วันเวลาปัจจุบัน 03 มิ.ย. 2020, 17:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ม.ค. 2020, 05:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3792


 ข้อมูลส่วนตัว


#มันจะไม่มีแล้วกรรมฐานทุกวันนี้

"เราอยากรักษาข้อวัตรปฏิบัติครูบาอาจารย์ หลวงปู่แบนท่านมา ท่านก็บอก "โสภา รีบซะ" หลวงปู่ทุยท่านก็บอก "เร่งซะ มันไม่มีแล้วกรรมฐาน" เราละอายท่าน เราน้อมรับจริงๆ เราถึงประกาศว่า "เราจะหยุด" ไปไหนที่ไหนก็มีแต่ผ้าป่า เราไม่ได้ว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์นะ เราว่าที่นี่ ห้าปีแล้ว มันควรจะเสร็จแต่มันก็ไม่เสร็จ เพราะคนพาสร้างบุญญาบารมีมันไม่มาก เราก็จะสร้างตามกำลังของเจ้าของล่ะ

กฐินครั้งนี้ก็ครั้งสุดท้าย ใครจะทำก็ทำ ปีนี้เป็นมหากฐิน ให้ญาติพี่น้องทุกคนทุกหมู่ทุกเหล่า มาทำมา ครอบครัวใครทุกคนก็ไม่ว่า แต่แล้วก็จะหยุดแล้ว วัดนี้ก็จะไม่มีผ้าป่าไม่มีกฐินอีก แต่ส่วนการทำบุญทำทานเป็นปกติธรรมดา อันนั้นไม่ได้ห้าม แต่จะให้มารวมกันอย่างนี้ ไม่เอาล่ะนะ มาตั้งโรงทงโรงทานนี่ อนุญาตให้แบบฝืนใจนะ แต่จะมีวันหนึ่งถ้ามีวาสนา ก็คือวันฉลองมหาเจดีย์นี่จะอนุญาตให้ตั้งโรงทานอีกครั้งหนึ่ง เพราะหลวงปู่จันทร์เรียนท่านก็ไม่แนะนำ หลวงปู่แบนยิ่งแล้วใหญ่เลย หลวงปู่ทุยท่านพออนุโลมบ้าง แต่ข้อวัตรท่านเปี๊ยะ มันจะไม่มีแล้วกรรมฐานทุกวันนี้

อย่างนี่ที่มาที่นี่ก็เหมือนกัน ขอให้มีสักวัดเถอะ มาวัดก็มาขอของดี มาวัดจะมาขอให้ลูบหัวให้ ขอเถอะ มันก็ไม่มีใครรักษาข้อวัตรปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์ มีแต่ขอเหรียญแจกเหรียญ มาวัดก็จะมาให้ลูบหัวให้ ขอสักองค์เถอะนะ ถ้าอายพ่อแม่ครูบาอาจารย์ มองเห็นท่านแล้วน้ำตาร่วงทุกที ทำไมลูกเต้ามาผ่าเหล่าผ่ากอ ให้เข้าใจว่าแสงธรรมต้องให้เป็นสมบัติธรรมที่ท่านเมตตามาเหยียบให้ ท่านมาทีแรกท่านพูดนะ ไม่มีนะเราจะไปเหยียบให้ใครง่าย ๆ จำไม่ลืม พูดให้พี่น้องได้เห็นใจบ้าง ถ่ายรูปก็เหมือนกัน มาถ่ายรูปขอเหรียญให้ลูบหัวเคาะหัวรดน้ำมนต์ ขอทีเถอะ เราจะเอาธรรมรดหัวใจคน ศาสนาต้องเป็นศาสนาสิ อย่าเอาความพอใจชอบใจของเจ้าของมาใช้ที่นี่ ส่วนก่อสร้างเราก็มอบให้พี่น้องศรัทธาญาติโยมไปซะ ถ้าเสร็จแล้วเราจะไม่ยุ่งทางโน้น เราจะมอบให้โลก ให้พี่น้องทั้งหลายที่ได้สร้างบุญสร้างกุศลมากราบมาไหว้ เราจะรักษาข้อวัตรปฏิบัติพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไว้"

ธรรมโอวาท
พระอาจารย์โสภา สมโณ
(เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๐)










"หมั่นเติมน้ำใส่ภาชนะทุกวัน
น้ำยังสามารถเต็มภาชนะได้
บุญกุศลก็เช่นเดียวกัน
หมั่นทำความดีสะสมบุญทุกวัน
บุญกุศลก็สามารถเต็มสมบูรณ์ได้ฉันนั้น"

โอวาทธรรม
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร










เรื่อง "อานิสงส์ของการปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระ"

(คติธรรม หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป)

ปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย จะปล่อยสัตว์อะไรก็ตาม เราปล่อยให้เขามีอิสระ ทีนี้เขาใกล้จะฆ่ามันอย่างนี้อยู่ในตลาด เราไปเห็นเราซื้อไปแล้วก็ไปปล่อยให้เขามีอิสระ อานิสงส์ที่จะได้เกิดชาติหน้าจะเป็นผู้มีอายุยืน อายุยืนยาวนาน บางทีชาตินี้น่าจะตายแล้ว อีกสิบปีจะตายแล้วเลยได้อีกสามสิบ สามสิบปีอยู่เพิ่นว่า มันต่อให้เราเพราะให้ความสุขเขา เขาจะฆ่าเลยวันนี้เราก็ไม่ให้เขาฆ่า เราซื้อไปไปปล่อยเขาเลยมีชีวิตยาวไปอีก เขาก็เลยว่าเรามีอายุยืนเพราะคนนี้ล่ะ เขาก็เลยมา เป็นบุญที่จะช่วย ท่านว่าเป็นการรักษาศีลตัวปาณา เป็นผู้มีอายุยืน

บัดนี้เราจะอุทิศให้คนอื่นช่วยคนอื่นซะ ลองบ้าง ว่าโอ๊ยคนนี้จะตายแล้ว ซื้อปลาซื้อนกซื้ออะไรไปปล่อยแล้วขออุทิศส่วนกุศลไปต่ออายุคนนั้นให้ด้วย ให้คนนั้นฟื้นขึ้นมาให้คนนั้นได้มีอายุต่อไปได้ทำความดี อย่างนั้นก็ได้ไม่เป็นอะไร บางทีพอมันรู้จัก เจ้ากรรมนายเวรมันรู้จัก ปล่อยปลาอย่างนี้ ปล่อยนกอย่างนี่มันรู้จัก มีความสุข มันก็อาจส่งความสุขมาหาเราก่อน เกิดมันมีใจร่วมมันก็อุทิศให้ส่วนกุศลให้คนอื่นด้วย ได้รับผลไปเป็นผลพลอยได้จากความดีนั้น ได้รับความสุข ก็เหมือนว่าเรามีอันนี้แหละมีตู้เย็นหลายๆคิวนี่แหละ คนหลายๆคนนี่แจกให้กินหลายๆคนนี่เย็น..ไปหลายคนก็ได้ ได้กินเอง บุญมันเป็นอย่างนั้น บุญคือความสุข พอเข้าใจนะ ถ้าอยากมีอายุยืนรักษาให้ดีเถอะ

"พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป"
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง)
ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่












เรื่อง​ "ความดีเป็นเกราะคุ้มกันภัยในวัฏสงสาร"

บางบุคคลมีเงินมีทองมีทรัพย์สมบัติมากมายดีแล้ว แต่จะจำแนกแจกทานให้กับคนจนก็ไม่ได้ สงเคราะห์อะไรนิดๆหน่อยๆก็ไม่ได้ หวงแหนทรัพย์สมบัติ อะไรทุกอย่าง หวงแหนไว้หมดเป็นคนตระหนี่ ชาติต่อไปมันก็จะตกระดับลงไปเรื่อยๆ วัดก็ไม่เข้าพระเจ้าก็ไม่ไหว้ สวดมนต์สวดพรไม่มีเมตตาแก่ใคร นั่นแหละเขากำลังหลงสมบัติที่เขามีอยู่ มันก็จะถอยหลัง ถอยหลังไปทุกภพทุกชาติที่ไม่ได้ทำเอาไว้ มันก็จะถอยลงไปเรื่อยๆตามระดับดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น จนไปถึงเป็นคนจนอีก เป็นคนจนแล้วยังไม่แล้ว ยังไปทำบาปความชั่วไม่มีศีลธรรม ตกไปเป็นเดรัจฉานอีก เป็นหมูหมาเป็ดไก่ช้างม้าวัวควายอีก ตกต่ำลงไปเรื่อยๆจนเป็นสัตว์ที่ไม่มีขานั่นแหละ เหมือนงูเหมือนปลิงไส้เดือนอะไรต่างๆ ชีวิตของคนมันเป็นอย่างนี้เรียกว่า เวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ตามอำนาจของกรรมที่ได้สร้างเอาไว้ในอดีตที่ผ่านมา

คติธรรม หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป











สมัยก่อนไปธุดงค์บ่มีดอกสินั่งรถ สิมาโบกรถขอนั้นขอนี้บ่มี มีแต่ย่าง ย่างกะบ่ได้ใส่เกิบ ย่างจนตีนโพง ถ้าไหล่บ่ถลอกย้อนสายบาตรกะบ่มีหยุดพัก เอามันปานนั้นพุนได๋
ไปถึงที่พักแต่ละที่กะบ่แม่นสินอน สวดมนต์แล้วกะนั่งภาวนาเดินจงกรมเอาจนแจ้งพุน ถ้าหลับกะให้มันหลับแบบ
นั่งๆนั่นละ ทุกมื้อมันมีแต่พระขี้ข้าน ว่าไปธุดงค์กะมีแต่แนวกินแล่นนำก้น ห่อเต็มยุ แล้วมันสิไปเอาธรรมมาแต่ไส

สมัยก่อนไปธุดงค์ ไม่มีหรอกจะมานั่งรถ โบกรถขอนั่นขอนี่ มีแต่เดิน เดินก็ไม่ได้ใส่รองเท้า เดินจนเท้าบวม ถ้าหัวไหล่ไม่ถลอกก็ไม่มีหยุดพัก เอาขนาดนั้น เมื่อได้ที่พักก็ไม่ใช่จะไปนอน ต้องสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรมต่อจนสว่าง ถ้าหลับก็ให้หลับท่านั่งนั่นแหละ แต่พระทุกวันนี้มันขี้เกียจ ไปธุดงค์ก็เตรียมอาหารสะเบียงเต็มไปหมด แล้วจะไปเอาธรรมะจากตรงไหน

คติธรรมขณะนวดถวาย หลวงพ่อสาลี ขันติพโล วัดป่าทุ่งศรีอุดม (สาขาวัดหนองป่าพงที่๓๓) จ.อุบลราชธานี










" ..อันที่จริงแล้ว จิตใจนี่แหล่ะคือธรรมแท้ คำว่าธรรม คือจิตใจที่มันหมดจากความมืดมนอนธการ หมดจากมลทิน คือกิเลสต่างๆ เรียกว่าจิตใจเป็นธรรม ถ้าจิตใจสกปรก เพิ่นบ่เรียกว่าธรรม เพิ่นเรียกว่าจิตสกปรก ใจสกปรก จิตกิเลส ใจกิเลส.."

โอวาทธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร










...ถ้าใคร "ไม่ปฏิบัติสมาธิ"
แล้วจะไป..วิปัสสนา
นี้ก็แสดงว่า "หลง" แล้วไปไม่ถูกทาง

ไปไม่ได้..ไม่มีวันที่จะไปได้
ไม่มีวันที่จะตัดสิ่งต่างๆ
ที่ตนเอง.."ยึดติด"..อยู่ได้

.....................................
.
ธรรมะโดนใจเล่ม2 หน้า53
ธรรมะบนเขา 13/12/2557
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี










"..การให้ด้วยความเต็มใจนั้นมีอานิสงส์มหาศาล ของที่ให้แม้จะน้อย แต่ให้ด้วยความเต็มใจก็มีอานิสงส์มากกว่าเงินจำนวนมากแต่ให้เพราะอยากได้หน้าหรือให้แต่เสียดาย เราเหลือกินเหลือใช้ก็ให้ไปเถอะ เลี้ยงคน ไม่ทำให้จนลงหรอก ทรัพย์สมบัติทั้งหมดเป็นของโลก ตายไปเอาไปไม่ได้ ความมีน้ำใจเป็นสิ่งสำคัญ เราอยากให้ใครดีกับเรา เราต้องดีกับเขาก่อน ทำอะไรด้วยความตั้งใจที่ดี ความบริสุทธิ์ใจ.."

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์
หลวงปู่ไพบูลย์ สุมังคโล
วัดอนาลโยทิพยาราม อ.พะเยา จ.พะเยา











พระผู้ทรงฤทธิ์ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
แห่งวัดถ้ำสหาย จ.อุดรธานี สืบนิสัยทายาทธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ

วันหนึ่งท่านตั้งสัจจะว่า “มึงอยากนอนหลาย กูสิพามึงนอนตายในสมาธิ
กูสิบ่มามึงพิกคีง (กูจะไม่พามึงพลิกกลับตัว) มึงอยากนอน กูสิพามึงนอนให้สาสม
กูพลิกโตตอนใด๋ไห่ธรณีสูบกูลงจมแผ่นดินไปอยู่อเวจี กับเทวทัต”

หลวงปู่จันทร์เรียนบอก ท่านนอนตะแคง
ในท่า “สีหไสยาสน์” อยู่เจ็ดชั่วโมงโดยไม่กระดิกพลิกตัว

ท่านว่า หลังผ่านเจ็ดชั่วโมงไปแล้ว
เวทนาในธาตุขันธ์ของท่านพุ่งขึ้นตั้งแต่ปลายเท้าจรดหัว
ดั่งไฟเผาร่างทั้งเป็น หรือไม่ต่างอะไรกับภูหลวงทับร่าง
ท่านว่า เวทนาในกายธาตุของท่านตอนนั้นแทบแตกออกเป็นเสี่ยงจุละผุยผง
พอเวทนาในกายธาตุแสดงทุกข์ในตัวตน ท่านหมุนจิตเข้าข้างในโดยไม่ออกนอก
จิตละวางในอุปาทานธาตุขันธ์ทุกอย่าง ปัญญาของจิตไล่ตามนามธรรม
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จนไปพบอวิชชาปัจจยาการ
จักรพรรดิผู้พาถืออุปาทาน หลงเกิด หลงตาย
มหาสติ มหาปัญญาของท่านก็ตัดสิ้นในภพชาติกันลงทันที
จิตแสดงภูมิสว่างไสวในธรรมธาตุ มีอภิญญาเป็นเครื่องประดับจิต

หลวงปู่จันทร์เรียนท่านสำเร็จธรรมเป็น “พระอรหันต์ดอกบัวบานผู้เลิศฤทธิ์”
สืบนิสัยทายาทธรรม “พระอรหันต์ผู้ทรงฤทธิ์” ขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ
ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๓ อย่างไม่มีลูกศิษย์ท่านใดเสมอเหมือน
ในบรรดาสายทายาทธรรมขององค์ท่านหลวงปู่ชอบ

(บันทึกโดย ครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท พ.ศ.๒๕๓๖)














กิเลสนี่ถ้าเราเข้มแข็ง
มันจะอ่อนตัวลง

พอเราอ่อน
มันจะเข้มแข็งขึ้นทันที

มันอยู่ในฉากเดียวกัน
จิตดวงเดียวกันนั้นแล

มันเหมือนกับเก้าอี้ตัวเดียวนั่นละ
กิเลสนั่ง เราก็ไม่ได้นั่ง
เรานั่ง กิเลสก็ไม่ได้นั่ง
ผลัดกันขึ้นผลัดกันลงอยู่นั้นละ
กิเลสอยู่บนเก้าอี้อันเดียวกันนั่นละ

นี่กิเลสอยู่บนหัวใจของเรา
เหมือนกับคนที่นั่งบนเก้าอี้นั่นแหละ
ถ้าคนหนึ่งจะนั่ง คนหนึ่งก็ต้องลง

เอากิเลสก็ต้องให้เป็นอย่างนั้น
เอาให้กิเลสมีแต่ลง
อย่าให้มันได้ขึ้น สู้กันอย่างนั้น

โอวาทธรรมคำสอน
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
(ก้าวเดินตามหลักศาสนธรรม
หน้า ๓๓๖–๓๓๗)











วิธีหนีความขัดสนยากจนให้พ้นต้องรู้จักการให้ทาน

ทานคือให้การเสียสละ ให้อย่างไม่หวงแหน ให้ด้วยความเต็มใจ ให้อย่างไม่เสียดายในภายหลัง

บางคน จะให้ทานแก่ใครทีคิดแล้วคิดอีก เพราะใจมันยังหวงแหน เหมือนเราเดินไปเจอคนขอทาน ก็ดูว่ามือดีตีนดีมาขอทานทำไม ทำไมไม่ไปทำมาหากิน นี่ใจมันยังหวง ก็คิดไปต่างๆนานา สุดท้ายเลยไม่ได้ทำทาน

แต่บางคนกับให้ไปโดยไม่ต้องคิดอะไร เพราะใจมันไม่หวง มันจะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของมัน เลยได้ทำทาน ขอทานนี่นะแม้จะดูว่ามือดีตีนดี แต่ก็อาจจะมีสมองพิการหรือมีความบกพร่อง ผิดปรกติอะไรสักอย่าง

ถ้าเราให้มันได้กินอิ่มสักมื้อ ให้ได้เท่ากับข้าวสักจาน เราคงไม่ถึงขั้นจนไปตลอดชีวิตหรอก ถ้าไม่มีไอ้คนพวกนี้เราจะได้ทำทานกันมั้ยล่ะ

ขนาดให้ทานแก่สุนัขสักครั้งหนึ่ง ยังได้อานิสงส์ช่วยตัดภพตัดชาติที่เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิดได้ครั้งละ 500 ชาติ

ขอทานนี่เป็นคนแม้ไม่มีศีล อานิสงส์ก็จะได้มากกว่าทำกับเดรัจฉาน อานิสงส์ก็ย่อมเกิดมีขึ้นแก่เราเช่นกัน

ดีไม่ดีไอ้ขอทานนั่นเกิดมีเทวดามาสวมร่างชั่วครู่ลองใจเราให้สละทรัพย์ รวยเลยทีนี้ได้ทำบุญกับเทวดา เดินไปซื้อรางวัลต่อฟลุ๊คได้รางวัลใหญ่ อานิสงส์ทานส่งผลให้ทันที

ทานคือการให้ ให้เเล้วเสียดายนั่นไม่ใช่ทาน จะหลีกหนีความทุกข์ยากขัดสน ต้องกล้าสละ ตัดความตะหนี่ความโลภออกจากใจให้หมด

ให้ทานอย่ากลัวจน อานิสงส์ของการให้นี้แหละจะทำให้เป็นผู้มั่งมี พ้นความขัดสนยากจนได้ไว แต่ต้องเป็นผู้ให้อย่างมีปัญญาให้ด้วยใจที่เป็นกุศลให้แล้วสบายใจ

ต้องหมั่นทำไปเรื่อยไม่ใช่ให้แล้วมันจะรวยขึ้นมาทันตาเห็นเลยเมื่อไหร่กัน ทานบารมี ทำมากเข้าเมื่อผลมันแก่กล้า จะรับผลไม่หวาดไม่ไหว

ผู้ที่อยู่ในกระเเสแห่งความดี ต้องมี ทาน ศีล ภาวนา ปฏิบัติได้ตามนี้ รับรองว่าไม่จน

( โอวาทธรรมหลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร)











"คนเราหากปฏิบัติมั่นคงในศีลธรรม ถ้าบ่มีกรรมหนักเข้าแทรก เมื่อถึงคราวคับขันอำนาจศีล อำนาจธรรม จะแสดงปาฏิหาริย์ออกมาให้เห็น ปาฏิหาริย์ธรรมบ่ได้เกิดขึ้นทุกเวลา ธรรมมาปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นกับผู้มีบุญที่ยังบ่ถึงฆาตเท่านั้น ถ้าอยากรู้ว่าตนเองมีบุญบารมีแค่ไหนให้ดูในเวลาที่ตนเองตกอยู่ในภาวะคับขัน เมื่อนั้นจะเห็นปาฏิหาริย์แสดงออกมา บุญบันดาลคุ้มภัย"..


..หลวงปู่ชอบ ฐานสโม










"ทุ สะ นะ โส"

" .. พวกนี้เป็นพวกเศรษฐี เศรษฐีมีเงินมีทองมากถ้าไม่มีธรรมะแล้วลืมตัว และพวกนี้ก็คือพวกลืมตัว มีเงินมีทองข้าวของแล้วไปจ้างไปอะไรทุกประเภทว่างั้นเถอะนะ คนทำไมเขาจะไม่ต้องการเงิน จ้างที่ไหนก็ได้ซีเงิน

นี่ละทำความเสียหายแก่ตน ไม่ว่าลูกใครเมียใครไปเอาหมดเลย ทีนี้มันทำลายจิตใจของคนขนาดไหน "ผัวใครเมียใครใครไม่รัก ไปทำลายเมียเขาไปทำลายผัวเขา"

นั้นคือไปทำลายจิตใจของเขา จะหนักมากขนาดไหน แล้วผัวคนนี้เมียคนนี้ก็ทำลาย คนนั้นก็ทำลาย ๆ ทำลายไปหมด

ต่างคนต่างทำลายอย่างนี้ต่างคนจึงต่างเจ็บต่างแสบ ความเจ็บความแสบทั้งหมดรวมเข้ามาหาผู้ที่ทำนี้ทั้งหมด เพราะนี้เป็นผู้ทำเป็นผู้สร้างกรรม กรรมจะไปไหนก็มาหาผู้นี้ทั้งนั้น

ทีนี้เวลาตายแล้ว เราจะยกตัวอย่างให้ฟังนะ ที่เคยกล่าวคาถาย่อ ๆ "ทุ สะ นะ โส" นี่เป็นภาษาย่อ

ภาษายาว ทุ คือ
ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสํ โน น ททามฺห เส
วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโนติ

พวกเราทั้งหลายเหล่าใดในเมื่อยังมีโภคทรัพย์อยู่ก็ไม่ได้ทำบุญให้ทาน ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกเราทั้งหลายเหล่านั้นจัดว่าเป็นผู้มีชีวิตอันชั่วช้าลามกที่สุด

สะ นี่หมายถึง
สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสตีติ

เมื่อพวกเราทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ในนรกตั้ง ๖ หมื่นปีบริบูรณ์ เมื่อไรที่สุดแห่งทุกข์เหล่านี้จะปรากฏแก่ พวกเรา

นะ คือว่า
นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ
ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสาติ

ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดแห่งทุกข์ของเรานั้นย่อมไม่มี ที่สุดแห่งทุกข์นี้จะมีมาจากที่ไหน เพราะว่ากรรมชั่วช้าลามกเหล่านั้น พวกเราและท่านทั้งหลายได้ทำไว้เต็มที่แล้ว

โส คือ
โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ

เรานั้นเมื่อได้พ้นจากนรกนี้แล้วจะเป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้มีปัญญา ถึงพร้อมด้วยศีลด้วยทาน จะกระทำกุศลให้มากมูนแน่นอน

ในเวลากล่าวคาถานั้นต่างมีความรื่นเริง เหมือนกับว่าจะได้พ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ ทั้ง ๆ ที่ตั้ง ๖ หมื่นปี ฟังซิ มีเวลากระหยิ่ม นรกร้อนขนาดไหน พอพ้นจากนรกแล้วจะไปสร้างบุญกุศลให้เต็มความสามารถให้มากมูนที่สุดเลย แล้วกระหยิ่มในขณะนั้นครู่หนึ่ง เหมือนว่าจะได้พ้นจากนรกในวันพรุ่งนี้ นี่ละ ทุ สะ นะ โส
...
นี่ละพวกเศรษฐีที่มีเงินมาก ๆ ลืมเนื้อลืมตัว ไปทำ "กาเมสุ มิจฉาจาร" เป็นที่เด่นที่สุด พวกสกุลเศรษฐี ๔ คน ท่านกล่าวไว้ในธรรมบท แล้วกรรมอันนี้แหละไปเผาพวกสกุลเศรษฐีอยู่เวลานี้ ยังกล่าวคาถานี้ไม่จบเลย เมื่อไรจะกล่าวจบ

นตฺถิ อนฺโต .... ที่สุดแห่งทุกข์ในนรกนี้เมื่อไรจะปรากฏแก่พวกเรา ไม่ปรากฏว่างั้นเลย เพราะกรรมชั่วอันนั้น ๆ เพราะเราและท่านได้ทำไว้แล้วอย่างมากมาย จะไปสิ้นสุดได้อย่างไร นั่นคำแปลแล้ว .. "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด ๑๔ มีนาคม ๒๕๓๒









เรื่อง "นิทานธรรมะ ปลา กับ เต่า"

"มรรคผลนิพพาน" เป็นสิ่ง "ปัจจัตตัง" คือ รู้เห็นได้จำเพาะตนโดยแท้ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง ผู้นั้นเห็นเอง แจ่มแจ้งเอง หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง มิฉนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่รํ่าไป แม้จะมีผู้อธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร ก็รู้ได้แบบเดา สิ่งใดยังเดาอยู่สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน

ยกตัวอย่างเช่น "เต่า กับ ปลา" เต่าอยู่ได้สองโลก คือ โลกบนบกกับโลกในนํ้า ส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียวคือในนํ้า ขืนมาบนบกก็ตายหมด วันหนึ่งเต่าลงไปในนํ้าแล้ว ก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟังว่า มันมีแต่ความสุขสบาย แสงสีสวยงาม ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในนํ้า ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ และอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า

บนบกลึกมากไหม ?
เต่าว่า มันจะลึกอะไร ก็มันบก
เอ...บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม ?
มันจะคลื่นอะไรก็มันบก
เอ...บนบกมีเปือกตมมากไหม ?
มันจะมีอะไรก็มันบก

ให้สังเกตดูคำที่ปลาถาม เอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในนํ้าถามเต่า เต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ

"จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน
ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา(โง่)"

คติธรรมหลวงปู่ดุล อตุโล









วิธีแก้ปวดขาเวลานั่งสมาธิ
หลวงปู่ไดโนเสาร์ ตอบปัญหาธรรม

โยม : ได้ยินว่าหลวงปู่นั่งภาวนากรรมฐานได้นาน นั่งสมาธิครั้งละ 8 ชั่วโมง บางครั้งนานถึง 15 วัน หลวงปู่ปวดขาไหมครับ แล้วหลวงปู่มีวิธีแก้ปวดขาไหมครับ ผมเอาชนะความปวดไม่ได้สักที แล้วจิตก็พะวงกับเรื่องปวด จนไม่เป็นอันทำสมาธิ จิตไม่รวมลงสักที

หลวงปู่ : เอ้า หลวงปู่ก็คนเนาะ เอาเนื้อเอาหนังเอากระดูกทำ หลวงปู่ก็ปวดเหมือนกันกับคุณนั่นล่ะ อดทนสิอดทน คนอดทนทุกคน ล้วนได้ดี อดทนถึงที่ได้ดีทุกคน อดทนไม่ถึงที่ ไม่ได้ดีสักคน

โยม : หลวงปู่ครับ ผมอดแล้ว ทนแล้ว ทั้งอดทั้งทน แต่มันก็ยังปวดอยู่ไม่มีวิธีนั่งที่นั่งแล้วหายปวด โปรดโยมบ้างหรือครับผม

หลวงปู่ : เวลาคุณปวดขี้ ปวดเยี่ยว คุณทำยังไง เวลาคุณฟันผุ ใส่ยาแล้วก็ไม่หาย รักษาแล้วก็ไม่หาย คุณทำยังไง

โยม : ขออภัยหลวงปู่นะครับผม เวลาผมปวดขี้ ปวดเยี่ยว ผมก็ไปห้องน้ำ เวลาผมปวดฟันรักษาไม่หาย ก็ต้องถอนครับ

หลวงปู่ : เออ เมื่อคุณปวดขี้ คุณก็ไปขี้ เวลาคุณปวดเยี่ยว คุณก็ไปเยี่ยว ปวดฟันคุณก็ถอนฟัน ปวดขาอยากให้มันหาย คุณก็ต้องตัดขาออกสิ (ว่าแล้วท่านก็หัวเราะ) ....คุณเอ้ย.....ตราบใดที่คุณมีขา คุณก็ต้องปวดขา

คุณเอ้ย.....ปวดขาเวลานั่งภาวนาน่ะ มันดี ดีกว่านั่งเล่นโป๊ก เล่นไพ่ เล่นไฮโล แล้วลืมปวดลืมเมื่อยปวดขาทำดี ดีกว่าปวดขาทำชั่ว ขณะที่คุณปวดขา ปวดขามันสอนธรรมนะ สอนธรรมอนิจจัง สอนธรรมทุกขัง สอนธรรมอนัตตา ปวดขา ปวดถึงที่สุดมันก็หาย หายถึงที่สุดมันก็ปวด ที่เราไม่รู้ว่ามันปวด เพราะเราขยับนั้นไงอนิจจัง การขยับ การเปลี่ยนอิริยาบถ อาการนั้นล่ะ มันปิดทุกข์ ปวดแล้วมันหาย หายแล้วมันปวด นี่แหละ อนัตตาธรรม

ธรรมมีอยู่ทุกอิริยาบถ มีอยู่ทุกลมหายใจ แล้วแต่ใครจะรู้จักเลือกเอา รู้จักคัดเอา น้อมให้เป็นธรรมนะ เอาไว้สอนตัว สอนตน มันเจอปวดมากๆนั้นแหละมันดี ปวดมันสอนเราว่า มันทุกข์ มันเจ็บ เรามีขา ขามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ของชีวิต ของโลก ที่เรายังหลงติดอยู่ในโลก เพราะมันตามใจ มันสุข มันสบาย สุขกับโลกสบายกับโลก ก็ติดกับโลก ให้เห็นทุกข์ ให้เห็นธรรม มันจะได้หน่ายโลก เบื่อโลกทิ้งโลก รักภาวนาอย่ากลัวเจ็บ กลัวปวด เพราะเจ็บ เพราะปวดนั้นแหละ สอนธรรม สอนวิธีหนีโลกทิ้งโลก เข้าใจนะ

คติธรรมหลวงปู่ไดโนเสาร์









เอาเมตตากำกับไว้ในใจเจ้าของทุกขณะ.. จิตนั่นมันจั่งสิดี ตัวเจ้าของก็เป็นสุข.. สัตว์ผู้อื่นเขากะสิได้เป็นสุขจากเฮาคือกัน

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม






บ้านเราคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ถ้าเราสวดมนต์

หลวงตา วรงคต วิริยธโร








หลวงปู่ชา สุภทฺโท สอนว่า ....

"ทุกข์ เป็นข้อแรกของอริยสัจจ์สี่ คนทั้งหลายพากันเกลียดกลัวทุกข์ อยากหนีทุกข์ ไม่อยากให้มีทุกข์เลย ความจริงทุกข์นี่แหละจะทำให้เราฉลาดขึ้นล่ะ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้เรารู้จักพิจารณาทุกข์

สุขนั่นซิ มันจะปิดหูปิดตาเรา มันจะทำให้ไม่รู้จักอด ไม่รู้จักทน ความสุขสบายทั้งหลายจะทำให้เราประมาท

กิเลสสองตัวนี้ ทุกข์เห็นได้ง่าย ดังนั้น เราจึงต้องเอาทุกข์นี่แหละมาพิจารณา แล้วพยายามทำความดับทุกข์ให้ได้

แต่ก่อนที่จะปฏิบัติ ก็ต้องรู้จักเสียก่อนว่าทุกข์คืออะไร

ตอนแรกเราจะต้องฝึกใจของเราอย่างนี้ เราอาจยังไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร ทำไป ทำไปก่อน ฉะนั้นเมื่อครูอาจารย์บอกให้ทำอย่างใดก็ทำตามไปก่อน แล้วก็จะค่อยมีความอดทนอดกลั้นขึ้นเอง

ไม่ว่าจะเป็นยังไง ให้อดทนอดกลั้นไว้ก่อน เพราะมันเป็นอย่างนั้นเอง อย่างเช่นเมื่อเริ่มฝึกนั่งสมาธิ เราก็ต้องการความสงบทีเดียว แต่ก็จะไม่ได้ความสงบ เพราะมันยังไม่เคยทำสมาธิมาก่อน ใจก็บอกว่า จะนั่งอย่างนี้แหละ จนกว่าจะได้ความสงบ"

คติธรรมหลวงพ่อชา สุภัทโท










ให้มี “พุทโธ” ติดแนบตัวเสมอไปนะลูกหลานนะ

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 7 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร