วันเวลาปัจจุบัน 29 ต.ค. 2020, 00:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2020, 04:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3939


 ข้อมูลส่วนตัว


#เรื่องของความดี..

“...บรรดาสัตว์ทั้งหลายนั้น เมื่อไม่มีทุกข์มาถึงตัว มักจะไม่เห็นคุณของพระศาสนา มัวเมา ประมาท ปล่อยกายปล่อยใจให้ประพฤติทุจริต ผิดศีลผิดธรรม อยู่เป็นประจำนิสัย เห็นผิดเป็นถูก เห็นกงจักรเป็นดอกบัว ต่อเมื่อได้รับทุกข์แล้ว ที่พึ่งอื่นไม่มี นั่นแหละจึงได้คิดถึงพระ คิดถึงศาสนา แต่เป็นเวลาที่สายไปแล้ว เรื่องความดีนั้นเราต้องทำอยู่เสมอ ให้เป็นที่อยู่ของจิต เป็นอารมณ์ของจิต ให้เป็นมรรค คือทางดำเนินไปของจิต จึงจะเห็นผลของความดี...

..ไม่ใช่เวลาใกล้จะตาย จึงนิมนต์พระไปให้ศีล ให้ไปบอกพุทโธ หรือตายไปแล้ว ญาติจึงเคาะ โลงบอกให้รับศีล เช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดหมด เหตุเพราะว่า คนเจ็บนั้น จิตมัวติดอยู่กับเวทนา ไฉนจะมาสนใจใยดีกับศีลได้ เว้นไว้แต่ผู้ที่รักษาศีลมาเป็นปกติเท่านั้น จึงจะสามารถระลึกถึงศีลของตัวได้ เพราะตนเองเคยทำมาจนเป็นอารมณ์ของจิตแล้วเท่านั้น แต่ส่วนมาก พอใกล้จะตายแล้ว จึงมีผู้เตือนให้รับศีล ยิ่งคนตายแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะคนตายนั้น ร่างกายกับจิตใจ ไม่รับรู้ใดๆ แล้ว..ฯ”

#ธรรมโอวาทโดย
หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่




ถ้าเราเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว

ไม่ทำบุญกุศลอันใดให้เกิดขึ้นแก่กายใจเลย

ก็เท่ากับเป็นหนี้สินเขาอยู่

ต้นทุนเรายังไม่ใช้เขาแล้ว ก็ยังโกงเขาอีก

คือเอาทุนของเขามาใช้ แล้วก็ยังไม่ให้ดอกเบี้ยเขา

ภายหลังจะลำบาก

พระธรรมวิสุทธิมงคล (หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน)











ธรรมเป็นร้อย​ หนังสือเป็นล้าน
อ่านแล้วเข้าใจ​ แต่นำไปปฏิบัติไม่ได้
ก็ไร้ค่า​ เสียเวลาทุ่มเท
สู้ธรรมแค่เล็กน้อย แต่นำไปปฏิบัติได้
แม้ชีวิตจะไร้ค่า​ ก็ได้ชื่อว่าถือก้อนทรัพย์ไว้ในมือ

หลวงพ่อเพชร​ วชิรมโน









จงรีบทำความเพียรเสีย เพื่อมรรคผลนิพพานนั้น แล้วจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ









#ผู้ใดรักษาศีลมิขาดตกบกพร่อง

ไหว้พระสวดมนต์ เจริญสมถะและวิปัสสนาตามสมควร ได้ปัญญาตามวาสนา

โอกาสที่จะพ้นจากการท่องเที่ยวไปในภพน้อย ภพใหญ่ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เป็นวัฏจักร ก็พอจะมองเห็นทางมรรคผลนิพพานอยู่ไม่ไกล

#จงรีบทำความเพียรเสีย

เพื่อมรรคผลนิพพานนั้น แล้วจะพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด

#หลวงปู่แหวน #สุจิณโณ










#ขอให้เข้าใจว่าผู้เลื่อมใสพระพุทธศาสนา_เหนือสิ่งใดๆทั้งปวงในโลกแล้ว

แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นสร้างบารมีแก่กล้ามาแล้ว เป็นคนดีพอจะสนเข็มได้แล้ว และเป็นผู้ปิดประตูนรก สัตว์เดรัจฉาน และเปรตทุกจำพวกได้แล้ว

มีธรรมเป็นเครื่องอบอุ่นอยู่ในใจก็ว่าได้ จิตใจย่อมเอนไป โอนไป โน้มไปในพระนิพพานอยู่ในตัว

#เพราะเหตุใดเล่า

เพราะเหตุว่าสรรพโลกทั้งปวงไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน มีแต่สรรพทุกข์ทั้งปวงอันเห็นชัดด้วยตาปัญญา แม้ตานอกๆ ก็เห็นแล้ว

เพราะเหตุว่าความแก่ เจ็บ ตาย ไม่มีอันใดปิดบัง เห็นทั้งตานอกทั้งตาในอยู่แล้ว เหตุนั้นจิตใจจึงเอนไปโอนไปหาพระนิพพานดังกล่าวแล้วนั้น


#เห็นอนิจจังขณะจิตเดียวก็เห็นสรรพโลกรอบแล้ว

เพราะสรรพโลกเต็มไปด้วยอนิจจังความไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นก็เป็นทุกข์อยู่ในตัวด้วย แล้วก็เห็นโลกลึกลงไปอีกด้วยว่า สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้ว สิ่งนั้นก็ไม่อยู่ในอำนาจวาสนาของใครเลย

ก็เรียกว่าเห็นโลกชัดลงไปอีกเป็นตอนที่ ๓ เมื่อเห็นโลกชัดลงไปตอนที่ ๓ แบบลึกซึ้งแล้ว ความเพลินและหลงในโลกทั้งปวงก็แตกกระเจิงตั้งอยู่ไม่ได้ ในดวงใจมีแต่พระสติพระปัญญารู้ตามเป็นจริงเท่านั้น ความหลงๆ เหลงๆ จะขี่ช้างสูบบุหรี่มาจากประตูใดเล่า


#ขอให้เข้าใจว่า โดยสังเขปพวกที่หลงโลกก็มีหลงอยู่ ๔ ประการ

๑. หลงของไม่เที่ยงว่าเป็นของเที่ยง คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบที่สมมติว่าเป็นเราๆ นี้

๒. หลงของเป็นทุกข์ว่าเป็นสุข คือหนังหุ้มอยู่โดยรอบนี้อีกล่ะ

๓. หลงของไม่ใช่ตัวตน ว่าเป็นตัวตนเอาจริงๆ จังๆ จนแกะไม่ได้คลายไม่ออก

๔. หลงหนังหุ้มอยู่โดยรอบอันเป็นของบูดราเปื่อยเน่าว่าเป็นของสวยงาม


#ถ้าเราไม่หลงสิ่งเหล่านี้แล้ว

ภพชาติของเราก็จบใน ณ ที่นี้เอง จะภาวนาหรือไม่ภาวนามันก็จบอยู่ในตัวแล้ว แม้จะภาวนา ๗ วัน ๗ คืนไม่กินอาหารก็ตาม

ถ้าหากว่าหลงของ ๔ ประการดังกล่าวมาแล้วนี้อยู่ ก็ยังข้ามภาพข้ามชาติไม่ได้

#การข้ามภพชาติก็เอาสติปัญญาเท่านั้นข้าม

จะข้ามด้วยเครื่องบินหรือจรวดอะไรๆ ข้ามตั้งล้านๆ ปีก็ข้ามไม่ได้ หวังว่าคงเข้าใจดี

และขอให้เข้าใจอีกว่าความสำเร็จอยู่กับความพยายาม แม้เขาพยายามไปทางโจรทางมาร เช่นปล้นสะดมเป็นต้น บางรายเขาทำสำเร็จอยู่แต่ก็ให้ผลเป็นทุกข์ ไม่เหมือนพยายามทางโลกุตรธรรม


ปรารภมามากแล้วก็คงสมควรแก่เวลา ด้วยเดชพระพุทธศาสนา อันทรงพระคุณค่าไม่มีประมาณ และก็ทรงมีอยู่ทุกกาลด้วย ไม่ขึ้นอยู่กับผู้รู้และไม่รู้ เมื่อเป็นดังนี้ พวกเราทั้งหลายจงพ้นจากทะเลหลง คือกองทุกข์ทั้งปวงโดยไม่เหลือทุกเมื่อเทอญ...

#หลวงปู่หล้า #เขมปัตโต










#สติพิจารณากาย

"การพิจารณากายนี้เป็นของสำคัญ ผู้ที่จะพ้นทุกข์ล้วนแต่ต้องพิจารณากายนี้ทั้งสิ้น สิ่งสกปรกน่าเกลียดนั้นก็คือตัวเรานี้เอง

ร่างกายนี้เป็นที่ประชุมแห่งของโสโครก เป็นอสุภะ ปฏิกูล น่าเกลียด

เพราะฉะนั้นจงพิจารณากายนี้ให้ชำนิชำนาญ ให้มีสติพิจารณาในที่ทุกสถาน ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ คิด พูด ก็ให้มีสติรอบคอบในกายอยู่เสมอ ณ ที่นี้พึงทำให้มาก เจริญให้มาก คือ พิจารณาไม่ต้องถอยเลยทีเดียว"

#หลวงปู่มั่น #ภูริทตฺโต









#ตัววิญญาณนี้ตัวเดียว_เกิดขึ้นที่ไหน_ก็เรียกว่าผู้รู้ทั้งนั้น

ไปรู้ ทางตา ก็เรียกไปอย่างหนึ่ง ไปรู้ทางหู จมูก ก็เรียกไปอย่างหนึ่ง รู้ที่ตา รู้ที่หู รู้ที่จมูก รู้ที่ลิ้น รู้ที่กาย รู้ที่จิต

#มันก็ตัวผู้รู้อันเดียวนี้แหละ

ผู้รู้อันเดียวนี้ไม่ใช่ผู้อื่น ตัวผู้รู้อันเดียวนี้เรียกว่าวิญญาณ ก็วิญญาณหกอย่างนี้แหละ ชื่อมันว่าหกเฉยๆ คือมันไปรู้อยู่ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง รู้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย จิต อย่างนี้แหละ ไปรู้ที่ตาบ้าง รู้ที่หูบ้าง รู้ที่จมูกบ้าง ที่ลิ้นบ้าง ที่กายบ้าง ที่จิตบ้าง

เขาจึงเรียกว่าหก ความจริงมันไม่มีหกหรอก มันไปรู้ในช่องทั้งหกเท่านั้นแหละ เพราะช่องทั้งหกมันเป็นประตูผ่านเข้ามาสู่ผู้รู้อันเดียว

ผู้รู้เดียวสามารถจะรู้ทั่วถึงในทวารทั้งหกอย่างนี้ เราจึงเรียกว่าวิญญาณหก วิญญาณหกนี่แยกออกโดยปริยัติ

#ความเป็นจริงมีผู้รู้ผู้เดียวเท่านั้น

รู้ทางตาก็ว่าอย่างหนึ่ง รู้ทางหูก็ว่าอย่างหนึ่ง รู้ทางจมูก ทาง ลิ้น ทางกาย ทางใจ ก็ว่าอย่างหนึ่ง ความเป็นจริงก็คือคนเดียวนี้เองแหละ

วิญญาณคือผู้รู้ผู้เดียว คือดวงจิตของเรา ผู้รู้นี้แหละจะเป็นเหตุ ให้มีอำนาจสามารถรู้สภาวะหรือธรรมชาติตามเป็นจริง

#หลวงพ่อชา สุภัทโท





“อย่าคิดว่าตัวเอง บุญน้อยวาสนาน้อย
แล้วมาพูดให้ตัวเองท้อแท้ คิดแบบนั้นมันไม่ถูก
ถ้าคิดว่าตัวเองบุญน้อยวาสนาน้อย ก็รีบสร้างเสริม
บารมีให้กับตัวเองให้มากยิ่งๆ ขึ้นไป ทำให้เต็มที่
ที่ตัวเองทำได้ คนที่เขามีปัญญา เขาจะมุ่งหน้าทำเอา
คนไม่มีปัญญา ก็รอเอาแต่ลมแต่แล้ง สูญเสียเวลา
ไปโดยเปล่าประโยชน์

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม









“จะเอาสุขทางโลก ก็ได้ทุกข์มาพร้อมกัน
เช่น คิดว่าสามี ภรรยา เป็นความสุข
ก็ได้รับทุกข์เพราะสามี ภรรยา นั่นแหละ

อยากได้ลูก มีความสุขที่ได้ลูกหญิงลูกชาย
แต่ก็ได้รับทุกข์ เพราะลูกนั่นแหละ

จะเอาความรัก ก็ได้ความชังมาพร้อม
จะเอาอย่างเดียวไม่ได้ อยากได้หนึ่งแต่ได้สอง
เป็นกฎธรรมชาติอย่างนั้น

หลวงปู่คำดี ปภาโส









"ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ถูกของท่านที่สุด
ความเจ็บ ความป่วย ความแก่ชรา ความตาย
ใครก็ช่วยใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง
ความดี ความไม่ดี ตัวเองก็ทำเอง
ใครก็ทำให้กันไม่ได้ จึงให้พากันภาวนา"

หลวงปู่เพียร วิริโย








"อย่าเข้าใจว่า ธรรมะมันอยู่ห่างจากเรา
มันอยู่กับเรา ก็เป็นเรื่องของเรานี่แหละ
ลองดูซิ เดี๋ยวก็ดีใจ เดี๋ยวก็เสียใจ
เดี๋ยวก็พอใจบ้าง เดี๋ยวก็โกรธคนนั้น
เดี๋ยวก็เกลียดคนนี้ ธรรมะทั้งนั้นแหละโยม"

หลวงปู่ชา สุภัทโท





" นิพพานอยู่ไกล ถ้าจะไป
ต้องออกเดินทางตั้งแต่วันนี้

อย่างไปทำบุญใส่บาตร
ค่ำมาก็สวดมนต์ไหว้พระ
เจริญเมตตาภาวนา
ตัดกิเลส ลดตัณหา

เดินทุกวัน
มันก็ใกล้เข้าไปทุกวัน
ถ้าเราไม่ยินดีซึ่งบุญ
ไม่ยินดีซึ่งศาสนา

พระพุทธเจ้า
สร้างศาสนาไว้ให้
เราไม่กราบไหว้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ไม่สักการะบูชา
ไม่มาสะสางล้างโทษ
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
กินเหล้าเมายา
แน่นหนาไปด้วยกิเลสตัณหา

ก็จะเดินไปในทางตรงข้าม
คือ อบายภูมิ "

โอวาทธรรม
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา







" มีแค่มนุษย์คนเรานี้เท่านั้น
แหละ ที่จะเป็นผู้ปฏิบัติ
ให้ถึงซึ่งความบริสุทธิ์ได้

ฉะนั้น จึงไม่ควร
น้อยเนื้อต่ำใจ
ว่าตนมีบุญวาสนาน้อย

เพราะมนุษย์เราทำได้
เมื่อไม่มี ทำให้มีได้
เมื่อมีน้อย ก็ทำให้มีมากได้

ในเมื่อเราได้กระทำ
การกุศลแล้วคือ ให้ทาน
รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา

บางพวกทำน้อย
ก็ต้องไปสู่สวรรค์
บางพวกทำมาก และ
ขยันทำจริง พร้อมทั้ง
วาสนา บารมี แต่หนหลัง
ประกอบกับศรัทธากันเข้า
ก็สามารถเข้าสู่
พระนิพพานได้
โดยไม่ต้องสงสัยเลย "

โอวาทธรรม
หลวงปู่แสง ญาณวโร








"..นักปราญ์บัณฑิต ผู้ติดอยู่
ในความรู้ความคิดความเห็น
ของตัวว่าเป็นของสูงอยู่

แล้วไม่ก่อสร้างบำเพ็ญสมาธิ
ให้เกิดขึ้น ถือเสียว่าสมาธิ
เป็นขึ้นต่ำ ควรเจริญปัญญา
วิมุติทีเดียว ย่อมจะได้รับโทษ

ฉะนั้น พุทธบริษัทควรจะ
บำเพ็ญใน ศีล สมาธิ และ
ปัญญา ให้ครบถ้วน
จึงจะเป็นผู้สมบูรณ์ในการ
นับถือพระพุทธศาสนา

มิฉะนั้น จะเรียกว่าเป็นผู้รู้
อริยสัจ ๔ ได้อย่างไร เช่น
มรรค ก็ต้องมีศีล สมาธิ
ปัญญา จึงจะเรียกว่า
มรรคสัจ เมื่อไม่ทำให้เกิด
ขึ้นในตน ก็ย่อมไม่รู้
เมื่อไม่รู้ จะละได้อย่างไร

โดยมากธรรมดาคนเรา
มักชอบแต่ผลไม่ชอบเหตุ
เช่นต้องการความดี
ความบริสุทธิ์ แต่เหตุ
แห่งความดี ความบริสุทธิ์
ไม่ทำให้สมบูรณ์
ก็ย่อมจนกันเรื่อยไป

ตัวอย่างในทางโลก คนที่
ชอบเงินแต่ไม่ชอบทำงาน
คนเช่นนั้น จะเป็นพลเมือง
ที่ดีมีทรัพย์ได้ที่ไหน

เมื่อความจนบังคับแล้ว
ย่อมทำทุกจริต โจรกรรม
ได้ ฉันใด พุทธบริษัท
ไม่ชอบเหตุแต่มุ่งผล
ก็ย่อมจนอยู่ร่ำไปเช่นนั้น "

โอวาทธรรม
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร









" เราจะสำคัญว่าเราฉลาด
สักเพียงไหนก็ตาม
แต่ถ้ากิเลสของเราไม่
ลดละลง เราก็โง่จะตายแล้ว

ด้านโลภด้านโกรธด้านหลง
ของเราไม่ลดละลง จะสำคัญ
ว่าเราฉลาดสักเพียงไหน
ก็ตาม นั่นจะทำให้เรานอนใจ

จะบวกโง่คูณโง่ กับบวกทุกข์
คูณทุกข์ กับบวกไฟคูณไฟ
ก็มีความหมายอันเดียวกัน
กับบวกกิเลสคูณกิเลส
ก็มีความหมายอันเดียวกัน นั่น "

โอวาทธรรม
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต





ถ้าหากเรามีความพอใจ เราหลงเพลิดเพลินแล้ว เรายึดมั่นว่ามีความสุขแล้ว เราก็รู้ทันทีว่า เดี๋ยวนี้จิตของเรากำลังอยู่ในราคะ...ความกำหนัด ความยินดี เราควรที่จะรู้อย่างนั้นทันที...เมื่อเรารู้แล้ว เราก็ควรที่จะปล่อยวาง ...ถ้าหากเรายึดมั่นถือมั่น ทุกข์จะตามมาหาเรา

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร