วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ค. 2020, 00:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.พ. 2020, 05:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3835


 ข้อมูลส่วนตัว


ศิษย์ : ไม่มีสติกับใจลอยนี่เหมือนกันไหม
.
พระอาจารย์ : เหมือนกัน
"ลอยมากๆก็กลายเป็นคนไร้สติไป"

เรื่องกิเลสไม่ได้เกี่ยวกับสติ
กิเลสมีอยู่ในจิตของปุถุชนทุกคน
จิตของปุถุชนกับจิตของพระพุทธเจ้า
"ต่างกันตรงที่มีกิเลสหรือไม่มีกิเลส"

เป้าหมายของปุถุชนก็อยู่ที่
"การชำระจิต ให้สะอาด"
ไม่ให้มีกิเลสหลงเหลืออยู่
ให้เหมือนกับจิตของ..พระพุทธเจ้า
และพระอรหันต์.
....................................
จุลธรรมนำใจ 12กัณฑ์ที่ 377
ธรรมะบนเขา 10/1/2551
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี









เนื้อนาบุญที่วิเศษที่สุดคือ พ่อและแม่
ทำลงไป...เลี้ยงพ่อแม่ให้สมบูรณ์พูนผลแล้วค่อยไปทำบุญกับพระ...

โอวาทธรรม
หลวงพ่อพุธ ฐานิโย










ถ้ามีสติตัวเดียว
สิ่งต่างๆ จะไหล
เข้ามาในด้านที่ดี

หลวงปู่ศรี มหาวีโร










หลวงพ่อพุธ ฐานิโย เล่าประสบการณ์เจอผี และแนะนำวิธีทำให้ผีเป็นมิตร

เมื่อปี ๒๕๐๑ อาตมาไปสร้างวัดแห่งหนึ่ง อยู่ในเขตบริเวณใกล้ ๆ อำเภอวารินชำราบปัจจุบัน ที่ตรงนั้น เป็นที่ที่มีคนถูกฆ่า คนที่ฆ่าก็คือเจ้าของที่ คนที่ถูกฆ่าตายวิญญาณก็เป็นผีผูกอาฆาตอยู่ตรงนั้น ที่ตรงนั้นเขาทำไร่ทำสวน เมื่อก่อนนั้นเขาทำไร่ทำสวนได้ แต่พอหมอนี่ถูกฆ่าลงไปแล้ว มันก็เป็นผีสิงอยู่ตรงบริเวณนั้น เจ้าของที่จะไปทำอะไรก็ไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องยกที่ให้พระสร้างวัด อาตมาก็พาหมู่ไปสร้างวัดที่ตรงนั้น ไปอยู่ได้ ๓ วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พอวันที่ ๔ หลังจากไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิภาวนาเสร็จแล้วจะจำวัด นอนสีหไสยาสน์กำหนดจิต หันหน้าไปทางทิศตะวันตก พอจิตมีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป ความรู้สึกในทางร่างกายยังมีความรู้สึกอยู่ ลมพัดมาสัมผัสกายก็รู้สึกเย็นอยู่

ในขณะนั้นมีกลุ่มแสงวิ่งมาจากทางทิศตะวันตก แล้วมาสัมผัสกับใบหน้า มีลักษณะเหมือนถูกฝ่ามือตบอย่างแรง ได้ยินเสียงดังฉาดในหู แล้วก็รู้สึกเจ็บด้วย พอลุกขึ้นมาก็ เอ เราฝันไปหรืออย่างไร ถ้าฝันทำไมจึงเจ็บเหมือนคนตบจริง ๆ เอากระจกเงามาดูก็ไม่มีรอยแดงรอยอะไร เหมือนปกติ แต่รู้สึกเจ็บเหมือนคนตบ พอเหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น วันนั้นก็ไม่ยอมจำวัด นั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่ตลอดคืนจนรุ่ง เราก็นึกกลัวเหมือนกัน ถ้านอนหลับไปเฉย ๆ เดี๋ยวมันจะมาหักคอ ก็เลยไม่ยอมนอน

ทีนี้พอเดินจงกรมกลับไปกลับมา กลับไปกลับมาอยู่นั่น ประเดี๋ยวก็มีเสียงตกตู้มลงมา เหมือนกับโยนก้อนหินหนัก ๆ ลงมานั่นแหละ เอาไฟไปส่องดูก็ไม่มีอะไร ประเดี๋ยวก็ตูมอีก ตูมทางโน้นบ้าง ตูมทางนี้บ้าง มันจะยังไงก็ช่างมัน เดินจงกรมมันอยู่อย่างนี้ล่ะ

จนกระทั่งเวลาตีสาม จะไปนั่งสมาธิ มันสีแสงเขียวอ่อน ๆ โตขนาดลูกมะพร้าว ไปวิ่งวนรอบพระองค์หนึ่งอยู่ เราก็นั่งดูอยู่เป็นนาน ก็ไม่นึกคิดอะไร ตอนนั้นความกลัวต่าง ๆ มันไม่มีแล้ว มันหายไปหมดแล้ว พอนึกว่าพระองค์นี้จะรู้ตัวหรือเปล่าหนอ จะได้เห็นอะไรเป็นขวัญตา พอนึกแต่นั้น มันผละจากพระองค์นั้น วิ่งตรงแน่วเข้ามาเลย

พอมาถึง แสงนั้นก็ตกวูบลงไป ดับไป หายไป หลังจากนั้น ในบริเวณนั้น ไม่ว่าเราจะไปทำอะไร มันจะมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง จนพระเณรที่ทำงานร่วมกันบอกว่า ผี ๆ อาตมาก็บอกว่า ผีเผอที่ไหน มันไม่มีผีสางที่ไหนหรอก กลิ่นเหม็นมันเหม็นที่จมูกเราต่างหาก ถ้าเราไม่มีจมูก จ้างก็ไม่เหม็น ก็ทำงานเรื่อยไป ภาวนาพุทโธไป ในช่วงแรก ๆ ก็รู้สึกว่าจนปัญญาเหมือนกัน จะแก้ไขอย่างไรจึงจะหาย

ภายหลังมา วันหนึ่ง กำหนดจิตนอนภาวนา มันก็ได้นิมิตมาว่าได้สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กรณียเมตตสูตร พอได้นิมิตนั้นมา ภายหลังก็มาสวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ กรณียเมตตสูตร สวดแผ่เมตตาทุกวัน ๆ แต่ไอ้พวกนั้นมันก็ไม่หนีเหมือนกัน ก็ยังอยู่นั่นล่ะ แต่ภายหลังกลับมาเป็นมิตร มาช่วยรักษาวัด ชาวบ้านมาขโมยตัดไม้ มันจะตามไปบีบคอเอาจนถึงบ้าน บางครั้งชาวบ้านก็ว่าหลวงพ่อเป็นผีปอบไปเที่ยวเข้าสิงคน ผีนี่ ทำดีกับมัน มันก็กลายเป็นมิตรกับเราเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้มันก็ยังอยู่ ผีสองตัวนั้น ตัวหนึ่งชื่อนายด่าง เป็นผีของเจ้าบ้านวัดหนองป่าพง เดิมชื่อเฮียปาน เป็นหัวหน้าบ้าน บ้านอยู่ที่วัดหนองป่าพงของหลวงพ่อชาเดี๋ยวนี้ ต้นมะม่วงที่ผีตัวนี้ตอนเป็นคนปลูก ก็ยังอยู่ มันบอกว่า นั่นล่ะต้นมะม่วงมัน บ้านมันอยู่ตรงนั้น ที่เราเรียกมันไอ้ด่าง เพราะตอนมันปรากฏตัวให้คนเห็น หน้าอกมันเป็นจุดด่าง ๆ ขาว ๆ เขาก็เรียกผีไอ้ด่าง

ตัวที่สองชื่อไอ้พล เป็นลูกข้าราชการกรมทาง ถูกลูกชายเจ้าของที่ฆ่าตาย แล้วก็เป็นผีอาฆาตอยู่นั่น ผีสองตัวนี้เป็นเพื่อนกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน เวลานี้มันช่วยพระรักษาวัด ใครจะไปเบียดเบียนรังแกวัด มันเข้าไปสั่งสอน มันบอกต่อไปอย่าไปทำอย่างนั้น ผีมันไปสอนคนได้ยังไง มันก็อาศัยร่างคน มันเข้าไปทรง เรียกว่าผีสิง พอสิงแล้วมันก็ดุชาวบ้าน บอกต่อไปอย่าไปรังแกวัด มันบอกเวลานี้มันมีหน้าที่รักษาวัดอยู่ ๒ วัด คือวัดหนองป่าพงกับวัดใหม่นี่

นี่คือเรื่องของผีเป็นเกร็ดความรู้พิเศษ

ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ถึงจะเป็นเรื่องนอกลู่นอกทาง แต่รู้ไว้ก็ดีเผื่อจะมีประโยชน์ ยังมีผีอีกตัวหนึ่ง สมัยที่เป็นคน เป็นพ่อค้าเกลือ เพื่อนบ้านไปเซ็นเกลือมากินสองชะลอม ชะลอมละสองบาท ลูกหนี้ยังไม่จ่ายเงิน เจ้าหนี้ก็ตาย พอตายก็ไปทวงค่าเกลือ พอทวงไม่ได้ทวงธรรมดา เอาจนเจ้าของบ้านอยู่บ้านไม่ได้ ไปหาหมอวิชาอาคมที่ไหนมาปราบมาไล่ มันก็ไม่ยอม

ผีตัวนี้เวลาคนนั่งอยู่มาก ๆ มันจะปาก้อนอิฐ ตู้ม พวกเด็กหนุ่มๆที่ไม่เชื่อผีสางไปทดสอบกัน มันเอาดาบแหย่ลงไปในไม้กระดาน แล้วพูดว่าถ้าผีมีจริง ตบปลายดาบข้าสิ มันก็ตบปลายดาบกระเด็นขึ้นมา

หลังจากเขาหาหมอผีมาปราบจนหมดปัญญา ก็นึกถึงพระธุดงค์กรรมฐาน เรื่องนี้เกิดขึ้นที่วัดคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร ไปนิมนต์พระครูญาณวิศิษฐ์ เป็นเพื่อนของหลวงพ่อเอง มาปราบ พอมาแล้วท่านก็ท่องคาถาบารมีสิบทัศ ท่องไปไม่ทันไร ก้อนอิฐก็ตู้มมา สู้มันไม่ได้

ภายหลังก็มานั่งสมาธิ พอจิตสงบมันก็เงียบไป พอจิตไหวปั้บ ก้อนอิฐก็ตู้มมาอีก คาถาบารมีสิบทัศก็สู้ไม่ได้ สมาธิก็สู้ไม่ได้ ก็มานึกว่าแผ่เมตตาดีกว่า ก็สวดพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ แผ่เมตตา กรณียเมตตสูตร พอสวดจบก็แผ่ส่วนกุศลให้มัน มันก็หายเงียบ ก้อนอิฐก็ไม่มา เจ้าของบ้านก็กลับมาอยู่บ้านได้

เพราะฉะนั้น บทพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ อิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโน นั่นแหละ กรณียเมตตสูตรก็มีในเจ็ดตำนาน เป็นคาถาผูกมิตรไมตรีกับพวกวิญญาณต่าง ๆ พวกที่เจริญเมตตา พุทธคุณ ธรรมคุณ กรณียเมตตสูตรนี่ สามารถที่จะยังเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณต่าง ๆ ให้สงบระงับไปได้

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย












“ปัญหามันจะใหญ่หรือเล็ก มันขึ้นอยู่กับว่า เราให้ความสำคัญมันแค่ไหน ถ้าคุณไม่ไปหมกมุ่น ไม่เอาใจไปฝักใฝ่กับมันมาก ตั้งสติขึ้นมา คุณจะเห็นทางออก”

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
องค์หลวงปู่หา สุภโร
วัดสักกะวัน ภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธุ์ จ.กาฬสินธุ์











อยู่คนเดียวเปลี่ยวกาย แสนสบายแต่ไม่สนุก มีคู่สองครองทุกข์ แสนสนุกแต่ไม่สบาย รู้จักหลบเป็นปลีก รู้จักหลีกเป็นหาง เพื่อนกินหาง่าย เพื่อนตายหายาก ตรองดูให้มากจะได้พระนิพพาน
อย่าลืมพุทโธเด้อ พุทโธทุกลมหายใจ

หลวงปู่เบ็ง ฐิตธัมโม








ถ้ายังเผลอไปคิด
ตามสัญญาอารมณ์
ก็ยังประมาทอยู่

หลวงปู่ศรีมหาวีโร








"วันหนึ่งๆ ควรระลึกถึงความตาย อย่างน้อยสัก ๕ ครั้ง
ใจคนเรา ก็จะมีความหยุดชะงักบ้าง การกระทำความชั่ว
ลามกทั้งหลาย หรือความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม การลืมเนื้อลืมตัว
ก็จะมีสติสตังบ้าง เพราะป่าช้ามีอยู่กับตัว เราต้องตายสักวันหนึ่ง"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน











"ศีล ๕ เป็นอริยทรัพย์
เป็นต้นเหตุแห่งความบริสุทธิ์
เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป
คือ ความเดือดร้อนภายใน ให้หายได้
เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิ ความตั้งมั่น
ก็จะมีมา แล้วให้ปลุกปัญญา
ปัญญาก็จักเกิดมีขึ้นได้ "

ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย










"อย่ามุ่งหมายความสุขอันประเสริฐอะไรๆ
ให้มากไปกว่าความปกติของจิต ที่ไม่ยินดียินร้าย
ไม่ขึ้นไม่ลง ไปตามอารมณ์ที่กระทบ เพราะไม่มีสุขอะไร
ประเสริฐยิ่งไปกว่าความปกติของจิตนั้น"

ท่านพุทธทาสภิกขุ







"การพิจารณาขันธ์ทุกๆ ขันธ์ จงถือไตรลักษณ์ (อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา) เป็นทางเดินของปัญญา พิจารณาลงจุดนั้นเสมอ จะเป็นไตรลักษณ์ใดไม่ผิดทาง ขอให้ชัดเจนด้วยปัญญาเป็นสำคัญกว่าอื่น" .

โอวาทธรรม... หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Rosarin และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร