วันเวลาปัจจุบัน 07 มิ.ย. 2020, 13:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2020, 20:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เปลี่ยนแนวมั่ง :b1:



.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2020, 20:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(มีชาวบ้าน 4 คน พร้อมหะมา 3 ตัว เข้าป่าหาของป่าเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงแล้วเกิดหลงป่าอยู่ 6 วัน หลังจาก จนท.ช่วยออกมาแล้วเล่าประมาณว่า)

อ้างคำพูด:
ตอนนั้นก็ท้อใจมาก โดยยังยืนยันอีกว่า ช่วงที่อยู่ในป่าไม่ได้ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเจ้าป่าเจ้าเขาแต่อย่างใด มีเพียงใช้เท้าเตะเคลือหรือเถาวัลย์ พร้อมบ่นด่าตามประสา แต่ไม่คิดว่าจะเกี่ยวกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ โดยช่วงวันที่เจ้าหน้าที่จะเจอนั้น ก็เป็นคนนำสาบานต่อเจ้าป่าเจ้าเขาในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ว่า
ถ้าหากรอดจากป่านี้ไปได้จะแก้บนโดยการถวายหัวหมู 1 หัว และเหล้า 1 ขวด ซึ่งไม่นานแฟนก็มีอาการวูบ ก่อนจะได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ และเจ้าหน้าที่ตะโกนบอกว่า “พวกเรามาช่วยแล้ว” ยอมรับว่าดีใจมากที่วันนี้มีชีวิตรอดออกมาได้ และไม่กล้าเข้าป่าอีกแล้ว ซึ่งหากหายดีจะรีบทำพิธีแก้บนทันที


https://www.one31.net/uploads/news/pict ... 173531.jpg

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2020, 20:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


(จาริกบุญจารึกธรรม หน้า 326)

การอ้อนวอนปรารถนาใช่ว่าจะไร้ผล

มีแง่คิดเข้ามาอย่างหนึ่งว่า บางทีการอ้อนวอนก็ไม่ใช่ไร้ผล

อันนี้เป็นเรื่องของความจริงตามธรรมชาติ จึงลองมาวิเคราะห์กันดู ที่ว่าการอ้อนวอนนี้ไม่ใช่ไร้ผลทีเดียวนั้น มีอะไรแฝงอยู่

การอ้อนวอนนั้น โดยตัวมันเองไม่ใช่สิ่งที่ให้ผล แต่ในการอ้อนวอนนั้น มันได้ทำให้เกิดสภาพจิตอย่างหนึ่งขึ้น ซึ่งเป็นผลพ่วงมาโดยไม่รู้ตัว พวกที่อ้อนวอนนั้นทำไปโดยไม่รู้ แต่บางครั้งมันได้ผล

ทำไมจึงบอกว่า บางครั้งมันได้ผล สิ่งที่แฝงมาโดยไม่รู้ตัวก็คือสภาพจิต เมื่อมีการอ้อนวอนนั้น จิตจะรวมในระดับหนึ่ง และทำให้เกิดแรงความมุ่งหวัง แรงความมุ่งหวังนั้นทำให้จิตแน่วมุ่งดิ่งไป และมีพลังขึ้นมาในแนวของสมาธินั่นเอง

จิตที่อ้อนวอนนั้น เมื่อความตั้งใจปรารถนาแรงมาก มันก็พุ่งดิ่งไปทางเดียว จิตก็แน่วตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่ตั้งมั่นนี้แหละเป็นคุณประโยชน์ คนอ่อนแอจึงอาศัยการอ้อนวอนมาช่วยตัว

ส่วนคนที่ไม่อ้อนวอนเลย แต่พร้อมกันนั้น ก็ไม่รู้จักรวมจิตด้วย วิธีอื่น บางทีบอกว่าตัวเองเป็นคนมีปัญญา แต่เป็นคนที่พร่า จับจด เมื่อจิตพร่าจับจดไม่เอาอะไรมุ่งลงไปแน่นอน จิตก็ไม่มั่น ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ผล เลยกลับไปแพ้คนที่ตัวว่าโง่เขลางมงาย

เรื่องความตั้งมั่นแน่วแน่ของจิตนี้สำคัญมาก คนอาจจะทำให้มันเกิดขึ้นมาโดยไม่รู้เข้าใจและไม่รู้ตัว แล้วจิตมันก็ทำงานให้อย่างที่เจ้าตัวไม่รู้เข้าใจและไม่รู้ตัวด้วย เลยพูดง่ายๆว่า มันลงในระดับจิตที่ไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

ที่จริง คนที่อ้อนวอนนั้น เขาก็รู้ตัวในการอ้อนวอนของเขา แต่ไม่ใช่รู้ด้วยปัญญา คือแทนที่จะมองเห็นการกระทำเหตุอันจะนำไปให้ถึงผลที่ตัวอยากได้ เขามองไปตันแค่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ลัดข้ามไปยังผลที่อยากจะได้ แต่เพราะความที่ใจอยากแรงกล้า ประสานกับความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นศรัทธาอันดิ่ง ก็จ่อแน่วเกิดเป็นแรงที่ทำให้จิตมั่นและมุ่ง

ถ้า พูดในแง่การทำงานของจิต ที่จริงเป็นการปรุงแต่งในจิตสำนึกนี่แหละ ปรุงแต่งอย่างแรงทีเดียว แต่แรงด้วยความรู้สึก ไม่ใช่แรงด้วยความรู้ ก่อนที่จะตกภวังค์สะสมเป็นวิบากต่อไป

รวมแล้ว การกระทำหลายอย่างที่เป็นไปนี้ เหมือนว่าเราไม่รู้ตัวแต่ได้กระทำไปเอง โดยความเคยชินในการดำเนินชีวิตประจำวันบ้าง โดยความเชื่อที่จูงนำตัวเองไปอย่างไม่รู้ตัวบ้าง โดยปัจจัยต่างๆ ชักพาให้เป็นไปบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องของมนุษย์ที่อยู่ในอวิชชา

เมื่อทำการต่างๆ ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง มีผลพลอยได้ขึ้นมาบ้างนั้น หลายอย่างเหมือนเป็นไปเอง คือ มันพอดีไปจำเพาะถูกจุดถูกจังหวะเข้า ปัจจัยที่ตรงเรื่องเกิดขึ้น ก็เลยได้ผล หรือตรงข้ามกับได้ผล

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 พ.ค. 2020, 20:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ยังไม่จบ แต่ขั้นด้วยประวัติอีสป นักเล่านิทานอิงธรรมะ

เรื่องราวและที่มาของนิทานอีสป เนื่องจากอีสปมีชีวิตอยู่เมื่อหลายหลายพันปีล่วงมาแล้ว จึงยากที่จะได้ข้อมูลเกี่ยวข้องกับประวัติของอีสปที่ถูกต้องสมบูรณ์ครบถ้วน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อมูลอยู่หลายกระแส แต่นักค้นคว้าประวัติส่วนใหญ่ของอีสปก็เห็นพ้องต้องกันว่าข้อมูลต่อไปนี้ "น่าจะเป็นเรื่องราวของอีสปที่ถูกต้องมากที่สุด"

อีสป เป็นทาสชาวกรีกคนหนึ่งซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลา 560 - 620 ปีก่อนคริสต์ศักราช หรือ 208 ปี ก่อนพุทธศักราช (พระพุทธเจ้าประสูตรเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช) นับเวลาถึงปัจจุบันได้ 2,755 - 2,815 ปี
เขาอาศัยอยู่ที่เมืองซาร์ดิสบนเกาะซามอสของประเทศกรีก เกาะนี้ตั้งอยู่ที่นอกชายฝั่งของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ในสมัยกรีกโบราณชายฝั่งทะเลทั้งหมดของประเทศตุรกีก็มีชาวกรีกอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น
อีสปเป็นคนพิการ ขี่เหร่ แต่เขามีจิตใจที่งดงาม ซึ่งตรงกันข้ามกับสังขารของเขา เริ่มแรกนั้นอีสปมาจากเทรซซึ่งเป็นนครรัฐแห่งหนึ่งในสมัยโบราณ ปัจจุบันเทรซเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของกรีกและบัลแกเรีย

อีสปไปทำงานเป็นทาสที่เกาะซามอสกับนายทาส ชื่อเอียดมอน ในระหว่างที่เป็นทาส อีสปได้นำชื่อเสียงมาสู่ตนเองและนายของเขาด้วยการเป็นนักเล่านิทาน ผู้มีความสามารถจนเป็นที่รู้จักกันดีในท้องถิ่นนั้น
ในที่สุดอีสปก็ถูกปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากการเป็นทาส เนื่องจากความเป็นผู้ที่มีไหวพริบและสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเขานั่นเอง

เมื่ออีสปได้รับอิสรภาพนั้น เขามีชื่อเสัยงโด่งดังในการเล่านิทานมากจนได้รับเชิญให้ไปทำงานอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์เครซุส ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรลิเดียของเอเซียไมเนอร์
ขณะนั้นราชสำนักแห่งนี้มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตผู้ฉลาดรอบรู้อยู่แล้วหลายท่านเช่น โซลอน แห่งกรุงเอเธนส์ และเทลีส แห่งมิเลทัส เป็นต้น ในไม่ช้ากษัตริย์เครซุสก็ทรงโปรดปรานอดีตทาสผู้นี้อย่างรวดเร็ว เพราะทรงพอพระทัยในสติปัญญาอันเฉียบแหลมและไหวพริบตามธรรมชาติของเขา
อีสปสามารถถวายทั้งความสนุกสนาน และแง่คิดในด้านต่าง ๆ แก่พระองค์ ทำให้ทรงเรียนรู้ความจริงหลายอย่างเกี่ยวกับการบ้านการเมืองของพระองค์ จากการฟังนิทานของอีสปมากกว่าจากการสนทนากับนักปราชญ์ประจำราชสำนักคนอื่น ๆ

ขณะนั้นกษัตริย์เครซุสทรงเป็นประมุขแห่งนครรัฐเล็ก ๆ ทั้งหลายของกรีกด้วย พระองค์ทรงส่งอีสปให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตยังเมืองหลวงของนครรัฐเหล่านี้
อีสปใช้นิทานของเขาทำให้เกิดความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวอย่างชาญฉลาด ที่เมืองโครินธ์ อีสปใช้นิทานของเขาเป็นสื่อตักเตือนชาวเมืองถึงภยันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากการใช้กฏหมู่ที่กรุงเอเธนส์
เขาใช้นิทาน เรื่อง "กบเลือกนาย" เป็นสื่อชักชวนให้ชาวเมืองเลื่อมใสในการปกครองของปีซัสเตรตัส เป็นผลสำเร็จ

อวสานชีวิตของอีสปมาถึง เมื่อกษัตริย์เครซุสส่งเขาไปปฏิบัติหน้าที่ราชทูตที่เมืองเดลฟิ ณ เมืองนี้ อีสปเล่านิทานโดยใช้สัตว์เป็นสัญาณ บอกความจริงเกี่ยวกับความอยุติธรรมทางการเมืองให้ชาวเมืองรู้
การกระทำของเขาได้จุดไฟแห่งความโกรธแค้น ให้ไหม้โหมกระหน่ำในหัวใจของนักการเมืองแห่งเมืองเดลฟิอย่างหนัก
นักการเมืองเหล่านี้จึงคิดแก้แค้นอีสป โดยการแอบเอาขันทองศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารเทพอะพอลโลไปใส่ไว้ในกระเป๋าสัมภาระของอีสป แล้วกล่าวหาว่าเขาเป็นขโมย
ในที่สุดอีสปจึงถูกตั้งข้อหาว่ากระทำการลบหลู่และทำลายชาวเดลฟิอย่างร้ายแรง อีกทั้งเป็นคนป่าเถื่อนและดุร้าย อีสปถูกตัดสินประหารชีวิตโดยถูกโยนลงมาจากหน้าผาสูงจนถึงแก่ความตาย ไปอย่างน่าเสียดายในที่สุด.

การสร้างแนวคิด การอบรมสั่งสอน ให้คนมีความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งในสมัยเมื่อสามพันปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากคนในสมัยนั้น ยังมองเห็นโลกไม่กว้าง ไม่มีเรื่องราวของวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
แล้วการที่จะตั้งตัวว่าเป็นผู้รู้ หรือที่เรียกกันว่าเป็นนักปราชญ์นั้นมีโทษอย่างร้ายแรงทีเดียว เพราะในสมัยนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้รู้ได้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในศาสนาเท่านั้น
หากคนนอกวัดแสดงตัวเป็นผู้รู้ โอกาสที่จะถูกพวกพระพวกผู้นำทางศาสนากล่าวหาเอาเอาได้ว่า เป็นพวกพ่อมดหมอผี ซึ่งมีโทษถึงตายทีเดียว

จะเป็นด้วยเจตนาที่อีสปสร้างเรื่องราว เพื่อสั่งสอนให้คนทำความดี รู้จักตัวเอง มีคุณธรรม แต่เขารู้ว่า เขาจะทำอย่างตรงๆไม่ได้เพราะจะมีภัยมาถึงตัว เขาจึงผูกเรื่องเพื่อการสั่งสอนของเขาออกเป็นเรื่องราว และใช้ตัวแสดงในเรื่องราวของเขาเป็นสัตว์ชนิดต่าง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้คนฟังเข้าใจว่า เป็นเรื่องเล่าขานกันเพื่อความสนุกสนานอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการสั่งสอนใคร

ด้วยเหตุนี้เอง การเล่าเรื่องของอีสป จึงไม่มีใครคิดว่า เขากำลังสั่งสอนให้คนอยู่ในศีลในธรรม แต่ทุกคน ฟังเรื่องราวของเขาเพราะความสนุกสนาน

เรื่องราวของเขาจึงถูกเรียกขานกันในนามว่า " นิทาน "

นิทานของอีสปได้รับความนิยมอย่างมากจากคนฟัง ชีวิตของเขาจึงทำงานด้วยการเล่านิทานเป็นกิจวัตร จนทำให้ทุกคนในท้องถิ่นที่เขาอยู่รู้จักเขาเป็นอย่างดี และทุกคนต่างก็อยากฟังนิทานของเขา ไม่ว่าจะเป็นทั้งเด็กหรือผู้ใหญ่

ชีวิตของอีสปจบสิ้นลง อย่างน่าเสียดายแค่ตรงนั้น แต่นิทานของอีสปยังถูกกล่าวขานกันอยู่ในหมู่ของผู้คนที่กระจายเพิ่มมากขึ้น จากปากหนึ่งไปสู่อีกปากหนึ่ง นิทานอีสปจึงไม่ตายไปพร้อมกับตัวของอีสปด้วย

หลังจากที่อีสปตายไปไม่นานชาวเอเธนส์ผู้หนึ่ง ชื่อลีซิฟัสก็ได้ปั้นรูปของอีสปตั้งไว้ข้างหน้าของอนุสาวรีย์ยอดนักปราชญ์ ทั้งเจ็ดของชาวเอเธนส์ซึ่งถือได้ว่าอีสปได้รับการยกย่องเทียบเท่ากับยอดนักปราชญ์ ผู้โด่งดังของชาวเอเธนส์ในยุคนั้นทีเดียว
นิทานอีสปได้รับการเผยแพรเรื่อยมาตลอดชั่วระยะเวลากว่าสามพันปี ผู้อพยพจากที่หนึ่งไปสู่ที่หนึ่งจดจำนิทานอีสปไปเล่าขาน เรื่องราวเหล่านั้นจึงกระจายไปทั่วโลกและทุกมุมโลก
ทุกคนเมื่อได้ฟังนิทานของอีสปแล้ว พวกเขาจะเกิดความรู้สึกสำนึกที่ดี ได้รับบทเรียน ได้รับรู้สิ่งที่ดีงาม และความชั่วร้าย ไปพร้อม ๆ กับความสนุกสนาน

นิทานของอีสปจึงกลายเป็นนิทานอมตะ ที่ไม่มีวันตายไปจากโลกนี้ แทบจะบอกได้เลยว่า นิทานอีสปนั้นมีอยู่ในทุกประเทศทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ก็ว่าได้

อีสป ทาสชาวกรีกนักเล่านิทานอัจฉริยะของโลก และบทบาทของนิทานอีสปนับแต่อดีตกาลจวบจนปัจจุบัน ย่อมเป็นสิ่งที่ชี้ชัดให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของนิทานอีสปที่มีต่อมวลมนุษย์ได้เป็นอย่างดี

http://www.kalyanamitra.org/th/Aesop_de ... ?page=2201

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 07:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


แทรกเรื่องจริงตามที่เจ้าตัวเล่าอีกสักเรื่องหนึ่ง


เรื่องเล่า...ของคนถือศีล...เพราะแค่อยากติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์

เริ่มจาก...ดิฉันสมัครสอบเข้าทำงานราชการในกระทรวงหนึ่ง ซึ่งมันเป็นตำแหน่งที่ดิฉันอยากสอบได้มากๆๆๆ เพราะเงินเดือนน่าพอใจ ที่สำคัญถ้าสอบได้ดิฉันจะได้ทำงานใกล้บ้าน
ดิฉันก็ทำทุกวิถีทางเลยค่ะเพื่อให้สอบได้ ทั้งอ่านหนังสืออย่างเยอะ หาข้อสอบเก่าๆมาทำ นอกจากนั้นดิฉันยังคิดจะติดสินบนสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะบนเจ้าแม่ หรือเจ้าพ่อที่ไหนดี บนด้วยอะไรดี ก็หาข้อมูลใหญ่เลยค่ะ แล้วก็มาได้ข้อสรุปว่า เอาวะ!!...บนด้วยการถือศีล 5 แล้วกัน เพราะการถือศีล 5 ได้บุญ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อาจจะชอบบุญมากกว่าหมูเห็ดเป็ดไก่ ไข่ต้ม หรือว่าพวงมาลัย...

พอคิดได้ก็เริ่มเลยค่ะ สวดมนต์ สมาทานศีล 5 นั่งสมาธิ แผ่เมตตาทุกคืนก่อนนอน แรกๆอึดอัดมากค่ะ จะทำอะไรก็กลัวผิดศีลไปหมด แล้วก็ชอบเผลอชอบลืมอยู่บ่อยๆ กว่าจะผ่านแต่ละวันไปได้โดยไม่พูดโกหก ไม่ตบยุง 2 อย่างนี้ยากมากๆกว่าจะหมดวันๆนึง..

ดิฉันก็เลยเริ่มรู้สึกว่าถ้าเรายังรู้สึก อึดอัดแบบนี้ต่อไปเราคงถือศีลได้ไม่กี่วันแน่ๆ เราต้องศึกษาจากคนอื่นบ้างแล้วว่ามีหลักในการถือศีลอย่างไร คนที่นึกถึงตอนแรกเลยก็คือ พระค่ะ... ดิฉันจึงไปโหลดเสียงธรรมของหลวงพ่อหลายองค์มาฟังเกี่ยวกับหลักในการปฏิบัติศีล 5 ยอมรับค่ะว่าเรื่องการฟังเทศน์มันแล้วแต่จริตคนจริงๆ ว่าจะถูกจริตกับคำสอนของพระองค์ไหน

ดิฉันฟังหลายหลวงพ่อแต่ก็ไม่รู้สึกถูกจริตเป็นพิเศษ จนได้มาฟังเสียงธรรมของหลวงพ่อองค์หนึ่งที่พอฟังปุ๊บ จิตมันหยุดนิ่งไม่อยากละจากเสียงไปไหนเลย เป็นเสียงที่ฟังง่าย คำพูดฟังง่ายๆ แต่ฟังแล้วคิดตามได้แล้วเห็นภาพ
ดิฉันก็เปิดฟังเกือบทั้งวันเลยค่ะ ตั้งแต่ตื่นระหว่างวัน จนถึงก่อนจะนอนเรียกว่า หลับไปกับเสียงธรรมของท่านเลย คำสอนของท่านก้องอยู่ในหัวตลอด ว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบอกว่า ศีลนั้นน่ะ มันอยู่ที่เจตนา...พอเริ่มฟังมากๆ ปัญญาก็เริ่มเกิดเริ่มใช้ชีวิตง่ายขึ้น

ผ่านไประยะหนึ่ง... จากที่ตอนแรกดิฉันรักษาศีล ดิฉันก็ค้นพบว่าไปๆมาๆ ศีลต่างหากที่รักษาดิฉัน ชีวิตมันง่ายจังชีวิตมันดีจังที่มันใช้ชีวิตโดยมีศีลเป็นกรอบ

พอมีศีลก็มีสติ เพราะต้องมีสติไว้พิจารณาว่าสิ่งที่เรากำลังคิดจะพูดจะทำนั้น มันผิดในหลักของศีลไหม ถ้าผิดเราจะไม่พูด ไม่ทำ....พอมีสติบ่อยๆ มันก็กลายเป็นมีสติรู้ตัวทั้งวัน
พอรู้ตัวทั้งวันเวลาที่พูดหรือคุยกับใครมันกลายเป็นมองข้าม ผิวพรรณ หน้าตา ทรงผม ความจน ความรวยหรือแม้แต่ยศฐาบรรดาศักดิ์ของคนคนนั้นไปเลยค่ะ น่าทึ่งมาก มันเห็นเลยว่า คนที่เราพูดคุยด้วยอยู่นี้คำที่พูดออกมามีแต่วาจาน่ารักน่าฟัง หรือวาจาเต็มไปด้วยคำโม้โอ้อวด หรือวาจาเต็มไปด้วยโทสะคำหยาบๆคายๆ หรือพูดแต่เรื่องของคนอื่น ขี้นินทาอิจฉาคนอื่นไหม น่าคบหรือไม่น่าคบ...

พอได้ยินคำพูด มันก็บ่งบอกจิตใจของคนพูดหรือแม้แต่บ่งบอกได้เหมือนกันว่าคนที่เราพูดคุย ด้วยอยู่นั้นมีสติไตร่ตรองในคำพูดของตัวเองแค่ไหน..สติยังทำให้ดิฉันเห็นถึง พัฒนาการของจิตตัวเองเวลาที่มันมีอะไรมากระทบ เวลามีคนมาทำให้โกรธ จะด้วยคำพูดหรือการกระทำก็ตาม ดิฉันสังเกตเห็นว่าจิตมันเฉยๆ มันไม่รู้สึกโกรธตอบ
ทำไมมันเฉยอย่างนั้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันคงร้อนรนอยากจะเอาคืน แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ที่ดิฉันเล่ามาทั้งหมดนี้เพียงเพราะอยากบอกเล่าถึงความมหัศจรรย์ของศีล ศีลนำมาซึ่งสติ สตินำมาซึ่งความสงบสุขในชีวิตจริงๆค่ะ โดยเฉพาะในโลกที่มันวิ่งวนวุ่นวายใบนี้..

ดิฉันยังเคยนั่งนึกเลยว่าเมื่อก่อนนี้เราอยู่มาได้ยังไงนะ โดยไม่มีสติมาเป็นเครื่องนำทางในชีวิต เมื่อก่อนเวลาเราจะตัดสินใจพูดหรือทำอะไรเรายึดหลักอะไรล่ะ...คำตอบที่ได้ คือ อารมณ์ล้วนๆค่ะ เกือบทุกเรื่องดิฉันยังไม่ทันได้คิดไตร่ตรองด้วยซ้ำ อารมณ์มันพาให้พูดให้ทำไปก่อน น่ากลัวจริงๆค่ะที่เคยมีชีวิตแบบนั้น...

ทั้งนี้ทั้งนั้นตอนนี้ดิฉันได้พบทางสายเอกแล้ว ทางสายที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ชีวิตก็ไม่ต้องการอะไรแล้วค่ะ ทุกสิ่งล้วนต้องทิ้งไว้ในโลก
แต่ก็โชคดีที่ดิฉันสอบได้งานตามที่ตั้งใจหวังไว้จริงๆ จะด้วยการบนบานนั้นสำเร็จหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ยังไงดิฉันคงขอเดินบนทางสายนี้ไปจนกว่าเวลาของดิฉันในโลกใบนี้จะหมดไป

หากหมดเวลา ดิฉันขอเอาไปแค่จิตที่บริสุทธิ์ดวงเดียวก็พอ ดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การบอกเล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านที่กำลัง เริ่มคิดจะถือศีล กำลังเริ่มถือศีล หรือเพียงแต่กำลังคิดจะหยุดทำผิดศีลก็ตาม อยากบอกว่าคุณเดินมาถูกทางแล้วค่ะ^^

สุดท้ายนี้...หนูต้องกราบขอบคุณพ่อแม่ ที่ทำให้หนูมีโอกาสเกิดมาพบศาสนาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบขอบคุณครูบาอาจารย์ที่สอนให้หนูอ่านออกเขียนได้ ทำใหัหนูได้อ่านพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์....สุดท้าย ดวงจิตดวงนี้ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ที่ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยพระองค์เอง

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 07:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เข้าเรื่อง :b1:


ที่นี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้คนเราพัฒนาตนเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ทำการต่างๆได้ผล โดยเป็นไปอย่างรู้ตัว มองเห็นชัดเจนด้วยปัญญา มีความรู้เข้าใจ ด้วยการเห็นจริง ทำตรงตัวเหตุปัจจัย ดุจบังคับบัญชามันได้ เมื่อทำโดยรู้เข้าใจมองเห็นความเป็นไป ก็ก้าวต่อได้ ไม่ใช่ว่าไปทำจับพลัดจับผลูพอดีตรงเข้า ก็เลยได้ผลขึ้นมา แล้วเมื่อไม่รู้เหตุผลที่เป็นไปก็จมวนอยู่แค่นั้น

สำหรับ การอ้อนวอนนั้น ก็เป็นเรื่องของมนุษย์ที่มีอวิชชา แต่สภาพจิตของเขาที่มีอาการมั่นแน่วและได้ผลขึ้นมาในการอ้อนวอนนั้น ก็เป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ คือ เป็นกรรม ได้แก่ การกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการของเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดผลขึ้นมา

อธิบายหน่อยหนึ่งว่า จิตของเขา เอาสิ่งทีเป็นเป้าหมายของการอ้อนวอนนั้นเป็นสื่อ แล้วมีแรงความมุ่งหวังขับดันไป ได้ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากำกับ ทำให้เกิดความแน่วแน่และความพุ่งดิ่ง ก็ทำให้จิตในระดับของความไม่รู้ตัวนี้ จับมั่นมุ่งอยู่กับความปรารถนาอันนั้น ใจก็ครุ่นพัวพันอยู่ที่จุดหมายนั้น แล้วเกิดแรงโน้มนำชักพาไปสู่ผลที่ต้องการ แม้แต่โดยตนเองไม่รู้ตัว การอ้อนวอนในบางกรณีจึงได้ผลเป็นการจับพลัดจับผลูแบบหนึ่ง

พวกไสยศาสตร์ทั่วๆไป ก็ใช้อะไรบางอย่างเป็นสื่อ สำหรับให้เป็นที่จับยึดของความเชื่อ ซึ่งเป็นแรงที่พาจิตให้มีพลังมั่นแน่วมุ่งดิ่งไป

ยังไม่จบ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 07:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ได้เห็นแนวคิดแบบจิตอย่างไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์แล้ว จิตอย่างพุทธศาสตร์เลยจิตอย่างไสยศาสตร์ขึ้นไป

ถ้ามีคำถามในแง่เอาถูกเอาผิดกัน คำตอบ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่อยู่ที่การรวมจิตต่างกัน จิตแนวพระพุทธศาสนารวมเป็นหนึ่งอย่างรู้เนื้อรู้ตัวทุกขณะ (= วิปัสสนา=ปัญญา) แต่ก็ต้องอาศัยจิตเบื้องต้นนั่น ส่วนจิตไสย์รวมดิ่งแน่วด้วยพลังความศรัทธาล้วนๆ (=สมถะหรือสมาธิล้วน)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 08:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เข้าเรื่องต่อ

ในทางพระพุทธศาสนา ท่านจับเอาสาระในเรื่องนี้ออกมา แล้วถือเอาส่วนที่ใช้ประโยชน์ที่จะมาสัมพันธ์กันได้กับการพัฒนามนุษย์

พุทธศาสนิกชนที่ยังอยู่ในระดับนี้ เราก็ต้องยอมรับความเป็นปุถุชนของเขา อย่างน้อยก็ควรจะใช้หลักนี้ให้เป็นประโยชน์ในทางที่ดี และให้มีทางเชื่อมต่อเข้าสู่การพัฒนาในไตรสิกขาได้

พระพุทธศาสนาได้แยกสาระในเรื่องนี้ออกมาให้เราแล้ว แต่บางทีเราก็จับไม่ได้

ในระบบการอ้อนวอน (บนบานศาลกล่าว) ที่บางทีได้ผลนี่ มันมีแกนแท้อยู่ นั้นก็คือตัวความมุ่งหวังและใฝ่ปรารถนาอย่างกล้าต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้จิตรวมกำลังพุ่งดิ่งไปในทางนั้น สาระนี้ท่านเอาออกมา แล้วให้ชาวพุทธใช้ได้ เรียกว่า อธิษฐาน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 09:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 6975

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


กรัชกาย เขียน:
ได้เห็นแนวคิดแบบจิตอย่างไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์แล้ว จิตอย่างพุทธศาสตร์เลยจิตอย่างไสยศาสตร์ขึ้นไป

ถ้ามีคำถามในแง่เอาถูกเอาผิดกัน คำตอบ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่อยู่ที่การรวมจิตต่างกัน จิตแนวพระพุทธศาสนารวมเป็นหนึ่งอย่างรู้เนื้อรู้ตัวทุกขณะ (= วิปัสสนา=ปัญญา) แต่ก็ต้องอาศัยจิตเบื้องต้นนั่น ส่วนจิตไสย์รวมดิ่งแน่วด้วยพลังความศรัทธาล้วนๆ (=สมถะหรือสมาธิล้วน)

Kiss
จำแต่ชื่อจำแต่ทะเลเรื่องราวดูความจริงที่ตัวเองเป็นยังแสวงหาอยากได้อยู่รึเปล่า
เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มี2มาตรฐานตถาคตสอนให้คิดถูกเท่านั้น
ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ตรงไปตรงมา สมมุติว่าทางเดินมี1ซ้ายผิดกับ2ขวาถูก
คนที่ฟังคำสอนอยู่เนี่ยกำลังคิดถูกตามคำสอนไม่เดินไปทำเองเข้าใจไหมคะเขาเดินตามตถาคต
ถ้าคิดเองผิดๆก็คือคุณคิดว่าเดินไปทางซ้ายจะไปทำอะไรคุณก็ไม่มีทางทำถูกก็ไปผิดทางแล้วงัยคะ
:b32: :b32:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 10:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ได้เห็นแนวคิดแบบจิตอย่างไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์แล้ว จิตอย่างพุทธศาสตร์เลยจิตอย่างไสยศาสตร์ขึ้นไป

ถ้ามีคำถามในแง่เอาถูกเอาผิดกัน คำตอบ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่อยู่ที่การรวมจิตต่างกัน จิตแนวพระพุทธศาสนารวมเป็นหนึ่งอย่างรู้เนื้อรู้ตัวทุกขณะ (= วิปัสสนา=ปัญญา) แต่ก็ต้องอาศัยจิตเบื้องต้นนั่น ส่วนจิตไสย์รวมดิ่งแน่วด้วยพลังความศรัทธาล้วนๆ (=สมถะหรือสมาธิล้วน)

Kiss
จำแต่ชื่อจำแต่ทะเลเรื่องราวดูความจริงที่ตัวเองเป็นยังแสวงหาอยากได้อยู่รึเปล่า
เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มี2มาตรฐานตถาคตสอนให้คิดถูกเท่านั้น
ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ตรงไปตรงมา สมมุติว่าทางเดินมี1ซ้ายผิดกับ2ขวาถูก
คนที่ฟังคำสอนอยู่เนี่ยกำลังคิดถูกตามคำสอนไม่เดินไปทำเองเข้าใจไหมคะเขาเดินตามตถาคต
ถ้าคิดเองผิดๆก็คือคุณคิดว่าเดินไปทางซ้ายจะไปทำอะไรคุณก็ไม่มีทางทำถูกก็ไปผิดทางแล้วงัยคะ
:b32: :b32:



ศีล สมาธิ ปัญญา ถูกหรือผิด ตอบ

1.ผิด
2. ถูก

ข้อไหน :b16:

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 10:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


Rosarin เขียน:
กรัชกาย เขียน:
ได้เห็นแนวคิดแบบจิตอย่างไสยศาสตร์ กับ พุทธศาสตร์แล้ว จิตอย่างพุทธศาสตร์เลยจิตอย่างไสยศาสตร์ขึ้นไป

ถ้ามีคำถามในแง่เอาถูกเอาผิดกัน คำตอบ ไม่มีใครถูกไม่มีใครผิด แต่อยู่ที่การรวมจิตต่างกัน จิตแนวพระพุทธศาสนารวมเป็นหนึ่งอย่างรู้เนื้อรู้ตัวทุกขณะ (= วิปัสสนา=ปัญญา) แต่ก็ต้องอาศัยจิตเบื้องต้นนั่น ส่วนจิตไสย์รวมดิ่งแน่วด้วยพลังความศรัทธาล้วนๆ (=สมถะหรือสมาธิล้วน)

Kiss
จำแต่ชื่อจำแต่ทะเลเรื่องราวดูความจริงที่ตัวเองเป็นยังแสวงหาอยากได้อยู่รึเปล่า
เพราะคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่มี2มาตรฐานตถาคตสอนให้คิดถูกเท่านั้น
ถูกเป็นถูก ผิดเป็นผิด ตรงไปตรงมา สมมุติว่าทางเดินมี1ซ้ายผิดกับ2ขวาถูก
คนที่ฟังคำสอนอยู่เนี่ยกำลังคิดถูกตามคำสอนไม่เดินไปทำเองเข้าใจไหมคะเขาเดินตามตถาคต
ถ้าคิดเองผิดๆก็คือคุณคิดว่าเดินไปทางซ้ายจะไปทำอะไรคุณก็ไม่มีทางทำถูกก็ไปผิดทางแล้วงัยคะ
:b32: :b32:



มิจฉา
สัมมา

อันถูกอันไหนผิด

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 10:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ต่อ

อธิษฐาน ต่างกับการอ้อนวอน (บนบานศาลกล่าว) อย่างไร

ตอนนี้ ต้องการจะพูดให้แยกออกได้ก่อน ว่าในทางพระพุทธศาสนานั้น ท่านเอาตัวแกนที่จะใช้ได้ออกมา คือ อธิษฐาน แล้วให้ชาวพุทธนำไปใช้ได้

อธิษฐาน นี้ แปลว่า ความตั้งใจเด็ดเดี่ยว คนเราจะทำอะไร ต้องมีจุดหมาย หรือมีเป้าที่มุ่งเจาะเฉพาะลงไป
แม้แต่จะบำเพ็ญกุศลธรรม สิ่งที่ดีงามนั้น ไม่ใช่ว่าเขาทำได้ทีเดียวทั้งหมด ทั้งชาติก็ทำไม่ไหว อย่าว่าแต่ปีสองปีหรือเดือนสองเดือนเลย ตลอดชาตินี้ เราจะทำกุศลหรือความดีทุกอย่างนี้ เราทำไม่ไหว

ไม่เฉพาะพวกเราหรอก แม้แต่พระโพธิสัตว์จะบำเพ็ญความดี บางทีทั้งชาติทำได้จริงจังข้อเดียว ไม่ใช่ว่าข้ออื่นไม่ทำ ทำดีทั่วๆไป แต่มีเด่นที่มุ่งจริงจังอยู่ข้อสองข้อ

เพราะฉะนั้น ในการเป็นพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่ง ๆ นี้ จะต้องมีจุดที่มุ่งมั่น การทำดีต้องมีเป้าหมายว่า จะทำความดีอันไหนให้เป็นพิเศษ เราต้องใช้ปัญญาไตร่ตรองพิจารณาก่อนว่า อันนี้เราควรจะทำ อันนี้เราจะต้องทำให้ได้ เมื่อมั่นใจกับตัวเองแล้วก็อธิษฐานจิต

การอธิษฐานจิต ก็คือ ตั้งใจเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นลงไปว่าจะทำการนี้ เรื่องนี้ อันนี้ ให้สำเร็จให้จงได้ โดยตั้งใจเด็ดเดี่ยว

๑. ต่อคุณธรรมความดี หรือกุศลธรรมบางอย่างที่ต้องการจะทำ
๒. ต่อจุดมุ่งหมาย หมายความว่า เรามีจุดมุ่งหมายที่ดีงามว่า เราจะต้องไปให้ถึงสิ่งนั้นให้ได้ แล้วเราก็อธิษฐานจิต

อธิษฐานจิตนี้ เป็นการทำให้จิตของเรา พุ่งตรงดิ่งไปสู่เป้าหมายอันนั้น พูดเชิงภาพพจน์ว่าเป็นการสะสมแรงอัดลงไปถึงในภวังคจิตเลยทีเดียว (คือจิตปรุงแต่งอย่างแรง โดยประกอบด้วยปัญญาก่อนตกภวังค์) แล้วภวังคจิตอันเป็นวิบาก คือ เป็นผลของการปรุงแต่งนั้น ซึ่งเป็นแหล่งแห่งศักยภาพของเรา ก็เหมือนกับทำงานให้เราเอง ที่จะชักจูงเรา นำพาวิถีชีวิตของเรา แม้แต่โดยไม่รู้ตัวให้หันเหเข้าไปหาสิ่งนั้น เกิดความสนใจต่ออะไรๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น

สิ่งแวดล้อมที่เราเกี่ยวข้อง เวลาเราเข้าไปสัมพันธ์ เราจะมีความโน้มเอียงที่จะเข้าไปหาสิ่งโน้นสิ่งนี้ โดยจะมีความรู้สึกต่อสิ่งเหล่านั้นไม่เหมือนกัน

จากจุดที่มีความรู้สึกหันเหโน้มเอียงต่อสิ่งเหล่านั้น ในเวลาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เริ่มแต่รับรู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ที่เราแต่ละคนจะมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเหล่านั้นไม่เหมือนกันนี่แหละ วิถีชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปตามแนวทางของตนๆ ทำให้ชีวิตของคนเราไม่เหมือนกัน และนี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นไปตามกรรม

ฉะนั้น แรงความโน้มเอียงจากความสนใจเป็นต้นที่ว่ามานี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ แม้แต่ตัวเราเองบางทีก็ไม่รู้ตัว คนหนึ่ง มองสิ่งหนึ่งก็มีความรู้สึกและเข้าใจอย่างหนึ่ง อีกคนหนึ่ง ก็เข้าใจและรู้สึกอีกอย่างหนึ่ง

จากจุดเริ่มต้นที่มองและรู้สึกอย่างใด ก็จะทำให้เขามีปฏิกิริยาต่อสิ่งนั้นไปตามแบบหรือลักษณะเฉพาะของตน รวมถึงการที่เขาจะหันเหไปหา จะมุ่งไปในทิศทางนั้น จะทำความเพียรพยายามให้ได้ให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เป็นต้น


เอวัง จบแล้ว

(แยกให้ออก จุดร่วม จุดแยก)

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 10:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 11:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


น้ำป่าทะลัก! ยายวัย 74 ปี ตกใจยกเครื่องซักผ้าหนีคนเดียว

รูปภาพ

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 พ.ค. 2020, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2006, 12:36
โพสต์: 33168

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้หลงป่า 4 คน นอกจากบนหัวหมูเหล้ายาปลาบิ้งแล้ว เด็กก็ได้บนบวชด้วย

โค้ด:
เด็ก 13 เล่าประสบการณ์หลงป่าทุ่งแสลงหลวง เตรียมบวชแก้บน
ส่วนหลังจากนี้หากร่างกายแข็งแรงดี ก็จะบวชแก้บน 14 วัน ที่วัด อ.วังทอง ต่อไป


ถึงตอนสรุปเรื่องแล้ว แต่ถามความเข้าใจคุณโรสเกี่ยวกับ กท.ก่อน
คุณโรสเข้าใจไหมว่าพูดถีงเรื่องอะไร ตอบตรงไปตรงมา

1. เข้าใจ
2.ไม่เข้าใจ

แต่กรัชกายรู้หน่อยแล้วว่า คุณโรสปากกล้าขาสั่น คิกๆๆ ทิ้งให้คิดก่อน

.....................................................
http://group.wunjun.com/ake


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร