วันเวลาปัจจุบัน 14 เม.ย. 2024, 01:42  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 พ.ย. 2023, 05:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5091


 ข้อมูลส่วนตัว


"เวลาในชีวิตของคนเรามันมีน้อย
วัน เดือน ปี มันเคลื่อนคล้อยลอยไป
ชีวิตเราก็ใกล้เข้า ขยับเข้าจ่อปากมัจจุราช
ทุกๆ ที เราจะมัวหลงมัวเพลิน อะไรกันอยู่?
ทานก็ดี ศีลก็ดี ภาวนาก็ดี อะไรที่ยังไม่ได้ทำ
ก็ให้พากันทำเสีย หากเวลาในชีวิตหมดลงแล้ว
จะย้อนกลับมาทำอีกไม่ได้"

หลวงปู่ขาว อนาลโย






"คนเรา คิดเรื่องอะไรบ่อยๆ
จิตใจของเราจะชินกับความคิดอย่างนั้น
และคล่องในความคิดเช่นนั้นกลายเป็นนิสัย

ถ้าเราคิดไปในทางอิจฉาพยาบาทบ่อยๆ
เราจะกลายเป็นคนอิจฉาพยาบาท
ถ้าเราคิดไปในทางให้อภัย เราก็จะกลายเป็น
ผู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อใคร

เราจึงต้องพยายามป้องกันภัย
ไม่ให้ชินในสิ่งเสื่อมเสีย
และพยายามสร้างความเคยชินในสิ่งดีงาม
ถึงแม้ว่าจะไม่หลุดพ้นจากกิเลสโดยสิ้นเชิง
มันก็ยังเป็นประโยชน์ต่อชีวิตเรามาก"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ







"...ชีวิตของคนเรามันขึ้นอยู่กับกฎของกรรม ยกตัวอย่าง
เช่น สามี-ภรรยา เวลาแต่งงานกันรักกันยังกับจะกลืนกิน
ไปๆ มาๆ ขอแยกทางกัน แล้วมันเป็นไปได้อย่างไร อันนี้
ก็คือกฎของกรรม

เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า ให้พิจารณา
เสมอว่า เรามีกรรมเป็นของๆ ตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล
มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็น
ที่พึ่งอาศัย เราจะทำกรรมอันใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
เราจะได้รับผลของกรรมนั้นแน่นอน อันนี้คือกฎเกณฑ์
ที่พระพุทธเจ้าท่านรู้แจ้งชัดเจนมา

เหตุบังเอิญไม่มีในโลก ทุกอย่างล้วนถูกจัดสรรตามเหตุ
และผล เปลี่ยนแปลงได้ด้วยบุญกุศล..."

#ที่มา หนังสือ ฐานิยปูชา ๒๕๖๐ หน้า ๓๖ - ๓๗
พระราชสังวรญาณ ( หลวงพ่อพุธ ฐานิโย )





. การปฏิบัติธรรมจริงๆ ก็คือการศึกษาธรรมะนั่นเอง ธรรมะก็คือกายกับใจ กายเรียกว่ารูปธรรม ใจเรียกว่านามธรรม ให้เราศึกษากาย ศึกษาใจ ศึกษาไปเรื่อย ตามดูว่าความเป็นจริงของกายเป็นยังไง ความเป็นจริงของใจเป็นยังไง ตัวความเป็นจริงนั่นแหละ ตัวธรรมะ ถ้าเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ ก็คือเข้าถึงธรรมะ

ถ้าวันใดเข้าใจธรรมะแล้ว เห็นว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเรา อันนี้แหละที่เรียกว่ามีดวงตาเห็นธรรม พระโสดาบันมีดวงตาเห็นธรรม คือได้เห็นความจริงว่ากายกับใจไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี…”

คำสอนหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
วัดสวนสันติธรรม จ.ชลบุรี







พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า การฆ่าความโกรธ ดีที่สุด ถ้าหากว่าคนมีความโกรธอยู่ในใจ คนนั้นจะเป็นผู้เศร้าหมองในใจลึกๆ เพราะว่ามันมีมลทิน ความโกรธ รากมันเป็นพิษ แต่ยอดมันหวาน เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตาม ชนะความโกรธ หรือฆ่าความโกรธได้ อยู่เป็นสุข ไม่เศร้าโศกอีกต่างหาก นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญในการฆ่าความโกรธ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้ใดก็ตามมีขันติ คือความอดทน แล้วก็ไม่โกรธ ผู้นั้นแลเป็นผู้มีกำลังอยู่ในจิตใจอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นต้องดูใจ อย่าให้มีความโกรธ เหยียบย่ำทำลายใจตัวเอง คนที่มีอารมณ์โมโหในจิตในใจ จิตใจมันขุ่นมัวแล้ว...จะหาความสุขได้ที่ไหน เสียใจในภายหลังอีกต่างหาก มีความเศร้าโศกในใจอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นการไม่โกรธ ดีที่สุด ต้องมีเหตุผล ก่อนที่จะคิดจะทำอะไร ก่อนที่มันจะโกรธก็รู้ว่า อย่าโกรธนะ อย่าโกรธ ต้องรู้ไว้ก่อน

แต่หลวงพ่อได้สังเกตดูนะ คนที่มีปัญญา ชอบมีขี้โกรธ ถ้าว่าคนโง่ๆซื่อๆเซ่อๆนี้ จะไม่ค่อยโกรธใคร ถ้าโกรธออกมามันก็ไม่น่าดูอีก เพราะฉะนั้นมันก็เลยไม่โกรธ แต่ว่าถ้าตัวเองมีปัญญา เห็นคนอื่นทำงุ่มๆ ง่ามๆ ก็เลยไม่พอใจหงุดหงิด แต่ตามที่จริง มันก็ไม่ถูกอีกเหมือนกัน ปัญญากับโกรธมันไปด้วยกัน คือใจมันเร็วนะ กระแสใจมันเร็ว มันพุ่งจุ๊ด...ออกไปเลย โดยมากมันห้ามไม่ทัน เบรคไม่ทัน เพราะมันเบรกไม่ทัน มันก็เลยถลำออกไปทางอารมณ์ร้อน เพราะฉะนั้นพวกเราต้องสังเกตตัวเองให้มากๆ ถ้ามีสติ มีเบรคอยู่ในจิตในใจแล้ว จะคิดอะไรออกมา จะพูดอะไรออกไป จะแสดงอะไรออกไป ต้องให้รอบคอบ ไปอยู่ ณ สถานที่ใด อยู่กับใคร มีแต่ความสงบร่มเย็นเป็นสุข แต่ถ้าหากว่าเรามีแต่ปล่อยหมัดปล่อยมวยออกไป ปล่อยวาจาออกไป อมขี้เป่าออกไป ก็คือขี้โกรธ ถ้าอมขี้เป่าออกไป ขี้โลภ ขี้หลง สรุปแล้วก็คือ ในตัวของเรามีแต่ขี้ ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง อยู่ในจิตในใจ

เพราะฉะนั้นเราจะชำระกายใจของเรา ได้ด้วยอย่างไรต้องใช้ธรรมะเข้ามาชำระจิตใจ จึงจะหายโลภ โกรธ หลง เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ขึ้นมาได้ ถ้าใจบริสุทธิ์ ใจหมดจดจากกิเลสนั้นล่ะ อยู่ ณ สถานที่ใด มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข ณ สถานที่นั้นๆ

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา "ฆ่าความโกรธ"
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๔๙






พอใจหยุดเสียได้เท่านั้นแหละ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ติเตียน ทุกข์ ไม่กระทบกระเทือนแล้ว...”

“...ใจหยุดเสียแล้ว วิรชํ ปราศจากความขุ่นมัว วิรชํ ปราศจากธุลี เศร้าหมองก็ไม่มีแก่ใจ เพราะใจหยุดเสียแล้ว ไม่เศร้าหมองไม่ขุ่นมัวแต่อย่างใดอย่างหนึ่งเลยทีเดียว...”

ท่านยังกล่าวอีกด้วยว่า ถ้าใครทำใจให้หยุดได้แล้ว บุคคลนั้นก็ถึงซึ่ง "มงคล" ถ้าทำใจหยุดไม่ได้ก็เป็น "อัปมงคล"

โอวาทธรรมหลวงปู่สด จันทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ จ.สมุทรปราการ






#เรื่องของโลก_เรื่องของธรรม

" เรื่องของโลก..ตะเกียกตะกายเพื่อแสวงหา
เรื่องของธรรม..ตะเกียกตะกายเพื่อละเพื่อปล่อยวาง เพื่อถอดถอน คำว่าตะเกียกตะกายอะไรในโลกไม่มีอะไร

พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บรรยายอะไรมาก สรุปก็คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ที่หัวใจเป็นโลกตะเกียกตะกาย แสวงหาไขว่คว้า เห็นว่าได้สิ่งเหล่านี้แล้วเป็นได้สิ่งที่ประเสริฐ

เรื่องของธรรม ละเลิก ถอดถอนสิ่งเหล่านี้ คิดที่จะเลิกสิ่งเหล่านี้ ก็เป็นความคิดที่น่ายกย่อง เลิก ละ ถอดถอนได้เป็นเรื่องประเสริฐสุด "

พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร ( หลวงปู่แบน ธนากโร )
วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร






ในการปฏิบัติสมถกรรมฐานนั้น เมื่อผู้ที่ปฏิบัติภาวนาจิตใจสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิได้แล้ว ถ้าบังเกิดนิมิต (คือเห็นรูป ได้ยินเสียง หรือแม้แต่อาการใด ๆ ก็ตามในขณะที่จิตสงบนั้น) แล้วอาจลุ่มหลงได้...

ธรรมิกของหลวงปู่ตื้อคือหลวงปู่บุญทัน ซึ่งหลวงปู่ตื้อเคยเดินธุดงค์อยู่บริเวณเชียงใหม่ด้วยกัน ท่านทั้งสองจึงสนิทสนมกันดี สมัยหนึ่งหลวงปู่บุญทันเร่งความเพียรภาวนาอย่างหนัก ความรู้ที่ได้จากสมถวิปัสสนาทำให้ท่านมั่นใจว่า ท่านได้สำเร็จอรหันต์หมดซึ่งกิเลสแล้ว (ซึ่งจริง ๆ แล้วท่านเข้าใจผิด เนื่องมาจากอาการวิปลาสจากการภาวนา หรือวิปลาสเนื่องมาจากวิปัสสนูปกิเลส)

เมื่อท่านคิดว่าท่านสำเร็จอรหันต์แล้ว ท่านจึงอยากจะออกไปติดตามหาหลวงปู่มั่น พบว่าท่านอยู่ที่เชียงใหม่ เมื่อเจอหลวงปู่มั่นแล้ว หลวงปู่บุญทันก็เข้าไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่นแล้วจึงกราบเรียนอย่างถ่อมตัว ว่า

"สำคัญว่า ...กระผมเดินทางมาทางอากาศ"

หลวงปู่ตื้อซึ่งนั่งอยู่ด้วย ก็ออกไปยืนแหงนหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ทำท่าราวกับมองหาหลวงปู่บุญทันบนท้องฟ้า แล้วพูดด้วยเสียงดังลั่นว่า

"โน่น ! พระอรหันต์ผีบ้า พระอรหันต์โลกีย์ พระอรหันต์เวียนว่ายตายเกิด มาแล้วโว้ย
โน่นเหาะมาแล้ว!"

อรรถาธิบาย :: หลวงปู่ตื้อพูดแรง ๆ เพื่อยุให้หลวงปู่บุญทันโกรธ เมื่อหลวงปู่บุญทันโกรธแล้ว ก็จะคลายอาการวิปลาสได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่พระอาจารย์ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นทั้งหลายใช้กันเป็นปกติ

(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็เคยใช้วิธีแบบนี้กับลูกศิษย์ที่ปฏิบัติความเพียรอย่างหนักจนเกิดอาการวิปลาสขึ้น)

...อุบายธรรมหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม...







..คนมีทานแล้วก็ให้รู้จักเข้าใจในทาน เมื่อเข้าใจในทานแล้วก็เป็นหน้าที่รับรองว่าเป็นผู้ที่มีศีล ถ้าเป็นผู้มีศีลดีแล้วก็เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ผู้นั้นหากได้ทำจิตใจให้สงบระงับเป็นสมาธิได้ง่าย เพราะมีศีลเป็นเครื่องรับรอง เมื่อจิตใจสงบแล้วก็มีปัญญารู้จักทางถูกทางผิด อันไหนทำผิดทำให้เกิดทุกข์ก็ให้ลดละปล่อยวาง อันไหนทำแล้วทำให้มีความสุขเกิดขึ้นแก่ตนและบุคคลอื่น เรียกว่าเราทำในทางที่ถูกในชีวิตของเรา เป็นชีวิตที่ดำเนินไปในทางคุณงามความดี ก็ปลื้มปิติยินดีในศรัทธาญาติโยมที่มีความตั้งใจ ยังไงๆก็มีคุณงามความดีเป็นที่พึ่งของตนเองเอาไว้แล้ว ก็เลยใจไม่หวั่นไหว ใจมีความสุข เรียกว่าบุญ..

..#โอวาทธรรมหลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป..
วัดอรัญญวิเวก ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่






#ปัจฉิมโอวาทขององค์หลวงปูมั่น_ภูริทัตโต

"..ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง
...ศาสนาทางมิจฉาทิฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย
...ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่แก่ธรรมดังไฟที่กำลังใหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ.."









"...บางคนพูดว่า #ดูจิตยาก โธ่ ยากอะไร ทุกคนดูเป็น
อยู่แล้ว โกรธเป็นไหม โกรธก็เป็นใช่ไหม เพียงแต่ตอน
โกรธไม่รู้ว่าใจกำลังโกรธ จะไปมองแต่คนที่เราโกรธ
โลภเป็นไหม โลภก็เป็นใช่ไหม รู้จักไหม โลภเป็นยังไง
รู้จักทุกคนแหละ อยากโน่นอยากนี่ แต่ตอนอยากนั้น
ไม่ยอมดูว่าใจกำลังอยาก จะไปดูแต่ของที่อยาก
อย่างอยากได้โทรศัพท์มือถือใหม่ ก็ไปดูที่โทรศัพท์
ใจอยู่ที่โทรศัพท์ ทั้งๆ ที่การรู้ทันจิตใจตนเองไม่ใช่
เรื่องยากเลย

ถ้าจะรู้แบบง่ายๆ ไม่ต้องรู้อะไรซับซ้อน ให้รู้ความรู้สึก
สุข รู้ความรู้สึกทุกข์ รู้ความรู้สึกเฉยๆ ๓ อย่างนี้ รู้เข้าไป
ตลอดชีวิตเลยก็ได้ รู้จนวันหนึ่ง จิตมันแจ้งขึ้นมาว่า
สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว เฉยๆ ก็ชั่วคราว ถ้าแจ้ง
ขึ้นมาถึงตรงนี้ เราใกล้กับมรรคผลนิพพานเต็มทีแล้ว
เพราะจิตเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญา..."

#โอวาทธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕







#ธรรมะคือหน้าที่.

มือมีไว้สำหรับทำงานต่าง ๆ ที่เป็น
ประโยชน์แก่ตนแก่ท่าน.
มิใช่มีไว้สำหรับชกปากคนอื่น หรือ
สำหรับชี้หน้าใครผู้ใดผู้หนึ่ง.

ตามีไว้สำหรับดู มิได้มีไว้สำหรับค้อน
ควักใคร ๆ .
การดูก็ต้องดูแต่สิ่งที่จักเกิดความเข้า
ใจจริง มิใช่ดูเพื่อหาช่องทางทำลาย
ใคร ๆ.

หูมีไว้สำหรับรับเสียงที่เขาพูดให้เราฟัง
และให้เราทำดีตามเสียงนั้น.
ถ้าเสียงไม่ดี ฟังแล้วไม่สบายใจ ไม่เป็น
ประโยชน์แก่เรา ๆ ก็อย่าใช้หูฟัง.

จมูกมีไว้สำหรับลมหายใจเข้าออกโดย
เฉพาะเท่านั้น.
แต่ถ้าใครอุตริเอาจมูกไปเที่ยวหอมใคร
ที่เราไม่มีสิทธิ์จะหอม ก็เรียกว่าใช้จมูก
เกินหน้าที่ ทำให้เดือดร้อนในภายหลัง.

ปากมีไว้สำหรับรับอาหารเข้าไป สำหรับ
พูดจาสนทนากัน.
ปากมีหน้าที่พูดคำจริง คำอ่อนหวาน คำ
สมานสามัคคี คำที่เป็นประโยชน์.
แต่ถ้าปากพูดโกหก พูดคำหยาบ พูดคำ
ที่ทำให้คนแตกร้าวจากกัน พูดเหลวไหล
ไม่เป็นแก่นสาร ก็เรียกว่าถูกลงโทษจน
ปากแตกกินน้ำพริกไม่ได้ หรือบางที่ฟัน
ร่วงจากปากก็มี.
นี่เป็นเพราะใช้ปากพูดเรื่องของคนอื่น
อันไม่มีประโยชน์แก่ตนเลย แต่เพราะมี
นิสัยชั่วเท่านั้น.
อย่างนี้ไม่ดี เป็นการทำนอกเหนือหน้า
ที่ของตนไป...

หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ.


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร