วันเวลาปัจจุบัน 28 ต.ค. 2020, 22:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2019, 05:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3939


 ข้อมูลส่วนตัว


ใครก็ตาม ที่บ้าความถูกต้อง
บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย
ไม่ช้าคนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก
กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข
เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมด
เพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือมั่น

พระโอวาทธรรม
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๒๐






เรื่อง "แสงของจิต บอกลักษณะผู้มีบุญวาสนา"
อุบาสก อุบาสิกาคนไหนจะเลื่อมใสศาสนา พระเถระท่านดูลักษณะ ลัทธิ และวาจา ท่านรู้ทันที คนมีบุญ คนไม่มีบุญ ท่านรู้ "แสงของจิต" ของคนนั้นแสดงออกมา จะรู้ข้อวัตร ดีหรือไม่ดี ภูมิจิตต่ำและภูมิจิตสูงนั้น ต้องอยู่ร่วมกันนาน รู้ลัทธิ รู้อัธยาศัยกันได้ทุกอย่าง ความผ่องใสเกิดด้วยธรรม ความเศร้าโศก เศร้าหมอง เกิดด้วยกิเลสของตน ภาวนาออกมาภายนอก นักปราชญ์ท่าน "รู้ " ในตอนนี้ วาจาคำพูดออกมามีรัศมี กุศล รู้ขึ้นมาให้เห็นไม่ปิดบัง กิเลสนั้นจิตเศร้าหมอง พูดออกมาไม่มีรัศมี ทั้งไหวพริบไม่พอ อัดอั้นตันใจ แสดงออกมาให้ปรากฏเช่นนั้น คนนั้นเป็นหญิง คนนั้นเป็นชาย ว่าเป็นคนมีวาสนาหรือไม่มี ดังนี้ นักปราชญ์ท่าน "รู้" ความลึกลับด้วยวาระจิตของท่าน ไม่เหมือนปุถุชน ไม่อาจคำนวณได้ว่าร้ายหรือดี

คติธรรม หลวงปู่หลุย จันทสาโร







เรื่อง "นิทานธรรมะ ปลา กับ เต่า"
"มรรคผลนิพพาน" เป็นสิ่ง "ปัจจัตตัง" คือ รู้เห็นได้จำเพาะตนโดยแท้ ผู้ใดปฏิบัติเข้าถึง ผู้นั้นเห็นเอง แจ่มแจ้งเอง หมดสงสัยในพระศาสนาได้โดยสิ้นเชิง มิฉนั้นแล้วจะต้องเดาเอาอยู่รํ่าไป แม้จะมีผู้อธิบายให้ลึกซึ้งอย่างไร ก็รู้ได้แบบเดา สิ่งใดยังเดาอยู่สิ่งนั้นก็ยังไม่แน่นอน

ยกตัวอย่างเช่น "เต่า กับ ปลา" เต่าอยู่ได้สองโลก คือ โลกบนบกกับโลกในนํ้า ส่วนปลาอยู่ได้โลกเดียวคือในนํ้า ขืนมาบนบกก็ตายหมด วันหนึ่งเต่าลงไปในนํ้าแล้ว ก็พรรณนาความสุขสบายบนบกให้ปลาฟังว่า มันมีแต่ความสุขสบาย แสงสีสวยงาม ไม่ต้องลำบากเหมือนอยู่ในนํ้า ปลาพากันฟังด้วยความสนใจ และอยากเห็นบก จึงถามเต่าว่า

บนบกลึกมากไหม ?
เต่าว่า มันจะลึกอะไร ก็มันบก
เอ...บนบกนั้นมีคลื่นมากไหม ?
มันจะคลื่นอะไรก็มันบก
เอ...บนบกมีเปือกตมมากไหม ?
มันจะมีอะไรก็มันบก

ให้สังเกตดูคำที่ปลาถาม เอาแต่ความรู้ที่มีอยู่ในนํ้าถามเต่า เต่าก็ได้แต่ปฏิเสธ

"จิตปุถุชนที่เดามรรคผลนิพพาน
ก็ไม่ต่างอะไรกับปลา(โง่)"

คติธรรมหลวงปู่ดุลย์ อตุโล









“การให้ทานเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการทำบุญ”

ศรัทธาญาติโยมคิดว่าบุญคือการถวายทาน การทำบุญตักบาตร การสละข้าวของเงินทองให้กับผู้อื่น อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด เพราะการเสียสละ การให้ทานนั้น เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของการทำบุญ เปรียบเหมือนกับการรับประทานอาหาร อาหารก็มีหลากหลายชนิดด้วยกัน ไม่ใช่มีแต่ข้าวเพียงอย่างเดียว เรามักจะพูดว่าเรากินข้าวกัน แต่ความจริงเวลาเรากินกัน เราไม่ได้กินแต่ข้าวอย่างเดียว เรากินกับข้าวกับปลา ของคาวของหวาน ผลไม้ น้ำอะไรต่างๆ อีกหลายชนิดด้วยกัน ถ้ากินข้าวอย่างเดียว ร่างกายย่อมไม่สามารถเจริญเติบโตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะจะขาดสารอาหารต่างๆ ร่างกายจะไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร ชีวิตจะไม่อยู่ไปถึงวัยชรา

การทำบุญก็เช่นนั้น เวลาทำบุญ ส่วนใหญ่เราคิดว่าเป็นการนำอาหาร กับข้าวกับปลา ของคาวของหวานมาถวายพระ หรือเสียสละทรัพย์สินเงินทองเพื่อสร้างสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นมาให้เป็นประโยชน์ การทำบุญอย่างนี้เรียกว่าทาน เป็นบุญชนิดหนึ่งของบุญทั้งหลาย ถ้าทำแต่ทานอย่างเดียวแล้วคิดว่าจะได้ไปสวรรค์ จะรอดพ้นจากความทุกข์ ความวุ่นวายใจ ก็เป็นการเข้าใจผิด

จริงอยู่ คนที่ทำบุญให้ทาน กับคนที่ไม่ทำบุญให้ทาน ย่อมมีอานิสงส์ต่างกัน คนที่ได้ทำบุญให้ทานย่อมได้ประโยชน์มากกว่าคนที่ไม่ทำบุญให้ทานเลย เหมือนกับคนที่กินข้าวเปล่าๆ กับคนที่ไม่ได้กินข้าวเลย คนกินข้าวเปล่าๆ ย่อมได้รับความอิ่มบ้าง ดีกว่าคนที่ไม่ได้กินข้าวเลย แต่คนที่กินข้าวเปล่าๆ ย่อมได้รับประโยชน์น้อยกว่าคนที่กินทั้งกับข้าวกับปลา ของคาวของหวาน ผลไม้ ขนมต่างๆ คนที่กินอาหารหลากหลายชนิด ย่อมมีความเอร็ดอร่อย มีความอิ่ม มีความสุขมากกว่าคนที่กินข้าวอย่างเดียว

การทำบุญจึงไม่ควรทำเพียงแต่ให้ทานอย่างเดียวเท่านั้น ควรทำอย่างอื่นด้วย เช่น ควรรักษาศีล มีความกตัญญูกต่อเวที ขยันหมั่นเพียร มีสัมมาคารวะ ฟังเทศน์ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญปัญญา และเจริญวิปัสสนา

หนังสือ: สาระธรรม
ธรรมะซึ่งทรงคุณค่าสารประโยชน์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี
ณ จุลศาลา เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน















...คนที่เราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องด้วยนี้
เราทุกข์กับเขาหรือเปล่า
คนที่เราไม่รู้จักเขา
เราจะไม่มีความอยากให้เขา
เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้
เขาจะเป็นอะไรก็เรื่องของเขา
“เราไม่เดือดร้อน “..
เขาจะเป็นโจรผู้ร้ายเราก็ไม่เดือดร้อน
เขาจะบวชเป็นพระเราก็ไม่เดือดร้อน
แต่ถ้าเป็นคนที่เรารู้จักนี้
เดือดร้อนขึ้นมาทันที..
สามีไปเป็นโจรก็เดือดร้อน
สามีไปเป็นพระก็เดือดร้อน
เพราะ.."ไม่อยากให้เขาไปเป็น"
อันนี้เป็นเรื่องของสิ่งต่างๆ
ของบุคคลต่างๆ สิ่งต่างๆในโลกนี้
"ถ้ามีตัณหาความอยากขึ้นมาเมื่อไหร่"
ก็จะมีความทุกข์ขึ้นมาทันที.
................................
ธรรมะโดนใจเล่ม4 หน้า81
ธรรมะในศาลา 20/9/2558
พระอาจารยืสุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








ถ้าเราเอาไปใคร่ครวญ เอาไปเป็นคติตัวอย่าง เอาความพากความเพียร
ฟังไปก็ไม่เอาไปพิจารณาไปกำกับจิตเจ้าของนั้นมันก็ไม่เกิดผลนะ
มันเอาแต่ความจำความจริงมันไม่เกิดกับใจเจ้าของมันก็ไม่สิ้นสงสัย
เหมือนกับเราเดินทางนั่นล่ะ เราไปเห็นแล้วใครจะมาเถียงคัดค้านไม่ได้ เพราะได้ไปเห็นมาแล้ว
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี









“สิ่งทั้งหลายก็ทุกข์ต่อไปตามเรื่องของธรรมชาติ
แต่ใจเราเป็นอิสระมีสุขที่สมบูรณ์”
สิ่งทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปต่างๆ
มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา
เพราะมันอยู่ในกฏธรรมชาติอย่างนั้น
ไม่มีใครไปแก้ไขได้ แต่ที่มันเป็นปัญหาก็เพราะว่า
ในเวลาที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามกฏธรรมชาตินั้น
มันพลอยมาเบียดเบียนจิตใจของเราด้วย เพราะอะไร ?
เพราะเรายื่นแหย่ใจของเรา เข้าไปใต้อิทธิพล
ความผันผวนปรวนแปรของธรรมชาตินั้นด้วย
ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นปรวนแปรไปอย่างไร
ใจของเราก็พลอยแปรปรวนไปอย่างนั้นด้วย
เมื่อมันมีอันเป็นไป ใจของเราก็ถูกบีบคั้นไม่สบาย
แต่พอเรารู้เท่าทันถึงธรรมดาแล้ว
กฎธรรมชาติก็เป็นกฎธรรมชาติ
สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ
ทำไมเราจะต้องเอาใจของเราไปให้กฎธรรมชาติบีบคั้นด้วย
เราก็วางใจของเราได้ ความทุกข์ที่มีในธรรมชาติ
ก็เป็นของธรรมชาติไป ใจของเราไม่ต้องเป็นทุกข์ไปด้วย
ตอนนี้แหละที่ท่านเรียกว่ามีจิตใจเป็นอิสระ
จนกระทั่งว่า แม้แต่ทุกข์ที่มีในกฎของธรรมชาติ
ก็ไม่สามารถมาเบียดเบียน บีบคั้นใจเราได้
เป็นอิสรภาพแท้จริง ที่ท่านเรียกว่า “วิมุตติ”
เมื่อพัฒนามาถึงขั้นนี้ เราก็จะแยกได้ระหว่าง
การปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลายภายนอก
กับการเป็นอยู่ของชีวิตจิตใจภายในของเรา กล่าวคือ
สำหรับสิ่งทั้งหลายภายนอก ก็ยกให้เป็นภาระของปัญญา
ที่จะศึกษาและกระทำไปให้ทันกันถึงกัน กับกระบวนการ
แห่งเหตุปัจจัยของธรรมชาติให้ได้ผลดีที่สุด
ส่วนภายในจิตใจก็คงอยู่เป็นอิสระ พร้อมด้วยความสุข
ความสุขจากความเป็นอิสระถึงวิมุตติที่มีปัญญารู้เท่าทัน
พร้อมอยู่นี้ เป็นความสุขที่สำคัญ พอถึงสุขเช่นนั้นแล้ว
เราก็ไม่ต้องไปพึ่งอาศัยสิ่งอื่นอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
มันจะกลายเป็นความสุขที่เต็มอยู่ในใจของเราเลย
และเป็นสุขที่มีอยู่ประจำอยู่ตลอดทุกเวลา เป็นปัจจุบัน
ความสุขที่เรานึกถึงหรือใฝ่ฝันกันอยู่นี้
มักเป็นความสุขที่อยู่ในอนาคต
คือเป็นความสุขที่หวังอยู่ข้างหน้าและอิงอาศัยสิ่งอื่น
แต่พอมีปัญญารู้เท่าทันความจริงแล้ว
จะเกิดความสุขที่อยู่ในตัวเป็นประจำและมีอยู่ตลอดทุกเวลา
เป็นปัจจุบันทุกขณะ กลายเป็นว่าความสุขเป็นเนื้อเป็นตัว
เป็นชีวิตจิตใจของเราเอง พอถึงตอนนี้
ก็ไม่ต้องหาความสุขอะไรอีก
ถ้ามีอะไรมาเสริมให้ความสุขเพิ่มขึ้น
เราก็มีความสุขที่เป็นส่วนแถม และเราก็มีสิทธิ์
เลือกตามสบายว่าจะเอาความสุขนั้นหรือไม่ ไม่มีปัญหา
และเมื่อสุขแถมนั้นไม่มี ก็ไม่เป็นไร เราก็สุขอยู่ตลอดเวลา
ตอนนี้ท่านเรียกว่า ไม่มีอะไรต้องทำเพื่อตนเองอีก
พลังงานชีวิตที่เหลืออยู่ก็ยกให้เป็นประโยชน์แก่โลกไป
นี่แหละเป็น สุขที่สมบูรณ์ และก็เป็น ชีวิตที่สมบูรณ์ด้วย

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)
จากหนังสือ : ความสุขที่สมบูรณ์







“ เมื่อหมดบุญ ”
ลักษณะของคนเราก็ทำนองเดียวกัน ถ้าหากหมดบุญหมดกุศลที่ได้ทำมาก่อน ก็มักจะมีอันเป็นไปต่างๆนานา มีเหตุการณ์ปรากฏเกิดขึ้น มีแต่สิ่งร่อยหรอลงไป ทำอะไรก็ไม่เจริญก้าวหน้า มีแต่ทางจะเสื่อม มีแต่ทางหายนะเรื่อยไป จิตใจของเราก็อ่อนแอไปด้วย นี้แสดงว่าบุญกรรมซึ่งได้กระทำมาแต่ก่อนใกล้จะหมดระยะไปแล้ว เตรียมท่าจะหวนไปสู่โลกใหม่ นี่พูดให้เข้าใจง่ายๆ อันนี้ถ้าหากเรามีการทำบุญ แม้ไม่ทำมากก็ได้ เรียกว่าเป็นการต่ออายุ เพื่อให้ได้สร้างบุญสร้างกุศลต่อๆไปให้มาก หากเมื่อชีวิตของเราหาไม่แล้ว ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำได้

#โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ศรี มหาวีโร
วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด








การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุดเพราะไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด เพียงแต่คอยระวังรักษาสติ คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ๆ โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีกยังต้องเสียเงินเสียทอง การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรมยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ยังต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย แต่ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างเทียบกันไม่ได้!

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน









กระทำใจดุจแผ่นดิน
ใครจะโปรยปรายของหอม
หรือถ่ายมูตรคูถสกปรกลงมาก็ไม่หวั่นไหว
พิจารณาเห็นความไม่มีสาระ
ในคำนินทาและสรรเสริญ

กระทำตนดุจผ้าเช็ดเท้า
เเข็งแกร่งแต่ไม่เเข็งกระด้าง
อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ
ละอัตตา เสียสละ ทำประโยชน์ตลอดเวลา

โอวาทธรรม : พระอาจารย์คม อภิวโร








"ชีวิตมีค่าทุกวัน ทำน้อยได้น้อย ทำมากก็ได้มาก สตินี่ทำได้ทุกระยะ รู้นี่ สติพร้อม ไม่มีทุกข์ เป็นบุญพร้อม เป็นปัญญาพร้อม จิตผ่องใส จิตก้าวหน้าพร้อม จะไปมีปัญหาในชีวิตได้อย่างไร ไม่ต้องถามว่าจะอยู่ไปทำไมทุกวันๆ ก็มันแจ่มแจ้งแล้วนี่ จิตอยู่ในพุทธธรรม อยู่ในแสงสว่าง จิตมุ่งสู่นิพพาน ธรรมอะไรมันไม่สูงไปกว่านี้หรอก"

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปณฺฑิโต








"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ไม่ว่าอะไรจะตั้งอยู่
ไม่ว่าอะไรจะดับไป
ให้เห็นเป็นธรรมดา"
.
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ









ทำบุญปีใหม่
.
การทำบุญปีใหม่ต้องทำด้วยความไม่ประมาทนี้เป็นที่แน่นอน เราจะมีความไม่ประมาทอย่างไรมันก็อยู่ที่การพินิจ พิจารณา เกิดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำลายความงมงายเสียได้ อย่างนี้จึงจะเรียกว่าความไม่ประมาท
.
สำหรับเกี่ยวกับการทำบุญปีใหม่เนื่องด้วยปีใหม่นี้ ให้ทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ แม้ที่สุดแต่เจริญปัญญาภาวนาก็ได้ ที่เป็นชั้นสูงสุดก็เป็นเรื่องวิชาความรู้ทั้งนั้น คือรู้แจ้งสิ่งต่างๆ ตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียกกันว่าชีวิตจิตใจ คนก็ย่อมจะเข้าใจได้ว่าชีวิตคืออะไรและล่วงไปๆ นี่มันมีปัญหาอะไร
.
เราจะมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับเรื่องนี้ในวันขึ้นปีใหม่ เราจะต้องรู้อย่างไรบ้าง อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะมีความรู้สักสองประการคือว่า รู้สึกยินดีที่รอดมาได้ปีหนึ่ง เพราะว่าการที่รอดมาได้ปีหนึ่งนี้ ทำให้เรารู้อะไรเพิ่มขึ้นปีหนึ่ง รู้ความจริงเกี่ยวกับชีวิตจิตใจเพิ่มขึ้นอีกปีหนึ่ง รู้กฎของธรรมชาติต่างๆ นาๆ สารพัดที่เกี่ยวกับชีวิต ก็เรียกว่า พอใจในความรู้ที่ได้เพิ่มขึ้นมานี่ และว่ายินดีที่รอดมาได้ปีหนึ่ง
.
ถ้าเราจะนึกขอบใจอะไรขึ้นมาบ้าง ก็ต้องขอบใจพระธรรมที่ทำให้รอดมาอีกปีหนึ่ง และรอดมาอีกปีหนึ่งนี้ไม่ใช่รอดมาอย่างโง่เง่างมงาย รอดมาปีหนึ่งด้วยสติปัญญา รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตามที่เป็นจริงยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็มีความรู้ความเข้าใจเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มากยิ่งขึ้น จึงได้ยินดีว่าแหมมีชีวิตรอดมาได้ปีหนึ่ง นี้เป็นข้อแรก
.
ข้อที่สองก็คือว่า ได้มีความรู้ สำหรับเตรียมตัวสำหรับปีต่อไปข้างหน้าอย่างไรต่อไปอีก ข้อนี้ก็ได้อาศัยความรู้ที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปีหลังๆ ทำให้รู้ยิ่งขึ้นไปว่าปีต่อไปข้างหน้าโน้นเราจะต้องเตรียมเนื้อเตรียมตัวอย่างไรให้มันดีกว่าเดิม ให้มันเป็นการก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไป
.
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : เทศน์วันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๑๔









บุญย่อมรักษาผู้ทำบุญ
ทำบุญบ่อยๆ บุญไม่ได้ซื้อ
แค่ดูลมหายใจ ก็ได้บุญแล้ว

หลวงปู่ทองอินทร์ กตปุญฺโญ
วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง)
ศรีสมเด็จ ร้อยเอ็ด









กรรม เป็นของลึกลับและมีอำนาจมาก
ไม่มีผู้ใดหนีกฎแห่งกรรมได้เลย
ถ้าเราสามารถรู้เห็นกรรมดีกรรมชั่วที่ตนและผู้อื่นทำขึ้น
เหมือนเห็นวัตถุต่าง ๆ จะไม่กล้าทำบาป
แต่จะกระตือรือค้นทำแต่ความดีซึ่งเป็นของเย็นเหมือนน้ำ
ความเดือนร้อนในโลกก็จะลดน้อยลง
เพราะต่างก็รักษาตัว กลัวบาปอันตราย
.
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต









‪#‎ที่ฆ่ากิเลส‬‬‬‬
.
อำนาจวาสนาเราสร้างอยู่ทุกวัน สร้างอยู่ที่ตัวของเรานี้
เราอย่าไปคิดว่าอำนาจวาสนาอยู่ทางโน้นทางนี้
อยู่ทางใกล้ทางไกลเอื้อมไม่ถึงบ้างอะไรบ้าง เป็นความเข้าใจผิด
กิเลสมันได้วาสนามาจากไหน มันถึงสร้างได้มากมายก่ายกอง
เต็มหัวใจเราจนหาทางเดินไม่ได้ มันมีวาสนามาจากไหน
ก็ผู้สร้างกิเลสคือใจ กิเลสจึงเกิดขึ้นมาได้
แล้วการแก้กิเลสไม่แก้ที่นี่ จะไปหาวาสนาที่ไหนมาแก้
มันไม่ทันกัน แก้ตรงนี้ หนามยอกเอาหนามบ่ง
ถอดถอนหัวหนามออกมา มันอยู่ที่ใจ แก้ที่ตรงนี้
.......................................................................
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๘ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๒๐









“...บุพพกรรมที่พากันประมาทในการประกอบคุณงามความดี เป็นมนุษย์ก็ไม่ทำบุญให้ทาน ไม่สร้างนิสสัยปัจจัยไว้ให้แก่ตน ทำแต่บาปกรรม ตายแล้วก็เสวยวิบากกรรม ใช้กรรม ไปตกนรก เป็นเปรต เป็นผี เป็นสัตว์ เที่ยวเร่ร่อน ร้องขอส่วนบุญ ร้องให้หมู่ญาติพี่น้องช่วยเหลือ นี่เป็นเพราะ ไม่ทำดี ไม่สนใจดีชั่วประการใด ๆ...”

...โอวาทธรรมองค์หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ...









...ปัจจัยสำคัญในการภาวนาทุกครั้ง คือตัว “ฉันทะ” ความพอใจ ความมุ่งมั่น ความจริงใจ ความกระตือรือร้นใน การภาวนา เราควรจะเช็ค ถ้าฉันทะค่อนข้างอ่อน เราก็ยอม เสียสละเวลานิดหน่อย ในการทบทวนในสิ่งที่ทำให้เรามีกำลังใจ พิจารณาในทางที่เห็นคุณค่า เห็นความสำคัญ เห็นความจำเป็น เห็นความเลิศความประเสริฐ ที่เกิดขึ้นจากการฝึกจิต เห็นทุกข์เห็นโทษ เห็นปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะจิตขาดกำลัง เพราะจิตขาดคุณธรรม เพราะจิตไม่รู้ ไม่มีพลังพอที่จะปล่อยวางกิเลส...⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ถ้าเราคิดได้ ๒ ข้อนี้ ข้อดี อานิสงส์ผลดีของการภาวนา ทุกข์ โทษของการไม่ภาวนา จนคล่องแคล่ว ไม่กี่วินาที ฉันทะก็เกิดขึ้น มันอยู่ที่การทำให้มาก เจริญให้มาก จนชำนาญ จนคล่องแคล่ว…⠀⠀⠀
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
พระอาจารย์ชยสาโร⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
นำสมาธิภาวนาช่วงเช้ามืด ในวาระปฏิบัติธรรมบ้านพอวันที่ ๓๐ มกราคม ๒๕๖๒ ณ บ้านพอ แม่ริม เชียงใหม่










การบริหารร่างกาย การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่จำเป็น ถ้าอยากจะให้ร่างกายเป็นปกติสุข ถ้าไม่ออกกำลังกาย ก็จะพิกลพิการได้ แต่ควรอยู่ในขอบเขตของเหตุผล จะได้ไม่เป็นตัณหา ถ้าดูแลเกินเหตุเกินผล อยากไม่เจ็บไข้ ได้ป่วยเลย

อยากมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตลอดเวลา มียาวิเศษขนาดไหนก็หามา มีอะไรดีก็เอามา อย่างนี้เป็นตัณหา ถ้าดูแลไปตามมีตามเกิดเพื่อให้อยู่ไปตามวาระ ไม่ให้เป็นอะไรไปก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่เป็นตัณหา ข้อสำคัญต้องดูแลใจยิ่งกว่าดูแลร่างกาย ดูแลร่างกายเหมือนเป็นเครื่องมือ

ถ้าไม่มีร่างกาย จะไม่สามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นได้ ยกเว้นถ้าเป็นพระอนาคามีแล้ว เพราะพระอนาคามี ปล่อยวางร่างกายได้หมดแล้ว ไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ ปัญหาของท่านไม่ได้อยู่ที่ร่างกายแล้ว แต่อยู่ที่ใจ

ท่านสามารถปฏิบัติธรรมต่อไปได้ หลังจากที่ร่างกายตายไปแล้ว ถ้าเป็นปุถุชน เป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกิทาคามี ก็ยังต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการปฏิบัติธรรม ยังต้องพิจารณาร่างกาย ต้องพิจารณาอสุภะเพื่อละกามราคะที่ติดอยู่ที่ร่างกาย

เห็นผิดเป็นชอบ เห็นร่างกายที่ไม่สวยงามว่าสวยงาม จึงเกิดกามารมณ์ ถ้าเห็นว่าไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป จะเห็นว่าไม่สวยงาม ก็ต้องพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

ต้องมองส่วนที่ไม่สวยงามของร่างกาย มองเข้าไปข้างใน มองใต้ผิวหนัง มองตอนที่ร่างกายตายไปแล้ว เช่นไปล้างป่าช้า ก็จะเห็นร่างกายที่ตายไปแล้วว่าเป็นอย่างไร

เอามาเปรียบเทียบกับร่างกายที่สวยงาม ว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า มันก็เป็นอันเดียวกัน แต่เรามองไม่เห็นส่วนที่ไม่สวยงาม ก็เลยเกิดกามารมณ์ พอเห็นส่วนที่ไม่สวยงาม กามารมณ์ก็จะดับไป

ก็ติดเหมือนคนติดยาเสพติด เวลาเกิดกามารมณ์แล้วไม่ได้เสพ ก็เกิดปฏิฆะความหงุดหงิดใจ แต่พอได้เสพแล้วความหงุดหงิดใจก็หายไป แต่ความอยากเสพกามจะไม่หายไป เวลาเกิดความอยากเสพกาม ถ้าไม่ได้เสพแล้วจะหงุดหงิดใจ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม

อยากสูบบุหรี่แล้วไม่ได้สูบก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มสุราแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากดื่มกาแฟแล้วไม่ได้ดื่มก็หงุดหงิดใจ อยากไปช้อปปิ้งแล้วไม่ได้ไปก็หงุดหงิดใจ ถ้าพิจารณาว่าเป็นอสุภะ ก็จะไม่อยากเสพกาม เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ ก็ไม่ต้องมีร่างกาย

ถ้ายังต้องใช้ร่างกายก็ดูแลไป แต่ดูแลแบบธรรมดา รับประทานวันละมื้อ ออกกำลังกายด้วยการเดินจงกรม เอาเวลามาทุ่มเทกับการสร้างกำลังใจ สร้างศรัทธาวิริยะสติสมาธิปัญญา

อย่างพระโสดาบันนี้ ท่านได้ศรัทธาเต็มที่แล้ว ไม่สงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์แล้ว แสดงว่าเห็น พระอริยสัจ ๔ แล้ว ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นอะไร ก็เห็นพระอริยสัจ ๔ ที่อยู่ในใจด้วยการปฏิบัติ ไม่ได้เห็นด้วยความคิดจินตนาการ

อย่างที่พวกเราเห็นกันตอนนี้ เห็นอย่างนี้ไม่ใช่เห็นธรรม เห็นธรรมก็ต้องเห็นทุกข์ที่ปวดร้าวอยู่ภายในใจ เห็นเหตุของความทุกข์ว่าเกิดจากความอยาก พอพิจารณาสิ่งที่อยากได้ว่าเป็นไตรลักษณ์ ก็จะหยุดความอยาก ความทุกข์ก็จะหายไป

เห็นอย่างนี้จะจำไป จนวันตาย จะไม่มีวันลืม จะรู้ว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า รู้ว่าจิตสงบคือจิตของพระพุทธเจ้า พอเห็นธรรมคือความสงบก็เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ที่จะเห็นธรรม เห็นพระพุทธเจ้า ก็คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็คือพระอริยสงฆ์สาวก ก็จะไม่สงสัยว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มีจริงหรือไม่

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต









..พาหุสัจจะ ความเป็นคนที่ได้ยินได้ฟังมามาก อย่างบุคคลได้ยินได้ฟังมามาก การฟังเทศน์ฟังธรรมต่างๆก็ดี ฟังเรื่องราวต่างๆนั้นก็มีประสบการณ์ เหมือนบุคคลเคยศึกษาเล่าเรียนทางโลกก็ดี เรียนศิลปะวิทยาอะไรต่างๆ เทคโนโลยีต่างๆ จึงมีการสร้างอะไรเกิดขึ้น สร้างบ้าน สร้างช่อง สร้างรถ สร้างเรือ สร้างเครื่องบิน สร้างเครื่องอำนวยความสะดวกหลายสิ่งหลายอย่าง ออกแบบอย่างนั้นอย่างนี้เป็นศิลปะต่างๆ คนจะสร้างอะไร โบสถ์วิหารอะไร บ้านช่องอะไร แกะสลักลวดลายอะไรต่างๆ เขาเรียกศิลปะวิทยา ที่บุคคลมีเทคนิคในการที่จะรู้และเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ
..บัดนี้การได้ยินได้ฟังต่างๆที่เป็นธรรมะ สอนตั้งแต่เรื่องการทำบุญทำทานการกุศลก็ดี เราได้ยินได้ฟังเรื่องการรักษาศีล ให้เป็นผู้มีศีลเกิดขึ้นอยู่ในตนนั้นก็ดี เราได้ฟังเรื่องการทำสมาธิภาวนาฝึกฝนอบรมจิตใจให้มีสมาธิเกิดขึ้นก็ดี เราได้ฟังเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน เรื่องพินิจพิจารณาหาวิธีแก้ไขกิเลส ปลดเปลื้องออกจากดวงใจของตนเองนั้นก็ดี การที่ฟังเทศน์ฟังธรรมจดจำคำเทศน์ทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังนั้น ก็เรียกว่าพาหุสัจจะ ความเป็นคนที่ได้ยินได้ฟังมามากและจดจำธรรมะที่ได้ยินได้ฟังมามาก ก็เรียกว่าบุคคลนั้นศึกษาเล่าเรียนได้ยินได้ฟังมามาก
..จึงเป็นคนเก็บข้อมูลต่างๆเหมือนกับคอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊ค เก็บไว้ในจิตใจของตนเอง รอบรู้อยู่ในจิตใจของตนเองนั้น เก็บข้อมูลที่ได้รับมาและจดจำได้เป็นอย่างดี เรียกว่าบุคคลนั้นเป็นพาหุสัจจะ เป็นคนได้ยินได้ฟังมากและจำเก่งมาก แม่นยำด้วย และรู้ศิลปวิทยาทั้งหลาย ได้พบได้เห็นได้มีประสบการณ์มา มีความรู้และเข้าใจเพราะเคยพบเคยศึกษามาแล้ว ก็เป็นสิ่งที่อยู่ในตัวของบุคคลที่ประพฤติปฏิบัติได้นั่นเอง คือเรียกว่าพาหุสัจจะ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..









การให้ทาน ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน

ผู้ถาม :- “แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ…?”

หลวงพ่อ :- “ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทาน พระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. ชำระหนี้เก่า ๒. เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ๓. ฝังไว้ ๔. ทิ้งเหว

ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดา และผู้มีคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชาย เราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม

ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล

ทิ้งเหว คือกิน

ทั้ง ๔ อย่างนี้ใช้ ๔ หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๖๙-๗๔ หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี









อุปสรรคเหมือนอย่างสัญญาณไฟแดง
ที่จะต้องพบเป็นระยะ..ถ้ากลัวจะต้องพบสัญญาณไฟแดงตามถนนซึ่งจะต้องหยุดรถ ก็จะไปข้างไหนไม่ได้แม้การดำเนินชีวิตก็ฉันนั้นถ้ากลัวจะต้องพบอุปสรรค
ก็ทำอะไรไม่ได้

พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช










เราอย่าไปมุ่งอะไรทางอื่นให้มาก มันเสียเวลาชีวิตของเรา มันเฒ่า มันแก่มาแล้ว ข้างหน้ามันไม่มีอะไรหรอก ก็มีความตายเป็นที่สุด สำหรับความแก่สำหรับความเกิด ถ้ามันเกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย แต่จะตายเวลาไหน มันไม่รู้เท่านั้น แต่ต้องตายแน่ มันเป็นของแน่นอน อย่าไปคิดให้มันมาก คิดหาที่พึ่ง ที่พึ่งของเราอยู่ตรงไหน รีบหา ที่พึ่งก็คือความสงบ อันที่เป็นบุญเป็นกุศลนั้น ไม่มีอะไรที่จะเป็นที่พึ่งเราในข้างหน้า สมบัติพัสถานที่เราหามามากๆ ที่จะนำไปเป็นที่พึ่งของเราในข้างหน้าคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะมันอยู่คนละส่วน โลกก็อยู่ส่วนโลก ปรโลกก็อยู่ส่วนปรโลก เราจะนำเอาสมบัติอันที่เราทำไว้แล้วไปเป็นที่พึ่งข้างหน้า คิดว่าจะเป็นไปได้ยาก ถึงเขาจะให้แต่เราก็เอาไปไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรถือไป ไม่รู้จะเอาอะไรใส่ไป และก็ไม่มีอะไรที่จะให้เอา มีเพียงความสงบกับความสุขเท่านั้นที่จะเป็นเพื่อนรัก เพื่อนสนิท เป็นมิตรสหายที่ดีที่สุด

-:- หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก -:-
วัดป่าวิเวกธรรม อ.เมือง จ.ขอนแก่น









จะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า จะเป็นใครก็ตาม การสร้างบุญสร้างกุศลก็ไม่ใช่ว่าจะควักเงินในกระเป๋าออกมาทำบุญจึงจะเป็นบุญเป็นกุศล ถึงพวกเราจะทำนา ตกกล้าดำนาก็ตาม ให้มีสติอยู่กับตัวเอง พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่กับตัวเองอยู่ตลอด นั่นก็เป็นการสร้างบุญสร้างกุศลอยู่กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราอยู่ในสถานที่ใด มีแต่โลภ อยาก ๆ ๆ อยู่ในจิตในใจ นั่นไม่ใช่การสร้างบุญ เผลอ ๆ ยังทำชั่วอีกต่างหาก ไปขโมยของเขา ไปเบียดบังเขาบ้าง เพราะความโลภในจิตใจ นั่นเป็นทางบาปกับทางบุญ ให้มีสติสัมปชัญญะ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อยู่ในใจ

(โอวาทธรรม หลวงปู่ทุย)






คำว่าบุญ ไม่ใช่เอาซองขาวไปปล้นไปจี้บังคับให้เขาทำบุญ บุญอยู่กับครอบครัวเรานั่น!! สงเคราะห์ให้คนในครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อน พอครอบครัวพอแล้ว ค่อยแบ่งสละมา พระก็ต้องอยู่ด้วยความมักน้อยสันโดษสันตุฏฐีตามมีตามได้....

โอวาทธรรมหลวงปู่ทุย










“มหาสติ มหาสมาธิ”

ให้พากันคิดว่าเราโชคดี ให้พากันตั้งหน้าตั้งตา พากันตั้งใจ ตั้งจิตตั้งใจของเราให้มีสติให้สมบูรณ์ขึ้นมา ตั้งสติของเราให้เป็น “มหาสติ” ขึ้นมา ตั้งจิตของเราให้เป็น “มหาสมาธิ” ขึ้นมา ตั้งจิตของเราให้เป็น “มหาปัญญา” ขึ้นมา คือ มหาสติ มีสติยิ่งใหญ่ สติยิ่งใหญ่มันกว้างขวางหาประมาณไม่ได้ พูดถึงแคบก็แคบนี่ กว้างขวางก็กว้างขวางหาประะมาณไม่ได้

คำว่า กว้างขวางหาประมาณไม่ได้คือยังไงล่ะ ทั่วโลกธาตุนี่ขยายจิตกว้างขวางออกไปได้แต่มีคติธรรมกับอยู่จุดเดียว นี่..มีสติแน่วแน่อยู่จุดเดียวแต่กว้างขวางออกไปหาประมาณไม่ได้ อันนี้เรียกว่า “มหาสติ” คือ สติกว้างขวาง นี่มหาสติคือ สติแน่วแน่ แน่วแน่นี่มีความแน่วแน่มั่นคงก็เรียกว่าเป็นมหาสติ แน่วแน่มั่นคงก็เป็นมหาสมาธิ นี่..และก็เป็นมหาปัญญาขึ้นมา จิตสว่างกระจ่างแจ้ง สัมผัสอะไรทะลุปรุโปร่ง สัมผัสอะไรทะลุปรุโปร่ง อะไรมาสัมผัสทะลุปรุโปร่ง เป็นธรรมไปหมด เป็นดินไปหมด เป็นน้ำไปหมด เป็นลมไปหมด เป็นไฟไปหมด เป็นของว่างไปหมด เป็นของว่างก็คือ ดับไปแล้วไม่มีอะไร เรียกว่าเป็นอวกาศ จึงว่า ศีลก็คือสติ สมาธิก็คือสติ ปัญญาก็คือสติ

เราให้พากันทำสติของเราให้แน่นหนามั่นคง เป็นมหาสติขึ้นมา เป็นมหาสติขึ้นมารอบคอบลงไป นี่กำหนดมีสติอยู่จุดเดียวที่จิต รอบคอบ กว้างขวาง ทั่วสรีระร่างกาย นี่จะกว้างขวางขนาดไหนเพียงไรนี่ตามแต่ที่เราจะขยายออกไป จะขยายออกไปกว้างขวางขนาดไหนเพียงไรก็ช่าง แต่ก็มีความแน่วแน่อยู่ มีสติอยู่จุดเดียวคือที่จิตนั้น

“พระอาจารย์แบน ธนากโร”
วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร
ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ “สติจ่อเข้าหาจิตตั้งมั่นตามฐาน”

โอวาทธรรมคำสอน หลวงปู่แบน ธนากโร
วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร








“ผู้ที่ว่าจิตสงบๆ แต่ไม่พบตัวทุกข์ละก็ยังสงบไม่จริง พูดไปเปล่าๆ เท่านั้น ยังอีกไกล”

หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส








ธรรมอันประเสริฐเลิศโลก
" ทำบุญต่ออายุ คือสิ่งที่ต้อง ทำเพราะเรื่องของบุญเป็นอาหารของใจ มันเป็นนามธรรม บาปกับบุญเป็นของชีวิตจิตใจ สิ่งที่จะได้ก็มีแต่บาปกับบุญ คนเราถ้าไม่ทราบในเรื่องของบาปของบุญ ก็จะขวนขวายในเรื่องของโลก ก็คือเขาสร้างบาป บุญบาป บุญกรรมที่ไม่ดีนั้นแหละเป็นอาหาร ฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามการกระทำ? คือกรรม ถ้าเขาสร้างความดี สร้างบุญให้ทานรักษาศีลภาวนา ยิ่งได้พบพระพุทธเจ้าได้อบรมฝึกฝนจิตตภาวนา จะทำให้เขาสามารถเป็นผู้ยับยั้งการเกิดได้ ให้มันสั้นเข้า และในที่สุดก็จะสามารถตัดความเกิด คือไม่เกิดไม่ตายได้ พระพุทธเจ้าพระองค์จึงจะสอนโลก ธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเป็นของดี แต่ส่วนมากก็เป็นเรื่องของเรานั่นเอง เรื่องของเบญจขันธ์ ของธาตุ ของขันธ์ ทรัพย์ภายนอกก็เป็นเครื่องที่จะทำให้กายก้อนนี้พอได้สืบเนื่องกันไปเป็นวันๆ ชนะจากความอยาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง ได้ภาวนาไปเพื่อจะได้ฝึกฝนอารมณ์จิต มีกาย มีจิต มันก็สามารถกระทำได้ ถ้ากายแตกแยกออกจากจิตแล้ว มันจะไปคนละทิศละทาง และก็ต้องไปตามกรรมคือการกระทำชีวิตของตัวเองคือจิตใจ ไปตามอำนาจของบาปบุญ คนบาปเขาก็ไปรับผลของบาป ฉะนั้นคนมันก็ไม่เหมือนกัน เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์เขาก็ไม่พบพุทธศาสนา เขาก็ได้ตกนรกทั้งเป็น พระพุทธเจ้าท่านว่าโลกันตนรก เป็นนรกขุมมืดขุมบอด ทั้งๆที่ตายังดีอยู่แต่ก็มองไม่เห็น เป็นนรกขุมมืดก็คือโลกของเรานั่นเอง พระพุทธมี พระธรรม พระสงฆ์มี พระอรหันต์ พระอริยเจ้ามี ทานศีลภาวนาเป็นคำสอน นั้นคือองค์แทนศาสดา คือองค์แทนพระพุทธองค์ ศีลสมาธิปัญญาเขาก็ไม่ประพฤติปฏิบัติ ไม่ว่าบรรพชิตและหรือฆราวาสญาติโยมเขาจะประมาท เขาอยู่กันไปวันๆ ถึงบวชเขาก็ไม่ได้บวช เขาไม่ได้เป็นผู้เสียสละ บวชคือผู้เสียสละ เป็นธุระ เป็นผู้ทำให้ว่างจากความอยากความโลภ ความหลง ความโกรธ ไม่ใช่บวชจะมาสั่งสม อัสมิมานะ ทำให้เกิดตัวเกิดตน ทำให้ความโลภความโกรธความหลงมากขึ้น มาทำให้มันเบาบางลง ยิ่งภาวนาก็สามารถที่จะรู้จักได้ง่ายๆ แต่คนเดี๋ยวนี้ทำได้ยาก ถึงจะเป็นพระก็เถอะเขาไม่ได้สนใจ เหมือนกับวัดที่เขาไม่ปฏิบัติเขาจะไปเป็นพระเขาก็เป็นไม่ได้ เขาเป็นได้แค่หัวโล้นกับผ้าทรง ธงชัยของพระอรหันต์ คือ ผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น แล้วก็อุ้มบาตรหาเที่ยวประกาศ ว่าตัวเองเป็นพระแต่จริงแล้วมันไม่ใช่ ตัวเองเป็นพระยังไม่สมบูรณ์ เพราะมันเป็นตั้งแต่รูปเฉยๆ งามแต่รูปจูบไม่หอม เหมือนกับโบราณท่านว่า? พระพุทธเจ้าท่านเป็นที่จิตใจฝึกฝน ตนของตน ให้ได้บรรลุธรรมขั้นต่ำ ขั้นกลาง จนถึงขั้นละเอียดสูงสุด วิมุติมรรคผลนิพพาน นั้นถึงได้เรียกว่าพระ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ ฉะนั้นท่านที่เคยปฏิบัติเป็นนิสัยเป็นพืชก็บุญวาสนานี้แหละส่งให้เป็นมา และก็จะส่งไปข้างหน้าไปเรื่อยๆ จนกว่าชีวิตจะทำเชื้อที่ให้เกิดมันหมดไป คือ กิเลส เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด หมดไป แล้วมันก็หมดเรื่อง ไม่เกิดและก็ไม่ตายก็เรียกว่า ดับทุกข์ได้ก็ไปที่โลกใบหนึ่ง คือโลกุตตระโลก คือพระนิพพาน อันนี้พระพุทธเจ้าท่านได้ทรงสอนอย่างนี้ แต่จะเป็นสวรรค์ เทวโลก พรหมโลกถึงนิพพาน หรือโลกุตตระโลก ก็เราจะต้องเป็นผู้พิสูจน์ พระองค์ไม่ได้สอนให้เชื่อ แต่พระองค์บอกว่ามันมี บาปมี บุญมี นรกมี สวรรค์มี นิพพานมี นิพพานแปลว่าดับ ไม่ใช่นิพพานไม่มี ดับเพลิงทุกข์เพลิงกิเลส อุปปาทิเสสนิพพาน เมื่อดับกิเลสและก็ยังเบญจขันธ์เหลืออยู่ ก็คือท่านที่เป็นพระอรหันต์และพระอริยะเจ้าตามขั้นตามภูมิของท่าน ผู้ที่ทำปฏิบัติได้แต่ว่าใจของท่านครองธาตุขันธ์อยู่ ก็เรียกว่าอุปาทิเสสนิพพาน คือท่านได้นิพพาน ดับขันธ์ได้แล้วตั้งแต่ยังไม่ตาย ขันธ์ยังมีอยู่ คือ รูปขันธ์ก็ยังมี เวทนาขันธ์ก็ยังมี สัญญาขันธ์ก็ยังมี สังขารขันธ์ความปรุงแต่งก็ยังมี วิญญาณขันธ์ก็ยังมี แต่กิเลสทั้งหลายที่จะให้ปรุงแต่ง พาให้สืบก่อต่อเนื่อง พาให้เป็นภพเป็นชาติแก่ท่าน เข้าไม่ถึงจิตของท่านมันเป็นอย่างนี้ แต่ท่านก็ครองขันธ์อันนี้อยู่ ฉะนั้นท่านผู้ที่บริสุทธิ์ทำจิตให้บริสุทธิ์ เมื่อท่านละจากโลกไป ธาตุขันธ์ของท่านด้วยความบริสุทธิ์จิตอันนี้มันบริสุทธิ์ครองขันธ์อยู่นาน อย่างพระพุทธเจ้าพระอรหันต์บางท่าน จิตครองขันธ์อยู่นานทำให้จิตซักฟอกขันธ์อันนี้(คือกาย)จนเป็นแก้ว เรียกว่าเป็นพระธาตุ แปรสภาพไปเป็นพระธาตุ ก็คือเป็นแก้วนั่นเอง"
"นี้คือท่านผู้ที่ปฏิบัติ สุปฏิปันโน อุชุปฏิปันโน ญายะปฏิปันโน จนถึง สามีจิปฏิปันโน เรียกว่าบุรุษสี่คู่แปดบุคคล นี้แลคือสาวกของพระพุทธเจ้า ที่ว่า ยะทิทัง จัตตาริ ปริสะยุคานิ อัฏฐะะปุริสะปุคคะลา เอสะภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ นี้แลคือหมู่พระสงฆ์สาวกของเรา ก็หมายถึงท่านที่ปฏิบัตินะ แต่ท่านที่ไม่ปฏิบัตินั้นไม่เป็น ไม่ใช่สาวก เป็นสาแวะ นี่พระปฏิบัติมันมีน้อยมาก มีน้อยพระปฏิบัติคือท่านปฏิบัติเคร่งอยู่ในศีล ท่านจะปฏิบัติสมาธิ ถ้าไม่ปฏิบัติสมาธิ หรือถ้าไม่เป็นสมาธิ ท่านก็จะเป็นผู้ไม่มีศีลบริสุทธิ์ ถ้าปฏิบัติ มีศีลบริสุทธิ์ เพราะจิตเป็นหนึ่งปราศจากอารมณ์สอง มันไม่มีอารมณ์มาอีก มันจะเป็นผู้รู้มันไม่เป็นผู้คิด ตื่นเบิกบานร่าเริงหรรษาอยู่ตลอดท่านจึงว่า นัตถิกรรมมะสะมังพลัง พุทธพจน์ แปลว่า ไม่มีอำนาจหรืออนุภาพใดที่จะมีกำลังต้านกรรมที่เป็นบาปหรือเป็นบุญไว้ได้ ถ้าทำบาปแล้วก็ต้องบาปจริงๆ ตกนรกจริงๆ แผ่นดินสูบจริงๆ ถ้าทำบุญแล้วก็ไปสุคติจริงๆ ไม่มีคำว่าจะตกต่ำ ฉะนั้นเราผู้มีวาสนาบารมีได้สั่งสมฝึกฝนอบรมมา ก็ให้ภูมิใจในตัวเอง ชาตินี้เป็นชาติที่พิเศษนักหนา ถ้าลืมตัวชาตินี้ก็นานนะตกนรก พระพุทธเจ้าไม่รู้กี่พุทธทันดร ก็ไม่ได้ขึ้นจากนรก เพราะอายุมันยืนมากนะ อยู่ในนรกไม่รู้กี่เท่าไหร่ ก็ไม่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์อีกง่ายๆ "
"ใครจะให้ก็ได้ ไม่ให้ก็ได้ เราดีอยู่แล้วใครจะว่าไม่ดีเราก็คือเราดี ใครจะไม่ยินดีหรือไม่ยินดีเราก็ดี เราจะทราบอยู่ในตัวของเรา สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง นาญโญ อัญญัง วิโสธเย ความบริสุทธิ์หรือความอัปยศเศร้าหมองมีอยู่ในตัวจิตของใคร ใครทราบ? เราบริสุทธิ์เราก็ทราบ เราเศร้าหมองเราไม่บริสุทธิ์เราก็ต้องทราบ ทุกคนก็ต้องทราบ เรื่องของตัวเอง ฉะนั้นธรรมะจึงเป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศโลกเหนืออะไรทั้งหมดเลยนะ ให้เรานำไปทำเป็นหลักชีวิตจิตใจเพื่อหล่อหลอมตัวของเรา ให้สูงขึ้น ด้วยฐานะการกระทำของเรานี่แหละ จะนำพาให้เราเป็นถึงอริยะ เราจะสิ้นสุดในเรื่องของสมมุติในโลก อริยะ คือผู้เหนือโลกนับแต่พระโสดาบันขึ้นไป ฉะนั้นพระโสดาจึงมีพระโสดามรรค โสดาผล เป็นคู่ๆๆๆ จนถึงอรหัตมรรค อรหัตผลให้เราเชื่อพระพุทธเจ้าอย่างนี้ ทำไป อย่าไปหวังอะไรมาตอบแทน สิ่งที่จะตอบแทนเราคือสิ่งที่ไม่มี ถ้ามีอยู่มันจะไม่ได้ตอบแทนอะไรเลย ทุกข์เพราะสิ่งที่มันมี ถ้าไม่มีมันก็ไม่มีทุกข์ มันมีเพราะมันทุกข์ มันทุกข์เพราะมันมี เป็นอย่างนี้"........

โอวาทธรรม หลวงปู่บวร สุชีโว
วัดป่าหนองแข้ดง ต.บึงงาม อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด









การบวชเป็นพระ เหมือนอยู่คนละส่วนหรือคนละโลกกับฆราวาสเลย ต้องอดทนมากพอสมควร แต่ก็ได้รับความสงบ อันเกิดจากธรรมเป็นที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในจิตใจ นำสุขมาให้แทน
บางครั้งเราเดินจงกรมอยู่ เราพิจารณาถึงสภาพที่เรามาอยู่ในเพศสมณะนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่า เรานี้ก็เป็นผู้โชคดีคนหนึ่งทีเดียวนะ ที่ไม่ทราบว่าหลุดรอดเข้ามาได้อย่างไร เราอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้วในขณะนี้
ช่างน่าสงสารคนทั้งหลายที่ยังหลงยังเพลิดเพลินอยู่ในสิ่งที่เขานึกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเขาแล้ว คือการเที่ยวสนุกสนานเพลิดเพลินในกามคุณ ๕ ทั้งที่ความตายกำลังคืบคลานติดตามมาข้างหลังของพวกเขาอยู่ กิเลสตัณหานี้สำคัญนัก น่าสงสารคนทั้งหลายจริง ๆ

พระอาจารย์อัครเดช ถิรจิตฺโต









“..ถ้าพวกเธอสวดพระคาถาชินบัญชรมากๆ ถึงเวลาเธอจะรู้เอง เวลาทรัพย์สินจะมา จะมาแบบปุปปับ เรียกว่าตั้งตัวรับไม่ทันเชียวแหละ …ถ้ายังไม่มา ก็เป็นการสะสมบุญกุศล พลังงานที่ดี บันทึกเข้าสู่จิตใจพวกเธอเองนะ…มีเวลาก็ให้พาสวดกันมากๆ ล่ะ
เดี๋ยวดีเอง..”

หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร









“ อย่าสำคัญตน ”

ฝึกมองตัวเอง .. ให้ “ เล็ก ” เข้าไว้
... หมายความว่า ...
จงเป็นคน “ ตัวเล็ก ” อย่าเป็นคน “ ตัวใหญ่ ”
จงเป็น“ คนธรรมดา ” อย่าเป็น “ คนสำคัญ ”
เวลาเกิดอะไรขึ้น .. กับเรา
อย่าไปให้ “ ความสำคัญ ” ..
กับตนเอง .. มากจนเกินไป

“..ถ้าเรา .. มี “ ธรรมะ ” อยู่ในใจ.. ของเรามากๆ
เราจะให้ “ อภัย ” ซึ่งกันและกัน.. ได้มากขึ้น

เมื่อ.. มีการ “ อภัย ” ให้กันได้มากขึ้น
“ ความตึงเครียดในใจ ” ก็จะไม่มี..”

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช ( อัมพร อมฺพโร )








"วาสนา" นี่ก็แปลกของมันนะ
คนมีวาสนา จะได้เป็นศิษย์เป็นอาจารย์กัน ต่อให้ไกลแค่ไหน ยังไงก็มาเจอกัน ลงใจกันจนได้

แต่...ถ้าไม่มีวาสนาแล้วนะ
แค่เห็นหน้า ก็ไม่มีทางล่ะ

โอวาทธรรม
พระอาจารย์โสภา สมโณ
วัดแสงธรรมวังเขาเขียว อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร