วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2020, 08:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3978


 ข้อมูลส่วนตัว


...การระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้าออก
ก็เป็นการเจริญสติเหมือนกัน เช่น
“การบริกรรมอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาไป”

.แต่ต้องบริกรรมแบบมีเข้าใจความหมาย
ไม่ใช่บริกรรมแบบนกแก้ว ..แก้วจ๋าๆ
แต่พอเห็นแก้วก็เขี่ยทิ้งๆ จะหากล้วยกินอย่างเดียว

.การที่เราบริกรรมอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ก็เพื่อ..”ให้เราระลึกถึงความแก่ ความเจ็บ ความตาย “

.คนเราถ้ารู้ว่าจะตายวันนี้พรุ่งนี้
“จะมีความอยากได้อะไรหรือไม่”
ยังอยากจะเป็นนั่นเป็นนี่อยู่หรือเปล่า
ยังอยากจะไปเที่ยวที่นั่นที่นี่อยู่หรือเปล่า

.ถ้าหมอบอกว่าอยู่ได้ไม่เกิน ๓ วัน ๗ วัน
ตอนนั้นจะไม่มีกะจิตกะใจที่อยากจะไปเที่ยว
อยากจะไปทําอะไร อยากจะไปมีอะไร
การที่พวกเรายังอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้อยู่
อยากไปเที่ยวที่นั่นที่นี่อยู่
ก็เพราะว่า...เราลืมไปว่าเราจะต้องตายกัน

.บางทีลืมไปเสียด้วยซ้ำว่า
อาจจะไปตายตอนที่ไปเที่ยวนี้ก็ได้
คนที่ไปประสบอุบัติเหตุระหว่างที่
เดินทางไปท่องเที่ยว ก็มีเยอะแยะไป

.เขาไม่ได้คิดว่าเขาจะไปตายกัน
เขาคิดว่าเขาจะไปเที่ยวไปหาความสุขกัน
แต่แล้วก็มาตายกัน..ถ้าเขารู้ว่าเขา
จะต้องไปตายนี้ เขาอยากจะไปเที่ยวหรือไม่
อยู่บ้านกับไปเที่ยวอันไหนจะปลอดภัยกว่ากัน

.นี่แหละคือการสกัดความอยาก สกัดความคิด
“ด้วยการเจริญสติด้วยวิธีต่างๆ”
สุดแท้แต่จริตความพอใจ ซึ่งอาจจะ
เปลี่ยนไปได้ตามกาลตามเวลา ตามเหตุการณ์
ตามขั้นตอนของ..การปฏิบัติของเรา.
........................................
มหาเศรษฐีที่แท้จริง
หน้า192-193
ธรรมะบนเขา ณ เขาชีโอน
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










จงอย่าสนใจ...
ในจริยาของบุคคลอื่น
เขาจะดีเขาจะเลวอย่างไร
มันเป็นเรื่องของชาวบ้านเขา

อย่าใช้อารมณ์เข้าไปยุ่งไปเกี่ยว
เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือ
อัตตนา โจทยัตตานัง
#จงกล่าวโทษโจทย์
#ความผิดตัวเองไว้เสมอ

หลวงพ่อฤาษีลิงดำ










#แผนกโมทนาบุญ

... สมัยก่อน จะมีชาวบ้านวัยกลางคนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพศชาย มานั่งสนทนากับหลวงปู่อยู่ตรงม้ายาวข้างหน้ากุฏิหลวงปู่ พอมีคนกรุงเทพมาถวายทานหลวงปู่ ชาวบ้านเหล่านี้ก็จะเขยิบไปนั่งท้ายๆ ม้ายาวด้านขวา เพื่อเปิดทางให้คนกรุง

... พอคนกรุงกล่าวคำถวายและประเคนของถวายหลวงปู่ ชาวบ้านเหล่านี้ก็จะพนมมือหลับตาอธิษฐานจิตน้อมถวายของเหล่านั้นแด่พระพุทธเจ้า พร้อมกับโมทนาบุญกับคนกรุงที่ได้ถวายทาน

... อันนี้เป็นอุบายที่หลวงปู่ดู่แนะนำชาวบ้านที่มาปฏิบัติภาวนากับท่าน ให้ฉลาดเอาบุญ กล่าวคือแม้ชาวบ้านจะไม่มีปัจจัยทำบุญ ก็สามารถเป็น “แผนกโมทนาบุญ” ได้ โดยอาศัยพื้นฐานความชำนาญในการทำสมาธิ ตั้งจิตให้สว่าง แล้วน้อมของที่มีผู้เตรียมถวายหลวงปู่ ขึ้นถวายพระพุทธเจ้า ซึ่งจะปรากฏหรือไม่ปรากฏนิมิตอย่างไร ก็ถือว่าเจตนาและกิริยาบุญได้สำเร็จแล้ว บุญเกิดแล้ว จากนั้นก็นึกโมทนากับผู้เป็นเจ้าของทานอีกทีหนึ่ง

... เล่าให้พวกเรารู้จักวิธีให้ได้บุญตามอุบายที่หลวงปู่ดู่เคยแนะนำชาวบ้าน แต่อย่าเอาแต่สังกัดแผนกโมทนาบุญอย่างเดียวล่ะ ต้องสังกัดแผนกทำบุญโดยตรงทั้งทาน ศีล และภาวนา ด้วยนะครับ

“พอ” (๑๖ กันยายน ๒๕๖๓)
บทความ : หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
ปฏิปทา และ คำสอน











เราจะอยู่กับความเมตตากรุณาได้อย่างไร
กับในยุคที่คนแสวงหาแต่ผลประโยชน์
.
ความเมตตากรุณาที่แท้จริง
มันจะออกมาจากใจที่สงบผ่องใส
ถ้าจิตใจปกติที่เราวุ่นวายอยู่เนี้ยะ
มันยังไม่เกิดเมตตาที่แท้จริงหรอก
มันอาจจะเกิดได้จากการที่เราคิดให้มันเป็นบวก
หรือคิดเมตตา หรือคิดดี ๆ
แต่มันไม่ใช่กระแสเมตตาเมตตาที่แท้จริง
.
กระแสเมตตาที่แท้จริงมันจะเกิดเมื่อ
เราฝึกสติปัฏฐานจนอารมณ์หยาบ ๆ มันหลุดออกไป
แล้วเราเข้าถึงสมาธิ เกิดปิติ เกิดแผ่ซ่าน
เกิดความสุข เกิดความเบาสบายขึ้นมา
สัมผัสสภาวะธรรมที่มันปราณีตและผ่องใส
.
พอเราเข้าถึงสภาวธรรมเหล่านี้
ใจมันจะเกิดความแช่มชื่นเบิกบาน
เข้าถึงเมตตาโดยสภาวะธรรม
เข้าถึงกรุณาโดยสภาวะธรรม
มันจะมีแต่ความรักความปรารถนาดีที่เผื่อแผ่ออกไป
มันเป็นธรรมชาติของทุกดวงจิต
.
เมื่อเข้าถึงปิติ สุข เข้าถึงความสงบระงับ
แล้วมันจะเกิดความผ่องใสที่แผ่ออกมา
พอเกิดสภาวะตรงนี้ โยมจะเข้าใจธรรมชาติของทุกคน
ต่อให้คนมาด่าต่อหน้าก็ไม่โกรธ
เกิดความรัก เกิดความเข้าใจ เกิดความสงสาร
อยากให้เขาหลุดออก คลายออกจากอารมณ์เหล่านี้
มันจะเป็นธรรมชาติเหมือนทุก ๆ คนเลย
.
มันจะไม่เกิดจากสัญญาว่า
เออ เราต้องมีเมตตานะ เราต้องแผ่เมตตานะ
แต่เมตตาที่แท้จริงมันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว
ที่มันเย็น ถ้ามันมีความแผ่ออกมา
ซึ่งเราจะเข้าถึงสภาวเมตตาก็คือการฝึกสติปัฏฐาน
จนเกิดสมาธิ เกิดปิติ เกิดสุขขึ้นมา
เกิดความเบากาย เบาใจ
เกิดความโปร่งโล่งเบาสบายขึ้นมา
พอใจมันยิ้มเบิกบานออกมาแล้วมันแผ่ออก
มันมีแต่กระแสเมตตาที่แผ่ออก
มันมีแต่ความรักความปรารถนาดี
ให้แก่ทุกสรรพสัตว์ทั้งหลาย
.
แม้กระทั่งคนที่โกรธเรา หรือทำร้ายเรา
เราก็ยิ้มได้ เราสงสารอยากให้เขาได้หลุดออก
จากความทุกข์ทรมานนั้นได้
มันจะเป็นธรรมชาติของทุกคนเลยนะ
ให้เราลองฝึกปฏิบัติดู จนเข้าถึงปิติ สุข
แล้วจะเข้าใจคำว่าเมตตาที่แท้จริง
มันไม่ใช่สัญญาที่ปรุงแต่ง
เออ เราต้องแผ่เมตตานะ
แต่เมื่อเราเข้าถึงสภาวะนี้
ใจเราจะมีความสุขมีความผ่องใส มีความเบิกบานมาก
.
เพราะฉะนั้น เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา
พระพุทธเจ้าจึงจัดอยู่ในระดับของสมาธิ เป็นระดับฌาน
ต้องเข้าถึงสภาวะแล้วมันแผ่ออกมา
นั่นแหละจะเจอเมตตาตัวจริง
....................................
ธรรมโดย พระมหาวรพรต กิตติวโร










#บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน

... วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่อง “บุญที่ให้ผลในชาติปัจจุบัน” #คำว่าบุญ แปลแบบไทย ๆ ว่า #ความดี #ความสะอาดแห่งจิต เวลาให้ของแก่พระสงฆ์เรียกว่าทำบุญ ส่วนการทำบุญในพุทธศาสนาเรียกว่าทำบุญ การทำบุญในพุทธศาสนามีอยู่ด้วยกันมากมายหลายวิธี แต่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในธรรมะเรียกว่า #บุญกริยาวัตถุ๓ ซึ่งประกอบด้วย #ทาน #ศีล #ภาวนา เคยมีคนถามอาตมาว่าเกิดมาเป็นคนยากจนไร้ทรัพย์จะทำบุญอย่างไร

... อาตมา ก็ตอบเขาไปว่าการทำบุญ ไม่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเงินทอง ก็สามารถที่จะร่วมทำบุญได้ แถมยังประหยัดอีกด้วยนั่นคือ #การรักษาศีลและการเจริญภาวนา ซึ่ง #๒อย่างนี้จะได้อานิสงส์ผลบุญมากกว่าการให้ทาน เสียอีกเพียงแต่ญาติโยมมองข้ามกันไป โยมมักจะคิดทำบุญแต่การให้เท่านั้นเพราะว่ามันง่ายดี แต่การรักษาศีลและภาวนา ต้องเสียสละเวลาในการปฏิบัติ จึงรู้สึกว่าทำยากกว่า การทำบุญทุกอย่าง โยมต้องเข้าใจด้วยว่าเพียงแต่เราตั้งใจหรือมีเจตนาที่จะทำบุญเท่านั้น โยมก็ได้กุศลแล้ว แต่บุญที่ได้รับยังเป็นส่วนน้อย ถ้าอยากได้บุญเต็มที่ต้องทำบุญให้ครบ ๓ อย่าง

#ทาน : คือ การให้ ถ้ามีเงินทองมากก็ทำมาก มีเงินน้อยก็ทำน้อยตามกำลังตนถ้าไม่มีเงินทองใช้แรงกายก็ให้เป็นทานได้

#ศีล : พวกท่านทั้งหลายสังเกตหรือไม่ว่าเวลาที่ญาติโยมจะมาทำบุญ ทำไมพระท่านถึงให้พวกญาติโยมรับศีลก่อน #เพราะท่านต้องการที่จะทำให้ผู้ให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ เมื่อทำบุญขณะนั้นก็จะได้รับผลเต็มกำลัง จริงอยู่ที่บางคนไม่อาจถือศีลได้ตลอดเวลา อาจเป็นเพราะหน้าที่การงาน ทำให้ต้องผิดศีล แต่ #เราก็สามารถที่จะถือศีลได้ในขณะที่เรานอนในเวลากลางคืน และ #ถือได้ครบทั้ง๕ ข้อด้วยเพียงแต่เราอาราธนารับศีลทั้ง ๕ ด้วยตนเองที่หน้าพระพุทธรูปที่บ้าน #ซึ่งถือว่าเป็นการทำบุญที่ง่ายมากได้รับผลเต็มกำลังในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จิตใจเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา #แต่ถ้าเกิดเราต้องตายในขณะนั้นก็ส่งผลให้เราไปสู่สุคติทันที

#ภาวนา : หรือการสวดมนต์ คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่า การภาวนาสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามาก แต่ความจริงแล้วการสวดมนต์ภาวนา มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์ภาวนาเป็นการกล่าวถึงคุณงามความดีของ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

... การสวดมนต์ภาวนาด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ และ #ใช้สติพิจารณาเกิดเป็นปัญญา เป็นความรู้ความเข้าใจ #ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์ภาวนา #ทำให้บรรลุไปสู่พระนิพพาน

... #หัวใจของการทำบุญทุกครั้ง ขอให้ญาติโยม #จงแผ่เมตตา และ #อุทิศส่วนบุญส่วนกุศลทุกครั้งตามนี้

... ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลนี้ไปให้ทุกรูปทุกนามทั้ง #๒๐ชั้นพรหมโลก #๖ชั้นเทวะโลก #มนุษย์โลก มารโลก ยมโลก อบายภูมิทั้ง ๔ มี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน และในหมื่นโลกธาตุกับอีกแสนจักรวาลพิภพ ทั้งที่เป็นมนุษย์ อมนุษย์ รูปวิญญาณ อรูปวิญญาณและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นมิตรและศัตรู ตลอดจนเจ้ากรรมนายเวรของข้าพเจ้า #ขอให้ทุกรูปทุกนามจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรซึ่งกันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย #ขอให้ทุกรูปทุกนามจงโมทนาในส่วนกุศลนี้ พึงได้รับประโยชน์ความสุขเช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจะพึงได้รับ ณ กาลบัดนี้ด้วยเทอญ

... #บุญที่ทำไปจะส่งผลให้ได้รับบุญในชาติปัจจุบันทันที ไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้ากันหรอกนะจ๊ะ ขอเจริญพร
.
สมเด็จพุฒาจารย์โต พรหมรังสี
ที่มา: จากหนังสือ (อมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังสี)











#เรื่องสังขารนี้

สังขารมันปรุงแต่ง มันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

วางอยู่นี่แหละ จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน สางในปัจจุบัน

ทำจิตใจของเราให้สว่างให้รู้แจ้ง ในมรรคในผล ในศีล สมาธิ ปัญญา เอาที่ใจนี้แหละ ให้มันสำเร็จขึ้นที่ใจ

ปภากโรวาท
หลวงปู่สิงห์ทอง ปภากโร
ถอดความจากหนังสือ ร่มธรรม ร่มเย็น












ชาวพุทธของเราชอบในการให้ทานทำให้จิตใจเย็นสบาย แต่พอมาถึงรักษาศีลนี้รู้สึกจะไม่เอาล่ะถอยกรูด ๆ ว่างั้นเถอะ รักษาศีลนี้จะชักไม่ชอบเสียเท่าไหร่

พอมานั่งภาวนานี่ โอ้โฮ!รู้สึกว่าเวลามันยาวนานเหลือเกิน นาฬิกาเคยเดินเร็วก็ช้าว่างั้นเถอะ พอนั่งภาวนาทั้งที่เวลานั่งภาวนาเราก็นั่งในที่ร่มเย็นสบาย บางท่านก็อยู่ในห้องแอร์ด้วยซ้ำไป ที่นั่งก็นุ่ม แต่พอนั่งภาวนา ไม่ถึง ๑๐ นาที โดยมากเป็นอย่างนั้น ทำไม แสดงว่ากิเลสจิตใจของเรามันมาก มันฝืนนะ

การภาวนามันดูจิตดูใจ ดูตัวกิเลส มันต้องสู้กับตัวกิเลสชัดเลยมันฝืน เหมือนกับพยายามดันน้ำหรือดันของกลม ๆ กลิ้งครกขึ้นภูเขานะ มันสู้กัน

ถ้าหากว่าเราดูหนังดูละคร ดูหมอลำซิ่ง เท่าไรเท่ากัน นั่งชั่วโมงหนึ่งแป๊บเดียวเท่านั้นเอง ถ้าดูหนังโทรทัศน์อะไรก็ตามมันแป๊บเดียว อันนี้คือว่ากิเลสมันชอบไปในทางต่ำ

สิ่งใดที่เป็นทางต่ำกิเลสชอบ ที่ใดที่เป็นธรรมเป็นวินัยกิเลสจะไม่ชอบ เหมือนกับคนไข้ คนไข้ชอบกินแต่ของแสลง สิ่งใดที่เป็นของแสลงนะชอบสิ่งนั้น แต่ยาที่ขม ๆ นะไม่ชอบ แต่ถ้าหากว่าพวกเรารู้ว่าเราเป็นไข้ ถึงจะรู้ว่ายาขมก็ตามเราฝืน พยายามกินยา โรคในกายของเราก็หาย

อันนี้ก็เหมือนกันนั่งสมาธิคือยาขนานหนึ่ง ถ้าหากว่าเราไม่พยายาม เราไม่ฝืน เราไม่ต่อสู้ เราไม่อดทน เราก็จะสู้กับกิเลสภายในใจของเราไม่ได้ กิเลสของเราก็จะดึงไปในทางต่ำเสมอ

ใจของเราเหมือนเก้าอี้ตัวหนึ่งบางทีก็ตัวกิเลสขึ้นบัญชาการ เห็นอะไรก็โกรธเกลียดรักชังไปหมด ธรรมจะขึ้นไปบัญชาน้อย แต่ถ้าหากว่าเรามีความพยายาม พยายามทำจิตให้สงบอยู่เสมอ ๆ ธรรมก็จะขึ้นไปนั่งอยู่บนเก้าอี้นั้น จิตใจก็จะเย็นสบาย คิดอะไรก็เป็นธรรมไปหมด พูดอะไรก็เป็นธรรม คิดอะไรก็เป็นธรรม จิตใจก็เย็นสบายมีความสุข ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็เย็นสบายไปด้วย เห็นเพื่อนเห็นฝูงก็เย็นสบาย ลูกเต้าเหล่ากอก็เย็นสบายไปด้วย ถ้ากิเลสขึ้นบัญชานั้นเดือดร้อนไปหมด เห็นอะไรขวางหูขวางตาไปหมด

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กว่าจะมาถึงวันนี้..ภูจ้อก้อ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มกราคม ๒๕๓๙











หลวงพ่ออินทร์ถวาย.. ท่านปรารภถึงองค์พระหลวงตามหาบัว.. ที่หลวงตาเคยพูดไว้เรื่องเจดีย์.. เหตุที่หลวงตาท่านไม่อยากให้สร้างเจดีย์ เพราะ ไม่ค่อยมีประโยชน์กับโลก..

ท่านมองว่าเวลาคนมากราบเจดีย์ ก็มากราบประหลกๆ แล้วก็อธิษฐานไปทางโลกทางสงสาร เช่นว่า.. ขอให้รวย. ขอให้ได้ลูกเมียสามีดี. ขอให้การงานก้าวหน้า.. ฯลฯ

ขอแต่ทางที่จะทำให้พัวพันกับโลก. น้อยนักที่จะมาอธิษฐานในทางหลุดพ้นจากวัฏสงสาร.

ถ้าได้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ ก็จะเป็นประโยชน์กับคนรุ่นต่อๆไปอีกนานเท่านาน. เพราะได้นำธรรมคำสอนของหลวงตา. ปฏิปทาของท่านที่จะเป็นแนวทางให้คนแสวงหาปฏิบัติเพื่อเป็นการหลุดพ้นไปได้.

ฟังเทศน์หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก










"ผู้อื่นไม่ได้ทำจิตของเราเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
เราเองเป็นผู้ทำจิตของตนเศร้าหมอง ผู้อื่นช่วยไม่ได้
แม้พระพุทธเจ้า ก็ช่วยไม่ได้ ท่านทรงเป็นผู้บอกทาง
ให้เท่านั้น"

หลวงปู่ขาว อนาลโย








"เกิดแล้วต้องตาย ไม่ตายวันนี้ วันหน้าก็ตาย
ไม่ตายเดือนนี้ เดือนหน้าก็ตาย ไม่ตายปีนี้
ปีต่อๆ ไปก็ตายได้ ให้รู้ไว้ให้เข้าใจไว้

แล้วจิตใจอย่าได้มัวเมาหลงไหลไปกับกิเลสกาม
วัตถุกาม มาหลงร้องไห้ หัวเราะอยู่นี้ ไม่มีที่สิ้นสุด
ก้อนทุกข์ กองทุกข์เต็มตัวทุกคน

จงภาวนาดูให้รู้แจ้ง ด้วยสติ ปัญญา
ไม่ใช่คนอื่นจะมาทำให้ ปฏิบัติให้ ไม่มี
ตัวเองนั่นแหละ ปฏิบัติตัวเอง"

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร











"อย่ารอคอยให้มันเฒ่าคร่ำชรา
หรือจะรอความตายมาเยี่ยมเสียก่อน
จึงจะเข้ากัมมัฏฐาน

เมื่อถึงคราวเช่นนั้น มันจะสายเกินไป
ท่านทั้งหลายชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
ความตายเป็นของแน่นอนเหลือเกิน"

ครูบาเจ้าพรหมา พฺรหฺมจกฺโก











"คนอื่นเขาดี ก็ดีเขา
เขาชั่ว ก็ชั่วเขา
จิตใจของเรา เป็นอย่างไร"

หลวงปู่ขาว อนาลโย









[*]


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 11 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร