วันเวลาปัจจุบัน 07 ม.ค. 2026, 07:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 05:25 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5453


 ข้อมูลส่วนตัว


“..จงเอาพระพุทธเจ้าฝังเข้าไปในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเสมอ บุคคลนั้นจะไม่พบกับความทุกข์ยากลำบากใจ เหมือนดังที่เขากล่าวกันไว้ว่า นิมนต์พระเข้าไปในบ้านละมัน สบ๊าย สบาย

ไม่เหมือนกับเชิญคนเข้าไปในบ้านเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระท่านไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้ใครๆ มีแต่จะให้ความดีความสุขและความเย็นอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ดี ซึ่งเข้าไปในบ้าน ก็มักจะทำความเดือดร้อนให้เสมอ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







สิปีใหม่หรือปีเก่า กะบ่สำคัญดอก
มันอยู่ที่จิตเฮาเนาะ กายดีวาจาดีใจดี
มหาดู๋ มหาหมั่น มหาอด
กินกะบ่บก จกกะบ่ขาด
เฮ็ดหยังกะให้ทรัพย์ยังมาๆๆ
เฮงๆรวยๆ ทุกคนเด้อ

โอวาทธรรม หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต
วัดเขาตาเงาะอุดมพร






"...เฮาอยู่กับครูบาอาจารย์
มาอยู่เพื่อให้ท่านอบรมสั่งสอน
เพิ่นเว้า เพิ่นสอน ก็ให้ฟัง ให้ใส่ใจ
น้อมนำมาพิจารณาใส่ตนเองอยู่เสมอๆ

บ่แม่นสิไปดื้อ ไปค้านเพิ่นตลอด
เพิ่นเว้า เพิ่นด่า เพิ่นว่า กะเคียดขมไปเบิด
แบบนี้เรียกว่า พวกหัวดื้อ ใช้บ่ได้

ผมอยู่กับหลวงปู่ครูบาอาจารย์มา
เวลาเพิ่นใช้สอย ใช้งาน บอกกล่าว
บ่ได้ให้เพิ่นเว้าถึงสองครั้งดอก
ครั้งเดียวให้รู้ทันที ให้ไปทันที
มีสติรู้ระลึกในความเคารพอยู่เสมอ

ทุกมื้อนี้มันบอกกันยาก เว้ากันยาก
พระเณรก็ดี ฆราวาสญาติโยมก็ตาม
มีเเต่พวกเก่งๆ มาอยู่กับครูบาอาจารย์
เว้าบ่ฟังกันล่ะ มีแต่ภูมิรู้สูงๆ ทั้งนั้น

มันกำลังหลงในทิฏฐิเจ้าของบ่รู้โต
จนลืมไปว่า มาอยู่กับครูบาอาจารย์เพื่อหยัง
หรือมาอยู่เพื่อพอกพูนกิเลสใส่ตนเอง
มาอยู่เพื่อกอบโกยเอามานะทิฏฐิให้เพิ่มขึ้น
จนบอกไม่ได้ ใช้ไม่ฟัง กันแล้วทุกมื้อนี้
นี่..ให้พากันพิจารณาแน่เป็นหยังล่ะ..."

หลวงปู่เผย วิริโย
วัดถ้ำผาปู่ ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย







“..จงเอาพระพุทธเจ้าฝังเข้าไปในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเสมอ บุคคลนั้นจะไม่พบกับความทุกข์ยากลำบากใจ เหมือนดังที่เขากล่าวกันไว้ว่า นิมนต์พระเข้าไปในบ้านละมัน สบ๊าย สบาย

ไม่เหมือนกับเชิญคนเข้าไปในบ้านเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระท่านไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้ใครๆ มีแต่จะให้ความดีความสุขและความเย็นอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ดี ซึ่งเข้าไปในบ้าน ก็มักจะทำความเดือดร้อนให้เสมอ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )







เรื่อง​ "เจริญเมตตาพรหมวิหาร​ เพิ่มคุณภาพจิต​"

(คติธรรม หลวงปู่ทิวา อาภากโร)​

จิต ที่มีคุณภาพสูงเป็นจิตที่มีความสุขมากกว่าปกติเป็นจิตที่ประกอบไปด้วยกุศล ไม่คิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ปรารถนาความสุขให้แก่ตนเองและผู้อื่น ตรงกันข้ามกับจิตที่มีคุณภาพต่ำ เป็นจิตที่ประกอบไปด้วยอกุศลเป็นส่วนมาก ทำตนเองให้เป็นทุกข์ แล้วก็แผ่กระจายความทุกข์นั้นไปให้ผู้อื่น ทั้งที่โดยเจตนาและไม่เจตนาก็ตาม

พระอริยเจ้าทุกพระองค์ นับตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จิตของท่านมีคุณภาพสูงกว่าจิตของปุถุชน เพราะท่านมีความเมตตาเป็นวิหารธรรม คือ เป็นเครื่องอยู่ ฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้มีความสุขมากกว่าปุถุชนธรรมดา พวกเราถึงแม้ว่ายังเป็นปุถุชนอยู่ แต่ถ้าเจริญเมตตาพรหมวิหารเป็นประจำ เราก็จะเป็นผู้ที่มีความสุขมากกว่าปกติ ต่างกันแต่ว่าพระอริยเจ้าท่านมีเมตตาเป็นอัตโนมัติเกิดขึ้นเป็นประจำไม่มี การเสื่อม สำหรับปุถุชนต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นทำให้มีขึ้นและต้องพยายามรักษาไว้ไม่ ให้เสื่อมด้วย

เมตตาพรหมวิหารนี้ ถ้าเกิดขึ้นแล้ว ความเป็นผู้มีศีล คือไม่คิดเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น คิดปรารถนาความสุขให้แก่ตนเองและผู้อื่นก็เกิดขึ้นด้วย อยู่ที่ใดไปที่ใดก็มีแต่ความเยือกเย็นเป็นสุข

เมตตาพรหมวิหารนี้ ถ้าทำให้มากเจริญให้มาก ย่อมแก้กรรมได้ กรรมที่ทำแล้วถ้าหนักก็อาจจะเบาบางลงได้ ถ้ากรรมนั้นพอประมาณก็อาจจะจางหายไปได้ ผู้ที่จะบำเพ็ญความดีจนบรรลุถึงความเป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป จำเป็นต้องสร้างบารมี คือ ทำคุณสมบัติ ๑๐ ประการให้เกิดขึ้นให้มีขึ้นกับตนเองก่อน คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา

เมตตาเป็นบารมีอันหนึ่ง ซึ่งจำเป็นจะต้องสร้างให้เกิดขึ้น ให้มีขึ้นกับตน การเจริญเมตตาพรหมวิหาร ทำให้เมตตาบารมีของเราเพิ่มขึ้น...... เพิ่มขึ้น

เมตตาพรหมวิหารแก้ผลเสียบางอย่างของการภาวนาได้ การทำสมาธิภาวนาในระบบใดก็ตาม จะใช้อะไรเป็นกรรมฐานก็ตาม จะมีอยู่อีกจุดหนึ่งที่จิตของเราสงบ ต้องการความสงบและอยากอยู่ในที่สงบ แต่สิ่งแวดล้อมก็เป็นไปตามปกติของเขา เช่น เราอยู่ในบ้าน แต่ก่อนเรายังไม่ภาวนา คนในครอบครัวทำเสียงดัง เราก็รู้สึกเป็นของธรรมดา แต่เมื่อเราภาวนา ถึงจุดที่มีความสงบ ต้องการความสงบ และอยากอยู่ในที่สงบแล้ว บางครั้งเราอาจจะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญเสียง แล้วไปโทษสิ่งแวดล้อมว่าทำให้เกิดความไม่สงบ แต่ถ้าเราเจริญเมตตาพรหมวิหารแล้ว เราจะไม่ไปโทษสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่จะรู้สึกเมตตาทุกคนเสมอกันหมด และสามารถปรับความรู้สึกของเราให้เป็นปกติได้ ไม่ยากนัก เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก สังคมที่ขาดเมตตา คือ สังคมของสัตว์ป่า สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก สัตว์ที่แข็งแรงเบียดเบียนสัตว์ที่อ่อนแอ มีแต่ความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา ตัวเรา ครอบครัวและในสังคมส่วนย่อย ถ้าปราศจากเมตตาไปแล้วก็จะเดือดร้อน เป็นทุกข์หวาดระแวง เช่นเดียวกันถ้ามนุษย์เราขาดเมตตา สังคมมนุษย์ต้องแย่ยิ่งกว่าสังคมของสัตว์เสียอีก เพราะมนุษย์ทุกวันนี้มีอำนาจในทางวัตถุมาก ถ้าเอาอำนาจนี้มาใช้ในทางเบียดเบียนกัน ทำลายกันโลกก็คงอยู่ไม่ได้แน่ ที่โลกยังอยู่ได้เพราะมนุษย์เรายังมีเมตตาต่อกัน แม้จะอยู่ในวงจำกัดก็ตาม

ถ้า มนุษย์เรามีเมตตาแผ่กว้างไปมากเท่าไร โลกก็จะน่าอยู่มากขึ้น สิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เมตตาจึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ค้ำจุนโลกให้คงอยู่ได้ ฉะนั้นโบราณจารย์ท่านจึงให้แผ่เมตตาทุกค่ำเช้า หลังจากไหว้พระสวดมนต์เสร็จแล้ว

อานิสงส์ของการเจริญเมตตามีดังนี้
๑. ตื่นก็เป็นสุข
๒. หลับก็เป็นสุข
๓. ไม่ฝันร้าย
๔. เป็นที่รักของมนุษย์
๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ อมนุษย์นี่หมายถึง เทวดา ผี และสัตว์ทั้งหลายด้วย
๖. เทวดารักษา ผู้ใดที่เทวดารักษา ผู้นั้นเจริญรุ่งเรืองไม่ตกต่ำ
๗. ไม่เป็นอันตรายด้วยไฟ ยาพิษ และศาสตรา
๘. จิตจะเป็นสมาธิอย่างรวดเร็ว ถ้าเราแผ่เมตตาแล้วทำสมาธิต่อ จิตจะเป็นสมาธิเร็วกว่าปกติ
๙. สีหน้าจะผ่องใส ดีกว่าตกแต่งด้วยเครื่องสำอาง
๑๐. ก่อนจะตายจะมีสติไม่หลงตาย การหลงตายคือ เพ้อ หรือโกรธ จิตเป็นอกุศล เพราะฉะนั้น ทุกข์คติ จึงเป็นไปในเบื้องหน้า
๑๑. เมื่อไม่บรรลุนิพพาน ย่อมเป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก








รัตนะแห่งใจ
พระอาจารย์ชยสาโร
...
การสิ้นสุดเกิดขึ้นตลอดเวลารอบตัวเรา
ทั้งสิ้นสุดในเรื่องใหญ่ และสิ้นสุดของสิ่ง
เล็กน้อย สิ้นสุดอย่างค่อยเป็นค่อยไป
และสิ้นสุดอย่างกระทันหัน
การสิ้นสุดตามธรรมชาติเกิดขึ้นคล้ายกับ
ละอองหิมะบนภูเขา ค่อยๆ ละลายหายไป
การสิ้นสุดไม่เป็นธรรมชาติก็เช่นการสิ้นสุด
ของปฏิทินรอบปี แต่ถึงแม้ว่าจะต้องฝืน
ความรู้สึกอยู่บ้าง เราไม่ควรลืมการพิจารณา
การสิ้นสุด เพราะเมื่อมองผ่านพ้นความเศร้า
จากการพลัดพรากในตอนต้น เราจะได้
ความรู้เท่าทันและความเป็นกลาง ซึ่งเป็นพลัง
ช่วยป้องกันจิตใจไม่ให้หลงใหลกับของใหม่
การได้ระลึกรู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมดับไป
เป็นยอดรัตนะของจิตใจ ...






"...การศึกษาธรรมด้วยการอ่านการฟัง
สิ่งที่ได้ก็คือ สัญญาความจำ การศึกษา
ธรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ สิ่งที่เป็นผล
ของการปฏิบัติคือ ภูมิธรรม

การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อ
ความละ เพื่อความคลายกำหนัดยินดี
เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์
วิมาน หรือแม้พระนิพพาน ก็ไม่ต้องตั้ง
เป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไป
เรื่อย ๆ ไม่ต้องอยากเห็นอะไร เพราะ
นิพพานมันเป็นของว่าง ไม่มีตัวตน หาที่
ตั้งไม่มี หาที่เปรียบไม่ได้ ปฏิบัติไปจึงจะ
รู้เอง เห็นเอง

ผู้ที่ปฏิบัติที่แท้จริงนั้น ไม่จำเป็นต้องคำ
นึงถึงชาติหน้าชาติหลัง หรือนรก สวรรค์
อะไรก็ได้ให้ตั้งใจปฏิบัติให้ตรงศีล สมาธิ
ปัญญา อย่างแน่วแน่ก็พอ ถ้าสวรรค์มีจริง
ถึง ๑๖ชั้นตามมตำรา ผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อม
ได้เลื่อนฐานะของตน โดยลำดับ หรือถ้า
สวรรค์นิพพานไม่มีเลย ผู้ปฏิบัติดีแล้วใน
ขณะนี้ก็ย่อมไม่ไร้ประโยชน์ ย่อมอยู่เป็น
สุข เป็นมนุษย์ชั้นเลิศ..."

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล








บางครั้งต้องอาศัยบุญช่วย
“พระพุทศาสนา ไม่ใช่เรื่องของการอ้อนวอน ร้องขอ หรือให้กันได้
ทุกคนจะต้องทำด้วยตัวของตัวเอง
จึงจะได้รับผล เหตุนั้นท่านจึงสอน
ให้พากันทำบุญ
เพราะบุญเป็นสิ่งที่จะอำนวยผล
ให้สำเร็จได้ตามความปรารถนา

ลองสังเกตุดูซิ บางคนทำอะไร
ก็ทำสำเร็จไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง

บางคนก็ทำอะไรไม่สำเร็จเลย
ทำโน่นก็ไม่สำเร็จ ทำนี่ก็ไม่สำเร็จ
ก็เพราะบุคคลนั้นไม่มีบุญช่วย

พระพุทธเจ้า จึงทรงสรรเสริญ
คนที่ทำบุญบ่อย ๆ มาก ๆ ว่า เป็นคนดี
จะคิดทำอะไรก็สำเร็จดังใจนึก
เป็นคนมีความสุข”

พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
(#️ท่านพ่อลี_ธัมฺมธโร)
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ







“..จงเอาพระพุทธเจ้าฝังเข้าไปในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเสมอ บุคคลนั้นจะไม่พบกับความทุกข์ยากลำบากใจ เหมือนดังที่เขากล่าวกันไว้ว่า นิมนต์พระเข้าไปในบ้านละมัน สบ๊าย สบาย

ไม่เหมือนกับเชิญคนเข้าไปในบ้านเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระท่านไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้ใครๆ มีแต่จะให้ความดีความสุขและความเย็นอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ดี ซึ่งเข้าไปในบ้าน ก็มักจะทำความเดือดร้อนให้เสมอ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






พระพาหิยะ ผ่านมาเป็นฆราวาส พอพระบรมศาสดามองเห็น ทราบแล้ว เออ โยมคนนี้จะสำเร็จปฏิสัมภิทา ๔ ในขณะนี้ เขาจะถามเราอย่างนั้น เราจะตอบเขาไปอย่างนี้ เขาจะเข้าใจอย่างนั้น พระบรมศาสดาพอมองเห็นพั่บเดียว รู้จักเลย เพราะกระแสธรรมขององค์ท่านแข็งแกร่ง ทีนี้โยมคนนั้นก็บอกว่า

พระบรมศาสดาเทศน์ให้ข้าพเจ้าฟังด้วย
เอ้อ..เวลานี้เรากำลังบิณฑบาตอยู่ ไม่เป็นฐานะ

บางทีพระบรมศาสดาสิ้นลมปราณเดี๋ยวนี้ก็ได้ บางทีเจ้าสิ้นลมปราณเดี๋ยวนี้ก็ได้

เอ้อ..ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ยาก เป็นแต่สักว่ารู้เป็นแต่สักว่าเห็นเน้อ

ครับ ! พอแล้ว

นั่น นั่น นั่น..เพราะบารมีแก่กล้ามาแล้ว แต่ครั้งพระเจ้ากัสสปะ ฯลฯ

“เป็นแต่สักว่ารู้เป็นแต่สักว่าเห็น”

..ครับพอแล้ว นั่นคืออะไร คือ

รวมพลไตรสิกขาแล้ว อธิศีลสิกขา สิกขา คือ ศีลยิ่ง อธิจิตสิกขา สิกขา คือ จิตยิ่ง อธิปัญญาสิกขา สิกขา คือ ปัญญายิ่ง รวมพลกันเป็นอันเดียวในปัจจุบัน ถอนอัตตวาทุปาทาน ถอนกระเจิงเลย คือ ไม่สำคัญว่าเราเป็นผู้รู้ผู้เห็น ไม่สำคัญว่าผู้รู้ผู้เห็นเป็นเรา ทีนี้อัตตวาทุปาทานก็แตกกระเจิงเลย ทีนี้ความหลงทั้งหลายก็แตกไปด้วย ก็กลายเป็น “วิชชาจรณสัมปันโน” อัตตวาทุปาทานก็แตกไปเลย ความเห็นว่าตัวเรา เขา สัตว์ บุคคล ไม่มีในขณะนั้นเลย เผงเลยคำเดียว เผงพล้อกเลย เหมือนสวิตช์ไฟฟ้าเปิดนี่ก็ปั่บนั่นเลย นั่นๆ ไปเลย

โอวาทธรรม : หลวงปู่หล้า เขมปัตโต







“..จงเอาพระพุทธเจ้าฝังเข้าไปในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเสมอ บุคคลนั้นจะไม่พบกับความทุกข์ยากลำบากใจ เหมือนดังที่เขากล่าวกันไว้ว่า นิมนต์พระเข้าไปในบ้านละมัน สบ๊าย สบาย

ไม่เหมือนกับเชิญคนเข้าไปในบ้านเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระท่านไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้ใครๆ มีแต่จะให้ความดีความสุขและความเย็นอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ดี ซึ่งเข้าไปในบ้าน ก็มักจะทำความเดือดร้อนให้เสมอ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






" พูดเรื่องคนนั้นไม่ดีคนนี้ไม่ดี ตัวที่พูดนั้นแหละมันไม่ดี อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ต้องเอาเรื่องคนนั้น
มาพูดคนนี้มาพูด ไปนั่งที่ไหนปากแม็บๆๆ ปากเปราะ นี่เป็นนิสัยไม่ดี ให้รีบแก้ไข การได้ยิน
ได้ฟังอะไรอย่าด่วนโต้ด่วนตอบกัน เก็บไว้พินิจพิจารณาทุกอย่าง อย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าจะเคย
ต่อนิสัย แล้วไม่มาแก้นิสัยตัวเองจะไปแก้อะไร "

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน








“..การต่อสู้กามกิเลส เป็นสงครามอันยิ่งใหญ่
กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง
พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง ก็ถอนได้

กามนี้มันหมุนรอบโลก มันเป็นเจ้าโลก
กามกิเลสนี้แหละ ที่ทำให้เกิดสงครามต่อสู้กัน
เกิดก็เพราะกาม ตายก็เพราะกาม รักก็เพราะกาม ชังก็เพราะกาม

กามทุกอย่างนี้เรียกว่ากามกิเลส
การต่อสู้กามกิเลสเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่
กามกิเลสนี้ร้ายนัก มันมาทุกทิศทุกทาง
ความพอใจก็คือกิเลส ความไม่พอใจก็คือกิเลส
กามกิเลสนี้อุปมาเหมือนแม่น้ำ
ธารน้ำน้อยใหญ่ไม่มีประมาณไหลลงสู่ทะเลไม่มีที่เต็มฉันใดก็ดี
กามตัณหาที่ไม่พอดี ภวตัณหา วิภวตัณหา
เป็นแหล่งก่อทุกข์ ก่อความเดือดร้อนไม่มีที่สิ้นสุด
ทั้งหมดอยู่ที่ใจ สุขก็อยู่ที่ใจ ทุกข์ก็อยู่ที่ใจ
ใจนี่แหละคือตัวเหตุ ทำความพอใจให้อยู่ที่ใจนี่

หมั่นเพียรและตั้งสัจจะให้มั่น
รักษาศีล รักษาตา รักษาหู รักษาตัว รักษาปาก สำรวมอินทรีย์ รักษาธาตุ ๔
ขันธ์ ๕ พิจารณาเข้าไป ตจปัญจกกรรมฐาน ๕ กายคตากรรมฐาน
พิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริงก็จะถอนได้

พวกหมู หมา เป็ด ไก่ มันก็เสพกามกันทั่วแผ่นดิน อย่าได้ไปอัศจรรย์
มีแต่ศีล สมาธิ ปัญญา ผู้ใดรักษาศีล
ภาวนาเข้าจนเกิดสมาธิแล้ว สติก็ดิ่งเข้าไปแล้ว
ก็จะได้ทำจิตทำใจของตนให้บริสุทธิ์
พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ ท่านชี้เข้าหาใจนี่แหละ
ทำใจให้บริสุทธิ์ ให้มีสติสัมปชัญญะนำคืนออกให้หมด
ถ้ามีสติแล้วก็นำความผิดออกจากกายจากใจของตน
อย่าหลงสมมติทั้งหลาย มีรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อย่าเอามาหมักไว้ในใจ

กามตัณหาเปรียบเหมือนแม่น้ำไหลไปสู่ทะเล ไม่รู้จักเต็มสักที
อันนี้ฉันใด ความอยากของตัณหามันไม่พอ ต้องทำความพอจึงจะดี
เราจะต้องทำใจให้ผ่องใส
ตั้งอยู่ในศีล ตั้งอยู่ในทาน ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในสมาธิก็ดี
ทุกอย่างเราทำความพอดี ความพอใจนำออกเสีย ความไม่พอใจก็นำออกเสีย
เวลานี้เราจะพักจิต ทำกายของเราทำใจของเราให้รู้แจ้งในกายในใจของเรานี้ รู้ความเป็นมา
วางให้หมด วางอารมณ์ วางอดีตอนาคตทั้งปวง ที่ใจนี่แหละ

เรื่องสังขารนี้ สังขารมันปรุง สังขารมันแต่ง
มันเกิด มันแก่ มันเจ็บ มันดับ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
วางอยู่นี่แหละ อดีตอนาคตมันก็มานี่แหละ
ตัดอดีตอนาคตลงหมด จิตดิ่งอยู่ในปัจจุบัน รู้ในปัจจุบัน ละในปัจจุบัน วางในปัจจุบัน
ทำจิตทำใจของเราให้สว่าง ให้รู้แจ้งในมรรคในผล ในศีล สมาธิ ปัญญา
เอาที่ใจนี้แหละ ให้มันสำเร็จขึ้นที่ใจ

เวลาปฏิบัติจริงกิเลสมันมาได้ทุกทิศทุกทาง
ใจนี้มันสำคัญ เหตุมันเกิดจากใจนี้ ตั้งสัจจะ จริงกายจริงวาจาจริงใจ
อย่าหลงไปตามเขา ตามอารมณ์
ละทิ้งความที่เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย
สมบัติของเจ้าพ่อเจ้าแม่ทั้งหมดนี้
เป็นที่ตั้งของทาน เป็นที่ตั้งของมรรค เป็นที่ตั้งของพระนิพพาน
จงละและวางให้เป็นพุทโธ ละวางหมดก็เป็นสุข ปล่อยวางก็สบาย..”

คัดจาก หนังสืออนุสรณ์
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ โดย มูลนิธิหลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
นครนายก : โรงพิมพ์มูลนิธินวมราชานุสรณ์








“..จงเอาพระพุทธเจ้าฝังเข้าไปในลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเสมอ บุคคลนั้นจะไม่พบกับความทุกข์ยากลำบากใจ เหมือนดังที่เขากล่าวกันไว้ว่า นิมนต์พระเข้าไปในบ้านละมัน สบ๊าย สบาย

ไม่เหมือนกับเชิญคนเข้าไปในบ้านเลย ทั้งนี้ก็เพราะพระท่านไม่ทำความเดือดร้อนวุ่นวายให้ใครๆ มีแต่จะให้ความดีความสุขและความเย็นอย่างเดียวเท่านั้น ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาหรือคนที่ไม่ดี ซึ่งเข้าไปในบ้าน ก็มักจะทำความเดือดร้อนให้เสมอ..”

ธมฺมธโรวาท
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ.๒๔๔๙-๒๕๐๔ )






"ทั้งตัวรู้ และถูกรู้ ก็ไม่หมายเอาทั้งคู่
เพราะทั้งสองสิ่งนี้ ขนสัตว์โลกพาเวียนเกิด
เวียนตายมาแล้ว นับภพนับชาติไม่ได้"

#หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
วัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร จ.สุรินทร์


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 20 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร