วันเวลาปัจจุบัน 07 ส.ค. 2020, 20:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ธ.ค. 2019, 05:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3857


 ข้อมูลส่วนตัว


นั่งดูจิตดูใจอยู่อย่างนี้ ต่อไปภายหน้าก็สุดแท้แต่วาสนาบารมีจะเป็นไป
ได้ความอย่างไร แม่ไม่คาดเดาจะเป็นจะได้ รู้แต่ว่าตั้งใจดูจิตดูใจ
ของแม่อย่างนี้เท่านั้น เกิดเป็นคนให้อยู่ในศีล อย่าได้หมิ่นต่อธรรม

คติธรรม แม่ชีแก้ว เสียงล้ำ







"...คนเราเกิดมาแล้ว หนีความตายไปไม่ได้ มีเกิดมีดับ ให้ทำความดีให้เพียงพอ การให้ทานรักษาศีลนี้ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง คือถ้าใครทำคนนั้นก็ได้รับผลด้วยกัน อย่าเลือกเวลา การทำความดี ทำได้ทุกเวลา สถานที่ เพศ วัย ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ คนหนุ่ม คนสาว ทำได้หมด ให้รีบทำความดีเสียเดี๋ยวจะตายก่อนไม่ได้ทำนะ..."

คำสอน พ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต






ถ้าเขาด่า เราไม่พอใจ
ก็เป็นบาป
ถ้าเรายอมรับว่า เป็นผลของบาปของเรา
มันก็เป็นบุญ

หลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี






“ คำว่ามิจฉาสมาธินั้นมีหลายชั้น “
ชั้นหยาบที่ปรากฏแก่โลกอย่างชัดเจนก็มี ชั้นกลาง ชั้นละเอียดก็มี ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะมิจฉาสมาธิในวงปฏิบัติ ซึ่งปรากฏขึ้นกับตนเองโดยไม่รู้สึกตัว เช่นเข้าสมาธิจิตรวมลงแล้วพักอยู่ได้นานบ้าง ไม่นานบ้าง จนถอนขึ้นมา ในเวลาจิตถอนขึ้นมายังมีความติดพันในสมาธิ ไม่สนใจทางปัญญาเลย โดยถือว่าสมาธิจะกลายเป็นมรรค ผล นิพพานขึ้นมาบ้าง ยังติดใจในสมาธิอยากให้รวมอยู่นานๆ หรือตลอดกาลบ้าง จิตรวมลงถึงที่พักแล้วถอนขึ้นมาเล็กน้อย และออกรู้สิ่งต่างๆ ตามแต่จะมาสัมผัส แล้วเพลินติดในนิมิตนั้นๆ บ้าง บางทีจิตลอยออกจากตัวเที่ยวไปสวรรค์ชั้นพรหม นรก อเวจี เมืองผี เมืองเปรตต่างๆ จะถูกหรือผิดไม่คำนึง แล้วก็เพลินในความเห็น และความเป็นของตน จนถือว่าเป็นมรรคผลที่น่าอัศจรรย์ของตน และของพระศาสนาด้วย ทั้งนี้แม้จะมีท่านที่มีความรู้สามารถในทางนี้มาตักเตือนก็ไม่ยอมฟังเสียเลย เหล่านี้เรียกว่าเป็นมิจฉาสมาธิโดยเจ้าตัวไม่รู้สึก.

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






อย่าลดละท้อถอย ความเพียร
ธรรม เป็นสมบัติกลาง และเป็น
สมบัติของทุกคนที่ ใคร่ต่อธรรม
พระพุทธเจ้ามิได้ผูกขาดไว้แก่
ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
ต่างมีสิทครอบครองเป็นเจ้าของ
ได้ด้วย “การปฏิบัติดีของตน” ด้วยกัน

โอวาทธรรม ท่านพระอาจารย์มั่นภูริทัตตเถระ







อย่าไปรัก อย่าไปชัง อะไรมาก
มันจะเป็นทุกข์

โอวาทธรรม:หลวงปู่อร่าม ชินวังโส
วัดป่าถ้ำแกลบ จังหวัดเลย







"...ความสนใจของบุคคลผู้ไม่มีสมาธิภาวนา โดยมากย่อมจนใจอยู่ในข้อที่ว่า
ทำบุญล้างบาป ก็ล้างไม่ได้หรือคำว่าทำบุญแก้บาป ก็แก้ไม่ได้เมื่อเช่นนี้
บุคคลผู้จะละบาปบำเพ็ญบุญนั้น จะต้องทำอย่างไรกัน
ข้อนี้ตอบได้ง่ายๆ ว่า ต้องนั่งสมาธิภาวนานอกจากนั่งสมาธิภาวนา
แล้ว ไม่มีวิธีอย่างอื่นจะพึงแก้ได้
เพราะเหตุว่า การนั่งสมาธิภาวนานี้มีอานิสงส์มากเป็นวิธีแก้จิตที่เป็นบาป
ให้กลับเป็นบุญได้ตลอดจนแก้จิตที่เป็นโลกีย์ให้เป็นโลกุตรได้ เมื่อแก้จิตให้บริสุทธิ์แล้ว
บาปอกุศลก็หลุดหายไปเอง อุทาหรณ์ข้อนี้ พึงเห็นพระองคุลีมาล เป็นตัวอย่าง..."

หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม






"....เมื่อว่าถึงทางโลกก็ย่อมมียินดียินร้าย
แต่ถ้ารู้จักใช้อุเบกขาบ้าง...
ก็จะควบคุมใจไม่ให้ตื่นเต้น ฟุบแฟบเกินไป
จะทำให้ใจมั่นคง ไม่สะดุ้งสะเทือนมากนัก
บางทีก็ถูกยั่วให้โลภ บางทีก็ถูกยั่วให้หลง
ถ้าเสียอุเบกขาไปแล้ว ก็เรียกว่า เสียที่มั่นทางใจ.."

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ









“คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก”
คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
ขนาดพระพุทธเจ้า บรมครูของพวกเรา
นางมาคันทิยา ว่าจ้างคนในเมืองอุเทน ด่าพระพุทธเจ้า
อย่างนางจิญจมาณวิกา ก็หาเรื่องใส่พระพุทธเจ้า
พระเทวทัต กลั่นแกล้งจะฆ่า พระพุทธเจ้า
สรุปแล้วก็คือไม่ใช่นินทาเฉยๆ จะฆ่าให้ตายอีกต่างหาก
เพราะฉะนั้นเรื่อง คำนินทาสรรเสริญนี้ เราอย่าไปหวั่นไหว
ต้องมองดูตนเอง เราทำผิดหรือเราทำถูก เราคิดผิดหรือเราคิดถูก
เราพูดผิดหรือเราพูดถูก เขาจะนินทาสรรเสริญ
ข้าพเจ้าเป็นผู้รับกรรมที่ตนได้กระทำไว้
ถ้าเราทำกรรมดีอยู่แล้ว เขานินทายังไง เราก็ดีอยู่แล้ว
ถ้าหากว่าเราทำกรรมชั่ว ถึงคนจะยกย่องสรรเสริญ
เชิดชูบูชาขนาดไหน เราทำกรรมชั่วในใจ
เราก็ต้องไปนรก เพราะเราทำกรรมชั่ว
เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง ให้เชื่อในตัวเอง
เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม
แต่บางคนเห็นเขานินทาแล้วก็พลอยนินทาไปด้วย
อันนั้นแปลว่า ไม่มีเหตุ ไม่มีผล ไม่มีกฎเกณฑ์
ไม่ใช่ว่าเราจะหูเบา ข้างใดข้างหนึ่ง...ไม่ได้
เราต้องฟัง ฟังเหตุฟังผล มันผิดไหม ถูกไหม ตามหลักเหตุและผล
จะให้ถูกใจคน มันไม่ได้หรอก ถูกใจคนแต่ผิดธรรม ได้ยังไง
มันต้องให้ถูกธรรม ถูกธรรมคือ หลักเหตุผล
ธรรม คือความถูกต้อง คือหลักเหตุผลนั้นแหละคือธรรม
เพราะฉะนั้นให้พวกเรา ต้องเป็นผู้หนักแน่น ในหลักเหตุผล
ในโลกธรรม ในนินทาสรรเสริญ
อย่าไปพอใจแต่สรรเสริญอย่างเดียว...ไม่ได้นะ
เมื่อเขานินทามาเราก็ฟัง นินทาถูกต้องไหม
ถ้ามันถูกต้อง เราก็แก้ไข
ถ้ามันไม่ถูกต้อง เราจะไปฟังทำไม ปากมนุษย์
การจะพูดอะไรออกไป ต้องสำรวมระวังปาก
เราพูดออกไปเป็นยังไง กระทบกระเทือนคนอื่นเขาไหม
เสียหายไหม ถูกต้องไหม เป็นธรรมไหม
ต้องใช้ปัญญาพิจารณา กลั่นกรองไตร่ตรองด้วยเหตุและผล
ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่าไปหูเบา
ถ้าหูหนักไม่ฟังคำใครเลยก็ไม่ได้ หูหนักเกินไป
จะหูเบาหูหนัก ก็ขอให้อยู่ในหลักเหตุผล
เพราะฉะนั้นเราต้องฟังเหตุฟังผล มันจึงจะถูก
สำหรับพวกลูกหลานให้หนักแน่น สรุปแล้ว
ลูกศิษย์หลวงพ่ออินทร์ทั้งหลายให้หนักแน่น

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา "คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก"
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๙






#ใจของมนุษย์วัดไม่ได้
“...ท้องมหาสมุทรวัดได้ดั่งที่พูดให้ฟังว่ากว้างใหญ่ไพศาลก็วัดได้ดูแล้วเหมือนไม่มีฝั่งแต่ก็หากมีฝั่ง แต่ว่าใจของมนุษย์ดูมีฝั่งแต่ไม่มีฝั่งวัดไม่ได้ว่ามีฝั่ง ฝั่งอยู่ที่ไหน วัดไม่ได้ #เพราะความคิดของมนุษย์เกิดดับ เกิดดับ บางครั้งก็ดี บางครั้งก็เลว บางครั้งก็ดี บางครั้งก็ไม่ดี ก็หมุนกันไปอยู่อย่างงั้น คือวัดไม่ได้ จะวัดว่าเขาดีสักพักเขาก็ไม่ดี คนคนนี้ดีสักพักดี สักพักไม่ดีอีกหล่ะ คือวัดไม่ได้วัดใจของมนุษย์ วัดแม่น้ำท้องฟ้ามหาสมุทรวัดได้กะเกณฑ์ได้ พระพุทธเจ้าให้กะเกณฑ์ได้ว่าลึกขนาดไหน ท้องมหาสมุทรลึกขนาดไหนพระองค์ก็กะได้ จักรวาลขอบจักรวาลกว้างใหญ่ไพศาลก็วัดได้ว่าระยะเท่านั้นเท่านี้ แต่วัดใจของสัตว์โลกวัดกันไม่ได้ ไม่ทราบว่าตื้น ลึก หนา บาง หรือกว้างใหญ่ไพศาลขนาดไหน ทั้งที่ใจเล็กนิดเดียวในความรู้สึกแต่ว่ากว้างใหญ่ไพศาลครอบสามแดนโลกธาตุ
อนันตจักรวาล ประมาณจักรวาลไม่ได้ก็ยังรู้ว่าอนันตจักรวาลแต่ว่า #ใจดวงเดียววัดไม่ได้ จนผลสุดท้ายที่พระพุทธเจ้ากับสงฆ์สาวกวัดได้ก็คือวัดครั้งสุดท้าย #วัดให้ใจบริสุทธิ์...”

โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่น้อย ญาณวโร
วัดป่าห้วยริน ต.หัวนาคำ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
๒๐ มีนาคม ๒๕๖๒ (ตอนเย็น)








..ใจของเราทุกคนเหมือนกันหมด
ต่างกันตรงที่ว่า...
สะอาดมาก สะอาดน้อย
สกปรกมาก สกปรกน้อย
ถ้าโลภโมโทสันมาก
“ทำบาปทำกรรมมาก”
ก็สกปรกมาก
ถ้าโลภโมโทสันน้อย
“ทำบุญรักษาศีลภาวนามาก”
ก็จะสะอาดมาก.
...................................
ธรรมะโดนใจเล่ม3 หน้า98
ธรรมะบนเขา 17/8/2556
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






"ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4"
ให้บรรดาเสนาอำมาตย์
วันพระเล็กนะ มาตรวจดูมนุษย์ทั่วโลก
ถ้ามนุษย์ไม่สนใจเรื่องศีลเรื่องธรรมคำสอน
ของพระพุทธเจ้า ไม่ได้สนใจเรื่องบุญเรื่องบาปแล้ว
บรรดาเทพเทวดาทั้งหลายที่เสวยความเป็นทิพย์
ท่านจะสลดสังเวช
วันพระใหญ่ทีนี้ ท้าวจตุโลกบาลไปสำรวจตรวจดูเอง
มีโอกาสกาลเวลาได้ยินได้ฟัง ไปศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า สนใจมากน้อยขนาดไหน
ความสำนึกตรงนี้
บรรดาท้าวจตุโลกบาลเวลาไปประชุม
ในชั้นดาวดึงส์ บรรดาเทพทั้งหลายน่ะ มาประชุมกันเอาข้อมูลอันนี้ล่ะสำรวจตรวจดูมนุษย์
ถ้าสำรวจตรวจดูมนุษย์ มนุษย์ทั้งหลายไม่สนใจไม่เข้าใจ เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องศีลเรื่องธรรมนะ
เวลาเทวบุตรเทวดาไปประชุมกันบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บรรดาเทวดาทั้งหลายสลดสังเวช เมตตาสงสารมาก
ทำไมเพราะจิตใจของเขาเหล่านั้นน่ะ
มันจะไปอบายภูมิ ภพหน้าชาติหน้านะ
"อบายภูมิ คือภพภูมิที่หาความสุขไม่มี"

พระธรรมเทศนาหลวงปู่อุทัย สิริธโร
วัดเขาใหญ่เจริญธรรมญาณสัมปันโน
อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา








ธรรมยุฟากตายพุ้นเด้อ..
มาเฮ็ดเลาะๆและๆบ่ได้หยังเด้ สิมาเหยียบย้ำทำลายธรรมวินัยหาบาปใส่จะของมันบ่แมนแนวเด้ เอาให้มันเห็นทุกข์จังสิเห็นธรรมพระพุทธเจ้า
ธรรมกะคือทุกข์ ทุกข์กะคือธรรม
ผู้ใด๋เห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต ผู้ใด๋เห็นตถาคตผู้นั้นเห็นธรรม

โอวาทธรรม
หลวงปู่บุญมา คัมภีรธมฺโม
วัดป่าสีห์พนม อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร





ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ใช่ทางขนเอากิเลส ทางแห่งความหลง ทางแห่งความทะยานอยาก ทางอวิชชา จะมานั่งกราบพระพุทธรูปขอเลข ขอหวย บนบานศาลกล่าวก็ไม่ใช่
บางคนมาวัด มานั่งกราบพระแล้วขอบนบานศาลกล่าว ติดสินบนแม้กระทั่งพระพุทธรูป กลัวพระพุทธรูปไม่ช่วยเหลือก็ต้องไปบนพญานาค บนผี บนสาง เอาแต่ความบ้าจะทำไป สิ่งเหล่านี้เขาเรียกว่าทางหลง ทางไม่เข้าใจ ทางกิเลสตัณหา มาวัดก็ต้องมารักษาศีล ภาวนา รักษากาย วาจา ใจ จะมาหาไหว้พระแล้วว่าได้บุญก็ไม่ถูกอีกละ เพราะบุญนี้เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา ไหว้พระพุทธรูปที่บ้านก็ได้บุญ ไหว้พ่อไหว้แม่ก็ได้บุญ ไม่ทำชั่วก็ได้บุญ ให้ทานคนลำบากก็ได้บุญ ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ก็ได้บุญ
ถ้าหากทำดีอะไรเกิดเป็นบุญกุศลไปหมด ว่าแต่ทำให้ดี เจตนาอันดี ไม่ทำชั่ว ไม่ละเมิดผู้อื่น บางคนมาวัดบ่อยๆไม่ได้มาอะไรหรอก มาขอให้พระทำวัตถุมงคลเอาไปขายหาเงิน เข้ากระเป๋า พอพระท่านไม่ทำให้ก็ว่าให้ท่าน พวกนี้มันมาหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มันถึงมาวัด ทำวัตถุมงคลมาขายแล้วก็เอามาอวดอ้าง โฆษณาหลวงปู่ หลวงพ่อตัวเองที่ทำวัตถุมงคลออกมา ให้มันดัง ให้มันมีราคาจะขายได้กำไลสูงๆ ต้นทุน5บาท 10บาท มาขายเป็นร้อยเป็นพัน
ถ้าจะให้หลวงปู่ดังกับวัตถุมงคล หลวงปู่ละอายต่อพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านมาก หลวงปู่สิงห์ สหธัมโม หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว ปู่บัว ปู่มหาบัว ปู่สิงทอง ปู่หล้า ท่านสอน ท่านเน้นย้ำตลอด ให้หลวงปู่รักษาปฏิปทาพ่อแม่ครูบาอาจารย์ รักษาข้อวัตรพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่มหาบุญมี ท่านบอกหลวงปู่ว่า ต่อไปพระกรรมฐานจะเสื่อม ให้หลวงปู่รักษาปฏิปทาไว้ อย่าได้วิ่งหาลาภสักการะ อย่าได้หลงกับโลก ให้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์เขา พระป่าจะเป็นพระเมือง เรื่องภาวนาจะเป็นเรื่องไม่สำคัญต่อพระกรรมฐาน หลวงปู่มาพิจารณาดูมันใช่ตามพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้
พวกเราชาวพุทธก็ควรศึกษา ทำให้เข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ตายไปแล้วถึงจัดงานฆ่าหมูฆ่าวัวทำบุญหากัน แล้วก็ว่าได้บุญ ตอนมีชีวิตอยู่ให้ทำเอา ทำบุญ ทำความดี ละเว้นความชั่ว บางคนขนาดตาย คนอยู่ยังสร้างกรรมสร้างเวร ฆ่าหมู ฆ่าวัว เลี้ยงคนมางานศพ พ่อแม่ตัวเองตายไม่พอ ต้องทำบาปฆ่าสัตว์ให้ตายไปด้วย อย่าว่าแต่งานศพเลยฆ่า งานบวชทุกวันนี้ ยิ่งทำด้วยความไม่เข้าใจกับการปฏิบัติของชาวพระพุทธเรา
จะบวชทั้งทีต้องฆ่าหมู ฆ่าวัว ฆ่าไก่ เลี้ยงคนมาร่วมงาน จัดงานเอาเครื่องเสียงมาร้องเพลง ดื่มสุรายาเมา ประกาศให้คนรู้ว่าตัวเองได้บวชแล้วนะ กลัวคนไม่รู้ว่าได้บวช บวชได้ไม่ถึง30วันก็สึกออกมา หลวงปู่ว่ามันบวชเอาหน้า บวชเอาเปลือก บวชเอากิเลสตัวเอง การบวชเข้ามาในพระพุทธศาสนาจริงๆมันต้องบวชมาตั้งแต่ข้างใน รักษาศีล5พื้นฐานให้ได้ก่อน ศึกษานวโกวาท จะมาดื่มเหล้าเข้าวัดมาบวช มาเต้นรอบโบสถ์ เหมือนคนไล่สติก็ไม่ใช่ เข้าวัดมันต้องสงบ ต้องสำรวมระวังกาย วาจา ใจ จะมาเต้นรอบโบสถ์ วิหาร ศาลา มีแต่พวกผีบ้านั้นละทำกัน

โอวาทธรรม
หลวงปู่ชนะ อุตฺตมลาโภ
วัดถ้ำอภัยดำรงธรรม อ.ส่องดาว จ.สกลนคร








#ใช้ปัญญาสิ #ได้กายได้จิตมาจากบิดา มารดานี่มันยากแสนยาก พร้อมแล้วเพราะเป็นผู้สมบูรณ์ดี ไม่พิกลพิการ ต้องบังคับตนเอง ให้คิดในสิ่งที่ดี เลือกพูดในสิ่งที่ดี สร้างสรรค์และทำในสิ่งที่ดี มีประโยชน์ เอาเท่านี้ อยู่ในโลกย่อมเป็นสุข จะจากโลกนี้ไปก็เป็นสุขเช่นกัน เพราะจิตนี้ได้แก้ไขแล้ว พร้อมแล้ว และดีงามแล้ว เปรียบเหมือนเพชรที่ช่างได้เจียรไนแล้วย่อมมีค่ามีราคาแม้จะตกไปส่วนไหนของโลกย่อมเป็นเพชรลำ้ค่าอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง นี่เรียกว่าการปฎิบัติ

โอวาทธรรม
พระอาจารย์รังสรรค์
27พฤศจิกายน2562







" การทำจิตให้สงบ
คือ การวางให้พอดี
ตั้งใจเกินไปมาก มัน
ก็เลยไป ปล่อยเกินไป
มันก็ไม่ถึง เพราะ
ขาดความพอดี
ธรรมดา จิต เป็นของ
ไม่อยู่นิ่ง เป็นของมี
กิริยาไหวตัวอยู่เรื่อย
ฉะนั้น จิตใจของเรา
จึงไม่มีกำลัง
สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้
คือ"สติ" สติ นี้เป็นธรรม
เป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง
ซึ่งให้ธรรมอันอื่นๆ
ทั้งหลายเกิดขึ้น
โดยพร้อมเพรียง
ศีลก็ดี สมาธิก็ดี
ปัญญาก็ดี เมื่อมันกล้า
ขึ้นมา มันก็ คือ "มรรค"
นี่แหละคือหนทาง
ทางอื่นไม่มี "

โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภัทโท





” เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดี เสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายเป็นตัวเข้าแล้ว แก้ก็ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกชั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้น จนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ ถ้าตนเองทำให้มี เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้ ”

#โอวาทธรรมองค์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฎออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหน แม้แต่จุดเดียว
มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่ แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์ หรือเป็นกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น และไม่อาจถูกทำลายได้เลย
ในการทำปฎิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้น มันเปลี่ยนรูปของมันเองออกมาเป็นปรากฎการณ์ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการพูด เราพูดถึงจิต ในฐานะที่เป็นตัวสติปัญญา แต่ในขณะที่มันไม่ได้ทำการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม คือ ไม่ได้เป็นตัวสติปัญญาที่นึกคิดหรือสร้างส่ิงต่างๆ ขึ้นมานั้น
มันเป็นสิ่งที่ไม่อาจถูกกล่าวถึงในการที่บัญญัติว่า มันเป็นความมีอยู่หรือไม่ใช่ความมีอยู่ ยิ่งไปกว่าน้ันอีก แม้ในขณะที่มันทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆขึ้นมา ในฐานะที่ตอบสนองต่อกฎแห่งความเป็นเหตุ และผลของกันและกันนั้น มันก็ยังเป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้ โดยทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และมโนทวารอยู่นั่นเอง
ถ้าเราทราบความจริงข้อนี้ เราทำความสงบเงียบสนิทอยู่ในภาวะแห่งความไม่มีอะไรในขณะนั้น พวกเรากำลังเดินอยู่แล้วในทางแห่งพระพทุธเจ้าทั้งหลายโดยแท้จริง ดังนั้น เราควรเจริญ จิตให้หยุดอยู่บนความไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น

หลวงปู่ดุลย์ อตุโล







“การตัดชาติภพ” คือ การรวมความรู้ให้สั้นเข้า ต้องยกสถานที่ตั้ง ของจิตให้ปักแน่นอยู่ภายในร่างกาย โดยไม่ยึดถืออาการกิริยาใดๆ ภายนอกเลย ปล่อยวางทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เป็นไปโดยสภาพธรรม อันมีการเกิดดับและเสื่อมสลายไปตามธรรมดา
กระทำดีก็ไม่ให้ จิตวิ่งแล่นออกไปสู่ความดี ต้องให้ผลของความดีแล่นเข้ามาอยู่ในจิต ดึงทุกสิ่งทุกอย่าง ให้มันหลบซ่อนเข้ามาอยู่ภายในดวงจิตของเรา ไม่ปล่อยให้จิตแผ่ซ่านออกไปยินดียิน ร้ายกับผลของการกระทำ และวัตถุภายนอก เหมือนกับผลมะตูมที่มันเก็บ ลำต้น กิ่งก้าน และดอกใบของมัน ไว้ให้รวมคุดอยู่ภายในผลแห่งเดียว
เมื่อตัดเชื้อภายนอกที่จะประสานต่อเชื่อม กับเชื้อภายในของมันแล้ว มันก็จะไม่ขยายกิ่งก้านให้แตกออกเป็นผลมะตูมอีกต่อไป

#โอวาทธรรมองค์ท่านพ่อลี ธัมธโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 16 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร