วันเวลาปัจจุบัน 11 ก.ค. 2020, 21:14  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2020, 07:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3830


 ข้อมูลส่วนตัว


...การปฏิบัติ
จึงมีหลายลักษณะด้วยกัน
"ปฏิบัติอยู่ในสถานที่ปลอดภัย"
ยังไม่มีวิกฤตการณ์..ก็ยังไม่ได้พิสูจน์
เช่นปฏิบัติที่บ้าน ปฏิบัติในห้องแอร์
.
นอกจากว่า นั่งไปแล้ว
"เกิดทุกขเวทนา" แล้วไม่ลุกไม่ขยับ

.
อย่างนี้ก็จะได้เจอของจริง
คือการต่อสู้กับ..ทุกขเวทนา
จะผ่านทุกขเวทนาไปได้หรือไม่
จะปล่อยให้ความเจ็บปวดทางร่างกาย
เป็นไปตามเรื่องของมันได้หรือไม่
.
โดยที่จิตใจไม่รู้สึก
กระวนกระวายกระสับกระส่าย
ไม่ได้คิดอยากให้มันหายไป
ไม่ได้คิดอยากจะหนีจาก
ความเจ็บปวดของร่างกายไป
.
ปล่อยให้มันเป็นไป
เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ให้มันอยู่นอกใจ"
ไม่ให้เข้ามากระทบกระเทือนใจ
ใจเพียงแต่..รับรู้ .
.......................................
.
จุลธรรมนำใจ13 กัณฑ์ 382
ธรรมะบนเขา 25/5/2551
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







นักเพ่งคุณ นักจับถูก
แทนที่จะเพ่งโทษ ลองเพ่งคุณ แทนที่จะจับผิด ก็จับถูก นี่เราจะเปลี่ยนจากเป็นคนเพ่งโทษจับผิด เป็นคนเพ่งคุณจับถูก ขอให้ทบทวน ขอให้ไตร่ตรอง ความดีความงามของคนรอบข้าง นั่นไม่ใช่หลับหูหลับตาต่อข้อบกพร่องของซึ่งกันและกันหรอก
ในการทำหน้าที่ เป็นกัลยาณมิตรต่อกันต้องช่วยชี้ให้คนที่เรารัก เห็นจุดบอดตัวเองและพร้อมที่รับข้อมูลจากเขา เพื่อเรา จะได้รู้เรื่องจุดบอดของตัวเอง การหัดการสื่อสาร และการรับฟังเป็นหน้าที่ของกัลยาณมิตรโดยตรง.

พระอาจารย์ชยสาโร










เรื่อง "ทางเดินในวัฏสงสารยาวไกลไม่รู้สิ้นสุด"
"มีแต่ผู้ที่หลงตัวเองว่า กำลังเป็นสุขนั้นอยู่ดาษดื่นทั่วทั้งโลก ด้วยอุบายตื้นๆ เช่นนี้ กิเลสก็หลอกครองโลกได้ทั้งหมดทั่วไตรภพ คือ ตลอดกามภพ รูปภพ และอรูปภพ เมื่อเข้าใจเช่นนั้นว่าเป็นสุข สรรพสัตว์ก็จึงหลงเสาะแสวงหา จึงได้แต่ภาพลวงตา ภาพลวงใจ เวียนว่ายตายเกิด อยู่มิรู้สิ้นสุด ความไม่รู้จริง คือรู้ผิด เพียงเท่านี้ก็ทำให้ทางเดินในวัฏสงสารยาวไกลไม่รู้สิ้นสุด เมื่อรู้จักคิดรู้จักพิจารณาเพียงรู้ความจริง ว่างจากตัวจนได้จริง เพียงเท่านี้ การเดินทางอันยาวไกลในวัฏสงสารก็จะสิ้นสุดลงได้ จบกรรม"

(คติธรรม ท่าน ก.เขาสวนหลวง)













เรื่อง "เวลาตาย จิตหาบบาปบุญไปเกิดตามอำนาจแห่งกรรม ที่ตนได้กระทำมาแล้ว"

“ถ้าใครเป็นคนจน บ้านหลังนี้พังแล้วไปสร้างหลังใหม่ก็อาจได้กระต๊อบก็ได้ หลังเล็กๆ ก็ได้ ถ้าใครมีสมบัติเงินทองมาก ไปสร้างให้หลังใหญ่โตขนาดไหนก็ได้ อันนี้ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของเจ้าของ เมื่อร่างกายหมดสภาพแล้ว จิตดีดออกไปแล้วจะไปสร้างที่อยู่ใหม่

มีบุญมากน้อยเพียงไรจิตดวงนั้น ถ้าจิตดวงนั้นไม่มีกุศลมาก มีแต่บาปหาบตั้งแต่กรรม ไปสร้างก็เป็นรูปร่างของเปรตของผี ของสัตว์นรกอเวจีไป แทนที่จะไปดิบไปดี ไม่ไปนะ เพราะกรรมนั่นละตามราวี

กรรม ก็คือ การกระทำของตัวเอง ทำความชั่วช้าลามกลงไป ได้มากเท่าไรก็ทับเข้ามาๆ หาเจ้าของ เวลาตายแล้วสวรรค์ชั้นพรหมมีกว้างขวางขนาดไหนไม่ยอมไป แหวกแนวลงไปหาสัตว์นรกอเวจี เป็นเปรตเป็นผีไปอย่างนั้นละ

นี่คือคนสร้างความชั่วช้าลามก ให้พากันจำเอาไว้ ให้ระวังนะ คำพูดเช่นนี้เป็นคำพูดของศาสดาองค์เอก ไม่ใช่คำพูดของตาสีตาสา หูหนวกตาบอดมาสอนพวกเรา”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมคณะหลวงปู่ศรี มหาวีโร
ณ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ (บ่าย)







เรื่อง "กิเลสนักล่าเหยื่อในวัฏสงสาร"
• นิทานเรื่อง "บึงปลาหมอ"

มีบึงอยู่บึงหนึ่ง เรียกว่า "บึงปลาหมอ" เป็นบึงน้ำเล็กๆ มีปลาหมอและปูปลาอาศัยอยู่ ทีนี้พอถึงหน้าแล้ง น้ำแห้ง น้ำลดลง ปลาหมอเริ่มดิ้นไปดิ้นมา ทั้งแดดก็ร้อน ปลาหมอก็นึกถึงน้ำที่เคยได้อาศัยอยู่ คิดนึกก็ทรมาน นึกถึงแต่น้ำ (เพราะกลัวตาย คนที่หวาดกลัวต่อมรณภัยคือความตาย จะต้องเกิดตายในวัฏสงสารต่อไปไม่มีประมาณ)

ทีนี้ก็มีนกกระยางขาวตัวหนึ่ง มันก็บินมาที่บึงน้ำที่มีปลาหมออยู่นั้น มันก็พูดกับปลาหมอว่า จะอยู่ทำไมที่นี่ ร้อนก็ร้อน น้ำก็จะแห้ง เอายังงี้ไหม ฉันจะอาสาพาเจ้าไปหนองน้ำแห่งใหม่ ปลาหมอถามว่าจะไปยังไง นกกระยางขาวก็บอกว่าจะใช้วิธีคาบไป ด้วยความที่ปลาหมอเองก็ทุกข์ทรมานกับน้ำที่แห้งขอด ก็เลยตกลงให้นกกระยางคาบไป

นกกระยางก็คาบปลาหมอไป เอาไปโน่น ไปฉีกปลาหมอกินที่ปลายต้นไม้โน่น นกกระยางก็มาหลอกเอาปลาหมอตัวอื่นๆ อีก ก็บอกว่า ปลาหมอตัวที่เอาไปก่อนนั้นเขาไปเจอแหล่งน้ำใหม่ อยู่สบายแล้ว แล้วก็มาหลอกเอาปลาไปกินจนหมด

ทีนี้ยังเหลือปู อยู่ตัวหนึ่ง นกกระยาง ก็คิดอยากจะกินปู ก็เลยมาคุยกับปูว่า จะอาสาพาไปแหล่งน้ำแห่งใหม่ ปูมีปัญญา ปูก็ถามว่า จะไปได้ยังไงล่ะฉันไม่มีปีกนี่ นกกนะยางก็บอกว่าจะไปยากอะไร เดี๋ยวฉันจะอาสาพาไปเอง ปูถามว่าจะพาไปยังไง นกกระยางก็บอกว่า เดี๋ยวจะคาบไปเอง ปูก็ตกลงแต่มีข้อแม้ว่า จะขอใช้ก้ามคาบคอนกกระยางด้วย

นกกระยางก็คิดในใจว่า แค่ปูตัวนี้ น่าจะสลัดออกอยู่ ก็เลยตกลงตามนั้น คือนกก็คาบตัวปู ส่วนปูก็ใช้ก้ามงับคอนก ทีนี้นกกระยางก็บินขึ้นจะเอาไปกินบนปลายต้นไม้ ปูเห็นท่าไม่ดีก็เลยงับคอนกกระยางอย่างแรง นกกระยางก็เลยจำเป็นต้องเอาปูลงมาไว้ที่เดิม

นี่นิทานเรื่องนี้ก็สอน "เรื่องโลภมากมักลาภหาย" ก็ได้เช่นกัน หรือฉะนั้นจะมีใครมาบอกว่าที่นั่นดี ที่นี่ดี ก็อย่าพึ่งไปเชื่อเลย มันจะเป็นเหมือนกับนิทานปลาหมอนี้ (หลงเชื่อแต่กิเลส จึงกลายเป็นเหยื่อในวัฏสงสาร)

(เสียงเทศน์หลวงปู่ชา สุภัทโท)









ถ้าเรายังทำอะไรตามความรู้สึก ชอบ หรือไม่ชอบ นั่นแสดงว่า เรายังไม่ได้ฝึกฝนอะไรเลย

โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภทฺโท







"วันนี้สุขภาพดี พรุ่งนี้อาจป่วยก็ได้
วันนี้ธุรกิจรุ่งโรจน์ พรุ่งนี้ธุรกิจอาจล้มละลาย
วันนี้ครอบครัวราบรื่น แต่พรุ่งนี้ครอบครัวอาจแตกแยก
ยังไม่ต้องพูดถึงคนรัก ที่วันนี้ยังอยู่ แต่พรุ่งนี้
อาจล้มหายตายจากไป

จำเพาะ คนที่ตระหนักถึงความไม่แน่นอนของชีวิต
เห็นความไม่เที่ยงของสุขที่มีอยู่ จึงจะตระหนัก
ถึงความจำเป็นในการเข้าหาศาสนา หรือปฏิบัติธรรม

แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักเพลิดเพลินในความสุขจนประมาท
มองไม่เห็นความเป็นอนิจจังของชีวิตและโลก
จึงไม่คิดจะเตรียมพร้อม

จะตื่นตัวก็ต่อเมื่อ ภัยมาประชิดตัว แต่ถึงตอนนั้น
ก็อาจสายไปก็ได้ คือ โดนทุกข์ท่วมทับปางตาย
ถึงตอนนั้น จึงค่อยเห็นคุณค่าของธรรม และนึกถึง
ศาสนาขึ้นมา"

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 15 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร