วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.พ. 2026, 03:28  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2026, 15:00 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5493


 ข้อมูลส่วนตัว


ทาน ศีล ภาวนา ๓ อย่างนี้
เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เรียกว่า...ธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นเทวดา

บุคคลผู้มีทาน มีศีล....ได้มนุษย์สมบัติ
บุคคลผู้มีศีล มีภาวนา...ได้สวรรค์สมบัติ

หรือ ทาน ศีล ภาวนา พร้อมกัน
แต่ว่ามีกำลังอ่อนไม่สมบูรณ์

ถ้าหากว่าภาวนาได้ฌาณ ได้สมาบัติ
ก็เป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ

เพราะฉะนั้น...
บุคคลผู้ประกอบด้วย ทาน ศีล เป็นนิสัย
เมื่อจิตออกจากร่างคือตายไปแล้ว
ย่อมไปสู่สุคติอย่างน้อยมีมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ
ตามกำลังที่ได้ทำไว้แล้วนั้น...

#พระราชวัชรปัทมคุณ (#หลวงปู่บัวเกตุ ปทุมสิโร






“จะดับไฟทั้งโลก เมื่อไหร่จะดับได้
หาคัทเอาท์ให้เจอ แล้วสับลงให้สุดเลย
หลอดไฟก็เหมือนสังขารที่ปรุงแต่งไม่หยุด
คัทเอาท์ คือ ต้นเหตุที่จิต”

#หลวงพ่อเยื้อน ขนฺติพโล
ให้ธรรมพก่อนฉันภัตตาหารเช้า
เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕





หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม

หลวงปู่ตื้อ ท่านได้ติดตามหลวงปู่มั่นไปในหลายที่ จึงเป็นที่เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในเวลานั้นว่า ท่านเป็นลูกศิษย์เอกของหลวงปู่มั่น ท่านได้เล่าเหตุการณ์ที่ท่านเดินธุดงค์กรรมฐานมาหลายปี เมื่อไปจำพรรษาอยู่ที่ภูลังกา ได้เร่งทำความเพียรจนไม่ได้ฉันข้าวฉันน้ำ ตั้งใจแน่วแน่ จะให้เห็นแจ้งต่อโลก พอจิตสงบบรรลุถึงโครตภูญาณแล้วรู้ไปถึงวิญญาณหลายพวกว่าเป็นอยู่อย่างไร

ท่านเคยกล่าวถึงการที่กระดูกคนเรากลายเป็นธาตุว่า “อำนาจตบะที่พระอริยบุคคลได้ตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรเพื่อขัดเกลากิเลสนั้น มิได้แผดเผาแต่เฉพาะกิเลสเท่านั้น หากแต่ได้แผดเผากระดูกในร่างกายให้กลายเป็นพระธาตุไปด้วยในขณะเดียวกัน”

ดังนั้น พระธาตุ จึงเป็นวัตถุที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ หมดกิเลส ของเจ้าของกระดูก หรืออัฐิธาตุนั้นเอง และอัฐิของหลวงปู่ตื้อเอง ก็กลายเป็นพระธาตุ ด้วยเช่นกัน

หลวงปู่ตื้อ สอนว่า นิมิตมีหลายแบบ นิมิตนะ ดีก็มีมาก นิมิตหลงก็มีมาก แต่มันจะดีหรือมันจะหลอกนั้น ผู้ภาวนาเป็น มันจะรู้เองหรอก คนที่ถูกนิมิตหลอกก็เพราะภาวนาไม่เป็น มันหลงทางนะ ก็ถ้านิมิตมันหลอกเอาคนไปกินจริง พระพุทธเจ้า เพราะสาวกเจ้า ครูอาจารย์ ก็คงเหลือแต่กระดูกเท่านั้นซิ คนฉลาด มีปัญญา นิมิตมาหลอกไม่ได้หรอก คนโง่ นั่งเซ่อไม่ลืมหูลืมตาต่างหาก ที่นิมิตพาไปบ้าบอเสียสตินะ ก็สติมันเสียแต่แรกแล้วนะ คนเช่นนั้นน่ะ

เมื่อได้ฝึกอบรม มีองค์พุทธโธ อยู่ในจิตใจแล้ว สมควรแล้วก็จะรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น

ที่ว่ารู้ รู้อะไรน่ะ ก็รู้เท่าทันกิเลส คนมีปัญญาต้องรู้อย่างนี้นะ อย่าไปรู้เรื่องอื่นๆ ยิ่งไปกว่ารู้เท่าทันกิเลส

เห็น น่ะเห็นอะไร เห็นหนทางที่จะฆ่าจะดับกิเลส เปิดประตูเข้าพระนิพพานไป อย่าไปเห็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เห็นนะ อย่าไปเห็นว่าเป็นผัว อย่าไปเห็นว่าเป็นเมียเขามาก่อนในอดีตชาติ เป็นต้น

ธรรมะคือ คำสอนของพระพุทธเจ้า พวกเรามองข้ามไปเสียหมด อยู่ที่ตัวของเรานี้เอง มิใช่อื่น พุทธะ คือ ผู้รู้ ก็ตัวของเรานี้เองมิใช่ใครอื่น เช่นเดียวกันกับไข่ ไข่อยู่ข้างในของเปลือกของไข่ ทำให้เปลือกไข่แตก เราก็ได้ไข่ พิจารณาร่างกายของเราให้แตก แล้วเราก็จะได้ธรรมะ

-ธรรมะปฏิบัติของครูบาอาจารย์-





ชีวิตของคนเรา เมื่อเกิดมาแล้ว ทุกคนก็อยากให้คนอื่นรัก แต่ก่อนจะให้คนอื่นรัก จงถามตัวเองว่า เรารักตัวเราเอง แค่ไหน?

... เราเกิดมาในโลกนี้ เราต้องพบคนตั้งมากมาย ขอให้พวกเราจงมีความรัก ความเมตตา ต่อสัตว์โลก ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย เหมือนกับตัวเรา

รู้ จั ก ค ำ ว่ า ใ ห้ อ ภั ย

นั่ น แ ห ล ะ เ รี ย ก ว่ า

“ จิ ต ผู้ ป ร ะ เ ส ริ ฐ ”

#หลวงปู่ทองดี_อนีโฆ
#วัดใหม่ปลายห้วย






ในโลกนี้ไม่มีใครขังเราได้เลย
มีแต่ตัวเองที่ไม่สามารถยอมรับความจริงได้

ถ้าเรายอมรับความจริงได้แล้ว
เราจะไม่มีความเห็นให้กับทุกสิ่งเลย

ทุกอย่างจะเป็นธรรมชาติในตัวของมันอย่างนั้น
เราแค่อาศัยเรียนรู้ในการถือเอาประโยชน์ตามนั้น
เรียกว่าเรียนรู้ในการถือเอาประโยชน์

ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน
ตั้งอยู่ในศีลธรรม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ด้วยกาย วาจา ใจ
ผู้นั้นก็ดำเนินชีวิตอยู่อย่างประเสริฐ
──
#พระอาจารย์ตะวัน_ปัญญาวัฒฑโก
#สำนักสงฆ์ถ้ำแจ้ง #ธรรมบุตร





“สิ่งใดที่เป็นของรัก สิ่งนั้นย่อมเป็นศัตรูแก่ดวงใจ
จึงควรละสิ่งนั้นเสีย
แล้วตนเอง ก็จะมีความสุข”

ฉะนั้น ... คนเราจึงอย่าไปเหยียดหยาม ดูถูกในคนที่เขามีปัญญาน้อย หรือฐานะกำเนิดชาติสกุลของเขาที่ตกอยู่ในความต่ำต้อย เพราะสิ่งเหล่านี้มันขึ้นอยู่ที่กรรมแห่งบุคคลซึ่งทำไว้ในกาลก่อน จึงส่งผลจำแนกให้มาเป็นในลักษณะต่างกัน

บางคนแม้จะตกไปอยู่ในสกุลที่ลำบากยากเข็ญใจ ก็สักแต่ว่ากรรมซัดไปเท่านั้น แต่ความดีซึ่งติดอยู่ในจิตสันดานเดิมของเขามีอยู่ เขาก็อาจจะสำเร็จมรรคผลได้ในวันหนึ่ง ที่กรรมนั้นซัดไปให้เกิดในสกุลยากก็เพื่อจะทรมานเขาให้แลเห็นทุกข์เห็นโทษ และใช้หนี้เวรเก่าของเขาให้หมดสิ้นไปก็มี เพราะคนเราทุกคนที่เกิดมานี้ย่อมเกิดมาแต่ผลของกรรมเก่าที่ตนกระทำไว้ทั้งสิ้น

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





ผู้ใดระลึกถึงบุพการี บุคคลผู้มีอุปการะก่อน แสดงความกตัญญูกตเวทิตาอยู่ในจิตในใจ มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว จะหาความเสื่อมได้ยาก เราเห็นครูบาอาจารย์แนะแนวแนะนำสั่งสอน สิ่งไหนที่มันไม่ดีเราจะไม่คิด เราจะไม่ทำ เราจะไม่พูด ถึงจะคิด จะทำ จะพูด เราก็สำนึกได้ว่า อันนี้แหละครูบาอาจารย์ตำหนินะ สิ่งนี้ครูบาอาจารย์ตำหนินะ ท่านไม่ให้คิดนะ ท่านไม่ให้ทำนะ ท่านไม่ให้พูดนะ ถึงจะเถลไถลไปออกไปข้างนอก เราก็ยังมีเบรกห้ามจิตห้ามใจของเราเอาไว้ เพราะว่าเราได้ศึกษาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้แนะแนวแนะนำ สั่งสอนบอกกล่าว

สิ่งเหล่านี้แหละครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่าง อันนี้พระลูกพระหลานของหลวงพ่อทุกองค์ก็เหมือนกัน เมื่อต่อไปภายภาคหน้าเมื่อไม่มีหลวงพ่อแล้ว พวกท่านทั้งหลายก็เป็นครูบาอาจารย์ของศิษย์ยานุศิษย์ ควรจะทำคุณงานความดี สิ่งไหนที่มันดีอยู่ในหลักพระธรรมวินัย ให้ยึดพระธรรมวินัย ยึดแนวแถวของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่หลวงพ่อพาประพฤติปฏิบัติมา ให้ยึดตามแนวแถวครูบาอาจารย์ อยากจะให้ลูกศิษย์ลูกหาของเราดี เราก็ต้องทำดีให้ลูกศิษย์ลูกหาของเราดู

ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน ท่านอยากจะให้ลูกศิษย์ดี ท่านก็ต้องทำดีให้ลูกศิษย์ดู เราก็ยึดแนวแถวที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาประพฤติปฏิบัติมา จากนั้นเมื่อเราได้ยึดปฏิบัติมาแล้ว เราก็ต้องทำดี ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ลูกหาต่อไปภายภาคหน้า เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่เฒ่าแก่ชราไปแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาก็ยึดที่เราพาประพฤติปฏิบัติไป ปฏิบัติมานั้นเป็นตัวอย่าง นี่แหละเป็นการสืบทอดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่มันไม่ดีไม่ถูกต้อง อย่าไปออกนอกลู่นอกทาง

ยิ่งในหลักธรรมคำสอนท่านไม่ให้จับเงินและทอง เราจะไปอยากร่ำอยากรวยอะไร บิณฑบาตฉันเช้า กินข้าวอิ่มท้องแล้วก็น่าจะเพียงพอแล้ว ให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ถ้าหากว่าอยู่ในหลักพระธรรมวินัย มันไม่อดไม่อยากนะพระลูกพระหลาน ให้เชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้อดอยาก พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้อดอยาก พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว

ถ้าหากว่าพวกเราปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม เทวดาไม่เห็นมนุษย์ก็จะเห็น มนุษย์ไม่เห็นเทวดาก็จะเห็น คุณงามความดีของพวกเราอีกสักวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอด ขอให้อยู่ในศีลในธรรม อยู่ในหลักพระธรรมวินัย อยู่ในหลักอยู่ในกฎเกณฑ์ แต่ถ้าหากว่าไปอยู่ ณ สถานที่ใด ทำความชั่วไปเรื่อย กินแมลงวันไม่เบื่อนะ

ครูบาอาจารย์เขาว่าศัพท์นี้ ท่านองค์นั้นอยู่ที่นั่นมันกินแมลงวันไม่เบื่อนะ คล้ายๆว่า ทำความชั่วเสียหายในหลักพระธรรมวินัย ครูบาอาจารย์ท่านได้ตั้งนามขึ้นมาว่า กินแมลงวันไม่เบื่อ กินไปเรื่อยทำไปเรื่อย แปลว่าทำสิ่งที่มันเลวมันชั่ว

เพราะฉะนั้นพวกเราท่านทั้งหลายพระลูกพระหลานทั้งหลาย ศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นพระที่ดี ถ้าเป็นศรัทธาญาติโยมก็เป็นศรัทธาญาติโยมที่ดี ให้มีน้ำใจให้มีเมตตา สิ่งไหนที่มันไม่ดี เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่น ก็ให้สำรวมให้ระวังเอาไว้ อันนี้แหละคือศีลและวินัย ถ้าพวกเราอยู่ด้วยศีลด้วยวินัย อยู่ด้วยกันมากมายขนาดไหนก็สบายอกสบายใจ ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าออกนอกลู่นอกทาง ออกนอกหลักพระธรรมวินัย มีแต่จะคิดรังแกเบียดเบียนกัน อันนั้นมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายในหมู่คณะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กำหนดชีวิตด้วยความคิดของตัวเอง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๘






“..คำว่า สัมมาสัมพุทโธ..”
“..สัมมาสัมพุทโธ” คือ เป็นผู้ตรัสรู้ “สัมพุทโธ” แปลว่า ตรัสรู้ สัมมา - โดยชอบ นี้เป็นบทต่อไปสัมมาสัมพุทโธ ตรัสรู้ชอบ คำว่า ชอบ ในที่นี้คือ เห็นดีเห็นชอบ เห็นตามเป็นจริง มันชอบอย่างคนเราเห็นน่ะอย่างเรามาพิจารณาถึงธรรมะเห็นจริงน่ะเห็นตามคำสอนพระองค์ แต่เรา “ละไม่ได้” ยังไม่เรียกว่า “เห็นชอบ”

ครั้นพระองค์เห็นชอบแล้วทุกอย่าง มันชอบแล้ว ดีแล้วทุกประการจึงค่อย “ละถอนได้” เห็นชอบอย่างพวกเรานี่ไม่ทันละไม่ทันได้ถอน จะเรียกว่าเห็นชอบไม่ได้ เพียงแต่ว่า “เห็นตาม” เฉยๆ ยังไม่ทันถึงเห็นชอบ

บอก “สัมมาสัมพุทโธ” เป็น “ผู้เห็นชอบ” “ตรัสรู้ชอบ” “ชอบด้วยพระองค์เอง” ด้วย ไม่มีใครสอน ไอ้เรานี่พระพุทธเจ้าสอนสักเท่าไร ครูบาอาจารย์สอนเท่าไรแต่มันก็ไม่เห็นชอบสักที ไม่เข้าถึงของจริงสักที ยังละทิ้งไม่ได้ ถอนไม่ได้ จึงไม่ได้เป็นสัมมาสัมพุทโธ พระพุทธเจ้าท่านเป็นสัมมาสัมพุทโธ..”

เทสฺรํสีธมฺโมวาท
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
(พ.ศ.๒๔๔๕-๒๕๓๗)





“จิตดวงนี้ เป็นตัวที่ขยาย ทำให้เกิดอารมณ์ ทำให้เกิด ความทุกข์ แล้วก็วิ่งวนกัน ในเรื่อง ของอารมณ์

ทุกอย่างสำเร็จ มาด้วยอารมณ์ ถ้าไม่มี อารมณ์แล้ว มันก็ไม่มีทุกข์ มีสุข นี่เนื่องด้วยจาก อารมณ์

เพราะฉะนั้น เวลาที่เรา มารวมกัน ทำสมาธิ ก็คือ การจัดอารมณ์ อารมณ์มีอยู่เยอะ

เมื่อเรายังไม่ได้ ทำสมาธิ เราก็ คิดนู่นคิดนี่ คิดไปเรื่อยเปื่อย แต่ถ้าเรา มาเข้าสมาธิซะ เราก็มานึกที่ พุทโธ คำเดียว

พุทโธคำเดียว ก็กลายเป็น ยาวิเศษ ที่จะกำจัด อารมณ์ออกไปให้ได้”

ธรรมะรุ่งอรุณ เล่ม ๑๐ ธรรมะฟ้าสาง ๑๗

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ กรุงเทพมหานคร

#เจ้าประคุณสมเด็จพระญาณวชิโรดม
#หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร









“นรก สวรรค์ อยู่ในใจเรา อยู่ในตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ไหน”

คำถาม: ทำไมเรามีนรก สวรรค์ และนิพพานครับ

พระอาจารย์: คือมันเป็นใจของเราแหละที่มีความสุข ไม่มีความทุกข์ ถ้าใจเราสุขเราก็เป็นสวรรค์ เป็นนิพพาน ถ้าใจเราทุกข์มันก็เป็นนรกขึ้นมา มันไม่ใช่สถานที่ฮอลแลนด์หรืออังกฤษหรือประเทศไทย อยู่ในใจของเรานี่ วันไหนที่เราทุกข์วันนั้นใจของเราก็เป็นนรกขึ้นมา วันไหนเรามีความสุขใจของเราก็เป็นสวรรค์ขึ้นมา สวรรค์ก็มีหลายชั้นด้วยกัน ชั้นสูงสุดก็คือนิพพาน มีความสุขเต็ม ๑๐๐ ตลอดเวลา นี่คือใจของเรา เหมือนห้องของเรานี่ บางทีเราก็เปิดแอร์ใช่ไหมถ้ามันร้อน เราก็ต้องเปิดแอร์ให้มันเย็น ถ้ามันหนาวเราก็เปิดฮีตเตอร์ (heater) ให้มันร้อนใช่ไหม ใจของเราก็แบบเดียวกัน เวลาเราทำดีใจเราก็เหมือนติดแอร์ มันก็เย็น เวลาเราทำบาปใจเราก็เหมือนเปิดฮีตเตอร์มันก็ร้อน เข้าใจไหม นี่คือใจของเรา เวลามันร้อนก็เรียกว่านรก เวลามันเย็นก็เรียกว่าสวรรค์ ชอบห้องร้อนลองเข้าไปนั่งในห้องซาวน่า (sauna) ดูสิ เคยเข้าไปนั่งห้องซาวน่าไหม เวลาใจเราทุกข์ใจเราเศร้าโศกเสียใจ ใจโกรธ เวลาคุณแม่ทำอะไรให้เราไม่พอใจ พูดอะไรไม่พอใจเราก็โกรธ ใจเราก็เริ่มจะเป็นนรกแล้ว เวลาที่เราทำความดี ทำตามที่คุณแม่พูดเราก็มีความสุข ก็เป็นสวรรค์ขึ้นมา เข้าใจหรือยัง นี่คือนรกสวรรค์ “นรกอยู่ในอก สวรรค์อยู่ในใจ” นะ ภาษาไทยเราพูดอย่างนี้ อยู่ในใจเราอยู่ในตัวเรา ไม่ได้อยู่ที่ไหน

รายการกระแสธรรม ทุกวันพุธสองทุ่มตรงทาง zoom
วันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๖

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






ผู้ใดระลึกถึงบุพการี บุคคลผู้มีอุปการะก่อน แสดงความกตัญญูกตเวทิตาอยู่ในจิตในใจ มีแต่ความเจริญโดยส่วนเดียว จะหาความเสื่อมได้ยาก เราเห็นครูบาอาจารย์แนะแนวแนะนำสั่งสอน สิ่งไหนที่มันไม่ดีเราจะไม่คิด เราจะไม่ทำ เราจะไม่พูด ถึงจะคิด จะทำ จะพูด เราก็สำนึกได้ว่า อันนี้แหละครูบาอาจารย์ตำหนินะ สิ่งนี้ครูบาอาจารย์ตำหนินะ ท่านไม่ให้คิดนะ ท่านไม่ให้ทำนะ ท่านไม่ให้พูดนะ ถึงจะเถลไถลไปออกไปข้างนอก เราก็ยังมีเบรกห้ามจิตห้ามใจของเราเอาไว้ เพราะว่าเราได้ศึกษาจากพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านได้แนะแนวแนะนำ สั่งสอนบอกกล่าว

สิ่งเหล่านี้แหละครูบาอาจารย์เป็นตัวอย่าง อันนี้พระลูกพระหลานของหลวงพ่อทุกองค์ก็เหมือนกัน เมื่อต่อไปภายภาคหน้าเมื่อไม่มีหลวงพ่อแล้ว พวกท่านทั้งหลายก็เป็นครูบาอาจารย์ของศิษย์ยานุศิษย์ ควรจะทำคุณงานความดี สิ่งไหนที่มันดีอยู่ในหลักพระธรรมวินัย ให้ยึดพระธรรมวินัย ยึดแนวแถวของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ที่หลวงพ่อพาประพฤติปฏิบัติมา ให้ยึดตามแนวแถวครูบาอาจารย์ อยากจะให้ลูกศิษย์ลูกหาของเราดี เราก็ต้องทำดีให้ลูกศิษย์ลูกหาของเราดู

ครูบาอาจารย์ก็เหมือนกัน ท่านอยากจะให้ลูกศิษย์ดี ท่านก็ต้องทำดีให้ลูกศิษย์ดู เราก็ยึดแนวแถวที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาประพฤติปฏิบัติมา จากนั้นเมื่อเราได้ยึดปฏิบัติมาแล้ว เราก็ต้องทำดี ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ลูกหาต่อไปภายภาคหน้า เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่เฒ่าแก่ชราไปแล้ว ลูกศิษย์ลูกหาก็ยึดที่เราพาประพฤติปฏิบัติไป ปฏิบัติมานั้นเป็นตัวอย่าง นี่แหละเป็นการสืบทอดไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นสิ่งไหนที่มันไม่ดีไม่ถูกต้อง อย่าไปออกนอกลู่นอกทาง

ยิ่งในหลักธรรมคำสอนท่านไม่ให้จับเงินและทอง เราจะไปอยากร่ำอยากรวยอะไร บิณฑบาตฉันเช้า กินข้าวอิ่มท้องแล้วก็น่าจะเพียงพอแล้ว ให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักพระธรรมวินัย ถ้าหากว่าอยู่ในหลักพระธรรมวินัย มันไม่อดไม่อยากนะพระลูกพระหลาน ให้เชื่อในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ให้อดอยาก พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติธรรมไม่ให้ตกไปในที่ชั่ว

ถ้าหากว่าพวกเราปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม เทวดาไม่เห็นมนุษย์ก็จะเห็น มนุษย์ไม่เห็นเทวดาก็จะเห็น คุณงามความดีของพวกเราอีกสักวันหนึ่ง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวอด ขอให้อยู่ในศีลในธรรม อยู่ในหลักพระธรรมวินัย อยู่ในหลักอยู่ในกฎเกณฑ์ แต่ถ้าหากว่าไปอยู่ ณ สถานที่ใด ทำความชั่วไปเรื่อย กินแมลงวันไม่เบื่อนะ

ครูบาอาจารย์เขาว่าศัพท์นี้ ท่านองค์นั้นอยู่ที่นั่นมันกินแมลงวันไม่เบื่อนะ คล้ายๆว่า ทำความชั่วเสียหายในหลักพระธรรมวินัย ครูบาอาจารย์ท่านได้ตั้งนามขึ้นมาว่า กินแมลงวันไม่เบื่อ กินไปเรื่อยทำไปเรื่อย แปลว่าทำสิ่งที่มันเลวมันชั่ว

เพราะฉะนั้นพวกเราท่านทั้งหลายพระลูกพระหลานทั้งหลาย ศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ ให้เป็นพระที่ดี ถ้าเป็นศรัทธาญาติโยมก็เป็นศรัทธาญาติโยมที่ดี ให้มีน้ำใจให้มีเมตตา สิ่งไหนที่มันไม่ดี เป็นการเบียดเบียนตนและผู้อื่น ก็ให้สำรวมให้ระวังเอาไว้ อันนี้แหละคือศีลและวินัย ถ้าพวกเราอยู่ด้วยศีลด้วยวินัย อยู่ด้วยกันมากมายขนาดไหนก็สบายอกสบายใจ ร่มเย็นเป็นสุข ถ้าออกนอกลู่นอกทาง ออกนอกหลักพระธรรมวินัย มีแต่จะคิดรังแกเบียดเบียนกัน อันนั้นมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวายในหมู่คณะ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “กำหนดชีวิตด้วยความคิดของตัวเอง”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๖๘





"คำสอนของ...
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ที่นำมานี้ ง่ายแต่ลึกมาก เป็นหัวใจของการปฏิบัติ แบบตรงไปตรงมาในสไตล์ ของหลวงตาเลย ไม่อ้อมค้อม ไม่ประดิษฐ์ แต่แทงใจคนฟัง ทันที

1.“การฝึกตนให้เป็นคนดี
เรียกว่ายาก ถ้าฝึกได้แล้วดีนะ”
หลวงตาชี้ว่า ความดีไม่ได้เกิดเอง
ต้องฝึก ต้องขัดเกลา ต้องทน
ความยาก อยู่ที่การเอาชนะนิสัยเก่า
ความเคยชินเก่า ความอยากของใจ

แต่ถ้าฝึกได้แล้ว
ผลลัพธ์มันคุ้มค่ามาก เพราะความดีจะกลายเป็นธรรมชาติของใจ
เหมือนคนหัดเดินป่า แรกๆ ลำบาก
แต่พอชำนาญแล้ว เดินที่ไหนก็คล่อง

2.“ฝึกได้แล้ว อยู่ที่ไหน
ดีหมดชุ่มเย็น อยู่ในป่า ในเขา ร่มไม้ ชายคา”
เมื่อใจดีแล้ว สถานที่ไม่ใช่ปัญหา
อยู่ป่า อยู่เขา อยู่บ้าน อยู่เมือง ใจเย็น
เหมือนกัน
ความสงบ ไม่ได้ขึ้นกับสถานที่ แต่ขึ้นกับ คุณภาพของใจ

ใจดี โลกดี
ใจสงบ ทุกที่สงบ

3.“อดบ้าง อิ่มบ้าง สุขหมด มันสุขอยู่ที่ใจ”
หลวงตาสอนให้เห็นว่า ความสุข ไม่ได้ขึ้น
กับความอิ่ม หรือความอด
คนที่ใจสงบ แม้ขาดแคลน ก็ไม่ทุกข์
คนที่ใจฟุ้ง แม้มีพร้อมทุกอย่าง ก็ยังหาความสุขไม่เจอ

สุข-ทุกข์ ไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์
แต่อยู่...ที่การรับรู้ของใจ

4.“ไม่ได้สุขอยู่ที่วัตถุเงินทองข้าวของ อันนั้น!
ไปเกาะเขาเฉยๆ”
วัตถุให้ความสะดวก แต่ไม่ให้ความสงบ
เงินทองให้ความสบาย แต่ไม่ให้ความอิ่มใจ
ถ้าใจไปเกาะวัตถุ ใจจะหวั่นไหวตามวัตถุ
ถ้าใจตั้งมั่นในธรรม วัตถุจะเป็นแค่เครื่องใช้ ไม่ใช่ที่พึ่ง

หลวงตาพูดตรงๆ ว่า...
“ของนอก” ไม่เคยทำให้ใครพ้นทุกข์ได้

5.“สุขแท้ ทุกข์แท้ อยู่ที่ใจ”
นี่คือ! ประโยคสรุปธรรมทั้งหมดของหลวงตา

สุขแท้ ใจ ที่รู้เท่าทันตัวเอง
ทุกข์แท้ ใจ ที่หลงตามกิเลส
ใจ เป็นผู้สร้างทั้งสุข และทุกข์
ถ้ารู้จักใจ รู้จักโลก
ถ้าฝึกใจ ชีวิต...ทั้งชีวิตเปลี่ยน

หลวงตาสอนแบบนี้เสมอ
นเพราะท่านเห็นด้วยปัญญาตรงจากการปฏิบัติจริง
สรุปแบบสั้นที่สุด
หลวงตากำลังบอกว่า:

“ฝึกใจให้ดีให้สงบ...
เมื่อใจดีแล้ว...ทุกอย่างดีหมด สุข-ทุกข์ไม่ได้อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่...ที่ใจล้วนๆ”

นี่คือ!
หัวใจของพระพุทธศาสนาในประโยคเดียว"

องค์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 202 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร