วันเวลาปัจจุบัน 06 ธ.ค. 2020, 06:41  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ต.ค. 2020, 07:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 3978


 ข้อมูลส่วนตัว


#ทำบุญวันพระได้บุญมากกว่าทำบุญวันธรรมดาใช่ไหมเจ้าค่ะ

เหตุเกิดที่ศาลาหลวงพ่อบันดาลฤทธิผล ขณะหลวงปู่กำลังจะลงมือฉัน ก็มีโยมท่านหนึ่งถือภัตตาหารเดินมา ทำทีจะถวายท่าน

หลวงปู่ มาจากไหนหล่ะ คุณ

โยม มาจากเมืองกาฬสินธุ์เจ้าค่ะ วันนี้วันพระโยมขับรถออกมาจากตัวเมืองพึ่งมาถึงเจ้าค่ะ

หลวงปู่ อือ อนุโมทนานะ

โยม เจ้าค่ะหลวงปู่ เออหลวงปู่เจ้าขา ทำบุญวันพระได้บุญมากกว่าทำบุญวันธรรมดาใช่ไหมเจ้าค่ะ เห็นเขาว่าอย่างนั้น

หลวงปู่ หือ คุณกินข้าววันปกติ อิ่มเท่าวันเสาร์-อาทิตย์ไหมหล่ะ

โยม ก็อิ่มเท่ากันเจ้าค่ะ

หลวงปู่ เออ จะวันธรรมดาหรือวันเสาร์-อาทิตย์ กินข้าวมันก็อิ่มเท่ากัน จะวันพระหรือวันเณร ทำบุญก็ได้เท่ากัน

เคยได้ยินไหม"พระผีหลอก แม่ออกวันศีล"
(คนจะคิดถึงพระก็เพราะความหวาดกลัวต่อภัย เช่น มีเคราะห์ ดวงไม่ดี หมอดู โดนผีหลอก ท่านอุปมาเหมือนโยมที่ชอบทำความดี ในวันพระหรือวันสำคัญ)

ทำความดีอย่าเลือกวัน อย่าเลือกเวลา
โอกาส สถานที่ ทำความดีทำได้ทุกวัน
ทำได้ทุกโอกาสเวลา อย่าไปคิดว่า
ค่อยทำวันพระ ถ้าคุณตายก่อนวันพระ
คุณจะได้ทำหรือเปล่า ถ้าคุณมัวแต่รอ
โอกาสเวลา คุณจะรู้ได้อย่างไร
ว่าเวลานั้นจะมีแก่เรา กินข้าวคุณยังกินทุกวัน ความดีทำไมไม่ทำทุกวัน

มัวแต่รอวันนั้นวันนี้ วันพระค่อยทำ
วันนี้คุณทำอะไร อาทิตย์หน้าค่อยทำ
อาทิตย์นี้คุณทำอะไร เดือนหน้าค่อยทำ เดือนนี้คุณทำอะไร ปีหน้าค่อยทำ
ปีนี้คุณทำอะไร ชาติหน้าค่อยทำ
ชาตินี้คุณทำอะไร

#อย่ามัวรอโอกาสเวลาเราไม่รู้เราจะตายวันตายพรุ่ง
เราไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีแก่เราหรือไม่ แต่ทีสำคัญเรามีวันนี้ มีเดี๋ยวนี้ อย่าปล่อยลมหายใจทิ้งเสียเปล่านะ ทำความดี คิดสิ่งดี พูดคำดี ทำได้ทุกที่ทุกเวลา อย่ามัวรอโอกาสเวลา เข้าใจนะ!.

โอวาทธรรมคำสอน..
พระญาณวิสาลเถร หลวงปู่หา สุภโร









...ชาวพุทธเราตอนนี้ก็จะเป็นแบบนี้ มีพวกเขาวัวน้อย มีขนวัวเยอะ มีขนเยอะกว่าเขา นี่ลองไปค้นดูพระอรหันต์ หาตอนนี้นานๆ จะเจอสักองค์หนึ่ง แต่พวกปุถุชนพวกกิเลสตัณหานี้เต็มไปหมด ไปวัดไหนที่ไหนก็เจอ มีเต็มไปหมด แต่จะหาพระอรหันต์ พระอริยะสักองค์นี้ ไม่ได้มีอยู่ทุกวัด

.
เพราะว่า..”ความเพียร”..ของชาวพุทธเราหย่อนยาน มันจึงทำให้การบรรลุมรรคผลนิพพานนี้ลดน้อยถอยลงไป แล้วก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

.จนพอถึงประมาณ ๕๐๐๐ ปี ก็จะไม่มีใครบรรลุธรรมได้อีกต่อไป เพราะจะไม่มีใครทำความเพียรกัน รู้ธรรมก็น้อยมาก กลายเป็นแค่ทำบุญทำทาน

.ธรรมะก็ไม่ศึกษา ไม่เรียน เทศน์ก็ไม่ฟัง..
“เมื่อไม่ฟังเทศน์ ก็จะไม่รู้แนวทางของการปฏิบัติ” ..การปฏิบัติก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ
จนในที่สุดก็จะไม่มีการปฏิบัติกัน เมื่อไม่มีการปฏิบัติกัน การบรรลุธรรมขั้นต่างๆ
ก็เกิดขึ้นมาไม่ได้

.เมื่อไม่มีธรรม ก็ไม่สามารถที่จะเอาธรรมนี้ไปเผยแพร่ได้ ธรรมที่เผยแพร่นี้ ต้องเป็นธรรมจริง ธรรมแท้..

“ธรรมที่บรรลุจากการปฏิบัติเท่านั้น”

.ถ้าเป็นธรรมที่ได้จากการอ่านหนังสือพระไตรปิฎกนี้ ยังไม่ได้เป็นธรรมแท้ ยังเป็นชื่อของธรรม ยังไม่ได้เจอตัวธรรม

.เวลาแสดงธรรมนี้จะแสดงแบบคนตาบอดคลำช้าง เพราะว่าไม่ได้เห็นช้างทั้งตัว ไปคลำบางส่วน แล้วก็ไปว่าช้างเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้.
....................................
ธรรมะหน้ากุฎิ
16 ตุลาคม 2563
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี











“เมื่อใจไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ดี การงานก็ไม่ดี
ครอบครัวก็ไม่ดี ทำมาหากิน เล่าเรียนอะไรก็ไม่ดี
ชาวบ้าน ร้านตลาด ประเทศชาติ ก็ไม่ดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่อื่น ไม่ใช่ฟ้าอากาศไม่ดี
ใจเราไม่ดี”

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร







“ผู้หญิงก็เป็นพระได้ คือ ใจเป็นพระ
ใจละกิเลส ความโกรธได้ ใจไม่โกรธใคร
ใจวางเฉยได้ ใจไม่โลภอยากได้ของใคร
ยินดีพอใจ สันโดษในวัตถุข้าวของ ของตนเอง
เรียกว่าใจเป็นพระ”

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร









"กินแต่เนื้อก็เป็นยักษ์ กินแต่ผักก็เป็นค่าง

ดังนั้น พุทธบริษัท จึงกินแต่อาหารที่บริสุทธิ์
ปราศจากความหมายมั่นด้วยอุปาทานว่า
เป็นนั่น เป็นนี่

นอกจากเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ
ควรแก่การบริโภค ของบุคคลผู้ปรารถนา
ความเป็นอิสระจากกิเลส"

ท่านพุทธทาสภิกขุ








“อันธพาล และบัณฑิตตัวจริงนั้น
ไม่ใช่อยู่ที่มิตรภายนอกอย่างนั้น
มันอยู่ที่ใจของเราต่างหาก
มันเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง
ถึงคนอื่นจะเป็นพาลกันทั้งโลก
หากเราไม่คบพาลในตัวของเราแล้ว
เราก็ไม่เป็นพาลไปได้”

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี









"ความโกรธ ไม่ทำให้ใครเป็นสุข
มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์ ยิ่งโกรธง่ายโกรธแรง
ก็ยิ่งเป็นทุกข์บ่อย เป็นทุกข์มาก"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ









ทุกครั้งที่เราคิดว่า. เราจัดการคนนั้นคนนี้. แต่กิเลส. มันกำลังจัดการเรา.

ท่านพุทธทาส








"พระพุทธเจ้าท่านสอนให้ตบแต่งประดับประดาตัวเองด้วยศีลด้วยธรรม พวกเราประดับประดากันตั้งแต่เครื่องลูบไล้เครื่องของหอมต่าง ๆ เครื่องอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด คนคนหนึ่งนี้ยกไม่ขึ้นมีแต่เครื่องแต่งตัวเต็มไปหมด เครื่องแต่งใจไม่มี เสียตรงนี้นะ ให้พร้อมกันซิ ข้างนอกดูให้โก้หรูข้างในก็โก้หรูแล้วก็ใช้ได้ นี่โก้หรูแต่ข้างนอกข้างในเหมือนลิง

ท่านแสดงไว้ในธรรมมีข้อเปรียบเทียบ ท่านเทียบดอกไม้ คนที่มีรูปร่างขี้ริ้วขี้เหร่แต่เป็นคนดี น้ำใจดี น้ำใจดีคือตบแต่งภายในดี ข้างนอกถึงจะไม่สวยไม่งามก็ตาม คนนี้เป็นคนดี อีกคนหนึ่งรูปร่างสวยงามแต่น้ำใจไม่ดี อันนี้ก็เรียกว่าเป็นคนไม่ดี เทียบกับดอกไม้ที่สวยงามแต่ไม่มีกลิ่นหอม ดอกไม้ประเภทแรกนั้นไม่สวยงามแต่มีกลิ่นหอมก็ชวนชม ดอกไม้ประเภทที่สามนั้นทั้งไม่สวยไม่งามทั้งมีกลิ่นเหม็น นี่ไปที่ไหนโลกเขาแตกฮือ ๆ เขากลัว คนประเภทที่ว่าขี้ริ้วขี้เหร่ด้วย เป็นคนโหดร้ายทารุณ หาความดีไม่มีในใจด้วย คนประเภทนี้ไปที่ไหนโลกแตก ประเภทที่สี่ ทั้งรูปสวยรูปงามด้วย ทั้งจิตใจดี ความประพฤติหน้าที่การงานดี ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยไปหมด นี่เทียบกับดอกไม้ที่มีทั้งกลิ่นหอมด้วย ทั้งดอกก็สดสวยงดงามด้วย

ท่านเทียบไว้เวลาประพฤติตัวก็ให้เป็นประเภทดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม กลิ่นหอมภายในใจด้วย ส่วนรูปร่างกลางตัวของเรานั้นกรรมตกแต่งมาให้เรียบร้อยแล้ว เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นแหละรูปร่าง มีลักษณะอย่างไรก็เป็นไปตามรูปร่าง สดสวยงดงามหรือไม่สดสวยงดงามก็บุญแต่ง คำว่าบุญแต่งนี่ก็เรานั่นแหละแต่ง เราทำมาแต่ก่อนเป็นยังไง เวลาตกออกมาเป็นรูปร่างก็เป็นรูปลักษณะนั้น ๆ ไม่ค่อยเหมือนกัน"

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙









#มันมีมืดมันต้องมีสว่าง
เราต้องมีความเชื่ออย่างนั้น เราต้องเชื่อคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง เวทนาก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยงถ้าไม่ใช่อริยะบุคคลขึ้นไป
.
#ยังเป็นปุถุชนนี่อยู่นี้ อะไรก็ไม่เที่ยง #สุขก็ไม่เที่ยง #ทุกข์ก็ไม่เที่ยง #มืดก็ไม่เที่ยง #สว่างก็ไม่เที่ยง ถ้าเราขาดสติเมื่อไหร่ความสว่างก็ดับไป ถ้ามีสติอยู่ตลอดเวลาความมืดที่มีอยู่ก็ย่อมเกิดความสว่างได้ นี่คือการพิจารณาในการปฏิบัติ
.
เมื่อเราปฏิบัติผ่านมาแล้ว #หาวิธีหรือแนวทางที่จะเอาชนะสิ่งที่มันครอบงำจิตใจของเรานี้ให้มันได้ นี่เบื้องต้นในการปฏิบัติ

.
#แต่ถ้าจิตของเราเข้าสู่สมาธิได้แล้วเมื่อไหร่ ได้รับความสว่างเกิดขึ้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่จิตใจของเราก็จดจ้องอยู่ในสิ่งที่เล็กน้อย #ถึงจิตของเราจะรู้นิดเดียวเท่ากับปลายเข็ม_เราก็สำคัญอยู่กับความแหลมคมของจิต เหมือนกับดูปลายเข็มที่คอยสอดส่องแทรกอยู่ในความมืด ก็คือสติสัมปชัญญะของเรา ให้ดูอยู่อย่างนี้ นี่คือผู้มีความมุ่งมั่นปฏิบัติ มีความเพียร มีความพยายาม มีสติ มีวิริยะ มีขันติ ประคับประคองกันอยู่อย่างนี้
.
นี่จิตถูกขัดเกลาอยู่อย่างนี้ กลั่นกรองอยู่อย่างนี้ #ความประเสริฐยิ่งก็จะเกิดขึ้นที่เรียกว่าธรรมะเกิดขึ้น ธรรมะเกิดขึ้น ที่เรียกว่าความประเสริฐเกิดขึ้นน่ะน่าอัศจรรย์ใจเกิดขึ้น คือเกิดความรู้
.
#ความรู้นี้เกิดขึ้นจากความเห็น ครั้งแรกเราเห็นความมืด ความเจ็บ ความปวด เมื่อจิตของเรารวมเข้าไปแล้วมันจะวางความมืด มันจะวางความเจ็บความปวดที่เรียกว่า “เวทนา” ทั้งหลาย เมื่อจิตมันวางแล้ว จิตมันจะประคองอยู่กับอารมณ์ที่เกิด
.
#ความรู้คือแสงสว่าง
แสงสว่างอันนี้ ถ้าเป็นพระอริยะบุคคลก็ถือว่าเกิด “ญาณ” คือความรู้แจ้งขึ้นภายในดวงจิต จากที่เราไม่เคยมีไม่เคยเกิดไม่เคยเป็น ถ้ามันมีมันเกิดมันเป็นขึ้นมาแล้วเราก็จะมีความสุข จิตของเรา อารมณ์ของเราก็จะมีความสุข อยู่กับสิ่งที่เรารู้เราเห็นนี้
.
#ความสุขอันนี้จะทำให้เราเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า จากที่เราเคยกำหนดนั่งสมาธิ 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง เราจะไม่ได้กำหนดดูเวลา ไม่ได้กำหนดว่าเท่านั้นชั่วโมงเท่านี้ชั่วโมง ถ้าจิตของเราไม่ถอนจากความรู้ตัวนี้เมื่อไหร่ จิตของเราก็จะยาวนานไป เวลาหลายชั่วโมง เจ็ดแปดชั่วโมง เก้าชั่วโมง สิบชั่วโมง เหมือนกับสิบนาที ห้านาที นี่คือความสุขที่เกิดขึ้นกับการภาวนา ถึงแม้ว่าเวลาจะยาวนานแต่เหมือนกับว่าสั้นนิดเดียว

หลวงปู่ไมแสดงธรรมในงานหลวงปู่อุ่นหล้า 6 พฤษภาคม 2561










#ให้เอา_พุทโธ_เป็นอารมณ์ของจิตไปก่อน

"เมื่อบริกรรม พุทโธ จนจิตเป็นสมาธิแล้วให้วาง พุทโธ แล้วกำหนดผู้รู้คือจิต

เมื่อพักอยู่ในความสงบพอควรแล้ว ให้ถอนจิตขึ้นมากำหนดพิจารณากายเพียงส่วนใดส่วนหนึ่งก่อน พิจารณาอยู่จุดเดียวจนเกิดความชำนิชำนาญแล้วจึงขยายต่อไปสู่ส่วนอื่นจนทั่วทุกส่วนของร่างกาย

เบื้องบนตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา พิจารณาให้รู้ให้เข้าใจหมดสงสัยทั้งกายตนกายผู้อื่น ทั้งหญิงทั้งชาย พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงในไตรลักษณ์อย่าให้จิตส่งออกภายนอกกาย

เอากายนี้เป็นเป้าหมายในการพิจารณา เอากายนี้เป็นมรรค เอากายนี้เป็นผล

ถ้าผู้ปฏิบัติส่งจิตออกรู้ภายนอกจากายนี้ เป็นการปฏิบัติที่ผิดทาง

การเจริญภาวนาโดยยึดเอาอายตนะภายใน ๖ อย่าง มาเป็นอารมณ์เพื่อทำให้ใจสงบ การพิจารณาต้องน้อมนำเข้ามาสู่ภายใน พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงแล้วก็จะวางเอง

#หลวงปู่มั่น_ภูริทตฺโต ได้กล่าวไว้ว่า...

"เหตุก็ของเก่านี้แหละ แต่ไม่รู้ว่าของเก่า"

"ของเก่านี้ได้แก่ ขา แขน ตา หู จมูก ลิ้น กาย เมื่อเวลาปฏิบัติภาวนาก็ให้พิจารณาอันนี้แหละให้รู้แจ้งภายใน นักปฏิบัติต้องพิจารณาตรงที่ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ให้พิจารณากาย พิจารณาใจ ให้เห็นให้เกิดความเบื่อหน่าย ผู้ปฏิบัติต้องน้อมเข้าหาสมมุติ ให้เกิดเป็นวิมุตติ พิจรณาให้รู้แจ้งสมมุติให้เกิดเป็นวิมุตติ พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้อันนี้ ให้เห็นถึงของเก่าซึ่งไม่จิรัง ยั่งยืน จะต้องผุ เน่า เปื่อย ไปในที่สุด.. "

#หลวงปู่แหวน_สุจิณฺโณ











ทุกข์มันจะแสนสาหัสขนาดไหน. เราก็จะเป็นเพียงผู้รู้ผู้เห็น

หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 12 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร