจ้าแต่ไกลแล้ว, ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "นั่นบริษัทของใคร จึงใหญ่
ถึงเพียงนี้."
เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "บริษัทของพระนาคเสนเถรเจ้า" ท้าว
เธอก็ยิ่งทรงครั่นคร้ามขามขยาด แต่เกรงราชบริพารจะดูหมิ่นได้ จึงสะกดพระ
ทัยไว้มั่น ตรัสแก่เทวมันติยอมาตย์ว่า "ท่านอย่าเพ่อบอกตัวพระนาคเสนแก่
เราเลย, เราจะหาพระนาคเสนให้รู้จักเอง, ไม่ต้องบอก."
เทวมันติยอมาตย์กราบทูลว่า "จะทรงทอดพระเนตรหาพระนาคเสนให้
รู้จักเองนั้นชอบแล้ว."
ในพระภิกษุสงฆ์นั้น พระนาคเสนเถรเจ้า อ่อนกว่าภิกษุสี่หมื่นรูป ซึ่ง
นั่งอยู่หน้า, แก่กว่าภิกษุสี่หมื่นรูป ซึ่งนั่งอยู่หลัง. พระเจ้ามิลินท์ทอดพระเนตร
ภิกษุสงฆ์ทั้งข้างหน้าข้างหลังและท่ามกลาง ได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาค
เสนเถรเจ้านั่งอยู่ในท่ามกลางแห่งภิกษุสงฆ์ (มีท่าทางองอาจ) ปราศจาก
ความกลัวและครั่นคร้าม, ก็ทรงทราบโดยคาดอาการว่า "องค์นั้นแหละพระ
นาคเสน" ดังนี้แล้ว ตรัสถามเทวมันติยอมาตย์ว่า "องค์นั้นหรือพระนาคเสน."



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2012, 12:41 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


.. :b8:
อนุโมทนาแล้วๆๆ ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2012, 08:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3823


 ข้อมูลส่วนตัว


//page24//
เทวมันติยอมาตย์กราบทูลรับว่า "พระพุทธเจ้าข้า องค์นั้นแหละ พระ
นาคเสน, พระองค์ทรงรู้จักท่านถูกแล้ว." พระเจ้ามิลินท์ทรงยินดีว่า "พระองค์
ทรงรู้จักท่านถูกแล้ว." พระเจ้ามิลินท์ทรงยินดีว่า "พระองค์ทรงรู้จักพระนาค
เสนเอง ไม่ต้องทูล." พอทรงรู้จักพระนาคเสนแล้ว ก็ทรงกลัวครั่นคร้ามสยด
สยองยิ่งขึ้นกว่าเก่าเป็นอันมาก.
พาหิรกถาเรื่องนอกปัญหา จบ

มิลินทปัญหา
วรรคที่หนึ่ง
๑. นามปัญหา ๑

ลำดับนั้น พระเจ้ามิลินท์ เสด็จเข้าไปใกล้พระนาคเสนเถรเจ้าแล้ว ทรง
ทำพระราชปฏิสันถารกับพระเถรเจ้า ด้วยพระวาจาปราศรัยควรเป็นที่ตั้งแห่ง
ความยินดี และควรเป็นที่ให้ระลึก
อยู่ในใจเสร็จแล้ว เสด็จประทับส่วนข้างหนึ่ง. แม้พระเถรเจ้าก็ทำปฏิสันถาร
ด้วยวาจาปราศรัย อัน
เป็นเครื่องทำพระหฤทัยของพระเจ้ามิลินท์ ให้ยินดีเหมือนกัน.
ครั้นแล้ว พระเจ้ามิลินท์ ตรัสถามพระเถรเจ้าว่า "ชนทั้งหลายเขารู้จัก
พระผู้เป็นเจ้าว่าอย่าง
ไร, พระผู้เป็นเจ้ามีนามว่าอย่างไร."
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ชนทั้งหลายเขารู้จักอาตมภาพว่า 'นาคเสน,'
ถึงเพื่อนสพรหมจารี
ทั้งหลาย ก็เรียกอาตมภาพว่า 'นาคเสน,' แต่โยมตั้งชื่อว่า 'นาคเสน'
บ้าง ว่า 'สูรเสน' บ้าง ว่า
'วีรเสน' บ้าง ว่า 'สีหเสน' บ้าง, ก็แต่คำว่า 'นาคเสน' นี้ เป็นแต่เพียงชื่อที่นับ
กัน ที่รู้กัน ที่ตั้งกัน ที่
เรียกัน เท่านั้น, ไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นหาได้ในชื่อนั้น."
ขณะนั้น พระเจ้ามิลินท์ตรัสประกาศว่า "ขอพวกโยนกอมาตย์
ห้าร้อย และภิกษุสงฆ์
แปดหมื่น จงฟังคำข้าพเจ้า, พระนาคเสนองค์นี้ กล่าวว่า "ไม่มีตัวบุคคลที่
จะค้นหาได้ในชื่อนั้น,"
ควรจะชอบใจคำนั้นได้ละหรือ." แล้วจึงตรัสถามพระนาคเสนว่า "ถ้าว่าไม่มีตัว
บุคคลที่จะค้นหาได้,
ใครเล่าถวายจตุปัจจัย คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานเภสัช แก่พระ
ผู้เป็นเจ้า, ใครฉัน
จตุปัจจัยนั้น, ใครรักษาศีล, ใครเจริญภาวนา, ใครทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง.
ใครฆ่าสัตว์มีชีวิต,
ใครถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว, ใครประพฤติผิดในกามทั้งหลาย, ใคร
พูดเท็จ, ใครดื่มน้ำ
เมา, ใครทำอนันตริยกรรมห้าอย่าง; เหตุนั้น ไม่มีกุศล, ไม่มีอกุศล, ไม่มีผู้ทำ
เองก็ดี ผู้ใช้ให้ทำก็ดี ซึ่ง
กรรมที่เป็นกุศลและอกุศล, ไม่มีผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วนะซิ, ถ้าผู้
ใดฆ่าพระผู้เป็นเจ้า
ตาย ไม่เป็นปาณาติบาตแก่ผู้นั้นนะซิ, อนึ่ง อาจารย์ก็ดี อุปัชฌาย์ก็ดี
อุปสมบทก็ดี ของพระผู้เป็น
เจ้าก็ไม่มีนะซิ; พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า "เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายเรียกอาตม
ภาพว่า 'นาคเสน' ดัง
นี้, อะไรชื่อว่า นาคเสนในคำนั้น, ผมหรือ พระผู้เป็นเจ้า ชื่อว่านาคเสน."
เมื่อพระเถรเจ้าทูลว่า "มิใช่." จึงตรัสไล่ต่อ ๆ ไปจนตลอดอาการ
สามสิบสองโดยลำดับว่า
"ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด
ไต ปอด ไส้ สายรัดไส้
อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี มวก หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำ
ลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
มันในสมอง แต่ละอย่าง ๆ ว่าเป็นนาคเสนหรือ ?"
พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่."-
จึงตรัสไล่ว่า "เบญจขันธ์ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่
ละอย่าง ๆ ว่าเป็น
นาคเสนหรือ ?"
พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่."
จึงตรัสไล่ว่า "รวมทั้งรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือชื่อว่า
นาคเสน, หรือนาคเสน
จะมีนอกจากรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ."
พระเถรเจ้าก็ทูลตอบว่า "มิใช่ ๆ ทุกข้อ." เมื่อเป็นทีฉะนี้แล้ว จึงตรัสเย้ย
ว่า "ข้าพเจ้าถาม
พระผู้เป็นเจ้าไป ก็ไม่พบว่าอะไรเป็นนาคเสน, หรือเสียงเท่านั้นแหละเป็นนาค
เสน, หรืออะไรเป็น
นาคเสนในคำนั้น, พระผู้เป็นเจ้าพูดมุสาวาทเหลวไหล, ไม่มีนาคเสนสัก
หน่อย."
เมื่อพระเถรเจ้าจะถวายวิสัชนาแก้ปัญหานั้น จึงทูลบรรยายเป็น
ปราศรัย เพื่ออ้อมหาช่อง
ให้พระเจ้ามิลินท์ ตรัสตอบให้ได้ที อย่างนี้ก่อนว่า "พระองค์เป็นพระมหา
กษัตริย์เจริญในความสุข
ล่วงส่วนแห่งสามัญชน, พระองค์เสด็จมาถึงกำลังเที่ยง พื้นแผ่นดินกำลังร้อน
จัด ทรายตามทางก็
กำลังร้อนจัด ถ้าทรงเหยียบก้อนกรวดกระเบื้องและทรายที่กำลังร้อนจัด เสด็จ
พระราชดำเนินมา
ด้วยพระบาทแล้ว พระบาทคงจะพอง, พระกายคงจะลำบาก, พระหฤทัยคง
จะเหนื่อยอ่อน, พระ
กายวิญญาณที่กอปรด้วยทุกข์คงจะเกิดขึ้นเป็นแน่, พระองค์เสด็จพระราช
ดำเนินมาด้วยพระบาท
หรือด้วยราชพาหนะ ?"
พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า "ข้าพเจ้าไมได้เดินมา, ข้าพเจ้ามาด้วยรถ."
พระเถรเจ้าได้ทีจึงทูลว่า "ถ้าพระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาด้วยรถ,
ขอจงตรัสบอกแก่อา
ตมภาพว่า อะไรเป็นรถ งอนหรือเป็นรถ."
พระเจ้ามิลินท์ตรัสตอบว่า "มิใช่."
พระเถรเจ้าจึงทูลถามต่อไปอีกว่า "เพลา ล้อ เรือน คัน แอก สายขับ
แส้ แต่ละอย่าง ๆ ว่า
เป็นรถหรือ ?"
พระเจ้ามิลินท์ก็ตรัสตอบว่า "มิใช่."
พระเถรเจ้าทูลถามว่า "หรือสัมภาระเหล่านั้นทั้งหมดเป็นรถ, หรือว่ารถ
นั้นสิ่งอื่นนอกจาก
สัมภาระเหล่านั้น ?"
พระเจ้ามิลินท์ก็ตรัสว่า "มิใช่."
พระเถรเจ้าจึงทูลเป็นคำเย้ยว่า "อาตมภาพทูลถามพระองค์ไปก็ไม่พบ
ว่า อะไรเป็นรถ, หรือ
เสียงเท่านั้นแหละเป็นรถ, หรืออะไรเป็นรถในคำนั้น, พระองค์ตรัสมุสาวาท
เหลวไหล, ไม่มีรถสัก
หน่อย พระองค์เป็นถึงยอดพระเจ้าแผ่นดินทั่วพื้นชมพูทวีป, พระองค์ทรงกลัว
ใครจึงต้องตรัสมุสา
เช่นนี้ ขอโยนกามาตย์ห้าร้อย กับภิกษุสงฆ์แปดหมื่น จงฟังคำข้าพเจ้า, พระ
เจ้ามิลินท์พระองค์นี้
ตรัสว่า 'พระองค์เสด็จมาด้วยรถ.' ข้าพเจ้าทูลให้ทรงแสดงว่า อะไรเป็นรถ ก็
ทรงแสดงให้ปรากฏไม่
ได้, ควรจะชอบใจคำที่ตรัสนั้นได้ละหรือ ?"-
เมื่อพระเถรเจ้ากล่าวฉะนี้แล้ว โยนกามาตย์ห้าร้อย ได้ถวายสาธุการ
แก่พระเถรเจ้าแล้ว ทูล
พระเจ้ามิลินท์ว่า "บัดนี้ถ้าพระองค์สามารถ ก็ตรัสแก้ปัญหานั้นเถิด."
พระเจ้ามิลินท์ จึงตรัสกับพระเถรเจ้าว่า "ข้าพเจ้าไม่ได้พูดมุสา, อาศัย
ทั้งงอน ทั้งเพลา ทั้ง
ล้อ ทั้งเรือน ทั้งคัน เข้าด้วยกัน จึงได้ชื่อว่ารถ."
พระเถรเจ้าจึงตอบว่า "พระองค์ทรงรู้จักรถถูกแล้ว ข้อนี้ฉันใด; อาศัย
ทั้งผม ทั้งขน จนถึงมัน
ในสมอง อาศัยทั้งรูป ทั้งเวทนา ทั้งสัญญา ทั้งสังขาร ทั้งวิญญาณ จึงมีชื่อของ
อาตมภาพว่า นาค
เสนฉันนั้น. ก็แต่ว่าโดยปรมัตถ์แล้ว ไม่มีตัวบุคคลที่จะค้นได้ในชื่อนั้น. แม้คำนี้
นางวชิราภิกษุณี ได้
ภาษิต ณ ที่เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า 'เหมือนอย่างว่า
เพราะอาศัยองค์ที่เป็น
สัมภาระ จึงมีศัพท์กล่าวว่า 'รถ' ดังนี้ ฉันใด, เมื่อขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ ก็มีคำ
สมมติว่า 'สัตว์' เหมือน
กัน ฉันนั้น." เมื่อพระเถรเจ้าถวายวิสัชนาความกล่าวแก้ปัญหาฉะนี้แล้ว, พระ
เจ้ามิลินท์ ทรง
อนุโมทนาว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาปัญหานั้นเป็นอัศจรรย์ น่าประหลาด
จริง, พระผู้เป็นเจ้า
วิสัชนาปัญหาวิจิตรยิ่งนัก, ถ้าพระพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ คงจะประทาน
สาธุการเป็นแน่, พระ
ผู้เป็นเจ้ากล่าวแกปัญหาวิจิตรยิ่งนัก ดีแท้ชอบแท้."

๒. วัสสปัญหา ๒

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าพรรษาเท่าไร ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "อาตมภาพมีพรรษาเจ็ด."
ร. "อะไรชื่อว่าเจ็ด, พระผู้เป็นเจ้าชื่อว่าเจ็ด หรือการนับชื่อว่าเจ็ด ?"
ในเวลานั้นเงาของพระราชาอันทรงเครื่องอย่างขัติยราช ปรากฏอยู่ ณ
พื้นแผ่นดิน และ
ปรากฏอยู่ที่หม้อน้ำ.
ถ. "เงาของพระองค์นี้ ปรากฏอยู่ที่พื้นแผ่นดินและที่หม้อน้ำ, พระองค์
เป็นพระราชา หรือว่า
เงาเป็นพระราชา ?"
ร. "ข้าพเจ้าเป็นพระราชา, เงานี้มิใช่พระราชา, ก็แต่ว่าเงานี้อาศัย
ข้าพเจ้าเป็นไป."
ถ. "ข้อนี้ฉันใด ความนับพรรษาชื่อว่าเจ็ด, อาตมภาพมิได้ชื่อว่าเจ็ด, ก็
แต่คำว่าเจ็ดนั้น
อาศัยอาตมภาพเป็นไป เหมือนอย่างเงาของพระองค์ ฉันนั้น."
ร. "พระผู้เป็นเจ้ากล่าวแก้ปัญหาเป็นอัศจรรย์ น่าประหลายจริง
ปัญหาที่พระผู้เป็นเจ้า
กล่าวแก้วิจิตรยิ่งนัก."-



๓. เถรติกขปฏิภาณปัญหา ๓

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าจักเจรจากับข้าพเจ้าได้หรือ ?"
พระเถรเจ้าทูลว่า "ถ้าพระองค์จักตรัสอย่างบัณฑิต, อาตมภาพจัก
เจรจาด้วยได้; ก็ถ้าว่า
พระองค์จักตรัสอย่างพระเจ้าแผ่นดิน, อาตมภาพจักเจรจาด้วยไม่ได้."
ร. "บัณฑิตทั้งหลายเจรจากันอย่างไร ?"
ถ. "เมื่อบัณฑิตเจรจากัน เขาผูกปัญหาไล่บ้าง เขาแก้ปัญหาบ้าง, เขา
พูดข่มบ้าง, เขายอม
รับบ้าง, เขาเจรจาแข่งบ้าง, เขากลับเจรจาแข่งบ้าง, เขาไม่โกรธเพราะการที่
เจรจากันนั้น, บัณฑิต
ทั้งหลายเจรจากันอย่างนี้."
ร. "พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ตรัสกันอย่างไร ?"
ถ. "เมื่อพระเจ้าแผ่นดินตรัสนั้น พระองค์ตรัสเรื่องหนึ่งอยู่, ผู้ใดขัดขึ้น
ก็ลงพระราชอาชญา
แก่ผู้นั้น; พระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย ตรัสกันอย่างนี้."
ร. "ข้าพเจ้าจักเจรจาอย่างบัณฑิต ไม่เจรจาอย่างพระเจ้าแผ่นดิน, ขอ
พระผู้เป็นเจ้าจง
เจรจาตามสบาย, เหมือนเจรจากับภิกษุก็ดี กับสามเณรก็ดี กับอุบาสกก็ดี กับ
คนรักษาอารามก็ดี
ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่ากลัวเลย."
ถ. "ดีแล้ว."
ร. "พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะขอถามได้หรือ ?"
ถ. ตรัสถามเถิด."
ร. "ข้าพเจ้าถามพระผู้เป็นเจ้าแล้ว."
ถ. "อาตมภาพวิสัชนาถวายแล้ว."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนาว่าอะไร ?"
ถ. "พระองค์ตรัสถามว่าอะไร ?"
ในเพลานั้น พระเจ้ามิลินท์ทรงพระราชดำริว่า "พระภิกษุองค์นี้มีปรีชา
สามารถจะเจรจากับ
เรา, และข้อที่เราจะต้องถามก็ยังมีอยู่มาก, ยังไม่ทันจะถามหมด ตะวันจะตก
เสียก่อน, อย่าอย่าง
นั้นเลย พรุ่งนี้เราจึงค่อยเจรจากันใหม่ที่ในวัง." ครั้นทรงพระดำริฉะนี้แล้ว จึงมี
พระราชดำรัสสั่งเทว
มันติยอมาตย์ ให้อาราธนาพระเถรเจ้าเข้าไปเจรจากับพระองค์ที่ในพระราชวัง
ในวันพรุ่งนี้ แล้ว
เสด็จลุกจากราชอาสน์ทรงลาพระเถรเจ้าแล้ว ทรงม้าพระที่นั่งเสด็จกลับไป
นึกบ่นอยู่ในพระราช
หฤทัยว่า "พระนาคเสน ๆ" ดังนี้.
ฝ่ายเทวมันติยอมาตย์ ก็อาราธนาพระเถรเจ้าตามรับสั่ง, พระเถรเจ้าก็
รับจะเข้าไป. ครั้น
ล่วงราตรีนั้นแล้ว อมาตย์สี่นายคือเทวมันติยอมาตย์ หนึ่ง อนันกายอมาตย์
หนึ่ง มังกุรอมาตย์ หนึ่ง
สัพพทินนอมาตย์ หนึ่ง เข้าไปกราบทูลถามว่า "จะโปรดให้พระนาคเสนเข้ามา
หรือยัง." เมื่อรับสั่ง-
อนุญาตว่า "นิมนต์ท่านเข้ามาเถิด." จึงทูลถามอีกว่า "จะโปรดให้ท่านมากับ
ภิกษุสงฆ์กี่รูป." เมื่อรับ
สั่งว่า "ท่านประสงค์จะมากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็มาเถิด." สัพพทินน อมาตย์ จึง
กราบทูลว่า "ให้ท่านมา
กับภิกษุสงฆ์สักสิบรูปหรือ ?" ก็รับสั่งยืนคำอยู่ว่า "จะมากี่รูปก็มาเถิด." สัพพ
ทินนอมาตย์ทูลถาม
และตรัสตอบดังนั้นถึงสองครั้ง, ครั้นครั้งที่สาม สัพพทินนอมาตย์ทูลถามอีก
จึงตรัสตอบว่า "เราได้
จัดเครื่องสักการไว้เสร็จแล้ว, จึงพูดว่า "ท่านประสงค์จะมากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็
มาเถิด, แต่สัพพทิน
นอมาตย์ผู้นี้พูดไปเสียอย่างอื่น, เราไม่สามารถจะถวายโภชนทานแก่ภิกษุทั้ง
หลายหรือ." ครั้นตรัส
ดังนี้แล้ว สัพพทินนอมาตย์ก็เก้อ มิอาจทูลอีกได้, จึงอมาตย์อีกสามนายไปสู่
สำนักพระนาคเสนเถร
เจ้าแล้ว แจ้งความว่า "ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า พระราชามีพระราชดำรัสว่า 'พระผู้
เป็นเจ้าประสงค์จะ
มากับภิกษุสงฆ์กี่รูปก็มาเถิด." ในเพลาเช้าวันนั้น พระนาคเสนเถรเจ้าครองผ้า
ตามสมณวัตรแล้ว
ถือบาตรจีวรพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์แปดหมื่นสี่พันรูป เข้าไปสู่พระนครสาคลราช
ธานี.




เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2012, 10:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


.. :b8:

อนุโมทนาแล้วๆๆ ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2012, 08:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3823


 ข้อมูลส่วนตัว


๔. อนันตกายปัญหา ๔

อนันตกายอมาตย์เดินเคียงพระนาคเสนอยู่ ถามท่านว่า "ข้อที่พระผู้
เป็นเจ้าพูดว่า นาคเสน
นั้น ใครเป็น นาคเสนในคำที่พูดนั้น."
พระเถรเจ้าถามว่า "ท่านเข้าใจว่าอะไรเล่าเป็น นาคเสน ในคำนั้น ?"
อนันตกายอมาตย์ตอบว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ลมภายในอันใดที่เป็น
ชีวิตเดินเข้าออกอยู่นั่น
แหละเป็นนาคเสน."
ถ. "ก็ถ้าลมนั้นออมาแล้วไม่กลับเข้าไปอีกก็ดี เข้าไปแล้วไม่กลับออก
มาอีกก็ดี คนนั้นจะ
เป็นอยุ่ได้หรือ ?"
อ. "คนนั้นจะเป็นอยู่ไม่ได้เลย."
ถ. "ผู้ใดเป่าสังข์ ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ ?"
อ. "ห้ามมิได้."
ถ. "ผู้ใดเป่าขลุ่ย ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ ?"
อ. "หามิได้."
ถ. "ผู้ใดเป่าเขนง ลมของผู้นั้นกลับเข้าไปอีกหรือ ?"
อ. "หามิได้."
ถ. "ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุไฉน เขาไม่ตายเล่า ?"
อ. "ข้าพเจ้าไม่สามารถเจรจากับพระผู้เป็นเจ้าผู้ช่างพูดได้, ขอพระผู้
เป็นเจ้าขยายความ
เถิด."-
พระเถรเจ้าได้กล่าวอภิธรรมกถาว่า "ลมหายใจเข้าออกนั้น ไม่ใช่ชีวิต
เป็นแต่กายสังขาร
คือ สภาพที่บำรุงร่างกาย."
อนันตกายอมาตย์เลื่อมใสแล้ว ประกาศตนเป็นอุบาสก.

๕. ปัพพัชชาปัญหา ๕

พระนาคเสนเถรเจ้าไปถึงพระราชนิเวศน์แล้ว ก็นั่งลงบนอาสนะที่ปู
ลาดไว้ท่า. พระราชทรง
อังคาสพระเถรเจ้าพร้อมทั้งบริษัทด้วยชัชะโภชชาหารอันประณีต ด้วยพระ
หัตถ์ของพระองค์เอง
ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว ทรงถวายคู่ผ้าแก่พระภิกษุสงฆ์ ทรงถวายไตรจีวรแก่
พระนาคเสนเถรเจ้า ให้
ครองทั่วกันทุกรูปแล้ว ตรัสกะพระเถรเจ้าว่า "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงนั่งอยู่ที่นี่กับ
พระภิกษุสักสิบรูป,
พระภิกษุที่เหลือจะกลับไปก่อนก้ได้. ดังนี้แล้ว; เสด็จประทับ ณ ราชอาสน์ซึ่ง
ปูลาดไว้ให้ต่ำกว่า
อาสน์แห่งพระเถรเจ้าในที่ควรส่วนหนึ่งแล้ว, ตรัสถามพระเถรเจ้าว่า "พระผู้
เป็นเจ้าจะสังสนทนากัน
ในข้อไหนดีหนอ ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "เราจะสังสนทนากันนี้ ก็ประสงค์แต่ใจความ
เท่านั้น, ควรจะ
สังสนทนากันแต่ใจความ."
"บรรพชาของพระผู้เป็นเจ้ามีประโยชน์อย่างไร ? และอะไรเป็นคุณที่
ต้องประสงค์เป็นอย่าง
ยิ่ง ของพระผู้เป็นเจ้า ?"
"บรรพชาของอาตมภาพมีประโยชน์ที่จะได้ทราบว่า ทำอย่างไรทุกข์นี้
จะดับไป และทุกข์อื่น
จะไม่เกิดขึ้น, อนุปาทาปรินิพพาน (การดับหมดเชื้อ) เป็นคุณที่ต้องประสงค์
เป็นอย่างยิ่งของอาตม
ภาพ."
ร. "บรรดาบรรพชิตบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้นหมดด้วยกันหรือ ?"
ถ. "หามิได้, บรรพชิตบางพวกบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้น, บาง
พวกบวชหนีพระเจ้า
แผ่นดิน, บางพวกบวชหนีโจร, บางพวกบวชหลบหนี้, บางพวกบวชเพื่อจะ
อาศัยเลี้ยงชีวิต; แต่ผู้ใด
บวชดีบวชชอบ ผู้นั้นบวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้น."
ร. "ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า บวชเพื่อประโยชน์อย่างนั้นหรือ ?"
ถ. "อาตมภาพบวชแต่ยังเป็นเด็ก ไม่ทราบว่าตัวบวชเพื่อประโยชน์นี้ ๆ,
ก็แต่ว่า อาตมภาพ
คิดเห็นว่า พระสมณศากยบุตรเหล่านี้เป็นคนมีปัญญา, ท่านคงจักให้เรา
ศึกษาสำเหนียกตาม' ดังนี้
เพราะท่านให้อาตมภาพศึกษาสำเหนียกจึงได้ทราบว่า บรรพชานั้นก็เพื่อ
ประโยชน์นี้ ๆ."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."-


๖. ปฏิสนธิคหณปัญหา ๖

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มีใคร ๆ ที่ตายแล้ว ไม่กลับ
ปฏิสนธิอีกบ้างหรือ ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "บางคนกลับปฏิสนธิ (เข้าท้อง) อีก, บางคนไม่
กลับปฏิสนธิอีก."
ร. "ใครกลับปฏิสนธิอีก, ใครไม่กลับปฏิสนธิอีก ?"
ถ. "ผู้มีกิเลสกลับปฏิสนธิอีก, ผู้สิ้นกิเลสแล้วไม่กลับปฏิสนธิอีก."
ร. "ก็พระผู้เป็นเจ้าเล่า จักกลับปฏิสนธิอีกหรือไม่ ?"
ถ. "ถ้าอาตมภาพยังมีอุปาทาน (กิเลสที่เป็นเชื้อ) อยู่ จักกลับปฏิสนธิ
อีก, ถ้าไม่มีอุปาทาน
ก็จักไม่กลับปฏิสนธิอีก."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๗. มนสิการปัญหา ๗

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ไม่กลับปฏิสนธิอีกนั้น เพราะ
โยนิโสมนสิการ (นึก
ชอบ) ไม่ใช่หรือ ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "เพราะโยนิโสมนสิการด้วย เพราะปัญญาด้วย
เพราะกุศาลธรรม
เหล่าอื่นด้วย"
ร. "ปัญญา ก็คือโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่หรือ พระผู้เป็นเจ้า ?"
ถ. "มิใช่อย่างนั้นดอก มหาราช มนสิการ (ความนึก) อย่างหนึ่ง
ปัญญาอย่างหนึ่ง,
มนสิการย่อมมีแม้แก่สัตว์ดิรัจฉานเช่น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ ลา, แต่
ปัญญาไม่มีแก่มัน."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๘. มนสิการลักขณปัญหา ๘

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มนสิการมีลักษณะอย่าง
ไร, ปัญญามีลักษณะ
อย่างไร ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น, ปัญญามีลักษณะ
ตัด."
ร. "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น เป็นอย่างไร, ปัญญามีลักษณะตัดเป็น
อย่างไร, ขอพระผู้เป็น
เจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง ?"
ถ. "มหาราช พระองค์ทรงรู้จักคนเกี่ยวข้าวหรือ ?"
ร. "ข้าพเจ้ารู้จักซิ พระผู้เป็นเจ้า."-
ถ. "เขาเกี่ยวข้าวกันอย่างไร ?"
ร. "เขาจับกำข้าวด้วยมือข้างซ้ายเข้า จับเคียวด้วยมือข้างขวา แล้วก็
ตัดกำข้าวนั้นด้วย
เคียว."
ถ. "ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร (ผู้บำเพ็ญเพียร) คุมใจไว้ด้วย
มนสิการแล้ว ตัด
กิเลสเสียด้วยปัญญา ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๙. สีลปติฏฐานลักขณปัญหา ๙

พระราชาตรัสถามว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า เพราะกุศลธรรมเหล่า
อื่นด้วยนั้น, กุศล
ธรรมเหล่านั้นอะไรบ้าง ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "กุศลธรรมเหล่านั้น คือ ศีล (ความระวัง)
ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ
(ความเพียร) สติ (ความระลึก) สมาธิ (ความตั้งใจ)."
ร. "ศีลมีลักษณะอย่างไร ?"
ถ. "ศีลมีลักษณะ คือ เป็นที่ตั้งอาศัย, ศีลนั้นเป็นที่อาศัยแห่งกุศลธรรม
ทั้งปวง ซึ่งได้ชื่อว่า
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน วิโมกข์
สมาธิ สมาบัติ, เมื่อ
พระโยคาวจรตั้งอยู่ในศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมไม่เสื่อมรอบ."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง."
ถ. "บรรดาพีชคาม (พืช) และภูตคาม (ของสีเขียว) เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ที่ถึงความเจริญงอก
งามไพบูลย์ ,พีชคามและภูตคามเหล่านั้นทุกอย่าง ต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องตั้ง
อยู่ที่แผ่นดิน จึงถึง
ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร อาศัยศีล
แล้วตั้งอยู่ในศีลแล้วจึง
ทำอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดได้ ข้อนี้ก็มีอุปไมย
ฉันนั้นใ"
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก."
ถ. "นายช่างผู้สร้างเมือง ปรารถนาจะสร้างเมือง ต้องให้ถางสถานที่จะ
ตั้งเมืองนั้น ให้ถอน
หลักตอหน่อหนามขึ้น ให้เกลี่ยที่ให้ราบก่อนแล้ว ภายหลังจึงกะที่ตามกำหนด
สัณฐานซึ่งจะเป็น
ถนนสี่แยก สามแยกเป็นต้นแล้ว สร้างขึ้นให้เป็นเมือง ข้อนั้นฉันใด; พระโยคาวจร
อาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก."
ถ. "พวกญวนหก ปรารถนาจะแสดงศิลปของตน ให้ขุดคุ้ยแผ่นดินเอา
กรวดกระเบื้องออก
เสีย ให้ทำพื้นให้ราบแล้ว จึงแสดงศิลปะของตนบนพื้นที่น่วมดีแล้ว ข้อนั้นฉัน
ใด; พระโยคาวจร
อาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้-
ตรัสว่า 'นรชนคนมีปัญญา เป็นภิกษุตั้งอยู่ในศีลแล้ว มีปัญญาแก่กล้า
พากเพียรให้สมาธิและ
ปัญญาเกิดขึ้นได้ เธออาจสางชัฏอันนี้เสียได้" ดังนี้. ศีลขันธ์ที่นับว่าพระปาฏิ
โมกข์นี้ เป็นที่ตั้งอาศัย
แห่งกุศลธรรม เหมือนแผ่นดินเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย, และเป็นรากเง่า
เพื่อให้เจริญกุศล
ธรรม,และเป็นประธานในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ฉะนี้."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๑๐. สัทธาลักขณาปัญหา ๑๐

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ศรัทธามีลักษณะเป็นอย่างไร ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใสอย่างหนึ่งมี
ลักษณะให้แล่นไปด้วยดี
อย่างหนึ่ง."
ร. "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใส่นั้นเป็นอย่างไร ?"
ถ. "ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้, จิตก็ปราศจากนิวรณ์ผ่อง
ใส่ไม่ขุ่นมัว, ศรัทธามี
ลักษณะทำให้ใจผ่องใสอย่างนี้."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง."
ถ. "เหมือนอย่างว่า พระเจ้าจักรพรรดิราช เสด็จพระราชดำเนินโดย
สถลมารคเป็นทางไกล
ด้วยกระบวนจตุรงคินีเสนา ข้ามลำน้ำอันน้อยไป, น้ำนั้นจะกระฉอกเพราะ
ช้างม้ารถและพลทหาร
ราบแล้วจะขุ่นมัวเป็นตม, ครั้นพระเจ้าจักรพรรดิราชเสด็จข้ามลำน้ำแล้ว
อยากจะเสวยน้ำ จึงตรัส
สั่งราชบุรุษให้ไปนำน้ำเสวยมาถวาย, และดวงแก้วมณีที่สำหรับแช่น้ำให้ใส
ของพระเจ้าจักรพรรดิ
ราชนั้นจะมีอยู่, ราชบุรุษนั้น ครั้นรับพระราชโองการแล้ว ก็จะเอาดวงแก้วมณี
นั้นแช่ลงในน้ำ, แต่
พอแช่ลง สาหร่ายจอกแหนก็จะหลีกลอยไป ตมก็จะจมลง, น้ำก็จะผ่องใสไม่
ขุ่นมัว, แต่นั้นราชบุรษ
ก็จะนำน้ำนั้นมาถวายพระเจ้าจักรพรรดิราชเสวย. ผู้มีปัญญาควรเห็นว่าจิต
เหมือนน้ำ, พระ



เอาบุญมาฝากจะถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ สักการะพระธาตุ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาทสร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ ให้อาหารสัตว์เป็นทานเป็นประจำ กรวดน้ำอุทิศบุญ อนุโมทนากับพ่อแม่ญาติพี่น้องที่รักษาศีล ฟังธรรม ให้ทาน อนุโมทนากับเพื่อนๆที่รักษาศีล ศึกษาการรักษาโรค ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ถวายสังฆทานมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ปิดทองพระ รักษาอาการป่วยของผู้อื่นกับผู้ร่วมงาน และที่ผ่านมาได้รักษาอาการป่วยของบิดามารดา ปล่อยชีวิตสัตว์มาโดยตลอด ถวายยาแก่ภิกษุ ขัดองค์พระ จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย ให้ความรู้สมุนไพรเพื่อสุขภาพเป็นวิทยาทาน ที่ผ่านมาคุณแม่ได้ทำบุญหลายอย่างมาโดยตลอด ที่ผ่านมาได้ถวายสังฆทานและทำบุญสร้างอาคารผู้ป่วยและกฐินกับเพื่อนๆและให้อาหารเป็นทานแก่สรรพสัตว์กับเพื่อนๆและเพื่อนคนหนึ่งและบริวารของเพื่อนและครอบครัวของเพื่อนได้มีจิตเมตตาให้ทานและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดและเพื่อนได้เคยสวดมนต์เย็นกับคุณแม่และที่ผ่านมาได้ทำบุญสักการะพระธาตุทำบุญปิดทองชำระหนี้สงฆ์และไหว้พระและทำบุญตามกล่องรับบริจาคตามวัดต่างๆกับเพื่อนและตั้งใจว่าจะสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอให้อนุโมทนาบุญด้วย


ขอเชิญถวายสังฆทาน เจริญวิปัสสนา ให้ธรรมะเป็นทาน ให้อภัยทาน บอกบุญ ให้อาหารสัตว์เป็นทาน สักการะพระธาตุ ฟังธรรม สวดมนต์ ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
รักษาศีล เจริญภาวนา สวดมนต์ สร้างพระสร้างเจดีย์สร้างธรรมจักรสร้างรอยพระพุทธบาท
สร้างระฆังและอัครสาวกซ้ายขวาสร้างพระสีวลีสร้างพระกัสสะปะสร้างพระอุปคุตสร้างพระองคุลีมารผสมทองคำเปลวพร้อมนำดอกไม้มาบูชาถวายพระรัตนตรัย กรวดน้ำอุทิศบุญ ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น สนทนาธรรม
ถวายข้าวพระพุทธ อนุโมทนาบุญกับผู้อื่น รักษาอาการป่วยของผู้อื่น รักษาอาการป่วยของบิดามารดา จุดเทียนถวายพระรัตนตรัย
ปิดทอง สักการะพระธาตุ กราบอดีตสังขารเจ้าอาวาสที่ไม่เน่าเปื่อย ที่วัดแจ้ง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี ปิดทองพระ ปล่อยชีวิตสัตว์ถวายยาแก่ภิกษุ ไหว้พระตามวัดต่างๆ ขัดองค์พระ ให้ความรู้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเป็นทาน
และสร้างบารมีให้ครบทั้ง 10 อย่างขอเชิญร่วมบุญกุศลร่วมกันนะ



ขอเชิญพุทธศาสนิกชนผู้ใจบุญทุกท่านร่วมทำบุญสมทบทุนสร้างสะพานข้ามน้ำในสอย ณ.สำนักสงฆ์พุทธบารมีโลกอุดร
โทร.089-9557371


เชิญร่วมซ่อมแซมพระอุโบสถ และพระประธาน อายุ 200 กว่าปี ณ วัดเตาเหล็ก
ร่วมเป็นเจ้าภาพได้โดยโอนเงินเข้าบัญชีดังนี้

ชื่อธนาคาร : ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ชื่อบัญชี : นายณัฐพัชร จันทรสูตร เพื่อพระพุทธศาสนา

เลขที่บัญชี : 081 - 247871 - 6


ปิดรับให้ร่วมทำบุญ วันศุกร์ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๘.๐๐ น.



ร่วมสร้างพระเจดีย์เทวธรรม
087 6341886


(ด่วน) ถวายรถสามล้อโยกไฟฟ้า ถนอมธาตุขันธ์ พ่อแม่ครูอาจารย์ หลวงปู่โฮม ญาณธัมโม
081 – 4494174<O </O


โครงการก่อสร้างเจดีย์บูรพาฐิตวิริยาประชาสามัคคี
จุดประสงค์หลักของโครงการสร้างเจดีย์ฯ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
(ที่ทางคณะสงฆ์และรัฐบาลศรีลังกาได้มอบให้กับวัดเขาสุกิม)
เพื่อเป็นที่เผยแผ่พระไตรปิฏกนานาชาติ
เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวพม่าขนาดใหญ่ ๒๘ พระองค์
เพื่อเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของชาวพุทธทั่วโลก
เพื่อสืบทอดและจรรโลงพระพุทธศาสนา
ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคได้ที่
ธ.กสิกรไทย ชื่อบัญชี วัดเขาสุกิม (กองทุนสร้างเจดีย์)
บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 528-2-17999-9 สาขา โรบินสัน จันทบุรี



ขอเชิญเป็นเจ้าภาพสร้างสุขพิมานสราญรมย์(ห้องน้ำห้องสุขา)
0911347646


ขอเชิญเป็นเจ้าภาพสร้างเสามงคลคลต้นมหาสมบัติจักรพรรดิ
09-11347646


ขอเชิญร่วมบูรณะศาลาการเปรียญวัดเจดีย์แดง
081-9471228



ร่วมทำบุญถวายโต๊ะหมู่บูชา
0823585609


ร่วมสร้างสมเด็จโต เยือนแผ่นดินล้านนา
โทร. 081234935


ขอเชิญร่วมเททองหล่อรูปเหมือนพระครูสุจินต์ปัญญาคุณ (สมคิด ปญญาธโร)
โทร.๐๘๙-๖๕๑-๔๑๕๘


ขอเชิญร่วมทำบุญสร้างห้องน้ำให้แก่วัดป่าหนองบัวน้อย จ.บึงกาฬ ในถิ่นทุรกันดาร
084-533891


สร้างรูปเหมือนบูรพาจารย์ สมเด็จพระพุฒาจารย์ หลวงพ่อปาน โสนันโท หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ
โดยรูปเหมือนปูนปั้นทั้ง 3 องค์ นี้จะนำถวายร่วมกับองค์กฐินในวันที่ 11 พฤษจิกายน 2555 ณ วัดโพธิ์ศรีธาตุ อ.สำโรงทาบ จ.สุรินทร์

จึงขอประชาสัมพันธ์ให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกท่านที่มีจิตศรัทธาต่อองค์บูรพาจารย์ในอดีต ได้มาร่วมสร้างบุญ สร้างบารมีร่วมกัน ร่วมจัดสร้างรูปเหมือนบูรพาจารย์ และต่อยอดบุญ สร้างสวนป่าบูรพาจารย์ให้สำเร็จลุล่วงต่อไปครับ

ธนาคารกรุงไทย สาขาแม็คโคร จรัญสนิทวงศ์ บัญชีออมทรัพย์
ชื่อบัญชี นายพลกฤษณ์ แข่งขัน
เลขที่ 864-0-09569-8




ร่วมบุญ "หล่อหลวงพ่อเพชร และรูปหล่อเหมือนองค์หลวงปู่จันทา ถาวโร" (4 ส.ค.55)
ขอเชิญศิษยานุศิษย์ร่วมบูชาแผ่นเงิน แผ่นทอง เพื่อใช้ในการหล่อพระ
โดยโอนเข้าบัญชีของวัดป่าเขาน้อย
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) สาขาวังทรายพูน
หมายเลขบัญชี : 228-2-80550-3



ขอเชิญทุกท่านร่วมเป็นเจ้าภาพปูนซ่อมถนนภายในวัดถ้ำป่าอาชาทอง
เบอร์โทรศัพท์ 081-9106286


ขอเชิญชวนร่วมสร้งมเด็จเจ้าพะโคะ วัดที่สอง ปีที่2
0831639002


ขอเชิญร่วมแรง ร่วมใจ สร้างวิหารทาน ทำบุญสร้างพระอุโบสถ วัดหนองซอ
081-1958927


ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีffice ffice" /><O ></O >


เพื่อสมทบทุนสร้าง ศาลาการเปรียญ ที่พักสงฆ์ และอื่น ๆ<O ></O >


ทอดถวาย ณ วัดป่าบ้านตาติด <O ></O >


หมู่ที่ 3 ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี<O ></O >


วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม 2555<O ></O >



เชิญร่วมบริจาคทำบุญสร้างวัด
เบอร์ 087-097-9601


สร้างพระประธานในโบสถ์เก่ากว่า 800 ปี ณ วัดหลวงวัง อ.แสวงหา จ.อ่างทอง
อีเมลล์ kaisoft_at_hotmail.com



ร่วมสร้างกุฏิพระและเณรองค์น้อยๆ วัดเขาแก้ว บนเขา จ.เชียงราย
ชื่อบัญชี วัดเขาแก้ว ต.แม่เปา อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ธนาคาร ธกส. เลขที่บัญชี 020000361793


ขอเชิญร่วมเป็นจ้าภาพผ้าป่าสามัคคีสร้างฐานพระพุทธรูป
ณ วัดนางลือ จังหวัดชัยนาท


เชิญร่วมทำบุญหนังสือบทสวดมนต์ เพื่อเป็นธรรมทาน เล่มละ 19 บาท กำลังสั่งจัดพิมพ์
ร่วมบุญได้ที่

ธนาคารกรุงไทย 089-0-10802-1
นางสาวธัชสรัญ ปทีปนำพาผล


ขอเชิญร่วมถวายพระไตรปิฎก ๙๑ เล่มพร้อมตู้มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(อีสาน)
081-6617053


หนังสือธรรม เพื่อวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว เขียนโดยพระครูใบฏีกาอำนาจ โอภาโส ปี ๒๕๕๕
Email: boon@watphakaew.org


เชิญร่วมกันบวชเนกขัมมะอุทิศตนบูชาแม่และปลูกป่าสมุนไพร ๑๐๐ ไร่
084-411-8852



ขอเชิญชายไทยอายุ 20 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติไม่ขัดต่อการบวช เข้าร่วมโครงการ อุปสมบทเข้าพรรษา ณ วัดป่าญาณรังษี ปี พ.ศ.2555 ผู้เข้าร่วมอุปสมบทในโครงการนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น (รับจำนวนจำกัด สามารถสมัครได้ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2555 -25 ก.ค. 2555)


ร่วมทำบุญถวาย ธรรมมาสน์(ตอไม้สักทอง)
โทร 0862960720


การจัดสัมมนาโครงการสมาธิสร้างสุขภาพ
รายได้หลัง หักค่าใช้จ่าย จะมอบให้กับโรงพยาบาลสงฆ์ เพื่อรักษาพยาบาล พระสงฆ์ที่อาพาธ…….

(ค่าสมัคร 299 บาท มี เอกสารการบรรยาย อาหารกลางวัน อาหารว่าง 1 มื้อบ่าย ฯลฯ)<O ></O >
ร่วมกุศลวันนี้แจ้งความจำนง ร่วมสัมมนาได้ที่ 084 449 1290 อาจารย์หนุ่ม สุรพรหมณ์ ด่วน<O >


ขอเชิญร่วมทำบุญบริจาคโลงศพ กับกองทุนสำนักสงฆ์ฉลองราชศรัทธาราม (ตามกำลังศรัทธา)
โทรศัพท์ 08-5037-0370


และร่วมถวายเทียนพรรษา 5 วัด
086 – 3218318


ขอเชิญทำบุญช่วยพระภิกษุอาพาธ
ชื่อบัญชีพระธนภัทร จิระธัมโม เลขบัญชี 695-2-10637-4 ธนาคารกสิกรไทย


1. มูลนิธิพุทธเอนกประสงค์ วัดสังฆทาน โทร. 02-496-1240-42 กองทุนละ 1000 บาท<O ></O >
2. มูลนิธิหลวงปู่หลุยส์ โทร.02-523-6446 (ยังโทรติดต่อไม่ได้ค่ะ ไม่มีใครรับ )<O ></O >
3. มูลนิธิหลวงปู่มั่น โทร. 02-412-2752 กองทุนละ 1000 บาท<O ></O >
4. มูลนิธิรพ.สงฆ์ กองทุนละ 1000 บาทโทร. 02-354-4278<O ></O >
5. รพ สงฆ์ กองทุนละ 5000 บาท โทร. 02-354-4310<O ></O >
6. วัดปากน้ำ กองทุนละ 1000 บาท http://www.watpaknam.org/donation/3.html<O ></O >
7. กองทุนกรรมฐานเพือเผยแพร่พระพุทธธรรม วัดโสมนัสวิหาร โทร. 02-2817944 กองทุนละ 1000 บาทhttp://chatthaya.igetweb.com/index.php?lite=article&qid=414776<O ></O >
8. กองทุนบวชชาวเขา วัดเบญจมบพิตร กองทุนละ 1000 บาท http://www.fwdder.com/topic/6834<O ></O >




เชิญร่วมบริจาคหีบศพ ผ้าดิบห่อศพ
โทร 0-4281-3075


ขอบริจาคเงิน ช่วยเหลือน้องหมาเป็นมะเร็ง
Name: Jurairat Sajjapongse

Account no: 206-226783-6
Siam Commercial Bank (ธนาคารไทยพาณิชย์)
Central Plaza Ladprao branch



ขอเชิญร่วมทำบุญบริจาคโลงศพ กับกองทุนสำนักสงฆ์ฉลองราชศรัทธา(ตามกำลังศรัทธา)
โทรศัพท์ 08-5037-0370


ร่วมบริจาคโครงการศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ ร.พ.รามาธิบดี
022011111


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2012, 09:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 13 มิ.ย. 2009, 09:55
โพสต์: 4062

แนวปฏิบัติ: มรณานุสสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: ตรงปลายจมูก

 ข้อมูลส่วนตัว


๗. มนสิการปัญหา ๗

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่ไม่กลับปฏิสนธิอีกนั้น เพราะ
โยนิโสมนสิการ (นึก
ชอบ) ไม่ใช่หรือ ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "เพราะโยนิโสมนสิการด้วย เพราะปัญญาด้วย
เพราะกุศาลธรรม
เหล่าอื่นด้วย"
ร. "ปัญญา ก็คือโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่หรือ พระผู้เป็นเจ้า ?"
ถ. "มิใช่อย่างนั้นดอก มหาราช มนสิการ (ความนึก) อย่างหนึ่ง
ปัญญาอย่างหนึ่ง,
มนสิการย่อมมีแม้แก่สัตว์ดิรัจฉานเช่น แพะ แกะ โค กระบือ อูฐ ลา, แต่
ปัญญาไม่มีแก่มัน."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๘. มนสิการลักขณปัญหา ๘

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า มนสิการมีลักษณะอย่าง
ไร, ปัญญามีลักษณะ
อย่างไร ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น, ปัญญามีลักษณะ
ตัด."
ร. "มนสิการมีลักษณะยกขึ้น เป็นอย่างไร, ปัญญามีลักษณะตัดเป็น
อย่างไร, ขอพระผู้เป็น
เจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง ?"
ถ. "มหาราช พระองค์ทรงรู้จักคนเกี่ยวข้าวหรือ ?"
ร. "ข้าพเจ้ารู้จักซิ พระผู้เป็นเจ้า."-
ถ. "เขาเกี่ยวข้าวกันอย่างไร ?"
ร. "เขาจับกำข้าวด้วยมือข้างซ้ายเข้า จับเคียวด้วยมือข้างขวา แล้วก็
ตัดกำข้าวนั้นด้วย
เคียว."
ถ. "ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร (ผู้บำเพ็ญเพียร) คุมใจไว้ด้วย
มนสิการแล้ว ตัด
กิเลสเสียด้วยปัญญา ข้อนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น.
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๙. สีลปติฏฐานลักขณปัญหา ๙

พระราชาตรัสถามว่า "ข้อที่พระผู้เป็นเจ้าพูดว่า เพราะกุศลธรรมเหล่า
อื่นด้วยนั้น, กุศล
ธรรมเหล่านั้นอะไรบ้าง ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "กุศลธรรมเหล่านั้น คือ ศีล (ความระวัง)
ศรัทธา (ความเชื่อ) วิริยะ
(ความเพียร) สติ (ความระลึก) สมาธิ (ความตั้งใจ)."
ร. "ศีลมีลักษณะอย่างไร ?"
ถ. "ศีลมีลักษณะ คือ เป็นที่ตั้งอาศัย, ศีลนั้นเป็นที่อาศัยแห่งกุศลธรรม
ทั้งปวง ซึ่งได้ชื่อว่า
อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ มรรค สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท ฌาน วิโมกข์
สมาธิ สมาบัติ, เมื่อ
พระโยคาวจรตั้งอยู่ในศีลแล้ว กุศลธรรมทั้งปวงย่อมไม่เสื่อมรอบ."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง."
ถ. "บรรดาพีชคาม (พืช) และภูตคาม (ของสีเขียว) เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ที่ถึงความเจริญงอก
งามไพบูลย์ ,พีชคามและภูตคามเหล่านั้นทุกอย่าง ต้องอาศัยแผ่นดิน ต้องตั้ง
อยู่ที่แผ่นดิน จึงถึง
ความเจริญงอกงามไพบูลย์ได้ ข้อนั้นมีอุปมาฉันใด; พระโยคาวจร อาศัยศีล
แล้วตั้งอยู่ในศีลแล้วจึง
ทำอินทรีย์ห้า คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ให้เกิดได้ ข้อนี้ก็มีอุปไมย
ฉันนั้นใ"
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก."
ถ. "นายช่างผู้สร้างเมือง ปรารถนาจะสร้างเมือง ต้องให้ถางสถานที่จะ
ตั้งเมืองนั้น ให้ถอน
หลักตอหน่อหนามขึ้น ให้เกลี่ยที่ให้ราบก่อนแล้ว ภายหลังจึงกะที่ตามกำหนด
สัณฐานซึ่งจะเป็น
ถนนสี่แยก สามแยกเป็นต้นแล้ว สร้างขึ้นให้เป็นเมือง ข้อนั้นฉันใด; พระโยคาวจร
อาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟังอีก."
ถ. "พวกญวนหก ปรารถนาจะแสดงศิลปของตน ให้ขุดคุ้ยแผ่นดินเอา
กรวดกระเบื้องออก
เสีย ให้ทำพื้นให้ราบแล้ว จึงแสดงศิลปะของตนบนพื้นที่น่วมดีแล้ว ข้อนั้นฉัน
ใด; พระโยคาวจร
อาศัยศีลแล้ว ตั้งอยู่ในศีลแล้ว จึงทำอินทรีย์ห้าให้เกิดได้ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. แม้
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้-
ตรัสว่า 'นรชนคนมีปัญญา เป็นภิกษุตั้งอยู่ในศีลแล้ว มีปัญญาแก่กล้า
พากเพียรให้สมาธิและ
ปัญญาเกิดขึ้นได้ เธออาจสางชัฏอันนี้เสียได้" ดังนี้. ศีลขันธ์ที่นับว่าพระปาฏิ
โมกข์นี้ เป็นที่ตั้งอาศัย
แห่งกุศลธรรม เหมือนแผ่นดินเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย, และเป็นรากเง่า
เพื่อให้เจริญกุศล
ธรรม,และเป็นประธานในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ฉะนี้."
ร. "พระผู้เป็นเจ้าช่างฉลาดจริง ๆ."

๑๐. สัทธาลักขณาปัญหา ๑๐

พระราชาตรัสถามว่า "พระผู้เป็นเจ้า ศรัทธามีลักษณะเป็นอย่างไร ?"
พระเถรเจ้าทูลตอบว่า "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใสอย่างหนึ่งมี
ลักษณะให้แล่นไปด้วยดี
อย่างหนึ่ง."
ร. "ศรัทธามีลักษณะให้ใจผ่องใส่นั้นเป็นอย่างไร ?"
ถ. "ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้, จิตก็ปราศจากนิวรณ์ผ่อง
ใส่ไม่ขุ่นมัว, ศรัทธามี
ลักษณะทำให้ใจผ่องใสอย่างนี้."
ร. "ขอพระผู้เป็นเจ้าจงอุปมาให้ข้าพเจ้าฟัง."
ถ. "เหมือนอย่างว่า พระเจ้าจักรพรรดิราช เสด็จพระราชดำเนินโดย
สถลมารคเป็นทางไกล
ด้วยกระบวนจตุรงคินีเสนา ข้ามลำน้ำอันน้อยไป, น้ำนั้นจะกระฉอกเพราะ
ช้างม้ารถและพลทหาร
ราบแล้วจะขุ่นมัวเป็นตม, ครั้นพระเจ้าจักรพรรดิราชเสด็จข้ามลำน้ำแล้ว
อยากจะเสวยน้ำ จึงตรัส
สั่งราชบุรุษให้ไปนำน้ำเสวยมาถวาย, และดวงแก้วมณีที่สำหรับแช่น้ำให้ใส
ของพระเจ้าจักรพรรดิ
ราชนั้นจะมีอยู่, ราชบุรุษนั้น ครั้นรับพระราชโองการแล้ว ก็จะเอาดวงแก้วมณี
นั้นแช่ลงในน้ำ, แต่
พอแช่ลง สาหร่ายจอกแหนก็จะหลีกลอยไป ตมก็จะจมลง, น้ำก็จะผ่องใสไม่
ขุ่นมัว, แต่นั้นราชบุรษ
ก็จะนำน้ำนั้นมาถวายพระเจ้าจักรพรรดิราชเสวย. ผู้มีปัญญาควรเห็นว่าจิต
เหมือนน้ำ, พระ.....


:b41: :b41: :b41: :b41: :b41:
สาธุอนุโมทนาค่ะ :b8:

.....................................................
~ นิพพานัง ปัจจโยโหตุ ~


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2012, 10:22 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 6
สมาชิก ระดับ 6
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 พ.ค. 2012, 02:09
โพสต์: 456


 ข้อมูลส่วนตัว


.. :b8:

อนุโมทนาแล้วๆๆ ..


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร